พระกำลังแผ่นดิน (พระจิตรลดา)


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์


(พุทธศักราช ๒๕๐๘ - ๒๕๑๓)

   
 



 

 

 

 

ดาวน์โหลดหนังสือพระกำลังแผ่นดิน พิมพ์ครั้งที่ 2 ขนาด 5 MB ที่นี่

ดาวน์โหลดหนังสือพระกำลังแผ่นดิน พิมพ์ครั้งที่ 3 ขนาด 12 MB 17 สิงหาคม 2549 http://www.freewebtown.com/nantadej/landpower88.doc

 

ดาวน์โหลดหนังสือพระกำลังแผ่นดิน พิมพ์ครั้งที่ 4 ขนาด 19 MB ปรับปรุงล่าสุด 25 กันยายน 2549 http://www.freewebtown.com/nantadej/landpower77.doc มีผู้ดาวน์โหลดไปแล้ว 200 เล่ม

 

ดาวน์โหลดหนังสือพระกำลังแผ่นดิน พิมพ์ครั้งที่ 5 ขนาด 19 MB ปรับปรุงล่าสุด 3 ตุลาคม 2549 http://www.freewebtown.com/landpower/landpower77a2.doc

 

ดาวน์โหลดหนังสือพระกำลังแผ่นดิน พิมพ์ครั้งที่ 6 ขนาด 2 MB ปรับปรุงล่าสุด 12 พฤศจิกายน 2549 http://www.freewebtown.com/landpower/communit/landov.doc

 

ดาวน์โหลดหนังสือพระกำลังแผ่นดิน พิมพ์ครั้งที่ 7 ขนาด 12 MB ปรับปรุงล่าสุด 9 กุมภาพันธ์ 2550 http://www.freewebtown.com/communit/dotvdi7.htm

 

ดาวน์โหลดหนังสือพระกำลังแผ่นดิน พิมพ์ครั้งที่ 7 ขนาด 2 MB ปรับปรุงล่าสุด 9 กุมภาพันธ์ 2550 http://www.freewebtown.com/communit/dotvdi7.htm

 

ดาวน์โหลดหนังสือพระกำลังแผ่นดิน พิมพ์ครั้งที่ 7 ขนาด 2 MB ปรับปรุงล่าสุด 9 กุมภาพันธ์ 2550 http://www.freewebtown.com/communit/dotvdi7.htm

 

ดาวน์โหลดหนังสือพระกำลังแผ่นดิน พิมพ์ครั้งที่ 7 ขนาด 2 MB ปรับปรุงล่าสุด 9 กุมภาพันธ์ 2550 www.freewebtown.com/communit/dotvdi7.doc

 

ดาวน์โหลดหนังสือพระกำลังแผ่นดิน พิมพ์ครั้งที่ 7 ขนาด 2 MB ปรับปรุงล่าสุด 9 กุมภาพันธ์ 2550 www.freewebtown.com/communit/dotvdi7.zip

 

ดาวน์โหลดหนังสือพระกำลังแผ่นดิน พิมพ์ครั้งที่ 8 ขนาด 16 MB ปรับปรุงล่าสุด 9 กุมภาพันธ์ 2550 http://www.freewebtown.com/communit/dotvdi8.doc

 

ดาวน์โหลดหนังสือพระกำลังแผ่นดิน พิมพ์ครั้งที่ 8 ขนาด 16 MB ปรับปรุงล่าสุด 9 กุมภาพันธ์ 2550 http://www.freewebtown.com/communit/dotvdi8.htm

 

พระสมเด็จจิตรลดา สมเด็จจิตรลดา พระจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลย

พระสมเด็จจิตรลดา    สมเด็จจิตรลดา   พระจิตรลดา  พระกำลังแผ่นดิน      

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

 

ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์     ( พุทธศักราช ๒๕๐๘ - ๒๕๑๓ )

 

 

 

 

 

 

 

    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผู้ที่มีพระกำลังแผ่นดินบูชามาถึงทุกวันนี้ควรยึดมั่น

และปฏิบัติด้วยการสร้างคุณงามความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ

เสมือนการปิดทองหลังพระ ชีวิตก็จะประสบความเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน

    

 

 

การปิดทองหลังพระ เปรียบเสมือนสิ่งเตือนใจให้ทุกคนจงหมั่นสร้างความดี

 

โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ความดีนั้นย่อมปรากฎและสนองผล

 

ต่อผู้ประพฤติปฏิบัติเป็นสัจจธรรม

 

 

 

 

 

 

 

 

รถแล่นผ่าฝูงคนไปได้อย่างช้าที่สุด ถึงวัดเบญจมบพิตร รถแล่นเร็วขึ้นได้บ้าง

ตามทางที่ผ่านมา ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆ ว่า

"อย่าละทิ้งประชาชน"

อยากจะต้องบอกเขาลงไปว่าถ้าประชาชนไม่ละทิ้งข้าพเจ้าแล้ว

ข้าพเจ้าจะละทิ้งอย่างไรได้ แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแล้ว

  

หลังจากนั้นประมาณ 20 ปี ทรงพบราษฎรผู้นั้น และได้มีพระราชกระแสรับสั่งว่า

"นั่นแหละทำให้เราระลึกถึงหน้าที่ จึงต้องกลับมา"

  

หลังจากนั้น 60 ปี ณ วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2549

ราษฎรมากมายได้มางานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า

พระที่นั่งอนันตสมาคม ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

  

ได้ยินเสียงราษฎรมากมายร้องขึ้นมาดังๆ ว่า

  

"ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ"

  

  

  



"9 มิ.ย. 2549 ราษฎรมากมายได้มางานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า"

"พระที่นั่งอนันตสมาคม ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร"







 

 

 

 

คำนำ

        นังสือ พระสมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน เป็นหนังสือรวบรวมข้อเขียนจากความประทับใจของผู้เขียน ความตั้งใจรวบรวมความรู้ พระกำลังแผ่นดิน ที่ผู้เขียนได้รับรางวัลจากร้านพฤกษากาชาด ของสภากาชาดไทย ซึ่งผู้เขียนและครอบครัวไปเที่ยวงานกาชาด ประจำปี 2546 ที่สนามเสือป่า บริเวณพระบรมรูปทรงม้า กรุงเทพมหานคร

        เนื้อหาส่วนหนึ่งมาจากความจำจากการได้อ่านหนังสือและอ่านบทความ   พระกำลังแผ่นดิน พระสมเด็จจิตรลดา จากนิตยสาร วารสาร หนังสือพิมพ์ เอกสารทางอินเตอร์เนต สรุปได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างพระสมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน ด้วยพระหัตถ์ในตอนกลางคืนถึงรุ่งเช้า เสร็จแล้วจึงพระราชทาน พระสมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน ให้เป็นของขวัญวันเกิด และพระราชทานในวันคล้าย วันเกิดของผู้เข้ารับพระราชทาน ตัวเลขสองหลักทางซ้ายมือบนใบกำกับพระ เป็น ตัวเลขที่ตรงกับวันเกิดของผู้เข้ารับพระราชทานพร้อมกับเป็นตัวเลขที่ตรงกับวันเกิดของพระสมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน เมื่อพระราชทานแล้ว ทรงให้พระบรมราโชวาทจับใจความและประพฤติปฏิบัติมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ คือ พระปฏิมาที่มอบให้เป็นผงศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาจากทุกแห่งสถานของประเทศ ขอให้ทุกคนนำไปปิดทองที่หลังองค์พระปฏิมา เพื่อเป็นสิ่งเคารพบูชาตลอดไป

        ในพระราชอาณาจักรไทยจะมีผู้ได้พบเห็นองค์พระจริงๆ ประมาณหนึ่งหมื่นแปดพันคน ผู้เขียนไม่เคยเห็นพระสมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน ที่เป็นของจริง จึงรวบรวมภาพจากนิตยสารพระเครื่อง แสตมป์ และภาพที่ประกาศให้เช่าพระสมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดินทางอินเตอร์เนต ไม่มีที่ไหนเหมือนเมืองไทยแล้ว ที่คนไม่ว่าจะยากจนเพียงไร ยังเบิกบานชุ่มชื่นในการให้ นี่คือมรดกอันประเสริฐที่      คนไทยเราได้รับตกทอดมาหลายร้อยปี เราเป็นแผ่นดินแห่งพระบวรพุทธศาสนา อบรมสั่งสอนกันมานานให้รู้จักทำบุญด้วยการให้ ภาพพระสมเด็จจิตรลดา ภาพ  พระกำลังแผ่นดิน ที่เผยแผ่ในเวปเพจ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้เห็น    พระสมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน  

        หนังสือเล่มนี้ เต็มเปี่ยมไปด้วยไออุ่นของความรักและความรู้สึกดีๆ ที่ร้านพฤกษากาชาด สภากาชาดไทย ได้ให้หนังสือพระกำลังแผ่นดิน เป็นรางวัลสอยดาวแก่ผู้เขียน ทั้งๆ ที่มีรถยนต์ อาหาร ของใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้ามากมายเป็นของรางวัล ผู้เขียนพยายามทำหนังสือพระกำลังแผ่นดินจากความจำและค้นคว้าเพิ่มเติม ถ่ายทอดความรู้โดยไม่ได้ตีพิมพ์จำหน่าย เปรียบเสมือนการปิดทองหลังพระและเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระเมตตาคุณอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงมีต่อชาวไทย

        ผู้เขียนขอขอบพระคุณ ท่านที่บริจาคหนังสือพระกำลังแผ่นดินให้แก่สภากาชาดไทย และพยาบาลของสภากาชาดที่ให้หนังสือพระกำลังแผ่นดินเป็นรางวัลสอยดาวแก่ผู้เขียน เมื่อผู้เขียนได้รู้จักพระสมเด็จจิตรลดา  พระกำลังแผ่นดิน ทำให้นึกถึงคำว่า "อย่าละทิ้งประชาชน" จึงอยากให้ประชาชนมีโอกาสได้รู้จักและเห็นรูปภาพพระสมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน

        ผู้เขียนหวังว่า หนังสือพระกำลังแผ่นดิน จะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่าน ขอมอบความดีให้แก่ บิดา มารดา ครู บาทหลวงโรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย อาจารย์วิทยาลัยครูหมู่บ้านจอมบึง อาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒ พระสงฆ์(อาจารย์เพิ่ม อาจารย์ตัน)เจ้าอาวาสวัดดอนตูม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

 

 

                                                        ว่าที่ ร้อยตรี นันทเดช โชคถาวร

                                                                9 เมษายน  2546

 

 

 

 

 

 

พิมพ์ครั้งที่ 1 เผยแพร่เอกสารทางอินเตอร์เนต 9 เมษายน 2546

http://www.oocities.com/dotvdi/

 

พิมพ์ครั้งที่ 2 เผยแพร่เอกสารทางอินเตอร์เนต 9 มิถุนายน 2549

http://www.oocities.com/dotvdi/

 

พิมพ์ครั้งที่ 3 เผยแพร่เอกสารทางอินเตอร์เนต 17 สิงหาคม 2549

http://www.oocities.com/dotvdi/

 

 

http://mywebpage.netscape.com/nantadej/indexj9.htm

http://www.oocities.com/dotvdi/

http://members.thai.net/nantadej/

http://www.freewebtown.com/nantadej/landpowerpic.doc

http://www.oocities.com/dotvdi/picnantadej.htm

http://www.freewebtown.com/nantadej/landpower99.doc

http://www.oocities.com/landjuneneo/landdej.htm

http://www.freewebtown.com/communit/landpower99.doc

http://www.oocities.com/landjuneneo/

http://www.oocities.com/landjune/

http://www.freewebtown.com/landpower/

nantadej@hotmail.com

 

 

 

 

วามเป็นมา

 

บทความเรื่อง สมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน ตีพิมพ์ครั้งแรก

ในหนังสือรายปักษ์ชื่อ "ลดา" และตีพิมพ์ครั้งที่สอง ในวารสารห้องสมุด

สำนักราชเลขาธิการ

พระสมเด็จจิตรดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน ประดิษฐานที่ฐานของ

พระพุทธนวราชบพิตร ดังนั้น ควรทราบประวัติของพระพุทธนวราชบพิตร

  

ระพุทธนวราชบพิตร

 

ปี พ.ศ.2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริสร้างพระพุทธนวราชบพิตร พระราชทานเป็นพระประจำจังหวัด

        ปี พ.ศ. 2509 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ นายช่างกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ปั้นหุ่นพระพุทธนวราชบพิตร  ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และทรงพระพุทธลักษณะด้วยพระองค์เองจนพอพระราชหฤทัยแล้ว จึงได้โปรดเกล้าให้เททองหล่อพระพุทธรูป เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2509 และโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "พระพุทธนวราชบพิตร"  

        พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง

23 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร ที่ฐานบัวหงายด้านหน้าของพระพุทธนวราชบพิตร โปรดเกล้าฯ ให้บรรจุพระพิมพ์ "พระสมเด็จจิตรลดา" ไว้องค์หนึ่ง

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน

พระพุทธนวราชบพิตรให้เป็นพระพุทธรูปประจำจังหวัด และหน่วยทหาร

ทั่วพระราชอาณาจักร โดยจังหวัดประดิษฐานไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด หน่วยทหารประดิษฐานไว้ ณ กองบัญชาการหน่วย

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ระสมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน

    ะยะเวลาสร้าง

 

ปี พ.ศ. 2508 ถึง พ.ศ. 2509 เป็นพระเครื่องเนื้อองค์สีน้ำตาลแก่ขนาด

2 - 3 ซ.ม. ความหนา 0.7 ซ.ม. (มวลสารมากแห้้้้งและบาง)

        ปี พ.ศ. 2510 เป็นพระเครื่องเนื้อองค์สีน้ำตาลแก่ น้ำตาลดำ เขียวคล้าย

พระคง ขนาด 2 - 3 ซ.ม. หนา 0.8 ซ.ม. มีเกล็ดเม็ดผดตามองค์พระมาก

        ปี พ.ศ. 2511 ถึง 2512 สีน้ำตาลแก่  หนามาก เนื้อค่อนข้างใสหนึกนุ่มสำหรับผู้ไปราชการรบที่เวียตนาม ใช้บล็อกตรายางทำ

        พระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน เป็นพระเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ได้ทรงสร้างขึ้นด้วยพระองค์เอง ทรงใช้เวลาตอนดึก หลังทรงงาน หลังทรงพระอักษร เทพิมพ์ด้วยพระหัตถ์ มีเพียงเจ้าพนักงาน 1 คน คอยถวายพระสุธารส และหยิบสิ่งของถวาย ทรงพิมพ์พระตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 จนถึงปี พ.ศ.2512

        ปลายปี พ.ศ. 2512 มีข่าวว่าพระองค์ทรงยุดสร้างพระสมเด็จจิตรลดา

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรากตรำพระวรกาย การสร้างพระเครื่อง ใช้เวลาว่างจากพระราชกรณียกิจ ทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อนพระวรกาย ประกอบกับฝุ่นผงสารเคมี สีน้ำมัน ทินเนอร์ เรซิ่น พลาสติคเหลว ชันยาเรือ และน้ำมันสน ในการสร้างพระเป็นอันตรายต่อพระอนามัยของพระองค์ แพทย์หลวงประจำพระองค์ จึงได้กราบบังคมทูลถวายคำแนะนำให้ทรงงดเว้นการสร้างพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน 

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมิได้พระราชทานแก่ผู้ใดเป็นกิจลักษณะ นอกจากเป็นกรณีพิเศษ ประมาณว่า มีผู้ที่ได้รับพระราชทานเพียง 2,000 - 2,55500 คน ก็นับว่าเป็นโชคดี สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องสำนึกใน พระมหากรุณาธิคุณเป็นที่สุด โดยตั้งมั่นที่จะสนองพระราชปณิธานรับใช้ชาติบ้านเมือง ประชาชนเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยังความเจริญรุ่งเรืองให้กับ ประเทศชาติต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พิมพ์พระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน

 

ศิลปะรัตนโกสินทร์ ปางสมาธิ พระพักตร์ทรงผลมะตูม องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิราบเหนือแถวเม็ดไข่ปลาและดอกบัวซึ่งประกอบด้วย กลีบบัวบานทั้ง 9 กลีบ

 

  

พุทธลักษณะพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน

 

เป็นพระปางสมาธิ ขัดราบ ศิลปสุโขทัย ผสม รัตนโกสินทร์ ประทับนั่งเหนือบัลลังก์ดอกบัว อยู่ในกรอบสามเหลี่ยม ขนาดฐาน 1.5 เซนติเมตรโดยประมาณ และสูงประมาณ 3 เซนติเมตร

พุทธลักษณะดังกล่าว กล่าวกันว่าทรงออกแบบด้วยพระองค์เอง และ อาจารย์ของมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวาย ซึ่งถ้าจะพิจารณา พุทธลักษณะของพระเครื่องนี้ จะเห็นได้ว่าใกล้เคียงหรือละม้ายคล้ายคลึงกับพระพุทธนวราชบพิตร หากแต่ต่างกันที่ พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระปางมารวิชัย

 

 

ข้อมูลจำเพาะพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน

 

ขนาดและสี เป็นพระเครื่องทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว มี 2 ขนาดพิมพ์ คือ

พิมพ์เล็ก กว้าง 1.4 เซนติเมตร สูง 2.1 เซนติเมตร หนา 0.5 เซนติเมตร

พิมพ์ใหญ่ กว้าง 2.2 เซนติเมตร สูง 3.2 เซนติเมตร หนา 0.5 - 1 เซนติเมตร

ขอบองค์พระ ด้านหน้าทั้ง 3 ด้าน เฉียงป้านออกสู่ด้านหลังเล็กน้อย

สี มีความหลากหลาย ได้แก่ สีน้ำตาล  สีน้ำตาล-อมเหลือง  สีน้ำตาล-อมแดง

คล้ายเทียน สีดำอมแดง หรือ สีดำอมเขียว มีทั้งสีเข้มและอ่อน

 

 

 

 

 

 

ส่วนประกอบพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน

   งพระพิมพ์ที่ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์

ก. ส่วนในพระองค์

ข. ส่วนที่มาจากจังหวัดต่างๆ ทุกจังหวัดทั่วพระราชอาณาจักร

 

  

ก. ส่วนในพระองค์

 

1. ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่ประชาชนได้ทูลเกล้าฯ ถวายในการเสด็จ

พระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกตและได้ทรงแขวนไว้ที่องค์พระตลอดเทศกาล

2. เส้นพระเจ้าซึ่งเจ้าพนักงานได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่

ทุกครั้ง

3. ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตรและด้ามพระขรรค์ขัยศรีในพระราชพิธีฉัตรมงคล

4. สีซึ่งขูดจากผ้าใบที่ทรงเขียนภาพฝีพระหัตถ์

5. ชันและสีซึ่งทรงขูดจากเรือใบพระที่นั่งขณะที่ทรงตกแต่งเรือใบพระที่นั่ง

 

 

ข. ส่วนที่มาจากจังหวัดต่างๆทุกจังหวัดทั่วพระราชอาณาจักร

 

วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์จากทุกจังหวัด ที่พุทธศาสนิกชนทั่วพระราชอาณาจักรปฏิบัติบูชาสืบเนื่องกันมาเป็นเวลานาน และเพื่อให้ได้อำนาจแห่งพระพุทธคุณ

โดยสมบูรณ์ อาทิ ดอกไม้บูชาจากพระอารามหลวงที่สำคัญ ดอกไม้ ธูป เทียนที่บูชาพระแก้วมรกต ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศวิหาร พระพุทธชินราช วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ฯลฯ ดิน ตะไคร่ ใบเสมา  สังเวชนียสถานในอินเดีย ศรีลังกา และทุกจังหวัดในประเทศไทย เช่น จาก

พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม วัดพระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช

วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

        สำหรับส่วนผสมที่มาจากทุกจังหวัด ทรงมอบให้กระทรวงมหาดไทยจัดหาวัตถุมงคลที่ได้มาจากปูชนียสถาน หรือ พระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพบูชาในแต่ละจังหวัด พระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดินเป็นพระพุทธรูปพิมพ์องค์เดียวที่เคยสร้างมาในเมืองไทย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้าง แต่ไม่ได้มีพิธีพุทธาภิเษก

 

 วลสารพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน

 

มวลสารมีทั้งหยาบและละเอียด มีจุดฟองอากาศและเส้นพระเจ้า (เส้นผม) ปรากฎอยู่ประปราย มากน้อยแตกต่างกันไป

ผง มวลสาร จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นอุทเทสิกเจดีย์ ทั่วประเทศนั้พระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัวทรงนำมาบดเป็นผง ทำเป็นส่วนผสม รวมกับเส้นพระเจ้า คลุกกับกาวเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วกดเป็นองค์พระ ทรงทำด้วยพระองค์เองทุกขั้นตอน

ปี พ.ศ. 2512 มวลสารของพระสมเด็จจิตรลดา ที่เป็นหลักก็คือ เรซิน และส่วนประกอบอื่นๆ เช่น ดอกไม้ต่างๆ และดอกไม้แห้งจากมาลัย ที่ประชาชนนำมาถวายแล้วทรงนำมาบดเส้นพระเจ้า (เส้นผม) เจ้าพนักงานได้รวบรวมหลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ ชันและสีซึ่งขูดมาจากเรือใบพระที่นั่ง สีซึ่งขูดจากภาพฝีพระหัตถ์ และวัตถุมงคลทั่วประเทศ ทางกระทรวงมหาดไทยได้นำขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวาย วัตถุมงคลวิเศษนี้มาจากปูชนียสถาน หรือพระบูชาที่ประชาชนเคารพสักการะ

วัตถุเครื่องผสมที่มาจากทุกจังหวัด รวมทั้งสิ้น 71 จังหวัด กระทรวงมหาดไทยได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายวัตถุที่ได้มาจากปูชนียสถานหรือพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพบูชาในแต่ละจังหวัด อันได้แก่ดิน ตะไคร่น้ำแห้งจากปูชนียสถาน เปลวทองคำปิดพระพุทธรูป ผงธูปหน้าที่บูชา น้ำจากบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้เคยนำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จำแนกออกเป็นรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

  

ระสมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน (หรืออาจเรียกว่า สมเด็จจิตรลดา, พระจิตรลดา) เป็นพระเครื่อง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง พระราชทานแก่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และพลเรือน ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2508 - 2513 มีทั้งสิ้นประมาณ 2500 องค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง มีเอกสารสำคัญกำกับพระ (ใบประกาศนียบัตร) ซึ่งแสดงชื่อ นามสกุล วันที่รับพระราชทาน หมายเลขกำกับทุกองค์ และภาพพระ(เป็นภาพพระของเพื่อนคนหนึ่งคนใดที่ได้รับพระราชทานในคราวเดียวกัน) โดยทรงมีพระราชดำรัสแก่ผู้รับพระราชทานว่า "ให้ผู้บูชา ปิดทองที่หลังองค์พระ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ" ดังเช่นในเนื้อเพลงพระราชนิพนธ์ความฝันอันสูงสุด ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเมื่อ พ.ศ. 2514

 

ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกแบบพระสมเด็จจิตรลดาด้วยพระองค์เอง โดยศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวาย

ระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระเครื่องทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ขอบองค์พระด้านหน้าทั้ง 3 ด้าน เฉียงป้านออกสู่ด้านหลังเล็กน้อย มี 2 ขนาดพิมพ์ คือ

 

พิมพ์เล็ก กว้าง 1.4 เซนติเมตร สูง 2.1 เซนติเมตร หนา 0.5 เซนติเมตร

พิมพ์ใหญ่ กว้าง 2.2 เซนติเมตร สูง 3.2 เซนติเมตร หนา 0.5 - 1 เซนติเมตร

 

ระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระปางสมาธิ ศิลปะรัตนโกสินทร์ พระพักตร์ทรงผลมะตูม องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิราบ ประทับนั่งเหนือบัลลังก์ดอกบัว ประกอบด้วย กลีบบัวบานทั้ง 9 กลีบ และแถวเม็ดไข่ปลา อยู่ในกรอบสามเหลี่ยมหน้าจั่ว มีลักษณะละม้ายคล้ายกับพระพุทธนวราชบพิตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานประจำทุกจังหวัดและหน่วยทหาร แต่ต่างกันที่ พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระปางมารวิชัย

 

ระสมเด็จจิตรลดา มีหลายสี ตามรุ่นที่ผลิต ได้แก่ สีน้ำตาล สีน้ำตาล-อมเหลือง สีน้ำตาล-อมแดงคล้ายเทียน สีดำอมแดง หรือ สีดำอมเขียว มีทั้งสีเข้มและอ่อน

 

ส่วนประกอบพระสมเด็จจิตรลดา

มวลสารของพระสมเด็จจิตรลดา ประกอบด้วยเรซิน และผงพระพิมพ์ โดยทรงนำมาบดเป็นผง รวมกับเส้นพระเจ้า คลุกกับกาวเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วกดเป็นองค์พระด้วยพระหัตถ์ โดยทรงใช้เวลาตอนดึกหลังทรงงาน มีเจ้าพนักงาน 1 คน คอยถวายพระสุธารส และหยิบสิ่งของถวาย

 

 

งพระพิมพ์ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ

 

ส่วนในพระองค์ ประกอบด้วย

ดอกไม้แห้ง จากมาลัยที่ประชาชนได้ทูลเกล้าฯ ถวายในการเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรและได้ทรงแขวนไว้ที่องค์พระตลอดเทศกาล

เส้นพระเจ้า ซึ่งเจ้าพนักงานได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ทุกครั้ง

อกไม้แห้ง จากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตรและด้ามพระขรรค์ชัยศรี ในพระราชพิธีฉัตรมงคล

สี ซึ่งขูดจากผ้าใบที่ทรงเขียนภาพฝีพระหัตถ์

ชันและสี ซึ่งทรงขูดจากเรือใบพระที่นั่งขณะที่ทรงตกแต่งเรือใบพระที่นั่ง

ส่วนปูชนีย์วัตถุที่นำมาจากปูชนียสถานสำคัญของประเทศไทย ประกอบด้วย

 

วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์จากทุกจังหวัด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ประกอบด้วย

วัตถุที่ได้มาจากปูชนียสถานหรือพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพบูชาในแต่ละจังหวัด

อกไม้ ผงธูป เทียนบูชาพระแก้วมรกต ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศวิหาร พระพุทธชินราช วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก

อกไม้ ผงธูป เทียนบูชาจากพระอารามหลวงที่สำคัญ

ดิน ตะไคร่น้ำแห้งจากใบเสมา จากสังเวชนียสถานในอินเดีย ศรีลังกา

ดิน ตะไคร่น้ำแห้งจากใบเสมา จากทุกจังหวัดในประเทศไทย เช่น จากพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม วัดพระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

น้ำจากบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้เคยนำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

หล่งของผงพระพิมพ์ พระสมเด็จจิตรลดา

 

 

 

วลสารทุกจังหวัด

 

เมื่อปี พุทธศักราช 2508 ประเทศไทย มี 71 จังหวัด ดังนี้

 

ระนคร (ปัจจุบันคือกรุงเทพมหานคร) ได้แก่ ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร

นบุรี (ปัจจุบันคือกรุงเทพมหานคร) ได้แก่ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ระนครศรีอยุธยา ได้แก่ วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา วัดพนัญเชิง วัดสวนหลวงสบสวรรค์ วิหารพระมงคลบพิตร

พบุรี ได้แก่ ศาลพระกาฬ ศาลลูกศร (ปัจจุบันคือ ศาลหลักเมืองลพบุรี ) พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท

สิงห์บุรี ได้แก่ วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ (บ้านบางระจัน) วัดสิงห์ (ตำบลโพสังโฆ อำเภอค่ายบางระจัน) (ก่อนปี พ.ศ. 2508 ปัจจุบันชื่อ วัดสิงห์สุทธาวาส หมู่ 13 ตำบลโพสังโฆ อำเภอค่ายบางระจัน เป็นวัดราษฎร์) พระนอนจักรสีห์ (ตำบลจักรสีห์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี)

อ่างทอง ได้แก่ วัดไชโยวรวิหาร (ตำบลไชโย อำเภอไชโย)

ระบุรี ได้แก่ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร วัดพระพุทธฉาย (อำเภอพระพุทธบาท)

ทุมธานี ได้แก่ วัดเสด็จ (อำเภอเมืองปทุมธานี) ผงอิทธิเจและผงปถมํของพระครูสาทรพัฒนกิจ(วัดเสด็จ ตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมืองปทุมธานี)

นทบุรี ได้แก่ วัดเขมาภิรตารามราชวรวิหาร

มุทรปราการ ได้แก่ วัดพระสมุทรเจดีย์ ศาลหลักเมืองสมุทรปราการ

าชบุรี ได้แก่ วัดมหาธาตุ (อำเภอเมืองราชบุรี)

ครปฐม ได้แก่ วัดพระปฐมเจดีย์วรมหาวิหาร

สุพรรณบุรี ได้แก่ วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ วัดสนามชัย (ตำบลสนามชัย (อำเภอเมืองสุพรรณบุรี) สระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ (ตำบลสระแก้ว)

าญจนบุรี ได้แก่ วัดพระแท่นดงรังวรวิหาร อำเภอท่ามะกา วัดท่ากระดาน (อำเภอศรีสวัสดิ์)

พชรบุรี ได้แก่ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระนครคีรี พระธาตุจอมเพชร ศาลหลักเมืองเพชรบุรีหลังเก่า พระปรางค์วัดมหาธาตุ

ระจวบคีรีขันธ์ ได้แก่ พระบรมสารีริกธาตุบนยอดเขาช่องกระจก วัดเขาช่องกระจก ปัจจุบันชื่อ วัดธรรมมิการามวรวิหาร

มุทรสาคร ได้แก่ ศาลหลักเมืองสมุทรสาคร ศาลพันท้ายนรสิงห์

มุทรสงคราม ได้แก่ วัดเพชรสมุทร (เดิมชื่อวัดบ้านแหลม)

อุทัยธานี ได้แก่ วัดสังกัสรัตนคีรี (อำเภอเมืองอุทัยธานี)

ชัยนาท ได้แก่ วัดพระบรมธาตุวรวิหาร (ตำบลชัยนาท) วัดธรรมามูล ปัจจุบันชื่อ วัดธรรมามูลวรวิหาร)

ลบุรี ได้แก่ พระพุทธรูปพระพุทธสิหิงค์จำลอง วัดป่า จังหวัดชลบุรี (เมื่อปี พ.ศ. 2508 ปัจจุบันชื่อ วัดอรัญญิกาวาส)

ะเชิงเทรา ได้แก่ พระพุทธรูปพระพุทธโสธร วัดโสธรวราราม ศาลหลักเมืองฉะเชิงเทรา

ะยอง ได้แก่ ศาลหลักเมืองระยอง ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ราด ได้แก่ ศาลหลักเมืองตราด วัดบุปผาราม

จันทบุรี ได้แก่ ศาลหลักเมืองจันทบุรี ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระพุทธบาทเขาคิชกูฏ น้ำในคลองนารายณ์บริเวณหน้าน้ำตกเขาสระบาป คลองสระบาป (อำเภอเมืองจันทบุรี) น้ำจากสระแก้ว (ตำบลพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่)

ครนายก ได้แก่ ศาลหลักเมืองนครนายก พระพุทธบาท วัดเขานางบวช (ตำบลสาริกา)

ราจีนบุรี ได้แก่ วัดต้นศรีมหาโพธิ์ (อำเภอศรีมหาโพธิ์)

ลำปาง ได้แก่ วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดพระแก้วดอนเต้า วัดพระธาตุเสด็จ ศาลหลักเมืองลำปาง ศาลเจ้าพ่อประตูผา ศาลเจ้าพ่อหมอก

ม่ฮ่องสอน ได้แก่ พระธาตุดอยกองมู

ชียงราย ได้แก่ วัดพระธาตุดอยตุง (อำเภอแม่สาย) พระธาตุจอมกิติ

ชียงใหม่ ได้แก่ วัดพระธาตุศรีจอมทอง (อำเภอจอมทอง) พระธาตุอยสุเทพ พระพุทธสิหิงค์ ศาลหลักเมืองเชียงใหม่ วัดเจดีย์เจ็ดยอด ที่ตั้งค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (อำเภอฝาง) อนุสาวรีย์พระสงฆ์ครูบาศรีวิชัย

น่าน ได้แก่ พระพุทธรูปทองทิพย์ วัดสวนตาล พระธาตุแช่แห้ง พระธาตุเขาน้อย พระธาตุปูแจ พระธาตุจอมแจ้ง วัดพระธาตุจอมแจ้ง (อำเภอสา)

ลำพูน ได้แก่ พระบรมธาตุหริภุญชัย วัดจามเทวี (เมื่อปี พ.ศ. 2508 ปัจจุบันชื่อ วัดกู่กุด)

พร่ ได้แก่ ศาลหลักเมืองแพร่ พระธาตุช่อแฮ

าก อนุเสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

พิษณุโลก ได้แก่ พระพุทธรูปพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตวรมหาวิหาร

สุโขทัย ได้แก่ วัดมหาธาตุ (อำเภอเมืองสุโขทัย) พระพุทธรูปพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ น้ำบ่อทอง น้ำบ่อแก้ว อำเภอศรีสัชนาลัย วัดต้นจันทร์ (ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโยทัย)

กำแพงเพชร ได้แก่ วัดพระบรมธาตุ (ตำบลนครชุม อำเภอเมืองกำแพงเพชร)

พิจิตร ได้แก่ พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง

พชรบูรณ์ ได้แก่ วัดไตรภูมิ ศาลหลักเมืองเพชรบูรณ์

ครสวรรค์ ได้แก่ วัดวรนาถบรรพต (วัดเขากบ)

อุตรดิตถ์ ได้แก่ พระแท่นศิลาอาสน์ (เดิมชื่อ วัดมหาธาตุ ตั้งอยู่บ้านพระแท่น ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล) วัดพระบรมธาตุ วัดท่าถนน (พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร)

ครราชสีมา ได้แก่ ศาลหลักเมืองนครราชสีมา อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ปราสาทหินพิมาย วัดศาลาทอง วัดพนมวันท์ปราสาทหินพนมวัน ศาลเจ้าแม่บุ่ง ศาลเจ้าพ่อไฟ ศาลเจ้าพ่อวัดแจ้ง ศาลเจ้าพ่อพระยาสี่เขี้ยว

ชัยภูมิ ได้แก่ พระปรางค์กู่ พระธาตุกุดจอก (อำเภอเกษตรสมบูรณ์) พระธาตุหนองสามหมื่น (อำเภอภูเขียว) พระพุทธรูปพระเจ้าองค์ตื้อ เขาภูพระ วัดศิลาอาส์น (ตำบลนาเสียว อำเภอเมือง) เจ้าพ่อพญาแล (อำเภอเมือง)

บุรีรัมย์ ได้แก่ ปราสาทเขาพนมรุ้ง (อำเภอประโคนชัย) ปราสาทเมืองต่ำ (อำเภอประโคนชัย) ศาลหลักเมืองบุรีรัมย์ ศาลเทพารักษ์ เจ้าพ่อวังกรูด (อำเภอสตึก)

สุรินทร์ ได้แก่ พระพุทธรูปหลวงพ่อพระชีว์ วัดบูรพาราม

รีสะเกษ ได้แก่ วัดมหาพุทธาราม ศาลหลักเมืองศรีสะเกษ

อุบลราชธานี ได้แก่ วัดมหาวนาราม พระพุทธรูปพระเจ้าอินทร์แปลง

อุดรธานี ได้แก่ ศาลเทพารักษ์กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ศาลหลักเมืองอุดรธานี วัดมัชฌิมาวาส จังหวัดอุดรธานี

นองคาย ได้แก่ พระธาตุบังพวน พระพุทธรูปหลวงพ่อใส วัดโพธิ์ชัย

ลย ได้แก่ พระธาตุศรีสองรักษ์

กลนคร ได้แก่ พระธาตุเชิงชุม วัดพระธาตุเชิงชุม

ครพนม ได้แก่ พระธาตุพนม ศาลหลักเมืองนครพนม

อนแก่น ได้แก่ พระธาตุขามแก่น (ตำบลบ้านขาม อำเภอน้ำพอง)

หาสารคาม ได้แก่ ศาลหลักเมืองมหาสารคาม

ร้อยเอ็ด ได้แก่ ปรางค์กู่ (อำเภอธวัชบุรี)

าฬสินธุ์ ได้แก่ ศาลหลักเมืองกาฬสินธุ์

ชุมพร ได้แก่ ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หาดทรายรี

ครศรีธรรมราช ได้แก่ พระบรมธาตุ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

สุราษฎร์ธานี ได้แก่ พระบรมธาตุไชยา

ะนอง ได้แก่ วัดอุปนันทาราม (ก่อนปี พ.ศ. 2508 ชื่อ วัดด่าน)

ระบี่ ได้แก่ ถ้ำพระเขาขนาบน้ำ (ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่)

พังงา ได้แก่ ศาลหลักเมืองพังงา เทวรูปพระนารายณ์ วัดนารายณิการาม(ตำบลเหล อำเภอกะปง)

ภูเก็ต ได้แก่ พระพุทธบาท เกาะแก้ว หน้าหาดราไว วัดพระทอง (เดิมชื่อ วัดพระผุด) (อำเภอถลาง) อนุสาวรีย์พระสงฆ์หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง (ปัจจุบันชื่อ วัดไชยธาราราม)

งขลา ได้แก่ วัดชัยมงคล วัดเลียบ ปัจจุบันชื่อ วัดมัชฌิมาวาส วัดพะโคะ (อำเภอสทิงพระ) ศาลหลักเมืองสงขลา

รัง ได้แก่ วัดถ้ำเขาสาย (ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด) วัดถ้ำคีรีวิหาร (ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด) พระพุทธรูปพระว่านศักดิ์สิทธิ์ วัดถ้ำพระพุทธ (ตำบลหนองบัว อำเภอรัษฎา)

พัทลุง ได้แก่ พระธาตุ วัดแตระ วัดเขียนบางแก้ว (อำเภอเขาชัยสน)

ตูล ได้แก่ วัดชนาธิปเฉลิม เดิมชื่อ วัดมำบัง วัดสตูลสันติยาราม (ตำบลพิมาน) วัดหน้าเมือง (ตำบลคลองขุด) วัดดุลยาราม (ตำบลฉลุง)

ปัตตานี ได้แก่ ศาลหลักเมืองปัตตานี วัดช้างไห้ ปัจจุบันชื่อ วัดราษฎร์บูรณะ (อำเภอโคกโพธิ์)

ะลา ได้แก่ วัดคูหาภิมุข ศาลหลักเมืองยะลา

ราธิวาส ได้แก่ วัดพระพุทธ (อำเภอตากใบ)

 

 

าคกลางและภาคตะวันออก

 

1.     จังหวัดพระนคร ศาลหลักเมือง

2.     ธนบุรี วัดอรุณราชวราราม วัดหงส์รัตนาราม ศาลพระเจ้าตากสิน

3.     พระนครศรีอยูธยา วัดมหาธาตุ วัดพนัญเชิง วัดสวนหลวงสบสวรรค์ พระมงคลบพิตร

4.     ลพบุรี ศาลพระกาฬ ศาลลูกศร พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท

5.     สิงห์บุรี วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ บ้านบางระจัน วัดสิงห์ ตำบลโพสังโฆ อำเภอบางระจัน พระนอนจักรสีห์ ตำบลจักรสีห์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี

6.     อ่างทอง วัดไชโยวรวิหาร ตำบลไชโย อำเภอไชโย

7.     สระบุรี รอยพระพุทธบาท พระพุทธฉาย

8.     ปทุมธานี วัดเสด็จ อำเภอเมือง ผงอิทธิเจและผงปถมํของพระครูสาทรพัฒนกิจ

9.     นนทบุรี วัดเขมาภิรตาราม

10.   สมุทรปราการ พระสมุทรเจดีย์ และหลักเมือง

11.   ราชบุรี วัดมหาธาตุ อำเภอเมือง

12.   นครปฐม องค์พระปฐมเจดีย์ พระร่วงโรจนฤทธิ์

13.   สุพรรณบุรี วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมือง ดอนเจดีย์ วัดสนามชัย ตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง สระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ ตำบลสระแก้ว

14.   กาญจนบุรี พระแท่นดงรัง วัดท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์

15.   เพชรบุรี พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระนครคีรี พระเจดีย์

พระธาตุจอมเพชร ศาลหลักเมืองเก่า พระปรางค์วัดมหาธาตุ

16.   ประจวบคีรีขันธ์ พระบรมสารีริกธาตุบนยอดเขาช่องกระจก

17.   สมุทรสาคร ศาลหลักเมือง ศาลพันท้ายนรสิงห์

18.   สมุทรสงคราม วัดเพชรสมุทร(วัดบ้านแหลม)

19.   อุทัยธานี วัดสังกัสรัตนคีรี อำเภอเมือง

20.   ชัยนาท วัดพระบรมธาตุ ตำบชัยนาท วัดธรรมามูล

 

 าคตะวันออก

 

21.   ชลบุรี พระพุทธสิหิงค์จำลอง วัดป่า

22.   ฉะเชิงเทรา วัดโสธรวราราม พระพุทธโสธร หลักเมือง

23.   ระยอง หลักเมือง ศาลพระเจ้าตากสินมหาราช

24.   ตราด หลักเมือง วัดบุปผาราม

25.   จันทบุรี ศาลหลักเมือง ศาลพระเจ้าตากสินมหาราช พระพุทธบาทเขาคิชกูฏ น้ำในคลองนารายณ์ หน้าน้ำตกเขาสระบาป อำเภอเมือง น้ำจากสระแก้ว ตำบลพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่

26.   นครนายก หลักเมือง พระพุทธบาท ยอดเขานางบวช ตำบลสาริกา

27.   ปราจีนบุรี ต้นศรีมหาโพธิ์ อำเภอศรีมหาโพธิ์

  

าคเหนือ

 

28.   ลำปาง วัดลำปางหลวง วัดพระแก้วดอนเต้า วัดพระธาตุเสด็น ศาลหลักเมือง ศาลเจ้าพ่อประตูผา ศาลเจ้าพ่อหมอก

29.   แม่ฮ่องสอน พระธาตุเจดีย์ ดอยกองมู

30.   เชียงราย พระเจดีย์ ยอดดอยตุง อำเภอเม่แสาย พระธาตุเจดีย์จอมกิติ

31.   เชียงใหม่ วัดพระธาตุศรีจอมทอง อำเภอจอมทอง พระธาตุเจดีย์

ดอยสุเทพ พระพุทธสิหิงค์ หลักเมือง วัดเจดีย์เจ็ดยอด ที่ตั้งค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอฝาง อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย

32.   น่าน พระพุทธรูปทองทิพย์ พระธาตุเจดีย์ แช่แห้ง พระธาตุเจดีย

เขาน้อย พระธาตุเจดียปูแจ้ พระธาตุเจดียจอมแจ้ง วัดพระธาตุจอมแจ้ง อำเภอสา

33.   ลำพูน พระบรมธาตุหริภุญชัย วัดจากเทวี (วัดกู่กุด)

34.   แพร่ หลักเมือง พระธาตุเจดีย์ช่อแฮ

35.   ตาก พระบรมรูปสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช

36.   พิษณุโลก พระพุทธชินราช

37.   สุโขทัย วัดมหาธาตุ อำเภอเมือง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ น้ำบ่อทอง

น้ำบ่อแก้ว อำเภอศรีสัชนาลัย วัดต้นจันทร์ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง

38.   กำแพงเพชร วัดพระบรมธาตุ ตำบลนครชุม อำเภอเมือง

39.   พิจิตร หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง

40.   เพชรบูรณ์ วัดไตรภูมิ หลักเมือง

41.   นครสวรรค์ วัดวรนาถบรรพต (วัดเขากบ)

42.   อุตรดิตถ์ พระแท่นศิลาอาสน์ วัดพระบรมธาตุ วัดท่าถนน

(หลวงพ่อเพชร)

 

 

ะวันออกเฉียงเหนือ

 

43.   นครราชสีมา หลักเมือง อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ปราสาทหินพิมาย

วัดศาลาทอง วัดพนมวันท์ ศาลเจ้าแม่บุ่ง ศาลเจ้าพ่อไฟ ศาลเจ้าพ่อวัดแจ้ง

ศาลเจ้าพ่อพระยาสี่เขี้ยว

44.   ชัยภูมิ พระปรางค์กู่ พระธาตุเจดีย์กุดจอก อำเภอเกษตรสมบูรณ์

พระธาตุเจดีย์สามหมื่น อำเภอภูเขียว พระเจ้าองค์ตื้อ เขาภูพระ ตำบลนาเสียว อำเภอเมือง เจ้าพ่อพญาแล อำเภอเมือง

45.   บุรีรัมย์ ปราสาทเขาพนมรุ้ง อำเภอประโคนชัย ปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย หลักเมือง ศาลเทพารักษ์เจ้าพ่อวังกรูด อำเภอสตึก สังเวชนียสถานต่างๆในประเทศอินเดีย

46.   สุรินทร์ หลวงพ่อพระว์ วัดบูรพาราม

47.   ศรีสะเกษ วัดมหาพุทธาราม หลักเมือง

48.   อุบลราชธานี วัดมหาวนาราม พระเจ้าอินทร์แปลง

49.   อุดรธานี ศาลเทพารักษ์ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม หลักเมือง

วัดมัชฌิมาวาส

50.   หนองคาย พระธาตุเจดีย์ บังพวน วัดโพธิ์ชัย

51.   เลย พระธาตุเจดีย์ศรีสองรักษ์

52.   สกลนคร พระธาตุเจดีย์ เชิงชุม วัดพระธาตุเชิงชุม

53.   นครพนม พระธาตุพนม หลักเมือง

54.   ขอนแก่น ผงปูนพระธาตุขามแก่น ตำบลบ้านขาม อำเภอน้ำพอง

55.   มหาสารคาม หลักเมือง

56.   ร้อยเอ็ด พระกุ่บ้านบาบงกกู่ อำเภอธวัชบุรี

57.   กาฬสินธุ์ หลักเมือง

 าคใต้

 

58.   ชุมพร ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หาดทรายลี

59.   นครศรีธรรมราช พระบรมธาตุ

60.   สุราษฏร์ธานี พระบรมธาตุไชยา

61.   ระนอง วัดอุปนันทาราม

62.   กระบี่ ถ้ำพระ บนเขาขนาบน้ำ ตำบลไสไทย อำเภอเมือง

63.   พังงา หลักเมือง เทวรูปพระนาราย์ณ์ ตำบลเหล อำเภอกะปง

64.   ภูเก็ต พระพุทธบาท เกาะแก้ว หน้าหาดราไว วัดพระทอง อำเภอถลาง อนุสาวรีย์หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง

65.   สงขลา วัดไชยมงคล วัดเลียบ วัดพะโคะ อำเภอสทิงพระ หลักเมือง

66.   ตรัง ถ้ำสาย ตำบลลางดี ถ้ำคิรีวิหาร ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด

พระว่านศักดิ์สิทธิ์ ถ้ำพระพุทธ ตำบลหนองบัว

67.   พัทลุง พระธาตุเจดีย์ วัดตะวัดเขียนบางแก้ว อำเภอเขาไชยสน

68.   สตูล วัดขนาธิปเฉลิม วัดสันติวราราม ตำบลพิมาณ วัดหน้าเมือง ตำบลคลองขุด วัดดุลยาราม ตำบลฉลุง

69.   ปัตตานี หลักเมือง วัดช้างไห้ อำเภอโคกโพธิ์

70.   ยะลา วัดคูหามุข หลักเมือง

71.   นราธิวาส วัดพระพุทธ อำเภอตากใบ

 

72. สังเวชนียสถานสี่แห่ง ประเทศอินเดีย สังเวชนียสถาน มีส่วนคล้ายกับจุดกำเนิดศาสนสถานทั้งหลาย ที่ดำรงอยู่อย่างเรียบง่ายแม้เวลาจะผ่านไปนับพัน ๆ ปี เป็นจุดหมายของผู้มีศรัทธาปสาทะแรงกล้าในพุทธศาสนาจากทุกทวีปทั่วโลก  สังเวชนียสถานทั้งสี่ ได้แก่

73.         สถานที่ประสูติ ณ ป่าลุมพินี เมืองกบิลพัสดุ์ ประเทศเนปาล

74.         สถานที่ตรัสรู้ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม พุทธคยา ประเทศอินเดีย

75.         สถานที่แสดงปฐมเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สารนาถ ประเทศ

อินเดีย

76.         สถานที่ปรินิพพาน ณ ป่าสาลวัน กุสินารา ประเทศอินเดีย

 


     

 

 

 

 

 

 

 

แผนภูมิแสดงปริมาณมวลสารที่ใช้ทำพระสมเด็จจิตรลดา

(จำนวนนับของสถานที่ ที่นำมวลสารมาใช้ทำ เช่น ผงปูน ดิน ผงธูป ทองคำเปลว ฯลฯ)

 



 

ถ้ำ

15

น้ำ

6

ปราสาท

4

พระที่นั่ง

2

พระธาตุ

32

พระปรางค์

3

พระพุทธบาท

4

พระพุทธรูป

9

พระสงฆ์

5

วัด

77

ศาลเจ้า

15

ศาลหลักเมือง

26

อนุสาวรีย์

3

รวม

201

 

 

 

 

 

 

 

วิธีทำพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน ด้วยการนำเอาวัตถุมงคลหลายชนิดผสมกัน เช่น ดินจากปูชนียสถานต่างๆ ทั่วประเทศ ดอกไม้ที่ประชาชนทูลเกล้าถวายในโอกาสต่างๆ และเส้นพระเจ้า(เส้นผม) ของพระองค์เอง เมื่อผสมกันโดยใช้กาวเป็นตัวยึดแล้ว ทรงกดลงในพิมพ์ ที่นายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ซึ่งต่อมาเป็นศิลปินแห่งชาติเป็นผู้แกะถวาย โดยไม่ได้เอาเข้าเตาเผา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอธิษฐานพระบุญญาบารมีของพระองค์ท่าน ความมีศรัทธาปสาทะอย่างสุดซึ้ง ในพระบวรพุทธศาสนา และผลบุญกุศลที่พระองค์ยึดมั่นอยู่ในการประกอบแต่กรรมดี ทั้งในอดีตชาติ และปัจจุบันชาติ ช่วยดลบันดาลให้พระพุทธรูปพิมพ์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น สูงสุดด้วยพระพุทธานุภาพ และ

กฤตยานุภาพ คุ้มครองให้คลาดแคล้วผองภัยพิบัติ และอำนวยความเป็นสิริมงคล ให้แก่ผู้ที่นำไปบูชา ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา และประกอบแต่กรรมดี และอันเชิญพระพุทธคุณด้วยพระราชหฤทัยอันมั่นคงในทศพิธราชธรรม ให้อยู่อย่างมั่นคงกับพระพุทธรูปพิมพ์องค์นี้

 

 

ำนวนที่สร้าง

 

ปี พ.ศ. 2508 ทรงโปรดสร้างพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดินด้วยฝีพระหัตถ์เป็นครั้งแรกประมาณ 200 องค์ พระราชประสงค์ทรงโปรด ฯ สร้างพระราชทานให้แก่ผู้ทำความดีเป็นประโยชน์ให้กับประเทศชาติ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจเพื่อเป็นเกราะคุ้มครองป้องกันตัว จึงจะได้รับโปรดเกล้า ฯ พระราชทาน คนที่ได้รับพระราชทานไปพระองค์จะกำชับให้ปิดทองด้านหลังพระ เพื่อให้ระลึกเสมอว่าถ้าจะทำความดีไม่จำเป็นต้องประกาศให้ใครรับรู้ พระสมเด็จจิตรลดาเป็นศูนย์รวมของ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งรวมอยู่ในพระกำลังแผ่นดิน ทรงสร้างขึ้น มีทั้งสิ้นไม่เกิน 2,000 - 2,500 องค์  ร้อยละ 95 ของจำนวนที่ทรงสร้างได้พระราชทานแก่พสกนิกร

 

 

 

 

 

 

 ที่ประดิษฐาน

 

        ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพุทธนวราชบพิตรให้เป็นพระพุทธรูปประจำจังหวัด และ

หน่วยทหารทั่วพระราชอาณาจักร โดยจังหวัดประดิษฐานไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด หน่วยทหารประดิษฐานไว้ ณ กองบัญชาการหน่วย พระสมเด็จจิตรลดา หรือ

พระกำลังแผ่นดินอยู่ที่ฐานของพระพุทธนวราชบพิตร

        พระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน ประดิษฐานที่ศาลากลางจังหวัดและกองบัญชาการหน่วยทหาร

พระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน ประดิษฐานไว้ในเจดีย์ที่สำคัญ

        ก่อนหน้าที่จะได้รับพระราชทานพระเครื่องกำลังแผ่นดิน ต้องเข้าเฝ้ารับเสด็จฯ พร้อมคณะข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน จำนวนประมาณ 200 คน ที่เข้าชื่อกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระฯ ซึ่งทุกคนต่างก็ปรารถนาจะได้รับพระราชทานพระฯ ไว้เป็นศิริมงคลแก่ตนเองด้วยกันทั้งสิ้น

พระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดินจึงประดิษฐานอยู่กับพระบรมวงศานุวงศ์ และพสกนิกร เช่น ทหารที่ไปราชการสงครามที่เวียดนาม นายทหาร นายตำรวจ และประชาชนที่ขอพระราชทานพระ เช่น ชาติชาย เชี่ยวน้อย นักมวย

แชมเปี้ยนโลก

 

  

วันพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน

 

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดินในวันที่เป็นวันมงคลตามฤกษ์ เป็นวันธงชัย วันอธิบดี หรือวันเพ็ญ

(วันพระใหญ่) เป็นต้น การพระราชทานแต่ละครั้งเฉลี่ยไม่เกิน 5 องค์ ตั้งแต่เริ่มเข้าเฝ้าจนถึงวันที่ได้รับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระ 5 ครั้ง แก่      ผู้โชคดี ครั้งที่ 6 จึงได้รับ และทุกครั้ง จะมีพระบรมราโชวาทเหมือน ๆ กัน พระราชกระแสรับสั่งกังวานจับจิตจับใจผู้เข้าเฝ้าทุกคน กล่าวได้ว่า แม้ผู้ที่มิได้รับพระราชทานพระ หากแต่ได้น้อมนำพระบรมราโชวาทไปประพฤติปฏิบัติย่อมเป็น  ศิริมงคลแก่ตนเอง ผู้ที่ได้รับพระราชทาน พระกำลังแผ่นดิน พระสมเด็จจิตรลดา ในวันคล้ายเกิดของตนเอง เป็นของขวัญวันเกิดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระกำลังแผ่นดิน พระสมเด็จจิตรลดา ในตอนคืนก่อนพระราชทาน และได้ทำเสร็จในตอนรุ่งเช้าของวันพระราชทานพระกำลังแผ่นดิน พระสมเด็จจิตรลดา เสมือนหนึ่งว่า พระกำลังแผ่นดิน พระสมเด็จจิตรลดา สร้างเสร็จตรงกับผู้เข้ารับพระราชทานพระกำลังแผ่นดิน (พระมีวันเกิดเดียวกันกับเจ้าของพระ) สรุปว่า ผู้รับพระสมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน มีวันเกิดตรงกับวันเข้ารับพระราชทาน

พิธีรับพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน

 

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2512 พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอ

หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้ได้รับพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา หรือ

พระกำลังแผ่นดิน ผู้รับพระราชทานก้มลงกราบแทบฝ่าพระบาทพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ รับพระราชทานพระเครื่องกำลังแผ่นดิน และพระบรมราโชวาท

ใส่เกล้าใส่กระหม่อมไว้เป็นหลักในการรับราชการและประพฤติปฏิบัติตน

การพระราชทานพระเครื่องกำลังแผ่นดินดังกล่าว พระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัว พระราชทานด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองทั้งสิ้น ทุกครั้งที่พระราชทานพระ ไม่ว่าจะเป็นเพียงคนเดียว หรือพร้อมกันเป็นคณะ เป็นกลุ่ม

ก็พระราชทาน พระบรมราโชวาท โดยสรุปดังนี้

        1. จะต้องนำพระไปปิดทองด้านหลัง มีความหมายเป็นนัยว่า การทำ ความดีนั้นไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นเห็น หรือหวังประโยชน์ตอบแทนจากการกระทำ หากแต่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี และนำความดีที่ได้กระทำไปนั้น เป็นเครื่องระลึก เตือนใจ ให้ตนเองกระทำความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

 2. จะต้องมีสติ สัมปชัญญะ ทรงสอนถึงอานิสงส์ของการมีสติ และ

สัมปชัญญะว่า การเจริญสติอยู่ตลอดเวลา จะทำให้เป็นคนไม่ประมาท

มีความละเอียด รอบคอบทำอะไร ก็จะเกิดข้อผิดพลาดน้อย เมื่อตกอยู่ในภาวะคับขันก็จะสามารถแก้ไข สถานการณ์ต่าง ๆ จากร้ายกลายเป็นดีได้

        3. จะต้องมีสติปัญญา ซึ่งหมายถึงต้องรู้จักขวนขวายศึกษาหาความรู้ ด้วย

การหมั่นศึกษาค้นคว้าในวิทยาการต่าง ๆ และนำความรู้ที่ได้มานั้นไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

4. จะต้องมีความเมตตา กรุณา ทรงลำดับให้เห็นความสำคัญของการ เจริญเมตตาจิตต่อผู้คนโดยทั่วไปว่า เป็นอานิสงส์ของการละวางความเห็นแก่ตัว และความมีเมตตา เอื้อเฟื้อจะช่วยให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

5.จะต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต ความสัตย์ สุจริต ที่ว่านี้จักต้องกระทำต่อ ตนเอง ต่อผู้อื่น ต่อประเทศชาติและประชาชน

        โดยในท้ายที่สุดของพระบรมราโชวาท ได้พระราชทานพรแก่ผู้ที่รับ พระราชทานพระว่า ถ้าสามารถประพฤติ ปฏิบัติตามทุกประการ ก็จะถึงซึ่ง

ความ เจริญรุ่งเรือง

        ประกาศนียบัตรกำกับพระ ใบกำกับพระพิมพ์พระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน

        ภายหลังจากที่ได้รับพระราชทานองค์พระแล้ว แต่ละคนจะต้องไปขอรับประกาศนียบัตรกำกับพระเครื่องที่กรมราชองครักษ์ โดยจะต้องลงลายมือชื่อด้วยตนเองที่ ต้นขั้วของประกาศนียบัตร

