![]() |
ทานอย่างไรให้ผลดีต่อโลก
โดย :Lynnie |
[5 ก.ค. 2541 04:09:58] ข้อความต่อไปนี้คัดมาจากหนังสือ "50วิธีพิทักษ์และคุ้มครองโลก" โดย EARTH WORKS GROUP ( กันยายน 1989 ) ถึงแม้จะเป็นข้อมูลของคนอเมริกัน แต่ก็มีรายละเอียดน่าสนใจมากสำหรับคนไทย เพราะไม่ว่าคนชาติไหนก็ต้องอยู่บนโลกใบเดียวกัน ต้องกินต้องใช้เหมือนๆ กัน ขอฝากเอาไว้พิจารณาด้วยค่ะ ...... หนังสือ "อาหารสำหรับคนอเมริกันยุคใหม่" รายงานว่า ข้าวและถั่วเหลืองที่เป็น อาหารของปศุสัตว์ในสหรัฐฯ ในแต่ละปีนั้นมากพอที่จะเป็นอาหารเลี้ยงคนกว่า 1 พันล้านคนทีเดียว ---สิ่งควรรู้--- เราไม่คิดว่าควรจะมีใครมาบอกคุณว่า คุณควรจะทานอะไร ไม่ทานอะไร เพราะ นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไปที่จะให้บอกกัน แต่เราคิดว่าคุณควรจะรู้ข้อเท็จจริง บางประการว่า อาหารที่คุณทานนั้นมีผลกระทบอะไรต่อสภาพแวดล้อม คนอเมริกัน เป็นจำนวนมากอาจจะไม่เคยคิดเลยว่า การทำแฮมเบอเกอร์เป็นอาหารเย็นนั้นต้อง อาศัยทรัพยากรอะไรบ้าง เราโชคดีที่มีอาหารมากมาย แต่ก็อาจจะถึงเวลาแล้วที่เรา จะพยายามรักษาทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นที่มาของอาหารของเรา ---คุณทราบไหมครับว่า--- #-หนังสืออาหารสำหรับอเมริกันยุคใหม่ รายงานว่า ถ้าคนอเมริกันทานเนื้อน้อยลง 10% เมล็ดข้าวและถั่วเหลืองที่ประหยัดได้จะเป็นอาหารเลี้ยงคน 60 ล้านคนได้อย่าง เพียงพอ ซึ่งนั่นก็คือ จำนวนคนที่ขาดอาหารจนกระทั่งตายไปทั่วโลกในแต่ละปี #-ในการผลิตเนื้อให้ได้ 1 ปอนด์นั้น เราต้องใช้เมล็ดข้าวและถั่วเหลือง 16 ปอนด์ น้ำ 2,500 แกลลอน และพลังงานเทียบเท่ากับน้ำมัน 1 แกลลอน #-น้ำที่ใช้ในกิจการปศุสัตว์นั้นคิดเป็นปริมาณน้ำมากกว่าครึ่งที่ใช้กัน (ในทุกๆ กรณี) ในสหรัฐ #-เชื่อหรือไม่ว่า วัวก็อาจมีส่วนทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก มีคนประมาณไว้ว่า แต่ละปี วัว 1.3 ล้านตัวในโลกเรานี้จะผลิตก๊าซมีเทนเกือบ 100 ล้านตัน ซึ่งก๊าซนี้เป็น green house gas ที่มีอานุภาพรุนแรง โมเลกุลต่อโมเลกุลดูดความร้อนของแสงอาทิตย์ ไว้ได้มากกว่าถึง 25 เท่า #-กิจการปศุสัตว์ทำให้ป่า 220 ล้านเอเคอร์ ในสหรัฐฯ ถูกทำลาย และดินแดนขนาด 25 ล้านเอเคอร์ (ขนาดเท่ากับประเทศออสเตรเลีย) ในบราซิล และป่าครึ่งหนึ่งในอเมริกากลาง ถูกหักล้างถางพงเพื่อใช้เนื้อที่ประกอบกิจกรรมการผลิตเนื้อ #-พื้นที่ 1 ใน 3 ของอเมริกาเหนือ เป็นดินแดนที่เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ และแหล่งกสิกรรมครึ่งหนึ่ง ของอเมริกาทำการเพาะปลูกอาหารที่จะนำไปใช้เลี้ยงปศุสัตว์ (ส่วนใหญ่จะเป็นวัวควาย) #-ดินแดนที่ผลิตอาหารพอเลี้ยงคนหนึ่งคนที่ทานเนื้อ สามารถผลิตอาหารพอเลี้ยงคน 20 คน ที่กินเจ #-การปลูกเมล็ดข้าว