ทานอย่างไรให้ผลดีต่อโลก
โดย :Lynnie


[5 ก.ค. 2541 04:09:58]
ข้อความต่อไปนี้คัดมาจากหนังสือ "50วิธีพิทักษ์และคุ้มครองโลก"
โดย EARTH WORKS GROUP ( กันยายน 1989 )
ถึงแม้จะเป็นข้อมูลของคนอเมริกัน แต่ก็มีรายละเอียดน่าสนใจมากสำหรับคนไทย
เพราะไม่ว่าคนชาติไหนก็ต้องอยู่บนโลกใบเดียวกัน ต้องกินต้องใช้เหมือนๆ กัน
ขอฝากเอาไว้พิจารณาด้วยค่ะ
......
หนังสือ "อาหารสำหรับคนอเมริกันยุคใหม่" รายงานว่า ข้าวและถั่วเหลืองที่เป็น
อาหารของปศุสัตว์ในสหรัฐฯ ในแต่ละปีนั้นมากพอที่จะเป็นอาหารเลี้ยงคนกว่า
1 พันล้านคนทีเดียว

---สิ่งควรรู้---
เราไม่คิดว่าควรจะมีใครมาบอกคุณว่า คุณควรจะทานอะไร ไม่ทานอะไร เพราะ
นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไปที่จะให้บอกกัน แต่เราคิดว่าคุณควรจะรู้ข้อเท็จจริง
บางประการว่า อาหารที่คุณทานนั้นมีผลกระทบอะไรต่อสภาพแวดล้อม คนอเมริกัน
เป็นจำนวนมากอาจจะไม่เคยคิดเลยว่า การทำแฮมเบอเกอร์เป็นอาหารเย็นนั้นต้อง
อาศัยทรัพยากรอะไรบ้าง เราโชคดีที่มีอาหารมากมาย แต่ก็อาจจะถึงเวลาแล้วที่เรา
จะพยายามรักษาทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นที่มาของอาหารของเรา

---คุณทราบไหมครับว่า---
#-หนังสืออาหารสำหรับอเมริกันยุคใหม่ รายงานว่า ถ้าคนอเมริกันทานเนื้อน้อยลง
10% เมล็ดข้าวและถั่วเหลืองที่ประหยัดได้จะเป็นอาหารเลี้ยงคน 60 ล้านคนได้อย่าง
เพียงพอ ซึ่งนั่นก็คือ จำนวนคนที่ขาดอาหารจนกระทั่งตายไปทั่วโลกในแต่ละปี
#-ในการผลิตเนื้อให้ได้ 1 ปอนด์นั้น เราต้องใช้เมล็ดข้าวและถั่วเหลือง 16 ปอนด์
น้ำ 2,500 แกลลอน และพลังงานเทียบเท่ากับน้ำมัน 1 แกลลอน
#-น้ำที่ใช้ในกิจการปศุสัตว์นั้นคิดเป็นปริมาณน้ำมากกว่าครึ่งที่ใช้กัน (ในทุกๆ กรณี)
ในสหรัฐ
#-เชื่อหรือไม่ว่า วัวก็อาจมีส่วนทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก มีคนประมาณไว้ว่า
แต่ละปี วัว 1.3 ล้านตัวในโลกเรานี้จะผลิตก๊าซมีเทนเกือบ 100 ล้านตัน ซึ่งก๊าซนี้เป็น
green house gas ที่มีอานุภาพรุนแรง โมเลกุลต่อโมเลกุลดูดความร้อนของแสงอาทิตย์
ไว้ได้มากกว่าถึง 25 เท่า
#-กิจการปศุสัตว์ทำให้ป่า 220 ล้านเอเคอร์ ในสหรัฐฯ ถูกทำลาย และดินแดนขนาด
25 ล้านเอเคอร์ (ขนาดเท่ากับประเทศออสเตรเลีย) ในบราซิล และป่าครึ่งหนึ่งในอเมริกากลาง
ถูกหักล้างถางพงเพื่อใช้เนื้อที่ประกอบกิจกรรมการผลิตเนื้อ
#-พื้นที่ 1 ใน 3 ของอเมริกาเหนือ เป็นดินแดนที่เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ และแหล่งกสิกรรมครึ่งหนึ่ง
ของอเมริกาทำการเพาะปลูกอาหารที่จะนำไปใช้เลี้ยงปศุสัตว์ (ส่วนใหญ่จะเป็นวัวควาย)
#-ดินแดนที่ผลิตอาหารพอเลี้ยงคนหนึ่งคนที่ทานเนื้อ สามารถผลิตอาหารพอเลี้ยงคน 20 คน
ที่กินเจ
#-การปลูกเมล็ดข้าว ผัก และผลไม้ ใช้วัตถุดิบน้อยกว่าการผลิตเนื้อ 5%