ในใบประกาศนียบัตร ด้านบนจะมีรูปพระเครื่องขนาดเท่าองค์จริง ใต้ลงมา เป็นตราจักรี และมีพระปรมาภิไธย กำกับ (ทับ) ตราจักรี

บรรทัดต่อมาจะระบุชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทาน และลำดับที่ที่ได้รับ วัน เดือน ปี ที่ได้รับ

        เป็นที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่า ด้านบนซ้ายและล่างซ้ายของประกาศนียบัตร มีหมายเลขกำกับอยู่ด้วย

หมายเลขด้านบน หมายถึง เป็นพระเครื่องลำดับที่เท่าไรที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับลำดับที่พระราชทาน

พระบางองค์ ทรงนำไปประดิษฐานที่ฐานพระพุทธนวราชบพิตร เพื่อพระราชทานให้เป็นพระพุทธรูป ประจำจังหวัดต่างๆ และบางองค์ก็ทรงนำไปบรรจุไว้ตามเจดีย์ที่สำคัญ

หมายเลขด้านล่าง หมายถึง ลำดับรุ่น (ชุด) ของพระที่พิมพ์แต่ละครั้ง วัน เดือน ปี ที่ได้ทรงสร้าง

ใบพระราชทาน (ใบกำกับพระพิมพ์) ขนาดกว้างประมาณ ๑๒.๗ เซนติเมตร ยาว ๑๕.๘ เซนติเมตร พื้นสีขาว ด้านบนมีภาพพิมพ์องค์พระสมเด็จหลวงพ่อจิตรลดาประกอบอยู่ แต่ไม่ใช่องค์ที่พระราชทานให้ ขนาดจะใหญ่กว่าองค์พระจริงเล็กน้อย สีน้ำตาลเข้ม เป็นเอกสารส่วนพระองค์

เอกสารสำคัญฉบับนี้ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะแจ้งให้มารับภายหลังจากวันที่ได้รับพระราชทานองค์พระ โดยไม่มีหมายกำหนดที่แน่นอน

        ประกาศนียบัตรผู้ที่ได้รับพระราชทานปี พ.ศ. 2509 - 2510 ด้านล่างจะเขียน ระบุลำดับ วัน เดือน ปี เป็นเลขฝรั่งด้วยตัวเขียน

ประกาศนียบัตรผู้ได้รับพระราชทานปี พ.ศ. 2511 - 2512 ด้านมุมล่างจะเขียนระบุลำดับ วัน เดือน ปี ด้วยตัวพิมพ์เป็นเลขฝรั่ง เป็นเลขหลักพันขึ้นไป

สรุปพระสมเด็จจิตรลดามีจำนวน 2,000 - 2,500 องค์ พิจารณาจากการนับจำนวนจากใบประกาศนียบัตร

 

  

ผู้รับพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเริ่มพระราชทานปี พ.ศ. 2509 - 2513 ผู้ที่ได้รับพระราชทททานเป็นลำดับต้น ๆ ส่วนใหญ่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ต่อมาพระราชทานแก่ ข้าราชการทุกหมู่เหล่า ข้าราชบริพาร ข้าราชการหลายระดับ และพระราชทานให้กับพสกนิกรผู้ประกอบแต่กรรมดี โดยมิได้เลือกชั้น วรรณะ นับตั้งแต่นักการเมือง นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ลงมาถึงระดับคนขับรถ คนทำสวน แม่ครัว และบรรดาข้าทหารที่จะออกไปร่วมรบในสมรภูมิต่าง ๆ หรือแม้แต่ประชาชนธรรมดาที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ อาทิเช่น อดีตแชมเปี้ยนโลก ชาติชาย เชี่ยวน้อย ก็ได้ทราบว่าได้รับพระราชทาน แต่ไม่พระราชทานให้ผู้ใดที่ไม่ได้ขอพระราชทานต่อพระองค์

 

 ระบรมราโชวาท

 

พระบรมราโชวาท โดยสรุปดังนี้

 

        1. จะต้องนำพระไปปิดทองด้านหลัง มีความหมายเป็นนัยว่า การทำ ความดีนั้นไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นเห็น หรือหวังประโยชน์ตอบแทนจากการกระทำ หากแต่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี และนำความดีที่ได้กระทำไปนั้น เป็นเครื่องระลึก เตือนใจ ให้ตนเองกระทำความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

          2. จะต้องมีสติ สัมปชัญญะ ทรงสอนถึงอานิสงส์ของการมีสติ และ สัมปชัญญะว่า การเจริญสติอยู่ตลอดเวลา จะทำให้เป็นคนไม่ประมาท มีความละเอียด รอบคอบทำอะไร ก็จะเกิดข้อผิดพลาดน้อย เมื่อตกอยู่ในภาวะคับขันก็จะสามารถแก้ไข สถานการณ์ต่าง ๆ จากร้ายกลายเป็นดีได้

          3. จะต้องมีสติปัญญา ซึ่งหมายถึงต้องรู้จักขวนขวายศึกษาหาความรู้ ด้วยการหมั่นศึกษาค้นคว้าในวิทยาการต่าง ๆ และนำความรู้ที่ได้มานั้นไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

          4. จะต้องมีความเมตตา กรุณา ทรงลำดับให้เห็นความสำคัญของการ เจริญเมตตาจิตต่อผู้คนโดยทั่วไปว่า เป็นอานิสงส์ของการละวางความเห็นแก่ตัว และความมีเมตตา เอื้อเฟื้อจะช่วยให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

          5.จะต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต ความสัตย์ สุจริต ที่ว่านี้จักต้องกระทำต่อ ตนเอง ต่อผู้อื่น ต่อประเทศชาติและประชาชน

โดยในท้ายที่สุดของพระบรมราโชวาท ได้พระราชทานพรแก่ผู้ที่รับ พระราชทานพระว่า ถ้าสามารถประพฤติ ปฏิบัติตามทุกประการ ก็จะถึงซึ่ง

ความเจริญรุ่งเรือง

 

  

รื่องเล่าต่างๆนานา

 

ในคืนวันหนึ่งของปีพ.ศ. 2510  หลังจากได้รับพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแล้ว ในวังไกลกังวล ผู้รับพระราชทานจำได้ว่า คืนนั้นผู้ที่โชคดีได้เข้าเฝ้าฯ

รับพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน เป็นนายตำรวจ 8 นาย และนายทหารเรือ 1 นาย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จลงมาพร้อมด้วยกล่องใส่พระเครื่องใน

พระหัตถ์ ทรงอยู่ในฉลองพระองค์ชุดลำลอง ขณะที่ทรงวางพระลงบนฝ่ามือที่แบรับอยู่นั้น มีความรู้สึกว่า องค์พระร้อน ภายหลัง เมื่อมีโอกาสกราบบังคมทูลถาม จึงได้ทราบว่า หลังจากที่ได้รับพระราชทานแล้ว ทรงพระกรุณาพระราชทานพระบรมราโชวาทมีความว่า พระที่ให้ไปน่ะ ก่อนจะเอาไปบูชา ให้ปิดทองเสียก่อนนะ แต่ให้ปิดเฉพาะข้างหลังพระเท่านั้น ทรงอธิบายว่า ที่ให้ปิดทองหลังพระก็เพื่อเตือนตัวเองว่า การทำความดี ไม่จำเป็นต้องอวดใคร หรือประกาศให้ใครรู้ ให้ทำหน้าที่

เพื่อหน้าที่ และถือว่าความสำเร็จในการทำหน้าที่ เป็นบำเหน็จรางวัลที่สมบูรณ์แล้วเอาพระเครื่องพระราชทานไปปิดทองที่หลังพระแล้ว ก็ซื้อกรอบใส่ หลังจากนั้นมา สมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดินองค์นั้น ก็เป็นพระเครื่องเพียงองค์เดียว

ที่ห้อยคอ

หลังจากที่ไปเร่ร่อนปฏิบัติหน้าที่อยู่ไกลห่างพระยุคลบาท ได้มีโอกาสกลับไปเฝ้าฯ ที่วังไกลกังวลอีก ความรู้สึกเมื่อได้เฝ้าฯ นอกจากจะเป็นความปีติยินดีที่ได้

พระยุคลบาทอีกครั้งหนึ่งแล้ว ก็มีความน้อยใจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ ลำบาก และเผชิญอันตรายนานาชนิด บางครั้งจนแทบเป็นอันตรายถึง ชีวิต แต่ปรากฎว่า มิได้ตอบแทนด้วยบำเหน็จใดๆ ทั้งสิ้น ก่อนเสด็จขึ้นคืนนั้น จึงก้มลงกราบบนโต๊ะเสวย แล้วกราบบังคมทูลว่า ใคร่ขอพระราชทาน อะไรสักอย่างหนึ่ง

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรัสว่า "จะเอาอะไร?" ก็กราบบังคมทูลว่า

จะขอพระบรมราชานุญาต ปิดทองบนหน้าพระ ที่ได้รับพระราชทานไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสถามเหตุผล ที่ขอปิดทองหน้าพระ จึงกราบบังคมทูลอย่างตรงไปตรงมาว่า

พระสมเด็จจิตรลดาหรือพระกำลังแผ่นดินนั้น นับตั้งแต่ได้รับพระราชทานไปห้อยคอแล้ว ต้องทำงานหนักและเหนื่อยเป็นที่สุด เกือบได้รับอันตรายร้ายแรงก็หลายครั้ง มิหนำซ้ำกรมตำรวจยังไม่ให้เงินเดือนขึ้นแม้แต่บาทเดียวอีกด้วย

พระองค์ทรงแย้มพระสรวล (ยิ้ม) ก่อนที่จะมีพระราชดำรัส ตอบด้วยพระสุรเสียงที่ส่อพระเมตตาและพระกรุณาว่า ปิดทองไปข้างหลังพระเรื่อยๆ  แล้วทองจะล้นออกมาที่หน้าพระเอง

 

ระวัติการสร้างพระสมเด็จจิตรลดา มีประวัติการสร้างที่มีหลักฐานบันทึกไว้แน่ชัด เริ่มในปีพ.ศ. 2508 ทรงโปรดสร้างด้วยฝีพระหัตถ์เป็นครั้งแรกประมาณ 200 องค์ พระราชประสงค์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช

        พระองค์ท่านทรงโปรด ฯ สร้างพระราชให้แก่ผู้ทำความดีเป็นประโยชน์ให้กับประเทศชาติ อาทิเช่น ชาวนาไร่ ข้าราชการ และในการนี้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ เพื่อเป็นเกราะคุ้มครองป้องกันตัว จึงจะได้รับโปรดเกล้า ฯ พระราชทาน คนที่ได้รับพระราชทานไปพระองค์ท่านจะกำชับให้ปิดทองด้านหลังพระ

        เพื่อให้ระลึกเสมอว่าถ้าจะทำความดีไม่จำเป็นต้องประกาศให้ใครรับรู้ พระสมเด็จจิตรลดาเป็นศูนย์รวมของ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งรวมอยู่ในพระกำลังแผ่นดิน ผู้ที่ได้รับพระราชทานส่วนใหญ่ถือว่าเป็น "ของล้ำค่าและถือเป็นของสูง" และที่สำคัญทรงพระเมตตาพระราชทานจากพระหัตถ์ โดยพระองค์เองจึงไม่มีใครกล้าที่จะบอกเล่าต่อกันไป ต่อมาความศักดิ์สิทธิ์ของพุทธคุณพระสมเด็จจิตรลดา ได้ปรากฏออกมาอย่างเด่นชัดให้เห็นความลับตรงนั้นก็เก็บไม่อยู่

        พสกนิกรอีกจำนวนมากต่างก็กราบบังคมทูลขอพระราชทานอยู่ไม่ขาดสาย พระองค์จึงมีพระกรุณาโปรด ฯ สร้าง "พระสมเด็จจิตรลดา" ออกมาอีกจำนวนหนึ่ง

 

        พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระเครื่องชั้นสูงในระดับจักรพรรดิ์พระเครื่องก็ว่าได้ เพราะว่าเป็นของสูงที่พระองค์พระราชทานด้วยพระองค์เอง มีทั้งประกาศนียบัตร และยังบันทึกชื่อผู้ที่ได้รับไว้ในทะเบียนส่วนพระองค์ ทั้งนี้นักนิยม สะสมพระเครื่องจัดเข้าทำเนียบพระชุดเบญจภาคีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใครที่มีไว้ครอบครองย่อมเป็นที่หวงแหนยิ่งนัก นับว่าผู้นั้นโชคดีด้วยมีบุญวาสนา

        ประสบการณ์ผ่านมาอายุใกล้ร้อยเข้าไปทุกที ผ่านเหตุการณ์ที่จะตายหรือหวิดตายมาหลายครั้ง ผ่านสงครามทั้งในประเทศและต่างประเทศมาจนวันทวีคูณเหลือเฟือ ตั้งแต่สงคราม เวียดนามก็ห้อยพระสำคัญอยู่องค์เดียวคือ สมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน ที่รับพระราชทานจากพระหัตถ์

เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2512 ก่อนที่จะออกเดินทางไปทำศึกในเวียดนาม นอกจากผมจะไม่มีบาดแผลแม้แต่รอยขีดแล้ว ผู้ใต้บังคับบัญชาของผมอีก 555 คน ทั้งกองพันมี 556 คน ตายเพียงคนเดียว น้อยที่สุดกว่า กองพันใดๆที่ไปรบในรุ่นเดียวกัน เพราะพระกำลังแผ่นดินคุ้มครอง และเพราะผมเชื่อใน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์

สมเด็จจิตรลดา คำว่าพระกำลังแผ่นดิน ถูกตั้งโดย พลตรี ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยแปลจากพระนามของในหลวงภูมิพล

พระเครื่องชุดนี้มีเพียงประมาณ 2,000 - 2,500 องค์ ทยอยสร้างและทยอยมอบโดยในหลวงของเรา ให้แก่ข้าราชการและบุคคลผู้ทำประโยชน์ต่อบ้านเมือง ระหว่างปี พ.ศ. 2508-2513

  

                เรื่องเล่าจากผู้รับพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน... ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ในฐานะนายทหาร ปจว.นปข. ได้รับมอบเทปเพลง ๑ ม้วน นอกเหนือจากพระเครื่องคน ละ ๑ องค์ สำหรับพระเครื่องที่ได้รับ ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)มอบให้เพื่อนนายทหาร ที่คืนนั้นไม่ได้ไปร่วมงาน สาเหตุก็เพราะผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)มีพระเครื่องอยู่ก่อนแล้วนั่นเอง พระเครื่องที่ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)แขวนอยู่ประจำก็คือ พระ กำลังแผ่นดิน (จิตรลดา) ซึ่งผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ขออนุญาตย้อนอดีตสู่ความเป็นมาดังนี้

                เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐานยังวังไกลกังวลหัวหิน กร.จัดเรือ ถวายอารักขา ๑ หมู่

                ชุดแรก ร.ล.ปราบ ผบ.เรือ และผบ.หมู่เรือ ฯ คือ ร.อ.ประจักษ์ เกษอังกูร  

                ชุดที่ ๒ จะต้องไปสับเปลี่ยนหน้าที่ กร. จัด ร.ล.สัตกูด ไปปฏิบัติ ผบ.เรือ ร.อ.ประสิทธิ์ ฟอง สมุทร ติดราชการฝึกยุทธวิธีกองเรือทุ่นระเบิด กร. จึงจัดให ้ ร.อ.วิชิต สร้อยสุวรรณ ไปแทน

                ขณะกำลังจะลงคำสั่ง ร.อ.วิชิต ได้ไปแจ้งทาง กพ.กร. ว่า ท่านจะต้องเป็นตัวแทนนักกีฬาของ ราชนาวีสโมสรไปแข่งปิงปอง ๔ เหล่าทัพ ขอให้พิจารณาจัดคนแทน ขณะที่ กพ.กร. กำลังเปิด บัญชีรายชื่อว่าจะลงเอยเป็นผู้ใด

                ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)เดินเข้า บก.กร. พอดี เพื่อไปรับเงินค่ารักษาพยาบาล ทหาร น.ต.สันต์ เสียงสุขา เรียกผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ไปพบ คำแรกที่ทักทายก็คือ กำลังจะจัดผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ไปราชการ ทะเล ขอให้เลือกเอาระหว่าง ผบ.หมู่เรืออารักขา ฯ หรือจะเป็น ผบ.เรือ ไปฝึกประดาน้ำ สพ. ทร. กับเรือบางระจัน

                ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ตกลงใจเลือก ร.ล.สัตกูด ไปหัวหิน เพราะระยะเวลาน้อยกว่า การ บรรจุกำลังพล ร.ล.สัตกูด ส่วนใหญ่จะเป็นมือปืนพเนจรเกือบทั้งลำ นับตั้งแต่ต้นเรือ ร.ท.สุธี บูรณสิน ต้นปืน ร.ท.ชำนาญ คงสุวรรณ ต้นหน ร.ต.บรรพต เอกะวิภาต ผู้ควบคุมเรือ PCF. ร.ต.สินศักดิ์ ศรีพิพัฒน์ เมื่อ ร.ล.สัตกูด รับ - ส่งหน้าที่ ร.ล.ปราบ

                ร.อ.ประจักษ์ ฯ แจ้งแก่ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ว่าชุดผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)คงจะปฏิบัติ หน้าที่ไม่ครบกำหนด เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอาจเสด็จ ฯ กลับก่อนกำหนด พร้อมกับนำเอาของพระราชทานอันล้ำค่า พระจิตรลดา ชูให้ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ได้ชื่นชม

                ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ได้แต่แอบอิจฉา เงียบ ๆ ในความโชคดีของเขา คิดในใจว่าตนเองคงไม่มีวาสนา วันรุ่งขึ้น ผบ.เรือ ทั้ง ๒ ลำ ต้องขึ้นไปถวายรายงานตัว ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ได้พบเพื่อนร่วมรุ่น ๒ ท่าน คือ ร.อ.ประยุทธ เทศวิศาล ราชองค์ รักษ์ประจำ และ ร.อ.สวิทย์ คลายนาทร นายทหารสื่อสารประจำกรมราชองค์รักษ์ ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ได้รับคำ แนะนำจากเพื่อนทั้งสองถึงการปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ทางเรือต้องส่งนายทหารติดต่อประสานงาน ๑ นาย ไปประจำที่ บก.พิเศษ คือ ร.ท.ชำนาญ คงสุวรรณ ต้นปืน ร.ล.สัตกูด

                สำหรับความเป็นมาของพระกำลังแผ่นดิน ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานแก่ พสกนิกร และข้าราชบริพาร นั้น ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ได้รับทราบแต่เพียงว่า พระองค์จะทรงประกอบพิธีและ ทรงสร้างด้วยฝีพระหัตถ์ ทรงเจียรนัยและตบแต่งด้วยเครื่องกรอฟันจนองค์พระสวยงามหมด จดชุดหนึ่งประมาณ ๔ องค์ องค์พระประกอบด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศไทย ได้แก่ ผงธูปต่าง ๆ ชันน้ำมันยางจากเรือใบประจำพระองค์ เส้นพระเจ้า (ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)) ฯลฯ รวมอยู่ในองค์พระพิมพ์ ์รูปสามเหลี่ยม เรียกพระกำลังแผ่นดิน การเข้าเฝ้าเพื่อขอรับพระราชทาน ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)จำได้ว่าสัปดาห์ หนึ่งจะมี ๑ - ๒ ครั้ง โดยให้ส่งรายชื่อ ผู้ที่จะขอเข้าเฝ้าต่อ บก.พิเศษ ก่อน ๑ วัน

                พระบาท สมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว จะทรงประกอบพิธีตอนกลางดึก กว่าจะเสร็จเรียบร้อยทั้งชุด ( ๔ - ๕ องค์ ) ก็ใกล้รุ่ง พสกนิกรและข้าราชบบบบริพารรอรับเสด็จ ฯ และเข้าเฝ้า ฯ ที่สนามหญ้าหน้า พระราชวัง ไกลกังวล บนเส้นทางที่จะเสด็จพระราช ดำเนินไปยังเรือใบชายหาด ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ส่งรายชื่อข้าราชการ มรภ. หัวหิน ให้ บก.พิเศษ เพื่อรอเข้าเฝ้า ฯ ในคืนวันหนึ่ง ขณะ เดียวกับ ร.ท.ชำนาญ ฯ ต้นปืน ซึ่งประจำอยู่ บก.พิเศษ ก็แจ้งให้ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)เตรียม ร.ล.สัตกูด ให้พร้อม ที่จะออกเดินทางไปถวายอารักขาสมเด็จพระบรมราชินี บริเวณเขาตะเกียบ

                ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)คิดว่าผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)คง หมดโอกาสได้ขึ้นไปรับพระราชทานพระจิตรลดา เพราะต้องรอคำสั่งอยู่ที่เรือ โชคผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ยังดีอยู่ บ้าง เมื่อ ร.อ.ประยุทธ ฯ วิทยุมาบอกผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ว่าให้เลื่อนกำหนดออกเรือ ร.ล.สัตกูด ไปก่อน และให้ ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ขึ้นมารับเสด็จ ฯ ตอนเช้าพร้อมที่หน้าวัง

                เวลาประมาณ ๐๕๐๐ คืนนั้นผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)นอนไม่หลับ ด้วยความตื่นเต้นบวกความระทึกใจที่จะมีโอกาสได้เข้าเฝ้าใต้เบื้อง พระยุคลบาท

                ส่วนพระจิตรลดานั้นผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)เองก็ฝันลึก ๆ เนื่องจากจำนวนผู้เข้าเฝ้าประมาณ ๑๔๐ คนเศษ ใครคือผู้โชคดีอยู่ในจำนวน ๔ คน ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ไม่ได้คิดหวังอะไรมาก ได้แต่ภาวนาว่าหากมี บุญวาสนาก่อนบรรลุกิจหน้าที่ ขอให้ได้มีโอกาสสักครั้ง แม้ว่าผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)จะเพียรพยายามขึ้นมารับ เสด็จ ฯ ทุกครั้งก็ตาม ก่อนย่ำรุ่งเช้าวันนั้น คราคร่ำไปด้วยจำนวนผู้เข้าเฝ้ารับเสด็จ ฯ คณะของเราเข้าร่วมเป็นชุด สุดท้าย ประกอบไปด้วยคณะของข้าราชการ ตชด. ค่ายนเรศวร หัวหิน ตำรวจน้ำ บก.พิเศษวัง ไกลกังวล กองพันทหารรักษาพระองค ์ ข้าราชบริพารในพระองค์ ฯ จากการถวายรายงานของ หัวหน้า บก.พิเศษ ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)จำได้ว่าประมาณ ๑๔๐ คน

                แล้วเวลาแห่งความระทึกใจก็มาถึง เมื่อพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกจากพระตำหนักเปี่ยมสุข ทรงกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว ผู้เฝ้ารับเสด็จ ฯ ก้มลงกราบแทบพระบาท

                พล.ต.วิเชียร ชินะโยธิน หน. บก.พิเศษ กราบถวายรายงานจำนวนผู้เข้าเฝ้ารับเสด็จ ฯ แล้วถวายรายชื่อทั้งหมดแด่พระ บาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงรับบัญชีรายชื่อแล้วทอดพระเนตรมายังผู้รับเสด็จ ฯ ทรงพลิก บัญชีรายชื่อแล้วทรงรับสั่งชื่อ ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)จำได้ว่า

                บุคคลแรกที่ทรงรับสั่งคือ พ.ต.อ.(ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ลืมชื่อเสีย แล้ว)เป็น รองผู้บังคับการตำรวจน้ำ

                บุคคลที่ รับสั่งคนที่ ๒ ซึ่งทำให้ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ตื่นตระหนก ตัวชา จังงัง เกือบจะ หมดความรู้สึกก็คือ ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)เอง ร.อ. กำจัด ศรีอรุณ ผบ.หมู่เรืออารักขา หลังจาก นั้นผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)เกือบจำ อะไรไม่ได้ ต้นเรือที่หมอบอยู่ข้าง ๆ ต้องคอยกระซิบ

                ส่วนคนที่ ๓ และ ๔ นั้น ผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)ลืมไปแล้วว่าเป็นผู้ใด ทุกคนเมื่อทรงรับสั่งเรียกชื่อแล้วก็ถวายความเคารพ เข้าไปมอบ แทบพระบาท เพื่อ รับพระราชทานพระจากพระหัตถ์ กราบแทบพระบาท แล้วนั่งพับเพียบลง เพื่อรับฟังพระบรม ราโชวาท เมื่อทรงมอบ พระกำลังแผ่นดินที่ทรงประกอบพิธีให้ใน วันนั้น จำนวน ๔ องค์ แล้ว จึงมีพระบรมราโชวาท ซึ่งผม(พลเรือเอก กำจัด ศรีอรุณ)จับใจความและประพฤติปฏิบัติมาจนตราบ เท่าทุกวันนี้ คือ " พระ ปฏิมาที่มอบให้เป็นผงศักดิ์สิทธิ์ ที่นำมาจากทุกแห่งสถานของประเทศ ขอให้ ทุกคนนำไป ปิดทอง ที่หลังองค์พระปฏิมา เพื่อเป็นสิ่งเคารพบูชาตลอดไป"

 

 

 

 

มูลค่าราคาสมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน

 

"พระกำลังแผ่นดิน" หรือ "พระสมเด็จจิตรลดา" ที่สร้างขึ้นด้วยฝีพระหัตถ์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

แม้จะเพิ่งทำเมื่อปี พ.ศ. 2508-2512  ในวงการพระเครื่องจัดให้อยู่ใน

พระชุดเบญจภาคี ปัจจุบันราคาของพระสมเด็จจิตรลดาลอยติดเพดาน

ถ้าองค์สวย ๆ ราคาหลักแสนปลายถึงหลักล้าน ใครที่มีไว้ครอบครองถือว่าเป็นวาสนา และเป็นการเสริมสร้างสิริมงคล วันที่ 16 สิงหาคม 2549 หนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวว่ามีผู้เช่าในราคาสองล้านบาท พร้อมกรอบพระและสร้อยคอทองคำ

 

 

 

 

 

ข่าวสมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน จากหนังสือพิมพ์

 

 

        ปี 2529 โรงพยาบาลจุฬาฯ ได้ดำเนินการจัดหาทุนด้วยการจัดสร้างวัตถุมงคล เพื่อสร้างอาคารรักษาผู้ป่วยขึ้น ทางคณะกรรมการจัดสร้างได้ขอพระราชทานตั้งชื่ออาคารหลังนี้ว่า "ตึกภปร." และทรงถวายนามวัตถุมงคลรุ่นนี้ว่า " พระพุทธนวราชบพิตร" พระราชทานพระปรมาภิไธย ภปร. ประดิษฐานไว้ด้านหลัง พร้อมทั้งได้พระราชทานผงมวลสารจิตรลดามาผสมในองค์พระจำนวนมาก วัตถุมงคลทั้งหมดได้นำเข้าพิธีมังคลาภิเษกทีวัดบวรนิเวศ กทม. โดยมี สมเด็จพระญาณสังวรฯ เป็นประธานในพิธีและนั่งปรกอธิษฐานจิต พร้อมพระเกจิอาจารย์ชื่อดังเป็นจำนวนมาก เมื่อใช้กล้องส่องดู จะเห็นมวลสารจิตรลดาผสมอยู่เป็นจำนวนมาก พระพุทธนวราชบพิตรนี้ เป็นวัตถุมงคลที่น่าสะสม และ อาราธนาขึ้นคอแทนพระสมเด็จจิตรลดา องค์เป็นแสนได้เลย เพราะเด่นทางด้านมหาอำนาจ เมตตามหานิยม เป็นเลิศ

 

                พระพุทธนวราชบพิตร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สร้างเป็นพระประธานประจำ พระอุโบสถจตุรมุข อันงดงามของวัดตรีทศเทพวิหาร

                3 สิงหาคม 2548 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปพระราชทาน พระพุทธนวราชบพิตร ประจำ จังหวัดพังงา

                พระพุทธนวราชบพิตร ประจำจังหวัดพังงา ในวันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม 2548 ณ สนามหน้าศาลากลาง-จังหวัดพังงา (หลังเก่า) ถนนเพชรเกษม อำเภอเมือง จังหวัดพังงา ด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์มาพระราชทาน พระพุทธนวราชบพิตร ประจำจังหวัดพังงา ในวันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม 2548 ณ สนามหน้าศาลากลาง-จังหวัดพังงา (หลังเก่า) ถนนเพชรเกษม อำเภอเมือง จังหวัดพังงา

                สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร ประจำจังหวัดกระบี่ ณ บริเวณหน้าศาลากลาง จังหวัดกระบี่ ในวันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน 2548 เวลา 17.00 น.

                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างขึ้นในวโรกาสเฉลิมฉลอง 200 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ พระราชทานให้ทุกจังหวัดทั่วราชอาณาจักร เพื่อความเป็นสิริมงคล และนิมิตหมายของความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์ กับพสกนิกร โดยกรุงเทพมหานครได้รับพระราชทานเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2525 พระพุทธนวราชบพิตรที่ประดิษฐานบนมณฑป ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

 

                21 สิงหาคม 2548 เวลา 17.00 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทาน พระพุทธนวราชบพิตร ประจำจังหวัดขอนแก่น ณ มณฑลพิธีสนามหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น โดยจะมอบ พระพุทธนวราชบพิตร ประจำจังหวัดขอนแก่น 1 องค์ และพระพุทธนวราชบพิตรจำลองให้กับ 20 อำเภอ 5 กิ่ง อำเภอ ในจังหวัดขอนแก่น

                สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฏราชกุมาร โดยพร้อมเพียงกัน ครั้งที่ ๒ วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๑๒ เสด็จพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตรประจำจังหวัดสุรินทร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ไปยังจังหวัดสุรินทร์ เพื่อพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตรไว้สำหรับชาวสุรินทร์ได้เคารพสักการะ ในการเสด็จฯ คราวนี้ได้เปิดโอกาสให้พสกนิกรได้ชื่นชมพระบารมี สมควรแก่เวลาจึงเสด็จฯกลับ พระพุทธนวราชบพิตร จังหวัดสุรินทร์ ได้รับพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร จากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เป็นลำดับที่ ๑๖ จากทั้งหมด ๒๑ องค์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน

                22 พฤษภาคม 2514 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร แก่จังหวัดบุรีรัมย์ พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานไว้ ณ จังหวัดต่าง ๆ ทั่งพระราชอาณาจักร พระพุทธรูปองค์นี้นอกจากจะเป็นนิมิตหมายแห่งคุณพระรัตนตรัย อันเป็นที่เคารพบูชาสูงสุดของ พุทธศาสนิกชนทั้งหลายแล้ว ยังเป็นเครื่องหมายแห่งความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระหว่างองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับบรรดาพสกนิกรทั้งมวลของพระองค์

 

        พระบรมราโชวาทเมื่อพระราชทานพระและพระราชดำรัสในพิธีพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร ประจำจังหวัดเลย พระราชดำรัสในพิธีพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร ประจำจังหวัดเลย วันที่ 5 กันยายน พุทธศักราช 2512 "ข้าพเจ้ามีความยินดี ที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมจังหวัดเลยอีกครั้งหนึ่ง และได้มาพบกับท่านทั้งหลาย อย่างใกล้ชิด ขอขอบใจท่านทุกคน ที่พร้อมกันมาต้องรับด้วยน้ำใจไมตรี จังหลัดเลยเป็นจังหวัดชายแดนสำคัญ ที่ได้ชื่อว่า มีพื้นที่ ภูมิประเทศ ผิดกว่าจังหวัดอื่น ๆ โดยมาก กล่าวคือพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าทึบและเขาสูง แต่ก็เหมาะแก่การทำอาชีพหลายอย่าง เช่น ทำไร่ ทำนา ทำป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ ทั้งยังอุดมด้วยทรัพยากรตามธรรมชาติ ซึ่งอาจพัฒนาให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ได้มากมายหลายทาง ความเอาใจใส่ ของทางราชการ ทำให้จังหวัดนี้มีฐานะดี ขึ้นได้มากทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และกานการรักษาความมั่นคง ข้าพเจ้า มาเยี่ยมท่านคราวนี้ ได้นำ พระพุทธนวราชบพิตรมามอบ ให้ท่านด้วย พระพุทธนวราชบพิตรองค์นี้ ข้าพเจ้าสร้างขึ้นเพื่อมอบให้เป็น พระพุทธรูปประจำจังหวัด ที่บัวฐาน ข้าพเจ้าบรรจุ พระพิมพ์ไว้องค์หนึ่ง เป็นพระ ที่ทำขึ้นด้วย ผงศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งข้าพเจ้าได้มาจาก ทุกจังหวัด ทั่วราชอาณาจักร มีผงจากองค์พระธาตุศรีสองรักษ์ จังหวัดเลยนี้ รวมอยู่ด้วย ข้าพเจ้าถือว่า พระพุทธนวราชบพิตร เป็นที่ตั้งแห่งคุณพระรัตนตรัยอันเป็นที่เคารพสูงสุด และเป็นที่หมาย ของความเป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน ของประเทศไทย และคนไทยทั้งชาติ จึงได้บรรจุพระพิมพ์ที่ทำด้วยผงศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว ให้เป็นพระพุทธรูปสำคัญ และนำมามอบให้ท่านด้วยตนเอง ท่านทั้งหลายจงรับพระพุทธนวราชบพิตรนี้ไว้ เพื่อเป็นสิริมงคลสำหรับจังหวัดและสำหรับตัว เป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจ ในการที่จะสมานสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันประกอบความดี และขอให้ระลึก ไว้เสมอเป็นนิตย์ด้วยว่า ในการกระทำการงานทั้งปวงนั้น ทุกคนต้องมีความตั้งใจจริง และขยันหมั่นเพียร ประกอบด้วยความ อะลุ้มอล่วย ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เมตตามุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต และความสามัคคีถือเอาประโยชน์ร่วมกัน เป็นจุดประสงค์สำคัญ งานชองท่าน จึงจะสำเร็จผลได้ โดยสมบูรณ์ และจะช่วยให้ท่าน สามารถรวมกำลังกัน รักษาความเป็นปึกแผ่นมั่นคง ของจังหวัดของท่าน พร้อมกับ พัฒนาให้เจริญรุดหน้าต่อไปในทุก ๆ ทางได้ ขออานุภาพแห่งพระรัตนตรัย พระธาตุศรีสองรักษ์ และพระพุทธนวราชบพิตร จงปกปักรักษาท่านทั้งปวง ให้แผ้วพ้นจากทุกข์และภัยทุก ๆ ประการ บันดาลให้เกิดความสุขความสัสดี และความสามัคคีอันมั่นคง ให้ทุกคนสามารถประกอบกรณียกิจน้อยใหญ่ในหน้าที่ สำเร็จลุล่วงได้ดังประสงค์ บังเกิดความเจริญรุ่งเรือง แก่จังหวัดเลย และแก่ ประเทศชาติยิ่งสืบไป"

 

        พระราชดำรัสในพิธีพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตรประจำจังหวัดสุรินทร์ วันที่ 10 กันยายน พุทธศักราช 2512 " ข้าพเจ้ามีความยินดีมาก ที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมจังหวัดสุรินทร์อีกวาระหนึ่ง และได้มาพบกับท่านทั้งหลาย อย่างใกล้ชิด ขอขอบใจ ในไมตรีที่ท่านได้แสดงต้อนรับข้าพเจ้าครั้งนี้ จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดชายแดนที่นับว่ามีความสงบเรียบร้อยเป็นปรกติสุขตลอดมาช้านาน มีพื้นภูมิประเทศ และทรัพยากรตามธรรมชาติ ที่อาจพัฒนาให้เกิดความมั่งคั่งสมบูรณ์ได้เป็นอย่างดี ท่านทั้งหลาย ควรภูมิใจ ในจังหวัดของท่าน และพึงขยันหมั่นประกอบการงาน ช่วยกันสร้างฐานะของตนเอง และของจังหวัดให้มั่นคงยิ่งขึ้นไป ข้าพเจ้ามาเยี่ยม ท่านคราวนี้ ได้นำพระพุทธนวราชบพิตร มามอบให้ท่านด้วย พระพุทธนวราชบพิตรองค์นี้ ข้าพเจ้าสร้างขึ้น เพื่อมอบให้เป็นพระพุทธรูป ประจำจังหวัด ที่บัวฐาน ข้าพเจ้าบรรจุพระพิมพ์ไว้องค์หนึ่ง เป็นพระที่ทำขึ้นด้วยผงศักดิ์สิทะ ซึ่งข้าพเจ้าได้มาจาก ทุกจังหวัด ทั่วราชอาณาจักร มีดินหน้าหลวงพ่อพระชีว์ พระประธานในพระอุโบสถ วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์นี้ รวมอยู่ด้วย ข้พเจ้าถือว่าพระพุทธนวราชบพิตร เป็นทั้งที่ตั้งแห่งคุณพระรัตนตรัยอันเป็นที่เคารพสูงสุด และเป็นทั้ง ที่หมาย ของความเป็นอันหนึ่งอันดียวกัน ของประเทศไทย และคนไทย ทั้งชาติ จึงได้บรรจุพระพิมพ์ ที่ทำด้วยผงศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว ให้เป็น พระพุทธรูปสำคัญ และนำมามอบให้ท่านด้วยตัวเอง ท่านทั้งหลายจงรับ พระพุทธนวราชบพิตรไว้ เพื่อเป็นสิริมงคลสำหรับจังหวัดและสำหรับตัวท่าน เป็นที่ยึดเหนี่ยวของ จิตใจใน การที่จะกระทำความดี ขอให้ระลึกไว้เสมอเป็นนิตย์ว่า ในการประกอบอาชีพการงานทั้งปวงนั้น ทุกคนต้องมีความตั้งใจจริง และขยันหมั่นเพียร รู้จักคิดพิจารณาด้วยปัญญา และด้วยความรอบคอบ มีความสามัคคี ปรองดองกัน มีเมตตา มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน และยึดมั่นในความ ซื่อสุตย์สุจริต จึงจะได้รับผลสำเร็จ โดยสมบูรณ์ และที่สำคัญที่สุด ขอให้เข้าใจว่า การที่จังหวัดสุรินทร์ยังมีความสงบเรียบร้อยอยู่เช่นนี้ ย่อมเป็นพื้นฐาน อันดีที่สุด ที่จะเร่งรัดพัฒนาให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ทางราชการ จะต้องถือเป็นหน้าที่ เบื้องต้น ที่จะปฏิบัติการเป็นผู้นำ สร้างความคิด ก้าวหน้า ให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน ส่งเสริม การประกอบ อาชีพต่าง ๆ ที่เป็นล่ำเป็นสัน เพื่อประชาชนจักได้มีฐานะ ความเป็นอยู่สูง และมั่นคงขึ้น และจักได้ สามารถรวมกำลังกัน พัฒนาจังหวัดนี้ให้รุดหน้าไปได้ในทุก ๆ ทาง ขออานุภาพพระรัตนตรัย และ พระพุทธนวราชบพิตร จงปกปักรักษาท่านทั้งปวงให้แผ้วพ้นจากทุกข์และภัยทุก ๆ ประการ บันดาลให้เกิด ความสุข ความสวัสดี และความสมัครสมาน สามัคคีอันมั่นคง ให้ทุกคนสามารถประกอบกรณียกิจ น้อยใหญ่ ในหน้าที่ลุล่วงได้ ดังประสงค์ บังเกิดความ เจริญรุ่งเรือง แก่จังหวัดสุรินทร์ และแก่ประเทศชาติยิ่งขึ้น สืบไป"

 

 

                พุทธศักราช 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ก็ได้ทรงสร้าง "พระกำลังแผ่นดิน" หรือ "พระสมเด็จจิตรลดา" ซึ่งทรงสร้างขึ้นด้วยฝีมือพระหัตถ์ของพระองค์เอง อันมีพระลักษณะด้านพุทธศิลป์ที่สวยงาม

 

 

        พ.ศ. 2509 ทรงมีพระราชดำริจัดสร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประดิษฐานไว้ ณ จังหวัดต่างๆ ทุกจังหวัดทั่วพระราชอาณาจักร โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้นายช่างเททองหล่อพระพุทธรูปนั้นขึ้นเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2509 และได้โปรดเกล้าฯ ให้ขนานพระนามพระพุทธรูปปางมารวิชัยนั้นว่า "พระพุทธนวราชบพิตร"

 

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระดำริให้ช่างศิลป์สร้างขึ้นใหม่ ทรงวินิจฉัยพระพุทธลักษณะของพระพุทธรูปด้วยพระองค์เอง พร้อมทั้งพระราชทานภาษิตสำหรับจารึกที่ฐานเป็นสัญลักษณ์ของชาติว่า "ทยฺยชาติ สามคฺคิยํ สติสญชานเนน โภชิสิยํ รกฺขนฺติ" ซึ่งแปลว่า คนชาติไทย จะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี

 

 

        สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงปฏิบัติพระราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จ พระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร ประจำ จังหวัดปัตตานี ( 3 ก. พ. 48 ) เวลา 16.12 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส มายังสนามศักเสนีย์ โรงเรียน เบญจมราชูทิศ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี โดยมีเหล่าข้าราชการ พร้อมด้วยพสกนิกร เฝ้ารอรับเสด็จ จากนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฏราชกุมาร พระราชทาน พระพุทธนวราชบพิตร ประจำ จังหวัดปัตตานี โดยมี นายเชิดพันธ์ ณ สงขลา ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นผู้แทนรับมอบและ พระราชทานพระพุทธนวราชบพิตรจำลอง ให้แก่นายอำเภอ ในจังหวัดปัตตานี รวม 12 อำเภอ สำหรับพระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานให้ประจำ จังหวัด ต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร เป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ ปางมารวิชัย ขนาด หน้าตักกว้าง 23 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร นับเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญยิ่ง องค์หนึ่ง ในปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อจังหวัดใดได้รับพระราชทานให้นำไปประดิษฐานไว้ในที่อันควร ณ ศาลากลางจังหวัด เมื่อทางจังหวัดมีงานพิธี ใด ๆ รวมทั้งการเสด็จพระราชดำเนินไปยังจังหวัดนั้น ให้อันเชิญ พระพุทธนวราชบพิตร ไปประดิษฐาน ไว้เป็นพระบูชา จากนั้นได้ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม ทรงหลั่งทักษิโณทกเป็นอันเสร็จพิธี พระสมเด็จจิตรลดา สมเด็จจิตรลดา หรือหลวงพ่อจิตรลดานั้น ช่วงแรกเรียกกันว่า "พระกำลังแผ่นดิน" ซึ่งสันนิษฐานกันว่าน่าจะมาจากพระนาม "ภูมิพล" ที่แปลว่า "กำลังแผ่นดิน" ส่วนชื่อ"พระจิตรลดา" นั้น เข้าใจกันว่าเป็นชื่อที่เรียกกันภายหลังตามสถานที่จัดสร้างคือภายในพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสร้างแม่พิมพ์พระสมเด็จจิตรลดาขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๘ ด้วยฝีพระหัตถ์พระองค์เอง โดยทรงใช้ดินน้ำมันมาปั้นเป็นต้นแบบ นับว่าเป็นพิมพ์ที่มีความงดงามมาก สำหรับส่วนผสมองค์พระนั้นได้นำมวลสารจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศไทยมาผสมเพื่อจัดสร้าง ประกอบด้วย ๑. มวลสารศักดิ์สิทธิ์ส่วนในพระองค์ ซึ่งได้มาจาก - ดอกไม้แห้งจากพวงมาลัยที่ประชาชนทูลเกล้าฯ ถวายในการเสด็จพระราชดำเนินทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร (พระแก้ว- มรกต) วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และได้ทรงแขวนไว้ที่องค์พระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร ตลอดฤดูกาลจนถึงคราวเปลี่ยนเครื่องทรงใหม่ - เส้นพระเจ้าซึ่งเจ้าพนักงานได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ทุกครั้ง (เส้นพระเจ้า หมายถึง เส้นผมและทรงพระเครื่องใหญ่ หมายถึงตอนตัดผม) - ดอกไม้แห้งจากพวงมาลัยที่แขวนพระมหาเศววววตฉัตรและด้ามพระขรรค์ชัยศรีในพระราชพิธีฉัตรมงคล - สีซึ่งขูดจากผ้าใบที่ทรงงงงเขียนภาพฝีพระหัตถ์ - ชันและสีซึ่งทรงขูดจากเรือใบ พระที่นั่งขณะที่ทรงตกแต่งเรือใบ พระที่นั่ง ๒. มวลสารศักดิ์สิทธิ์ส่วนที่มาจากจังหวัดต่างๆ ทั่วพระราชอาณาจักร มวลสารศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นั้น กระทรวงมหาดไทยได้นำมาจากปูชนียสถานหรือพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพบูชาในแต่ละจังหวัด อันได้แก่ ดิน หรือ ตะไคร่น้ำแห้งจากปูชนียสถาน เปลวทองคำปิดพระพุทธรูป ผงธูปหน้าที่บูชา เช่น ผงธูปและดินจากกระถางธูปที่บูชาในศาลหลักเมืองทุกกระถาง ผงจากพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามเปลวทองจากพระมงคลบพิตร ผงจากพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย ผงธูปเปลวทองจากที่บูชาหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ เปลวทองจากพระพุทธโสธร และเกสรดอกบัวหน้าที่บูชาพระพุทธโสธร วัดโสธรวราราม ฯลฯ และน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเคยนำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก (นับว่าเป็นพระพิมพ์องค์แรกของเมืองไทยที่นำมวลสารจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศไทย มาผสมสร้างเป็นองค์พระ) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงนำมวลสารจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวข้างต้นเข้าเครื่องบดจนละเอียด แล้วจึงทรงเทมวลสารที่เตรียมไว้ลงในแม่พิมพ์ หากองค์พระที่ออกมาจากแม่พิมพ์นั้นขอบข้างองค์ยังไม่เรียบร้อย พระองค์จะทรงนำมาเจียรแต่ง และขัดเรียบด้านหลัง จนสมบูรณ์งดงาม พุทธลักษณะของ"หลวงพ่อจิตรลดา"

 

        จังหวัดขอนแก่นเชิญชวนประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ในวันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม 2548 เวลา 17.00 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทาน พระพุทธนวราชบพิตร ประจำจังหวัดขอนแก่น ณ มณฑลพิธีสนามหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น โดยจะมอบ พระพุทธนวราชบพิตร ประจำจังหวัดขอนแก่น 1 องค์ และพระพุทธนวราชบพิตรจำลองให้กับ 20 อำเภอ 5 กิ่ง อำเภอ ในจังหวัดขอนแก่น ดังนั้นในวันดังกล่าว จังหวัดขอนแก่น ก็ขอเชิญชาวขอนแก่นร่วมพิธีและร่วมรับเสด็จสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมงกุฏราชกุมาร โดยพร้อมเพียงกัน

 

        ครั้งที่ ๒ วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๑๒ เสด็จพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตรประจำจังหวัดสุรินทร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ไปยังจังหวัดสุรินทร์ เพื่อพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตรไว้สำหรับชาวสุรินทร์ได้เคารพสักการะ ในการเสด็จฯ คราวนี้ได้เปิดโอกาสให้พสกนิกรได้ชื่นชมพระบารมี สมควรแก่เวลาจึงเสด็จฯกลับ พระพุทธนวราชบพิตร จังหวัดสุรินทร์ ได้รับพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร จากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เป็นลำดับที่ ๑๖ จากทั้งหมด ๒๑ องค์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน

 

        ที่จังหวัดราชบุรีนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชทาน "พระพุทธนวราชบพิตร" ในปี พ.ศ.๒๕๓๒ โดยสำนักพระราชวังได้วางระเบียบปฏิบัติให้จังหวัดประดิษฐานพระพุทธรูป "พระพุทธนวราชบพิตร"ไว้ ณ ที่อันควรในศาลากลางจังหวัด เมื่อมีพิธีใดๆซึ่งต้องตั้งที่บูชาพระรัตนตรัยก็ให้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระบูชาในพิธีนั้นๆ

 

 

 

        22 พฤษภาคม 2514 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร แก่จังหวัดบุรีรัมย์ พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานไว้ ณ จังหวัดต่าง ๆ ทั่งพระราชอาณาจักร พระพุทธรูปองค์นี้นอกจากจะเป็นนิมิตหมายแห่งคุณพระรัตนตรัย อันเป็นที่เคารพบูชาสูงสุดของ พุทธศาสนิกชนทั้งหลายแล้ว ยังเป็นเครื่องหมายแห่งความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระหว่างองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับบรรดาพสกนิกรทั้งมวลของพระองค์ พุทธศาสนิกชนทั้งหลายแล้ว ยังเป็นเครื่องหมายแห่งความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระหว่างองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับบรรดาพสกนิกรทั้งมวลของพระองค์

 

        พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้างเก้านิ้ว หล่อด้วยสำริดผสมผงศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ฐานกลีบบัวหงายด้านหน้าบรรจุ พระพิมพ์จิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน ซึ่งเป็นพระพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรางสร้างขึ้นเพื่อพระทานแก่ข้าราชบริพาร พระพุทธนวราชบพิตรนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ พระราชทานให้นำไปประดิษฐาน ณ จังหวัดต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร เพื่อเป็นศิริมงคลแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป และเป็นนิมิตรหมายแห่งความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระหว่างพระมหากษัตริย์กับพสกนิการของพระองค์ทั่วราชอาณาจักร พระพุทธนวราชบพิตร ที่พระราชทานแก่จังหวัดสมุทรสาครมีผงธูปจากศาลพันท้ายนรสิงห์กับผงธูป และดินจากศาลหลักเมืองจังหวัดสมุทรสาครรวมอยู่ด้วย จังหวัดสมุทรสาครได้อัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตรมาประดิษฐานไว้ ณ ศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๔

 

        พระพุทธนวราชบพิตร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สร้างเป็นพระประธานประจำ พระอุโบสถจตุรมุข วัดตรีทศเทพวิหาร ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาหนังอันงดงามด้วยฝีมือศิลปินแห่งชาติ

 

        "พระกำลังแผ่นดิน" เป็นศิลปะแบบสุโขทัย ปางสมาธิ พระพักตร์ทรงผลมะตูม ประทับนั่งขัดสมาธิราบเหนือแถวเม็ดไข่ปลาและดอกบัวบาน เป็นพระเครื่องทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ขอบองค์พระด้านหน้าทั้ง ๓ ด้าน จะเฉียงป้านออกสู่ด้านหลังเล็กน้อยมี ๒ ขนาด คือ พิมพ์เล็ก ขนาดกว้าง ๑.๔ ซม. สูง ๒.๑ ซม. หนา ๐.๕ ซม. และพิมพ์ใหญ่ ขนาดกว้าง ๒.๒ ซม. สูง ๓.๒ ซม. หนา ๐.๕ - ๑ ซม. เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างเป็นองค์พระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้พระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงค์ ข้าราชบริพารที่ใกล้ชิด ทหารและตำรวจที่ปฏิบัติราชการ เพื่อไว้สักการบูชาโดยให้ผู้รับพระราชทานนำไปปิดทองที่ด้านหลังองค์พระพิมพ์ และให้พระบรมราโชวาทโดยสรุปว่า "การทำงานอะไรก็ตาม ขอให้ทำเหมือนเช่นการปิดทองหลังองค์พระ" และผู้ที่ได้รับพระราชทานจะได้รับพระราชทานประกาศนียบัตร ซึ่งลงพระปรมาภิไธยคู่ไปด้วยทุกคน หลวงพ่อจิตรลดานี้ทรงสร้างขึ้นและพระราชทานระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๘ -๒๕๑๓ เท่านั้น

        พระพุทธนวราชบพิตร สาเหตุการสร้างพระพุทธนวราชบพิตรนั้น เนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้รักษาธรรมเนียมการทูลเกล้าฯ ถวายพระแสงราชศัตราประจำเมืองไว้ โดยมิได้พระราชทานพระแสงราชศัตราประจำเมืองเพิ่มเติมอีก ด้วยมีพระราชดำริที่จะพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร เพื่อเป็นพระพุทธรูปประจำจังหวัดต่างๆ ทั่วพระราชอาณาจักร โดยเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๐๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ปั้นหุ่นพระพุทธปฏิมาองค์นี้ และเมื่อทรงพินิจพิจารณาพุทธลักษณะจนเป็นที่พอพระราชหฤทัยแล้ว จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้เททองหล่อพระพุทธรูปขึ้น ในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๙ เป็นจำนวน ๑๐๐ องค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราชหฤทัยอธิษฐานปิดทอง และ ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิม และโปรดเกล้าฯ ให้ขนานพระนามพระพุทธรูปนี้ว่า "พระพุทธนวราชบพิตร" จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปพระราชทานเพื่อประดิษฐาน ณ จังหวัดต่างๆ ทั่วพระราชอาณาจักร เพื่อเป็นมิ่งขวัญแก่ประชาชน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นต้นมา

        เริ่มที่จังหวัดแรกคือ อุดรธานี ตามด้วย หนองคาย แม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำพูน เชียงใหม่ ยะลา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี อุบลราชธานี ฯลฯ

        สำหรับกรุงเทพมหานครนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้พระราชทานเนื่องในพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปีเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ได้มีพระราชดำรัสในพิธีพระราชทานพระ พุทธนวราชบพิตรว่า"...พระพุทธนวราชบพิตรนี้ นอกจากจะถือว่าเป็นนิมิตหมายแห่งคุณพระรัตนตรัย อันเป็นที่เคารพสูงสุดแล้ว ข้าพเจ้ายังถือเสมือนเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศชาติไทย และความสามัคคีกลมเกลียวของประชาชนชาวไทยอีกด้วย..." พระพุทธนวราชบพิตร เป็นศิลปะรัตนโกสินทร์ ปางมารวิชัย เนื้อทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง ๒๓ ซม. สูง ๔๐ ซม.มีพระเกตุมาลาและรัศมีเปลวไฟทรงสูง พระเศียรประดับด้วยเม็ดพระศกก้นหอย วงพระพักตร์ค่อนข้างกลม พระกรรณยาว พระนลาฏแคบ พระขนงโก่ง พระเนตรทอดต่ำ พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์แบบธรรมชาติ พระหนุมน ครองอุตราสงค์ห่มเฉียงเปิดพระอุระด้านขวา สังฆาฏิเล็กแนบแบน ยาวเลยพระนาภี ทำชายหยักเป็นเขี้ยวตะขาบ พระวรกายอวบ พระอุระผึ่งผาย วางพระหัตถ์ขวาทอดคว่ำบนพระชานุด้านขวา พระหัตถ์ซ้ายวางบนพระเพลา พระบาทขวาซ้อนพระบาทซ้าย ที่ฐานเป็นรูปกลีบบัวหงายงอนโค้ง ซึ่งโปรดให้บรรจุพระพิมพ์ "หลวงพ่อจิตรลดา" หนึ่งองค์ไว้ที่ฐานบัวหงายตรงกลางด้านหน้าขององค์พระพุทธรูป

        พระพุทธนวราชบพิตรเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญยิ่งองค์หนึ่งในรัชกาลปัจจุบัน ดังนั้น สำนักพระราชวังจึงได้ร่างระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับพระพุทธรูปองค์นี้ไว้ดังนี้ ๑.เมื่อจังหวัดใดได้รับพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตรแล้ว ให้ประดิษฐานไว้ ณ ที่อันควร ในศาลากลางจังหวัด ๒.เมื่อทางจังหวัดมีงานพิธีใดๆ ซึ่งต้องตั้งที่บูชาพระรัตนตรัย ให้อัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตร มาประดิษฐานเป็นพระบูชาในพิธีนั้นๆ ทั้งนี้ยกเว้นพิธีที่กระทำในโบสถ์ วิหาร หรือปูชนียสถานใดๆ ซึ่งมีพระประธาน หรือปูชนียวัตถุอื่นใด เป็นประธานอยู่แล้ว และยกเว้นพิธีซึ่งต้องใช้พระพุทธรูปอื่นเป็นประธานโดยเฉพาะ เช่น พระพุทธคันธารราษฎร์ ๓.เมื่อเสด็จฯ ยังจังหวัดใด เพื่อทรงเป็นประธานพระราชพิธี หรือพิธีทางจังหวัดก็ดี ให้ทางจังหวัดอัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตรมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระราชพิธีและพิธีนั้นๆ ทุกครั้ง หากพระราชพิธีหรือพิธีนั้นๆ กระทำในพระอารามหรือในปูชนียสถานซึ่งมีพระประธาน หรือพระพุทธรูปอื่นใดเป็นประธานอยู่แล้ว ก็ให้อัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตรไปประดิษฐาน ณ ที่บูชาเป็นต่างหากอีกที่หนึ่ง เพื่อทรงนมัสการ ๔.เมื่อเสด็จฯ ไปทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ณ จังหวัดใด ให้ทางจังหวัดอัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตรไปประดิษฐานไว้ ณ ที่บูชา เพื่อทรงนมัสการในพลับพลา หรือที่ประทับซึ่งจัดไว้ ในกรณีนี้หากท้องที่ที่เสด็จฯ นั้นห่างไกลจากศาลากลางจังหวัด และเป็นที่ทุรกันดาร ไม่สะดวกแก่การคมนาคม หรือการเสด็จฯ นั้นเป็นการรีบด่วน หรือเพียงเสด็จฯ ผ่าน ทางจังหวัดจะพิจารณาให้งดเสียก็ได้ ตามแต่จะเห็นสมควร ๕.เมื่อเสด็จฯ ไปประทับแรม ณ จังหวัดใด ให้ทางจังหวัดอัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตรมาประดิษฐานไว้ ณ ที่บูชาในพลับพลาหรือในที่ประทับตลอดเวลาที่ประทับแรมอยู่ และให้อัญเชิญกลับไปยังศาลากลางจังหวัด เมื่อเสด็จฯ กลับแล้ว ในการนี้ให้กองมหาดเล็กปฏิบัติเช่นเดียวกับระเบียบแบบแผนที่มีอยู่แล้วเกี่ยวกับพระชัยนวโลหะประจำรัชกาล ๖.หากทางจังหวัดเห็นสมควรจะอัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตรออกให้ประชาชนได้นมัสการบูชาในเทศกาลใดๆ ก็ให้กระทำได้ตามแต่จะเห็นสมควร อนึ่ง การปิดทองที่องค์พระพุทธรูปนั้น อาจทำให้พระพุทธรูปเสียความงามไปบ้าง ถ้าหากทางจังหวัดจะประดิษฐานพระพุทธนวราชบพิตรบนฐานซึ่งทำด้วยวัตถุอันอาจปิดทองได้อีกชั้นหนึ่งให้ประชาชนปิดทองได้ ก็จะเป็นการเหมาะสมยิ่งขึ้น