ผัก และผลไม้ ใช้วัตถุดิบน้อยกว่าการผลิตเนื้อ 5% ---สิ่งง่ายๆ ที่ทำได้--- #-วิธีที่ง่ายที่สุด (แม้ว่าคุณจะเป็นคนทานเนื้อที่ไม่มีวันยอมเปลี่ยนใจ) ก็คือทานเนื้อให้น้อยลง #-นานๆ ทีก็ทดลองกินเจดูซักมื้อ ตำราทำอาหารเจอร่อยๆ มีวางขายเป็นจำนวนมาก #-คุณเคยทดลองทำสวนผลไม้หรือสวนครัวแล้วหรือยัง การทำสวนเป็นวิธีการพักผ่อนยอดนิยม อันดับหนึ่งในอเมริกาเลยทีเดียว แล้วคุณจะประหลาดใจที่คุณสามารถปลูกอะไรได้มากมายแม้ จะบนที่ดินแปลงเล็กๆ เท่านั้น สมุนไพร ผักใบเขียว ผลไม้ และแม้แต่ข้าวโพด ขึ้นได้ง่ายทีเดียว ในพื้นที่ส่วนใหญ่ในตัวเมือง #-ซื้อสินค้าจาก "ตลาดของชาวไร่ชาวสวน" ใกล้บ้านคุณ ผักผลไม้ที่ปลูกในท้องถิ่นมักจะสดกว่า ถูกกว่า และมีกากของยาฆ่าแมลงตกค้างอยู่น้อยกว่าผักผลไม้ที่ขนส่งมาไกล ---แหล่งข้อมูล--- #-หนังสือ "อาหารสำหรับคนยุคใหม่" โดย จอห์น ร้อบบินส์ (สติลพ็อยท์) เป็นหนังสือที่ทำการ ศึกษาถึงเรื่องอันตรายที่เกิดจาก "การชอบทานเนื้อ" ไว้อย่างละเอียด อันตรายนี้เริ่มตั้งแต่ของเสีย จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงเรื่องของอาหารที่คนอเมริกันทานว่ามีอันตรายต่อสุขภาพ อย่างไร และเรื่องของสัตว์ที่ต้องถูกทารุณ ฯลฯ... ....... จากมุมมองของคนอเมริกันเค้าก็เน้นมองในแง่การประหยัดทรัพยากร และการทารุณกรรมสัตว์ ซึ่ง เขาไม่ได้คิดถึงว่าการทำเกษตรก็มีการฆ่าแมลง, ไส้เดือน หรือศัตรูพืชอื่นๆ อีกมาก ดังนั้นเราก็เอา แนวคิดนี้มาประยุกต์ให้เข้ากับแนวพุทธศาสนาดู (แต่ไม่เกี่ยวกับผู้ที่บวชเป็นพระนะ) การทำการเกษตรแบบสมัยใหม่-การปลูกพืชเชิงเดี่ยว-ที่นิยมทำกันในสมัยนี้ก็ก่อให้เกิดผลเสียมากมาย เช่น ทำให้เกิดการทำลายหน้าดิน ดินเปรี้ยว การตกค้างและสะสมของยาฆ่าแมลง ฯลฯ เมื่อเพาะปลูก ไปนานๆ ก็จะทำให้ดินแน่น และเสื่อมสภาพถ้าไม่มีการปรับปรุงด้วยกระบวนการแบบธรรมชาติหรือ ใส่สารอินทรีย์ ทำให้เกิดการบุกรุกหาที่ทำกินอยู่เรื่อย เกิดการตัดไม้ทำลายป่า เผาป่ากันอีก จะเห็นได้ว่า ถึงแม้เราจะหลีกเลี่ยงปรากฏการณ์เหล่านี้ได้ยาก (ถ้าเราไม่เปลี่ยนวิธีการผลิต) แต่การลดกินเนื้อลงก็จะ ช่วย save การเพาะปลูกพืชเพื่ออาหารสัตว์ จากความสัมพันธ์ของห่วงโซ่อาหาร การถ่ายทอดพลังงาน ในแต่ระดับชั้นจะมีแค่ 10% เท่านั้น นั่นคือพลังงานที่สัตว์ได้จากพืช 10% แล้วพอผ่านมาถึงมนุษย์ก็ เหลือแค่ 1% เท่านั้นเอง ถ้าจะให้ดีก็น่าจะทำการเกษตรทางเลือก ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง การทำเกษตรแบบสวนป่า-ผสมผสานพืช หลายๆ ชนิดเข้าด้วยกัน การปลูกพืชท้องถิ่น(เพราะมีความทนทานและเหมาะสมที่สุด) ถ้าแมลงมากิน พืชก็น่าจะอนุโลมบ้าง เพราะมันก็หิว และมีสิทธิที่จะอยู่บนโลกเหมือนกัน ดูมันกินก็เพลินดี เหมือน กับที่เราดูสัตว์เลี้ยงที่เรารักกินอาหาร (แต่ เอ ใครหว่าจะคิดแบบนี้) ...