---สิ่งง่ายๆ ที่ทำได้---
#-วิธีที่ง่ายที่สุด (แม้ว่าคุณจะเป็นคนทานเนื้อที่ไม่มีวันยอมเปลี่ยนใจ) ก็คือทานเนื้อให้น้อยลง
#-นานๆ ทีก็ทดลองกินเจดูซักมื้อ ตำราทำอาหารเจอร่อยๆ มีวางขายเป็นจำนวนมาก
#-คุณเคยทดลองทำสวนผลไม้หรือสวนครัวแล้วหรือยัง การทำสวนเป็นวิธีการพักผ่อนยอดนิยม
อันดับหนึ่งในอเมริกาเลยทีเดียว แล้วคุณจะประหลาดใจที่คุณสามารถปลูกอะไรได้มากมายแม้
จะบนที่ดินแปลงเล็กๆ เท่านั้น สมุนไพร ผักใบเขียว ผลไม้ และแม้แต่ข้าวโพด ขึ้นได้ง่ายทีเดียว
ในพื้นที่ส่วนใหญ่ในตัวเมือง
#-ซื้อสินค้าจาก "ตลาดของชาวไร่ชาวสวน" ใกล้บ้านคุณ ผักผลไม้ที่ปลูกในท้องถิ่นมักจะสดกว่า
ถูกกว่า และมีกากของยาฆ่าแมลงตกค้างอยู่น้อยกว่าผักผลไม้ที่ขนส่งมาไกล

---แหล่งข้อมูล---
#-หนังสือ "อาหารสำหรับคนยุคใหม่" โดย จอห์น ร้อบบินส์ (สติลพ็อยท์) เป็นหนังสือที่ทำการ
ศึกษาถึงเรื่องอันตรายที่เกิดจาก "การชอบทานเนื้อ" ไว้อย่างละเอียด อันตรายนี้เริ่มตั้งแต่ของเสีย
จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงเรื่องของอาหารที่คนอเมริกันทานว่ามีอันตรายต่อสุขภาพ
อย่างไร และเรื่องของสัตว์ที่ต้องถูกทารุณ
ฯลฯ...
.......

จากมุมมองของคนอเมริกันเค้าก็เน้นมองในแง่การประหยัดทรัพยากร และการทารุณกรรมสัตว์ ซึ่ง
เขาไม่ได้คิดถึงว่าการทำเกษตรก็มีการฆ่าแมลง, ไส้เดือน หรือศัตรูพืชอื่นๆ อีกมาก ดังนั้นเราก็เอา
แนวคิดนี้มาประยุกต์ให้เข้ากับแนวพุทธศาสนาดู (แต่ไม่เกี่ยวกับผู้ที่บวชเป็นพระนะ)

การทำการเกษตรแบบสมัยใหม่-การปลูกพืชเชิงเดี่ยว-ที่นิยมทำกันในสมัยนี้ก็ก่อให้เกิดผลเสียมากมาย
เช่น ทำให้เกิดการทำลายหน้าดิน ดินเปรี้ยว การตกค้างและสะสมของยาฆ่าแมลง ฯลฯ เมื่อเพาะปลูก
ไปนานๆ ก็จะทำให้ดินแน่น และเสื่อมสภาพถ้าไม่มีการปรับปรุงด้วยกระบวนการแบบธรรมชาติหรือ
ใส่สารอินทรีย์ ทำให้เกิดการบุกรุกหาที่ทำกินอยู่เรื่อย เกิดการตัดไม้ทำลายป่า เผาป่ากันอีก จะเห็นได้ว่า
ถึงแม้เราจะหลีกเลี่ยงปรากฏการณ์เหล่านี้ได้ยาก (ถ้าเราไม่เปลี่ยนวิธีการผลิต) แต่การลดกินเนื้อลงก็จะ
ช่วย save การเพาะปลูกพืชเพื่ออาหารสัตว์ จากความสัมพันธ์ของห่วงโซ่อาหาร การถ่ายทอดพลังงาน
ในแต่ระดับชั้นจะมีแค่ 10% เท่านั้น นั่นคือพลังงานที่สัตว์ได้จากพืช 10% แล้วพอผ่านมาถึงมนุษย์ก็
เหลือแค่ 1% เท่านั้นเอง