 

        พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างขึ้นในวโรกาสเฉลิมฉลอง 200 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ พระราชทานให้ทุกจังหวัดทั่วราชอาณาจักร เพื่อความเป็นสิริมงคล และนิมิตหมายของความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์ กับพสกนิกร โดยกรุงเทพมหานครได้รับพระราชทาน

        เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2525 พระกำลังแผ่นดิน" พุทธคุณที่ค่านิยมเพิ่มขึ้นตลอดกาล ในขณะที่ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศกำลังแสวงหาซื้อ ธนบัตร แสตมป์ เข็มที่ระลึก รวมทั้ง ภาพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานเฉลิมฉลองทรงครองราชย์ครบ ๖๐ ปี จะเพื่อจุดประสงค์ใดก็ตาม ในวงการนักสะสมพระเครื่องพระบูชาก็ไม่น้อยหน้ากว่ากัน

 

        ณ เวลานี้ พระสมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน ถือเป็นสุดยอดปรารถนาของคนวงการพระเครื่อง แต่ต้องแลกมาด้วยเงินไม่ต่ำกว่า ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท จึงจะได้มาครอบครอง มีการประมาณการว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสร้าง "สมเด็จจิตรลดา" ไม่เกิน ๓,๐๐๐ องค์ เนื่องจากแพทย์หลวงได้ทูลเกล้าฯ ถวายคำแนะนำว่า พระองค์ทรงแพ้สารเคมีและผงฝุ่นบางชนิดในส่วนผสมขององค์พระ ทำให้พระองค์ทรงพระประชวรด้วยโรคทางเดินหายใจบ่อยครั้ง ในช่วงหลังๆ

        ดังนั้นในราวปลายปี ๒๕๑๒ จึงไม่ได้ทรงสร้างพระเครื่องโดยพระหัตถ์ของพระองค์เองอีกเลย สำหรับผู้ที่เข้าใจว่า พระองค์ทรงสร้างพระสมเด็จจิตรลดา

        ปี ๒๕๑๓ ด้วยนั้น น่าจะเกิดจากผู้ที่ได้รับพระราชทานพระในช่วงปลายปี ๒๕๑๒ แต่ได้รับใบพระราชทานต้นปี ๒๕๑๓

        นายพิศาล เตชะวิภาค อุปนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย หรือเจ้าของฉายา "ต้อย เมืองนนท์" บอกว่า เริ่มเช่าพระสมเด็จจิตรลาดามากว่า ๒๐ ปีแล้ว แรกเริ่มค่านิยมจะอยู่ที่ ๑-๕ แสนบาทเท่านั้น จากนั้นค่านิยมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

        ส่วนค่านิยมในปัจจุบันไม่ต่ำกว่าหลักล้าน แต่ถ้ามีสภาพสวยสมบูรณ์ราคาไม่ต่ำกว่า ๑.๕ ล้านบาท

        สำหรับความแตกต่างของค่านิยมกับปีที่สร้างนั้น ก็เป็นเช่นเดียวกับพระเครื่องทั่วๆ ไป คือพระสมเด็จจิตรลดาที่ทรงสร้างเมื่อปี ๒๕๐๘ ซึ่งเป็นรุ่นแรกจะแพงกว่ารุ่นถัดๆ มา ทั้งๆ ที่ขนาดขององค์พระเล็กบาง และลวดลายบางกว่าทุกๆ รุ่น จุดเด่นของรุ่นนี้จะมีเส้นพระเจ้ามากกว่ารุ่นอื่นๆ

        ในขณะพระสมเด็จจิตรลดาที่ทรงสร้างเมื่อปี ๒๕๑๒ องค์พระจะมีขนาดใหญ่ มีความหนากว่าทุกๆ รุ่น และองค์พระก็แข็งแรง ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะพระองค์ท่านทรงสร้างเพื่อไว้แจกทหารที่ไปสงครามเวียดนาม ผู้ที่ได้รับพระราชทานพระในปีนั้นส่วนใหญ่จะไม่มีใบพระราชทาน เข้าใจว่า หลังจากได้รับพระราชทานองค์พระไปแล้วผู้รับพระราชทานก็ไปสงครามเวียดนามเลย

        ต้อย เมืองนนท์ บอกด้วยว่า แม้พระองค์ทรงกำชับให้เอาทองคำเปลวปิดที่ด้านหลังขององค์พระให้ได้ก่อนนำไปบูชา

        ขณะปิดทองให้ตั้งจิตเป็นสมาธิอธิษฐาน ขอให้ความดีงามที่มีอยู่ในตัวจงดำรงอยู่ต่อไป และขอให้ยังความเป็นสิริมงคล จงบังเกิดแก่ตัวยิ่งขึ้น

        แต่มีพระสมเด็จจิตรลดาหลายองค์ที่ผู้ได้รับพระราชทานไม่ได้ปิดทองด้านหลัง ซึ่งถือเป็นความโชคดีของวงการพระที่ได้เห็นมวลสารด้านหลังอย่างชัดเจน

        ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน วงการพระให้ความสำคัญของพระสมเด็จจิตรลดาโดยจัดให้อยู่ในชุดพระเบญจภาคคี พระสมเด็จจิตรลดา ถือเป็นของดีของสูง และเป็นส่วนพระองค์โดยแท้ ซึ่งเป็นเรื่องยากมากสำหรับผู้ที่ได้รับพระราชทานจะนำออกมาให้เช่าบูชา

        เว้นเสียแต่ว่าผู้ได้รับพระราชทานนั้นเสียชีวิต แล้วลูกหลานถึงนำออกมาให้เช่าบูชา

        แต่ก็จะให้บูชาเฉพาะองค์พระเท่านั้น แต่ไม่ให้เช่าใบพระราชทาน

        สิบเอกสุเมธีก์ อาริยะ ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จจิตรลดา จนได้รับฉายา "เปี๊ยก จิตรลดา" บอกว่าทุกวันนี้มีความต้องการเยอะมากมีคนอยากได้ ราคาเช่าล่าสุดอยู่ในหลักล้านปลายๆ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพพระด้วย พระที่เช่ามาส่วนใหญ่ได้มาจากเจ้าของที่ได้รับพระราชทานพระโดยตรง หรือเช่าต่อมาจากลูกหลานผู้ที่ได้รับพระราชทาน ส่วนการเช่าต่อจากผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ได้รับพระราชทานนั้นมีน้อยมาก

        สิ่งหนึ่งที่น่าจะมีการดำเนินการทางกฎหมาย คือ การลงโทษผู้ปลอมพระสมเด็จจิตรลดาออกมาให้เช่าบูชา ซึ่งมีการทำปลอมพระออกมาจำนวนมาก ฝีมือการปลอมมีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะพิม์ทรงสามารถทำได้ใกล้เคียงกับของแท้มาก

        แต่เนื้อหามวลสารยังห่างไกลไม่ได้  

        นายเสด็จ ดวงวิชัย หรือเจ้าของฉายา ต่อ ดวงวิชัย กล่าวเสริมว่า กระแสความนิยมพระสมเด็จจิตรลดามีมาอย่างต่อเนื่อง ในอดีตเช่ามาจากข้าราชการทหารและตำรวจ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ผ่านศึกสงครามด้วย รวมทั้งข้าราชบริพารฝ่ายใน

        ส่วนการเช่าจากบุคคลธรรมดาทั่วๆ ไปนั้น ไม่ค่อยพบ โดยได้รับความนิยมกว่า ๒๐ ปีที่แล้ว ค่านิยมเพิ่มขึ้นตามลำดับ

        โดยเฉพาะใน ๑๐ ปีให้หลัง ราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่านิยมหลักล้านเพิ่งเกิดขึ้นในระยะ ๒-๓ ปีให้หลังนี่เอง

        ด้วยเหตุที่มีความนิยมมาก ทำให้มีคนทำออกมาปลอมให้เช่าจำนวนมาก น่าจะมีการทำปลอมออกมาพร้อมๆ กับในช่วงที่ในหลวงพระราชทาน โดยขณะนั้นค่านิยมพระสมเด็จจิตรลดาประมาณ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น

        นายเสมอ งิ้วงาม หรือ "ป๋อง สุพรรณ" บอกว่า ค่านิยมพระสมเด็จจิตรลดาที่เช่ามาครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๓๘ สูงถึง ๓.๕ แสนบาท จากนั้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่เฉพาะแต่องค์พระเท่านั้นมีค่านิยม ใบพระราชทานก็มีค่านิยมเช่นกัน ใบพระราชทานที่มีความสมบูรณ์ค่านิยมอาจจะสูงถึง ๘ หมื่น - ๑ แสนบาท ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีพระปรมาภิไธยในหลวงกำกับอยู่ นอกจากนี้แล้ว

        ถ้าให้เช่าพระสมเด็จจิตรลดาพร้อมๆ กับใบพระราชาทาน ค่านิยมจะสูงกว่าให้เช่าพระเพียงอย่างเดียว เช่น ถ้าองค์พระมีค่านิยม ๑.๕ ล้าน บาท แต่ถ้ามีใบพระราชทานด้วยค่านิยมอาจจะเพิ่มเป็น ๑.๗ ล้านบาท

 

        พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระพุทธรูปพิมพ์องค์เดียวที่เคยสร้างมาในเมืองไทย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้าง แต่ไม่ได้มีพิธีพุทธาภิเษก เช่น พระเครื่อง เหรียญหรือวัตถุมงคลอื่นๆ ที่จะต้องผ่านพิธีพุทธาภิเษกเพื่อให้มีพุทธานุภาพ โดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังจากอารามต่างๆ เดิมทีนั้นผู้รับพระราชทานขนานนามกันเป็นภายในว่า "พระสมเด็จจิตรลดา" ส่วนคำว่า "พระกำลังแผ่นดิน" นั้น เข้าใจว่าท่าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จะเป็นผู้ขนานพระนามตามชื่อของพระองค์ท่าน "ภูมิพล" คำว่า "ภูมิ" แปลว่า "แผ่นดิน" ส่วนคำว่า "พล" แปลว่า "กำลัง" จึงเป็นที่มาของพระนามองค์พระ "สมเด็จจิตรลดา" ว่า "พระกำลังแผ่นดิน" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอธิษฐานพระบุญญาบารมีของพระองค์ท่าน ความมีศรัทธาปสาทะอย่างสุดซึ้ง ในพระบวรพุทธศาสนา และผลบุญกุศลที่พระองค์ทรงตั้งมั่นอยู่ในการประกอบแต่กรรมดีทั้งในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ ช่วยดลบันดาลให้พระพุทธรูปพิมพ์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนั้นสูงสุดด้วยพระพุทธานุภาพ และกฤตยานุภาพ คุ้มครองให้คลาดแคล้วผองภัยพิบัติ และอำนวยความเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้นำไปบูชา ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา และประกอบแต่กรรมดี และอัญเชิญพระพุทธคุณด้วยพระราชหฤทัยอันมั่นคงในทศพิธราชธรรม ให้อยู่อย่างมั่นคงกับพระพุทธรูปพิมพ์องค์นี้

        ทุกครั้งที่ทรงเทพิมพ์ด้วยพระหัตถ์ ในยามดึกสงัดเพียงลำพังพระองค์เดียว มีเพียงเจ้าพนักงาน ๑ คน เท่านั้น ที่คอยถวายสุธารส และคอยหยิบสิ่งของต่างๆ ถวายตามพระราชประสงค์ การผสมผงวัตถุมงคลจะทรงผสมให้พอดีที่จะพิมพ์ให้หมดในแต่ละครั้งเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดาโดยพระหัตถ์เป็นบุคคลๆ ไป โดยมิได้เลือกชั้นวรรณะ นับตั้งแต่นักการเมือง นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ลงมาถึงระดับคนขับรถ คนทำสวน แม่ครัว และบรรดาข้าราชการทหารที่จะออกไปร่วมรบในสมรภูมิต่างๆ เช่น เวียดนาม และลาว พร้อมพระกระแสรับสั่งทุกครั้งว่า

        "ให้ผู้รับพระราชทาน จงประพฤติปฏิบัติคุณงามความดีอยู่ในศีลธรรม และยึดมั่นในอำนาจแห่งพระพุทธคุณ" นอกจากนี้ยังทรงกำชับให้เอาทองเปลวปิดที่ด้านหลังขององค์พระให้ได้ก่อนนำไปบูชา ขณะปิดทองให้ตั้งจิตเป็นสมาธิอธิษฐาน ขอให้ความดีงามที่มีอยู่ในตัวจงดำรงอยู่ต่อไป และขอให้ยังความเป็นสิริมงคลจงบังเกิดแก่ตัวยิ่งขึ้น อีกทั้งประสบแต่ความสุขความเจริญในทางที่ดีงาม

        การปิดทองด้านหลังองค์พระ คงเป็นเคล็ดบางอย่างที่ทรงพระราชดำริในการที่จะทรงปลูกฝังนิสัยให้ผู้รับพระราชทานนำไปคิดเป็นทำนองว่า "การที่บุคคลใดจะทำกุศลหรือประโยชน์สาธารณะใดๆ พึงมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยแท้จริง มิได้หวังลาภยศ ชื่อเสียง

        ทำนองคติโบราณที่ว่า ปิดทองหลังพระ" ปัจจุบันนี้ พระสมเด็จจิตลดา เป็นที่แสวงหาของผู้สะสมนิยมพระเครื่อง เฉพาะใบรับรอง หรือใบประกาศนียบัตร มีการขายกันสูงถึง ๕ หมื่นบาท ถ้าขายเฉพาะองค์พระอย่างเดียวราคาจะอยู่ที่ล้านต้นๆ ซึ่งถ้าขายพร้อมกันราคาอาจสูงถึง ๒ ล้านบาท

        แต่ก็มีผู้ที่ได้รับพระราชทานจำนวนไม่น้อยเก็บไว้ เพราะได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "เดี๋ยวๆ ก่อนจะพูดเรื่องงาน เอาพระไปใช้คนละองค์ และก่อนที่จะเลี่ยมพระให้เอาทองปิดข้างหลังหนึ่งแผ่น เพราะนักพัฒนาอย่างเราๆ ต้องทำงานแบบปิดทองหลังพระ"

        นี่เป็นพระกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ อาจารย์ปราโมทย์ ไม้กลัด สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ยังจำได้อย่างแม่นยำ แม้เวลาจะผ่านมาแล้ว ๑๗ ปี ก็ตาม พร้อมกันนี้ อาจารย์ปราโมทย์ ได้หยิบพระสมเด็จจิตรลดาออกมามาโชว์อย่างภาคภูมิใจ อาจารย์ปราโมทย์ บอกว่า ได้รับพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา จากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง เมื่อปี ๒๕๓๒

        ขณะนั้นเป็นข้าราชการระดับ ๘ ของกรมชลประทาน ในโอกาสที่พระองค์เรียกเข้าเฝ้าฯ เพื่อมอบหมายงานให้ ครั้งนั้นเข้าเฝ้าฯพร้อมๆ อดีตอธิบดีกรมชลประทาน (เล็ก จินดาสงวน) ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริเป็นหลัก โดยพระองค์ได้พระราชทานพระสมเด็จจิตรลดาก่อนที่พระองค์ท่านจะทรงงาน

        หลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็ห้อยพระสมเด็จจิตรลดาเป็นองค์หลักไว้ติดตัวอยู่เสมอ

 

        พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เล่าถึงที่มาของพระสมเด็จจิตรลดาอย่างภาคภูมิใจว่า "พระสมเด็จจิตรลดาองค์นี้ได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๑๓ ซึ่งตรงกับวันเกิดผมพอดี ระหว่างพระราชทานพระให้นั้น พระองค์ท่านได้มาจับมือพร้อมกับรับสั่งประมาณ ๕ นาที

        โดยมีใจความสรุปว่า พระองค์นี้เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า พระจะอยู่กับเราก็ต่อเมื่อเราทำดี การไปรบคือการไปทำดีเพื่อประเทศชาติ จงทำหน้าที่ให้ดีที่สุดแล้วพระจะคุ้มครองเอง"

        ในขณะที่ พล.ต.ท.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช หรือที่รู้จักกันในนาม "อ.ป๋อม" ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนพระเครื่องที่ติดตัวทุกวันเป็นประจำคือ พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระเครื่องพิมพ์สามเหลี่ยม เนื้อผงพุทธคุณ ที่ได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อพระราชทานแล้วพระองค์ทรงมีรับสั่งว่าให้นำพระองค์นี้ไปปิดทองหลังองค์พระด้วย นั่นก็หมายถึงการทำความดี เหมือนการปิดทองหลังพระ แล้วให้ทำความดีเพื่อความดี อย่าทำความดีเพื่อต้องการอะไรตอบแทน      

        ผม(พล.ต.ท.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช)มีความรู้สึกภูมิใจอย่างมากที่ได้รับพระราชทาน พระสมเด็จจิตรลดาจากในหลวง ความภูมิใจตรงนี้ก็คิดว่าคงไม่มีอะไรที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าสิ่งนี้อีกแล้ว ทำให้ผมแขวนพระสมเด็จจิตรลดาองค์นี้ติดตัวตลอดเวลา เพราะอย่างน้อยก็ทำให้ผมระลึกถึงพระองค์ท่าน ที่จะกระทำคุณงามความดีต่อตนเองและส่วนรวมต่อไป"

       

        นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี บอกว่า พระสมเด็จจิตรลดาเพียงองค์เดียวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างขึ้น เสมือนเป็นพระพลังแผ่นดิน มีค่าทางใจมากกว่าไปประมูลเป็นเงินทอง พระองค์ได้พระราชทานให้กับพสกนิกรที่ปฏิบัติงานเพื่อประเทศชาติ อาทิ ทหาร ตำรวจ นักการเมือง มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำหน้าที่ให้แคล้วคลาดจากภัยอันตรายต่างๆ หรือภัยสงคราม และ  ตั้งแต่ได้แขวนพระสมเด็จจิตรลดามารู้สึกว่าชีวิตมีความสุข "พระสมเด็จจิตรลดา ถือเป็นพระที่เป็นมงคลให้กับชีวิต ทำให้ผมมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อสังคมโดยส่วนรวม ผมว่าพระเครื่องเหล่านี้เราไม่จำเป็นต้องให้เกิดปาฏิหาริย์ ถึงจะเชื่อว่ามีอยู่จริงในสังคม เพียงแต่ให้ใส่พระแล้วไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรงต่อชีวิต ผมว่านั่นแหละเป็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มากที่สุดของผมแล้ว"

 

        พระเครื่องที่สร้างโดยฝีพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่วงการเซียนยอมรับว่าเวลานี้มี ใบสั่ง จากผู้ต้องการนำไปครอบครองมากเป็น อันดับหนึ่ง แต่ "พระแท้" หายากเหลือเกินก็คือ "พระสมเด็จจิตรลดา" นั่นแล

        วันนี้ขอนำมาให้ชมทีเดียว 2 องค์ เพราะเพิ่งออกมาเคลื่อนไหวเป็น สมบัติผลัดกันชม แถมเป็นอีก 2 องค์ที่ ดูง่ายมาก จึงขอให้ทุกท่านที่ยังไม่ถ่องแท้สังเกต ตรง ขอบข้างให้ดี เพราะวันนี้นำภาพมาเสนอให้เห็นกันแล้ว "พระกำลังแผ่นดิน" ที่นอกจากหายากแล้ว ราคายังไปยาวจริง ๆ

 

        พระกำลังแผ่นดิน พระจิตรลดา สมเด็จจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ (พุทธศักราช ๒๕๐๘ - ๒๕๑๓) ประวัติการสร้างพระสมเด็จจิตรลดา มีประวัติการสร้างที่มีหลักฐานบันทึกไว้แน่ชัด

        สรุปจำนวนขององค์พระ "สมเด็จจิตรลดา" ได้ว่ามากน้อยเท่าไร โดยเริ่มในปีพ.ศ. 2508 ทรงโปรดสร้างด้วยฝีพระหัตถ์เป็นครั้งแรกประมาณ 200 องค์ พระราชประสงค์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิผลอดุยเดช พระองค์ท่านทรงโปรด ฯ สร้างพระราชให้แก่ผู้ทำความดีเป็นประโยชน์ให้กับประเทศชาติ อาทิเช่น ชาวนาไร่ ข้าราชการ และในการนี้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจเพื่อเป็นเกราะคุ้มครองป้องกันตัว จึงจะได้รับโปรดเกล้า ฯ พระราชทาน คนที่ได้รับพระราชทานไปพระองค์ท่านจะกำชับให้ปิดทองด้านหลังพระ เพื่อให้ระลึกเสมอว่าถ้าจะทำความดีไม่จำเป็นต้องประกาศให้ใครรับรู้

        พระสมเด็จจิตรลดาเป็นศูนย์รวมของ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งรวมอยู่ในพระกำลังแผ่นดิน ผู้ที่ได้รับพระราชทานส่วนใหญ่ถือว่าเป็น "ของล้ำค่าและถือเป็นของสูง" และที่สำคัญทรงพระเมตตาพระราชทานจากฝีพระหัตถ์ โดยพระองค์เองจึงไม่มีใครกล้าที่จะบอกเล่าต่อกันไป ต่อมาความศักดิ์สิทธิ์ของพุทธคุณพระสมเด็จจิตรลดา ได้ปรากฏออกมาอย่างเด่นชัดให้เห็นความลับตรงนั้นก็เก็บไม่อยู่ พสกนิกรอีกจำนวนมากต่างก็กราบบังคมทูลขอพระราชทานอยู่ไม่ขาดสาย

        พระองค์จึงมีพระกรุณาโปรด ฯ สร้าง "พระสมเด็จจิตรลดา" ออกมาอีกจำนวนหนึ่ง เป็นพันๆ องค์ ถัดมาเรื่อยๆ จนถึงปี พ.ศ. 2512 มวลสารของพระสมเด็จจิตรลดา ที่เป็นหลักก็คือ เรซิน และส่วนประกอบอื่นๆ อาทิเช่น ดอกไม้ต่างๆ และดอกไม้แห้งจากมาลัย ที่ประชาชนนำมาถวายแล้วทรงนำมาบดเส้นพระเจ้า (เกศา) เจ้าพนักงานได้รวบรวมหลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ ชันและสีซึ่งขูดมาจากเรือใบพระที่นั่ง สีซึ่งขูดจากภาพฝีพระหัตถ์ และวัตถุมงคลทั่วประเทศ ทางกระทรวงมหาดไทยได้นำขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวาย วัตถุมงคลวิเศษนี้มาจากปูชนียสถานหรือพระบูชาที่ประชาชนเคารพสักการะ ด้วยเหตุนี้เองก็เข้าหลัก Demand & Supply ความต้องการมีมากกว่าปริมาณของสิ่งๆ นั้น และยิ่งไปกว่า พระองค์พระราชทานด้วยพระหัตถ์เองด้วย จึงเกรงว่าผู้ที่ได้รับพระราชทานอาจเกิดศรัทราแก่กล้า และขาดสติก็เป็นได้

        ปลายปี พ.ศ. 2512 ก็มีข่าวว่าพระองค์ได้หยุดสร้าง "พระสมเด็จจิตรลดา" เนื่องจากไม่อยากเห็นพสกนิกรของพระองค์ จะต้องเสียทรัพย์สิน เงินทองมากมายเพื่อให้ได้มา และอาจจะเป็นเหยื่อของคนฉลาดแกมโกงด้วย เพราะช่วงนั้นได้มีการแอบทำพิมพ์ปลอมกันออกมา พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระเครื่องชั้นสูงในระดับจักรพรรดิ์พระเครื่องก็ว่าได้ เพราะว่าเป็นของสูงที่พระองค์พระราชทานด้วยพระองค์เอง มีทั้งประกาศนียบัตร และยังบันทึกชื่อผู้ที่ได้รับไว้ในทะเบียนส่วนพระองค์ ทั้งนี้นักนิยม สะสมพระเครื่องจัดเข้าทำเนียบพระชุดเบญจภาคีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใครที่มีไว้ครอบครองย่อมเป็นที่หวงแหนยิ่งนัก นับว่าผู้นั้นโชคดีด้วยมีบุณวาสนา

 

        พระราชทานปี พ.ศ. 2508 ถึง พ.ศ. 2509 เป็นพระเครื่องเนื้อองค์สีน้ำตาลแกขนาด 2 - 3 ซ.ม. ความหนา 0.7 ซ.ม. (มวลสารมากแห้งและบาง) พระราชทานปี พ.ศ. 2510 เป็นพระเครื่องเนื้อองค์สีน้ำตาลแก่ น้ำตาลดำ เขียวคล้ายพระคง ขนาด 2 - 3 ซ.ม. หนา 0.8 <<<ซ.ม. มีเกล็ดเม็ดผดตามองค์พระมาก

        พระราชทานปี พ.ศ. 2511 ถึง 2512 สีเหมือนปี พ.ศ. 2509 กับ หนามากเนื้อค่อนข้างใสหนึกนุ่มสำหรับผู้ไปราชการรบที่เวียตนาม (บล็อกตรายาง) ประกาศนียบัตรผู้ที่ได้รับพระราชทานปี พ.ศ. 2509 - 2510 ด้านล่างจะเขียน ระะะะบุลำดับ วัน เดือน ปี เป็นเลขฝรั่งด้วยตัวเขียน ประกาศนียบัตรผู้ได้รับพระราชทาน

        ปี พ.ศ. 2511 - 2512 ด้านมุมล่างจะเขียนนนนระบุลำดับ วัน เดือน ปี ด้วยตัวพิมพ์เป็นเลขฝรั่ง เป็นเลขหลักพันขึ้นไป

        สรุปท้ายเรื่องตรงนี้ว่าพระสมเด็จจิตรลดามีจำนวนประมาณ 2000 กว่าองค์ ถ้าพิจารณาการนับจำนวนจากใบประกาศนียบัตร ในวงการพระเครื่องจัดให้อยู่ในพระชุดเบญจภาคี

        เนื่องจากปัจจุบันราคาของพระสมเด็จจิตรลดาลอยติดเพดานอย่างที่รู้กันดีอยู่แล้ว ถ้าองค์สวย ๆ ราคาก็เกือบสองล้านแล้วในชั่วโมงนี้

        ใครที่มีไว้ครอบครองถือว่าเป็นวาสนา และเป็นการเสริมสร้างสิริมงคลแก่ผู้ที่ใช้ติดตัว แน่นอนครับของแรงอย่างนี้ย่อมมีปลอมมีเก๊ปะปนอยู่เสมอ ถ้าไม่ปลอมองค์พระ ก็ปลอมใบประกาศนียบัตรกันล่ะครับ ระมัดระวังกันหน่อยจะได้สบายใจ พ

        ระสมเด็จจิตรลดา' ตามใบพระราชทานระบุว่า พระราชทานปี 12 เป็นองค์ล่าสุดแถม สวยไร้ที่ติ สภาพเดิม ๆ "พระกำลังแผ่นดิน" หรือ "พระสมเด็จจิตรลดา" ที่ก่อกำเนิดขึ้นด้วยฝีพระหัตถ์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ที่แม้จะเพิ่งกำเนิดเมื่อปี 2508-2512

        แต่ราคาในปัจจุบันถูกตั้งค่าต้องใช้ เงิน หลักแสนปลายถึงหลักล้าน จึงจะได้มาครอบครอง เพราะสวยสมคมชัดมาก พระนาสิก (จมูก) ยังติดชัดเจนมาก ผู้ที่มีพระกำลังแผ่นดินบูชามาถึงทุกวันนี้ควรยึดมั่นและปฏิบัติ ด้วยการสร้างคุณงามความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เสมือนการปิดทองหลังพระ ชีวิตก็จะประสบความเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน การปิดทองหลังพระ เปรียบเสมือนสิ่งเตือนใจ ให้ทุกคนจงหมั่นสร้างความดี โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ความดีนั้นย่อมปรากฎและสนองผล ต่อผู้ประพฤติปฏิบัติ เป็นสัจจธรรม

 

         "ยอดพระเครื่อง" ที่ถือกำเนิดเกิดจากฝีพระหัตถ์ของ "พ่อแห่งแผ่นดินไทย" ที่เรา ๆ ท่าน ๆ เรียกขานพระนามว่า "พระกำลังแผ่นดิน" หรือ "พระสมเด็จจิตรลดา" ที่วันนี้ราคาทะลุสู่ "2 ล้าน กว่า" ไปแล้ว ll ทั้งนี้ก็เพราะเป็นองค์ที่ถือกำเนิดใน ปี พ.ศ. 2508 ซึ่งก็คือเป็นองค์ที่กำเนิดเกิดขึ้นในปีแรก

ที่นักสะสมทั่วไปมักจะให้คำนิยมว่าเป็น "รุ่นแรก" จังหวัดชัยภูมิ

 

        พระสมเด็จหลวงพ่อจิตรลดา (พระกำลังแผ่นดิน) .....พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๒๓ เซนติเมตร สูง ๔๐ เซนติเมตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริที่จะให้สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานไว้ ณ จังหวัดต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาเขต เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๙ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการกองหัตถศิลป กรมศิลปากร เข้ามาปั้นหุ่นพระพุทธปฏิมานี้ในพระราชฐาน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และได้ทรงตรวจพระพุทธลักษณะของพระพุทธปฏิมานั้นจนเป็นที่พอพระราชหฤทัยแล้ว จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้ขนานนามพระพุทธรูปองค์นั้นว่า "พระพุทธนวราชบพิตร" .....สมเด็จจิตรลดา ปี พ.ศ.๒๕๐๙ พร้อมใบกำกับ ที่ฐานบัวหงายของพระพุทธนวราชบพิตรนั้น ได้ทรงบรรจุพระพุทธรูปพิมพ์ไว้ ๑ องค์ อันพระพุทธรูปพิมพ์นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสร้างขึ้นด้วยพระหัตถ์ เป็นพระพุทธรูปพิมพ์ปางนั่งสมาธิแบบขัดราบ พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย ประทับเหนือดอกบัวบานบน ๕ กลีบ ล่าง ๔ กลีบ รวมเป็น ๙ กลีบ ตรงกับรัชกาลที่ ๙ รูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ขนาดกว้าง ๒ เซนติเมตร สูง ๓ เซนติเมตร และองค์เล็กขนาดกว้าง ๑.๒ เซนติเมตร สูง ๑.๙ เซนติเมตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้ทรงสร้างขึ้นด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ประกอบด้วยผงมงคลศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ทั้งส่วนในพระองค์ และวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์จากทุกจังหวัด ที่พุทธศาสนิกชนทั่วพระราชอาณาจักรปฏิบัติบูชาสืบเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน และเพื่อให้ได้อำนาจแห่งพระพุทธคุณโดยสมบูรณ์ จึงได้ทรงให้เจ้าพนักงานรวบรวมเส้นพระเจ้า (เส้นพระเกศา) หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ (ตัดผม) ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตร และด้ามพระขรรค์ชัยศรี ในพระราชพิธีฉัตรมงคล สีซึ่งขูดจากผ้าใบที่ทรงเขียนภาพฝีพระหัตถ์ ชัน และสีซึ่งทรงขูดจากเรือใบพระที่นั่ง ขณะที่ทรงตกแต่งเรือใบพระที่นั่ง ส่วนผสมอันเป็นมงคลนี้ที่เรียกว่า ส่วนในพระองค์ .....สำหรับส่วนผสมที่มาจากทุกจังหวัด ทรงมอบให้กระทรวงมหาดไทยจัดหาวัตถุมงคลที่ได้มาจากปูชนียสถาน หรือพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพบูชาในแต่ละจังหวัด สมเด็จหลวงพ่อจิตรลดาเป็นพระพุทธรูปพิมพ์องค์เดียวที่เคยสร้างมาในเมืองไทย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้าง แต่ไม่ได้มีพิธีพุทธาภิเษก เช่นพระเครื่อง หรือเหรียญวัตถุมงคลอื่น ๆ ที่จะต้องผ่านพิธีพุทธาภิเษกเพื่อให้มีพุทธานุภาพ โดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังจากอารามต่างๆ

 

        สมเด็จจิตรลดา ปี พ.ศ.๒๕๑๐ และ ปี พ.ศ.๒๕๑๒ พระเครื่อง .....พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอธิษฐานพระบุญญาบารมีของพระองค์ท่าน ความมีศรัทธาปสาทะอย่างสุดซึ้ง ในพระบวรพุทธศาสนา และผลบุญกุศลที่พระองค์มั่นอยู่ในการประกอบแต่กรรมดี ทั้งในอดีตชาติ และปัจจุบันชาติ ช่วยดลบันดาลให้พระพุทธรูปพิมพ์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนั้น สูงสุดด้วยพระพุทธานุภาพ และกฤตยานุภาพ คุ้มครองให้คลาดแคล้วผองภัยพิบัติ และอำนวยความเป็นสิริมงคล ให้แก่ผู้ที่นำไปบูชา ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา และประกอบแต่กรรมดี และอันเชิญพระพุทธคุณด้วยพระราชหฤทัยอันมั่นคงในทศพิธราชธรรม ให้อยู่อย่างมั่นคงกับพระพุทธรูปพิมพ์องค์นี้

        สมเด็จหลวงพ่อจิตรลดาทุกองค์ จะได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจะมีใบพระราชทาน (ใบกำกับพระพิมพ์) ขนาดกว้างประมาณ ๑๒.๗ เซนติเมตร ยาว ๑๕.๘ เซนติเมตร พื้นสีขาว ด้านบนมีภาพพิมพ์องค์พระสมเด็จหลวงพ่อจิตรลดาประกอบอยู่ แต่ไม่ใช่องค์ที่พระราชทานให้ ขนาดจะใหญ่กว่าองค์พระจริงเล็กน้อย สีน้ำตาลเข้ม เป็นเอกสารส่วนพระองค์ เอกสารสำคัญฉบับนี้ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะแจ้งให้มารับภายหลังจากวันที่ได้รับพระราชทานองค์พระ โดยไม่มีหมายกำหนดที่แน่นอน สมเด็จหลวงพ่อจิตรลดา จะทรงพระราชทานให้แก่ข้าราชบริพาร ข้าราชการหลายระดับ และพระราชทานให้กับพสกนิกรผู้ประกอบแต่กรรมดี โดยมิได้เลือกชั้น วรรณะ นับตั้งแต่นักการเมือง นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ลงมาถึงระดับคนขับรถ คนทำสวน แม่ครัว และบรรดาข้าทหารที่จะออกไปร่วมรบในสมรภูมิต่าง ๆ แต่จะไม่พระราชทานให้ผู้ใดที่ไม่ได้ขอพระราชทานต่อพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้าง "สมเด็จจิตรลดา" ไม่มากไปกว่าสามพันองค์ เนื่องจากแพทย์หลวงได้ทูลเกล้าฯ ถวายคำแนะนำว่าทรงแพ้สารเคมี และผงฝุ่นบางชนิดในส่วนผสมขององค์พระ ทำให้พระองค์ทรงพระประชวรด้วยโรคทางเดินหายใจบ่อยครั้งในช่วงหลัง ๆ ดังนั้นในราวปลายปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ จึงไม่ได้ทรงสร้างสมเด็จจิตรลดา โดยพระหัตถ์ของพระองค์เองอีกเลย

 

        ส.อ.สุเมธีก์ อาริยะ (เปี๊ยก จิตรลดา) ผู้ชำนาญการ สมเด็จจิตรลดา มาบรรยายความเป็นมาของพระพิมพ์นี้ พร้อมทั้งชี้จุดเด่นที่น่าศึกษาและตอบข้อสงสัยของท่านผู้ชมทางบ้าน ผู้สนใจอย่าลืมติดตาม...สำหรับ สถานีโทรทัศน์ไททีวี ๓ นี้ ท่านผู้ชมจะต้องติดตั้งเสาอากาศพิเศษขึ้นต่างหากติดต่อสอบถามได้ที่โทร.๐-๒๘๗๒-๐๓๙๒, ๐-๖๓๒๙-๔๔๘๖

 

 

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(ร.๙) อีกทั้งท่านยังทรงกดพิมพ์ด้วยพระองค์เอง พุทธลักษณะ สามเหลี่ยมหน้าจั่ว,พระปางสมาธิประทับนั่งบนฐานบัวบาน ขนาด ด้านหน้า กว้าง ๑.๘,ยาว ๓.๒,สูง ๓.๑ ซม. โดยประมาณ พระพุทธคุณ เป็นเกียรติและมงคลต่อชีวิตและผู้สืบทอด พระพักตร์นูนยาวเรียวได้สัดส่วนบริเวณกลางๆพระพักตร์จะนูนเป็นสัน พระกรรณ(หู)ติ่งหูและปลายขอบหูบนโค้งออกจากพระพัตร์เป็นลักษณะวงเล็บความยาวบนล่างพอๆกัน พระพาหา(แขน)ทั้งสองข้างล่ำสัน แขนด้านซ้ายพระจะวาดโค้งมากกว่าขวาที่หักศอกชัดเจน ปลายพระบาทซ้ายของพระจะกลืนหายไปกับพระชานุ(เข่า)ซ้ายพระเป็นเนื้อเดียวกัน ส่วนปลายพระบาทขวาพระแหลมฐานชั้นแรกเป็นบัวเม็ดกลมเล็กๆเหนือฐานบัวบานสองชั้นซึ่งฐานบัวชั้นบนนับได้๕กลีบชั้นล่างนับได้๔กลีบ รวมกันเป็นดอกบัวบาน๙ชั้น นับเป็นเลขมงคล หรืออันหมายถึงรัชกาลที่๙ ก็ถือเป็นเรื่องมงคลทั้งสิ้น ผิวเนื้อพระมีความละเอียดน้อยหรือหยาบพอสมควร เนื้อมวลสารนั้นลอยขึ้นมาเด่นชัด สีผิวออกโทนน้ำตาลเป็นหลักบ้างออกเขียวขี้ม้าก็มี จากประวัติการสร้างแล้วน่าจะมีพระเกศาทุกองค์ หากแต่องค์ไหนที่พระเกศานั้นลอยขึ้นมาเด่นชัดที่ผิวด้านนอกผู้ที่เป็นเจ้าของนั้นก็อาจจะคิดเอาได้ว่าตนโชคดีเป็นพิเศษ ด้านหลังเรียบมีขนาดพื้นที่มากกว่าด้านหน้าเพราะการตัดขอบพระแบบลาดเอียงออกทางกว้างลงมา และน่าจะมีปิดทองทุกองค์ตามพระราชดำรัสเรื่องการปิดทองหลังพระ ราคานิยม หลักแสนกลางๆขึ้นไป บางท่านอาจพิจารณาใบประกาศนียบัตรในการเช่าก็ถือว่ารอบคอบมากทีเดียว

 

        พันเอก เชฏฐ์ คงศักดิ์ รองผู้บัญชาการกองพลทหารอาสาสมัคร ผลัดที่ ๒ นำคณะนายทหารเข้าเฝ้าถวายบังคมทูลลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ในสาธารณรัฐเวียดนาม ณ พระที่นั่งจิตรลดารโหฐาน โอกาสนี้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระสมเด็จจิตรลดา พร้อมทั้งพระราชทาน พระบรมราโชวาท เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ในสาธารณรัฐเวียดนามด้วย 18 ธันวาคม 2512

 

 

        ชาวพุทธก็เข้าใจถึงพระคุณลักษณะของพระพุทธองค์เช่นนั้น ยึดถือและเชื่อกันมาเช่นนั้นเกือบ 2,000 กว่าปี

 

        (พระพุทธรูปมีขึ้นเมื่อ พุทธศตวรรษที่ 6-8) บรรพบุรุษของไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาก็บอกและสอนลูกหลานมาเช่นนี้

        เมื่อสมัยทวารวดี (ประมาณ พุทธศตวรรษที่ 11-16) พระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแผ่ในประเทศไทย โดยการนำเข้ามาเผยแผ่ของพระโสณะและพระอุตระ ซึ่งสมัยนั้นดินแดนแถบนี้เรียกกันว่าสุวรรณภูมิ

        สู่สมัยศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 11-19),

        สมัยลพบุรี (พุทธศตวรรษที่ 15-16),

        สมัยสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 18),

        สมัยล้านนา (พ.ศ. 1840)

        สมัยอยุธยา (พ.ศ. 2310-2325)

        สมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325-ปัจจุบัน)   

        พระพุทธศาสนาก็อยู่คู่ชาติไทยมาโดยลำดับทุกยุคทุกสมัย บรรพบุรุษไทยได้สร้างพระพุทธรูปไว้สักการบูชา รวมทั้งสร้างไว้เป็นอนุสรณ์เคียงคู่บ้านคู่เมืองมาตามลำดับ

        เริ่มตั้งแต่พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่แผ่นดินนี้ เป็นต้นมาจนถึง ปัจจุบันเรียกได้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นของคู่บ้านคู่เมืองนี้

 

        สำหรับ "พระพุทธนวราชบพิตร" เป็น "พระพุทธรูป" ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชมหาราช ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างขึ้นเพื่อนำไปประดิษฐานตาม จังหวัดต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักร เพื่อเป็นพุทธานุสติอันเป็นนิมิตหมายแห่งความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่าง องค์พระมหากษัตริยาธิราช กับ พสกนิกรของพระองค์ทั่วพระราชอาณาจักร โดยมี ศาลากลางจังหวัด และ ที่ว่าการอำเภอ เป็นสถานที่สำหรับประดิษฐานเป็นศูนย์กลางแห่งความผูกพันดังกล่าวข้างต้น

        โดยแนวพระราชดำริแห่งการพระราชทาน "พระพุทธนวราชบพิตร" ประจำจังหวัดต่าง ๆ หากพิจารณาตามประวัติศาสตร์ของ "พระพุทธศาสนา" และประวัติศาสตร์ของ "ชนชาติไทย" แล้วท่านผู้อ่านจะทราบดีว่าแนวพระราชดำริแห่งการพระราชทานนี้นับเป็น "กุศลอันมหาศาล" ของคนไทยในยุคปัจจุบันโดยแท้จริง

 

        ประวัติศาสตร์ของ "พระพุทธศาสนา" ว่าไว้ดังนี้ "ภายหลังพุทธปรินิพพานประมาณ 250 ปี พระเจ้าอโศกมหาราช "สมเด็จพระธรรมิกมหาราชา ผู้ยิ่งใหญ่" ที่ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา และทรงมีคุณูปการแก่พระพุทธศาสนาในประเทศไทย ด้วยการทรงส่งพระสมณทูต 2 รูปคือ "พระโสณเถระ" และ "พระอุตตระเถระ" มาเผยแผ่ พระพุทธศาสนาในดินแดน "สุวรรณภูมิ" ที่นักโบราณคดีระบุว่าคือ "จังหวัดนครปฐม ในปัจจุบัน" ด้วยเหตุนี้นครปฐมจึงมีความหมายว่า "เมืองแห่งแรก (ในประเทศไทย)" ที่พระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแผ่และตั้งมั่นในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งในระยะเริ่มแรกแห่งการสถาปนาราชวงศ์ "โมริยะ" อันมีเชื้อสายสืบเนื่องมาจาก "ศากยวงศ์" ของพระพุทธเจ้า "พระเจ้าอโศกมหา ราช" ทรงขยายราชอาณาจักรด้วยการทำสงครามและประหัตประหารศัตรูผู้ต่อต้าน

        แต่พอนานวันกลับทรงสลดพระราชหฤทัยที่การขยายพระราชอาณาจักรด้วย "พระบรมเดชานุภาพ" ทำให้มีผู้คนล้มตายไปมากมายโลหิตทาบทาทั่วแผ่นดิน และด้วยพระราชหฤทัยที่ทรงมีพระราชศรัทธาปสาทะใน "พระพุทธศาสนา" อันมีพื้นฐานการเมตตากรุณาต่อมนุษย์ด้วยกัน

        "พระเจ้าอโศกมหาราช" จึงเลิกการขยายพระราชอาณาจักรและพระบรมเดชานุภาพ ในรูปแบบการทำศึกสงครามที่มีแต่การประหัตประหารชีวิตผู้คน โดยเปลี่ยนมาเป็นการเผยแผ่ "พระพุทธศาสนา" อันเป็นศาสนาที่มีแต่การเกื้อกูล "มุ่งสันติและความสงบสุข" เพราะแต่เดิมหลังการปราบปรามศัตรูผู้ต่อต้านแล้ว จะทรงพระราชทานพระราชแสงศัสตราวุธซึ่งก็คือ "พระแสงดาบ" ไว้ยังเมืองหรือแว่นแคว้นที่พระองค์ไปปราบปราม เสมือนหนึ่งเป็นสิ่งแทนพระบรมเดชานุภาพแห่งพระองค์ เพื่อแสดงว่าทรงมีพระราชอำนาจเหนือแว่นแคว้นเขตแดนประเทศนั้น ๆ

        ดังนั้นเมื่อทรงเลิกการประหัตประหารเพื่อขยายพระราชอาณาเขตแล้ว ก็ทรงเลิกพระราชทาน "พระแสงศัสตราวุธ" โดยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระสถูปเพื่อประดิษฐาน "พระบรมสารีริกธาตุ" ของ "สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า" และวัดวาอารามขึ้นแทน

        จากนั้นยังโปรดเกล้าฯ ให้มีการสังคายนา "พระธรรมวินัย" และนิมนต์ "พระสงฆ์" มาจำพรรษาในวัดวาอารามที่มีพระสถูปประดิษฐาน "พระบรมสารีริกธาตุ" เพื่อเป็นเครื่องแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่มีความผูกพันและห่วงใยในพสกนิกร ให้ได้ทราบรสพระธรรมแทนพระแสงศัสตราวุธ

        ด้วยเหตุนี้ "พระเจ้าอโศกมหาราช" จึงได้รับการถวายพระนามว่า "พระธรรมิกราชผู้ยิ่งใหญ่" ในประวัติพระพุทธศาสนา ส่วนประวัติศาสตร์ของ "ชนชาติไทย"

        ในอดีตพระมหากษัตริย์ของไทยหลายพระองค์ก็ทรงเจริญรอยตามพระราชจริยาวัตรของ "พระเจ้าอโศกมหาราช" ที่เห็นเด่นชัดก็คือ "สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท พระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย" และ "สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถพระธรรมิกมหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา" โดยทั้งสองพระองค์ก็ได้เสด็จฯ ออกทรงผนวชระหว่างการครองราชย์

        เช่นเดียวกับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช" แห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ ที่ได้เสด็จฯ ออกทรงผนวชระหว่างครองราชย์เช่นกัน ซึ่งทั้ง สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท และ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก็ได้เจริญรอยตาม พระเจ้าอโศกมหาราช คือในระยะเริ่มแรกก็ทรงใช้การทำสงครามขยายพระราชอาณาจักร แต่ในที่สุดก็ทรงเลิกหันมาขยายพระราชอาณาจักรและพระบรมเดชานุภาพ ด้วยการเผยแผ่หลักธรรมอันประเสริฐของ พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า แทนการเข่นฆ่าและประหัตประหารดังปรากฏผลงานพระราชนิพนธ์ของ สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท ซึ่งก็คือ "ไตรภูมิพระร่วง" หรือ "เตภูมิกถา" และพระราชนิพนธ์ของ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ คือ "มหาชาติคำหลวง" ซึ่งวรรณกรรมพระราชนิพนธ์ของทั้งสองพระองค์ล้วนเป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาที่ลึกซึ้งแฝงด้วย "หลักธรรมชั้นสูง" ทางพระพุทธศาสนานั่นเอง

 

        พระกำลังแผ่นดินหรือพระจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ (พุทธศักราช ๒๕๐๘ - ๒๕๑๓) ผู้มีพระกำลังแผ่นดินบูชามาถึงทุกวันนี้ควรยึดมั่นและปฎิบัติด้วยการสร้างคุณงามความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เสมือนการปิดทองหลังพระชีวิตก็จะประสบความเจริญรุ่งเรืองแน่นอน การปิดทองหลังพระ เปรียบเสมือนสิ่งเตือนใจให้ทุกคนจงหมั่นสร้างความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ความดีนั้นย่อมปรากฎและสนองผลต่อผู้ปฎิบัติเป็นสัจจธรรม พระกำลังแผ่นดิน(สมเด็จจิตรลดา)ย้อนยุค สร้างในวโรกาสอันเป็นมงคล ปีพระราชพิธีกาญจนาภิเษก 2539 สร้างโดยโครงการหลวงและเครือซีพีเข้าพิธีปลุกเสกที่วัดพระแก้ว ให้เช่าบูชาครั้งแรกองค์ละ 100 บาท

 

        ในเดือนสิงหาคม ๒๕o๘ ได้มีพระราชดำริในการสร้างพระพิมพ์ส่วนพระองค์โดยโปรดเกล้าฯให้แกะแบบแม่พิมพ์ด้วยหินลับมีดโกนแล้วหล่อเป็นปูนปลาสเตอร์ ต่อจากนั้นทำแม่พิมพ์ด้วยขี้ผึ้งจากรูปหล่อปูนปลาสเตอร์ แล้วทรงบรรจุผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตามวิธีส่วนพระองค์ด้วยพระองค์เองจนสำเร็จเป็นองค์พระพิมพ์

        ในภายหลังได้เปลี่ยนจากแม่พิมพ์ขี้ผึ้งเป็นแม่พิมพ์ยาง ทำให้สามารถหล่อพระพิมพ์ได้หลาย ๆ ครั้ง ทรงหล่อพระพิมพ์ส่วนพระองค์ด้วยผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นี้เป็นจำนวนมาก โดยมีพระราชประสงค์เพื่อจะทรงบรรจุไว้ที่ฐานบัวหงายด้านหน้าขององค์พระพุทธนวราชบพิตรด้วยพระองค์เอง และพระราชทานแก่ข้าราชบริพารและบุคคลอื่น ๆ ไว้เพื่อสักการะบูชาโดยให้ผู้รับพระราชทานนำไปปิดทองที่ด้านหลังองค์พระพิมพ์ และให้พระบรมราโชวาทโดยสรุปว่า "ให้ทำดีเหมือนกับการปิดทองหลังองค์พระพิมพ์" พระพิมพ์ส่วนพระองค์นี้ต่อมาเรียกขานกันว่า หลวงพ่อจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน

 

        ศาสตราจารย์ไพฑุรย์ เมืองสมบูรณ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาประติมากรรม พ.ศ. 2529 เกิดเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2465 ที่ตำบลท่าราบ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี บิดาเป็นข้าราชการกรมป่าไม้ ชื่อ พ่วง มารดาชื่อ ดิ่น เริ่มเรียนวิชา เขียนภาพจากอาจารย์เป้า ปัญโญ แห่งวัดพระทรง ตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยเรียนเฉพาะวันอาทิตย์ วันธรรมดาต้องเรียนวิชาสามัญที่โรงเรียนประจำจังหวัดเพชรบุรี วัดคงคาราม เมื่ออายุราว 13 - 14 ปี เริ่มเรียนเขียนภาพกับนายเลิศ พ่วงพระเดช พ.ศ. 2480 เข้าเรียนที่โรงเรียนเพาะช่าง สนใจเป็นพิเศษทางวิชาช่างปั้น จากนั้นเรียนต่อที่โรงเรียนประณีตศิลปกรรม หรือมหาวิทยาลัยศิลปกรในปัจจุบัน เมื่อเรียนจบหลักสูตร 4 ปี อาจารย์ศิลป พีระศรี แนะนำให้ไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการของกรมศิลปากร ได้รับเงินเดือนๆ ละ 45 บาท พ.ศ. 2501 USESCO ให้ทุนไปดูงานทางด้านศิลปกรรม ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2496 ศาสตราจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ได้รับการแต่งตั้ง เป็นศิลปินชั้นเยี่ยม ประเภทงานประติมากรรม และได้รับรางวัลเหรียญทอง รวม 3 ครั้ง ผลงานประติมากรรมของศาสตราจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ เช่น พระพุทธนวราชบพิตร พระพุทธรูป ภ.ป.ร. พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราชที่จังหวัดตาก

 

 

 

 

 

 

-----------------------------------

 

 

ฐานของพระพุทธนวราชบพิตร

มีอักษรบาลีจารึกว่า

 

"ทยฺยชาติยา สามคฺคิย ํสติสญฺชานเนนโภชิสิยํ รกขนฺติ"

 

 

แปลเป็นอักษรไทยจารึกว่า

 

"คนไทยจะรักษาความเป็นไทย อยู่ได้ด้วยมีสติสำนึกอยู่ในความสามัคคี"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ระสมเด็จจิตรลดา

 

พระสมเด็จจิตรลดา

พระสมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน (หรืออาจเรียกว่า สมเด็จจิตรลดา, พระจิตรลดา) เป็นพระเครื่อง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง พระราชทานแก่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และพลเรือน ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2508 - 2513 มีทั้งสิ้นประมาณ 2500 องค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง มีเอกสารส่วนพระองค์ (ใบกำกับพระ) ระบุชื่อและนามสกุล วันที่รับพระราชทาน หมายเลขกำกับทุกองค์ และภาพพระสมเด็จจิตรลดา (ภาพพระบนใบกำกับพระนี้ไม่ได้เป็นภาพพระที่พระราชทานให้แก่ตนเอง แต่ภาพพระบนใบกำกับพระ คือภาพพระของเพื่อนคนหนึ่งคนใดที่ได้รับพระราชทานพระในครั้งคราวเดียวกัน ดังนั้น กลุ่มคนที่ได้รับพระราชทานมีประมาณ 2-7 คน เท่านั้น จึงเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในการพิสูจน์ว่า พระองค์ใดเป็นพระองค์จริง นอกจากผู้ที่ได้พระราชทานและผู้ได้รับพระราชทานในครั้งคราวเดียวกัน เท่านั้นที่จะรู้ว่า ตนเองได้บูชาพระสมเด็จจิตรลดา จริงๆ ) โดยทรงมีพระราชดำรัสแก่ผู้รับพระราชทานว่า "ให้ผู้บูชา ปิดทองที่หลังองค์พระ ให้ทำความดี โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ" ดังเช่นในเนื้อเพลงพระราชนิพนธ์ความฝันอันสูงสุด ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเมื่อ พ.ศ. 2514

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกแบบพระสมเด็จจิตรลดาด้วยพระองค์เอง โดยศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวาย

 

ข้อมูลจำเพาะ

 

พระพุทธนวราชบพิตร ซึ่งมีพระสมเด็จจิตรลดาประดิษฐานอยู่ เอกสารส่วนพระองค์ (ใบกำกับพระ) พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระเครื่องรูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ขอบองค์พระด้านหน้าทั้ง 3 ด้าน เฉียงป้านออกสู่ด้านหลังเล็กน้อย มี 2 ขนาดพิมพ์ คือ

พิมพ์เล็ก กว้าง 1.4 เซนติเมตร สูง 2.1 เซนติเมตร หนา 0.5 เซนติเมตร พิมพ์ใหญ่ กว้าง 2.2 เซนติเมตร สูง 3.2 เซนติเมตร หนา 0.5 - 1 เซนติเมตร พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระปางสมาธิ ศิลปะรัตนโกสินทร์ พระพักตร์ทรงผลมะตูม องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิราบ ประทับนั่งเหนือบัลลังก์ดอกบัว ประกอบด้วย กลีบบัวบานทั้ง 9 กลีบ และแถวเม็ดไข่ปลา อยู่ในกรอบสามเหลี่ยมหน้าจั่ว มีลักษณะละม้ายคล้ายกับพระพุทธนวราชบพิตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานประจำทุกจังหวัดและหน่วยทหาร แต่ต่างกันที่ พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระปางมารวิชัย

พระสมเด็จจิตรลดา มีหลายสี ตามรุ่นที่ผลิต ได้แก่ สีน้ำตาล สีน้ำตาล-อมเหลือง สีน้ำตาล-อมแดงคล้ายเทียน สีดำอมแดง หรือ สีดำอมเขียว มีทั้งสีเข้มและอ่อน

 

ส่วนประกอบพระสมเด็จจิตรลดา

 

มวลสารของพระสมเด็จจิตรลดา ประกอบด้วยเรซิน และผงพระพิมพ์ โดยทรงนำมาบดเป็นผง รวมกับเส้นพระเจ้า คลุกกับกาวเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วกดเป็นองค์พระด้วยพระหัตถ์ โดยทรงใช้เวลาตอนดึกหลังทรงงาน มีเจ้าพนักงาน 1 คน คอยถวายพระสุธารส และหยิบสิ่งของถวาย

ผงพระพิมพ์ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ

1. ส่วนในพระองค์ ประกอบด้วย ดอกไม้แห้ง จากมาลัยที่ประชาชนได้ทูลเกล้าฯ ถวายในการเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรและได้ทรงแขวนไว้ที่องค์พระตลอดเทศกาล เส้นพระเจ้า ซึ่งเจ้าพนักงานได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ทุกครั้ง ดอกไม้แห้ง จากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตรและด้ามพระขรรค์ชัยศรี ในพระราชพิธีฉัตรมงคล สี ซึ่งขูดจากผ้าใบที่ทรงเขียนภาพฝีพระหัตถ์ ชันและสี ซึ่งทรงขูดจากเรือใบไมโครมด เป็นเรือใบพระที่นั่งขณะที่ทรงตกแต่งเรือใบพระที่นั่ง

2. วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์จากทุกจังหวัด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ประกอบด้วย วัตถุที่ได้มาจากปูชนียสถานหรือพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพบูชาในแต่ละจังหวัด ดอกไม้ ผงธูป เทียนบูชาพระแก้วมรกต ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศวิหาร พระพุทธชินราช วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ดอกไม้ ผงธูป เทียนบูชาจากพระอารามหลวงที่สำคัญ ดิน ตะไคร่น้ำแห้งจากใบเสมา จากสังเวชนียสถานในประเทศอินเดีย ประเทศศรีลังกา ดิน ตะไคร่น้ำแห้งจากใบเสมา จากทุกจังหวัดในประเทศไทย เช่น จากพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม วัดพระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ น้ำจากบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้เคยนำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และ น้ำอภิเษก

 

หล่งของผงพระพิมพ์ พระสมเด็จจิตรลดา

 

พระสมเด็จจิตรลดา รุ่นพระราชทาน พ.ศ. 2508 พระสมเด็จจิตรลดา รุ่นพระราชทาน พ.ศ. 2509 พระสมเด็จจิตรลดา พิมพ์เล็ก รุ่นพระราชทาน พ.ศ. 2509 พระสมเด็จจิตรลดา รุ่นพระราชทาน พ.ศ. 2510 พระสมเด็จจิตรลดา รุ่นพระราชทาน พ.ศ. 2511 พระสมเด็จจิตรลดา รุ่นพระราชทาน พ.ศ. 2512 พระสมเด็จจิตรลดา รุ่นพระราชทาน พ.ศ. 2513 มวลสารทุกจังหวัด