วิธีเหล่านี้ก็น่าจะลดการฆ่าสัตว์ลง ไปได้บ้างน่า ดินก็จะไม่เสีย ไม่ต้องเผาป่า สัตว์ป่าก็จะรอดอีกเยอะแยะ ส่วนเราก็ไม่ต้องไปรอให้ชาวนาชาวไร่เค้าเปลี่ยนก่อนหรอก เราเองก็ช่วยกันได้เลย เปลี่ยนที่ตัวเรา- บ้านเรานั่นแหละ -เลีอกทานผักและผลไม้ที่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เช่น ตำลึง(มีขึ้นเองที่บ้านเพียบ), ผักบุ้ง, กล้วย, มะละกอ,... -ว่างๆ เมื่อไหร่ก็ปลูกเองที่บ้านเลย จะกินเมื่อไหร่ก็ค่อยเดินไปเก็บหลังบ้าน สดๆ ไม่เสียคุณค่าทางอาหาร การปลูกถ้าไม่อยากพรวนดินรบกวนพวกไส้เดือนกิ้งกือ ก็ซื้อดินมาโปรยแล้วโรยเมล็ดไปเลย สะดวกดี ถ้าเป็นพวกชอบการจัดสวนก็มีไม้กินได้ที่สวยๆ เยอะแยะ เช่น ปูเล่ สะระแหน่ ผักแว่น ... เป็นต้น ลองไป หาซื้อหนังสือ มหัศจรรย์ผัก108 มาอ่านดูสิมีรายละเอียดเยอะเลย เคยไปอบรมคอร์สของที่ธรรมศาสตร์มา เค้ามีสไลด์ให้ดู เกี่ยวกับการฆ่าสัตว์ในโรงฆ่า ก่อนตายพวกเค้า ทรมานมากเพราะวิธีฆ่าของไทยยังป่าเถื่อนอยู่ เวลาที่วัวเข้าแถวกำลังจะเดินเข้าไปถูกฆ่านั้นมันจะซึมเศร้า และน้ำตาไหลพรากน่าสงสารมาก วิทยากรเค้าก็เล่าด้วยว่าการทำเลือดหมูให้คนกิน เขาจะเลือกเอาหมูที่ ผิวสวย สีชมพู มีความสมบูรณ์มา ล็อกเข้าที่โดยเฉพาะ มีล็อกที่คอและที่ตัวกันการดิ้น พอถึงเวลาก็จะเอา สามง่ามมาแทงที่คอโดยไม่มีการทำให้หมูสลบหรือหมดสติก่อนเลย เพื่อที่เลือดจะได้ไหลออกมาดี... รู้สึกไม่ค่อยดีเลยค่ะ ที่สัตว์พวกนี้ถูกทำให้เกิดมาเพื่อเลี้ยงให้อ้วน แล้วก็ถูกฆ่าเพื่อกินในวันนึงข้างหน้า ในวัฒนธรรมของชาวล้านนามีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อธรรมชาติมาก การหาฟืนมาใช้โดยการเก็บเศษไม้ที่ ตกอยู่ตามพื้นหรือไม้ที่ตายแล้ว ไม่มีการตัดไม้เพื่อทำฟืน พวกเขาก็มีการทานเนื้อเหมือนกันแต่เป็นเนื้อที่ นำมาจากสัตว์ที่ตายแล้วที่บังเอิญไปเจอในป่า ไม่มีการล่า(หรือเลี้ยง) เพื่อนำมากิน การใช้ทรัพยากรอย่างพอเหมาะ และใช้เท่าที่จำเป็นนั้นก็เป็นสิ่งที่ดี แล้วก็เป็นการช่วยธรรมชาติและสรรพสัตว์ เหมือนกัน แถมยังเป็นการปฏิบัติธรรมอีกด้วย เมื่อเราใช้ทรัพยากรน้อยลง สภาพแวดล้อมก็ดีขึ้นธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ก็อยู่เป็นสุขมากขึ้น ประหยัดอะไรได้ก็ประหยัดซะ ช่วยฟื้นฟูอะไรได้ก็ช่วยทำ ลงแรงกาย ไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ลงแรงใจ จะได้ช่วยให้โลกเราน่าอยู่ขึ้นมากเลย ถ้าคิดอะไรออกก็จะเขียนเพิ่มอีก แล้วถ้าใครมีอะไรจะติชม หรือแนะนำเพิ่มเติมก็ post มาได้เลย กระทู้นี้เป็น ของส่วนรวมของเราทุกคนค่ะ [วันอาสาฬหบูชา 22:38:25]
|
ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | เป็นข้อความที่ช่วยเตือนสติได้มาก ถ้ามีอีก เขียนมาอีกนะคะ |