ถ้าจะให้ดีก็น่าจะทำการเกษตรทางเลือก ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง การทำเกษตรแบบสวนป่า-ผสมผสานพืช
หลายๆ ชนิดเข้าด้วยกัน การปลูกพืชท้องถิ่น(เพราะมีความทนทานและเหมาะสมที่สุด) ถ้าแมลงมากิน
พืชก็น่าจะอนุโลมบ้าง เพราะมันก็หิว และมีสิทธิที่จะอยู่บนโลกเหมือนกัน ดูมันกินก็เพลินดี เหมือน
กับที่เราดูสัตว์เลี้ยงที่เรารักกินอาหาร (แต่ เอ ใครหว่าจะคิดแบบนี้) ...วิธีเหล่านี้ก็น่าจะลดการฆ่าสัตว์ลง
ไปได้บ้างน่า ดินก็จะไม่เสีย ไม่ต้องเผาป่า สัตว์ป่าก็จะรอดอีกเยอะแยะ

ส่วนเราก็ไม่ต้องไปรอให้ชาวนาชาวไร่เค้าเปลี่ยนก่อนหรอก เราเองก็ช่วยกันได้เลย เปลี่ยนที่ตัวเรา-
บ้านเรานั่นแหละ
-เลีอกทานผักและผลไม้ที่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เช่น ตำลึง(มีขึ้นเองที่บ้านเพียบ), ผักบุ้ง, กล้วย, มะละกอ,...
-ว่างๆ เมื่อไหร่ก็ปลูกเองที่บ้านเลย จะกินเมื่อไหร่ก็ค่อยเดินไปเก็บหลังบ้าน สดๆ ไม่เสียคุณค่าทางอาหาร
การปลูกถ้าไม่อยากพรวนดินรบกวนพวกไส้เดือนกิ้งกือ ก็ซื้อดินมาโปรยแล้วโรยเมล็ดไปเลย สะดวกดี
ถ้าเป็นพวกชอบการจัดสวนก็มีไม้กินได้ที่สวยๆ เยอะแยะ เช่น ปูเล่ สะระแหน่ ผักแว่น ... เป็นต้น ลองไป
หาซื้อหนังสือ มหัศจรรย์ผัก108 มาอ่านดูสิมีรายละเอียดเยอะเลย

เคยไปอบรมคอร์สของที่ธรรมศาสตร์มา เค้ามีสไลด์ให้ดู เกี่ยวกับการฆ่าสัตว์ในโรงฆ่า ก่อนตายพวกเค้า
ทรมานมากเพราะวิธีฆ่าของไทยยังป่าเถื่อนอยู่ เวลาที่วัวเข้าแถวกำลังจะเดินเข้าไปถูกฆ่านั้นมันจะซึมเศร้า
และน้ำตาไหลพรากน่าสงสารมาก วิทยากรเค้าก็เล่าด้วยว่าการทำเลือดหมูให้คนกิน เขาจะเลือกเอาหมูที่
ผิวสวย สีชมพู มีความสมบูรณ์มา ล็อกเข้าที่โดยเฉพาะ มีล็อกที่คอและที่ตัวกันการดิ้น พอถึงเวลาก็จะเอา
สามง่ามมาแทงที่คอโดยไม่มีการทำให้หมูสลบหรือหมดสติก่อนเลย เพื่อที่เลือดจะได้ไหลออกมาดี...
รู้สึกไม่ค่อยดีเลยค่ะ ที่สัตว์พวกนี้ถูกทำให้เกิดมาเพื่อเลี้ยงให้อ้วน แล้วก็ถูกฆ่าเพื่อกินในวันนึงข้างหน้า

ในวัฒนธรรมของชาวล้านนามีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อธรรมชาติมาก การหาฟืนมาใช้โดยการเก็บเศษไม้ที่
ตกอยู่ตามพื้นหรือไม้ที่ตายแล้ว ไม่มีการตัดไม้เพื่อทำฟืน พวกเขาก็มีการทานเนื้อเหมือนกันแต่เป็นเนื้อที่
นำมาจากสัตว์ที่ตายแล้วที่บังเอิญไปเจอในป่า ไม่มีการล่า(หรือเลี้ยง) เพื่อนำมากิน