 

มื่อปี พุทธศักราช 2508 ประเทศไทย มี 71 จังหวัด ดังนี้

ชื่อสถานที่ต่อไปนี้เป็นชื่อในปี พุทธศักราช 2508

(เดิมชื่อ คือ ชื่อก่อนพุทธศักราช 2508)

(ปัจจุบันชื่อ คือ ชื่อเมื่อพุทธศักราช 2550)

 

ระนคร (ปัจจุบันคือกรุงเทพมหานคร) ได้แก่ ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร

 

นบุรี (ปัจจุบันคือกรุงเทพมหานคร) ได้แก่ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

 

ระนครศรีอยุธยา ได้แก่ วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา วัดพนัญเชิง วัดสวนหลวงสบสวรรค์ วิหารพระมงคลบพิตร

 

พบุรี ได้แก่ ศาลพระกาฬ ศาลลูกศร (ปัจจุบันคือ ศาลหลักเมืองลพบุรี ) พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท

 

สิงห์บุรี ได้แก่ วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ วัดโพธิ์เก้าต้น (บ้านบางระจัน) วัดสิงห์(ปัจจุบันชื่อ วัดสิงห์สุทธาวาสตำบลโพสังโฆ อำเภอค่ายบางระจัน) พระนอนจักรสีห์ วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร (ตำบลจักรสีห์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี)

 

อ่างทอง ได้แก่ วัดไชโยวรวิหาร (ตำบลไชโย อำเภอไชโย)

 

ระบุรี ได้แก่ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร วัดพระพุทธฉาย (อำเภอพระพุทธบาท)

 

ทุมธานี ได้แก่ วัดเสด็จ (อำเภอเมืองปทุมธานี) ผงอิทธิเจและผงปถมํของพระครูสาทรพัฒนกิจ(วัดเสด็จ ตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมืองปทุมธานี)

 

นทบุรี ได้แก่ วัดเขมาภิรตารามราชวรวิหาร

 

มุทรปราการ ได้แก่ วัดพระสมุทรเจดีย์ ศาลหลักเมืองสมุทรปราการ ราชบุรี ได้แก่ วัดมหาธาตุ (อำเภอเมืองราชบุรี)

 

ครปฐม ได้แก่ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร

 

สุพรรณบุรี ได้แก่ วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ วัดสนามชัย (ตำบลสนามชัย (อำเภอเมืองสุพรรณบุรี) สระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ (ตำบลสระแก้ว)

 

าญจนบุรี ได้แก่ วัดพระแท่นดงรังวรวิหาร อำเภอท่ามะกา วัดท่ากระดาน (อำเภอศรีสวัสดิ์)

 

พชรบุรี ได้แก่ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระนครคีรี พระธาตุจอมเพชร ศาลหลักเมืองเพชรบุรีหลังเก่า พระปรางค์วัดมหาธาตุ

 

ระจวบคีรีขันธ์ ได้แก่ พระบรมสารีริกธาตุบนยอดเขาช่องกระจก วัดเขาช่องกระจก ปัจจุบันชื่อ วัดธรรมมิการามวรวิหาร

 

มุทรสาคร ได้แก่ ศาลหลักเมืองสมุทรสาคร ศาลพันท้ายนรสิงห์

 

มุทรสงคราม ได้แก่ วัดเพชรสมุทร (เดิมชื่อวัดบ้านแหลม)

 

อุทัยธานี ได้แก่ วัดสังกัสรัตนคีรี (อำเภอเมืองอุทัยธานี)

 

ชัยนาท ได้แก่ วัดพระบรมธาตุวรวิหาร (ตำบลชัยนาท) วัดธรรมามูล (ปัจจุบันชื่อ วัดธรรมามูลวรวิหาร)

 

ลบุรี ได้แก่ พระพุทธรูปพระพุทธสิหิงค์จำลอง วัดป่า จังหวัดชลบุรี (ปัจจุบันชื่อ วัดอรัญญิกาวาส)

 

ะเชิงเทรา ได้แก่ พระพุทธรูปพระพุทธโสธร วัดโสธรวราราม ศาลหลักเมืองฉะเชิงเทรา

 

ะยอง ได้แก่ ศาลหลักเมืองระยอง ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

 

ราด ได้แก่ ศาลหลักเมืองตราด วัดบุปผาราม

 

จันทบุรี ได้แก่ ศาลหลักเมืองจันทบุรี ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระพุทธบาทเขาคิชกูฏ น้ำในคลองนารายณ์บริเวณหน้าน้ำตกเขาสระบาป คลองสระบาป (อำเภอเมืองจันทบุรี) น้ำจากสระแก้ว (ตำบลพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่)

 

ครนายก ได้แก่ ศาลหลักเมืองนครนายก พระพุทธบาท วัดเขานางบวช (ตำบลสาริกา)

 

ราจีนบุรี ได้แก่ วัดต้นศรีมหาโพธิ์ (อำเภอศรีมหาโพธิ์)

 

ลำปาง ได้แก่ วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดพระแก้วดอนเต้า (ปัจจุบันชื่อ วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม ) วัดพระธาตุเสด็จ ศาลหลักเมืองลำปาง ศาลเจ้าพ่อประตูผา ศาลเจ้าพ่อหมอก

 

ม่ฮ่องสอน ได้แก่ พระธาตุดอยกองมู

 

ชียงราย ได้แก่ วัดพระธาตุดอยตุง (อำเภอแม่สาย) พระธาตุจอมกิติ

 

ชียงใหม่ ได้แก่ วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (อำเภอจอมทอง) พระธาตุดอยสุเทพ พระพุทธสิหิงค์ ศาลหลักเมืองเชียงใหม่ วัดเจดีย์เจ็ดยอด (ปัจจุบันชื่อ วัดโพธารามมหาวิหาร)ที่ตั้งค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (อำเภอฝาง) อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย

 

น่าน ได้แก่ พระเจ้าทองทิพย์(พระพุทธรูป) วัดสวนตาล พระธาตุแช่แห้ง พระธาตุเขาน้อย พระธาตุปูแจ พระธาตุจอมแจ้ง วัดพระธาตุจอมแจ้ง (อำเภอสา)

 

ลำพูน ได้แก่ วัดพระบรมธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร วัดจามเทวี (เดิมชื่อ วัดกู่กุด)

 

พร่ ได้แก่ ศาลหลักเมืองแพร่ พระธาตุช่อแฮ ตาก อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

 

พิษณุโลก ได้แก่ พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร

 

สุโขทัย ได้แก่ วัดมหาธาตุ (อำเภอเมืองสุโขทัย) พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ น้ำบ่อทอง น้ำบ่อแก้ว อำเภอศรีสัชนาลัย วัดต้นจันทร์ (ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย)

 

กำแพงเพชร ได้แก่ วัดพระบรมธาตุ (ตำบลนครชุม อำเภอเมืองกำแพงเพชร)

 

พิจิตร ได้แก่ พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง เพชรบูรณ์ ได้แก่ วัดไตรภูมิ ศาลหลักเมืองเพชรบูรณ์

 

ครสวรรค์ ได้แก่ วัดวรนาถบรรพต (วัดเขากบ)

 

อุตรดิตถ์ ได้แก่ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ (เดิมชื่อ วัดมหาธาตุ อุตรดิตถ์ ตั้งอยู่บ้านพระแท่น ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล) วัดพระบรมธาตุ วัดท่าถนน (พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร)

 

ครราชสีมา ได้แก่ ศาลหลักเมืองนครราชสีมา อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ปราสาทหินพิมาย วัดศาลาทอง วัดพนมวันท์ ปราสาทหินพนมวัน ศาลเจ้าแม่บุ่ง ศาลเจ้าพ่อไฟ ศาลเจ้าพ่อวัดแจ้ง ศาลเจ้าพ่อพระยาสี่เขี้ยว

 

ชัยภูมิ ได้แก่ พระปรางค์กู่ พระธาตุกุดจอก (อำเภอเกษตรสมบูรณ์) พระธาตุหนองสามหมื่น (อำเภอภูเขียว) พระพุทธรูปพระเจ้าองค์ตื้อ เขาภูพระ วัดศิลาอาส์น (ตำบลนาเสียว อำเภอเมือง) เจ้าพ่อพญาแล (อำเภอเมือง)

 

บุรีรัมย์ ได้แก่ ปราสาทเขาพนมรุ้ง (อำเภอประโคนชัย) ปราสาทเมืองต่ำ (อำเภอประโคนชัย) ศาลหลักเมืองบุรีรัมย์ ศาลเทพารักษ์ เจ้าพ่อวังกรูด (อำเภอสตึก)

 

สุรินทร์ ได้แก่ พระพุทธรูปหลวงพ่อพระชีว์ วัดบูรพาราม ศรีสะเกษ ได้แก่ วัดมหาพุทธาราม ศาลหลักเมืองศรีสะเกษ

 

อุบลราชธานี ได้แก่ วัดมหาวนาราม พระเจ้าอินทร์แปลง(พระพุทธรูป)

 

อุดรธานี ได้แก่ ศาลเทพารักษ์ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ศาลหลักเมืองอุดรธานี วัดมัชฌิมาวาส จังหวัดอุดรธานี

 

นองคาย ได้แก่ พระธาตุบังพวน พระพุทธรูปหลวงพ่อใส วัดโพธิ์ชัย เลย ได้แก่ พระธาตุศรีสองรักษ์

 

กลนคร ได้แก่ พระธาตุเชิงชุม วัดพระธาตุเชิงชุม

 

ครพนม ได้แก่ พระธาตุพนม ศาลหลักเมืองนครพนม

 

อนแก่น ได้แก่ พระธาตุขามแก่น (ตำบลบ้านขาม อำเภอน้ำพอง)

 

หาสารคาม ได้แก่ ศาลหลักเมืองมหาสารคาม ร้อยเอ็ด ได้แก่ ปรางค์กู่ (อำเภอธวัชบุรี)

 

าฬสินธุ์ ได้แก่ ศาลหลักเมืองกาฬสินธุ์ ชุมพร ได้แก่ ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หาดทรายรี

 

ครศรีธรรมราช ได้แก่ พระบรมธาตุ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร สุราษฎร์ธานี ได้แก่ พระบรมธาตุไชยา

 

ะนอง ได้แก่ วัดอุปนันทาราม (เดิมชื่อ วัดด่าน)

 

ระบี่ ได้แก่ ถ้ำพระ เขาขนาบน้ำ (ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่)

 

พังงา ได้แก่ ศาลหลักเมืองพังงา เทวรูปพระนารายณ์ วัดนารายณิการาม (ตำบลเหล อำเภอกะปง)

 

ภูเก็ต ได้แก่ พระพุทธบาท เกาะแก้ว หน้าหาดราไว วัดพระทอง (เดิมชื่อ วัดพระผุด) (อำเภอถลาง) อนุสาวรีย์พระสงฆ์หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง (ปัจจุบันชื่อ วัดไชยธาราราม)

 

งขลา ได้แก่ วัดชัยมงคล วัดมัชฌิมาวาส จังหวัดสงขลา (เดิมชื่อ วัดเลียบ) วัดพะโคะ (อำเภอสทิงพระ) ศาลหลักเมืองสงขลา

 

รัง ได้แก่ วัดถ้ำเขาสาย (ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด) วัดถ้ำคีรีวิหาร (ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด) พระพุทธรูปพระว่านศักดิ์สิทธิ์ วัดถ้ำพระพุทธ (ตำบลหนองบัว อำเภอรัษฎา)

 

พัทลุง ได้แก่ พระธาตุ วัดแตระ วัดเขียนบางแก้ว (อำเภอเขาชัยสน)

 

ตูล ได้แก่ วัดชนาธิปเฉลิม (เดิมชื่อ วัดมำบัง) วัดสตูลสันติยาราม (ตำบลพิมาน) วัดหน้าเมือง (ตำบลคลองขุด) วัดดุลยาราม (ตำบลฉลุง)

 

ปัตตานี ได้แก่ ศาลหลักเมืองปัตตานี วัดช้างให้ ปัจจุบันชื่อ วัดราษฎร์บูรณะ (อำเภอโคกโพธิ์)

 

ะลา ได้แก่ วัดคูหาภิมุข ศาลหลักเมืองยะลา

 

ราธิวาส ได้แก่ วัดพระพุทธ (อำเภอตากใบ)



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฐานประดิษฐานพระพุทธนวราชบพิตร

มีอักษรบาลีจารึกว่า

 

"ทยฺยชาติยา สามคฺคิย ํสติสญฺชานเนนโภชิสิยํ รกขนฺติ"

 

แปลเป็นอักษรไทยจารึกว่า

 

"คนไทยจะรักษาความเป็นไทย อยู่ได้ด้วยมีสติสำนึกอยู่ในความสามัคคี"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระพุทธพิมพ์ (พระสมเด็จจิตรลดา)ด้วยฝีพระหัตถ์ประกอบด้วย ผงศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ จากทั้งมวลสารส่วนพระองค์ มวลสารจากปูชนียสถานและมวลสารจากพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพบูชาทั่วประเทศ มาเป็นส่วนผสมผงพระพิมพ์ที่ปวงชนชาวไทยรู้จักกันดี คือ พระสมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน ไว้ที่ฐานบัวหงายของ พระพุทธนวราชบพิตร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประวัติมวลสารจากสถานที่ต่างๆ ของพระสมเด็จจิตรลดา


ระนคร (ปัจจุบันคือกรุงเทพมหานคร)

าลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บริเวณมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของท้องสนามหลวง ตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง ถนนหลักเมือง แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร


             ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร (อังกฤษ - City Pillar Shrine) เป็นศาลที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ตามธรรมเนียมพิธีพราหมณ์ว่า ก่อนที่จะสร้างเมืองจะต้องทำพิธียกเสาหลักเมืองในที่อันเป็นชัยภูมิสำคัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้น

 

ประวัติ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ได้โปรดเกล้าให้กระทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๘ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน ปีพุทธศักราช ๒๓๒๕ เวลา ๖.๔๕ นาฬิกา การฝังเสาหลักเมืองมีพิธีรีตองตามพระตำราที่เรียกว่า พระราชพิธีพระนครสถาน ใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง ประกับด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ที่มี เส้นผ่านศูนย์กลาง ๗๕ เซนติเมตร สูง ๒๗ เซนติเมตร กำหนดให้ความสูงของเสาหลักเมืองอยู่พ้นดิน ๑๐ นิ้ว ฝังลงในดินลึก ๗๙ นิ้ว มีเม็ดยอดรูปบัวตูม สวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง ล้วงภายในไว้เป็นช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงโปรดเกล้าให้ขุดเสาหลักเมืองเดิม และจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุด เป็นแกนไม้สัก ประกับนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ๖ แผ่น สูง ๑๐๘ นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง ๗๐ นิ้ว บรรจุดวงเมืองในยอดเสาทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า ๕ เมตร และอัญเชิญหลักเมืองเดิม และหลักเมืองใหม่ ประดิษฐานในอาคารศาลหลักเมืองที่สร้างใหม่ มียอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว ได้แบบอย่างจากศาลหลักเมืองกรุงศรีอยุธยา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๙๕ ศาลหลักเมืองได้รับการปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ มีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมการเฉลิมฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ ๒๐๐ ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ศาลหลักเมืองได้รับการบูรณะอย่างสวยงาม ด้านทิศเหนือจัดสร้างซุ้มสำหรับประดิษฐานเทพารักษ์ทั้ง ๕ คือเจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระกาฬไชยศรี มีการจัดละครรำ ละครชาตรี ให้ผู้ต้องการบูชา ว่าจ้างรำบูชาศาลหลักเมืองอยู่ด้านข้าง

 

ตำนาน อิน จัน มั่น คง

ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ว่าในพิธีสร้างพระนคร ต้องทำพิธีฝังอาถรรพ์ ๔ ประตูเมือง และ พิธีฝังเสาหลักเมือง การฝังอาถรรพ์ กระทำด้วยการป่าวร้องเรียกผู้คนที่มีชื่อ อิน-จัน-มั่น-คง ไปทั่วเมือง เมื่อชาวเมืองผู้เคราะห์ร้ายขานรับ ก็จะถูกนำตัวมาสถานที่ทำพิธี และถูกจับฝังลงหลุมทั้งเป็น ทั้ง ๔ คน เพื่อให้วิญญาณของคนเหล่านั้นอยู่เฝ้าหลักเมือง เฝ้าประตูเมือง เฝ้าปราสาท คอยคุ้มครองบ้านเมือง ป้องกันอริราชศัตรูและปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บมิให้เกิดแก่คนในนคร เรื่องเล่านี้เป็นเพียงเรื่องเล่าสืบต่อกันมา ไม่มีบันทึกในพงศาวดาร

 


นบุรี (ปัจจุบันคือกรุงเทพมหานคร)

วัดอรุณราชวราราม ถนนอรุณอัมรินทร์ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร เป็นพระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร 1 ใน 6 ของไทย และวัดประจำรัชกาลที่ 2 มหานิกาย

 

วัดอรุณราชวรารามเป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยา (เดิมชื่อ วัดมะกอก วัดมะกอกนอก วัดแจ้ง วัดอรุณ วัดอรุณราชธาราม วัดอรุณราชวราราม) เดิมเรียกว่า วัดมะกอก ต่อมาเรียกว่า วัดมะกอกนอก เพราะได้มีการสร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งในตำบลเดียวกัน แต่อยู่ในคลองบางกอกใหญ่ ชาวบ้านเรียกวัดที่สร้างใหม่ว่า วัดมะกอกใน (วัดนวลนรดิศ) แล้วจึงเรียกวัดมะกอกซึ่งอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ว่า วัดมะกอกนอก

 

พ.ศ. 2310  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรีใน ได้เสด็จมาถึงหน้าวัดนี้ตอนรุ่งแจ้ง จึงโปรดเกล้าฯ ให้เทียบเรือพระที่นั่งที่ท่าน้ำ เสด็จขึ้นไปสักการบูชาพระมหาธาตุ ซึ่งเป็นพระปรางค์องค์เดิม ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดมะกอกและเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "วัดแจ้ง" เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังที่ประทับนั้น ทรงเอาป้อมวิชัยประสิทธิ์ข้างฝั่งตะวันตกเป็นที่ตั้งตัวพระราชวัง แล้วขยายเขตพระราชฐานจนวัดแจ้งเป็นวัดภายในพระราชวัง เช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ สมัยอยุธยา และเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ใน พ.ศ. 2322 ก่อนที่จะย้ายมาประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามใน พ.ศ. 2327

 

ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ได้เสด็จมาประทับที่พระราชวังเดิม และได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดแจ้งใหม่ทั้งวัด แต่ยังไม่ทันสำเร็จก็สิ้นรัชกาลที่ 1

 

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดแจ้งต่อมา และพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดอรุณราชธาราม" ต่อมามีพระราชดำริที่จะเสริมสร้างพระปรางค์หน้าวัดให้สูงขึ้น แต่สิ้นรัชกาลเสียก่อน

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เสริมพระปรางค์ขึ้นและให้ยืมมงกุฎที่หล่อสำหรับพระพุทธรูปทรงเครื่องที่จะเป็นพระประธานวัดนางนองมาติดต่อบนยอดนภศูล

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชธารามหลายรายการ และให้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาบรรจุไว้ที่พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถด้วย เมื่อการปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นลง พระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดอรุณราชวราราม"

 

           วัดอรุณราชวรารามเป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า วัดมะกอก ต่อมาเรียกว่าวัดมะกอกนอก เพราะได้มีการสร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งในตำบลเดียวกัน แต่อยู่ในคลองบางกอกใหญ่ ชาวบ้านเรียกวัดที่สร้างใหม่ว่า วัดมะกอกใน (วัดนวลนรดิศ) แล้วจึงเรียกวัดมะกอกซึ่งอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ว่า วัดมะกอกนอก ต่อมา เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรีใน พ.ศ. 2310 ได้เสด็จมาถึงหน้าวัดนี้ตอนรุ่งแจ้ง จึงโปรดเกล้าฯ ให้เทียบเรือพระที่นั่งที่ท่าน้ำ เสด็จขึ้นไปสักการบูชาพระมหาธาตุ ซึ่งเป็นพระปรางค์องค์เดิม องค์ที่เห็นในปัจจุบันเริ่มปฏิสังขรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดมะกอกและเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "วัดแจ้ง" เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังที่ประทับนั้น ทรงเอาป้อมวิชัยประสิทธิ์ข้างฝั่งตะวันตกเป็นที่ตั้งตัวพระราชวัง แล้วขยายเขตพระราชฐานจนวัดแจ้งเป็นวัดภายในพระราชวัง เช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์สมัยอยุธยา และเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ใน พ.ศ. 2322 ก่อนที่จะย้ายมาประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามใน พ.ศ. 2327

 

ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ได้เสด็จมาประทับที่พระราชวังเดิม และได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดแจ้งใหม่ทั้งวัด แต่ยังไม่ทันสำเร็จก็สิ้นรัชกาลที่ 1 สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดแจ้งต่อมา และพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดอรุณราชธาราม" ต่อมามีพระราชดำริที่จะเสริมสร้างพระปรางค์หน้าวัดให้สูงขึ้น แต่สิ้นรัชกาลเสียก่อน จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เสริมพระปรางค์ขึ้นและให้ยืมมงกุฎที่หล่อสำหรับพระพุทธรูปทรงเครื่องที่จะเป็นพระประธานวัดนางนองมาติดต่อบนยอดนภศูล ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชธารามหลายรายการ และให้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาบรรจุไว้ที่พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถด้วย เมื่อการปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นลง พระราชทานนามวัดใหม่ว่า

 

"วัดอรุณราชวราราม" ที่ตั้ง 34 ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร 10600 ชื่อสามัญ วัดอรุณ หรือวัดแจ้ง ประเภท พระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ นิกาย เถรวาท ความพิเศษ วัดประจำรัชกาล ในรัชกาลที่ ๒ พระประธาน พระพุทธธรรมมิศราชโลกธาตุดิลก พระพุทธรูปสำคัญ พระพุทธชัมพูนุช พระแจ้ง พระพุทธนฤมิตร

 

 


นบุรี (ปัจจุบันคือกรุงเทพมหานคร)

วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่เลขที่ 102 ถนนวังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร (เดิมชื่อ วัดเจ๊สัวหง) เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกกันว่า "วัดเจ๊สัวหง"

ต่อมาสมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาธิบดินทร์พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมจนเสร็จสมบูรณ์

ในสมัยกรุงธนบุรี วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร อยู่ติดกับเขตพระราชฐาน เป็นวัดในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นศูนย์กลางการศึกษาทางศาสนา มีการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในรัชกาลที่ ๓

พระอุโบสถ มีพาไลแบบศิลปะรัชกาลที่ ๓ ซุ้มประตูลักษณะจีนปนฝรั่ง ลายปูนปั้นที่ซุ้มประตูและหน้าต่างได้รับการยกย่องในฝีมือมาก

พระอุโบสถ เป็นพระอุโบสถใหญ่ ลายสลักไม้ที่บานประตูด้านหน้าและด้านหลังเป็นรูปหงส์เกาะกิ่งไม้ ลายปูนปั้นซุ้มประตูและหน้าต่างได้รับการยกย่องว่ามีความงามเป็นเลิศแห่งหนึ่ง มีลักษณะเป็นแบบจีนผสมตะวันตก มีพระประธานทองเนื้อห้าและพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ มีนามว่า พระแสน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้อัญเชิญมาจากเมืองเชียงแสน เมื่อ พ.ศ. 2401

ภายในพระอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมสีฝุ่นเขียนใส่กรอบกระจก จำนวน 4 ภาพ เรื่องรัตนพิมพวงศ์ เป็นเรื่อง ตำนานพระแก้วมรกต ฝีมือช่างในสมัยรัชกาลที่ ๓ และรัชกาลที่ ๔ ซึ่งกรมศิลปากรได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุและได้ทำการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมชุดนี้เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี

หอไตร ที่ผนังภายในหอไตรเขียนลายรดน้ำปิดทอง บานประตูสลักเป็นลายเครือเถาฝีมือช่างสมัยต้นรัตนโกสินทร์

พระพุทธรูป พระแสน หรือหลวงพ่อแสน เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์โบราณ องค์พระเป็นทองเนื้อห้า โดยบริเวณฐานพระมีตัวอักษรสมัยอู่ทองจารึกอยู่ลักษณะองค์พระ ถือเป็นแบบอย่างพุทธศิลป์สมัยสุโขทัยที่งดงามสมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบปรางมารวิชัย หน้าตักประมาณ ๒ ศอกเศษ (1 เมตร) สังฆาฏิชนิดยาวทาบลงมาถึงพระนาภีแบบลังกาวงศ์พระเกตุมาลาหรือพระรัศมีเป็นเปลวยาวขึ้นแบบลังกาวงศ์ รอบฝังแก้วผลึก ๑๕ เม็ดนิ้วพระพัตถ์ไม่เสมอกันแบบพระเชียงแสน และสุโขทัยยุคแรก พระเศียรโตเขื่องกว่าส่วนพระองค์จนสังเกตเห็นชัด พระเนตรฝังแก้วผลึก ในส่วนสีขาวและฝั่งนิลในส่วนสีดำ ฐานรองเป็นแบบบัวคว่ำบัวหงาย

 

พระแสน เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์เนื้อนวโลหะ มีส่วนประกอบเป็นทองแดงและทองเหลือง น้ำหนัก 160 ชั่ง (1 ชั่ง เท่ากับ 80 บาท) (1 บาท เท่ากับ 4 ตำลึง) (1 บาท เท่ากับ 15.2 กรัม) หรือคิดน้ำหนักได้ 100,000 เฟื้อง เดิมพระพุทธรูปนี้เป็นปูนปั้น เมื่อปูนที่หุ้มอยู่กระเทาะออก จึงได้เห็นเนื้อโลหะข้างในว่ามีสีทอง ประทับนั่งขัดสมาธิปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 3 ศอกเศษ (61 เซนติเมตร) พระพุทธรูปหลวงพ่อแสนเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ อำนวยความสำเร็จให้แก่ผู้ปรารถนาได้นานาประการ พระแสนองค์นี้อัญเชิญมาจากเมืองเชียงแตง ในปีมะเมีย พ.ศ. 2401 ประดิษฐานที่วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร


             พระแสน เป็นโลหะเนื้อสัมฤทธิ์สีทองต่างกันเป็น ๔ ชนิด ดังนี้

             1. เบื้องพระศอตอนบนจนถึงพระเศียรและพระพักตร์สีทองเป็นนวโลหะสัมฤทธิ์แก่ เบื้องพระศอ

             2. ตอนล่างลงมาจนถึงพระองค์ และฐานรองสีทองสัมฤทธิ์เนื้ออ่อนกว่า ตอนพระเศียรและพระพักตร์

             3. เนื้อทองจีวรเป็นอีกสีหนึ่งเข้มกว่า เนื้อทองส่วนพระองค์ แต่ไม่เข้มกว่าตอนพระพักตร์และพระเศียร

             4. ส่วนผ้าทาบสังฆาฏิก็เป็นเนื้อทองอีกชนิดหนึ่ง แตกต่างจากจีวรและสีองค์พระ พระพักตร์และพระเศียร พระแสน เป็นพระพุทธรูปสำคัญประดิษฐานเป็นองค์พระประธาน ในพระอุโบสถ

 

ประวัติพระพุทธรูปหลวงพ่อแสน

             ในหนังสือชุมชนพระบรมราชาธิบายในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับพระแสน ซึ่งมีพระราชดำรัสเป็นลักษณะทรงโต้ตอบกับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ใจความว่า "ถ้าฉันพอใจจะให้มีพระพุทธรูปสำคัญมีชื่อที่คนนับถือ อยู่ที่วัดหงส์ ฯ เป็นของสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ให้เป็นพระเกียรติยศแล้ว พระชื่อพระแสนอยู่เมืองเชียงแตงอีกพระองค์หนึ่งงามนักหนา ถ้าฉันจะมีตราไปเชิญมาท่านจะให้พระยาราชโยธาที่ครั้งนั้นเป็นพระยาสุเรนทร์ใช้คน ให้นำไปชี้องค์พระให้ ฉันเห็นว่าท่านประสงค์ดังนั้น ไม่มีเหตุที่ควรจะขัดฉันก็ไม่ได้ขัด ฉันก็ได้ให้มหาดไทยมีตราไปเชิญ พระนั้นลงมา พระยาสุเรนทร์ใช้พระลาวรูปหนึ่งเป็นผู้รับอาสานำไป ฉันก็ได้ให้ผ้าไตรไปถวายพระสงฆ์ลาวรูปนั้นหนึ่งไตร แล้วก็ให้นำทองตราไป ได้เชิญพระแสนลงมาถึงกรุงเก่าแล้ว ฉันก็ได้บอกถวายวังหน้า ให้ท่านจัดการไปแห่รับมาไว้ วัดหงส์ทีเดียว แลฐานที่จะตั้งพระนั้น ฉันให้ท่านทำเป็นการช่างในพระบรมราชวัง ฉันจะเป็นแต่รับปิดทอง ฐานพระนั้นก็ยังทำค้างอยู่บัดนี้ก็ยังไม่ได้ปิดทอง ว่ามาทั้งนี้เป็นการเล่าถึงเหตุที่เป็นแลถ้อยคำที่ได้พูดกันแล้วแต่ก่อนนี้ไป ให้ท่านทั้งปวงทราบ" พระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระถึงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๐๑ ลงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๕๘ มีข้อความดังนี้ ฉันขึ้นไปถึงกรุงเก่า ได้นมัสการพระแสน เมืองเชียงแตงแล้ว รูปพรรณเป็นของเก่าโบราณนักหนา แต่เห็นชัดว่าอย่างเดียวกับพระแสน เมืองมหาชัย แน่แล้วของคนโบราณจะนับถือว่า พระแสนองค์นี้ องค์ใดองค์หนึ่งจะเป็น ของเทวดาสร้างฤาว่าเหมือนพระพุทธเจ้าแท้ แล้วจึงถ่ายอย่างกันข้างหนึ่งเป็นแน่แล้ว แต่เมื่อดูสีทองแลชั้นเชิงละเอียดไป ดูทีเห็นว่าจะพระแสนเมืองเชียงแตงจะเก่ากว่า สีทองที่พระเศียรและพระพักตร์ เป็นสีนาก เนื้อนวโลหะเช่นกับพระอุมาภควดีเก่า ในเทวสถานหมู่กฤา พระนาสิกก็ดูบวมมากเหมือนกันทีเดียว ที่พระองค์ พระหัตถ์พระบาทนั้น สีทองเป็นอย่างหนึ่ง ติดจะเจือทองเหลืองมากไป ทีผ้าพาดนั้นเป็นแผ่นเงินฝังทายทับลง แต่ดูแน่นหนาอยู่ พระแสนองค์นี้ฉันถวายแล้ว โปรดทรงพระดำริดูเถิด จะให้ไปเชิญลงมาเมื่อไรอย่างไรก็ตามแต่จะโปรด สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงจัดพระแสนไว้ในประเภทพระพุทธรูปสำคัญทรงพระนิพนธ์ประวัติไว้ในตำนานจองพระองค์ท่าน ดังนี้ พระแสน (เมืองเชียงแตง) พระพุทธรูปองค์นี้ เชิญมาแต่เมืองเชียงแตงเมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๐๑ ประดิษฐานไว้ในอุโบสถวัดหงส์รัตนาราม คิดเป็นเวลาขวบปีได้ ๑๐๐ ปี แล้วจนบัดนี้ บรรดาพระพุทธรูปลานช้างที่งามด้วยกัน คือพระแสนวัดหงส์รัตนารามวรวิหารและ พระเสริม วัดปทุมวราราม


ศาลพระเจ้าตากสิน มีชื่อเรียกหลายชื่อ ดังนี้ ศาลเจ้าพ่อตากสิน ศาลเจ้าพ่อตากสินวัดหงส์

ศาลพระเจ้าตากสิน ตั้งอยู่ที่ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ภายในพระราชวังเดิม แขวงปากคลองบางหลวง เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร (เมื่อปี พ.ศ. 2508 มีชื่อว่าจังหวัดธนบุรี) ศาลพระเจ้าตากสินนี้มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี สมัยแรกเป็นแต่เพียงศาลพระภูมิ สมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการสร้างบูรณะพระราชวังเดิมของพระเจ้าตากสินมหาราช สมัยรัชกาลที่ 5 เรียกว่า ศาลพระเจ้าตาก ภายในศาลพระเจ้าตาก ประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ลักษณะประทับยืนทรงพระแสงดาบ ขนาดเท่าองค์จริง พระบรมรูปประทับนั่งขนาดสูงประมาณ 1 ฟุต 1 องค์ และเทวรูปจีนแกะสลักด้วยไม้ปิดทองอีก 1 องค์ มีปืนโบราณพร้อมฐาน 2 กระบอกประดับเชิงบันไดชั้นล่าง ศาลเจ้าพ่อตากสิน แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร อยู่ภายในวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่เลขที่ 102 ถนนวังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ศาลเจ้าพ่อตากสินวัดหงส์ ในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงรับวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงบูรณะพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ และกุฎิ ในคราวเดียวกับที่ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดอินทารามวรวิหาร (วัดบางยี่เรือนอก) เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสวรรคตไปแล้ว ประชาชนผู้เคารพนับถือพระองค์ได้พร้อมใจกันสร้างศาลขึ้น เรียกกันว่า ศาลเจ้าพ่อตากสินวัดหงส์ เป็นที่สักการะบูชาของประชาชนโดยทั่วไป ปี พ.ศ. 2325 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ถูกการสำเร็จโทษโดยใช้ท่อนจันทร์ทุบตี พระโลหิตตกลงที่บริเวณแห่งนี้ จึงได้สร้างศาลเจ้าพ่อตากสินวัดหงส์ (วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร) สระน้ำมนต์ เป็นสระน้ำลงสรงของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยเสด็จมาสรงน้ำที่เมื่อมีพิธีสำคัญของแผ่นดิน ที่กลางสระน้ำจะมีหินอาคมอยู่

 

ปูชนียวัตถุ  ในวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร

    1. รูปปั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

    2. ภาพจิตรกรรมเขียนด้วยสีฝุ่น

    3. พระแสน

    4. สระน้ำมนต์

 

ประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (พ.ศ. 2277 - พ.ศ. 2325 ครองราชย์ พ.ศ. 2311 - พ.ศ. 2325) เป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งสยามประเทศ ผู้ทรงกอบกู้อิสรภาพให้ชาวสยาม และทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี พระราชประวัติ หนังสือพงศาวดารได้กล่าวว่า ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีชาวจีนแต้จิ๋วคนหนึ่งนามว่า ไหฮอง ได้เป็นนายอากรบ่อนเบี้ย มีบรรดาศักดิ์เป็น ขุนพัฒ ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้บ้านของเจ้าพระยาจักรี สมุหนายก ครั้นเวลาล่วงมาถึง ๕ ปีขาล พ.ศ. ๒๒๗๗ ขุนพัฒมีบุตรชายคนหนึ่ง เกิดแต่ นางนกเอี้ยง ทารกคนนี้คลอดได้ ๓ วัน มีงูเหลือมใหญ่เลื้อยเข้าไปขดรอบตัวทารก เป็นทักขิณาวัฏ ขุนพัฒ ผู้เป็นบิดาเกรงว่าเรื่องนี้อาจลางร้ายแก่สกุล จึงยกบุตรคนนี้ให้แก่เจ้าพระยาจักรี แล้วเจ้าพระยาจักรีได้เลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม และตั้งแต่เจ้าพระยาจักรีได้เด็กน้อยคนนี้มา ลาภผลก็เกิดมากมูลพูนเพิ่มมั่งคั่งขึ้นแต่ก่อน เจ้าพระยาจักรีจึงกำหนดเอาเหตุนี้ขนานนามว่าให้ว่า สิน ส่วนจดหมายเหตุโหรได้บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีขาล จุลศักราช ๑๐๙๖ เวลาประมาณ ๕ โมงเช้า ซึ่งตรงกับ วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๒๗๗ ครั้นเมื่อเด็กชายสิน อายุได้ ๙ ขวบ เจ้าพระยาจักรีนำเข้าฝากให้เล่าเรียนหนังสืออยู่ในสำนักของ พระอาจารย์ ทองดี วัดโกษาวาส ได้นำเข้าถวายตัวรับราชการเป็นมหาดเล็กอยูในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อนายสินอายุได้ ๑๓ ปี และในระหว่างนี้ นายสินได้พยายามศึกษาหาความรู้ในภาษาต่างประเทศ มี ภาษาจีน ภาษาญวน และ ภาษาแขก จนสามารถพูดคล่องได้ทั้ง ๓ ภาษา ต่อมาเมื่อมีอายุได้ ๒๐ ปี บริบูรณ์ เจ้าพระยาจักรีได้จัดการอุปสมบทเป็นพระภิกษุให้ พระภิกษุสินได้ดำรงอยู่ในสมณเพศถึง ๓ พรรษา ที่วัดโกษาวาส แล้วจึงลาสิกขาบทออกมารับราชการใหม่ ในตำแหน่งมหาดเล็กรายงาน ครั้งถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งเป็น หลวงยกกระบัตร ไปรับราชการอยู่ที่เมืองตาก เมื่อเจ้าเมืองตากถึงแก่อนิจกรรม ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หลวงยกกระบัตรเป็น พระยาตาก เมื่อมีข้าศึกพม่ามาล้อมกรุงศรีอยุธยา พระยาตากก็ได้ถูกเรียกตัวให้ลงมาช่วยงานราชการในกรุงศรีอยุธยา พระยาตากทำการสู้รบกับข้าศึกด้วยความเข้มแข็งสามารถยิ่ง มีบำเหน็จความชอบในสงคราม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งเป็น พระยาวชิรปราการ ผู้สำเร็จราชการเมืองกำแพงเพชร แต่ยังมิได้ขึ้นไปปกครองเมืองกำแพงเพชร เพราะติดราชการสงครามกับพม่าอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๐๙ เสียก่อน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (พ.ศ. 2277 - พ.ศ. 2325 ครองราชย์ พ.ศ. 2311 - พ.ศ. 2325)เป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งสยามประเทศ ผู้ทรงกอบกู้อิสรภาพให้ชาวสยาม และทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี

 

พระราชประวัติ

มีหนังสือพงศาวดารได้กล่าวไว้ว่า ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีชาวจีนแต้จิ๋วคนหนึ่งนามว่า ไหฮอง  ได้เป็นนายอากรบ่อนเบี้ย มีบรรดาศักดิ์เป็น ขุนพัฒ ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้บ้านของเจ้าพระยาจักรี สมุหนายก ครั้นเวลาล่วงมาถึง ๕ ปีขาล พ.ศ. ๒๒๗๗ ขุนพัฒมีบุตรชายคนหนึ่ง เกิดแต่ นางนกเอี้ยง ทารกคนนี้คลอดได้ ๓ วัน มีงูเหลือมใหญ่เลื้อยเข้าไปขดรอบตัวทารก เป็นทักขิณาวัฏ ขุนพัฒ ผู้เป็นบิดาเกรงว่าเรื่องนี้อาจลางร้ายแก่สกุล จึงยกบุตรคนนี้ให้แก่เจ้าพระยาจักรี แล้วเจ้าพระยาจักรีได้เลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม และตั้งแต่เจ้าพระยาจักรีได้เด็กน้อยคนนี้มา ลาภผลก็เกิดมากมูลพูนเพิ่มมั่งคั่งขึ้นแต่ก่อน เจ้าพระยาจักรีจึงกำหนดเอาเหตุนี้ขนานนามว่าให้ว่า สิน ส่วนจดหมายเหตุโหรได้บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีขาล จุลศักราช ๑๐๙๖ เวลาประมาณ ๕ โมงเช้า ซึ่งตรงกับ วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๒๗๗ ครั้นเมื่อเด็กชายสิน อายุได้ ๙ ขวบ เจ้าพระยาจักรีนำเข้าฝากให้เล่าเรียนหนังสืออยู่ในสำนักของ พระอาจารย์ ทองดี วัดโกษาวาส ได้นำเข้าถวายตัวรับราชการเป็นมหาดเล็กอยูในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อนายสินอายุได้ ๑๓ ปี และในระหว่างนี้ นายสินได้พยายามศึกษาหาความรู้ในภาษาต่างประเทศ มี ภาษาจีน ภาษาญวน และ ภาษาแขก จนสามารถพูดคล่องได้ทั้ง ๓ ภาษา ต่อมาเมื่อมีอายุได้ ๒๐ ปี บริบูรณ์ เจ้าพระยาจักรีได้จัดการอุปสมบทเป็นพระภิกษุให้ พระภิกษุสินได้ดำรงอยู่ในสมณเพศถึง ๓ พรรษา ที่วัดโกษาวาส แล้วจึงลาสิกขาบทออกมารับราชการใหม่ ในตำแหน่งมหาดเล็กรายงาน ครั้งหนึ่งรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งเป็น หลวงยกกระบัตร ไปรับราชการอยู่ที่เมืองตาก เมื่อเจ้าเมืองตากถึงแก่อนิจกรรม ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หลวงยกกระบัตรเป็น พระยาตาก ต่อมาเมื่อมีข้าศึกพม่ามาล้อมกรุงศรีอยุธยา พระยาตากก็ได้ถูกเรียกตัวให้ลงมาช่วยงานราชการในกรุงศรีอยุธยา พระยาตากทำการสู้รบกับข้าศึกด้วยความเข้มแข็งสามารถยิ่ง มีบำเหน็จความชอบในสงคราม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งเป็น พระยาวชิรปราการ ผู้สำเร็จราชการเมืองกำแพงเพชร แต่ยังมิได้ขึ้นไปปกครองเมืองกำแพงเพชร เพราะติดราชการสงครามกับพม่าอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๐๙ เสียก่อน

ดูเพิ่ม ที่ กรุงธนบุรี


พระราชนิพนธ์

เรื่องที่พระองค์ได้นิพนธ์ไว้นั้นก็คือ บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ว้นที่ทรงพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ฉบับนี้คือ วันอาทิตย์ เดิน ๖ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีขาล จุลศักราช ๑๑๓๒ ตรงกับปี พ.ศ. ๒๓๑๓ เป็นปีที่ ๓ แห่งรัชกาลของพระองค์ บทละครเรื่องรามเกียรติ์นั้น มี ๔ ตอน แบ่งออกเป็น ๔ เล่ม สมุดไทย เนื้อเรื่อง และ โวหารที่ใช้นั้น หนักไปทางธรรม และ อิทธิปาฏิหาริย์ อันให้เห็นพระนิสัยของพระองค์ ที่ทรงฝักใฝ่ในธรรม

 

ปลายรัชสมัย

ในตอนปลายรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้เกิดกบฎขึ้นที่กรุงศรีอยุธยา พวกกบฎได้ปล้นจวน(แปลว่า บ้าน)ของพระยาอินทรอภัย ผู้รักษากรุงเก่าจนต้องหลบหนีมายังกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีรับสั่งให้พระยาสรรค์ขึ้นไปสืบสวนเอาตัวคนผิดมาลงโทษ แต่พระนาสรรค์กลับไปเข้ากับพวกกบฎ และยกพวกมาปล้นพระราชวังที่กรุงธนบุรีในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๓๒๔ บังคับให้สมเด็จพระเจ้าตากสินออกผนวช และคุมพระองค์ไว้ที่พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม ต่อจากนั้น พระยาสรรค์ได้ตั้งตนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

 

สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) และ เจ้าพระยาพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ซึ่งไปราชการทัพเมืองกัมพูชา และยกกำลังเข้าตีเมืองเสียมราฐ เมื่อทราบข่าวการจลาจลในกรุงธนบุรี จึงรีบยกทัพกลับ ขณะนั้นเป็นเดือน เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกมาถึงในวันที่ ๖ เมษายน ๒๓๒๕ ก็ได้สืบสวนเรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้น และจับกุมพระยาสรรค์ ผู้ก่อการกบฎมาลงโทษ รวมทั้งให้ข้าราชการปรึกษาพิจารณาความที่มีผู้ฟ้องร้อง กล่าวโทษว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเป็นต้นเหตุ เนื่องจากพระองค์ทรงเสียพระสติ เพื่อมิให้เกิดปัญหายุ่งยากอีก สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงถูกสำเร็จโทษ และเสด็จสวรรคต ในพ.ศ. ๒๓๒๕ พระชนมายุได้ ๔๘ พรรษา พระองค์ประสูติ และสวรรคต ในเดือนเดียวกัน และบางฉบับก็บอกว่าในวันเดียวกัน ซึ่งยังไม่มีใครทราบเป็นที่แน่ชัด

 

พระปรมาภิไธย

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมีพระนามเรียกที่แตกต่างกัน ดังนี้

พระราชพงศาวดาร ฉบับราชหัตถเลขา เรียกว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ พระราชพงศาวดาร กรุงศรีสัตนาคนหุต เรียกว่า สมเด็จพระเอกาทศรถ พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม) เรียกว่า พระบรมหน่อพุทธางกูรเจ้า พระนามที่เรียกกันตามหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไป เรียกว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อพระองค์ทรงขึ้นครองราช ทรงใช้พระนามว่า สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ ตอนปลายรัชกาล พระรัตนมุนี ได้ถวายพระนามใหม่ว่า สมเด็จพระสยามยอดโยคาวจร สามัญที่สุดคือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หมายกำหนดราชการออกพระนามว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

 

เหตุการณ์สำคัญ

พ.ศ. ๒๒๗๗ ทรงพระราชสมภพในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ บิดาชื่อ ไหออง มารดาชื่อ นกเอี้ยง มีกำเนิดเป็นสามัญชน เชื้อสายจีนแต้จิ๋ว เจ้าพระยาจักรีขอไปเลี้ยงเมื่อมีพระชนมายุได้ ๔ วัน

 

พ.ศ. ๒๒๙๐ ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อมีพระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา

 

พ.ศ. ๒๒๙๘ ผนวชเมื่อมีพระชนมายุได้ ๒๐ ณ สำนักอาจารย์ ทองดี วัดโกษาวาส เมื่อทรงลาสิกขาแล้ว ได้รับราชการในตำแหน่งมหาดเล็กรายงานในกรมมหาดไทย

 

พ.ศ. ๒๓๐๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพรเสด็จเสวยราชสมบัติได้ 3 เดือนเศษ ก็ถวายสิริราชสมบัติแก่สมเด็จพระบรมราชาที่ 3 และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้นายสินมหาดเล็กรายงานเป็นข้าหลวงเชิญท้องตราพระราชสีห์ขึ้นไปชำระความหัวเมืองฝ่ายเหนือ ซึ่งนายสินได้ปฏิบัติราชการด้วยความวิริยะอุตสาหะและมีความดีความชอบมาก จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองตาก ช่วยราชการอยู่กับพระยาตาก ครั้นเมื่อพระยาตากถึงแก่กรรมลงก็ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้เลื่อนหลวงยกกระบัตร (สิน) เป็นพระยาตาก ปกครองเมืองตากแทน

 

พ.ศ. ๒๓๐๘ พระยาตาก ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เข้ามาช่วยราชการสงครามเพื่อป้องกันพม่าในกรุงศรีอยุธยา พระยาตาก (สิน) มีฝีมือการรบป้องกันพระนครอย่างเข้มแข็งมีความดีความชอบมาก จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น พระยาวชิรปราการ (สิน) สำเร็จราชการเมืองกำแพงเพชรแทนเจ้าเมืองเดิมที่ถึงแก่กรรม พ.ศ.

 

พ.ศ. ๒๓๐๙ เข้ามาช่วยป้องกันพระนคร เห็นความอ่อนแอของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ จึงได้ฝ่าวงล้อมของพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยา ไปซ่องสุมผู้คน และตระเตรียมกำลังทัพที่ เมืองจันทบุรี โดยตั้งตนเป็นเจ้าเพื่อให้มหาชนเลื่อมใส คนทั่วไปเรียกว่า เจ้าตาก

 

พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราชคืนมาได้ในปีเดียวกันนี้เอง ทรงพิจารณาเห็นว่า กรุงศรีอยุธยาเสียหายมาก ยากแก่การบูรณะ จึงทรงสถาปนาเมืองธนบุรีให้เป็น กรุงธนบุรี ราชธานีใหม่ พ.ศ. ๒๓๑๑ เริ่มปราบชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก แต่ไม่สำเร็จ ปราบชุมนุมเจ้าพิมายสำเร็จเป็นชุมนุมแรก พ.ศ. ๒๓๑๒ ปราบชุมนุมนครศรีธรรมราช ยกไปตีกัมพูชาเป็นครั้งแรก แต่ไม่สำเร็จ

 

พ.ศ. ๒๓๑๓ รวบรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ปราบชุมนุมพระเจ้าฝาง ทรงพระราชนิพนธ์บทละครรามเกียรติ์ รบชนะพม่าที่เมืองสวรรคโลก ตีเมืองเชียงใหม่ และ ล้านนา เป็นครั้งที่ ๑ จัดการปกครอง และ ศาสนาในหัวเมืองฝ่ายเหนือ

 

พ.ศ. ๒๓๑๔ ยกไปตีกัมพูชาครั้งที่ ๒ และ สามารถปราบกัมพูชาไว้ในอำนาจ

 

พ.ศ. ๒๓๑๕ พม่ายกทัพมาตีเมืองพิชัยครั้งที่ ๑ แต่ไม่สำเร็จ

 

พ.ศ. ๒๓๑๖ พม่ายกทัพมาตีเมืองพิชัยครั้งที่ ๒ แต่ไม่สำเร็จอีก ทำให้เกิดวีรกรรมพระยาพิชัยดาบหัก

 

พ.ศ. ๒๓๑๗ รบชนะพม่าที่บางแก้ว ราชบุรี ไทยตีเมืองเชียงใหม่ได้อีกเป็นครั้งที่ ๒

 

พ.ศ. ๒๓๑๘ พม่ายกทัพมาตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ แต่ไม่สำเร็จ ถูกจับเป็นเชลยหลายหมื่นคน

 

พ.ศ. ๒๓๑๙ พม่ายกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ แต่ไม่สำเร็จ

 

พ.ศ. ๒๓๒๑ ทรงพระกรุณาให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับเจ้าพระยาสุรสีห์ ไปตีเวียงจันทน์และหลวงพระบาง หัวเมืองลาวทั้งหมดกลับมาเป็นชองไทย

 

พ.ศ. ๒๓๒๒ กองทัพไทยกลับจากเวียงจันทน์ พร้อมกับอัญเชิญพระแก้วมรกตกับพระบาง มาไว้ที่กรุงธนบุรี ในปีนี้หลวงวิชิต (หน) ;ได้แต่งอิเหนาคำฉันท์

 

พ.ศ. ๒๓๒๓ เกิดจลาจลในกัมพูชา เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เจ้าพระยาสุรสีห์ และเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ (เจ้าฟ้r าจุ้ย) ยกทัพไปตีกัมพูชา แต่ยังไม่ทันสำเร็จ ก็เกิดจราจล ที่กรุงธนบุรี

 

พ.ศ. ๒๓๒๔ แต่งทูตไปจีน และเกิดกบฏพระยาสรรค์ พ.ศ. ๒๓๒๕ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ข่าวจลาจลและกบฏในพระนคร จึงยกทัพกลับจากการตีกัมพูชา สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จึงไต่สวนเรื่องที่เกิดขึ้น และปรากฏว่าความผิดนั้นเกิดจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ก่อไว้ จึงได้ไต่สวนโทษ และสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในวันที่ ๖ เมษายน

 

พ.ศ. ๒๓๒๕ ที่วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร บรรดาข้าราชการ และ ประชาชนออกต้อนรับและอัญเชิญขึ้นครองราชย์สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ในวันนั้น




ระนครศรีอยุธยา

วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา ตำบลเกาะเมือง อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

เป็น ๑ ในวัดที่จัดอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญที่สุดในกรุงศรีอยุธยา เพราะนอกจากเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุกลางเมืองแล้ว ยังเป็นที่พำนักของ สมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีอีกด้วย วัดแห่งนี้จึงได้รับการก่อสร้าง และ ดูแลตลอดเวลา

 

ประวัติ

วัดมหาธาตุเป็นวัดที่เก่าแก่ สร้างในปี พ.ศ. ๑๙๑๗ - พ.ศ. ๑๙๒๗ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พระปรางค์เคยพังลงมาเกือบครึ่งองค์ถึงชั้นครุฑ ปรางค์ของวัดนี้เดิมทีเดียวสร้างด้วยศิลาแลง ในรัชกาลนั้น ต่อมาสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงบูรณะใหม่ รวมเป็นความสูง 25 วา แต่ก็ได้พังทลายลงมาอีกรอบในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕

 

สิ่งก่อสร้าง

พระปรางค์ขนาดใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันพังทลายลงมาหมดแล้ว แต่ ราชฑูตลังกาที่ได้เคยมาเยี่ยมชมวัดมหาธาตุในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศไว้ว่า ที่ฐานของพระปรางค์ มีรูปราชสีห์ หมี หงส์ นกยูง กินนร โค สุนัขป่า กระบือ มังกร เรียงรายอยู่โดยรอบ รูปเหล่านี้อาจหมายถึงสัตว์ในป่าหิมพานต์ที่รายล้อมอยู่เชิงเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นแกนกลางของจักรวาล เจดีย์แปดเหลี่ยม เป็นเจดีย์ลดหลั่นกัน ๔ ชั้น ๘ เหลี่ยม ชั้นบนสุดประดิษฐานปรางค์ขนาดเล็ก ซึ่งเจดีย์องค์นี้จัดว่าเป็นเจดีย์ที่แปลกตา พบเพียงองค์เดียวในอยุธยา วิหาร ที่ฐานชุกชีของพระประธานในวิหาร กรมศิลปากรพบว่ามีผู้ลักลอบขุดลงไปลึกถึง ๒ เมตร จึงดำเนินการขุดต่อไปอีก 2 เมตร พบภาชนะดินเผาขนาดเล็ก ๕ ใบ บรรจุแผ่นทองเบาๆรูปต่างๆ วิหารเล็ก วิหารเล็กแห่งนี้ มีรากไม้แผ่รากขึ้นเกาะเต็มผนัง รากไม้ส่วนหนึ่งได้ล้อมเศียรพระพุทธรูปไว้ ธรรมดากรมศิลปากรจะต้องตัดต้นไม้ออก แต่ที่นี่ดูจะว่าเป็นที่ยกเว้น พระปรางค์ขนาดกลาง ภายในพระปรางค์ มีภาพจิตรกรรม เรือนแก้ว ซึ่งเป็นตอนหนึ่งในพุทธประวัติ ตำหนักพระสังฆาช บริเวณพื้นที่ว่างทางด้านทิศตะวันตก เป็นสถานที่ที่เป็นที่ตั้งพระตำหนักพระสังฆราช ราชฑูตลังกาได้บอกไวว่า เป็นตำหนักที่สลักลวดลายปิดทอง มีม่านปักทอง พื้นปูพรม มีขวดปักดอกไม้เรียงรายเป็นแถว เพดานแขวนอัจกลับ(โคม) มีบังลังก์ ๒ แห่ง

 


วัดพนัญเชิง ตั้งอยู่ หมู่ 2 ตำบลคลองสวนพลู อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอารามหลวง

 

ประวัติ

วัดพนัญเชิง สร้างก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา ๒๖ ปี ตามพงศาวดารเหนือ ได้กล่าวว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง และพระราชทานนามว่า วัดเจ้าพระนางเชิง และในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ได้กล่าวว่า ปี พ.ศ. ๑๘๖๗ ได้สร้างพระพุทธรูป พระพุทธเจ้าพแนงเชิง พระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อซำปอกงเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยา หน้าตักกว้าง ๑๔ เมตรเศษ สูง ๑๙ เมตร เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ เคยได้รับความเสียหายในสมัยเสียกรุงศรีอยุธยา แต่ก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาโดยตลอด จนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพ.ศ. ๒๔๙๗ ได้โปรดเกล้าให้บูรณะใหม่หมดทั้งองค์ และพระราชทานนามใหม่ว่า พระพุทธไตรรัตนนายก หรือที่รู้จักกันในหมู่พุทธศาสนิกชนชาวไทยเชื้อสายจีนว่า หลวงพ่อซำปอกง


วัดสวนหลวงสบสวรรค์

 

วัดสวนหลวงสบสวรรค์ อยู่ในเกาะเมืองด้านทิศตะวันตก (บริเวณกรมทหารเก่า) สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ โปรดให้จัดพระราชพิธี ทำพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระอัครมเหสี พระสุริโยทัย ที่ในสวนหลวง ภายในวัดสบสวรรค์ แล้วโปรดให้สร้างพระอารามขึ้นตรงพระเมรุ มีเจดีย์สูงใหญ่สี่เหลี่ยม ย่อไม้มุมสิบสอง บรรจุพระอัฐิสมเด็จพระสุริโยทัย พระอารามที่โปรดให้สร้างขึ้นที่สวนหลวง กับวัดสบสวรรค์ จึงรวมเรียกว่า " วัดสวนหลวงสบสวรรค์ " ปัจจุบันยังมีพระสถูปเจดีย์องค์ใหญ่เป็นสำคัญ เรียกว่า เจดีย์พระศรีสุริโยทัย


ประวัติ

พ.ศ. 2081 พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ได้ยกทัพเข้ามารุกรานอาณาจักรไทย

พ.ศ. 2091 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นเสวยราชสมบัติ หลังจากขึ้นครองราชได้เพียง 7 เดือน สมเด็จพระสุริโยทัย ถูกพระเจ้าแปรฟันด้วยพระแสงของ้าวที่พระอังสาขาดสะพายแล่น สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ได้มีการสอบสวนตำแหน่งสถานที่ต่างๆที่กล่าวถึงในพงสาวดาร เพื่อเรียบเรียงเป็นหนังสือประชุมพงศาวดารขึ้น จึงเป็นเหตุให้ทราบถึงตำแหน่งของวัดสบสวรรค์ และพบเจดีย์พระศรีสุริโยทัย

 

ข้อความจากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ซึ่งแต่งขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๒๓ ถือเป็นหลักฐานที่เชื่อถือได้ที่สุดเล่มหนึ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา ได้กล่าวถึงศึกระหว่างพระมหาจักรพรรดิกับพระเจ้าหงสาวดี รวมทั้งการสูญเสียสมเด็จพระองค์มเหสี คือ "พระสุริโยทัย" ไว้ดังนี้

"เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้า เสด็จออกไปรับศึกหงสานั้น สมเด็จพระองค์มเหสี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระราชบุตรี เสด็จทรงช้างออกไปโดยเสด็จด้วย และเมื่อได้รับศึกหงสานั้น ทัพหน้าแตกมาประทัพหลวงเป็นโกลาหลใหญ่ และสมเด็จพระองค์มเหสี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระราชบุตรีนั้น ได้รบด้วยข้าเศิกเถิงสิ้นชนม์กับคอช้างนั้น"

เรื่องราวเกี่ยวกับพระสุริโยทัยตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้นได้ถูกระบุไว้เพียงเท่านี้ (เฉพาะช่วงไสช้างออกช่วยรบ) ซึ่งนับว่าน้อยเต็มทีที่จะทำให้เราทราบไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพระองค์ รวมทั้งบริบททางสังคมที่เกี่ยวโยงกับช่วงชีวิตท่านในสมัยนั้นอย่างละเอียด นักประวัติศาสตร์จำต้องใช้ความอุตสาหะยิ่งในการประมวลหลักฐานจากพงศาวดารที่บันทึก

ในเวลาต่อมา รวมทั้งเทียบเคียงตรวจสอบกับเอกสารทางประวัติศาสตร์หลายชิ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยาตอนต้น อันเป็นช่วงสมัยที่พระสุริโยทัยดำรงพระชนม์อยู่ กระนั้นก็ยังมี "ช่องว่างทางประวัติศาสตร์" ที่ยังถกเถียงกันไม่จบหรือมีประเด็นใหม่ๆ เกิดขึ้นให้วิเคราะห์กันต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด ฉะนั้นกว่าจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับช่วงชีวิตของพระสุริโยทัย ก็ต้องค้นคว้าตำราอ้างอิงกันมากมาย และไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเลย ที่คนไม่มีพื้นความรู้ทางนี้จะทำความเข้าใจเรื่องราวเหล่านั้นได้ในเวลาอันสั้น แต่ผู้คนในปี พ.ศ. 2545 นั้นโชคดีกว่าใคร เพราะหากเป็นไปตามกำหนด เดือนสิงหาคมนี้ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย "สุริโยไท" ของ หม่อมเจ้า ชาตรีเฉลิม ยุคล คงจะทำให้ประชาชนที่ตั้งตารอคอยการเปิดตัวของหนังได้สมหวังปรีดากันถ้วนหน้า ด้วยว่าเป็นภาพยนตร์ที่ท่านมุ้ยได้ค้นคว้าศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งของไทยและพม่ามาอย่างละเอียด เพื่อจะได้เสนอภาพชีวิตของพระสุริโยทัยและเรื่องราวในสมัยนั้นได้อย่างสมจริงที่สุด

ภาพยนตร์ของท่านมุ้ยย่อมทำหน้าที่เป็นดังสะพานทอดให้คนในยุคไฮเทคเดินข้ามกลับไปค้นหารากเหง้าของตัวเอง และพยายามทำความเข้าใจประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นผ่านเรื่องราวในช่วงชีวิตของ "พระสุริโยทัย" ได้อย่างสะดวกสบายยิ่ง เพียงเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมที่ดับไฟมืด ภาพชีวิตของบุคคลต่างๆ ในสมัยนั้นก็จะปรากฏขึ้น พาเราจินตนาการย้อนกลับไปสู่อดีตอันรุ่งเรืองของราชธานีไทยเมื่อเกือบห้าร้อยปีที่ผ่านมา

ขณะนั้นกษัตริย์แห่งกรุงศรีฯ คือ พระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งนับเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่นานที่สุดยุคนั้นคือ ๔๐ ปี และสิ้นพระชนม์ในปีที่ดาวหางฮัลเล่ย์ปรากฏ

ในปี พ.ศ. ๒๐๗๒ สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรกว่าจะได้ขึ้นครองราชย์ก็อายุมากแล้ว ครองราชย์สืบมาอีก ๔ ปีก็เสด็จสวรรคตด้วยโรคไข้ทรพิษซึ่งกำลังระบาดอยู่ในขณะนั้น รัฏฐาธิราช โอรสหน่อพุทธางกูรถูกอุปโลกน์ขึ้นเป็นกษัตริย์ทั้งๆ ที่อายุเพียง ๕ พรรษา พระไชยราชาธิราช จึงกระทำรัฐประหาร และทรงรวมอำนาจไว้ที่กรุงศรีอยุธยาได้อย่างเป็นปึกแผ่นมั่นคง

ในรัชสมัยของพระไชยราชา พระสุริโยทัยทรงสมรสกับพระเฑียรราชาแล้ว และย้ายจากทางเหนือมาประทับที่กรุงศรีอยุธยา ณ "วังไชย"

พ.ศ. ๒๐๗๐ พระไชยราชาเสด็จสวรรคต พระราชโอรสองค์ใหญ่เกิดจากพระสนมเอก คือ "พระยอดฟ้า" ซึ่งมีพระชนม์เพียง ๑๐ พรรษาได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ โดยมีพระราชมารดา "แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์" เป็นผู้สำเร็จราชการแทน แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ได้ลักลอบมีความสัมพันธ์กับพันบุตรศรีเทพ ซึ่งต่อมาได้รับการสนับสนุนจากพระนางให้ขึ้นเป็นกษัตริย์นาม "ขุนวรวงศาธิราช" เมื่อพระนางมีครรภ์ ทั้งสองจึงคบคิดจับพระยอดฟ้าอันเกิดแต่พระไชยราชาสำเร็จโทษเสีย ท้าวศรีสุดาจันทร์ถูกมองว่าได้ลอบวางยาพิษพระไชยราชา เพราะพระนางมีชู้ นอกจากนี้ก็ยังฆ่าลูกของตัวเองเพื่อให้ชู้ขึ้นเป็นกษัตริย์

การแย่งชิงอำนาจทางการเมืองในช่วงนี้เป็นไปอย่างเข้มข้นและย่อมอยู่ในความรับรู้ของพระสุริโยทัยอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระเฑียรราชา เชื้อพระวงศ์สมเด็จพระไชยราชาธิราช ซึ่งเป็นไปได้ที่จะสืบต่อราชวงศ์ทรงเกรงว่า อาจมีภัยบังเกิดแก่ตนจากการชิงอำนาจกันขึ้นเป็นใหญ่ จึงเสด็จฯ หนีออกผนวชที่ "วัดราชประดิษฐาน" พระราชภารกิจของพระสุริโยทัยแห่งการเป็นพระมเหสีที่ต้องคอยตัดสินใจจัดการปัญหาต่างๆ ระหว่างพระราชสวามีออกผนวช รวมทั้งหน้าที่ของการเป็นพระมารดาในการดูแลทุกข์สุขปกป้องราชภัยของพระโอรสธิดา ย่อมเป็นสิ่งที่พระสุริโยทัยทรงแบกรับไว้ด้วยความรับผิดชอบตลอดระยะเวลาแห่งความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในวังหลวงครั้งนั้น เมื่อแผ่นดินเป็นทุรยศ ข้าราชการที่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินจึงเกิดความไม่พอใจกันมาก ขุนนางส่วนหนึ่งนำโดย ขุนพิเรนทรเทพ ปรึกษากันเห็นควรกำจัดแม่อยู่หัว ขุนวรวงศาและบุตรที่เกิดขึ้นนั้นเสีย เพื่อจะอัญเชิญพระเฑียรราชา ซึ่งทรงผนวชอยู่ กลับมาขึ้นครองราชย์ต่อไป ก่อนทำการใหญ่ครั้งนั้น ทั้งหมดตกลงกันไปเสี่ยงเทียนที่พระอุโบสถ "วัดป่าแก้ว"

หลังจากนั้นเหล่าขุนนางที่นำโดยขุนพิเรนทรเทพ ได้วางแผนลวงให้ท้าวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา เสด็จฯ ทางชลมารคเพื่อไปคล้องช้างเผือก แล้วจึงรุมจับทั้งสองและพระธิดาที่เกิดขึ้นด้วยกันนั้นฆ่าเสีย จากนั้นนำศพไปเสียบหัวประจานไว้ที่ "วัดแร้ง" พระเฑียรราชาได้ขึ้นเป็นกษัตริย์นามว่า "พระมหาจักรพรรดิ" หลังจากครองราชย์ไม่นาน พม่าทราบข่าวความระส่ำระสายในกรุงศรีอยุธยา พระเจ้ากรุงหงสาวดีจึงยกทัพมาประชิดกรุง และเกิดศึกคราวที่เราต้องสูญเสียพระสุริโยทัยขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๙๑ หากใครได้รับรู้ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระสุริโยทัย ไม่ว่าจะผ่านการค้นคว้าทางเอกสารหรือการชมภาพยนตร์ แล้วมีความสนใจอยากเยือนสถานที่จริงเพื่อดูว่า ณ ปัจจุบันเป็นเช่นไร ก็ไม่เป็นการลำบากเลยที่จะกางแผนที่อยุธยาแล้วเดินทางไปพบสถานที่รวมทั้งหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับพระสุริโยทัยเหล่านั้นด้วยตนเองตามรายละเอียดต่อไปนี้ วัดวังไชย วังของพระเฑียรราชา (พระมหาจักรพรรดิ) และพระสุริโยทัย

"วังไชย" เป็นวังเดิมของพระเฑียรราชา ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมือง ต่อมาเมื่อพระองค์ทรงครองราชสมบัติเป็น "สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ" จึงได้เสด็จฯ ย้ายไปประทับที่พระราชวังหลวง และพระราชทานวังไชยให้เป็นวัด จึงเรียกกันต่อมาว่า "วัดวังไชย" ปัจจุบันยังเหลือซากโบสถ์และพระพุทธรูปให้เห็นอยู่ ภายในบริเวณวังไชยย่อมมีตำหนักของพระสุริโยทัย พระราชโอรสและธิดา รวมทั้งข้าราชบริพารรับราชการอยู่กับพระเฑียรราชา ที่พักของไพร่พล ของทาส โรงครัว โรงอาวุธ โรงช้าง โรงม้า ยุ้งฉาง และอื่นๆ

ในเอกสาร "จดหมายเหตุพระสุริโยไท" ของ หม่อมเจ้า ชาตรีเฉลิม ยุคล ทรงกล่าวถึงวังไชยไว้ว่า...อาณาเขตของวังกว้างขวาง ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ระเนียดและมีคูน้ำล้อมรอบอีกชั้น ภายในตัววังจะถูกแบ่งเป็นสามส่วน คือส่วนหน้า ซึ่งจะเป็นส่วนที่พระเฑียรราชาใช้เป็นที่ว่าราชการ จะมีพระที่นั่งเป็นตึกก่ออิฐถือปูน แล้วย้ายมาอยู่ริมน้ำ ตัวพระที่นั่งเองก็คงถูกดัดแปลงเป็นโบสถ์ ซึ่งซากของโบสถ์ก็ยังคงเหลืออยู่พอให้มองเห็นว่ารูปร่างของพระที่นั่งควรจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร (พระประธานที่ตั้งอยู่ในโบสถ์เห็นได้ชัดเจนว่าจำลองมาจากพระพุทธชินราชของพิษณุโลก จากฐานบัวคว่ำบัวหงายที่เป็นศิลปะของพิษณุโลก ไม่ใช่ของอยุธยา)...

หลักฐานที่ยืนยันการมีอยู่แต่เดิมของวังไชย คือหนังสือแผนที่ของพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่าในสมัยรัชกาลที่ ๕ ผู้ทำการศึกษาสำรวจจัดทำหนังสือและแผนผังของอยุธยา ซึ่งระบุไว้ว่า "ด้านขื่อปัดจิมทิศ แต่หัวเลี้ยววังไชยมาบ้านชีย มีปตูช่องกุดสามช่อง แล้วมาถึงปตูใหญ่ชื่อปตูคลองแกลบ ๑ แล้วมีปตูช่องกุดสองช่องมาถึงปตูใหญ่ชื่อปตูถ้าพระวังหลัง ๑ แล้วมีปตูช่องกุดสองช่องมาถึงปตูใหญ่ชื่อปตูคลองฉางมหาไชย ๑ แล้วมีปตูช่องกุดสามช่องมาถึงปตูใหญ่ชื่อปตูคลองฝาง ๑ แลมาถึงป้อมปืนตรงแม่น้ำหัวแหลมสุดด้านขื่อประจิมทิศ" วัดราชประดิษฐาน วัดที่พระเฑียรราชา หนีราชภัยทางการเมืองออกผนวช วัดราชประดิษฐานนี้ตั้งอยู่ริมปากคลอง "ประตูข้าวเปลือก" ฝั่งตะวันตก ภายในกำแพงพระนคร ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอารามหลวงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ส่วนคลองที่เรียกกันว่า "คลองประตูข้าวเปลือก" นั้น เป็นคลองที่แยกจากคลองเมือง (แม่น้ำลพบุรีเก่า) ตรงออกไปแม่น้ำทางด้านใต้พระนคร ปากคลองทางโน้นเรียกว่า "คลองประตูจีน" คลองที่ปากคลองประตูข้าวเปลือกนี้ มีป้อมเก่าแก่เรียกกันว่า "ป้อมประตูข้าวเปลือก" มีช่องปืนสำหรับยิงตรงออกไปจากกำแพงป้อมละ ๒ ช่อง สำหรับยิงกวาดตามเชิงกำแพงเมืองป้อมละ ๘ ช่อง ซึ่งยังปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน หลังจากเสียกรุงแล้ว วัดราชประดิษฐานก็ถูกทิ้งเป็นวัดร้างและชำรุดทรุดโทรม

ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ขุนศรีสงคราม (เฮา ศรีคชินทร์) ซึ่งรับราชการอยู่ในสังกัดกรมคชบาล ได้มีจิตศรัทธาบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชประดิษฐานขึ้นใหม่ให้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษามาจนทุกวันนี้ อาณาเขตวัดปัจจุบันได้รวม ๓ วัดเข้าด้วยกันคือ วัดท่าทราย วัดสุวรรณาวาส (วัดกลาง) และวัดคงคา วิหาร อุโบสถหลังเก่ามีผนังมีภาพเขียนสมัยอยุธยาเป็นรูปภาพสมัยครั้งคนไทยไว้ผมยาว แต่ทางวัดได้รื้อและปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ ตามรากฐานอุโบสถของเดิม ซึ่งมีใบเสมาคู่หินทรายแดงเป็นหลักฐาน ฉะนั้นสิ่งที่เห็นในวันนี้ทั่วบริเวณวัดและพระอุโบสถจึงเป็นสิ่งก่อสร้างใหม่ที่ล้วนไม่มีร่องรอยทางประวัติศาสตร์เหลืออยู่แล้ว

วัดใหญ่ชัยมงคล (วัดป่าแก้ว) วัดที่พระเฑียรราชาเสี่ยงเทียนก่อนขึ้นเป็นกษัตริย์ พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขากล่าวความถึงตอนนี้ไว้ว่า "ครั้นอธิษฐานเสร็จแล้วก็จุดเทียนทั้งสองเล่มนั้นเข้า ฝ่ายขุนพิเรนทรเทพไปถึง เห็นเทียนของขุนวรวงศายาวกว่าเทียนพระเฑียรราชาก็โกรธ จึงว่าห้ามมิให้ทำสิขืนทำเล่าก็คายชานหมากดิบทิ้งไป จะได้ตั้งใจทิ้งเอาเทียนขุนวรวงศาธิราชนั้นก็หามิได้ เป็นศุภนิมิตเหตุพอไปต้องเทียนขุนวรวงศาธิราชนั้นดับลง คนทั้งห้าก็บังเกิดโสมนัสยินดียิ่งนัก" หลังเทียนของขุนวรวงศาดับลง นั่นแสดงว่าพระเฑียรราชามีบุญบารมีที่จะขึ้นครองราชย์

คณะของขุนพิเรนทรเทพจึงวางแผนกำจัดท้าวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศาเสีย แล้วยกพระเฑียรราชาขึ้นเป็นกษัตริย์พระนามว่า "สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ" "วัดป่าแก้ว" ปัจจุบันคือวัดใหญ่ชัยมงคล พระอุโบสถที่ทำการเสี่ยงเทียน ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่บนฐานเดิม ให้อยู่ในโอบล้อมของซากโบสถ์เดิมที่ยังเห็นได้ในปัจจุบัน แต่ดั้งเดิมวัดนี้ชื่อวัด "เจ้าพญาไท" ต่อมาเรียกว่า "วัดป่าแก้ว" เพราะเป็นที่ประทับของพระราชาคณะของสงฆ์นิกายวนรัตน (แปลว่า ป่าแก้ว) ซึ่งมีราชทินนามในสมณศักดิ์ว่า สมเด็จพระวนรัตน วัดนี้เป็นที่ตั้งของเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยา (เป็นเจดีย์ทรงระฆัง สูงประมาณ ๖๐ เมตร) มีหลักฐานในพระราชพงศาวดารเหนือระบุว่าสร้างขึ้นก่อนกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสอดคล้องกับเทคนิคการก่อสร้างแบบก่ออิฐไม่สอปูน อันเป็นเทคนิคการก่อสร้างก่อนสมัยอยุธยา แต่คนทั่วไปมักเชื่อว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งเล่ากันว่า เมื่อพระนเรศวรได้ชัยชนะในการทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งพม่าใน พ.ศ. ๒๑๓๕ สมเด็จพระวันรัตนได้ขอพระราชทานอภัยโทษแก่นายทัพนายกองที่ตามเสด็จไม่ทัน และได้กราบบังคมทูลให้ทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่เฉลิมพระเกียรติที่ตำบลหนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรี และที่วัดเจ้าพญาไท ให้เป็นคู่กับเจดีย์ภูเขาทองที่พระเจ้าหงสาวดีสร้างไว้ ขนานนามว่า พระเจดีย์ชัยมงคล แต่เรียกเป็นสามัญว่า พระเจดีย์ใหญ่ ต่อมาจึงเรียกชื่อวัดนี้อีกชื่อหนึ่งว่า วัดใหญ่ชัยมงคล

อย่างไรก็ดี การก่อสร้างเจดีย์วัดใหญ่ในสมัยพระนเรศวรนี้ไม่ปรากฏหลักฐานในเอกสารใดๆ ยืนยัน นอกจากในหนังสือ "ไทยรบพม่า" ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์เท่านั้น คลองปลาหมอ วัดแร้ง คลองปลาหมอเป็นบริเวณที่กองกำลังของ "ขุนพิเรนทรเทพ" ดักอยู่เพื่อลอบปลงพระชนม์แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศาขณะเสด็จฯ ทางชลมารค ปัจจุบันตื้นเขินแล้วและมีบ้านเรือนขึ้นเต็มสองฝั่ง ไม่มีป้ายเขียนบอกหรือสิ่งใดระบุไว้ นอกจากต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรืออาศัยถามชาวบ้านเก่าแก่ เช่นเดียวกับ "วัดแร้ง" ที่เสียบหัวประจานท้าวศรีสุดาจันทร์ ที่เหลือเพียงฐานอิฐเก่าซึ่งยากจะจินตนาการถึงลักษณะวัดทั้งหลังได้ รวมทั้งทางเข้าก็ต้องบุกป่าดงหญ้าเข้าไปในเส้นทางที่ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าบริเวณนั้นจะมีซากโบราณสถานหลงเหลืออยู่ นอกเสียจากว่าต้องมีผู้รู้พานำเข้าไป

หมู่บ้านโปรตุเกส ชาวโปรตุเกสเข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๕๔ โดยส่งทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา ดังนั้น ในสมัยพระสุริโยทัยดำรงพระชนม์อยู่ จึงมีชาวโปรตุเกสเข้ามาเผยแผ่ศาสนาและรับราชการทหารอยู่บ้างแล้ว นักเดินทางชาวโปรตุเกส เมนเดส ปินโต ยังได้บันทึกถึงบ้านเมืองกรุงศรีอยุธยาตอนต้นเป็นหนังสือชื่อ "The Travels of Mendes Pinto" (บันทึกราว พ.ศ. ๒๑๑๒-๒๑๒๑) ซึ่งถือว่าใกล้เคียงเหตุการณ์สมัยนั้นมากที่สุด เพราะเป็นบันทึกหลังพระสุริโยทัยสิ้นพระชนม์เพียง ๒๐ ปี ชาวโปรตุเกสได้รับอนุญาตให้อยู่เป็นชุมชนในอำเภอสำเภาล่ม และอำเภอเมือง บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตกอยู่ทางใต้ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา

ปัจจุบันที่ดินแห่งนี้ ปรากฏมีโบราณสถานอยู่รวม ๓ แห่ง คือ ซานเปาโล ซานเดอมิงโก และซานเปรโด ซึ่งเข้าใจว่าเป็นโบสถ์คริสต์ที่พระเจ้าทรงธรรมโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวโปรตุเกส นับเป็นโบสถ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นในแผ่นดินไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ กรมศิลปากรและมูลนิธิกุลเบงเกียน ประเทศโปรตุเกสได้เข้ามาดำเนินการขุดแต่งบูรณะโบราณสถานบริเวณหมู่บ้านโปรตุเกส โดยเริ่มขุดแต่งโบราณสถานซานเปรโดขึ้นก่อน จากการขุดแต่งได้พบหลักฐานทางโบราณคดีสำคัญคือพบซากของโบราณสถานโครงกระดูก และเครื่องปั้นดินเผาภายในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก วัดสวนหลวงสบสวรรค์ และเจดีย์ศรีสุริโยทัย หลังยุทธหัตถี

เมื่อสมเด็จพระสุริโยทัยสิ้นพระชนม์กลางศึกแล้ว สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเชิญพระศพมาไว้ที่สวนหลวง ครั้นเสร็จศึกจึงปลูกพระเมรุทำพระศพและสถาปนาบริเวณที่ปลงพระศพขึ้นเป็นวัด ชื่อว่า "วัดสบสวรรค์" อุทิศให้แก่สมเด็จพระสุริโยทัย อันเป็นลักษณะการสร้างอนุสาวรีย์ตามคติแบบไทย ที่ถือเอาทั้งวัดซึ่งย่อมประกอบด้วยเจดีย์บรรจุพระอัฐิ โบสถ์ วิหาร และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ เป็นอนุสรณ์สถาน ต่างจากการสร้างรูปเคารพหรือสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งโดดๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกับวัดดังเช่นปัจจุบัน

หลังสงคราม พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาถูกทำลายอย่างย่อยยับ วัดสบสวรรค์ถูกทิ้งร้างเนิ่นนานต่อมา มีสิ่งก่อสร้างหลายอย่างเกิดขึ้นในบริเวณนี้และใกล้เคียง ปลายรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้มีการรื้อถอนทำลายซากโบราณสถานบริเวณนี้เพื่อตั้งเป็นกรมทหารมณฑลกรุงเก่า โดยไม่มีใครรู้ประวัติความเป็นมาของวัดนี้

พ.ศ. ๒๔51 สองปีให้หลัง พระยาโบราณราชธานินทร์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่าได้ทำหนังสือ "อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยา" ขึ้น ซึ่งระบุว่า กรมทหารที่จะสร้างใหม่นั้นตั้งตรงบริเวณที่เคยเป็นสวนหลวงและวัดสบสวรรค์ซึ่งเคยเป็นที่ไว้พระอัฐิพระสุริโยทัย แต่การถางทำลายพื้นที่ได้กระทำลงไปแล้วตามความจำเป็นของการก่อสร้าง มีผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเจดีย์ที่บรรจุพระอัฐิสมเด็จพระสุริโยทัยน่าจะเป็นพระเจดีย์องค์ระฆังในทรงกลม อยู่คู่กับเจดีย์แบบเดียวกันอีกองค์หนึ่งซึ่งบรรจุพระอัฐิของพระราชบุตรีที่ตามเสด็จออกลองกำลังข้าศึกและสิ้นพระชนม์ในคราวนั้นด้วย ดังมีระบุไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ แต่เจดีย์ทั้งสององค์นี้สันนิษฐานว่าอาจถูกรื้อทิ้งไปพร้อมซากโบราณสถานต่างๆ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างไรก็ดี ยังคงเหลือเจดีย์ใหญ่อยู่องค์เดียวจากการรื้อถอน

พ.ศ. ๒๔๕๔ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบ จึงสถาปนาให้เจดีย์ที่เหลืออยู่องค์เดียวในบริเวณนั้นว่า "เจดีย์ศรีสุริโยทัย" ซึ่งเป็นชื่อที่เราเรียกกันสืบมาจนปัจจุบัน ถือเป็นการสถาปนาอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญและเสียสละของสมเด็จพระสุริโยทัยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

หากพิจารณาเครื่องทองและวัตถุมีค่าที่พบในเจดีย์ศรีสุริโยทัย โดยเฉพาะเจดีย์หกเหลี่ยม (จำลอง) บรรจุผอบทอง ทำจากหินควอทซ์ รอบฐานตั้งเครื่องสูงโดยรอบ ภายในองค์เจดีย์ประดิษฐานผอบทอง ซึ่งบรรจุพระอัฐิธาตุ (อัฐิของพระสุริโยทัย) นั่นแสดงว่า "เจดีย์ศรีสุริโยทัย" ต้องเคยเป็นพระเจดีย์องค์สำคัญของวัดสวนหลวงสบสวรรค์มาก่อน และจากการศึกษารูปแบบของเจดีย์นี้อย่างละเอียด

ศาสตราจารย์ ดร.สันติ เล็กสุขุม นักประวัติศาสตร์ศิลปะแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากรก็สามารถยืนยันได้ว่า เจดีย์ศรีสุริโยทัยมีรูปแบบการก่อสร้างเก่าแก่ย้อนได้ไปถึงสมัยพระเจ้าจักรพรรดิอย่างแน่นอน แต่ยังมิอาจสรุปได้อย่างชัดเจนว่าเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระอัฐิพระสุริโยทัยหรือไม่ ซึ่งยังต้องมีการศึกษาค้นคว้ากันต่อไป

นอกจากการสถาปนา "เจดีย์ศรีสุริโยทัย" แล้ว รัชกาลที่ ๖ ยังทรงสร้าง "อนุสาวรีย์เทิดพระเกียรติสมเด็จพระสุริโยทัย" พร้อมจารึกข้อความสดุดีวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ไว้ทางทิศเหนือของเจดีย์ ๘๐ เมตร บริเวณหน้ากรมทหาร ซึ่งคนส่วนใหญ่มักคิดไปว่านั่นเป็นอนุสาวรีย์ทหารผ่านศึก เพราะมีการนำอัฐิของทหารที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ ๑ มาไว้ใกล้กัน และยังจัดพื้นที่ให้ดูเหมือนตัดขาดจากองค์เจดีย์อีกด้วย พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา วัตถุมีค่าที่ค้นพบใน "เจดีย์ศรีสุริโยทัย" คราวบูรณะองค์พระเจดีย์ศรีสุริโยทัยครั้งใหญ่ปี พ.ศ. ๒๕๓๓ อันได้แก่ พระพุทธรูปปางมารวิชัยและเจดีย์ทรงกลมทำจากหินควอทซ์ รวมทั้งผอบทองที่บรรจุพระอัฐิธาตุภายในเจดีย์แก้วหกเหลี่ยม แผ่นทอง ฯลฯ ได้ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

 

พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา

พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา ตั้งอยู่ที่ตำบลประตูชัย เยื้องสถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของไทยที่มีรูปแบบการจัดแสดงแผนใหม่โดยนำหลักแสงมาใช้จัดแสดง และไม่ตั้งวัตถุแน่นจนเกินไป โบราณวัตถุที่ค้นพบ เช่น เครื่องทองที่ขุดพบจากกรุวัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ รวบรวมไว้ในห้องมหรรฆภัณฑ์ มีเครื่องราชูปโภคทองคำ ทองกร พาหุรัด ทับทรวง เครื่องประดับ เศียรสำหรับชายหญิง พระแสงดาบฝักทองคำประดับพลอย รวมทั้งพระอัฐิธาตุที่ขุดพบจากพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย

พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย "ทุ่งมะขามหย่อง" เป็นบริเวณที่กองทัพไทยปะทะกับทัพพม่าในศึกที่พระสุริโยทัยสิ้นพระชนม์บนคอช้างครั้งนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงมีน้ำพระราชหฤทัยมุ่งที่จะเทิดทูนพระเกียรติคุณและวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของพระสุริโยทัย จึงโปรดฯ ให้สร้างพระราชานุสาวรีย์ขึ้น ณ สถานที่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลบ้านใหม่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินี้ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ แล้วเสร็จในปี ๒๕๓๘ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๒๙๘ ล้านบาท กินเนื้อที่ทั้งหมดถึง ๒๕๗ ไร่ โดยจัดเป็นสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นอ่างเก็บน้ำสำหรับเกษตรกร และจำลองสถานที่ทางประวัติศาสตร์ให้รำลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญเสียสละของพระสุริโยทัย

เคยมีคดีประหลาดพาดหัวข่าวเมื่อต้นปี ๒๕๔๒ ให้ขบขันเกี่ยวกับพระราชานุสาวรีย์นี้ว่า มีคนปีนขึ้นไปหักดาบทหารที่พิทักษ์เท้าช้างพระสุริโยทัย แถมยังหักให้งออีกตั้ง ๖ เล่มอย่างน่าสงสัย ชายผู้นั้นหลังถูกตำรวจจับให้การว่า ดาบทหารของพระสุริโยทัยพุ่งชี้ไปทางบ้านของเขาเลยเกิดมีแต่เรื่องเดือดร้อน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยาได้รับแจ้งเหตุเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ หลังสอบสวนสรุปความได้ว่า ช่วงนั้นมีการทำความสะอาดอนุสาวรีย์ จึงมีนั่งร้านทิ้งไว้ ชายผู้นั้นซึ่งเคยต้องโทษมียาเสพติดในครอบครอง คงกำลังเมาค้างช่วงฉลองปีใหม่จึงปีนขึ้นไปหักดาบ งอดาบด้วยความเพี้ยน กระนั้นก็ทำให้เกิดค่าเสียหายทั้งหมดถึงหนึ่งแสนสามหมื่นบาท ถึงป่านนี้คงปิดคดีความไปเรียบร้อยแล้ว ภาพวาดพระสุริโยทัยชนช้าง ภาพวาดพระสุริโยทัยชนช้าง เป็นฝีพระหัตถ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ได้รับรางวัลที่ ๓ จากการ "ประกวดภาพวาดประวัติศาสตร์และวรรณคดีไทย"

พ.ศ. ๒๔๓๐ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ส่วนภาพที่ได้รางวัลที่ ๑ คือภาพช้างพระมหาอุปราชแทงช้างพระที่นั่งในแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงวาดเช่นกัน (รางวัลที่ ๑ สมัยนั้นได้เงิน ๑ ชั่ง ๔๐ บาท ลูกปืน ๑) รางวัลที่ ๒ เป็นภาพตีเมืองสวางคบุรี ในแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี หลวงสุวรรณสิทธิ วาด ปัจจุบันบางส่วนของภาพวาดเหตุการณ์สำคัญในพงศาวดารและฉากในวรรณคดีไทยประกอบโคลงบรรยายภาพที่เข้าร่วมในงาน ได้ประดับอยู่ใน "พระที่นั่งวโรภาสพิมาน" พระราชวังบางปะอิน พระที่นั่งวโรภาสพิมาน เป็นพระที่นั่งทรงตึกชั้นเดียว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงโปรดฯ ให้สร้างขึ้นตรงบริเวณที่ประทับเดิมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๑๙ เมื่อแรกสร้างเป็นอาคารตึก ๒ ชั้น ต่อมาได้ดัดแปลงรื้อลงเป็นชั้นเดียว ใช้เป็นที่ประทับและมีท้องพระโรงเสด็จออกว่าราชการภายในห้องโถงรับรองและห้องทรงพระสำราญ ปัจจุบันพระที่นั่งวโรภาสพิมานมิได้เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชม เพราะยังใช้เป็นที่ประทับเมื่อมีการเสด็จแปรพระราชฐานยังพระราชวังบางปะอิน พระพุทธสุริโยทัยสิริกิติทีฆายุมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กองบัญชาการทหารสูงสุด ดำเนินการสร้างพระพุทธปฏิมากร "พระพุทธสุริโยทัยสิริกิติทีฆายุมงคล" เพื่อประดิษฐานในองค์พระเจดีย์ และทำพระราชพิธีสมโภชพระเจดีย์ศรีสุริโย พร้อมเปิดอาคารนิทรรศการเกียรติประวัติของสมเด็จพระสุริโยทัย ในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๓๔

             ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิชัย สิทธิรัตน์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้เขียนแบบและปั้นองค์พระพุทธปฏิมากร เป็นพระพุทธปฏิมากรทรงเครื่อง ปางประทานพร สมัยอยุธยาตอนกลาง ก่อนจะมีการปั้นหุ่นหล่อองค์พระพุทธปฏิมากรที่ทรงพระราชอุทิศนี้ ทรงโปรดฯ ให้ตั้งการพิธีมังคลาภิเษก เสกดินและน้ำพุทธมนต์ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อนำไปใช้ประกอบกรรมวิธีปั้นผิวนอกพระพุทธปฏิมากรที่จะหล่อ ในการนั้น กองบัญชาการทหารสูงสุดได้จัดสร้างพระพุทธปฏิมากรองค์ทองคำและเงิน ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นอกจากนี้ยังผลิตเนื้อโลหะปิดทองและเนื้อโลหะรมดำ รวมทั้งเหรียญรูปไข่ เพื่อให้ประชาชนผู้มีความเลื่อมใสในพระมหากรุณาธิคุณพระสุริโยทัยได้มีโอกาสนำไปสักการบูชา ทุกก้าวที่ได้เหยียบย่างไปยังสถานที่ต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับพระสุริโยทัย ห้วงความคิดในอดีตที่ขาดหายไปคงได้รับการปะติดปะต่อให้เป็นรูปร่าง จุดประกายให้จินตนาการไปถึงบ้านเมืองกรุงศรีอยุธยาในช่วงที่มีความเปลี่ยนแปลงและเผชิญกับเหตุการณ์คับขัน สะท้อนด้านดีเลวของมนุษย์ที่มีทั้งความซื่อสัตย์ และแก่งแย่งช่วงชิง มองเห็นสัจธรรมแห่งความรุ่งโรจน์และร่วงโรยในอดีต... หนึ่งช่วงชีวิตของ "พระสุริโยทัย" ที่เรากำลังเดินตามคงทำให้เรามองเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์และโบราณสถานทุกแห่งที่ยังหลงเหลืออยู่ อย่างที่ใครๆ มักบอกกันเสมอว่า ก้อนดิน ก้อนอิฐทุกก้อนในกรุงศรีอยุธยานั้น ล้วนแล้วแต่มีความหมาย หนึ่งช่วงชีวิต..."พระสุริโยทัย"

 

วัดสวนหลวงสบสวรรค์ อยู่ในเกาะเมืองด้านทิศตะวันตก (บริเวณกรมทหารเก่า) สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ โปรดให้จัดพระราชพิธี ทำพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระอัครมเหสี พระศรีสุริโยทัย ที่ในสวนหลวง ภายในวัดสบสวรรค์ แล้วโปรดให้สร้างพระอารามขึ้นตรงพระเมรุ มีเจดีย์สูงใหญ่สี่เหลี่ยม ย่อไม้มุมสิบสอง บรรจุพระอัฐิสมเด็จพระศรีสุริโยทัย พระอารามที่โปรดให้สร้างขึ้นที่สวนหลวง กับวัดสบสวรรค์ จึงรวมเรียกว่า " วัดสวนหลวงสบสวรรค์ " ปัจจุบันยังมีพระสถูปเจดีย์องค์ใหญ่เป็นสำคัญ เรียกว่า เจดีย์พระศรีสุริโยทัย

 

ประวัติ

• พ.ศ. 2081 พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ได้ยกทัพเข้ามารุกรานอาณาจักรไทย

• พ.ศ. 2091 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นเสวยราชสมบัติ หลังจากขึ้นครองราชได้เพียง 7 เดือน สมเด็จพระศรีสุริโยทัย ถูกพระเจ้าแปรฟันด้วยพระแสงของ้าวที่พระอังสาขาดสะพายแล่น สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ได้มีการสอบสวนตำแหน่งสถานที่ต่างๆที่กล่าวถึงในพงสาวดาร เพื่อเรียบเรียงเป็นหนังสือประชุมพงศาวดารขึ้น จึงเป็นเหตุให้ทราบถึงตำแหน่งของวัดสบสวรรค์ และพบเจดีย์พระศรีสุริโยทัย

 


วิหารพระมงคลบพิตร ตั้งอยู่ที่ บ้านเกาะเมือง ตำบลประตูชัย อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทางทิศใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์

 

ประวัติ

วิหารพระมงคลบพิตร สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ราวแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยตามพงศาวดารวิหารพระมงคลบพิตรนั้น เดิมประดิษฐานอยู่ด้านทิศตะวันออกของ พระราชวังหลวง เคยประดิษฐานอยู่กลางแจ้งที่วัดชีเชียงมาก่อน ในปี พ.ศ. ๒๑๔๖ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดฯ ให้ชลอมาไว้ทางด้านทิศตะวันตก แล้วให้สร้างมณฑปขึ้นครอบไว้ โดยมีหลักฐานจากภาพวาดของชาวตะวันตกที่เข้ามาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ว่ามีลักษณธคล้ายๆมณฑป

 

ปี พ.ศ. ๒๒๔๖ แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือ ยอดมณฑปต้องอสุนีบาต(ฟ้าผ่า) ไฟไหม้เครื่องบนมณฑปหักพังลงมาต้องพระเศียรหัก สมเด็จพระเจ้าเสือ จึงโปรดฯให้แปลงมณฑปเป็นวิหารแต่ยังคงส่วนยอดของมณฑปไว้ แล้วซ่อมพระเศียรพระพุทธรูปใหม่ กระทั่งในรัชกาล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงบูรณะปฎิสังขรณ์ใหม่หมด เปลี่ยนหลังคาคล้ายในปัจจุบัน



เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งสุดท้ายวิหารและพระพุทธรูปถูกไฟไหม้ ชำรุดทรุดโทรม เครื่องบนวิหารหักลงมาต้องพระเมาฬี และพระกรข้างขวาหัก

 

พระมงคลบพิตร เมื่อก่อนการบูรณะในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ สมัยพระยาโบราณราชธานินทร์ ตำแหน่งสุมุหเทศาภิบาลมณฑล อยุธยา คุณหญิงอมเรศร์สมบัติซึ่งเป็นภรรยาของพระยาโบราณราชานินท์ ได้ขอยื่นเรื่องซ่อมแซมวิหาร แต่รัฐบาลไม่อนุญาต เนื่องจากต้องการที่จะให้พระกลางแจ้งเหมือนไดบุซึของญี่ปุ่น

ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ รัฐบาลสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เริ่มการบูรณะปฎิสังขรณ์พระวิหารและองค์พระพุทธเสียใหม่ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้


ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ รัฐบาลบูรณะพระมงคลบพิตร กรมศิลปากรได้พบพระพุทธรุปบรรจุไว้ในพระพาหา(แขน)เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม

 

พระมงคลบพิตร

พระมงคลบพิตร วิหารพระมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระมงคลบพิตร เป็นพระพุทธรูปใหญ่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์องค์เดียวในประเทศไทย ลงรักปิดทองมีแกนเป็นอิฐ ส่วนผิวนอกบุด้วยสำริด ทำเป็นท่อนๆมาเชื่อมกัน สูง ๑๒.๕๔ เมตร หน้าตักกว้าง ๔ วาเศษ สันนิษฐานว่าสร้า่งในสมัยสมเด็จพระไชยราชา ราวพ.ศ. ๒๐๘๑ เดิมประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ทรงโปรดเกล้าให้อัญเชิญมาไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์


วิหารพระมงคลบพิตร ที่ตั้ง เกาะเมือง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วิหารพระมงคลบพิตร ตั้งอยู่ที่ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา ทางทิศใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์

ประวัติ สันนิษฐานกันว่า สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นราวแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยตามพงศาวดารวิหารพระมงคลบพิตรนั้น เดิมประดิษฐานอยู่ด้านทิศตะวันออกของ พระราชวังหลวง บางคนสันนิษฐานว่า เคยประดิษฐานอยู่กลางแจ้งที่วัดชีเชียงมาก่อน

 

ในปี พ.ศ. ๒๑๔๖ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดฯ ให้ชลอมาไว้ทางด้านทิศตะวันตก แล้วให้สร้างมณฑปขึ้นครอบไว้ โดยมีหลักฐานจากภาพวาดของชาวตะวันตกที่เข้ามาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ว่าเป้นรูปร่างคล้ายๆมณฑป

 

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๒๔๖ แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือ ยอดมณฑปต้องอสุนีบาต(ฟ้าผ่า) ไฟไหม้เครื่องบนมณฑปหักพังลงมาต้องพระเศียรหัก สมเด็จพระเจ้าเสือ จึงโปรดฯให้แปลงมณฑปเป็นวิหารแต่ยังคงส่วนยอดของมณฑปไว้ แล้วซ่อมพระเศียรพระพุทธรูปใหม่ กระทั่งในรัชกาล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงบูรณะปฎิสังขรณ์ใหม่หมด เปลี่ยนหลังคาคล้ายในปัจจุบัน

เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งสุดท้ายวิหารและพระพุทธรูปถูกไฟไหม้ ชำรุดทรุดโทรม เครื่องบนวิหารหักลงมาต้องพระเมาฬี และพระกรข้างขวาหัก

 

พระมงคลบพิตร เมื่อก่อนการบูรณะ

 

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ สมัยพระยาโบราณราชธานินทร์ ตำแหน่งสุมุหเทศาภิบาลมณฑล อยุธยา คุณหญิงอมเรศร์สมบัติซึ่งเป็นภรรยาของพระยาโบราณราชานินท์ ได้ขอยื่นเรื่องซ่อมแซมวิหาร แต่รัฐบาลไม่อนุญาต เนื่องจากต้องการที่จะให้พระกลางแจ้งเหมือนไดบุซึของญี่ปุ่น

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ รัฐบาลสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงได้เริ่มการบูรณะปฎิสังขรณ์พระวิหารและองค์พระพุทธเสียใหม่ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้

ในคราวบูรณะพระมงคลบพิตรในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ กรมศิลปากรได้พบพระพุทธรุปบรรจุไว้ในพระพาหา(แขน)เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม

 

พระมงคลบพิตร

พระมงคลบพิตร วิหารพระมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พระมงคลบพิตร เป็นพระพุทธรูปใหญ่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์องค์เดียวในประเทศไทย ลงรักปิดทองมีแกนเป็นอิฐ ส่วนผิวนอกบุด้วยสำริด ทำเป็นท่อนๆมาเชื่อมกัน สูง ๑๒.๕๔ เมตร หน้าตักกว้าง ๔ วาเศษ สันนิษฐานว่าสร้า่งในสมัยสมเด็จพระไชยราชา ราวพ.ศ. ๒๐๘๑ เดิมประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ทรงโปรดเกล้าให้อัญเชิญมาไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์



พบุรี

 

ศาลพระกาฬ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของพระปรางค์สามยอด ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี สร้างด้วยศิลาแลงเรียงซ้อนกันเป็นฐานสูง แต่ก่อนเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ศาลสูง" ทับหลัง ซึ่งทำด้วยศิลาทรายสลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 วางอยู่ติดฝาผนังวิหารหลังเล็กชั้นบน ณ ที่นี้ได้พบหลักศิลาจารึกแปดเหลี่ยมจารึกอักษรมอญโบราณ พ.ศ. 2494 โดยสร้างทับบนรากฐานเดิมที่สร้างไว้ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภายในวิหารประดิษฐานพระนารายณ์ประทับยืน

ในบริเวณรอบศาลพระกาฬมีลิงประมาณ 300 ตัว เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดลพบุรี บริเวณนี้มีต้นกร่างขนาดใหญ่ เป็นที่อาศัยของลิง เมื่อมีคนนำอาหารและผลไม้มาไหว้ที่ศาลพระกาฬ ลิงได้เข้ามากินอาหาร

 


าลลูกศร ลูกศรพระราม หรือศาลหลักเมืองลพบุรี ตั้งอยู่ในตลาดลพบุรี ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี

 

ตำนาน

กำเนิดเมืองลพบุรี สอดคล้องกับพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ ลูกศรที่พระรามแผลงมาตกที่ทะเลนั้นมีอิทธิฤทธิ์ร้อนแรงมาก หากลูกศรตกลงสู่ทะเล นำ้ทะเลก็เหือดแห้งไปหมด ดินบริเวณทะเลและใกล้เคียงถูกความร้อนจนสุกเป็นสีขาว ลูกศรนี้ต้องอยู่ในนำ้ ถ้าปล่อยให้แห้งจะร้อนและเกิดไฟเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่โดยรอบ

 

ชาวลพบุรีจึงเลือกพื้นที่บริเวณใกล้แม่นำ้ลพบุรีสร้างศาล และสร้างอ่างนำ้เพื่อแช่ลูกศร คอยระวังดูแลไม่ให้นำ้ในอ่างแห้ง ศาลนี้เรียกว่า "ศาลลูกศร" หรือ ลูกศรพระราม ตามตำนานเมืองลพบุรี

 

หลักเมืองลพบุรี คือลูกศรพระรามกลายเป็นหินสีเขียว ที่จะต้องหล่อน้ำล้อมรอบตลอดเวลา หากน้ำแห้งจะเกิดไฟไหม้เมืองลพบุรี ดังที่เคยเกิดเพลิงไหม้ตลาดครั้งใหญ่ เหลือรอดเพียงศาลลูกศรแห่งนี้เท่านั้น นอกจากนั้นยังเป็นที่สักการะรูปเคารพของชาวจีน ได้แก่ เทพเจ้าปุนเถ่ากง ปุนเถ่าม่า เจ้าพ่อกวนอู และเจ้าพ่อเขาตก และช่วยกันเติมน้ำไม่ให้ลูกศรแห้ง ศาลหลักเมือง หรือศาลลูกศร ตั้งอยู่ถนนสายริมน้ำหลังวัดปืนใหญ่ ใกล้กับบ้านวิชาเยนทร์ ตัวศาลาเป็นตึกเล็กๆ มีเนื้อที่ประมาณ ๑๒ ตารางเมตร มีแท่งหินแท่งหนึ่งโผล่เหนือระดับพื้นดินขึ้นมา สูงประมาณ ๑ เมตร เป็นศาลเจ้าหลักเมืองโบราณที่เรียกว่า ศาลลูกศร

 

สมเด็จกรมพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงนิพนธ์เกี่ยวกับศาลลูกศรไว้ในตำนานเมืองลพบุรีว่า "หลักเมืองลพบุรี อยู่ทางตลาดข้างเหนือวัง เรียกกันว่า ศรพระราม จะมีมาแต่ก่อนสมัยขอมฤาเมื่อครั้งขอมทราบไม่ได้แน่ ที่เรียกกันว่า ศรพระรามนั้นเกิดแต่เอาเรื่องรามเกียรติ์สมมติฐานเป็นตำนานของเมืองนี้ คือเมื่อเสด็จศึกทศกัณฑ์พระรามกลับไปครองเมืองอโยธยาแล้ว จะสร้างเมืองประทานตรงนั้น ลูกศรพระรามไปตกบนภูเขาบันดาลให้ยอดเขานั้นราบลง หนุมานตามไปถึงจึงเอาหางกวาดดินเป็นกำแพงเมืองหมายไว้เป็นสำคัญ แล้วพระวิษณุกรรมลงมาสร้างเมือง ครั้นเสร็จแล้วพระรามจึงประทานนามว่า "เมืองลพบุรี" ด้วยเหตุนี้จึงอ้างกันมาก่อนว่า หลักเมืองนั้นคือลูกศรพระรามที่กลายเป็นหิน และเนินดินตามกำแพงเมืองที่ยังปรากฏอยู่เป็นของหนุมานที่เอาหางกวาดทำไว้ หลักเมืองลพบุรี คือลูกศรพระรามกลายเป็นหินสีเขียว ที่จะต้องหล่อน้ำล้อมรอบตลอดเวลา หากน้ำแห้งจะเกิดไฟไหม้เมืองลพบุรี ดังที่เคยเกิดเพลิงไหม้ตลาดครั้งใหญ่ เหลือรอดเพียงศาลลูกศรแห่งนี้เท่านั้น นอกจากนั้นยังเป็นที่สักการะรูปเคารพของชาวจีน ได้แก่ เทพเจ้าปุนเถ่ากง ปุนเถ่าม่า เจ้าพ่อกวนอู และเจ้าพ่อเขาตก และช่วยกันเติมน้ำไม่ให้ลูกศรแห้ง

ศาลลูกศร หรือ ลูกศรพระราม ตั้งอยู่ในตลาดลพบุรี ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี

ตำนาน

กำเนิดเมืองลพบุรี สอดคล้องกับพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ ลูกศรที่พระรามแผลงมาตกที่ทะเลนั้นมีอิทธิฤทธิ์ร้อนแรงมาก หากลูกศรตกลงสู่ทะเล นำ้ทะเลก็เหือดแห้งไปหมด ดินบริเวณทะเลและใกล้เคียงถูกความร้อนจนสุกเป็นสีขาว ลูกศรนี้ต้องอยู่ในนำ้ ถ้าปล่อยให้แห้งจะร้อนและเกิดไฟเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่โดยรอบ

ชาวลพบุรีจึงเลือกพื้นที่บริเวณใกล้แม่นำ้ลพบุรีสร้างศาล และสร้างอ่างนำ้เพื่อแช่ลูกศร คอยระวังดูแลไม่ให้นำ้ในอ่างแห้ง ศาลนี้เรียกว่า "ศาลลูกศร" หรือ ลูกศรพระราม ตามตำนานเมืองลพบุรี



ระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท

ภาพวาดราชฑูตฝรั่งเศษ เชอวาเลีย เดอร์ โชมองต์ เข้าเฝ้าถวายพระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาทพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท เป็นพระที่นั่งองค์หนึ่งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นกลางของ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อปี พ.ศ.2209

พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท เป็นพระที่นั่งท้องพระโรง มียอดแหลมทรงมณฑป ศิลปกรรมแบบไทยผสมผสานกับฝรั่งเศส ประตูและหน้าต่างท้องพระโรงด้านหน้าทำเป็นรูปโค้งแหลมแบบฝรั่งเศส ส่วนตัวมณฑปด้านหลังทำประตูหน้าและหน้าต่างเป็นซุ้มเรือนแก้วฐานสิงห์แบบไทย ตรงกลางท้องพระโรงมีสีหบัญชร เป็นที่เสด็จออกเพื่อมีปฏิสันถารกับผู้เข้าเฝ้าในท้องพระโรงตอนหน้า ผนังด้านนอกพระที่นั่งตรงมณฑปชั้นล่าง เจาะเป็นช่องเล็กๆ รูปโค้งแหลมคล้ายบัว สำหรับตั้งตะเกียงในเวลากลางคืน เช่นเดียวกับที่ซุ้มประตูและกำแพงพระราชฐานชั้นกลางและชั้นใน ซึ่งมีช่องสำหรับวางตะเกียง ประมาณ 2,000 ช่อง

 

ในแต่ละปี สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงประทับ ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ประมาณ 8-9 เดือน เฉพาะในฤดูฝนจึงจะเสด็จไปประทับอยู่ ณ กรุงศรีอยุธยา และทรงเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ซึ่งอยู่ในพระราชฐานชั้นใน เมื่อ วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231

พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท เป็นพระที่นั่งองค์หนึ่งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นกลางของ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อปี พ.ศ.2209

พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท เป็นพระที่นั่งท้องพระโรง มียอดแหลมทรงมณฑป ศิลปกรรมแบบไทยผสมผสานกับฝรั่งเศส ประตูและหน้าต่างท้องพระโรงด้านหน้าทำเป็นรูปโค้งแหลมแบบฝรั่งเศส ส่วนตัวมณฑปด้านหลังทำประตูหน้าและหน้าต่างเป็นซุ้มเรือนแก้วฐานสิงห์แบบไทย ตรงกลางท้องพระโรงมีสีหบัญชร เป็นที่เสด็จออกเพื่อมีปฏิสันถารกับผู้เข้าเฝ้าในท้องพระโรงตอนหน้า ผนังด้านนอกพระที่นั่งตรงมณฑปชั้นล่าง เจาะเป็นช่องเล็กๆ รูปโค้งแหลมคล้ายบัว สำหรับตั้งตะเกียงในเวลากลางคืน เช่นเดียวกับที่ซุ้มประตูและกำแพงพระราชฐานชั้นกลางและชั้นใน ซึ่งมีช่องสำหรับวางตะเกียง ประมาณ 2,000 ช่อง

ในแต่ละปี สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงประทับ ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ประมาณ 8-9 เดือน เฉพาะในฤดูฝนจึงจะเสด็จไปประทับอยู่ ณ กรุงศรีอยุธยา และทรงเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ซึ่งอยู่ในพระราชฐานชั้นใน เมื่อ วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231

ภาพวาดราชฑูตฝรั่งเศษ เชอวาเลีย เดอร์ โชมองต์ เข้าเฝ้าถวายพระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท

ภายในพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาทในปัจจุบัน



สิงห์บุรี

วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ' อยู่ภายในวัดโพธิ์เก้าต้น หรือ วัดสระไม้แดง หมู่ที่ 8 ตำบลบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ตรงกันข้ามกับอนุสาวรีย์ค่ายบางระจัน เป็นวัดที่สร้างในสมัยอยุธยา


ประวัติ

วัดโพธิ์เก้าต้น มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากใน พ.ศ. 2308 ชาวบ้านโพธิ์เก้าต้น ใช้บริเวณนี้ได้รวมกำลังกันต่อสู้พม่า ที่ยกมาตีกรุงศรีอยุธยา อย่างเข้มแข็งโดยมีพระอาจารย์ธรรมโชติ ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ เป็นพระภิกษุมีคาถาอาคมขลัง ชาวบ้าน นับถือศรัทธามาก ทั้งเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวบ้านบางระจันในการสู่รบกับพม่า จนถึงวันที่ค่ายบางระจันแตก วัดนี้ถูกทิ้งร้างและชำรุดทรุดโทรม

บริเวณ'วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ มีสระน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่หน้าวิหาร พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิ หอระฆัง และเจดีย์ราย ภายในวิหารมี ดอกจันทน์ วงดอกจันทน์ ลายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน

 

นักโบราณคดีบางท่านสันนิษฐานว่า ดอกจันทน์ เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคง ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง วงดอกจันทน์ หมายถึง ขุมนิธิ เป็นสัญลักษณ์แห่งมงคล


สิ่งที่กำหนดเรียกว่า ดอกจันทน์ ทำเป็นรูปวงกลม มีจุดศูนย์กลางเป็นรอยลึกจากศูนย์กลางกลีบดอก ซึ่งทำคล้ายรอยแป้งหยด ประดุจรัศมีแตกออกมาจากศูนย์กลาง มีทั้งหมด 5 จุด ลักษณะดังกล่าวเห็นได้ชัดว่ามีการกดประทับลงไปในเนื้ออิฐเมื่อยังดิบ

ดอกไม้จันทน์เรียงกันถึง 3 ดอกบนแผ่นอิฐเดียวกันเป็นเครื่องหมายถึงพระรัตนตรัย หรือ ไตรสรณาคมณ์ หมายถึง แก้ว 3 ประการในคติทางพุทธศาสนา ตรงกับความหมายของคำว่า รัตนตรัย เป็นเนื้อนาบุญของโลก การที่ได้พบพระรัตนตรัยก็เท่ากับเป็นบุญ ลาภอันประเสริฐ

 

ส่วนลายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ซึ่งตรงกลางแบ่งตัวลายเป็นรูปประจำยาม และล้อมด้วยสี่เหลี่ยมอยู่ภายนอก มีความหมายของประจำยาม คือ เป็นลักษณะของแผ่นยันต์ที่ขลังและศักดิ์สิทธิ์ตามคัมภีร์ไสยศาสตร์ทั่วไป

 

วัดโพธิ์เก้าต้น ประดิษฐานรูปหล่อพระอาจารย์ธรรมโชติ พระผู้เรืองวิชาอาคมและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านบางระจัน จนทำให้ชาวบางระจันสามารถยืนหยัดต่อสู้กับศัตรูจนได้ชัยชนะนับครั้งไม่ถ้วน ปัจจุบันเป็นที่เล่าลือกันว่าใครจะขออะไรก็ได้ ให้อธิฐาน บริเวณเยื้องกับศาลาที่ประดิษฐานรูปรูปหล่อพระอาจารย์ธรรมโชติ

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เมื่อครั้งหล่วงปูโชติยังมีชีวิตอยู่ ท่านเสกน้ำมนต์ใส่ไว้ให้ชาวบางระจันตักดื่มกินยามออกศึกต่อสู้กับศัตรู แรกๆท่านก็เสกใส่ขัน แต่พอชาวบ้านมาขอมากๆ น้ำมนต์หมดบ่อย ท่านเลยเสกใส่บ่อให้เลย

ป้อมค่ายบางระจันชั้นใน ซึ่งภายในอาคารตรงค่ายถูกจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมวัตถุโบราณ เครื่องใช้ไม้สอยรวมถึงอาวุธโบราณ ดาบแต่ละอันใหญ่โต มีน้ำหนักมาก

 



สิงห์บุรี

วัดสิงห์สุทธาวาส เดิมชื่อ วัดสิงห์ ตั้งอยู่หมู่ 13 ตำบลโพสังโฆ ค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี 16150 มหานิกาย

 

ประวัติความเป็นมา

ตำบลโพสังโฆ มีแม่น้ำน้อยไหลผ่าน เคยเป็นที่ตั้งเมืองสิงห์ยุคเก่า มีหลักฐานเป็นเจดีย์เก่าอยู่ที่หน้าวัดสิงห์ และรูปปั้นสิงห์ดินเผา1คู่อยู่ที่วัดสิงห์สุทธาวาส 1 ตัว และหน้าที่ว่าการอำเภอบางระจัน 1ตัว ภายหลังมีการย้ายเมืองสิงห์ไปอยู่ที่บางต้นโพธิ์ ให้ชื่อตามชื่อของขุนโพธิ์สังฆคามเป็นตำบลโพสังโฆจนกระทั่งปัจจุบัน