โดยคุณ : | Pop - [5 ก.ค. 2541 11:22:23] |
ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | เป็นความรู้ที่ดีครับ |
โดยคุณ : | rising_sun ![]() |
ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | การบริโภคให้น้อยที่สุด เป็นคติทางพุทธสำคัญข้อหนึ่ง ดังเช่น มีเพียงปัจจัย 4 พอเลี้ยงชีพ และถ้าให้ดีขึ้นไปอีกไม่ควรทำการผลิต ภิกษุจึงเป็นผู้ขอ และเนื่องจากคติทางพุทธมีกลยุทธ์ที่จะบริโภคให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะเบียดเบียนธรรมชาติแวดล้อมทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตให้น้อยที่สุด รวมทั้งลดทอนหรือขจัดความคิดครอบครองเป็นเจ้าของ คติทางพุทธจึงลดทอนภาระในการที่จะต้องไปดัดแปลงธรรมชาติมากมาย หรือทำให้ธรรมชาติกลายเป็นสิ่งเพื่อเรา ( thing for us ) แทนที่จะปล่อยให้มันเป็นสิ่งในตัวมันเอง ( thing in itself ) คติทางพุทธจึงไม่มีความคิดที่จะครอบครองหรือเป็นเจ้าของธรรมชาติแวดล้อม แต่เสนอให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติแวดล้อมโดยเบียดเบียนก่อเวรให้น้อยที่สุด สนันสนุนข้อความของคุณ Lynnie ครับ |
โดยคุณ : | Nobody - [5 ก.ค. 2541 17:44:49] |
ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | ความคิดทางตะวันตก มักมองมนุษย์แยกจากธรรมชาติ และคิดพิชิตธรรมชาติ ความคิดทางตะวันออก มองมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน |
โดยคุณ : | ชาล้นถ้วย - [6 ก.ค. 2541 00:01:12] |
ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | กินเพื่ออยู่ อยู่เพื่อทำความดี |
โดยคุณ : | web cruiser ![]() |
ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | โดยไม่ต้องเบียดเบียนผู้อื่น |
โดยคุณ : | Aristofrog - [วันอาสาฬหบูชา 18:44:36] |
ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | เคยได้ยินว่า อาหารเย็นทำให้เกิดความกำหนัดยินดีได้ง่าย พระธุดงค์บางรูปก็ไม่ฉันนมบ้าง ไข่บ้าง เนื้อสัตว์บ้าง แม้จะฉันเพียงมื้อเดียว เพื่อไม่ไห้เป๋นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรม เชื่อคุณ Lynnie ว่าอาหารบางชนิดทำให้กายใจคะนองได้ การงดเว้นอาหารบางชนิดช่วยให้ใจสงบได้ง่ายขึ้น พระท่านให้ทานอาหารจนกะได้ว่า ๔-๕ คำแล้วจะอิ่ม ให้ ดื่มน้ำเสีย ถือว่าพอดี |
โดยคุณ : | วัวน้อย - [วันเข้าพรรษา 19:45:50] |
ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | รู้เรื่องหนึ่ง ทำอีกเรื่องหนึ่ง รู้มากแต่ยากที่จะทำ ไม่ค่อยรู้ แต่อยากทำ ไม่รู้เลยไม่ทำ ใครจะเป็นคนรู้แล้วทำ? |
โดยคุณ : | inch - [11 ก.ค. 2541 00:29:50] |
ชื่อ/email ของคุณ : รายละเอียด : |