การใช้ทรัพยากรอย่างพอเหมาะ และใช้เท่าที่จำเป็นนั้นก็เป็นสิ่งที่ดี แล้วก็เป็นการช่วยธรรมชาติและสรรพสัตว์
เหมือนกัน แถมยังเป็นการปฏิบัติธรรมอีกด้วย เมื่อเราใช้ทรัพยากรน้อยลง สภาพแวดล้อมก็ดีขึ้นธรรมชาติ
และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ก็อยู่เป็นสุขมากขึ้น ประหยัดอะไรได้ก็ประหยัดซะ ช่วยฟื้นฟูอะไรได้ก็ช่วยทำ ลงแรงกาย
ไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ลงแรงใจ จะได้ช่วยให้โลกเราน่าอยู่ขึ้นมากเลย

ถ้าคิดอะไรออกก็จะเขียนเพิ่มอีก แล้วถ้าใครมีอะไรจะติชม หรือแนะนำเพิ่มเติมก็ post มาได้เลย กระทู้นี้เป็น
ของส่วนรวมของเราทุกคนค่ะ

[วันอาสาฬหบูชา 22:38:25]
วันนี้จะมาเล่าเรื่องให้ฟังเล็กน้อยเกี่ยวงานวิจัยของชาวต่างประเทศ (อีกแล้ว)
-------------------------------
มีการทดลองในประเทศอังกฤษ โดยมีประชากรกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กหญิงอายุระหว่าง 11-15 ขวบ จำนวน 17 คนในช่วงภาวะสงคราม เด็กหญิงเหล่านี้ได้รับอาหารที่ไม่มีคุณค่า เช่น ขนมปังขาว , เนยเทียม , แยม , น้ำชารสหวานจัด และ อาหารกระป๋อง ผลก็คือมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว , เกียจคร้าน , เฉื่อยชา , ชอบทะเลาะเบาะแว้งกัน และต่อต้านผู้มีอำนาจ หลังจากนั้นก็มมีการปรับปรุงคุณภาพอาหาร โดยเพิ่มผักสด ผลไม้ ผลิตภัณฑ์นม และเนื้อสัตว์ ผลคือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปผิดหูผิดตาราวกับว่าเป็นคนละคน

มีการทดลองในหนูเช่นดียวกัน แบ่งเป็นหนู 2 กลุ่ม กลุ่มที่ได้รับอาหารเลวๆ จะกัดกันเองล้มตายกันเกือบหมด ส่วนกลุ่มที่ได้รับอาหารดี จะเจริญเติบโตเร็วและแข็งแรง เป็นที่น่าสงสัยว่าปัญหาเด็กเกเรที่มีอยู่ในแต่ละครอบครัว จะเกี่ยวกับโภชนาการหรือไม่
--------------------------
ส่วนต่อไปนี้จะนำมาจากหนังสือของ อ. เกียรติวรรณ อมาตยกุล ท่านจะแบ่งอาหารออกเป็น 3 ประเภท

Sentient food : สีขาว : ทำให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจเยือกเย็น สงบ
ความหมาย = ความรัก , ความสบายใจ
ได้แก่ ข้าว ผัก ผลไม้ ถั่วต่างๆ นมและผลิตภัณฑ์จากนม

Mutative food : สีแดง : กระตุ้นทั้งร่างกายและจิตใจ
ความหมาย = ความตื่นเต้น , ความโกรธ , ความกระฉับกระเฉง
ได้แก่ กาแฟ ชา น้ำอัดลม โกโก้ ยากระตุ้นร่างกาย