วัดสิงห์สุทธาวาส ประดิษฐาน หลวงพ่อนาค พระพุทธรูปหินทรายเขียวแกะสลักและหลวงพ่อฉาย พระพุทธรูปโบราณศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่วัดมานานกว่า 100 ปี พระอุโบสถแก้วล้อมรอบด้วยพญานาคที่เลื้อยล้อมอ้อมอุโบสถสะท้อนแสงระยิบระยับ



วัดพระนอนจักรสีห์

วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร หมู่ 2 ตำบลจักรสีห์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อปีจอ ฉศก จุลศักราช 1111 (พ.ศ. 2297) และได้เสด็จไปสมโภชวัดพระนอนจักรสีห์เมื่อปี พ.ศ. 2299

พื้นที่ของวัดมีขนาดกว้างประมาณ 7 เส้น (280 เมตร) ยาวประมาณ 10 เส้น (400 เมตร) ตัวพระวิหาร ยาว 1 เส้น 7 วา กว้าง 11 วา เสาข้างในเป็นแปดเหลี่ยม บริเวณด้านหน้าของวิหาร มีต้นสาละ และต้นสาละนี้จะออกดอกบานสะพรั่ง

 

วัดพระนอนจักรสีห์ ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ ปางโปรดอสุรินทราหู ที่นี่มีต้นสาละจำนวนมาก มีทั้งพันธ์อินเดียและศรีลังกา พันธ์อินเดียดอกจะเป็นสีชมพูอมแดงจัดกว่าพันธุ์ศรีลังกา พันธ์ศรีลังกามีกลิ่นหอมกว่าพันธ์อินเดีย

 

พระพุทธไสยาสน์องค์นี้  เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่และยาวที่สุดของประเทศ สร้างมานานเก่าแก่จนไม่ทราบ แน่ชัดว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร  ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล่าในทำนองนิยายปรำปรา ทำนองเดียวกันกับพระ ปฐมเจดีย์  เช่น กล่าวว่าพระเจ้าสิงหพาหุเป็นผู้สร้าง  แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าพระเจ้าพาหุคือผู้ใด ครองเมืองอะไร ในยุคสมัยใด  สันนิษฐานว่าสร้างก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  องค์พระหันพระเศียรไปทางทิศตะวันออก ความยาว 1 เส้น 3 วา 2 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว

 

วัดพระนอนจักรสีห์ เป็นพระอารามหวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร อยู่ที่ตำบลจักรสีห์ อำเภอเมือง จังหวัดสิงหบุรี พื้นที่ของวัดมีขนาดกว้างประมาณ 7 เส้น (280 เมตร) ยาวประมาณ 10 เส้น (400 เมตร) สภาพที่เป็นอยู่เมื่อปี พ.ศ. 2421 จากพระราชนิพนธ์เรื่อง ระยะทางเสด็จประพาสมณฑลอยุธยา มีว่า " วัดนี้อยู่ ห่างแม่น้ำสามสิบวา เป็นที่ลุ่มน้ำท่วม ต้องทุบถนนและมีสะพานข้าม รอบวิหารพระนอนมีกำแพงแก้วเตี้ย ๆ ชั้นหนึ่ง ตัวพระวิหาร ยาว 1 เส้น 7 วา กว้าง 11 วา เสาข้างในเป็นแปดเหลี่ยม อาการที่พระพุทธไสยาสน์บรรทม ไม่เหมือนอย่างกรุงเก่า หรือกรุงเทพ ฯ พระกรทอดออกไปมากเพราะเขนยหนุนไม่สู้ชันนัก เป็นบรรทมราบ แต่พระบาทซ้อนกันตรงเหมือนอย่างพระนอนทั้งปวง

 

พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการ เมื่อปีจอ ฉศก จุลศักราช 1111 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 2297 และได้เสด็จไปอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2299 เพื่อสมโภชฉลอง ต่อมาสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้เสด็จไปทรงนมัสการ เมื่อปี พ.ศ. 2421 ในครั้งนั้น พระวิหารและพระนอนชำรุดทรุดโทรมมาก เนื่องจากขาดการบูรณะปฏิสังขรณ์มานาน พระธรรมไตรโลก (อ้น) วัดสุทัศน ได้ทูลขอพระราชทานเงินค่านาสำหรับวัดเพื่อทำการปฏิสังขรณ์ พระองค์ก็ได้มอบถวายให้ และโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระบำราศปรปักษ์เป็นที่ปรึกษา การปฏิสังขรณ์ทำเสร็จในปี พ.ศ. 2428 การปฏิสังขรณ์ครั้งล่าสุดทำเมื่อปี พ.ศ. 2510

 


อ่างทอง

วัดไชโยวรวิหาร หมู่ 3 ตำบลไชโย อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง รหัสไปรษณีย์ ๑๔๑๔๐ เป็นพระอารามหลวง ชั้นโืท มหานิกาย

ประดิษฐาน พระมหาพุทธพิมพ์ พระพุทธรูปปางสมาธิ ที่สร้างโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)

 

ประวัติ

วัดไชโยวรวิหาร เดิมเป็นวัดราษฏร์โบราณ ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ได้สร้างพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่เป็นปูนขาวไม่ปิดทองไว้กลางแจ้ง ณ วัดแห่งนี้

ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้เสด็จมานมัสการและโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดไชโย ในปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ระหว่างการลงรากพระวิหารทำให้องค์หลวงพ่อโตพังลงมาจึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหลวงพ่อโตขึ้นใหม่ตามแบบหลวงพ่อโต วัดกัลยาณมิตร มีขนาดหน้าตักกว้าง ๑๖.๑๐ เมตร สูง ๒๒.๖๕ เมตร แล้วพระราชทานนามว่า "พระมหาพุทธพิมพ์"

สร้างพระวิหารเป็นเรือนองค์พระพุทธรูป ความสูง ๑ เส้นเศษ สร้างพระอุโบสถเป็นมุขลดยื่นออกมาข้างหน้า รวมทั้งศาลารายรอบพระวิหาร รวม 4 หลัง เสร็จสมบูรณ์เมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๔๓๘ รวมเวลาที่ปฏิสังขรณ์นาน ๘ ปี

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะวัดไชโยขึ้นเป็นอารามหลวง ตั้งแต่ระยะแรกของการปฏิสังขรณ์ พร้อมกับพระราชทานนามพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นใหม่นี้ว่า "พระมหาพุทธพิมพ์" นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯ ให้มีมหกรรมเฉลิมฉลองพระอารามวัดไชโยเป็นงานใหญ่ ๓ วัน ๓ คืน เมื่อวันที่ ๕-๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ พระราชทานของช่วยงาน ได้แก่ ละคร 1 โรง หนัง ๑ โรง ดอกไม้เพลิง ๑ ต้น กัลปพฤกษ์ ๒ ต้น ตลอดงาน

 

ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้เริ่มปิดทององค์พระมหาพุทธพิมพ์ โดยดำเนินการภายใต้การควบคุมดูแลของกรมศิลปากร

 


ระบุรี

วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร หมู่. 8 บ้านพระพุทธบาท ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เป็นพระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิด ราชวรมหาวิหาร มหานิกาย

 

ประวัติ

วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร พระราชพงศาวดารกล่าวว่า มีพระภิกษุไทยคณะหนึ่ง เดินทางไปยังลังกาทวีป เพื่อนมัสการรอยพระพุทธบาท พระสงฆ์ลังกากล่าวว่า ประเทศไทยก็มีรอยพระพุทธบาทอยู่แล้วที่เขาสุวรรณบรรพต จึงได้นำความกราบทูลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมให้ทรงทราบ และได้สืบหาจนพบรอยพระพุทธบาท เพื่อเป็นที่สักการะบูชา เป็นศูนย์รวมแห่งพลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่

พระพุทธบาทสระบุรีเป็นพระอารามหลวง ที่พระมหากษัตริย์ทรงทำนุบำรุงและเสด็จไปนมัสการตลอดมา ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์

วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ตั้งอยู่ที่ตำบลขุนโขลน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 28 กิโลเมตร มีทางเลี้ยวซ้ายก่อนถึงอำเภอพระพุทธบาทเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร

ปูชนียสถานที่สำคัญคือ "รอยพระพุทธบาท" ที่ประทับไว้บนแผ่นหินเหนือไหล่เขาสุวรรณบรรพต หรือเขาสัจจพันธคีรี รอยพระบาทมีความ กว้าง 21 นิ้ว ยาว 5 ฟุต ลึก 11 นิ้ว ค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรม พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นรอยพระบาทตามลักษณะ 108 ประการ จึงโปรดฯ ให้สร้างมณฑปชั่วคราว ครอบรอยพระบาทไว้ ต่อมาได้มีการสร้างต่อเติมกันอีกหลายสมัย

 

ลักษณะของพระมณฑป เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ประกอบเครื่องยอดรูปปราสาท 7 ชั้น มุงกระเบื้องเคลือบสีเขียว มีซุ้มบันแถลงประดับทุกชั้น มีเสาย่อมุมไม้สิบสอง ปิดทองประดับกระจกโดยรอบ ฝาผนังด้านนอกปิดทองประดับกระจกเป็นรูปเทพพนม มีพุ่มข้าวบิณฑ์ บานประตูพระมณฑปเป็นงานศิลปกรรมประดับมุกชั้นเยี่ยมของเมืองไทย พื้นภายในปูด้วยเสื่อเงินสาน ทางขึ้นพระมณฑปเป็นบันไดนาคสามสาย ซึ่งหมายถึง บันไดเงิน บันไดทอง และบันไดแก้ว ที่ทอดลงจากสวรรค์ หัวนาคที่เชิงบันไดหล่อด้วยทองสำริด เป็นนาค 5 เศียร บริเวณรอบมณฑปมีระฆังแขวนเรียงราย เพื่อให้ผู้ที่มานมัสการได้ตีเป็นการแผ่ส่วนกุศลแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย พระอุโบสถ และพระวิหารต่าง ๆ ที่อยู่รายรอบ ล้วนสร้างตามแบบศิลปกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา และตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์


มณฑปพระพุทธบาท

มณฑปพระพุทธบาท เป็นสถานที่จารึกแสวงบุญสำคัญของราชอาณาจักร นับตั้งแต่มีการค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา พุทธศาสนิกชนมีความเชื่อสืบทอดกันมาว่า ถ้าได้ไปนมัสการพระพุทธบาทถึง 7 ครั้งจะไม่ตกนรก

มณฑปพระพุทธบาท เป็นสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา เมืองโบราณสร้างมณฑปพระพุทธบาทขึ้น โดยยึดถือข้อมูลที่ปรากฏในนิราศพระบาทของสุนทรภู่ และปุณโณวาทคำฉันท์ของพระมหานาค วัดท่าทราย การตกแต่งภายในมณฑปประดับกระจกเงาบนผนังและเพดาน ตามแบบอย่างที่เคยมีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนรอยพระพุทธบาทนั้นได้รับมอบจาก ฯพณฯ ประธานาธิบดี เวนกะตะคีรี แห่งอินเดีย ในปี พ.ศ. 2515

สระบุรี

วัดพระพุทธฉาย หมู่ 1 บ้านพระพุทธฉาย ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี เป็นวัดราษฎร์ วัดพระพุทธฉาย ตั้งอยู่เชิงเขาปถวี (ปฐวี) ที่ตำบลหนองปลาไหลเข้าทางเดียวกับอุทยานแห่งชาติพระพุทธฉาย

ประดิษฐาน พระพุทธฉาย หรือ รอยพระพุทธรูป อยู่บนแผ่นหินซึ่งตั้งอยู่บนชะง่อนผา มีการสร้างมณฑปครอบไว้ มีบันไดจากบริเวณวัดด้านล่างขึ้นไปยังมณฑป และต่อไปยังหน้าผาซึ่งอยู่เหนือมณฑปขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีภาพเขียนลายเส้นยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่บริเวณเชิงผา ได้แก่ ภาพสัตว์ลายเส้นคล้ายตัวกวาง บริเวณข้าง ประตูเข้าพระพุทธฉายพบภาพเหมือนคน และภาพสัญลักษณ์ บริเวณจากจากถ้ำฤาษี ไปทางพระพุทธฉาย ทางทิศตะวันตก พบภาพเขียนรูปไก่ ภาพพระพุทธรูป และภาพสัญลักษณ์ และบริเวณหน้าผา จปร. พบภาพลายเส้นขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน คล้ายภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ที่เคยถูกค้นพบที่ผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานีเขียนด้วยยางไม้มีอายุเก่าแก่ประมาณ ๓,๐๐๐ ปีโดยเขียนสัญลักษณ์ใช้สื่อความหมายที่เข้าใจในหมู่เดียวกัน และอาจจะเป็นสื่อทางพิธีกรรมและความเชื่อของคนในยุคนั้น และยังพบ รอยพระพุทธบาท เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๗ กรมศิลปากรได้ทำการซ่อมมณฑปบนภูเขาบริเวณวัดพระพุทธฉาย และเมื่อรื้อพื้นซีเมนต์พบรอยพระพุทธบาทเบื้องขวาอยู่ใต้ทรายปรากฎเห็นเป็นรูปรอยปะทับในหิน

 

 

ทุมธานี

วัดเสด็จ หมู่ 5 บ้านคลองกระแชง ตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เป็นวัดราษฎร์

โบราณสถานในจังหวัดปทุมธานี ส่วนใหญ่เป็นวัดในพระพุทธศาสนา ซึ่งตั้งกระจัดกระจายอยู่ตลอด พื้นที่สองฟากฝั่งแม่นำเจ้าพระยา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้อพยพผู้คนที่นำมาจากเมืองปัตตานี มาตั้งบ้านเรือนอยู่ใต้วัดสร้อยทอง (วัดเสด็จ) บริเวณแม่น้ำอ้อม เรียกกันว่า บ้านแขก มีอาชีพทำสวนพริกไทย

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.2369 เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เป็นกบฎ พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยามหาโยธา ยกทัพไปปราบจนสงบราบคาบแล้ว จึงได้นำครอบครัวลาวมากรุงเทพ ฯ พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนที่เมืองปทุม ใกล้วัดสร้อยทองเรียกว่า บ้านลาว

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาเยี่ยมเยียนผู้คนในย่านดังกล่าว และประทับอยู่ที่วัดสร้อยทอง เมื่อเวลาล่วงมาท้องถิ่นนี้ กลายเป็นชุมชนหนาแน่นขึ้น ทางราชการจึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นตำบล ให้ชื่อว่าตำบลสวนพริกไทย และวัดสร้อยทองได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดเสด็จ

 

พระครูสาทรพัฒนกิจ (หลวงพ่อละมูล) เจ้าอาวาสวัดเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี อายุ 89 ปี (เมื่อ พ.ศ.2548) เป็นพระนักพัฒนา ชาวพุทธให้ความเคารพเลื่อมใส

 

พระครูสาทรพัฒนกิจ หลวงพ่อลมูล ขันติพโล ได้มรณภาพลงเมื่อเวลา 23.45 น. วันที่ 12 มีนาคม 2548 ด้วยโรคชราภาพ รวมสิริอายุ 89 ปี 6 เดือน 13 วัน

พระครูสาทรพัฒนกิจ เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ จังหวัดปทุมธานี เป็นพระนักพัฒนาที่มีชื่อเสียง และเลื่อมใสศรัทธาของศิษยานุศิษย์ เป็นพระธรรมทูตมาแล้ว 2 สมัย ก่อนมรณภาพ เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นพิเศษ เทียบเท่าผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง

 

ผงอิทธิเจและผงปถมํของพระครูสาทรพัฒนกิจ

ผงอิทธิเจและผงปถมํของพระครูสาทรพัฒนกิจ ผงอิทธิเจและผงปถมํ เป็นผง ใช้สำหรับสร้างพระพิมพ์ ประกอบด้วยสูตรการเขียนผง ผงอื่นๆ จากพระสงฆ์ชื่อดัง ว่านหลายชนิด เช่น นางกวัก ว่านเพชรน้อย เพชรใหญ่ เพชรกลับ เศษพระชำรุดจากพระผงสมเด็จกรุต่างๆ เช่น วัดใหม่อมตรส วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพมหานคร ผงวัดระฆังฯ ผงจากหลวงปู่หิน หลวงปู่นาค วัดระฆังฯ ผงจากวัดสามปลื้ม ผงจากวัดสุทัศน์ฯ ในครั้งแรก การทดลองพิมพ์พระ ปรากฏว่าไม่ประสบผลสำเร็จ เนื้อพระเปาะ แตก และหัก พิมพ์ออกมาแล้วไม่สวยบ้าง จึงใช้น้ำมนต์และน้ำมันตั้งอิ้วเป็นตัวประสานผง จนประสบผลสำเร็จ ผลปรากฏต่อมาว่าพระผง เนื้อดี เป็นมันแกร่ง คล้ายพระกรุวัดใหม่อมตรส และที่สำคัญเป็นที่เลื่องลือมากในพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด

 

 

ผงอิทธิเจ

ผงอิทธิเจ มีอานุภาพทางเมตตามหานิยม ใครเห็นใครเมตตา ให้ความรักและเอ็นดู ผงอิทธิเจและผงปถมํ เป็นผง ใช้สำหรับสร้างพระพิมพ์ การทำผงอิทธิเจมีวิธีทำกะเท่ห์วิธีตามคัมภีร์โบราณ

ผงอิทธิเจ ทำโดยการเอาผงดินสอพองมาทำเป็นแท่งดินสอ เขียนยันต์อิทธิเจแล้วปลุกเสกด้วยคาถาอิทธิเจ หลังจากนั้นก็ลบผงยันต์ออกจากกระดานชนวน ผงดินสอพองที่อยู่บนกระดานชนวน คือ ผงอิทธิเจ ตามกะเท่ห์วิธี

 


ผงปถมํ ผงปถมํ (อ่านว่า ผง-ปัด-ถะ-มัง)มีอานุภาพทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี จังงัง ตลอดจนการพรางตัว(หายตัว) ผงอิทธิเจ (อ่านว่า ผง-อิด-ทิ-เจ) และผงปถมํ (อ่านว่า ผง-ปัด-ถะ-มัง) เป็นผง ใช้สำหรับสร้างพระพิมพ์ ประกอบด้วยสูตรการเขียนผง ผงอื่นๆ จากพระสงฆ์ชื่อดัง ว่านหลายชนิด เช่น ว่านนางกวัก ว่านเพชรน้อย เพชรใหญ่ เพชรกลับ เศษพระชำรุดจากพระผงสมเด็จกรุต่างๆ เช่น วัดใหม่อมตรส วัดอินทรวิหาร เขตบางขุนพรหม กรุงเทพมหานคร ผงวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ผงจากหลวงปู่หิน หลวงปู่นาค วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ผงจาก วัดสามปลื้ม ผงจาก วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ในครั้งแรก การทดลองพิมพ์พระ เนื้อพระเปาะ แตก และหัก พิมพ์ออกมาแล้วไม่สวยบ้างจึงใช้น้ำมนต์และน้ำมันตั้งอิ้วเป็นตัวประสานผง จนประสบผลสำเร็จ ผลปรากฏต่อมาว่าพระผง เนื้อดี เป็นมันแกร่ง คล้ายพระกรุวัดใหม่อมตรส และที่สำคัญเป็นที่เลื่องลือมากในพุทธคุณ มีความเชื่อด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด



นทบุรี

วัดเขมาภิรตารามราชวรวิหาร ที่ตั้ง ถนนพิบูลสงคราม อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร

 

วัดเขมาภิรตารามเป็นวัดโบราณ สร้างสมัยอยุธยาหรือก่อนสมัยอยุธยา เข้าใจกันว่าพระเจ้าอู่ทองทรงสร้าง เคยเป็นวัดหลวงในสมัยอยุธยา ในสมัยรัตนโกสินทร์ วัดเขมาภิรตารามเป็นวัดที่อยู่ในสังกัดบัญชีกฐินหลวงของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ 2 เดิมเรียกว่า วัดเขมา บางครั้งเรียกว่า วัดเข็นมา

 

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมเด็จพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี โปรดให้สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎพระราชโอรสซึ่งต่อมาได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปเฝ้าสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ เพื่อกราบทูลขอวัดเขมาเป็นวัดสำหรับกฐินในสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี จากนั้นได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์บูรณปฏิสังขรณ์วัดเขมาและมีการฉลองใน พ.ศ. 2371 ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบูรณปฏิสังขรณ์เพื่อฉลองพระคุณสมเด็จพระบรมราชชนนี แล้วพระราชทานนามเพิ่มว่า วัดเขมาภิรตาราม

 

วัดเขมาภิรตาราม อยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ เป็นพระอารามหลวงที่เก่าแก่ยิ่งของเมืองนนทบุรี สร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาเรียกว่า "วัดเขมา" ในสมัยรัชกาลที่ 2 สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ทรงปฏิสังขรณ์อีกครั้งหนึ่งพร้อมกับอัญเชิญพระพุทธรูปหล่อเก่าแก่จากวังจันทรเกษมที่ อยุธยามาประดิษฐาน เป็นพระประธานในพระอุโบสถ และโปรดพระราชทานสร้อยนามว่าวัดเขมาภิรตาราม และที่วัดนี้เองที่จอมพล ป.พิบูลสงครามเคยเรียนหนังสือในสมัยเด็ก

 

 

มุทรปราการ วัดพระสมุทรเจดีย์ หมู่ 3 บ้านเจดีย์ ตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นวัดราษฎร์ ฝั่งตรงข้ามศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ มีผู้คนมาเคารพสักการะบูชา และยังเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสมุทรปราการ ผู้คนทั่วไปจะเรียกกันติดปากว่า พระเจดีย์กลางน้ำ เนื่องจากเดิมบริเวณที่ก่อสร้างพระสมุทรเจดีย์เป็นเกาะที่มีน้ำล้อมรอบ ต่อมาชายตลิ่งฝั่งขวาของแม่น้ำตื้นเขินงอกออกมาเชื่อมติดกับเกาะอันเป็นที่ตั้งพระเจดีย์ สมุทรปราการ เป็นเมืองที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตัวเมืองเก่าอยู่แถบอำเภอพระประแดงและมีชื่อเรียกว่า "เมืองพระประแดง" เป็นสถานที่พักของเมืองสินค้าต่างชาติที่มาติดต่อค้าขายกับไทย ที่บริเวณริมทะเลมีการสร้างป้อมค่ายคูเมืองอย่างมั่นคงแข็งแรง

ต่อมา ในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงโปรดให้รื้อกำแพงเมืองพระประแดงออก

ในปี พ.ศ. 2362 สมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทรงเห็นว่าจะเป็นช่องทางที่ข้าศึกจะยกทัพมาได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นที่ตำบลปากน้ำ โดยใช้เวลาสร้าง 3 ปี และได้จัดสร้างป้อมปราการขึ้นทั้งสองฝั่งแม่น้ำถึง 6 ป้อม คือ ป้อมประโคนชัย ป้อมนารายณ์ปราบศึก ป้อมปราการ ป้อมประกายสิทธิ์ ป้อมนาคราช และป้อมผีเสื้อสมุทร ในขณะที่สร้างเมืองนั้น รัชกาลที่ 2 ได้เสด็จทอดพระเนตรหลายครั้งและทรงสร้างพระมหาเจดีย์ ขึ้นที่เกาะกลางน้ำแล้วพระราชทานนามว่า "พระสมุทรเจดีย์" การสร้างยังมิทันเสร็จได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน ต่อมา ในรัชกาลที่ 3 ได้ทรงสร้างต่อจนสำเร็จและสร้างป้อมขึ้นอีก 3 แห่ง คือ ป้อมตรีเพชร ป้อมคงกระพัน และป้อมเสือซ่อนเล็บ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2402 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้ทรงปฏิสังขรณ์พระสมุทรเจดีย์ให้สูงขึ้นและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมชายทะเลอีกแห่งหนึ่ง พระราชทานนามว่า "ป้อมพระจุลจอมเกล้า" ซึ่งในปัจจุบันป้อมต่างๆ ได้ปรักหักพังลงคงเหลือแต่ป้อมผีเสื้อสมุทรและป้อมพระจุลจอมเกล้าเท่าทุกวันนี้ บ้านสาขลา ตั้งอยู่ ใน ตำบลนาเกลือ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นชุมชนชาวประมงเก่าแก่ริมปากอ่าวไทยที่ตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้มาช้านานหลายชั่วอายุคน

"สันนิษฐานว่าหมู่บ้านนี้มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยหรือต้นอยุธยาตอนต้น ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 1 เกิดสงคราม 9 ทัพขึ้น ผู้ชายทุกคนในหมู่บ้านถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารหมด เหลือแต่ผู้หญิง คนแก่ และเด็ก ยุคนั้นหมู่บ้านนี้ถือเป็นแหล่งเสบียงสำคัญเพราะมีทรัพยากรอุมดสมบูรณ์ ทัพพม่าเมื่อเคลื่อนทัพผ่านมาจึงกวาดต้อนคนไทยและพยายามยามยึดเอาเสบียงอาหารไป แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ไม่ยอมจึงได้รวมพลังผู้หญิง เด็ก และคนชรา จับอาวุธเท่าที่หาได้ไม่ว่าจะเป็นดาบ มีด พร้า รวมถึงสากตำข้าวขนาดใหญ่ออกมาต่อสู้กับพม่าอย่างห้าวหาญ และด้วยแผนการรบที่ดีและความชำนาญภูมิประเทศ ทำให้สาวๆในหมู่บ้านนี้รบกับกองลาดตระเวนของพม่าจนพม่าต้องพ่ายแพ้ถอยทัพกลับไป"

ในปี พ.ศ. 2402 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้ทรางปฏิสังขรณ์พระสมุทรเจดีย์ให้สูงขึ้น และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมชายทะเลอีกแห่งหนึ่งคือ "ป้อมพระจุลจอมเกล้า" ซึ่งในปัจจุบัน ป้อมต่างๆ ได้ปรักหักพังลง คงเหลือแต่ป้อมผีเสือสมุทรและป้อมพระจุลจอมเกล้าเท่านั้น

 


าชบุรี

วัดมหาธาตุวรวิหาร (ราชบุรี) ถนนเขางู ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร

 

วัดมหาธาตุวรวิหาร สร้างตั้งแต่สมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งเขมร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ถนนเขางู ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ตั้งอยู่เกือบใจกลางเมืองราชบุรี ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง เดิมเรียกว่า "วัดหน้าพระธาตุ" "วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ" มีพระปรางค์ก่อด้วยศิลาแลงสูง 12 วา ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่พระปรางค์ เป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ปัจจุบันพระราชวิสุทธิโสภณ เป็นเจ้าอาวาส


ประวัติ

นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ศิลปะสันนิษฐานจากหลักฐานทางโบราณคดีว่า แรกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยวัฒนธรรมทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 13 ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ 18 วัฒนธรรมเขมรจากราชอาณาจักรกัมพูชาได้แพร่เข้าสู่ดินแดนราชบุรี จึงได้มีการก่อสร้างและดัดแปลงศาสนสถานกลางเมืองราชบุรีขึ้นเป็นพระปรางค์ และสร้างกำแพงศิลาแลงล้อมรอบเพื่อให้เป็นศูนย์กลางของเมืองตามคติความเชื่อเรื่องภูมิจักรวาลของเขมร ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนต้น ราวพุทธศตวรรษที่ 20 - 21 ได้มีการก่อสร้างพระปรางค์แบบอยุธยาขึ้งซ้อนทับและสร้างพระปรางค์บริวารขึ้นอีก 3 องค์บนฐานเดียวกัน

 

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระกรุณาโปรกเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองราชบุรีจากฝั่งตะวันตกมายังฝั่งตะวันออก ประชาชนก็ย้ายตามความเจริญไปด้วย วัดมหาธาตุจึงกลายเป็นวัดร้างไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2338 พระภิกษุองค์หนึ่งชื่อพระบุญมา ได้ธุดงค์มาเห็นวัดนี้มีสถานที่ร่มรื่น เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมจึงได้ขอความร่วมมือจากพุทธศาสนิกชนช่วยกันปัดกวาดซ่อมแซมเสนาสนะต่างๆ ในที่สุด วัดมหาธาตุจึงกลับมาเป็นศูนย์กลางของศาสนาเช่นเดิม และยังคงเป็นมาจนถึงปัจจุบัน


ปฏิมากรรมที่สำคัญ

พระปรางค์ประธาน เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18 และได้รับการซ่อมแวมเพิ่มเติมในสมัยอยุธยาตอนต้นตรงส่วนที่เป็นซุ้มด้านตะวันออก และภาพจิตรกรรมภายใน ประกอบด้วยพระปรางค์ประธานและพระปรางค์บริวาร 3 องค์บนฐานเดียวกันมีการตกแต่งองค์พระปรางค์ทั้งหมดด้วยลวดลายปูนปั้นอย่างงดงาน ด้านตะวันออกของพระปรางค์ประธานมีบันไดและขึ้นมุขยื่น ภายในเป็นคูหาเชื่อมต่อกับพระปรางค์ ผนังภายในองค์พระปรางค์ทุกด้านมีภาพจิตรกรรมรูปพระอดีตพุทะเจ้า สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในสมัยเดียวกันกับการสร้างองค์พระปรางค์ พระวิหารหลวง อยู่ด้านหน้าพระปรางค์ภายนอกระเบียงคด เป็นซากอาคารในแผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฐานด้านล่างสุดก่อด้วยศิลาแลง ด้านหน้ามีมุขยื่น บนพระวิหารเคยมีเจดีย์ขนาดเล็กตั้งอยู่ แต่พังทลายลงหมด บนฐานวิหารมีอาคารไม้โล่ง หลังคาเครื่องไม่มุงสังกะสี อาคารหลังนี้กล่าวกันว่า นายหยินบิดาของขุนสิทธิสุวรรณพงศ์ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองราชบุรีเป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2454 พระวิหารนี้เคยเป็นที่ตั้งโรงเรียนพระอภิธรรมราชบุรี ภายในอาคารพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นแกนหินทรายขนาดใหญ่แสดงปางมารวิชัย 2 องค์ ประทับนั่งหันพระปฤษฎางค์ชนกัน พุทธศิลปะอยุธยาตอนต้น ด้านข้างทั้งสองและด้านหน้าของพระวิหารที่มุมด้านตะวันออกแยงเหนือและด้านตะวันออกเฉียงใต้ มีวิหารขนาดเล็ก ประดิษฐานพระพุทธรูปหินทรายสีแดงปางมารวิชัยประทับนั่งหันพระปฤษฎางค์ชนกันคล้ายกับพระพุทธรูปบนพระวิหารหลวง

 

พระอุโบสถ สันนิษฐานจากลักษณะทางสถาปัตยกรรมว่าสร้างขึ้นตอนปลายสมัยอยุธยาราวพุทธศตวรรษที่ 22 ได้รับการซ่อมแซมครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2509 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาลด 2 ชั้น 3 ตับ เป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ด้านหน้าและด้านหลังทำพาไลยื่นรองรับโครงหลังคาด้วยเสาปูนจำนวน 3 ตับ ด้านข้างมีชายคาปีกนกโดยรอบ ฐานอาคารมีลักษณะศิลปะสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาตอนปลาย คือแอ่นโค้งคล้ายท้องเรือสำเภาหรือที่เรียกว่าแอ่นท้องช้าง ซุ้มประตูหน้าต่างปั้นปูนประดับกระจกเป็นซุ้มหน้านาง ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยประทับนั่งบนฐานดอกบัว ด้านนอกโดยรอบมีกำแพงแก้วก่ออิฐถือปูนล้อมรอบ


พระมณฑป ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของพระปรางค์ประธานภายนอกกำแพงแก้วปัจจุบันอยู่ในเขตสังฆาวาสของวัด เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนในผังสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้ยี่สิบบนฐานเขียงรองรับฐานสิงห์ ผนังรอบด้านมีซุ้มหน้าต่างทรงมณฑปด้านละ 1 ซุ้ม เว้นด้านตะวันออกเป็นซุ้มประตูทางเข้ามีบันไดขึ้น - ลง เครื่องหลัวคาของพระมณฑปพังทลายลงหมดแล้ว ภายในพระมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาททำด้วยหินทรายสีแดง ฝาผนังด้านในมีภาพจิตรกรรมเรื่องพุทธประวัติตอนเสด็จโปรดพระพุทธมารดาบนดาวดึงส์ และตอนผจญกองทัพพญามาร ปัจจุบันมีสภาพลบเลือนเกือบหมด เพราะไม่มีหลังคาคลุมทำให้น้ำฝนชะล้างสีจนภาพเลอะเลือน พระมณฑปหลังนี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

 

พระเจดีย์ เป็นเจดีย์รายเรียงเป็นแถวอยู่ด้านหน้าพระมณฑปจำนวน 5 องค์ เป็นพระเจดีย์ทรงระฆังกลมจำนวน 4 องค์ และพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองอีก 1 องค์ ทั้งหมดเป็นศิลปะรัตนโกสินทร์ ที่ฐานของพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองมีจารึกบนแผ่นหินอ่อนความว่า พ.ศ. 2462 สามเณรเซียะเล็ก พร้อมบุตรทิพ เจริญ ฮกเซ่งพิจารณาเห็นว่า พระเจดีย์เป็นปูชนียวัตถุถาวรจึงได้พร้อมใจกันมีศรัทธาสร้างขึ้นไว้ในพระพุทธศาสนานิพ์พานปัจจ์โยโหตุอนาคตะฯ



วัดพระปฐมเจดีย์วรมหาวิหาร ตั้งอยู่ที่ ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ ชนิดราชวรมหาวิหาร


ระปฐมเจดีย์

พระปฐมเจดีย์ หรือองค์พระปฐมเจดีย์ เป็นปูชนียสถานอันสำคัญของประเทศไทย อยู่ภายในวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม องค์พระปฐมเจดีย์ เป็นพระเจดีย์ใหญ่ รูประฆังคว่ำ ปากผายมหึมา โครงสร้างเป็นไม้ซุง รัดด้วยโซ่เส้นมหึมาก่ออิฐ ถือปูน ประดับด้วยกระเบื้องปูทับ ประกอบด้วยวิหาร ๔ ทิศ กำแพงแก้ว ๒ ชั้น เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้า เป็นที่เคารพ สักการบูชาของ บรรดา พุทธศาสนิกชนทั่วโลก ทางวัดกำหนดให้มีงานเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ในวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึง วันแรม ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ รวม ๙ วัน ๙ คืน เป็น ประจำทุกปี

 

ระร่วงโรจนฤทธิ์

ปี พ.ศ. ๒๔๕๑ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระยุพราช เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือได้ทอดพระเนตร พระพุทธรูปโบราณเป็นอันมาก แต่มีพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่เมืองศรีสัชนาลัย (จังหวัดสุโขทัย) กอปรด้วยพระลักษณะงามเป็นที่ต้องพระราชหฤทัย แต่ชำรุดมากเหลืออยู่แต่พระเศียร พระหัตถ์และพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญลงมากรุงเทพฯ แล้วให้ช่างปั้นสถาปนา ขึ้นมาบริบูรณ์เต็มพระองค์ และโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีเททองหล่อขึ้นเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร

พระร่วงโรจนฤทธิ์ เป็นที่เคารพบูชาของ พุทธศาสนิกชนชาวไทยทั่วไป ชื่อเต็มก็คือ "พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ ธรรโมภาส มหาวชิราวุธ" ตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ แต่ประชาชนทั่วไป จะเรียกว่า หลวงพ่อพระร่วง หรือ พระร่วงโรจนฤทธิ์

พระร่วงโรจนฤทธิ์ มีขนาดความสูงวัดจากพระบาทถึงพระเกศ ๗.๔๒ เมตร หรือราว ๑๒ ศอก ๔ นิ้ว เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ศิลปะสุโขทัย ประทับยืนอยู่บนฐาน โลหะทองเหลืองลายบัวคว่ำบัวหงาย ทำวงพระพักตร์ตามยาว พระหนุเสี้ยมนิ้วพระหัตถ์ และพระบาทไม่เสมอกัน ห้อยพระหัตถ์ซ้ายลงข้างพระวรกาย แบฝ่าพระหัตถ์ขวายกตั้งขึ้น ยื่นออกไปข้างหน้าระดับพระอุระ เป็นกิริยาห้าม มีพระอุทรพลุ้ยออกมา ห่มจีวรบางคลุม แนบติดพระวรกาย บ่ายพระพักตร์สู่ทิศเหนือ ทำด้วยโลหะทองเหลือง หนัก ๑๐๐ หาบ

การอัญเชิญพระร่วงโรจนฤทธิ์ เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ จำเป็นต้องแยกชิ้นมาและมาประกอบเข้าด้วย กันที่จังหวัดนครปฐมแล้วเสร็จเป็นองค์สมบูรณ์ เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๘ หลังจากรัชกาลที่ ๖ เสด็จสวรรคต แล้ว ตามความใน พระราชพินัยกรรมของพระองค์ระบุว่าให้ บรรจุพระอังคารของพระองค์ไว้ใต้ฐานพระร่วงฯ ที่องค์พระ ปฐมเจดีย์ วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ จึงได้ทำพิธีบรรจุ พระบรมราชสรีรังคาร ณ ใต้ฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ตาม พระประสงค์ทุกประการ

 


สุพรรณบุรี

วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ตั้งอยู่ที่ ถนนมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรีชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดป่า ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโตปางป่าเลไลยก์ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือมาก แต่เดิมหลวงพ่อโตเป็นพระปางปฐมเทศนา ต่อมาได้มีการบูรณะซ่อมแซมใหม่และทำเป็นปางป่าเลไลยก์

 

วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร หน้าบันของวิหารวัดป่าเลไลยก์มีเครื่องหมายพระมหามกุฎอยู่ระหว่างฉัตรคู่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จธุดงค์มาพบสมัยยังทรงผนวชอยู่ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วจึงทรงมา

 

ปฏิสังขรณ์

วัดนี้สร้างในสมัยที่เมืองสุพรรณบุรีรุ่งเรือง ในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้ากาแตทรงให้มอญน้อยมาบูรณะวัดป่าเลไลยก์ภายหลัง

พ.ศ. 1724 ที่วัดแห่งนี้ประชาชนนิยมมานมัสการ "หลวงพ่อโต" ประดิษฐานอยู่ในวิหารสูงเด่นเห็นแต่ไกล เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ศิลปะอู่ทองสุพรรณภูมิมีลักษณะประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระชานุ พระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุอีกข้างหนึ่งในท่าทรงรับของถวาย องค์พระสูง 23.46 เมตร รอบองค์ 11.20 เมตร มีนักปราชญ์หลายท่านว่า หลวงพ่อโตเดิมคงเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา สร้างไว้กลางแจ้งเหมือนพระพนัญเชิงในสมัยแรกๆ เพราะมักจะพบว่า พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สร้างในสมัยก่อนอยุธยาและอยุธยาตอนต้น ส่วนมากชอบสร้างไว้กลางแจ้งเพื่อให้สามารถมองเห็นได้แต่ไกล ภายในองค์พระพุทธรูปนี้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลายจำนวน 36 องค์ หลวงพ่อโตเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ทุกปีจะมีงานเทศกาลสมโภชและนมัสการหลวงพ่อวัดป่าเลไลยก์ 2 ครั้ง คือ ในวันขึ้น 7-9 ค่ำ เดือน 5 และเดือน 12

หลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองสุพรรณมาแต่โบราณกาล ตามพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้ากาแลโปรดให้บูรณะวัดป่าเลไลยก์ เมื่อ พ.ศ. 1724 แสดงว่าแสดงว่าวัดนี้ได้สร้างมาแล้วก่อนหน้านั้น

องค์พระประดิษฐานอยู่ในวิหารที่สูงใหญ่ มองเห็นเด่นแต่ไกล เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทองปาง ป่าเลไลยก์ขนาดใหญ่สูง 23 เมตรเศษ สร้างตามแบบศิลปอู่ทองรุ่นที่สอง ซึ่งเป็นศิลปะฝีมือสกุลช่างอู่ทองแท้ ๆ เดิมทีองค์พระประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง พระหัตถ์ขวาหัก ช่างได้สร้างวิหารครอบ โดยให้ผนังวิหารชิดกับพระ หัตถ์ขวา ส่วนทางพระหัตถ์ซ้ายให้มีที่ว่าง ด้านหลังองค์พระสร้างชิดกับผนังวิหารทำให้แข็งแรง นับเป็นความ ชาญฉลาดของช่างเป็นอย่างยิ่ง

 

มีผู้สันนิษฐานว่า เดิมเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ประทับนั่งอยู่กลางแจ้ง พระกรทั้งสองข้างหักหายไป ผู้ที่มาบูรณใหม่ได้ทำเป็นปางป่าเลไลยก์ตามที่นิยมกันในสมัยหลัง ลักษณะประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระชานุข้างซ้าย พระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุข้างขวาในท่าทรงรับของถวาย พระวิหารที่สร้างครอบองค์พระ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ จะเห็นว่าที่หน้าบันของพระวิหาร มีพระราชลัญจกรประจำพระองค์ คือเป็นรูปพระมหามงกุฎอยู่ระหว่างฉัตรคู่ปรากฎอยู่

วัดป่าเลไลยก์ เป็นที่คุ้นของคนทั่วไป เนื่องจากปรากฎอยู่ในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ขุนแผนเมื่อเยาวัยได้มาบวชดเรียนที่วัดนี้ในชื่อว่าเณรแก้ว ความสำคัญของวัดป่าเลไลยก์ตามที่พรรณาไว้ใน เสภา เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนหนึ่งมีดังนี้


ทีนี้จะกล่าวเรื่องเมืองสุพรรณ ยามสงกรานต์คนนั้นก็พร้อมหน้า

จะทำบุญให้ทานการศรัทธา ต่างมาที่วัดป่าเลไลยก์

หญิงชายน้อยใหญ่ไปแออัด ขนทรายเข้าวัดอยู่ขวักไขว่

ก่อพระเจดีย์ทรายเรียงรายไป จะเลี้ยงพระกะไว้วันพรุ่งนี้......


งานเทศกาลนมัสการหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ มีปีละสองครั้ง คือในวันขึ้น 5-9 ค่ำ เดือน 5 และเดือน 12

 

 

สุพรรณบุรี

าลหลักเมืองสุพรรณบุรี ตั้งอยู่ในเขตเมืองโบราณสุพรรณบุรี ถนนมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี

 

สร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเป็นอาคารทรงไทย ภายในประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์สององค์คู่กัน สลักจากหินสีเขียว สวมหมวกทรงกระบอกศิลปกรรมสมัยลพบุรี

 

พ.ศ. 2435 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เสด็จมาตรวจราชการหัวเมืองสุพรรณบุรี และมาทอดพระเนตรศาลหลักเมืองแห่งนี้ด้วย

พ.ศ. 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซ่อมสร้างบริเวณศาลเพิ่มเติม

พ.ศ. 2480 สร้างกำแพงล้อมเขตเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีประตูเข้าด้านหน้า มีศาลาพักคนบูชา

พ.ศ. 2507 คณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหลักเมืองได้ปรับปรุงซ่อมแซมศาลหลักเมืองใหม่ และยังคงรูปแบบอาคารซึ่งเป็นอาคารทรงไทยไว้ภายในอาคารทรงตึกซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนอีกด้วย หลังจากนั้นก็มีการซ่อมแซมก่อสร้างเรื่อยมาจนปัจจุบัน

พ.ศ. 2478 กรมศิลปากรได้ ประกาศ ขึ้นทะเบียนศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478

 

 

สุพรรณบุรี

ระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อยู่ที่ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพระคชาธารออกศึกและ องค์เจดีย์ยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างเจดีย์เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีที่ทรงมีต่อพระมหาอุปราชาแห่งพม่า

เมื่อ ปี พ.ศ. 2134 และในปี พ.ศ. 2495 พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ประกอบด้วย พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพระคชาธารออกศึก และ องค์เจดีย์ยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีที่ทรงมีต่อพระมหาอุปราชาแห่งพม่าเมื่อเดือนมกราคม ปีพ.ศ.๒๑๓๕

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ กองทัพบกได้บูรณะปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์ขึ้นใหม่ โดยสร้างเป็นเจดีย์แบบลังกาทรงกลมใหญ่ สูง ๖๖ เมตร ฐานกว้างด้านละ ๓๖ เมตร ครอบเจดีย์องค์เดิมไว้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเสด็จไปประกอบพิธีบวงสรวงและเปิดพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๐๒ ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ ๒๕ มกราคม ของทุกปี เป็นวันถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์และถือเป็นวันกองทัพไทย พร้อมกันนั้นทางจังหวัดได้จัดให้มีงานเฉลิมฉลองพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ทุกปี เลยจากเจดีย์ไปประมาณ ๑๐๐ เมตร เป็นที่ตั้งของ พระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภายในมีรูปปั้นของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระสุพรรณกัลยา มีผู้นิยมไปสักการะบูชาอยู่เสมอ



 



สุพรรณบุรี

วัดสนามชัย ตั้งอยู่ หมู่ที่ 5 ตำบลสนามชัย (เดิมชื่อตำบลพิหารแดง) อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี

สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1706 มีเจดีย์ประธานขนาดใหญ่ 1 องค์ อุโบสถอยู่ทางทิศตะวันออก เจดีย์ประธานอยู่กลางและทิศตะวันตกมีกำแพงแก้วรายรอบ รวมทั้งเจดีย์ บริวาร ทรงสัณฐานเป็นเจดีย์ 16 เหลี่ยม ซ่อมแซมถึง 3 สมัย ตั้งแต่ ทวารวดี อู่ทอง และอยุธยา

วัดป่าเลไลยก์

สร้างก่อนปี พ.ศ. 1746 พบซากเจดีย์ขนาดใหญ่และกำแพงแก้วพร้อมเจดีย์บริวารเล็กๆทั้งสี่ทิศ

เมื่อปีพ.ศ. 2504-2505 กรมศิลปากร ขุดแต่งองค์เจดีย์ ภายในกลวง พบอัฐิธาตุป่นปนกับเถ้าถ่านจำนวนมากบรรจุไว้ในองค์เจดีย์

ลักษณะของเจดีย์

ภายในมีคูหาบรรจุอัฐิธาตุอยู่เป็นจำนวนมาก เข้าใจว่าเป็นอัฐิทหารในสงครามใด คราวหนึ่ง เจดีย์นี้จึงได้ชื่อว่า "เจดีย์ทหารนิรนาม" ปัจจุบันองค์เจดีย์และบริวารสถาน ได้รับการบูรณะจากกรมศิลปากร แล้วอาณา บริเวณขุดร่องน้ำ โดยรอบ

เจดีย์วัดสนามชัย เป็นเจดีย์ 16 เหลี่ยม กว้างด้านละ 48 เมตร ยาวด้านละ 62 เมตร สันนิษฐานจากศิลปะการก่อสร้างว่ามีการสร้างซ้อนกันอย่างน้อย 2 สมัย ตั้งแต่สมัยทวารวดี - สมัยอู่ทอง (คือช่วงปลายทวารวดีต่อสมัยอยุธยา) และ สมัยอยุธยา

จากพงศาวดารเหนือเล่าว่า วัดสนามชัย มีเนื้อที่ประมาณ 57 ไร่ อยู่ริมแม่น้ำสุพรรณบุรีฝั่งตะวันออก พระเจ้า กาแต ทรงให้มอญน้องผู้เป็นญาติสร้างขึ้นพร้อมกับบูรณะ

 

 

สุพรรณบุรี

ระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ ตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

สระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ อยู่ในตำบลสระแก้ว (เดิมชื่อ ตำบลพิหารแดง) อำเภอเมืองสุพรรณบุรี ห่างจากจังหวัดประมาณ 14 กิโลเมตร น้ำในสระทั้ง 4 นับถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณ เป็นน้ำที่ใช้ในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาและพระราชพิธีสรงน้ำมูรธาภิเษก ตามลัทธิพราหมณ์เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน





าญจนบุรี

วัดพระแท่นดงรัง หมู่ 10 ตำบลพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เป็นวัดโบราณมีแท่นหินขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านเชื่อกันว่า เป็นพระแท่นศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ในบริเวณวัดมีโบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติเช่น บ่อบ้วนพระโอษฐ์ วิหารพระอานนท์ ฯลฯ และยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน

งานนมัสการ วัดพระแท่นดงรังวรวิหาร กลางเดือน 4 ของไทย

สร้างขึ้นมาแต่สมัยใดไม่ปรากฎ ค้นพบปูชนียสถานพระแท่นดงรังในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ซึ่งก็มีการกล่าวถึงวัดและวิหารพระแท่นในนิราศพระแท่นดงรังของสามเณรกลั่นซึ่งได้เดินทางมามนัสการพระแท่นดงรังกับสุนทรภู่ เมื่อปี 2376

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาต ยกวัดพระแท่นดงรังเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชพิธีสถาปนา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร



าญจนบุรี

วัดท่ากระดาน หมู่ 2 ตำบลท่ากระดาน ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นวัดราษฎร์

วัดท่ากระดาน หรือ วัดกลาง อันเป็นวัดสำคัญ 1 ใน 3 วัดของ เมืองท่ากระดาน เมืองเก่าแก่ริมแม่น้ำแควใหญ่ที่มีความสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยาเคียงคู่กับเมืองกาญจนบุรีเก่า และเมืองไทรโยค คือ เป็นเมืองที่มีเจ้าปกครอง อีกทั้งเป็นเมืองหน้าด่านที่ต้องสู้รบกับกองทัพพม่าที่ยกทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ในทุกคราว ปัจจุบันลักษณะสภาพทางภูมิศาสตร์ จึงถูกยุบเป็นกิ่งอำเภอเมื่อ พ.ศ.2438 และลดฐานะเป็นหมู่บ้านและตำบลอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี

ถ้ำทางตอนเหนือของเมืองท่ากระดานเก่าขึ้นไปตามลำน้ำ ซึ่งเดิมเป็นวัดเก่าแก่ เนื่องจากมีศาสนวัตถุที่ปรักหักพังและพระเจดีย์เป็นจำนวนมาก และจากวัตถุโบราณที่พบ เช่น บาตรขนาดเขื่อง เตาดินเก่าๆหลายเตา มีสนิมแดง ตกอยู่เรี่ยราดบริเวณเตาและพบพระท่ากระดานทุกๆพิมพ์ เป็นแหล่งสร้างพระท่ากระดาน

พ.ศ. 2495 ได้มีการขุดค้นหาโบราณวัตถุกันเป็นการใหญ่และได้พบพระพิมพ์เนื้อตะกั่วสนิมแดงที่วัดทั้งสามเป็นจำนวนมากที่วัดกลาง ซึ่ชื่อเต็มว่า วัดท่ากระดาน ได้ปรากฏพระพิมพ์เนื้อตะกั่วสนิมแดงที่สนิมแดงงามจัดและปิดทองมาแต่ในกรุทุกองค์ กอปรกับวัดนี้ตั้งอยู่ในส่วนกลางของเมืองท่ากระดานเก่า

พระท่ากระดาน มีพุทธลักษณะเค้าพระพักตร์เคร่งขรึมน่าเกรงขาม แข้งเป็นสัน และพระหนุแหลมยื่นออกมา ลักษณะเหมือน "พระอู่ทองหน้าแก่ อันเป็นพุทธศิลปะลพบุรี และด้วยอายุการสร้างเกินกว่า 500 ปี พระท่ากระดานส่วนมากจึงเกิด สนิมไขและสนิมแดง ขึ้นคลุมอย่างหนาแน่นและส่วนใหญ่จะลงรักปิดทองมาแต่เดิม






พชรบุรี ได้แก่ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระนครคีรี พระธาตุจอมเพชร ศาลหลักเมืองเพชรบุรีหลังเก่า พระปรางค์วัดมหาธาตุ

ระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท

 

ความเป็นมา

                 ร่องรอยของผู้คนในอดีตในเขตจังหวัดเพชรบุรี ปรากฏหลักฐานในรูปของโบราณวัตถุ โบราณสถาน แหล่งที่อยู่อาศัยหลงเหลืออยู่ทั่วไปตั้งแต่ในช่วงที่เป็นชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์พบหลักฐานแถบภูเขาทางตะวันตกในเขตอำเภอ

ท่ายาง จวบจนสังคมพัฒนาขึ้นภายใต้วัฒนธรรมแบบทวารวดี ก็พบร่องรอยของชุมชนเหล่านี้ในหลายพื้นที่ เช่น กลุ่มผลิตรูปเคารพหนองปรง ในเขตอำเภอเขาย้อย กลุ่มบ้านหนองพระ เนินโพธิ์ใหญ่ เนินดินแดง วัดป่าแป้นในเขต อำเภอบ้านลาด กลุ่มเขากระจิว ในเขตอำเภอท่ายาง กลุ่มทุ่งเศรษฐี ในเขตอำเภอชะอำ แต่ในลุ่มแม่น้ำเพชรบุรีก็ยังไม่พบ หลักฐานของเมืองที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบแบบเมืองทวารวดีที่ พบทั่วไปใน ลุ่มแม่น้ำสำคัญอื่น ๆ ในแถบภาคกลางของ ไทยแต่ก็พบหลักฐานโบราณวัตถุแบบทวารวดี คือธรรมจักรหินในบริเวณชุมชนเก่าทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเพชรบุรี

เพชรบุรีในวัฒนธรรมเขมรโบราณ

                  เมื่อชุมชนในแถบลุ่มแม่น้ำเพชรบุรีได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมเขมรโบราณในช่วงเวลานี้น่าจะมีการพัฒนาขึ้นในระดับหนึ่ง คงมีการสร้างเมืองในรูปแบบของวัฒนธรรมเขมรโบราณเป็นรูปสี่เหลี่ยมขึ้นที่ทางฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำเพชรบุรี (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลช่องสะแก อำเภอเมืองเพชรบุรี) ผลจากการศึกษาจากภาพถ่ายทางอากาศ (โดยผ่องศรี วนาสิน และทิวา ศุภจรรยา) พบว่าบริเวณเมืองเพชรบุรีมีร่องรอยของแนวคูเมืองและกำแพงเมือง ที่มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยม

ที่ใกล้จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมากกว่าสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความยาวของแนวคูเมืองกำแพงเมืองแต่ละด้านกว่า 1 กิโลเมตร เมืองนี้ใช้แม่น้ำเพชรบุรีเป็นคูเมืองด้านทิศตะวันตก ลักษณะของผังเมืองที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมแบบสม่ำเสมอเป็นเมือง ที่มีอายุหลังสมัยทวารวดีมักพบมากในช่วงที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมเขมรโบราณลงมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น จึงอาจกล่าวได้ว่าร่องรอยของแนวคูเมืองกำแพงเมืองที่หลงเหลืออยู่นี้ เป็นร่องรอยของเมืองตั้งแต่ในช่วงที่ได้รับ อิทธิพลวัฒนธรรมเขมร หลักฐานที่เป็นเครื่องสนับสนุนความเป็นบ้านเป็นเมืองในช่วงเวลานี้คือ โบราณสถานที่วัด กำแพงแลง อันได้แก่ปรางค์ศิลาแลง 5 องค์ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมและรูปเคารพที่ได้จากบริเวณนี้ล้วนมีอิทธิพล ศิลปเขมรโบราณแบบบายน ที่มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 - 19 และถ้าหากเชื่อว่าเมืองนี้คือหนึ่งในเมืองที่ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งราชอาณาจักรกัมพูชาได้ทรงประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถไว้ เมืองนี้ก็คือเมือง ศรีชัยวัชรบุรี

ชื่อเมืองและที่ตั้งของเมือง


                   ชื่อของเมืองเพชรบุรีปรากฏหลักฐานแน่ชัด ในศิลาจารึกสุโขทัย 2 หลัก คือ ศิลาจารึกหลักที่ 1 และศิลาจารึกวัดเขากบ ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ตอนที่กล่าวถึงเมืองในอาณาเขตของสุโขทัยที่อยู่ทางใต้กล่าวว่า "...เบื้องหัวนอน รอดคนที พระบาง แพรก สุพรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบุรี ศรีธรรมราช ฝั่งทะเลสมุทรเป็นที่แล้ว..." จากข้อความในจารึกแสดงให้เห็นว่า เพชรบุรีมีฐานะเป็นเมืองที่น่าจะมีความสำคัญใกล้เคียงกับเมืองต่าง ๆ ที่ถูกกล่าวถึงในจารึก เช่น สุพรรณภูมิ ราชบุรี และนครศรีธรรมราช และในศิลาจารึกวัดเขากบ ที่กล่าวถึงการแสวงหาพระธาตุจนถึงเมืองอินเดียและลังกาตอนหนึ่ง