Static food : สีดำ : ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ หรือ มีประโยชน์ต่อร่างกายแต่ไม่มีประโยชน์ต่อจิตใจ
ความหมาย = ความเสื่อม , ความนิ่ง
ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ กระเทียม หัวหอม เหล้า เบียร์ สิ่งเสพติด เห็ด และ รา
---------------------------
อาหารที่ดีมีคุณค่า คืออาหารที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปมากเกินไป จนไม่เหลืออะไรไว้เลย
ในผักสด ผลไม้ โดยเฉพาะที่เพิ่งเก็บมาใหม่ๆ จะมีพลังชีวิต(ธรรมชาติ) อยู่ในตัวของมัน แต่ต้องควรเลือกชนิดให้ดีเพราะพืชผลบางชนิดมีอัตราการใช้ยาฆ่าแมลงที่สูงมาก เคยมีข่าวว่ารถขนกะหล่ำปลีของชาวเขาเผ่าหนึ่งที่อยู่ทางภาคเหนือ (อาศัยอยู่ใกล้ดอยสุเทพ เป็นนักผลาญป่าตัวยงและมักทำให้ประชาชนกลุ่มอื่นเดือดร้อน) พลัดตกลงไปในคูทำให้ปลาตายกันหมดคู ที่นี่เขาไม่ได้ใช้วิธีฉีดยาฆ่าแมลง เขาใช้วิธีตักราดเอาเลย
คุณเคยสังเกตไหมว่าเวลาที่คุณอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ๆ คุณจะรู้สึกถึงความสดชื่นปลอดโปร่งและสบายใจ นั่นแหละพลังชีวิตจากต้นไม้ ยิ่งต้นใหญ่ยิ่งมีพลังมาก (น่าสงสารคนเมือง)
-----------------------------
ในความเป็นจริง อาหารไม่ได้เป็นปัจจัยทั้งหมดที่ส่งผลต่อภาวะจิตใจ ถ้าบุคคลนั้นมีจิตใจที่ดีงาม มี
สติสัมปชัญญะ รู้ผิดชอบชั่วดี ไม่ว่าอาหารชนิดใดก็จะไม่มีผลต่อเขา
ถ้าบุคคลใดมีนิสัยที่ไม่ดี ไม่พึงประสงค์ ไม่มีสติสัมปชัญญะ มีมิจฉาทิฐิ ถึงแม้ว่าเขาจะรับประทานแต่พืชผัก
ผลไม้ เขาก็หาเป็นคนดีไม่

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอาหารจะไม่สำคัญ ลองคิดดู สมมติว่าให้เราไปยืนริมถนนแถวๆ เยาวราช สูดควันพิษซักครึ่งชั่วโมงไม่ไปไหน เราจะทำใจให้สดชื่นแจ่มใสอยู่อย่างเดิม ไม่รู้สึกมึนหัว หรือไม่เหม็น ได้หรือไม่ มิฉะนั้นก็ลองดื่มกาแฟหลายๆ แก้วแล้วบังคับตัวเองให้ร่างกายสงบใจไม่สั่นได้หรือไม่ ถ้าทำได้ก็แสดงว่าคุณมีความสามารถเป็นเลิศทีเดียวที่ทำได้เช่นนั้น

ส่วนผลที่เกิดจากอาหารนั้นก็จะมีหลากหลายขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร และปริมาณ ซึ่งก็จะทำให้มีความแรงของผลแตกต่างกันไป
------------------------
ต่อไปนี้คือข้อความตอนหนึ่งจาก "โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน" ท่านได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจมากทีเดียว

...คนเรานั้นถ้าจิตใจไม่ว้าวุ่น ทำใจให้สงบได้แล้ว ก็เกือบจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ พ้นจากความเป็นปุถุชนแล้ว แต่คนธรรมดานั้นจิตใจยากที่จะสงบระงับได้ การฟุ้งซ่านนี่เอง ที่ทำให้คนเราถูกผูกมัดด้วยอำนาจ 'พลังบวกและพลังลบของธรรมชาติ' ทำให้ไม่มีอิสระเสรีต้องขึ้นกับดวงชาตาราศี และการโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้า ที่โหราจารย์ทั้งหลายได้ทำสถิติกันไว้ โหราศาสตร์จึงมีขึ้นด้วยเหตุนี้ ก็มีแต่สามัญชนคนธรรมดาเท่านั้นที่ถูกกำหนดได้ตามวิชาโหราศาสตร์ แต่คนที่ทำความดีมากๆ แล้ว ชาตาชีวิตจักทำอะไรได้ โหราศาสตร์นั้นหยั่งไม่ถึงกรรมดีกรรมชั่วของคนเราหรอก วิชาโหราศาสตร์จึงยึดถือเป็นบรรทัดฐานไปหมดมิได้เพราะคนดีนั้น ถึงแม้ชาตาชีวิตจะบ่งไว้ว่าไม่ดีอย่างไร แต่พลังแห่งกุศลธรรมนั้นใหญ่หลวงนักสามมารถพลิกความคาดหมายของโหราศาสตร์ได้ คนจนก็กลายเป็นคนรวยได้ คนอายุสั้นก็กลายเป็นคนอายุยืนได้ ในทำนองเดียวกัน คนที่สร้างอกุศลธรรมอย่างหนักไว้ ชาตาชีวิตก็ไม่สามารถผูกมัดเขาไว้ได้เช่นกัน แม้จะถูกลิขิตมาว่าจะได้ดีมีสุขอย่างไร แต่พลังแห่งอกุศลธรรมนั้นใหญ่หลวงนัก ย่อมสามารถเปลี่ยนความสุขเป็นความทุกข์ ความมีลาภยศกลายเป็นหมดลาภยศความอายุยืนก็กลายเป็นอายุสั้นได้ เช่นกัน...

(ช่องนี้สงวนไว้สำหรับผู้ประพันธ์นะครับ)
ความในตอนต่อไป :


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : เป็นข้อความที่ช่วยเตือนสติได้มาก ถ้ามีอีก เขียนมาอีกนะคะ
โดยคุณ : Pop - [5 ก.ค. 2541 11:22:23]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : เป็นความรู้ที่ดีครับ
โดยคุณ : rising_sun - [5 ก.ค. 2541 16:00:05]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : การบริโภคให้น้อยที่สุด เป็นคติทางพุทธสำคัญข้อหนึ่ง ดังเช่น มีเพียงปัจจัย 4 พอเลี้ยงชีพ และถ้าให้ดีขึ้นไปอีกไม่ควรทำการผลิต ภิกษุจึงเป็นผู้ขอ
และเนื่องจากคติทางพุทธมีกลยุทธ์ที่จะบริโภคให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะเบียดเบียนธรรมชาติแวดล้อมทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตให้น้อยที่สุด รวมทั้งลดทอนหรือขจัดความคิดครอบครองเป็นเจ้าของ คติทางพุทธจึงลดทอนภาระในการที่จะต้องไปดัดแปลงธรรมชาติมากมาย หรือทำให้ธรรมชาติกลายเป็นสิ่งเพื่อเรา ( thing for us ) แทนที่จะปล่อยให้มันเป็นสิ่งในตัวมันเอง ( thing in itself ) คติทางพุทธจึงไม่มีความคิดที่จะครอบครองหรือเป็นเจ้าของธรรมชาติแวดล้อม แต่เสนอให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติแวดล้อมโดยเบียดเบียนก่อเวรให้น้อยที่สุด

สนันสนุนข้อความของคุณ Lynnie ครับ
โดยคุณ : Nobody - [5 ก.ค. 2541 17:44:49]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : ความคิดทางตะวันตก มักมองมนุษย์แยกจากธรรมชาติ และคิดพิชิตธรรมชาติ
ความคิดทางตะวันออก มองมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน
โดยคุณ : ชาล้นถ้วย - [6 ก.ค. 2541 00:01:12]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : กินเพื่ออยู่ อยู่เพื่อทำความดี
โดยคุณ : web cruiser - [6 ก.ค. 2541 11:07:23]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : โดยไม่ต้องเบียดเบียนผู้อื่น
โดยคุณ : Aristofrog - [วันอาสาฬหบูชา 18:44:36]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : เคยได้ยินว่า อาหารเย็นทำให้เกิดความกำหนัดยินดีได้ง่าย
พระธุดงค์บางรูปก็ไม่ฉันนมบ้าง ไข่บ้าง เนื้อสัตว์บ้าง
แม้จะฉันเพียงมื้อเดียว
เพื่อไม่ไห้เป๋นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรม

เชื่อคุณ Lynnie ว่าอาหารบางชนิดทำให้กายใจคะนองได้
การงดเว้นอาหารบางชนิดช่วยให้ใจสงบได้ง่ายขึ้น

พระท่านให้ทานอาหารจนกะได้ว่า ๔-๕ คำแล้วจะอิ่ม ให้
ดื่มน้ำเสีย ถือว่าพอดี
โดยคุณ : วัวน้อย - [วันเข้าพรรษา 19:45:50]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : รู้เรื่องหนึ่ง ทำอีกเรื่องหนึ่ง
รู้มากแต่ยากที่จะทำ
ไม่ค่อยรู้ แต่อยากทำ
ไม่รู้เลยไม่ทำ
ใครจะเป็นคนรู้แล้วทำ?
โดยคุณ : inch - [11 ก.ค. 2541 00:29:50]


เชิญให้กำลังใจ หรือแสดงความคิดเห็น ต่อบทประพันธ์ครับ
ชื่อ/email ของคุณ :
รายละเอียด :