กล่าวถึงเส้นทางขากลับที่ ได้เดินทางมาขึ้นบกที่ตะนาวศรี แล้วตัดข้ามมาเพชรบุรี ย้อนขึ้นไปยังราชบุรีและอโยธยาดังนี้ "...โสด ผสมสิบข้าว ข้ามมาลุตะนาวศรี เพื่อเลือกเอาฝูงคนดี .... สิงหลทีป รอดพระพุทธศรีอารยไมตรี เพชรบุรี ราชบุรีน...ส อโยธยา ศรีรามเทพนคร..." สำหรับที่ตั้งของเมืองเพชรบุรีในช่วงเวลาดังกล่าวไม่อาจกล่าวได้เนื่องจาก ไม่มีหลักฐาน แน่ชัด แต่ถ้าหากพิจารณาจากหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ในด้านศิลปสถาปัตยกรรมก็ไม่พบอิทธิพลศิลปะสุโขทัย ที่เด่นชัด แต่มีข้อน่าสน ใจประการหนึ่งคือ ที่วัดมหาธาตุเมืองเพชรบุรี แม้ว่าจะไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นมาเมื่อใด และผ่านการบูรณะมาหลายครั้งหลายสมัย แต่ก็พบว่าฐานรากมีอิฐขนาดใหญ่แบบเดียวกับที่ใช้สร้าง โบราณสถานในวัฒนธรรมทวารวดี น่าเสียดายที่ไม่มีหลักฐานชัดแจ้ง รูปทรงองค์ปรางค์ที่ปรากฏอยู่ก็เป็นการบูรณะ ในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งอาจคงเค้าเดิมไว้คล้ายกับองค์มหาธาตุอื่น ๆ ที่ได้รับการบูรณะในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือทรงเรียวแบบฝักข้าวโพด ประกอบกับหลักฐานแวดล้อมอื่น เช่น ศาสนสถานอื่น ๆ ก็ปรากฏเป็นสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งคงได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และเมื่อมีการบูรณะในปัจจุบัน พบโบราณวัตถุ เช่น เครื่องถ้วยจีนเป็นเครื่องเคลือบสมัยราชวงศ์สุ้งเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีอายุในราว พุทธศตวรรษที่ 16 - 19 อาจเป็นการนำของมีค่าในยุคก่อนนำมาฝังก็เป็นได้ แต่ก็ไม่น่าจะมีอายุห่างจากโบราณวัตถุมากนัก อาจจะราวปลาย พุทธศตวรรษที่ 18 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยา อย่างไรก็ตามก็ยังมีหลักฐานอื่นที่เก่าไปกว่า สมัยอยุธยาเป็นเครื่องสนับสนุน คือ พระพุทธรูปหินทรายแดงขนาดใหญ่ ศิลปะอู่ทอง และยังมีเสมา ที่มีลวดลายซึ่ง นักวิชาการบางท่านเชื่อว่า เป็นศิลปะอู่ทอง หรือศิลปะก่อนอยุธยา จึงกล่าวได้ว่าวัดมหาธาตุ เมืองเพชรบุรีนี้ มีมา ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา อันเป็นช่วงเวลาที่พุทธศาสนาเถรวาทจากลังกา ที่นครศรีธรรมราชแพร่หลายขึ้นมาผ่านเพชรบุรี ีดินแดนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปยังสุโขทัย แล้วเป็นศาสนาหลักของสังคมที่เป็นบ่อเกิดของ วัฒนธรรมอีก หลายด้าน โดยเฉพาะในส่วนที่เนื่องในศาสนาเป็นต้นว่าการสร้างศาสนสถาน เมื่อไทยรับเอาลัทธิลังกาวงศ์เข้ามาเมื่อต้นสุโขทัย ได้เกิดธรรมเนียมการมีวัดมหาธาตุเป็นวัด สำคัญ ของเมือง แต่มิได้หมายความว่าพระธาตุเจดีย์เพิ่งจะเริ่มมีในสมัยสุโขทัย เนื่องจากมีธาตุเจดีย์อีกหลายองค์ที่มีอายุเก่ากว่ายุคสุโขทัย เช่น พระบรมธาตุเมืองไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ธรรมเนียมการสร้างธาตุเจดีย์เป็นปูชนียสถานน่าจะเข้ามาตั้งแต่ครั้งที่พระพุทธศาสนา เข้ามาใน ดินแดนที่ เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน ในระยะแรก ๆ ส่วนธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจากลัทธิลังกาวงศ์คือ การมีวัดมหาธาตุเป็นหลักของเมือง มีข้อสนับสนุนจากโบราณสถานที่ปรากฏในปัจจุบัน ในเมืองสำคัญ ๆ หลายเมือง ไม่ว่าจะเป็นเมืองสุโขทัย ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก สวรรคโลก สุพรรณบุรี ราชบุรี สวรรค์บุรี และสิงห์บุรี เป็นต้น ล้วนแต่มีวัดมหาธาตุเป็นวัดหลักของเมืองทั้งสิ้น รวมทั้งเมืองเพชรบุรีด้วย ความสัมพันธ์ของเมืองเพชรบุรี กับสุโขทัยในช่วงเวลาดังกล่าวแม้ว่าจะไม่เด่นชัด แต่จากข้อความในจารึกสุโขทัยทั้ง 2 หลักที่กล่าวข้างต้น ก็บ่งชัดว่า เพชรบุรีมีฐานะเป็นเมืองเมืองหนึ่ง ตำแหน่งที่ตั้งของมหาธาตุนี้อยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรีทางฝั่งตะวันตก ซึ่งอยู่คนละฟากกับ เมืองในสมัยที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ปราสาทวัดกำแพงแลง หากว่าวัดมหาธาตุได้สถาปนา ขึ้นในช่วงสมัยสุโขทัย บ้านเมืองทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเพชรบุรี ก็คงมีความสำคัญอาจเป็นศูนย์กลางของเมืองในช่วง เวลาดังกล่าว ในสมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏหลักฐานในกฎหมายตราสามดวง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้โปรดให้ชำระขึ้นมีความตอนหนึ่งว่าสมัยพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยา ตอนหนึ่งในพระราชบัญญัติหัวเมืองบัญญัติไว้ว่า "...ออกพระศรีสุริทฤาไชย เมืองเพชญบุรีย ขึ้นประแดงเสนฎขวา..." โดยมีฐานะเป็นเมืองจัตวา และในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เมืองเพชรบุรีจัดอยู่ในหัวเมือง ฝ่ายตะวันตก โดยปรากฏหลักฐานอยู่ใน คำให้การชาวกรุงเก่า โดยเรียกว่า เมืองวิดพรี นอกจากในเอกสารของไทยแล้ว ในเอกสารของชาวตะวันตกที่เข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยายังได้บันทึกเรื่องราวของเมืองเพชรบุรี ไว้อีกหลายที่ด้วยกัน เช่น Tome Pires ชาวโปรตุเกสที่เดินทางไปยังอินเดียและมะละกา ในปี พ.ศ.2054 และได้ทำบันทึกเกี่ยวกับเมืองที่สำคัญ ที่มีบทบาททางการค้าระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก เอาไว้ โดยกล่าวถึง เมืองเพชรบุรี (Peperim , Pepory) ว่าเป็นเมืองท่าที่สำคัญ เมืองหนึ่งใน เขตฝั่งตะวันออก แล้วยังเป็นเมืองที่มีเจ้าเมืองปกครองเยี่ยงกษัตริย์ และยังมีสำเภาส่งไปค้าขายยังภูมิภาคต่างๆด้วยส่วนในประวัติศาสตร์แห่งพระราชอาณาจักรสยาม ของนายฟรังซัวร์ อังรี ตุรแปง กล่าวว่า เมืองเพชรบุรี (Pipli) เป็นท่าเรือติดทะเล ค้าข้าว ผ้า และฝ้ายมาก นิโกลาส์ แชรแวส ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามา กรุงศรีอยุธยาในสมัย สมเด็จ พระนารายณ์ได้กล่าวไว้ใน ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม ในบทที่ว่าด้วยเมืองบางกอกและเมืองท่าอื่น ๆ กล่าวถึง เมืองเพชรบุรีไว้ด้วยคือ "เมืองพิบพลี (Piply : เพชรบุรี)... อยู่ไกลจากปากน้ำเพียง 10 หรือ 12 ลี้ เท่านั้น เป็นเมืองเก่ามาก กล่าวกันว่าเคยเป็นเมืองที่งดงาม..." จดหมายเหตุ การเดินทางของพระสังฆราชแห่งเบริธ ที่เดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2205 (สมัยสมเด็จพระนารายณ์) ได้กล่าวถึงเมืองเพชรบุรี ไว้ว่า "จากเมืองปราณบุรี เรามาถึงเมืองเพชรบุรี (Pipili) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม โดยใช้เวลา เดินทาง 5 วัน เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่และมีกำแพงเมืองก่ออิฐ" จาก The History of Japan together with a description of the Kingdom of Siam 1690 - 92 ของ Engellbert Kaempfer M.D. ที่เดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ.2233 ได้บรรยายเส้นทางการเดินทางไว้ตอนหนึ่งว่า "...ต่อจากนั้นก็ถึงจาม (Czam) ถัดขึ้นไปคือเพชรบุรี (Putprib)" ในจดหมายเหตุของมองสิเออร์เซเบเรต์ ราชทูตฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรี ในสมัยสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช ตอนที่กล่าวถึงการเดินทางเพื่อไปลงเรือที่เมืองมะริด ในปี พ.ศ.2230 ได้บรรยายเมืองเพชรบุรีไว้ว่า "เมืองเพชรบุรีนี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ในประเทศสยามและเดิม ๆ มาพระเจ้าแผ่นดินสยามก็เคยมาประทับอยู่ในเมืองนี้เสมอ ๆ เมืองนี้มีกำแพงก่อด้วยอิฐล้อมรอบ และมีหอรบหลายแห่ง แต่กำแพงนั้นชำรุดหักพังลงมากแล้วยังเหลือดีอยู่แถบเดียว เท่านั้น บ้านเรือนในเมืองนี้ไม่งดงามเลย เพราะเป็นเรือนปลูกด้วยไม้ไผ่ทั้งสิ้นสิ่งที่งามมีแต่วัดวารามเท่านั้น และวัดในเมือง นี้ก็มีเป็นอันมาก..." จากเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า ในเอกสารฝ่ายไทย เรียก เมืองเพชรบุรี ในสมัย กรุงศรีอยุธยาว่า เมืองเพชญบุรีย ส่วนที่เรียกว่า เมืองวิดพรี ในคำให้การชาวกรุงเก่านั้น เอกสารฉบับนี้ต้นฉบับ เป็นภาษาพม่า กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณขอคัดสำเนามาจากพม่า แล้วมาแปลเป็นภาษาไทยอีกทีหนึ่ง เป็นเรื่องราวพงศาวดารไทยที่พระเจ้าอังวะกษัตริย์พม่าให้เรียบเรียงจากคำให้การของชาวไทยที่ถูกกวาดต้อนไปเมื่อ ครั้งพม่ายกมาตีกรุงศรี อยุธยา จึงเป็นไปได้ว่าชื่อวิดพรีนั้น เป็นการเรียกตามสำเนียงพม่า ส่วนในเอกสารชาว ตะวันตกที่เข้ามากรุงศรีอยุธยา ก็เรียกชื่อเมืองเพชรบุรีแตกต่างกันไปหลายแบบคือ Tome Pires ชาวโปรตุเกส (พ.ศ.2054) เรียกว่า Peperim , Pepory ในจดหมายเหตุการเดินทางของพระสังราชแห่งเบริธ (พ.ศ.2205) เรียก Pipili ในประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม ของนิโกลาส์ แชรแวส เรียก Piply ส่วนใน The History of Japan together with a description of the Kingdom of Siam 1690 - 92 ของ Engellbert Kaempfer M.D.(พ.ศ.2233) เรียก Putprib เหตุที่มีการเรียกชื่อเมืองเพชรบุรีแตกต่างกันหลายแบบน่าจะเป็นการถ่ายเสียง จากภาษาไทยตามสำเนียงของแต่ละชาติแต่ละภาษา

เพชรบุรีในสมัยสุโขทัย อาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนรามคำแหงแม้จะมีอำนาจครอบคลุมเพชรบุรี แต่เพชรบุรีก็ยังมีอิสระอยู่มาก สามารถส่งทูตไปจีนได้ ต้นวงศ์ของกษัตริย์เพชรบุรีในช่วงสมัยสุโขทัยคือ พระพนมทะเลศิริ ผู้เป็นเชื้อสายของพระเจ้าพรหมแห่งเวียงไชยปราการ ราชวงศ์นี้ได้ครองเมืองเพชรบุรีมาจนถึงสมัยพระเจ้าอู่ทอง จึงได้เสด็จไปสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

 

           เพชรบุรีในสมัยอยุธยาตอนต้น 

เพชรบุรีขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาในแบบศักดินาสวามิภักดิ์มีขุนนางควบคุมเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยพระบรมไตรโลกนาถอำนาจใน ส่วนกลางมีมากขึ้น เพชรบุรียังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกรุงศรีอยุธยา ดังนั้นอำนาจจากส่วนกลางจึงมามีส่วนในการปกครองเพชรบุรีมากกว่าเดิม

ในสมัยพระมหาธรรมราชา ทางเขมรได้ให้พระยาจีนจันตุยกทัพมาตีเมืองเพชรบุรี แต่ชาวเพชรบุรีป้องกันเมืองไว้ได้ ต่อมาพระยาละแวกได้ยกทัพมาเองมีกำลังประมาณ 7,000 คน เมืองเพชรบุรีจึงตกเป็นของเขมร จนถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงตีเขมรชนะ เพชรบุรีจึงเป็นอิสระ และเนื่องจากทรงโปรดปรานเมืองเพชรบุรีเป็นพิเศษ จึงได้เสด็จมาประทับที่เมืองเพชรบุรีเป็นเวลาถึง 5 ปี ก่อนจะทรงยกทัพใหญ่ไปปราบพม่า และสวรรคตที่เมืองหาง

เจ้าเมืองเพชรบุรีและชาวเมืองเพชรบุรีได้ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้กับข้าศึกหลายครั้ง นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเชษฐาธิราชและสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ โดยเฉพาะในสมัยพระเทพราชานั้น การปราบปรามเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชซึ่ง แข็งเมือง พระยาเพชรบุรีได้เป็นกำลังสำคัญในการส่งเสบียงให้แก่กองทัพฝ่ายราชสำนักอยุธยา อย่างไรก็ดีเมืองเพชรบุรีถูกตีแตกอีกครั้ง เมื่อพม่าโดยมังมหานรธราได้ยกมาตีไทย จนไทยต้องเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเป็นครั้งที่ 2 นั่นเอง

           เพชรบุรีในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์  

                 ตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินจนถึงแผ่นดินพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  ไทยยังคงทำสงครามกับพม่ามาโดยตลอดซึ่ง เจ้าเมืองและชาวเมืองเพชรบุรีก็ยังคงมีส่วนในการทำสงครามดังกล่าว จนเมื่อพม่าตกเป็นของอังกฤษบทบาทของเมืองเพชรบุรีที่มีต่อเมืองหลวงและราชสำนักจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดปรานเมืองเพชรบุรีตั้งแต่ครั้ง     ยังทรงผนวชอยู่เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว  โปรดให้สร้างพระราชวัง วัดและพระเจดีย์ใหญ่ขึ้นบนเขาเตี้ย ๆ ใกล้กับตัวเมืองและพระราชทานนามว่า  "พระนครคีรี"             ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดให้สร้างพระราชวังอีกแห่งหนึ่งในตัวเมืองเพชรบุรี คือ "พระรามราชนิเวศน์" หรือที่เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า "วังบ้านปืน"

           และด้วยความเชื่อที่ว่าอากาศชายทะเลและ   น้ำทะเลอาจบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าให้สร้างพระราชวัง "พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน" ขึ้นที่ชายหาดชะอำเพื่อใช้เป็นที่ประทับรักษาพระองค์



อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี

ระนครคีรี พระนครคีรี เป็นพระราชวังใน อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2401 บนเขาสมณะซึ่งเป็นภูเขาที่มียอดใหญ่ 3 ยอด เมื่อสร้างพระราชวังแล้วจึงพระราชทานนามว่ายอดเขามหาสวรรค์ คนทั่วไปเรียกว่า เขาวัง พระนครคีรีเป็นที่ประทับในฤดูร้อนเมื่อเสด็จประพาสเพชรบุรี โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค ต่อมาคือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) เป็นแม่กองก่อสร้าง และโปรดเกล้าฯ ให้เรียกสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ บนเขาทั้ง 3 ยอดนี้ว่า พระนครคีรี นอกจากนั้นยังโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดสมณะแล้วพระราชทานนามว่าวัดมหาสมณาราม พระนครคีรีประกอบด้วยพระที่นั่งต่าง ๆ คือ พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระที่นั่งราชธรรมสภา พระตำหนักสันถาคารสถาน หอพิมานเพชรมเหศวร หอจตุเวทปริตพงษ์ และหอชัชวาลเวียงชัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาประทับที่พระนครคีรีเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2404 และเสด็จมาประทับแรมอีกหลายครั้ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาประทับที่พระนครคีรีเป็นครั้งคราว แต่หลังจากรัชสมัยของพระองค์เป็นต้นมา พระนครคีรีไม่ได้ใช้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์อีก ในรัชกาลปัจจุบันโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมพระราชวังแห่งนี้ และจัดเป็นพิพิธภัณฑ์พระนครคีรี เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม



พชรบุรี



ระธาตุจอมเพชร

พระธาตุจอมเพชร และหมู่พระที่นั่ง พระธาตุจอมเพชรเป็นพระเจดีย์ทรงลังกาสีขาวประดิษฐานอยู่ ณ "อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี" พระเจดีย์นี้มีอายุเก่าแก่สร้างมานานก่อนที่จะสร้างพระราชวังพระนครคีรี ในสมัยต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมและเสริมให้สูงขึ้น แล้วบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายใน แล้วพระราชทานชื่อว่า "พระธาตุจอมเพชร"

ลักษณะ

เป็นเจดีย์เก่าทรงลังกา ลักษณะภายในฐานกลวงเป็นหอกลมกลางฐานตรงกลางมีเสาใหญ่รับน้ำหนักองค์พระเจดีย์ รอบพระเจดีย์มีทางเข้าไปยังหอกลมสี่ทางด้วยกัน องค์เจดีย์สร้างบนภูเขาสูง 92 เมตร มีความสูงจากฐานเจดีย์ 40 เมตร

การก่อสร้าง

ในครั้งนั้นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นแม่กองในการก่อสร้าง และเมื่อสำเร็จแล้วโปรดเกล้า" พระราชทานนามว่า "พระราชวังพระนครคีรี" ส่วนเขาลูกนี้ก็พระราชทานชื่อให้ใหม่ว่า "เขามหาสวรรค์" เขามหาสมณะหรือเขามหาสวรรค์นี้มีทั้งหมด 3 ยอด ยอดซึ่งเป็นที่ตั้งพระราชวังคือยอดทางทิศตะวันตกของเมืองเพชรบุรี ส่วนยอดกลางนั้นเป็นที่ตั้งของ พระธาตุจอมเพชร อีกยอดหนึ่งที่อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองเพชรบุรี เป็นที่ตั้งของวัดพระแก้วน้อย "เขามหาสวรรค์" หรือ "เขาวัง" อันเป็นชื่อที่ชาวเมืองเพชรบุรีคุ้นเคยกันดีนั้น เดิมมีชื่อ "เขาคีรี" เมื่อมีผู้สร้างวัดขึ้นที่ไหล่เขาแห่งนี้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และตั้งชื่อวัดว่า "มหาสมณะ" จึงเรียกเขาลูกนี้ตามชื่อของวัดที่สร้างขึ้นใหม่ ต่อมาพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ มาที่เมืองเพชรบุรี และทรงพอพระราชหฤทัยมากกับบรรยากาศของธรรมชาติบนเขาแห่งนี้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังขึ้น เพื่อเป็นที่สำหรับแปรพระราชฐานมาประทับพักผ่อน




พชรบุรี



าลหลักเมืองเพชรบุรีหลังเก่า



พชรบุรี

ระปรางค์วัดมหาธาตุ


สารบัญ

• 1 วัดมหาธาตุวรวิหาร

• 2 สันนิษฐาน

• 3 การบูรณะปฏิสังขรณ์

• 4 สถานที่ประกอบพิธีน้ำอภิเษก

 • 5 ประดิษฐาน

• 6 ความสำคัญ

• 7 หนังสืออ้างอิง

 

 วัดมหาธาตุวรวิหาร

ตั้งอยู่ ตำบลหนองกระแซง อำเภอเมืองเพชรบุรี สร้างมาแต่สมัยอยุธยา มีพระปรางค์ห้ายอด ล้อมรอบด้วยพระระเบียงคด ที่หน้าบันพระวิหารหลวงประดับลวดลายปูนปั้นศิลปะอยุธยา ใบเสมาคู่สมัยอยุธยาตอนปลาย ทำด้วยหินทรายแดง จำหลักลวดลายทั้งใบ ความสูงถึงยอดนภศูลประมาณ ๕๕ เมตร รอบฐานยาว ๑๒๐ เมตร

 

สันนิษฐาน

วัดมหาธาตุวรวิหารมีอายุมากกว่า ๑,๐๐๐ ปี หลักฐานจากสมุดเพชรบุรี ระบุว่าได้พบอิฐสมัยทวาราวดี บริเวณป่าช้าวัดมหาธาตุ ฯ ด้านที่อยู่ติดกับวัดแก่นเหล็ก เป็นแผ่นอิฐยาวประมาณหนึ่งศอก ปิดทับอยู่บนหลุมฝังศพ มีซากโครงกระดูกหนึ่งโครง มีอักษรจารึกที่แผ่นอิฐนั้นมีความว่า "ข้าพเจ้าจีนแดงได้สร้างพระปรางค์ไว้ไม่สำเร็จ ขอให้ข้าพเจ้าได้สร้างพระปรางค์นี้อีกต่อไป"

 

การบูรณะปฏิสังขรณ์

ในสมัยรัตนโกสินทร์มาโดยตลอด ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการบูรณะมาแล้ว ๕ ครั้ง คือ พ.ศ.๒๓๕๗ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พ.ศ.๒๔๐๖ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหม และพระเพชรพิไสยศรีสวัสดิ์ (ท้วม บุนนาค) รักษาการเจ้าเมืองเพชรบุรี ร่วมกันบูรณะปฏิสังขรณ์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาสุรพันธพิพิสุทธ (เทศ บุนนาค) ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระปรางค์ โดยก่อให้สูงระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่เสร็จองค์พระปรางค์ก็พังลงมา จึงได้ก่อขึ้นไปอีกประมาณสี่ศอก งานค้างอยู่เพียงเท่านั้น เนื่องจากเจ้าพระยา ฯ ถึงแก่อสัญกรรมเสียก่อน พ.ศ.๒๔๗๑ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสุวรรณมุนี (ชิด) เจ้าอาวาส ได้มอบให้นายพิณ อินฟ้าแสง เป็นผู้ออกแบบ และขออนุญาตบูรณะปฏิสังขรณ์ต่อทางราชการ ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จเป็นองค์พระปรางค์ห้ายอด แต่ยังไม่มีลวดลายตกแต่งภายนอก เพราะทุนทรัพย์หมดลง ใช้เวลาดำเนินการอยู่ ๑ ปี ๑๑ เดือน รวมเงิน ๑๓,๐๐๐ บาท ในการบูรณะครั้งนี้ได้พบตลับลายครามบรรจุพระพิมพ์ขนาดเล็ก เป็นพระพุทธรูปทองและเงิน และพบพระบรมสารีริกธาตุจำนวนสององค์ พ.ศ.๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จ ฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ไปยังวัดมหาธาตุ ฯ ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน ๑,๕๐๐ บาท ร่วมบูรณะปฏิสังขรณ์พระปรางค์ด้วย ได้มีผู้ร่วมบริจาคเงินโดยเสด็จพระราชกุศลเป็นจำนวนมาก การบูรณะแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๙ เป็นพระปรางค์ที่สูงใหญ่สง่างาม ประกอบด้วย ศิลปะปูนปั้นอย่างวิจิตรงดงาม รวมค่าก่อสร้างเป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท พ.ศ.๒๕๓๕ ใช้เวลาประมาณปีเศษ โดยใช้เงินจากผู้มีจิตศรัทธา เป็นเงิน ๑๑ ล้านบาทเศษ ร.ศ.๑๒๑ สมเด็จ ฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์ในจดหมายเหตุระยะทางไปมณฑลราชบุรี ได้กล่าวถึงภาพจิตรกรรมในพระวิหารหลวงว่า ผนังข้างบน ด้านหน้ามีมารประจญ ด้านข้างเทพชุมนุม หลังท้าวมหาชมพู ข้างล่างเรื่องมหาชาติ เห็นจะราวพระยอดฟ้า ไม่สู้เก่านัก ไม่สู้ดี แปลกแต่เทพชุมนุมมีวิทยาธรนั่งด้วย เห็นจะเอาอย่างวัดใหญ่

สถานที่ประกอบพิธีน้ำอภิเษก

วัดมหาธาตุ เดิมมีชื่อว่า วัดหน้าพระธาต วัดหน้าประธาตุ เป็นวัดเก่าแก่ สร้างมาแล้วประมาณ ๑,๙๐๐ ปี และ เป็น วัดพระอารามหลวง ชั้นตรี พ.ศ.๒๔๕๙ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จมาตรวจราชการคณะสงฆ์ในจังหวัดเพชรบุรีทรงขนานนามใหม่ว่า วัดมหาธาตุ" ครั้นเมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ สิ้นพระชนม์ การทอดกฐินก็เป็นกฐินหลวงตั้งแต่ปี

 

ประดิษฐาน

พระปรางค์ ๕ ยอด (พระศรีรัตนมหาธาตุ)พระปรางค์มีรูปทรงแบบเขมร พื้นล่างของพระปรางค์เป็นศิลาแลง สร้างมาพร้อมกับวัดกำแพงแลง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของตัวเมืองเพชรบุรี พระปรางค์นี้ได้บรรจุพระบรมสาริริกธาตุไว้ทั้ง ๕ ยอด คือ ยอดใหญ่ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ยอดเล็กทางด้านทิศตะวันออกเป็นอุทเทสเจดีย์ ทางด้านทิศใต้เป็นธาตุเจดีย์ ทางด้านทิศตะวันตกเป็นบริโภคเจดีย์ และทางทิศเหนือบรรจุพระธรรมเจดีย์ พ.ศ.๒๔๗๙ พระปรางค์ ๕ ยอดนี้เคยชำรุดหักพังมาแล้ว ๒ ครั้ง วัดส่วนสูงได้ ๒๗ วาเศษ ส่วนฐานวัดโดยรอบได้ ๖๐ วาเศษ เป็นปูชนียสถานที่ประชาชนเคารพบูชามาก

 

ความสำคัญ

วัดมหาธาตุ เป็นสถานที่ประกอบพิธีน้ำอภิเษก น้ำอภิเษกจากจังหวัดเพชรบุรี เป็นน้ำที่ตักจากน้ำแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณหน้า วัดท่าชัย (ปัจจุบัน คือวัดท่าชัยศิริ) ตำบล สมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ความสำคัญของน้ำที่วัดท่าชัยศิรินี้มีมาว่า สมัยโบราณกองทัพไทยรบกับกองทัพพม่า กองทัพไทยได้ถอยมาถึงวัดใต้ ซึ่งต่อมาเรียกว่า วัดชัย ทหารไทยได้ลงดื่มน้ำที่ศาลาท่าน้ำของวัดนี้ แล้วกลับขึ้นไปยึดโบสถ์วัดใต้เป็นที่มั่นต่อสู้กับกองทัพพม่าจนพม่าแตกหนีไป พ.ศ.๒๔๖๒ วัดมหาธาตุได้เป็นสถานที่ทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้างพระราชวังบนเขาวัง จึงได้ย้ายการทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ไปกระทำบนเขาวัง จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้ย้ายมาทำพิธีที่วัดมหาธาตุตามเดิม ปัจจุบันได้เลิกใช้ ตั้งแต่ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

 

 

ระจวบคีรีขันธ์ ได้แก่ วัดธรรมมิการามวรวิหาร พระบรมสารีริกธาตุบนอดเขาช่องกระจก วัดเขาช่องกระจก ปัจจุบันชื่อ วัดธรรมมิการามวรวิหาร


วัดเขาช่องกระจก ตั้งอยู่บนเขาช่องกระจกเป็นภูเขาขนาดเล็กตั้งอยู่ด้านหลังศาลากลางจังหวัดติดต่อกับอ่าวประจวบฯ มีลักษณะเด่นก็คือใกล้กับยอดเขาทางด้านทิศเหนือ จะเป็นช่องเขาขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดจากฝีมือของธรรมชาติ และถ้ามองจากด้านล่างจะเห็นว่าตรงช่องเขาแห่งนี้ มีลักษณะคล้ายกับกระจกใสขนาดใหญ่ส่วนด้านบนยอดเขานั้นเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และรอยพระพุทธบาทจำลอง โดยรอยพระพุทธบาทจะลองแห่งนี้แรกเริ่มเดิมทีนั้นสร้างโดย หม่อมเจ้าทองเติม ทองแกม ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยญาติพี่น้องเพื่อเป็นที่สักการะของประชาชน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2473

พ.ศ. 2496 คณะกรรมการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีพันตำรวจเอก ตระกูลวิเศษรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ได้พร้อมใจกันมอบถวายรอยพระพุทธบาทและภูเขาช่องกระจก ตลอดจนบริเวณโดยรอบแก่วัดธรรมมิการามวรวิหาร และจากนั้นทางวัดได้จัดให้มีงานประจำปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 เป็นต้นมา สำหรับพระบรมสมรีริกธาตุนั้นพระบาทสมเด็ดพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระยางเจ้าพระ-บรมราชินีนาถ ทรงมีราชศรัทธา พระราชทานพระบรมมิการาม ทูลขอพร้อมทั้งทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินทรงปัจจุบันในพระรูปเจดีย์ ณ วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2501 และเมื่อถึงวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2501 โปรดเกล้าให้อันเชิญพระบรมสารีริกธาตุพร้อมกับพระเจดีย์อันล้ำค่า ที่ทรงสร้างขึ้นจากกรุงเทพฯ มาพักไว้ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน รุ่งขึ้นวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2501 ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาถึงมณฑลพิธี เวลา 7.30 น. พระราชทานพระสารีริกธาตุแก่เจ้าอาวาส แล้วเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปยังพระเจดีย์บนยอดเขาและทรงประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุบนบุษบกในพระเจดีย์ ต่อจากนั้นทรงปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นหน่อของต้นพระศรีมหาโพธิ์เดิมจากพุทธคยา ที่ฐานพระโพธิ์บนยอดเขาเป็นอันเสร็จพระราชพิธีซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นล้นพ้น




สมุทรสาคร

ศาลหลักเมืองสมุทรสาคร ศาลหลักเมืองสมุทรสาคร ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองมหาชัย ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาครหลังปัจจุบันสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นอาคารเก๋งจีน ประวัติความเป็นมาของเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร แรงบันดาลใจหรือ เจ้าพ่อวิเชียรโชติ แกะสลักด้วยไม้โพธิ์ มีลักษณะคล้ายองค์พระสยามเทวาธิราช อยู่ในท่าประทับยืนบนเกี้ยว ซึ่งแกะสลักลวดลาย ปิดทองคำเปลวบริสุทธิ์ มีความสูงประมาณ ๑ ศอกเศษ ประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร เป็นที่เคารพสักการะของชาวสมุทรสาคร ศูนย์รวมจิตใจของประชาชน ชาวประมงและคนไทยเชื้อสายจีน จะมีความเชื่อถือศรัทธามาก ก่อนออกเรือหาปลาทุกครั้งจะต้องมีการจุดประทัดเป็นการเซ่นไหว้สักการะทุกครั้ง ในสมัยนั้นมีการพบแผ่นไม้แกะสลักคล้ายเทวรักษ์ลอยน้ำมาขึ้นที่คลองลัดป้อม ใกล้กับป้อมวิเชียรโชฎก สร้างเพิงหลังคามุงจากหลังเล็กๆ ให้ผู้คนที่ผ่านไปมาทั้งทางน้ำ และทางบก ได้สักการบูชา เมื่อมีผู้มาบูชาบนบานศาลกล่าว ปรากฏว่ามีหลายคนประสบความสำเร็จสมหวัง จนเป็นที่เลื่องลือของชาวบ้าน ต่อมาได้พร้อมใจกันสร้างศาลเจ้าขนาดใหญ่ขึ้น ตรงบริเวณกำแพงเมืองเก่า ซึ่งใช้เป็นป้อมปราการริมน้ำในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยป้อมแห่งนี้มี พระวิเชียรโชติ นายทหารใหญ่เจ้าเมืองสาครบุรีเป็นผู้ปกครอง และบังคับบัญชาป้อม ต่อมาเมื่อท่านเจ้าเมืองเสียชีวิต ชาวบ้านเล่าว่าวิญญาณของท่านมาสถิต ณ ศาลตรงป้อมปราการแห่งนี้ด้วย ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร มีชื่อเดิมที่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า "ศาลเทพเจ้าจอมเมือง" ตั้งอยู่บริเวณต้นศรีมาโพธิ์ ด้านหลังที่ว่าการอำเภอเมืองหลังเก่า ภายในบริเวณป้อมวิเชียรโชฎก ในปัจจุบันศาลเจ้าหลังดังกล่าวไม่ปรากฏร่องรอยเหลืออยู่เลย การเริ่มสร้าง ศาลหลักเมืองสมุทรสาคร แทนศาลเดิมได้เกิดขึ้นประมาณ พ.ศ. ๒๔๖๐-๒๔๖๑ โดยพระยาสาครคณาถิรักษ์ เจ้าเมืองสมุทรสาคร หลวงอนุรักษ์นฤผดุง นายอำเภอเมืองสมุทรสาคร และขุนสมุทรมณีรัตน์ กำนันตำบลท่าฉลอมได้ดำเนินการบอกบุญขอบริจาคจากชาวสมุทรสาคร ผู้มีจิตศรัทธา จนสามารถรวบรวมเงินทุนสร้างศาลขึ้นมาใหม่ ตามแบบที่ขอมาจากกรมศิลปกร แต่การก่อสร้างศาลครั้งนั้นไม่สำเร็จสมบูรณ์ ยังขาดช่อฟ้า ใบระกา เนื่องจากเงินทุนที่ประชาชนบริจาคไม่เพียงพอ ดังนั้นอีกสองปีต่อมา ขุนสมุทรมณีรัตน์ ขุนเชิดมหาชัย และนายยงกุ่ย หทัยธรรม ทั้งสามท่านจึงร่วมกันออกเงินส่วนที่เหลือ จนสร้างศาลเสร็จเรียบร้อย

ศาลหลักเมืองสมุทรสาคร เดิมเมืองสมุทรสาครมีแต่ศาลเจ้าหลักเมือง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า ศาลเทพเจ้าจอมเมือง ตั้งอยู่บริเวณต้นศรีมหาโพธิ ด้านหลังที่ว่าการอำเภอหลังเก่า ปัจจุบันไม่มีแล้ว

         การสร้างศาลหลักเมืองสมุทรสาครแทนศาลเดิม เกิดเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.๒๔๖๐ - ๒๔๖๑ โดยเจ้าเมืองสมุทรสาคร นายอำเภอเมือง ฯ และกำนันตำบลท่าฉลอม

         ในปี พ.ศ.๒๕๒๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน และคณะสงฆ์ ต้องการให้จังหวัดสร้างศาลหลักเมืองขึ้น ได้สรรหาไม้มงคลมาทำเสาหลักเมือง ได้ไม้ชัยพฤกษ์จากอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และจากอำเภอน้ำโสมจังหวัดอุดรธานีโดยกองหัตถ์ศิลป์ กรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบและแกะสลักมีขนาดสูง ๒.๘๐ เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๐๕ เมตร เสร็จแล้วผู้ว่าราชการจังหวัดได้นำขึ้นน้อมเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระสุหร่าย ทรงเจิม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔ ณ พระตำหนักจิตรลดา ฯ ส่วนศาลหลักเมือง กองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ออกแบบ มีขนาดกว้าง ๓๐.๘๐ เมตร ยาว ๓๐.๘๐ เมตร สูง ๑๙.๐๐ เมตร  ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน สร้างเสร็จเรียบร้อยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาธินัดดามาตุ เสด็จแทนพระองค์ทรงประกอบพิธีเปิดศาลหลักเมือง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๖



มุทรสาคร

าลพันท้ายนรสิงห์


ศาลพันท้ายนรสิงห์ ตั้งอยู่ที่ บ้านพันท้ายนรสิงห์ ตำบล พันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ศาลพันท้ายนรสิงห์ ศาลพันท้ายนรสิงห์ ตั้งอยู่ที่ บ้านพันท้ายนรสิงห์ ตำบล พันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ศาลพันท้ายนรสิงห์ เป็นอนุสาวรีย์แห่งความซื่อสัตย์ รักษากฎระเบียบ กฎมณเฑียรบาลยิ่งกว่าชีวิตตน พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เรื่อง พันท้ายนรสิงห์ เมื่อปี พ.ศ.2247 สมเด็จพระเจ้าเสือ เสด็จโดยเรือพระที่นั่งเอกชัย จะไปประพาสเพื่อทรงเบ็ด ณ ปากน้ำ เมืองสาครบุรี เมื่อเรือพระที่นั่งถึงตำบล โคกขามซึ่งเป็นคลองคดเคี้ยวและมีกระแสน้ำเชี่ยวกราก พันท้ายนรสิงห์ ซึ่งถือท้ายเรือ พระที่นั่งมิสามารถคัดแก้ไขได้ทัน โขนเรือพระที่นั่งกระทบกับกิ่งไม้หักตกลงไปในน้ำ พันท้ายนรสิงห์จึงได้กระโดดขึ้นฝั่งแล้ว กราบทูลให้ทรงลงพระอาญา ตามพระกำหนดถึงสามครั้งด้วยกัน เนื่องจากในสองครั้งแรก สมเด็จพระเจ้าเสือทรง พระราชทานอภัยโทษ เพราะเห็นว่าเป็นอุบัติเหตุ สุดวิสัย แต่ท้ายสุดก็ได้ตรัสสั่งให้ ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ตามคำขอ แล้วสร้างศาลไม้ขนาดเล็ก ลักษณะเป็นศาลไม้ในสมัยปัจจุบัน หลังคามุงกระเบื้องดินเผาหางมน พื้นศาลเป็นไม้ยกชั้น 2 ชั้น มีเสารองรับ 6 เสา ฝาไม้ลูกประกนขนาดเล็ก ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 72 ตอนที่ 2 เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2498 กรมศิลปากรได้ดำเนินการจัดสร้างศาลพันท้ายนรสิงห์ขึ้น อยู่ถัดจากศาลเก่าที่พังลงมาไม่มากนัก โดยกันอาณาบริเวณรอบๆ ศาลไว้ประมาณ 100 ไร่ เพื่อจัดตั้งเป็น "อุทยานพันท้ายนรสิงห์" ภายในศาลมีรูปปั้นของพันท้ายนรสิงห์ขนาดเท่าของจริงในท่าถือท้ายคัดเรือ







มุทรสงคราม

วัดเพชรสมุทร (เดิมชื่อวัดบ้านแหลม)

วัดเพชรสมุทร วัดเพชรสมุทร เดิมชื่อ วัดบ้านแหลม ตั้งอยู่ที่ ตำบลแม่กลอง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นพระอารามหลวง พระรูปหล่อหลวงพ่อบ้านแหลม วัดเพชรสมุทร เป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร คนเกิดวันพุธกลางวันนับถือกันมาก หลวงพ่อบ้านแหลมท่านเป็นพระที่เป็นพระพี่น้องกับหลวงพ่อโสธร กับหลวงพ่อวัดไร่ขิง เป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร คนเกิดวันพุธกลางวันนับถือกันมาก



อุทัยธานี ได้แก่ วัดสังกัสรัตนคีรี (อำเภอเมือง) วัดสังกัสรัตนคีรี

 

วัดสังกัสรัตนคีรี ตั้งอยู่เชิงเขาสะแกกรังเดิมชื่อ หมู่บ้านสะแกกรัง หมู่ 3 บ้านน้ำซึม อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี เป็นวัดราษฎร์

วัดสังกัสรัตนคีรี เป็นวัดเก่า สุดถนนท่าช้างในเขตเทศบาลเมือง

 

ประวัติ

หมู่บ้านสะแกกรัง สมัยสุโขทัย เรียกว่า อู่ไทย หมายถึงที่อยู่ของคนไทย เป็นเมืองหน้าด่านสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นสมรภูมิสำคัญในการขับไล่พม่าสมัยกรุงธนบุรี ย้ายเมืองอู่ไทยมาไว้ที่ที่บ้านสะแกกรัง จนกลายเป็นชุมชนเติบโตถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2335 - 2342 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้นำพระพุทธรูปขนาดย่อมที่ชำรุดไปไว้ตามหัวเมืองต่างๆ เมืองอุทัยธานีได้รับ 3 องค์ พระพุทธรูป องค์ที่ 1 นำมาประดิษฐานไว้ที่วัดขวิด เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่เป็นพระเนื้อทองสำริด ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 ศอก สร้างในสมัยพระเจ้าลิไท ฝีมือช่างสุโขทัยยุค 2 มีส่วนเศียรกับส่วนองค์พระเป็นคนละองค์ เข้าใจว่าคงซ่อมเป็นองค์เดียวกันก่อนนำมาไว้ที่เมืองอุทัยธานี ต่อมาเมื่อยุบวัดขวิดไปรวมกับวัดทุ่งแก้ว จึงได้ย้ายพระพุทธรูปองค์นี้ไปไว้ที่ วัดสังกัสรัตนคีรี และได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในพระเศียร พร้อมกับถวายนามว่า พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์สร้างมาแล้วนาน 214 ปี

ประดิษฐาน

ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ เป็นปูชนียวัตถุที่ประชาชนให้ความศรัทธาและศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอุทัยธานี

ความสำคัญ

สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นสมรภูมิสำคัญในการขับไล่พม่า บ้านสะแกกรังยังเป็นที่ประสูติของพระราชบิดาของรัชกาลที่ 1 มี พระบรมรูปของพระองค์ประดิษฐานในพลับพลาจัตุรมุขยอดเขาสะแกกรัง วัตถุมงคลของ พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ใช้ทำพระสมเด็จจิตรลดา



ชัยนาท

วัดพระบรมธาตุวรวิหาร (ตำบลชัยนาท) วัดพระบรมธาตุวรวิหาร

วัดพระบรมธาตุ หมู่ 6 ตำบลชัยนาท อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท เป็นพระอารามหลวง ชั้นโท เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ตั้งอยู่ที่บ้านท้ายเมือง ตำบลชัยนาท อำเภอเมืองชัยนาท อยู่ห่างจากตัวเมืองชัยนาทประมาณ 4 กิโลเมตร จากอำเภอเมืองใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 340 จนถึงสี่แยกตัดกับเส้นทางหลวงหมายเลข 3183 เข้าไปตามทางหลวง 3183 ประมาณ 1 กิโลเมตร ภายในวัดนี้มีเจดีย์พระบรมธาตุรูปแบบสถาปัตยกรรมอู่ทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในจังหวัดชัยนาทและจังหวัดใกล้เคียง มีงานเทศกาลสมโภชพระบรมธาตุในวันเพ็ญเดือน 6 เป็นประจำทุกปี

 

วัดพระบรมธาตุ

วัดพระบรมธาตุ ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา หมู่ 6 ตำบลชัยนาท อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท เป็นพระอารามหลวง ชั้นโท เป็นวัดเก่า สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ตั้งอยู่ที่บ้านท้ายเมือง ตำบลชัยนาท อำเภอเมืองชัยนาท อยู่ห่างจากตัวเมืองชัยนาท 4 กิโลเมตร ภายในวัดนี้มีเจดีย์พระบรมธาตุรูปแบบสถาปัตยกรรมอู่ทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า มีงานเทศกาลสมโภชพระบรมธาตุในวันเพ็ญ เดือน 6

พระปรางค์

วัดพระบรมธาตุเป็นวัดโบราณ มีพระปรางค์สร้างด้วยศิลาแลงสูง ๗ วา รูปทรงสี่เหลี่ยม ฐานแต่ละด้านกว้างประมาณ ๓ วาเศษ (6 เมตร)

 

ประวัติ

สร้างในสมัยพระศรีธรรมาโศกราช โดยพระอรหันต์ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมา และได้สร้างพระปรางค์ด้วยศิลาแลง บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในพระปรางค์ แผ่นศิลาจารึก ไม่ได้กล่าวถึงผู้สร้างวัดนี้กล่าวแต่เพียงผู้ เดิมพระปรางค์องค์นี้หุ้มด้วยโลหะสีขาว ต่อมาบูรณะใช้หินและปูนหุ้มไว้

 

ประเพณ๊

งานนมัสการและปิดทองพระปรางค์ในวันขึ้น ๑๔ - ๑๕ ค่ำ และ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ และในวันแรม ๔ ค่ำ เดือน ๑๑

 

ความสำคัญ

น้ำอภิเษกจากจังหวัดชัยนาทมีอยู่ ๒ แห่ง คือ น้ำตักที่หน้าวัดพระบรมธาตุ และน้ำตักที่หน้าวัดธรรมามูลวรวิหาร วัดพระบรมธาตุ เป็นสถานที่ประกอบพิธีน้ำอภิเษก



ชัยนาท

 

วัดธรรมามูลวรวิหาร วัดธรรมามูล วัดธรรมามูลวรวิหาร เดิมชื่อ วัดธรรมามูล อยู่เชิงเขาธรรมามูล ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลธรรมามูล อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาทเป็นพระอารามหลวง

ประวัติ พระมหากษัตริย์ในสมัยสุโขทัยทรงสร้างวัดนี้บนเชิงเขาธรรมามูลด้านติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา วัดธรรมามูลวรวิหารเป็นวัดโบราณ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ทองสำริด ชื่อ หลวงพ่อธรรมจักร ปัจจุบันใช้ปูนหุ้มไว้ทั้งองค์ สมัยกรุงศรีอยุธยา มีการบูรณะวัด

ความสำคัญ

น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าวัดธรรมามูลวรวิหาร น้ำตักที่หน้าวัดธรรมามูลวรวิหาร ใช้ทำเป็นน้ำอภิเษกจากจังหวัดชัยนาท สิ่งสำคัญของวัดนี้ คือ พระพุทธรูปทองสำริด ประทับยืนปางห้ามญาติอันมีนามว่า หลวงพ่อธรรมจักร เป็นพระพุทธรูปที่มีคนนับถือเลื่อมใสศรัทธามาก น้ำอภิเษกจากจังหวัดชัยนาทมีอยู่ ๒ แห่ง คือ น้ำตักที่หน้าวัดพระบรมธาตุ และน้ำตักที่หน้าวัดธรรมามูล

ประเพณี

นมัสการหลวงพ่อธรรมจักร ในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ และวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ ใช้มือตักน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าวัด ประพรมตัว เพื่อความเป็นสิริมงคล วัตถุมงคลของ พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ ใช้ทำพระสมเด็จจิตรลดา



ลบุรี ได้แก่ พระพุทธสิหิงค์จำลอง วัดป่า (ปัจจุบันชื่อ วัดมัชฌิมาวาส)

พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง ในตำนานสิหิงคนิทานและพงศวดารโยนก เล่าประวัติว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไป 700 ปีพระเจ้า สีหลและกษัตริย์องค์อื่นใคร ่ทอดพระเนตรรูปของ พระพุทธเจ้ามีแต่พระยานาคที่เคยเห็นพระองค์ จึงแปลงรูป เนรมิตตน เป็นรูปพระพุทธเจ้า พระเจ้าสีหล ด้กระทำการบูชา 7 วัน 7 คืน และใช้ช่างถ่ายแบบพระพุทธรูปไว้ ต่อมาพระร่วง แห่งสุโขทัย ได้ยินกิตติศัพท์ของพระพุทธสิหิงค์ใคร่จะได้ บูชาจึงบอกกับพระเจ้าสิริธรรมแห่งเมืองนครศรีธรรมราช พระเจ้าสิริธรรมได้ส่งทูตไปขอจากลังกาอัญเชิญไปให้พระเจ้า สุโขทัย ต่อมาได้อัญเชิญ พระพุทธสิงหิงค์ ไปยังเมืองสำคัญ จนกระทั่งราวปี พ.ศ. 1983 เจ้ามหาพรหมได้อันเชิญ พระพุทธสิหิงค์จากกำแพงเพชรมาถวายพญาแสนเมือง มาเชียงใหม่ เดิมพระยาแสนเมือง มาจะให้ประดิษฐานที่วัด บุปผาราม แต่เมื่อรถที่อันเชิญ มาถึงที่หน้าวัดลีเชียงพระ (ชื่อเดิมวัดพระสิงห์) รถเกิดติดขัดไม่สามารถลากไปได้ จึงให้ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ไว้ที่วัดนี้ ในปี พ.ศ. 2063 พระเมืองแก้วได้สร้างวิหารลายคำเพื่อประดิษฐานพระพุทธ สิหิงค์ ภายในวิหารมัน ภาพจิตรกรรมรัชกาลที่ 5 เรื่องสังข์ทอง ฝืมือช่างล้านนา และเรื่องสุวรรณชาดก ฝีมือช่างภาคกลาง ในช่วงสงกรานต์ของทุกปี มีการอันเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานบนบุษบก แห่แหนรอบเมือง ให้ประชาชนได้สรงน้ำสักการะ คำบูชาพระพุทธสิหิงค์ อิติปวะวะระสิหิงโต อุตตะมะยะโสปิ เตโช ยัตถะ กัตถะ จิตโตโส สักกาโร อุปาโท สะกาละพุทธะ สาสะธัง โชตะยันโตวะ ทีโป สุระนะเรหิ มะหิโต ธะระมาโนยะ พุทโธติ

วัดอรัญญิกาวาส" (วัดป่า) อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี "หลวงปู่เฮี้ยง" หรือ "เจ้าคุณวรพรต ปัญญาจารย์ วัดอรัญญิกาวาส" (วัดป่า) อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี จัดเป็นอีกหนึ่งเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของ จังหวัดชลบุรี พร้อมกับได้สืบทอดตำราการสร้างพระปิดตาทั้ง "เนื้อผง" และ "เนื้อผงคลุกรัก" โดยที่พระปิดตาเป็นที่นิยมของบรรดานักสะสมพระสาย "พระปิดตา" "หลวงปู่เฮี้ยง" เกิดเมื่อ วันพฤหัสบดี เดือนยี่ แรม 2 ค่ำ ปีจอ ตรงกับ วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2411 ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน "หลวงปู่" เป็นคนที่ 2 โยมบิดาชื่อ "เร่งเซ็ง" โยมมารดาชื่อ "ผัน" หลวงปู่มีนามเดิมว่า "กิมเฮี้ยง" นามสกุลเดิม "นาคไพบูลย์" ต่อมาเปลี่ยนเป็น "กรุณยวธนิชย์" ในวัยเด็กท่านได้ทำการศึกษาเล่าเรียนหนังสือที่ วัดหนองไม้แดง (วัดราษฎร์สโมสร) อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี กระทั่งช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นขณะที่ท่านอยู่ในวัยหนุ่มพอดีจึงสมัครเข้ารับราชการเป็นตำรวจ และมาปลดประจำการโดยเป็นเพียงกองหนุนชั้นที่ 1 ขณะอายุได้ 22 ปี และในปีถัดมาขณะอายุได้ 23 ปีจึงทำการอุปสมบทโดยมีท่าน เจ้าคุณเขมทัสสีชลธีสมานวรคุณ วัดเขาบางทราย เป็นพระอุปัชฌาย์หลังจากอุปสมบทแล้วจึงมาจำพรรษาที่ วัดป่าอรัญญิกาวาส กระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 3 ของวัดป่าฯ "หลวงปู่เฮี้ยง" เริ่มสร้างวัตถุมงคลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 โดยนำผงวิเศษต่าง ๆ และผงพุทธคุณจากพระพิมพ์ของคณาจารย์ที่โด่งดังของเมืองชลบุรี โดยหลังจากทำการรวบรวมเนื้อผงมาผสมกับผงวิเศษต่าง ๆ แล้ว หลวงปู่จึงให้ช่างหล่อแม่พิมพ์ด้วยตะกั่วซึ่งส่วนใหญ่เป็น "พิมพ์พระปิดตา" อันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดชลบุรีซึ่งตามความตั้งใจในการสร้างพระปิดตาครั้งแรกนี้ หลวงปู่มีวัตถุประสงค์ต้องการบรรจุไว้เพื่อต่อไปในภายหน้าหากวัดชำรุดทรุดโทรมลงจำเป็นที่จะต้องทำการทำนุบำรุงกันใหม่ จะได้นำวัตถุมงคลเหล่านี้ออกแจกสมนาคุณแก่ญาติโยมที่มาร่วมบริจาคบูรณะวัดต่อไป โดยระยะแรก ๆ ที่ท่านเริ่มสร้างอยู่ในช่วงปีตั้ง พ.ศ. 2482-2486 ส่วนจำนวนการสร้างไม่แน่ชัดอีกทั้งเนื้อหาก็แตกต่างกันไป เนื่องจากเป็นการผสมมวลสารที่ต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งต่อมาพระพิมพ์ต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นในครั้งแรกนี้เป็นที่แพร่หลายเป็นที่รู้จักของบรรดานักสะสมพระปิดตาทั่วไป ครั้นวัตถุมงคลในยุคแรกหมดไปต่อมา "หลวงปู่เฮี้ยง" ได้สร้างอีกเพื่อแจกอีกทั้งในงานสรงน้ำของเจ้าคุณ "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดเทพศิรินทราวาส" และในงานของพระอุปัชฌาย์ซึ่งก็คือท่านเจ้าคุณ "พระเขมทัสสีชลธีสมานวรคุณ" นั่นเองปรากฏว่าผู้ที่ได้รับต่างก็หวงแหนเพราะถือเป็นพระเกจิอาจารย์ ที่สืบทอดการสร้างพระปิดตาของเมืองชลบุรีที่มีพุทธคุณโดดเด่นเช่นกัน เมื่อพระหมดลงหลวงปู่ก็ได้รวบรวมผงวิเศษจัดสร้างขึ้นอีกในปี พ.ศ. 2495 ซึ่งมีทั้ง "พระปิดตาพิมพ์หลังแบบ" ที่ถอดพิมพ์มาจากพระปิดตา "หลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์" พร้อมพิมพ์อื่น ๆ อาทิ "พิมพ์สะดือใหญ่หลังยันต์และหลังแบบ มีทั้งอุดกริ่งและไม่อุดกริ่ง, พิมพ์สะดือเล็กหลังยันต์และหลังแบบ, พิมพ์ยันต์อิติมีจุด, พิมพ์หลังยันต์มิ, หลังยันต์นะ, พิมพ์เม็ดบัวสองหน้า, พิมพ์หกเหลี่ยมหลังตะแกรง ฯลฯ" เป็นต้น ปรากฏว่าชาวชลบุรีที่ได้รับแจกต่างนิยมชมชอบมาก เนื่องจากรูปแบบและเนื้อหาพระปิดตาที่สร้างในช่วงนี้มีความสวยงามและมี "เอกลักษณ์" คือมีการปิดทองดูงดงามมากส่วนทางด้านพุทธคุณก็มีครบทุกด้านเป็นที่เชื่อถือได้ต่อผู้อาราธนาติดตัว "หลวงปู่เฮี้ยง" หรือท่าน "เจ้าคุณวรพรต ปัญญาจารย์" ได้มรณภาพไปเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2511 และมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ เมื่อปี พ.ศ. 2512 ซึ่งหากนับเวลาก็ร่วม 30 ปีแล้วแต่เกียรติคุณของหลวงปู่ยังเลื่องลือเป็นที่จดจำของบรรดาลูกศิษย์อย่างไม่เสื่อมคลายและปัจจุบันพระปิดตาของท่านก็เริ่มหายาก ด้วยเหตุนี้จึงมีของเลียนแบบที่สร้างได้ใกล้เคียงออกมาทดสอบตาเซียนไม่แพ้พระปิดตาตระกูลอื่น ๆ เช่นกัน ดังนั้นจะเสาะหามาบูชาก็ต้องระวังไว้บ้าง. หลวงปู่เฮี้ยงท่านเกิดเมื่อ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2441 เวลา 5 โมงเย็น 45 นาที วันพฤหัสบดี เดือนยี่ แรม 2 ค่ำ ปีจอ บิดาชื่อนายเร่งเซ็ง มารดาชื่อนางผัน ได้ตั้งชื่อท่านว่า"กิมเฮี้ยง" มีนามสกุล นาคไพบูลย์ ภายหลังใช้นามสกุล กรุณยวนิช มีพี่น้อง 7 คนท่านเป็นบุตรคนที่ 2 ท่านอุปสมบท เมื่อ พ.ศ. 2464 เดือน 8 ขึ้น 7 ค่ำเวลาบ่าย 2 โมงเย็น โดยท่านเจ้าคุณ พระเขมทัสสีชลธีสมานคุณ วัดเขาบางทราย เป็นอุปัชฌายะ ได้รับนามฉายาว่า"ปุณฺณจฺฉนฺโท" แปลว่า ผู้มีความพอใจอันต็มเปี่ยม และท่านวินัยธรรมเภา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านปลัดชื่น ธมฺมสาโร เป็นพระบรรพชาจารย์ พระปิดตาสะดือเล็กหลังแบบ(พิมพ์หลวงพ่อแก้ว) เมื่อหลวงปู่เฮี้ยงได้สร้างพระปิดตา(พิมพ์หลวงพ่อแก้ว) ในปี พ.ศ. 2495 เป็นครั้งแรกก็แสดงความมหัศจรรย์ ในทางอยู่ยงคงกระพัน ทางแคล้วคลาดและเมตตามหานิยม เป็นเหตุให้พระปิดตาพิมพ์หลวงพ่อแก้วหมดไปอย่าง รวดเร็วจึงทำให้ราคาเช่าหากันสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อมาหลวงปู่เฮี้ยงได้จัดสร้างขึ้นอีกหลายครั้ง แต่ละครั้งท่าน จะออกแบบพิมพ์ไม่ซ้ำกัน โดยท่านพระครูวรพรตศีลขันธ์(แฟ้ม)ผู้ช่วยเจ้าอาวาสเป็นผู้วางฤกษ์และช่วยออกแบบพิมพ์





ะเชิงเทรา

วัดโสธรวราราม พระพุทธโสธร

วัดโสธรวราราม หน้าเมือง เมืองฉะเชิงเทรา ฉะเชิงเทรา พระอารามหลวง

วัดโสธรวราราม วรวิหาร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา "หลวงพ่อพุทธโสธร", พระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร

  วัดโสธรวรารามวรวิหาร ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำบางปะกง เดิมชื่อว่า "วัดหงษ์" สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเป็นที่ประดิษฐาน "หลวงพ่อพุทธโสธร" พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของฉะเชิงเทรา เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ หน้าตักกว้าง ๑.๖๕ เมตร สูง ๑.๔๘ เมตร ฝีมือช่างล้านช้าง

  ตามประวัติเล่าว่าได้ปาฏิหาริย์ลอยน้ำมาและมีผู้อัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ แต่เดิมเป็นพระพุทธรูปหล่อสำริดปางสมาธิหน้าตักกว้างศอกเศษ รูปทรงสวยงามมาก แต่พระสงฆ์ในวัดเกรงจะมีผู้มาลักพาไปจึงได้เอาปูนพอกเสริมหุ้มองค์เดิมไว้จนมีลักษณะที่เห็นในปัจจุบัน ทุกวันจะมีผู้คนมานมัสการปิดทองหลวงพ่อพุทธโสธรจำนวนมาก

  เนื่องจากอุโบสถหลังเก่ามีสภาพทรุดโทรมและคับแคบ ทางคณะกรรมการวัดจึงได้มีมติให้รื้อพระอุโบสถหลังเก่าและสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ โดยมีสำนักงานโยธาจังหวัดเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างเป็นอาคารทรงไทย ที่ออกแบบพิเศษเฉพาะรัชกาล ลักษณะแบบพระอุโบสถเป็นหลังคาประกอบเครื่องยอดชนิดยอดทรงมณฑปแบบไทย ต่อเชื่อมด้วยวิหารทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านข้างต่อเชื่อมด้วยอาคารรูปทรงเดียวกับพระวิหารเป็นอาคารมุขเด็จ จึงมีลักษณะเป็นอาคารมีหลังคาแบบจตุรมุขอย่างปราสาทไทย กว้าง ๔๔.๕ เมตร ยาว ๑๒๓.๕๐ เมตร ส่วนกลางพระอุโบสถมียอดมณฑปสูง ๘๕ เมตร ยอดมณฑปมีลักษณะเป็นฉัตร ๕ ชั้น มีความสูง ๔.๙๐ เมตร ยอดฉัตรเป็นทองคำน้ำหนัก ๗๗ กิโลกรัม มูลค่า ๔๔ ล้านบาท ผนังด้านนอกพระอุโบสถปูด้วยหินอ่อนจากเมืองคาร์ราร่า ประเทศอิตาลี ผนังด้านในเป็นงานจิตรกรรมฝาผนัง โดยศิลปินแห่งชาติซึ่งเป็นผู้เขียนภาพประกอบพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก

  ส่วนสำคัญที่สุดคือ ส่วนกลางของพระอุโบสถซึ่งเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพุทธโสธร ประกอบด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังโดยรอบนับตั้งแต่พื้นพระอุโบสถ เสา ผนัง และเพดานจะบรรจุเรื่องราวให้เป็นแดนแห่งทิพย์ เป็นเรื่องราวของสีทันดรมหาสมุทร จตุโลกบาล สวรรค์ดาวดึง พรหมโลก ดวงดาว และจักรวาลตำแหน่งของดวงดาวบนเพดานจะกำหนดตำแหน่งตามดาราศาสตร์ ตรงกับวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นวันยกยอดฉัตรทองคำเหนือมณฑปพระอุโบสถ และภาพของจักรวาลบนเพดานจะเป็นภาพเขียน ประดับโมเสกสี จึงเป็นพระอุโบสถที่มีขนาดใหญ่และสวยงามที่สุด

  วัดโสธรวรารามวรวิหาร ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำบางปะกง เดิมชื่อว่า "วัดหงษ์" สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเป็นที่ประดิษฐาน "หลวงพ่อพุทธโสธร" พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของฉะเชิงเทรา เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ หน้าตักกว้าง ๑.๖๕ เมตร สูง ๑.๔๘ เมตร ฝีมือช่างล้านช้าง









ระพุทธโสธร เป็นพระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดโสธรวราราม ราชวรวิหาร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ชาวบ้านเรียกกันว่าหลวงพ่อโสธร เป็นพระพุทธรูปพอกปูน ลงรักปิดทอง ปางสมาธิแบบล้านช้าง หน้าตักกว้างประมาณสามศอกครึ่ง

ตามประวัติกล่าวว่า มีพระพุทธรูปสามองค์ ลอยน้ำมาจากทิศเหนือ แล้วมาผุดขึ้นที่แม่น้ำปางปะกง ในลักษณะที่ลอยทวนน้ำ ชาวบ้านเห็นเข้าจึงเอาเชือกไปคล้ององค์แล้วช่วยกันดึงเข้าฝั่ง แต่ไม่สำเร็จเชือกขาด และพระพุทธรูปได้จมน้ำไป ชาวบ้านจึงเรียกตำบลนั้นว่า สามพระทวน พระพุทธรูปทั้งสามองค์หลังจากจมลงไปในน้ำแล้ว ก็ได้ไปผุดขึ้นในที่หลายแห่ง แต่ละแห่งชาวบ้านได้พยายามฉุดดึงเข้าฝั่งแต่ไม่สำเร็จ บริเวณที่พบพระพุทธรูปดังกล่าวจึงได้ชื่อต่าง ๆ กันไป ได้แก่ บางพระ แหลมหัววน และคลองสองพี่น้อง เป็นต้น สำหรับพระพุทธรูปองค์ใหญ่ได้ลอยไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านเป็นจำนวน มากช่วยกันฉุดขึ้นฝั่งแต่ไม่สำเร็จ ตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่าสามแสน ต่อมาได้เพี้ยนมาเป็นสามเสนในที่สุดได้มีอาราธนา พระพุทธรูปองค์ใหญ่ขึ้นไปประดิษฐานที่วัดบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ชื่อว่าหลวงพ่อบ้านแหลม องค์ที่สาม ชาวบางพลีได้อาราธนาขึ้นประดิษฐานที่วัดบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนองค์กลางได้ลอยไปตามแม่น้ำบางปะกง ไปจนถึงวัดหงษ์ ชาวบ้านได้อาราธนาขึ้นไปประดิษฐานในอุโบสถวัดหงษ์ และเปลี่ยนมาเป็นวัดโสธร เล่ากันว่า ที่วัดนี้เดิมมีเสาใหญ่มีรูปหงษ์อยู่บนยอดเสา จึงได้ชื่อว่าวัดหงษ์ ต่อมาหงษ์ที่ยอดเสาหักตกลงมา ทางวัดจึงเอาธงไปติดไว้ที่ยอดเสาแทนรูปหงษ์ จึงได้ชื่อว่าวัดเสาธง ต่อมาเกิดมีพายุพัดเสานี้หักลงส่วนหนึ่ง จึงได้ชื่อว่าวัดเสาทอน และต่อมาชื่อนี้ได้กลายไปเป็น วัดโสธร

 

งานเทศกาลประจำปีของหลวงพ่อโสธร มีปีละ 2 ครั้ง คือในกลางเดือนห้า ซึ่งเป็นวันที่อาราธนาหลวงพ่อโสธรขึ้นจาก แม่น้ำมาประดิษฐานในพระอุโบสถของวัดโสธรจะมีงานฉลอง 3 วัน 3 คืน และในเทศกาลตรุษจีน จะมีงานฉลอง 5 วัน 5 คืน การแก้บนหลวงพ่อโสธรที่นิยมทำกันคือ แก้บนด้วยละครชาตรี




ะเชิงเทรา

าลหลักเมืองฉะเชิงเทรา

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เป็นศาลที่สร้างขึ้นใหม่ตั้งอยู่ถนนหน้าเมือง เป็นอาคารสถาปัตยกรรมไทยหลังคาทรงจตุรมุข ส่วนบนเป็นยอดปรางค์ ภายในศาลมีเสาหลักเมือง 2 เสา เสาหนึ่งเป็นเสาหลักเมืองปัจจุบันสร้างเมื่อ พ.ศ.2438 อีกเสาเป็นเสาเก่าสร้างเมื่อ พ.ศ.2377 นอกจากนั้นยังมีศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอยู่ในบริเวณเดียวกัน เปิดให้เข้าชมเวลา 07.00 - 16.00 น



ะยอง

าลหลักเมืองระยอง

ศาลหลักเมือง ตั้งอยู่ที่ ถนนหลักเมือง ในเขตเทศบาล เดิมเป็นศาลไม้ ต่อมา มีการปฏิสังขรณ์ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ลักษณะของอาคาร เป็นศาลเจ้าจีน เป็นที่เคารพนับถือ ของชาวระยองมาก มีงานสมโภชน์ทุกปี


ะยอง

าลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อยู่ที่วัดลุ่มมหาชัยชุมพล

ระยองมีชื่อในประวัติศาสตร์ไทยครั้งแรกในครั้งที่กรุงศรีอยุธยาแตก พระเจ้าตากสินมหาราชเป็นช่วงสั้นก่อนที่จะเข้าตีจันทบุรี และรวบรวมกำลังทหารเพื่อยึดกู้กรุงศรีอยุธยา ระหว่างที่พระองค์ประทับอยู่ในระยอง กองทัพเรือก็ได้ถูกจัดตั้งขึ้นด้วย ปัจจุบันนี้ในเมืองระยองผู้คนก็ยงนับถือพระเจ้าตากสินมหาราช โดยเห็นได้จากอนุสาวรีย์ของพระองค์ ณ วัดลุ่มมหาชัยชุมพลในตัวเมืองระยองที่มีผู้คนมาสักการะมากมาย มากไปกว่านั้นถนนสายสำคัญในตัวเมืองระยองยังมีชื่อว่า "ถนนตากสินมหาราช"

ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ขณะที่จะเสียกรุงให้แก่พม่า ด้วยความอ่อนแอของผู้นำ พระยาวชิรปราการ เล็งเห็นว่า เห็นทีจะ เสียกรุงแน่แล้ว จึงได้ตัดสินใจตีฝ่าวงล้อมพม่า โดยพาพรรคพวกทหารไทยจีนมุ่งหน้า มาทางตะวันออก ผ่านนครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ในที่สุดได้หยุดพักไพร่พลที่บ้านน้ำเก่า หรือหมู่บ้าน เก่า ตำบลบ้านเก่า ในปัจจุบันนั่นเอง ครั้งนั้นพระยาระยองยอมอ่อนน้อมต่อท่าน เชิญให้เข้ามาพักไพร่พลที่ท่าประดู่ พระยาวชิรปราการ จึงนำไพร่พลมาตั้งค่าย ที่วัดลุ่มมหาชัยชุมพล ขณะเดียวกันกรมการเมืองระยอง บางกลุ่มคิดว่า พระยาวชิรปราการเป็นกบฎพาไพร่พลหนีออกมา จึงคิดต่อสู้ จะทำร้ายท่าน พาพวกเข้าตีค่ายที่วัดลุ่มฯ แต่พระยาวชิรปราการทราบแผนการเสียก่อน จึงจัดการกับกรมการเมืองระยองจนพ่ายหนีไป

ด้วยความสามารถของท่าน ชาวระยองจึงพร้อม ใจกัน เรียกท่านว่า"เจ้าตากสิน" เพราะท่านเป็นเจ้าเมือง ตากและมีชื่อ เดิมว่าสิน อาจกล่าวได้ว่าพระยาวชิรปราการได้รับการสถาปนา ให้เป็น "พระเจ้าตากสิน" ก็ที่วัดลุ่มมหาชัยชุมพลจังหวัด ระยอง วัดลุ่มมหาชัยชุมพล จึงเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่มหาราชองค์หนึ่งได้ใช้เป็นที่วางแผนรวบรวมไพร่พลเพื่อกลับไปกู้ชาติจนได้รับชัยชนะจากพม่าในเวลาต่อมา

 


ราด

าลหลักเมืองตราด

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ตั้งอยู่ที่ ถนนหลักเมือง ใกล้วัดโยธานิมิตร มีลักษณะแปลก จากศาลหลักเมือง ที่อื่นคือ ตัวอาคาร ก่อสร้างใน ลักษณะเก๋งจีน เชื่อกันว่า พระเจ้าตากสินมหาราช เป็นผู้สร้างไว้ เมื่อครั้งมารวบรวมพล กอบกู้เอกราช ที่เมืองตราด




ราด

วัดบุปผาราม

วัดบุปผาราม ตั้งอยู่ หมู่ที่ 3 ปลายคลอง วังกระแจะ เมืองตราด ตราด วัดราษฎร์

วัดบุปผาราม (เดิมชื่อ วัดปลายคลอง) ตั้งอยู่ เนินหย่อง หมู่ที่ 3 บ้านปลายคลอง ถนนพัฒนาการปลายคลอง ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด รหัสไปรษณีย์ 23000 โทรศัพท์ 039512623 เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในจังหวัดตราด พ.ศ. 2175 วัดบุปผาราม หลวงเมือง เป็นผู้สร้างขึ้นในรัชกาล พระเจ้าปราสาททอง สมัยอยุธยา พ.ศ. 2225 สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ได้รับการบูรณะซ่อมแซมเป็นศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเกือบทั้งหมด เช่น ภาพจิตรกรรมในอุโบสถ วิหารพระพุทธไสยาสน์ และมณฑป มีศิลปะจีน พ.ศ. 2435 สมัยรัชกาลที่ 5 ได้บูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะถาวรวัตถุในวัด เช่น สร้างศาลาการเปรียญ พระบุทองและเงิน และพระพุทธรูปทรงเครื่อง พ.ศ. 2439 สร้างพระพุทธรูปปางทุกรกริยา พ.ศ. 2448 สมัยรัชกาลที่ 6 สร้างพระยอดธง ทำด้วยทองคำ พ.ศ. 2459 วัดบุปผารามได้พระบรมสารีริกธาตุ จาก กรุศิลา วัดร้างทางภาคเหนือ พ.ศ. 2458 สร้างโรงธรรม เรียกกันว่า ศาลาโถง พ.ศ. 2510-2520 กรุพระที่บรรจุไว้ในเศียรของพระพุทธรูปปางไสยาสน์แตกได้พบพระยอดธงทองคำ พ.ศ. 2521 การบูรณะอุโบสถ วิหาร ตลอดจนตกแต่งภูมิทัศน์ และเก็บรวบรวมโบราณวัตถุ พ. ศ. 2524 การบูรณะวิหารฝากระดาน อยู่ใกล้กำแพงแก้วด้านเหนือ เดิมเคยใช้เป็นอุโบสถ เป็นอาคารครึ่งไม้ครึ่งปูนและมีความเก่าแก่ที่สุด พ.ศ. 2526 และ พ.ศ. 2542 บูรณะพระอุโบสถ พ.ศ. 2530 สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายกเสด็จเยี่ยมวัดบุปผาราม พ.ศ. 2533 สร้างหอระฆัง พ.ศ. 2535 จัดตั้งพิพิธภัณฑ์วัดบุปผาราม พ.ศ. 2548 จัดตั้ง พิพิธภัณฑ์ และดูแลภูมิทัศน์

 

วัดบุปผาราม เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติศาสนกิจ สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ - พิพิธภัณฑ์ - พระบรมสารีริกธาตุ - พระพุทธรูปบุทองบุเงิน - เครื่องถ้วยจีน เครื่องถ้วยยุโรป กลองมโหรทึก - วัฒนธรรม- ในวัดมีหมู่อุโบสถ วิหาร และเจดีย์ ฝีมือช่างท้องถิ่น เป็นศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนต้น - กลุ่มศาสนสถานในเขตพุทธาวาส - โบสถ์ ตั้้งอยู่ติดกำแพงด้านใต้ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีมุขด้านหน้า หลังคามุง กระเบื้องเคลือบช้อนสามชั้น มีช่อฟ้าใบระกา -จิตรกรรมฝาผนัง ศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนต้น ภาพพระพุทธเจ้าปางแสดงธรรม - วิหารพระพุทธไสยาสน์ เป็นวิหารก่อด้วยศิลาแลง ล้อมรอบด้วยเจดีย์เล็ก ฝาผนังมีภาพเขียนลายดอกไม้และสัตว์ต่างๆ เช่น มังกรคู่ นก กวาง ฯลฯ มีตัวอักษรจีน ลายนกและลายดอกไม้ ลายดอกพุดตาน - วิหารฝากระดาน - มณฑปสามหลัง มณฑปหลังที่ 1 ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทหล่อปูนปิดทองซ้อนกันสี่รอย มณฑปหลังที่ 2 ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองหล่อปูนปิดทอง มณฑปหลังที่ 3 สร้างซ้อนทับบนฐานรากของเจดีย์ทรงปรางค์ที่พังทลายในสมัยหลวงพ่อโห - พระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐานอยู่ในสถูปแก้วสูงประมาณ 3 คืบ ตั้งอยู่ในตู้กระจกด้านหน้า - พระพุทธรูปทรงเครื่อง - พระพุทธรูปบุทองและบุเงิน - พระพุทธรูปขนาดเล็กเรียกว่า พระยอดธง ทำด้วยทองคำ - พระพุทธรูปครองจีวรลายดอก สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 - 7 - พระศรีอาริยเมตไตรย - เครื่องถ้วยลายคราม - หอสวดมนต์ - หมู่กุฏิทรงไทย เรียกว่ากุฏิราย





จันทบุรี

าลหลักเมืองจันทบุรี



ศาลหลักเมืองจันทบุรี ตั้งอยู่บนถนนท่าหลวงใกล้กับศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด สันนิษฐานว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ทรงสร้างขึ้นเมื่อครั้งเสด็จเข้าเมืองจันทบุรี เมื่อปีพ.ศ.2310 เพื่อใช้เมืองจันทบุรีเป็นที่รวบรวมไพร่พล ศาสตราวุธ ยุทธภัณฑ์และเสบียงอาหารเพื่อไปกอบกู้กรุงศรีอยุธยา ตัวศาลเดิมน่าจะสร้างด้วยศิลาแลง ซึ่งยังปรากฏร่องรอยให้เห็นอยู่ แต่ก็ชำรุดทรุดโทรมลงไปมาก หลักเมืองและตัวศาลที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2524 และได้มีการบูรณะซ่อมแซมตัวอาคาร ปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบให้มีความงดงามสมศักดิ์ศรีของเมือง ในปี พ.ศ.2542

จันทบุรีเป็นเมืองเก่า จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เชื่อกันว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี สร้างขึ้นโดยชนชาติขอม หัวเมืองเดิมตามศิลาจารึก เรียกว่า"ควนคราบุรี" ชาวพื้นเมืองเรียกว่า "เมืองกาไว" ตามชื่อผู้ปกครองเมืองเมืองจันทบุรี เดิมตั้งอยู่บริเวณหน้าเขาสระบาป มีชนพื้นเมืองเดิมอาศัยอยู่ เรียกว่า ชาวชอง มีภาษาพูดเป็นภาษาของตนเอง แตกต่างจากภาษาไทย และภาษาเขมร ครั้นปี พ.ศ. 1800 ได้มีการย้ายถิ่นฐานมาสร้างเมืองใหม่ที่บ้านหัววัง ตำบลพุงทลาย ซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำจันทบุรีในปัจจุบัน



ต่อมาปี พ.ศ. 2200 ได้ย้ายมาสร้างเมืองใหม่ที่บ้านลุ่ม อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรี ในปี พ.ศ. 2310 หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงให้แก่พม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้เข้ายึดเมืองจันทบุรี เพื่อใช้เป็นแหล่งสะสมเสบียงอาหารและรวบรวมกำลังพล เพื่อใช้ในการกอบกู้กรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่า



ต่อมาในปี พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสได้เข้ายึดเมืองจันทบุรีไว้นานถึง 11 ปี จนไทยต้องยกดินแดนชายฝั่งด้านซ้ายของแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส เพื่อแลกเมืองจันทบุรีกลับคืนมา ต่อมามีการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล จัดตั้งมณฑลจันทบุรี โดยมีจันทบุรี ระยอง และตราด อยู่ในเขตการปกครองจนถึงปี พ.ศ. 2476 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย จึงยกเลิกมณฑลเทศาภิบาลและได้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินใหม่ โดยแบ่งออกเป็นจังหวัดและอำเภอ ดังนั้นเมืองจันทบุรีจึงมีฐานะเป็นจังหวัดจนถึงปัจจุบัน



จันทบุรี

าลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ต่อมาปี พ.ศ. 2200 ได้ย้ายมาสร้างเมืองใหม่ที่บ้านลุ่ม อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรี ในปี พ.ศ. 2310 หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงให้แก่พม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้เข้ายึดเมืองจันทบุรี เพื่อใช้เป็นแหล่งสะสมเสบียงอาหารและรวบรวมกำลังพล เพื่อใช้ในการกอบกู้กรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่า

ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่บนถนนท่าหลวง หน้าค่ายตากสินเป็นอาคารรูปทรงเก้าเหลี่ยม หลังคาเป็นรูปพระมาลาหรือหมวกยอดแหลม ภายในประดิษฐานพระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งในแต่ละวันจะมีประชาชนมาสักการะบูชาเป็นจำนวนมาก และในวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระองค์ จะจัดให้มีการทำบุญตักบาตร ถวายเป็นเครื่องราชสักการะ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงกอบกู้เอกราชให้แผ่นดินไทย



จันทบุรี พระพุทธบาท เขาคิชกูฏ

อดเขาพระบาท


อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 16.5 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยรถยนต์ 10 กิโลเมตร และเดินเท้าขึ้นเขาอีกประมาณ 6.5 กิโลเมตร บริเวณยอดเขามีปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่สอดคล้องกับตำนานทางพระพุทธศาสนาได้แก่รอยพระพุทธบาท ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของชาวจันทบุรีและจังหวัดใกล้เคียง

 

สภาพพื้นที่บนยอดเขาพระบาทมีหินรูปร่างแปลกๆ ที่มีตำนานเกี่ยวข้องกัน เช่น หินบาตรคว่ำ ศิลาเจดีย์ ถ้ำฤาษี ลานแข่งรถพระอินทร์ หินรูปเต่าและรูปช้าง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมของทุกปี ประชาชนหลายหมื่นคนจะเดินทางขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาทบนยอดเขาแห่งนี้จนเป็นงานประเพณีที่สำคัญของจังหวัดจันทบุรี

 

นอกจากนี้ยอดเขาพระบาทยังมีอากาศเย็นสบายและเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงาม มองเห็นไกลไปถึงชายฝั่งอ่าวไทย ซึ่งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสซึ่งยึดครองเมืองจันทบุรี ได้ใช้ยอดเขานี้เป็นฐานเพื่อใช้ส่องกล้องดูข้าศึกทางทะเล และทำแผนที่ จึงทำให้ยอดเขานี้มีชื่อเรียกว่า ห้างฝรั่ง หรือเขาส่องกล้อง

 

อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ

อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ อยู่ในบริเวณพื้นที่ป่าเขาคิชฌกูฏหรือเขาพระบาท ท้องที่อำเภอมะขาม และกิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ประกอบด้วยภูเขา ทิวทัศน์ที่งดงาม มียอดเขาสูงสุดอยู่ในระดับความสูง 1,000 เมตร มีสภาพธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตกกระทิง และปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่เกี่ยวเนื่องกับตำนานทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะในด้านความเชื่อถือทางศาสนาเกี่ยวกับรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏ มีเนื้อที่ประมาณ 58.31 ตารางกิโลเมตร หรือ 36,444.05 ไร่

 

เมื่อปี พ.ศ. 2501 นายกนิยมไพรสมาคม ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เสนอให้รักษาป่าเขาคิชฌกูฏ ท้องที่จังหวัดจันทบุรี ไว้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์และจัดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้จึงให้ป่าไม้เขตศรีราชาประสานงานกับป่าไม้จังหวัดจันทบุรีดำเนินการ และได้มีคำสั่ง ที่ 852/2517 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2517 ให้นายสมพล วรรณกุล นักวิชาการป่าไม้เอก ไปดำเนินการสำรวจหาข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งผลการสำรวจ ตามรายงานการสำรวจลงวันที่ 16 มิถุนายน 2518 พบว่า สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีสภาพทางธรรมชาติสวยงาม ประกอบด้วย ถ้ำ น้ำตก และมีสัตว์ป่าชุกชุม เหมาะกับการจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ



กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ จึงได้เสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้มีมติการประชุมครั้งที่ 2/2518 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2518 เห็นสมควรให้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดพื้นที่ป่าเขาคิชฌกูฏให้เป็นอุทยานแห่งชาติ



กรมป่าไม้จึงได้ดำเนินการขอเพิกถอนป่าเขาคิชฌกูฏ ซึ่งมีสถานภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 49 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 82 ตอนที่ 39 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2508 ออกจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติก่อน โดยมีประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 93 ตอนที่ 108 ลงวันที่ 7 กันยายน 2519

ต่อมาดำเนินการจัดตั้งป่าเขาคิชฌกูฏเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเขาคิชฌกูฏ ในท้องที่ตำบลตะเคียนทอง ตำบลฉมัน ตำบลพลวง และตำบลวังแซ้ม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 36,687 ไร่ หรือ 58.70 ตารางกิโลเมตร ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 94 ตอนที่ 38 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 14 ของประเทศไทย


ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนเนื้อที่บางส่วน จำนวน 242.95 ไร่ โดยประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 115 ตอนที่ 64 ก ลงวันที่ 24 ก.ย.2541 จึงคงเหลือพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ 36,444.05 ไร่ หรือ 58.31 ตารางกิโลเมตร

 

ลักษณะภูมิประเทศ    

ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาสูงชัน เนื่องจากการดันตัวของเปลือกโลก หินฐานเป็นหินอัคนีพวกหินแกรนิต ยุคจูแรสสิค มีอายุประมาณ 135-180 ล้านปี ทางด้านทิศตะวันออกจะมีความลาดชันมาก แนวสันเขาวางตัวไปในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ เชิงเขาด้านตะวันออกเฉียงใต้มีความลาดชันน้อย มียอดเขาพระบาทเป็นภูเขาสูงสุด สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,085 เมตร มีที่ราบอยู่ทางทิศตะวันตกเพียงเล็กน้อย บนเขาพระบาทมีหินก้อนใหญ่ลักษณะกลมเกลี้ยงกระจายอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณรอยพระพุทธบาทมีหินก้อนใหญ่มาก สามารถมองเห็นได้จากพื้นราบนอกเขตอุทยานแห่งชาติ เทือกเขาสูงในอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลำห้วยที่สำคัญ เช่น คลองกระทิง คลองตะเคียน คลองทุ่งเพล คลองพลวง เป็นต้น ลำน้ำเหล่านี้เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของแม่น้ำจันทบุรี


ลักษณะภูมิอากาศ ลักษณะภูมิอากาศบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฎอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ โดยช่วงตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์อากาศหนาวเย็น ท้องฟ้าโปร่ง ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคมจะมีความชื้นในอากาศสูง เกิดเมฆและฝนตกหนัก ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยปีละ 2,900 มิลลิเมตร ช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน เป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนอิทธิพลจากลมตะวันออกเฉียงเหนือเป็นลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี 27 องศาเซลเซียส

 

พืชพรรณและสัตว์ป่า    

ระบบนิเวศในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฎสามารถแบ่งออกได้หลักๆ 2 ประเภท คือ ป่าดิบชื้น ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานแห่งชาติ พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ได้แก่ ยางแดง กระบาก หย่อง มะก่อ บุนนาค ลูกดิ่ง สารภี เนียนดำ มะไฟ จิกดง มะซาง ดีหมี เลือดควาย สำรอง กระบกกรัง ฯลฯ และป่าดิบเขา จะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 800 เมตรขึ้นไป หรือจะพบเฉพาะบริเวณยอดเขา เช่น เขาพระบาทพลวง พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ มะก่อ กระบกกรัง สารภี บุนนาค ทำมัง พิมเสนป่า พลอง คอเหี้ย ชันใบใหญ่ รง พลับ อบเชย และดีหมี เป็นต้น

ในส่วนของสัตว์ป่า เนื่องจากสภาพป่าอยู่ในเขตเทือกเขาสูงชัน และประกอบกับราษฎรที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับอุทยานแห่งชาติไม่ลักลอบล่าสัตว์ เพราะมีอาชีพที่เป็นหลักแหล่งและทำรายได้ดีอยู่แล้ว คือ การทำสวนผลไม้ สัตว์ป่าจึงยังมีชุกชุม ได้แก่ ช้าง กระทิง เสือปลา หมีควาย กวางป่า เก้ง เลียงผา หมูป่า ชะนีมงกุฎ เม่นใหญ่ อีเห็นข้างลาย พังพอนเล็ก กระต่ายป่า กระแต กระรอกหลากสี ค้างคาวแม่ไก่ภาคกลาง นกกระทาทุ่ง ไก่ฟ้าหลังขาวจันทบูรณ์ ไก่ป่า นกกวัก นกเขาเปล้า นกกระปูดใหญ่ นกตะขาบทุ่ง นกกก นกปรอดเหลืองหัวจุก นกแซงแซวหางปลา นกกางเขนดง นกกินปลีอกเหลือง เต่าเหลือง จิ้งจกหางหนาม ตุ๊แกบ้าน กิ้งก่าหัวแดง แย้ ตะกวด จิ้งเหลนบ้าน งูหลาม งูเขียวหางไหมท้องเหลือง คางคกบ้าน กบบัว ปาดบ้าน อึ่งอ่าง ฯลฯ ตามลำห้วยลำธารต่างจะพบปลาตะเพียนทราย ปลาซิวหางแดง ปลาสร้อยนกเขา ปลาชอนทราย ปลาติดหิน ปลากดเหลือง ปลาแป้น ปลาหมอไทย ปลาบู่ ปลากระทิง และปลากระทุงเหว เป็นต้น



จันทบุรี

น้ำในคลองนารายณ์บริเวณหน้าน้ำตกเขาสระบาป

หมู่ 1 ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี

น้ำตกคลองนารายณ์ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกพริ้ว ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองนารายณ์ ห่างจากตัวเมืองจันทบุรีประมาณ 6 กิโลเมตร น้ำตกอยู่ห่างจากถนนสายจันทบุรี-ตราด ประมาณ 2 กิโลเมตร จะถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ พล.3 (คลองนารายณ์) จากนั้นเดินเท้าไปอีก 25 กิโลเมตร ผ่านป่าดิบชื้นก็จะถึงน้ำตกคลองนารายณ์ ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดกลางไหลลดหลั่นจากผาสูงชัน 25 เมตร น้ำใสสะอาด และมีน้ำมากตลอดปี



จันทบุรี

คลองสระบาป (อำเภอเมืองจันทบุรี)

วัดสระบาป หมู่ 6 ตำบล คลองนารายณ์ อำเภอเมืองจันทบุรี จันทบุรี เป็นวัดราษฎร์



จันทบุรี

น้ำจากสระแก้ว (ตำบลพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่)

สระแก้ว สระขวัญ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๖ และหมู่ที่ ๗ ตำบลสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว (อดีตเป็นอำเภอสระแก้ว จังหวัดจันทบุรี) ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร เชื่อกันว่า น้ำในสระทั้งสองแห่งนี้ เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่เคยนำมาใช้ในพิธี ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ในสมัย กรุงธนบุรี เมื่อคราสมเด็จ พระยาพรมมหากษัตริย์ศึก เป็นแม่ทัพไปตีเขมร ได้ แวะพักที่บริเวณสระน้ำ ทั้ง สองแห่งนี้ และอาศัยน้ำ จากสระทั้งสองแห่ง สำหรับใช้สอย และใช้ในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาด้วย จึงเป็นที่ มา ของชื่อจังหวัดสระแก้ว



ระแก้ว เป็นจังหวัดชายแดนด้านตะวันออก อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 245 กิโลเมตร ในอดีตเคยเป็นชุมชนสำคัญที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อน มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุวรรณภูมิ และอาณาจักรทวาราวดี โดยจะเห็นได้จากกลุ่มปราสาทโบราณที่มีมากมายอยู่ทั่วจังหวัดและโบราณวัตถุที่หลงเหลือ บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ ความรุ่งเรืองของแผ่นดินในอดีต ให้แก่คนรุ่นหลัง

         นอกจากแหล่งโบราณสถานที่น่าศึกษาทางประวัติศาสตร์ จังหวัดสระแก้วยังมีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ เช่น อุทยานแห่งชาติปางสีดา และอุทยานแห่งชาติตาพระยา นอกจากนี้ยังมีแท่งดินประติมากรรมทางธรรมชาติอย่าง "ละลุ" ที่มีรูปลักษณะแปลกตา

สุดชายแดนอรัญประเทศสระแก้วเป็นประตูบานใหญ่ที่เปิดไปสู่ประเทศกัมพูชา เชื่อมการคมนาคมและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศให้เป็นเส้นทางเดียวกัน มีตลาดโรงเกลือที่เต็มไปด้วยของราคาถูกและสินค้ามือสองจากนานาประเทศเพื่อนบ้าน

          สระแก้วเป็นจังหวัดที่74 ของประเทศไทย เดิมมีฐานะเป็นเมืองบริวารของปราจีนบุรี (เมืองประจิมในสมัยโบราณ) และในปี พ.ศ.2476 เมื่อมีการยกเลิกระบบเทศาภิบาล ปราจีนบุรีได้รับการยกฐานะให้เป็นจังหวัด สระแก้วจึงกลายเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาได้แยกตัวออกมาจากปราจีนบุรี และได้รับการประกาศให้เป็นจังหวัดอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2536

         จังหวัดสระแก้วมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานนับ 4,000 ปี ตั้งแต่ยุคหินใหม่-ยุคโลหะ โดยมีการค้นพบวัตถุโบราณที่บ้านโคกมะกอก ตำบลเขาสิบ อำเภอเขาฉกรรจ์ ในยุคต่อมาก็มีการค้นพบโบราณวัตถุอีก เช่น ที่อำเภออรัญประเทศและอำเภอตาพระยา แสดงหลักฐานว่าสระแก้วเคยเป็นชุมชนสำคัญที่มีความเจริญรุ่งเรืองในยุคเจนละ- ทวารวดี มีอารยธรรมและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง มีกษัตริย์หรือผู้ครองเมืองที่นับถือศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายและไวษณพนิกาย ดังจะเห็นได้จากโบราณสถานและจารึกรูปอักษรปัลลวะต่างๆ ปรากฏที่ปราสาทเขาน้อย เขารัง และช่องสระแจง เป็นต้น โดยเฉพาะจารึกรูปอักษรปัลลวะที่ปรากฏในบริเวณปราสาทเขาน้อยเขตอรัญประเทศซึ่งถือกันว่าเป็นหลักฐานบันทึกศักราชที่เก่าแก่ที่สุดในกลุ่มจารึกรุ่นแรกที่พบในประเทศไทย สร้างขึ้นราวปีพุทธศักราช 1180

         นอกจากนี้ยังค้นพบหลักฐานความเจริญของอารยธรรมระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15-16 ในแถบนี้อย่างมากมาย มีทั้งปราสาทอิฐ ปราสาทหิน เตาเผา เครื่องถ้วย และคูเมืองโบราณที่ยังเหลือร่องรอยปรากฏในปัจจุบัน เช่น จารึกพบที่ปราสาทสด๊กก๊อกธมอีก 2 หลัก ซึ่งในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15 ปราสาทสด๊กก๊อกธมได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวสถานของพระศิวะ ดังข้อความในจารึกสด๊กก๊อกธมหลักที่ 1 ได้กล่าวถึงว่าในปีพุทธศักราช 1480 พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 โปรดให้นำศิลาจารึกมาปักไว้ที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม เพื่อประกาศห้ามเรียกข้าของเทวสถานแห่งนี้ไปใช้ในกิจการอื่น แต่ให้ข้าของเทวสถานได้บำรุงรักษาและบูชาพระศิวลึงค์หรือรูปเคารพ ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ เทวสถานสด๊กก๊อกธมนี้ตลอดไป ส่วนจารึกอีกหลักหนึ่งก็ได้กล่าวสรรเสริญพระเจ้าอาทิตยวรมันที่ 2 ซึ่งได้ทรงบูรณะโบราณสถานแห่งนี้จนสำเร็จพร้อมจารึกที่เกี่ยวกับอารยธรรมและศาสนาเป็นต้น จากจารึกและโบราณสถานที่พบนี้สามารถบ่งบอกให้เราทราบถึงระบบการปกครองของอาณาจักรขอมโบราณบนผืนแผ่นดินสระแก้วแห่งนี้ เปรียบเสมือนมรดกทางภูมิปัญญาของบรรพชนที่มีคุณค่าเป็นคุณประโยชน์ต่อการศึกษายิ่ง

         จังหวัดสระแก้วมีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ 7,195 ตารางกิโลเมตร หรือ 4,496,961 ไร่ แบ่งการปกครองออกเป็น7 อำเภอ และ 2 กิ่งอำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสระแก้ว อำเภอวัฒนานคร อำเภออรัญประเทศ อำเภอตาพระยา อำเภอเขาฉกรรจ์ อำเภอวังน้ำเย็น อำเภอคลองหาด กิ่งอำเภอโคกสูง และกิ่งอำเภอวังสมบูรณ์



เจดีย์ยอดเขาพลอยแหวน ตั้งอยู่ในตำบลเขาพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่ อยู่บนทางหลวงหมายเลข 3147 สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2375 บนจุดที่สูงที่สุดของเขาพลอยแหวน เป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา บรรจุพระบรมสารีริกธาติและมีมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทจำลงที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2471 แทนพระพุทธบาทเดิมที่แตกหักแล้ว บริเวณโดยรอบวัดเขาพลอยแหวนเป็นแหล่งขุดพลอยแห่งแรกของจังหวัดจันทบุรี ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนน้อยลง แต่ยังมีบางแห่งเปิดดำเนินการอยู่ สนใจเข้าชมการทำบ่อพลอย ติดต่อได้ที่ สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรี โทร. 0 3931 2567

สระแก้ว ในอดีตเคยเป็นชุมชนสำคัญแห่งหนึ่ง มีความเป็นมายาวนาน ตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุวรรณภูมิ และอาณาจักรทวาราวดี มีฐานะเป็นเมืองบริวารของปราจีนบุรี (เมืองประจิมในสมัยโบราณ)

พ.ศ. 2476 ปราจีนบุรีได้รับการยกฐานะให้เป็นจังหวัด และยกเลิกระบบเทศาภิบาล สระแก้วจึงกลายเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาได้แยกตัวออกจากปราจีนบุรี พร้อมกับผนวกอำเภออีก 5 อำเภอ เพื่อรวมเป็นจังหวัดใหม่ และได้รับการประกาศให้เป็นจังหวัดอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 1 ธันวาคม 2536

สระแก้ว เป็นจังหวัดชายแดนด้านตะวันออก อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เป็นระยะทาง 220 กิโลเมตร มี พื้นที่ 7,195 ตารางกิโลเมตร และ เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ ติดชายแดนประเทศกัมพูชา ยาว 165 กิโลเมตร พื้นที่มีทั้งที่ราบ ที่ดอนและป่าเขา ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม และเลี้ยงสัตว์


ครนายก

าลหลักเมืองนครนายก

 

ศาลหลักเมืองนครนายก ศาลหลักเมือง ศาลหลักเมืองเดิมเป็นเสาไม้ยาวประมาณ 1 เมตรเศษ ปลายเสาแกะสลักเป็นรูปดอกบัว ตั้งอยู่บริเวณกำแพงเมืองเก่า ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณบ้านพักผู้ช่วยที่ดินจังหวัดและศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาล ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2453 ทาง ราชการเห็นว่าศาลหลักเมืองเดิมชำรุดมากจึงได้ย้ายหลักเมืองไปประดิษฐานที่ตึกแดงในโรงเรียนสตรีประจำจังหวัด คือ โรงเรียนศรีนครนายกภายหลังได้ย้ายไปที่บริเวณศาลาประชาคมเทศบาลเมืองนครนายก โดยสร้างเป็นศาลาจตุรมุข เพื่อความสง่างามและเป็นมงคลคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดนครนายกจนทุกวันนี้ครับ

 



ครนายก

วัดพระพุทธบาท ยอดเขานางบวช (ตำบลสาริกา)

วัดเขานางบวช ตั้งอยู่ หมู่ที่ 5 สาริกา เมืองนครนายก นครนายก วัดราษฎร์


รอยพระพุทธบาทจำลองเขานางบวช

อยู่ในมณฑปบนขอดเขา นางบวชตั้งอยู่ในท้องที่ ตำบลสาริกาห่างจาก ตัวจังหวัดประมาณ 9 กิโลเมตร เขานางบวช สูงประมาณ 100 เมตร ทางขึ้นมีบันไดคอนกรีตจากเชิงเขาถึงมณฑป 227 ชั้น รอยพระพุทธบาทนี้สร้างไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2401 แรม 8 ค่ำ เดือน 12 ปี ระกา มีงานเทศกาลนมัสการรอยพระพุทธบาทในกลางเดือน 5 ของทุกปี



ราจีนบุรี

วัดต้นศรีมหาโพธิ์ (อำเภอศรีมหาโพธิ์)

ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ อยู่ในเขตวัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ตำบลโคกปีบ ตำบลโคกปีบ จังหวัดปราจีนบุรี ภายในวัดวัดต้นศรีมหาโพธิ์ มีต้นโพธิ์เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย เป็นหน่อจากต้นพระศรีมหาโพธิ สถานที่ตรัสรู้จากพุทธคยา ประเทศอินเดีย มีอายุกว่า 2,000 ปี ซึ่งนำเข้ามาปลูกเป็นต้นแรก

ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิมีขนาดเส้นรอบวงของลำต้น 20 เมตร สูง 30 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 25 เมตร

 

ตำนาน

พระเจ้าทวานัมปะยะดิษฐ์ เจ้าครองเมืองศรีมโหสถในสมัยขอมเรืองอำนาจทรงเลื่อมใสในพุทธศาสนา จึงได้ส่งคณะทูตเดินทางไปขอกิ่งต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าประทับเมื่อคราวตรัสรู้ จากเจ้าผู้ครองนครปาตุลีบุตร ประเทศอินเดีย แล้วนำกิ่งโพธิ์นั้นมาปลูกที่วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดปราจีนบุรี ในวันวิสาขบูชาจะมีงานนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ

 

พระศรีมหาโพธิ์

เป็นต้นไม้สำคัญในพระพุทธศาสนา เป็นที่ประทับและตรัสรู้สัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้า ณ พุทธคยา สำหรับชาวล้านนายังมีความเชื่อ ว่า ต้นโพธิ์เป็นไม้ ศักดิ์สิทธิ์ช่วยขจัดความทุกข์ได้ จึงประเพณีถวายไม้ค้ำโพธิ์ และเครื่องประกอบพิธีกรรม ใต้ต้นโพธิ์ พระศรีมหาโพธิ ที่พุทธคยา เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำปีเกิดสำหรับผู้ที่เกิดปีมะเส็ง สามารถบูชาต้นโพธิ์ตามวัดแทนได้ ทรงให้นำต้นโพธิ์ จากลังกามาปลูก พร้อมทั้งจำลองสัตตมหาสถานคือสถานที่ 7 แห่งที่พระพุทธเจ้าได้เสวยวิมุตติสุข ก่อนเผยแพร่ศาสนา ได้แก่

 

สัตตมหาสถาน มีดังนี้

 

ปฐมโพธิบัลลังก์ คือ ต้นโพธิ์ที่ประทับตรัสรู้

 

อนิมิตเจดีย์ คือ สถานที่พระพุทธเจ้าประทับทอดพระเนตร ต้นโพธิ์หลังตรัสรู้

 

รัตนจงกลมเจดีย์ คือ สถานที่พระพุทธเจ้า พิจารณาพระอภิธรรม

รัตนฆรเจดีย์ คือ สถานที่พระพุทธเจ้าพิจารณาอภิธรรม

 

อชปาลนิโครธเจดีย์ คือ ต้นไทรที่พระพุทธเจ้าประทับ

 

มุจลินทเจดีย์ คือ ต้นจิกที่พระพุทธเจ้าประทับใต้ต้นจิก ใกล้สระมุจลิน

 

ทราชายตนเจดีย์ คือ ต้นเกดที่พระพุทธเจ้าประทับที่สำคัญ คือพระเจดีย์ประธานของวัดที่จำลองแบบจาก เจดีย์พทธคยา มีลายปูนปั้นรูปเทวดาซึ่งงดงามมากที่ผนังด้านนอกของห้องคูหาส่วนฐานพระเจดีย์




ลำปาง

วัดพระธาตุลำปางหลวง

วัดพระธาตุลำปางหลวง ที่ตั้ง หมู่ 2 ตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง

วัดพระธาตุลำปางหลวง ตั้งอยู่ในเขตตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง อยู่ห่างจากตัวเมืองลำปางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๑๘ กิโลเมตร ตัววัดตั้งอยู่บนเนินสูง มีการจัดวางผัง และส่วนประกอบของวัดสมบูรณ์แบบที่สุด มีสิ่งก่อสร้าง และสถาปัตยกรรมต่าง ๆ บริเวณพุทธาวาสประกอบด้วย องค์พระธาตุลำปางหลวง เป็นประธาน มีบันไดนาคนำขึ้นไปสู่ซุ้มประตูโขง ถัดซุ้มประตูโขงขึ้นไปเป็น วิหารหลวง บริเวณทิศเหนือขององค์พระธาตุมีวิหารบริวารตั้งอยู่คือ วิหารน้ำแต้ม และ วิหารต้นแก้ว ด้านตะวันตกขององค์พระธาตุประกอบด้วย วิหารละโว้ และ หอพระพุทธบาท ด้านใต้มี วิหารพระพุทธ และ อุโบสถ ทั้งหมดนี้จะแวดล้อมด้วยแนวกำแพงแก้วทั้งสี่ด้าน นอกกำแพงแก้วด้านใต้มีประตูที่จะนำไปสู่เขตสังฆาวาส ซึ่งประกอบด้วยอาคาร หอพระไตรปิฎก กุฏิประดิษฐาน พระแก้วดอนเต้า อาคารพิพิธภัณฑ์และกุฏิสงฆ์ ตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ความสำคัญ เป็นโบราณสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองนครลำปาง


พระธาตุประจำปีเกิด ปีฉลู

สารบัญ

• 1 ประวัติ

• 2 ศิลปกรรม

o 2.1 ประตูโขง

o 2.2 มณฑปพระเจ้าล้านทอง

o 2.3 เจดีย์

o 2.4 วิหารน้ำแต้ม

o 2.5 หอพระพุทธ

o 2.6 วิหารพระพุทธ

 

 ประวัติ

ตามตำนานกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระเถระสามองค์ได้เสด็จจาริกไปตามบ้านเมืองต่าง ๆ จนถึงบ้านลัมภะการีวัน (บ้านลำปางหลวง) พระพุทธเจ้าได้ประทับเหนือดอยม่อนน้อย มีชาวลัวะคนหนึ่งชื่อ ลัวะอ้ายกอน เกิดความเลื่อมใส ได้นำน้ำผึ้งบรรจุกระบอกไม้ป้างมะพร้าว และมะตูมมาถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ฉันน้ำผึ้งแล้วทิ้งกระบอกไม้ป้างไปทางทิศเหนือ แล้วทรงพยากรณ์ว่า สถานที่แห่งนี้ต่อไปจะมีชื่อว่า ลัมพกัปปะนคร แล้วได้ทรงลูบพระเศียรได้พระเกศามาหนึ่งเส้น มอบให้แก่ลัวะอ้ายกอนผู้นั้น ลัวะอ้ายกอนได้นำพระเกศานั้น บรรจุในผอบทองคำ และใส่ลงในอุโมงค์พร้อมกับถวายแก้วแหวนเงินทองเป็นเครื่องบูชา แล้วแต่งยนต์ผัด(ยนต์หมุน) รักษาไว้ และถมดินให้เรียบเสมอกัน แล้วก่อเป็นพระเจดีย์สูงเจ็ดศอกเหนืออุโมงค์นั้น ในสมัยต่อมาก็ได้มีกษัตริย์เจ้าผู้ครองนครลำปางอีกหลายพระองค์ มาก่อสร้างและบูรณะซ่อมแซม จนกระทั่งเป็นวัดที่มีความงามอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นครลำปาง วัดพระธาตุลำปางหลวงมีประวัติว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๗๕ นครลำปางว่างจากผู้ครองนคร และเกิดความวุ่นวายขึ้น สมัยนั้นพม่าเรืองอำนาจได้แผ่อิทธิพลปกครองอาณาจักรล้านนาไว้ได้ทั้งหมด พม่าได้ยึดครองนครเชียงใหม่ ลำพูน โดยแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์พม่า ท้าวมหายศเจ้าผู้ครองนครลำพูนได้ยกกำลังมายึดนครลำปาง โดยได้มาตั้งค่ายอยู่ภายในวัดพระธาตุลำปางหลวง ครั้งนั้น หนานทิพย์ช้าง ชาวบ้านปงยางคก (ปัจจุบันอยู่อำเภอเกาะคา)วีรบุรุษของชาวลำปาง ได้รวบรวมพลทำการต่อสู้ทัพเจ้ามหายศ โดยลอบเข้ามาในวัด และใช้ปืนยิงท้าวมหายศตาย แล้วตีทัพลำพูนแตกพ่ายไป ปัจจุบันยังปรากฏรอยลูกปืนอยู่บนรั้วทองเหลืองที่ล้อมองค์พระธาตุเจดีย์ ต่อมาหนานทิพย์ช้างได้รับสถาปนาขึ้นเป็น พระยาสุลวะลือไชยสงคราม เจ้าผู้ครองนครลำปาง และเป็นต้นตระกูล ณ ลำปาง เชื้อเจ็ดตน ณ เชียงใหม่ ณ ลำพูน ณ น่าน

ศิลปกรรม

บันไดทางขึ้นวัด วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นโบราณสถานสำคัญ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณซากเมืองโบราณลัมพกัปปะนคร ตามประวัติพระนางจามเทวีเคยเสด็จมานมัสการ และทำการบูรณะซ่อมแซมอยู่เสมอ นับว่าเป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณกาล มีความสวยงาม และมีความยอดเยี่ยมทั้งสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม เป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกต ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของชาวลำปาง และชาวพุทธทั่วไป

ประตูโขง

ประตูโขง เป็นฝีมือช่างหลวงโบราณที่สวยงามก่ออิฐถือปูนทำเป็นซุ้มยอดแหลมเป็นชั้น ๆ มีสี่ทิศ ประดับตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น รูปดอกไม้ และสัตว์ในหิมพานต์ ประตูโขงแห่งนี้ใช้เป็นสัญลักษณ์เมืองลำปางในตราจังหวัดลำปาง

มณฑปพระเจ้าล้านทอง

วิหารหลวง เป็นวิหารประธานของวัด ตั้งอยู่บนแนวเดียวกับประตูโขง และองค์พระธาตุเจดีย์ เป็นวิหารจั่วรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทรงวิหารโล่งตามแบบล้านนายุคแรก หลังคาจั่วซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ภายในวิหารบรรจุมณฑปพระเจ้าล้านทอง ด้านในของแนวคอสอง มีภาพเขียนสีโบราณเรื่องชาดก

 

มณฑปพระเจ้าล้านทอง

เจดีย์

องค์พระธาตุเจดีย์ เป็นเจดีย์ล้านนาผสมเจดีย์ทรงลังกา ก่ออิฐถือปูน ประกอบด้วยฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมด้วยบัวมาลัยสามชั้น เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่หุ้มด้วยแผ่นทองเหลือง ฉลุลายหรือที่เรียกว่าทองจังโก ตามตำนานกล่าวว่าเป็นบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

 

วิหารน้ำแต้ม

วิหารน้ำแต้ม เป็นวิหารบริวารตั้งอยู่ทางทิศเหนือขององค์พระธาตุเจดีย์ เป็นวิหารเครื่องไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า รูปร่างและสัดส่วนงดงาม ภายในคอสองมีภาพเขียนสีโบราณที่เก่าแก่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริด ขนาดหน้าตักกว้าง ๔๕ นิ้ว

 

หอพระพุทธ

หอพระพุทธ เป็นสถาปัตยกรรมก่ออิฐทรงสี่เหลี่ยม ฐานเจดีย์สร้างครอบรอยพระพุทธบาทไว้ สร้างขึ้นสมัยเจ้าหาญแต่ท้อง เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๙๒

 

วิหารพระพุทธ

วิหารพระพุทธ สร้างขึ้นคู่กับวิหารน้ำแต้ม สันนิษฐานว่าเดิมคงเป็นวิหารโล่ง ได้มีการบูรณะซ่อมแซมภายหลัง ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๔๐ นิ้ว เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะ และส่วนสัดที่งดงามมาก

 

บันได

บันไดทางขึ้นด้านหน้าออกแบบเป็นรูปมังกรคายพญานาคทั้งสองข้างบันได เชิงบันไดมีรูปสิงห์ปูนปั้นขนาดใหญ่สองตัว สร้างในสมัยเจ้าหอคำดวงทิพย์ เจ้าผู้ครองนครลำปาง เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๓๓๑




ลำปาง

วัดพระแก้วดอนเต้า วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม




วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม




พระบรมธาตุดอนเต้า


ข้อมูลทั่วไป

ชื่อสามัญ วัดพระแก้วดอนเต้า

ประเภท



นิกาย เถรวาท

ความพิเศษ เคยประดิษฐานพระแก้วมรกต และ มวลสารของสถานที่นี้ ใช้เป็นส่วนประกอบใน พระสมเด็จจิตรลดา


พระประธาน

พระพุทธรูปสำคัญ



ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว

ที่ตั้ง  ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง 52000

โทรศัพท์ (+66) 0 5421 8154

ค่าธรรมเนียมเข้าชม ไม่เสียค่าธรรมเนียม

จุดที่น่าสนใจ สักการะพระบรมธาตุดอนเต้า และสักการะหนานทิพย์ช้าง


วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม ตั้งอยู่ที่ ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง มีเนื้อที่ 51 ไร่ 2 งาน 61 ตารางวา เป็นวัดที่เก่าแก่และสวยงามมีอายุนับพันปี เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1979 เป็นเวลานานถึง 32 ปี

เหตุที่วัดนี้ได้ชื่อว่าวัดพระแก้วดอนเต้า มีตำนานกล่าวว่า นางสุชาดา ได้พบแก้วมรกตในแตงโม (หมากเต้า) และนำมาถวายเจ้าอาวาส เพื่อแกะสลักเป็นพระพุทธรูป ซึ่งก็คือ พระแก้วดอนเต้า ซึ่งต่อมาได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุลำปางหลวง เนื่องจากวัดพระแก้วดอนเต้า และ วัดสุชาดาราม นั้นร้างลง แต่มีการสันนิษฐานเพิ่มว่า น่าจะเป็นเพราะย่านนี้เป็นสวนหมากเต้า และเป็นที่ดอน จึงชื่อพระธาตุว่า พระบรมธาตุดอนเต้า และชื่อวัดว่า วัดพระธาตุดอนเต้า และต่อมาเมื่อมีการประดิษฐานพระแก้วดอนเต้า จึงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดพระแก้วดอนเต้า

วัดพระแก้วดอนเต้า เป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุดอนเต้า ซึ่งเป็นพระเจดีย์องค์ใหญ่ บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า มณฑปศิลปะพม่า ลักษณะงดงาม ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ และวิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งมีอายุเก่าพอๆกับวัดนี้ นอกจากนี้ยังมีวิหารหลวงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติล้านนา และวิหารพระเจ้าทองทิพย์

การขึ้นทะเบียน

• กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75

• กระทรวงศึกษาธิการ โดย กรมการศาสนา ประกาศรวมวัดพระแก้วดอนเต้า และวัดสุชาดาราม เข้าเป็นวัดเดียวกัน ชื่อ วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2527

 

อ้างอิง

• โทเทิ่ล แอกเซส คอมมูนิเคชั่น, บริษัท จำกัด (มหาชน) . วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม (ป้ายข้อมูลประชาสัมพันธ์) . กรุงเทพมหานคร

• ชำนาญ สัจจะโชติ . ศรีวิชัย กับพระแก้วมรกต . บริษัท งานดี จำกัด (ในเครือมติชน) . กรุงเทพมหานคร . กันยายน 2548

• ว่าที่ ร้อยตรี นันทเดช โชคถาวร, พระสมเด็จจิตรลดา พิมพ์ครั้งที่ 6

• http://www.freewebtown.com/communit/dotvdi1.htm

 

 

 

 

ลำปาง

วัดพระธาตุเสด็จ

วัดพระธาตุเสด็จ ตั้งอยู่ หมู่ที่ 5 บ้านเสด็จ เมืองลำปาง ลำปาง วัดราษฎร์ วัดพระธาตุเสด็จ

วัดพระธาตุเสด็จ ตั้งอยู่ หมู่ที่ 5 บ้านเสด็จ เมืองลำปาง ลำปาง วัดราษฎร์ วัดพระธาตุเสด็จ อยู่ห่างจากตัวเมืองไปตามเส้นทางลำปาง-งาว ประมาณ 19 กิโลเมตร แยกซ้ายตรงกิโลเมตรที่ 617 เข้าไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร วัดพระธาตุเสด็จเป็นโบราณสถานอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดลำปาง มีตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นในสมัยพระนางจามเทวี อุโบสถและวิหารต่างๆ ซึ่งเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ ได้รับการบูรณะใหม่ทั้งหมดแต่ยังคงสภาพศิลปะโบราณให้เห็นได้อยู่จนปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถานของชาติแล้ว

 

พุทธสถานที่สำคัญคือ องค์พระธาตุเสด็จ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นเจดีย์แบบล้านนา ลักษณะคล้ายพระธาตุลำปางหลวงแต่องค์เล็กกว่า นอกจากนี้ยังมีวิหารใหญ่ เรียกว่า "วิหารกลาง" ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดปางลีลาองค์ใหญ่มีพุทธลักษณะงดงามนามว่า "หลวงพ่อห้ามญาติ" วิหารหลวง เรียกว่า "วิหารจามเทวี" ประดิษฐานพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสน และวิหารพระพุทธมีพระพุทธรูปชื่อ "พระเจ้าดำองค์อ้วน" เป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย ดึงข้อมูลจาก

 

 

ลำปาง

าลหลักเมืองลำปาง


ลำปาง เป็นจังหวัดในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย มีชื่อเรียกหลายชื่อเช่น ศรีดอนชัย ลัมภะกัมปะนคร เขลางค์นคร กุกกุฏนคร (นครไก่) เป็นต้น สัญลักษณ์ของจังหวัด คือ ไก่ขาวในมณฑป มีเนื้อที่ทั้งหมด 12,533.961 ตารางกิโลเมตร

ภูมิประเทศเป็นที่ดอนและป่าเขา ตอนเหนือเป็นที่ราบแล้วค่อยๆ ลาดต่ำลงมา ทางใต้เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำวัง เทือกเขาสำคัญคือ เทือกเขาผีปันน้ำ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำวัง และเทือกเขาขุนตาล ซึ่งกั้นเขตแดนระหว่างลำปาง-ลำพูน มีอุโมงค์ให้รถไฟลอดผ่านเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตรเศษ

 



ลำปาง

าลเจ้าพ่อประตูผา

 

ศาลเจ้าพ่อประตูผา

ศาลเจ้าพ่อประตูผา อยู่ห่างจากตัวจังหวัดลำปางตามเส้นทางสายลำปาง-งาวประมาณ 50 กิโลเมตร ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 649-650 ศาลตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ด้านขวามือ เป็นศาลเล็กๆ ก่ออิฐถือปูน ภายในมีรูปปั้นเจ้าพ่อประตูผาและเครื่องบูชามากมาย บริเวณใกล้เคียงมีศาลพระภูมิเล็กๆ มากมายเรียงรายอยู่ ศาลเจ้าพ่อประตูผานี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่สัญจรไปมาบนเส้นทางนี้มักแวะนมัสการและจุดประทัดถวาย

เจ้าพ่อประตูผาเดิมชื่อ พญาข้อมือเหล็ก เป็นผู้อยู่ยงคงกระพัน เป็นทหารเอกของเจ้าผู้ครองนครลำปาง ครั้งหนึ่งได้ทำการต่อสู้กับพม่าที่ ช่องประตูผาจนกระทั่งถูกรุมแทงตายในลักษณะถือดาบคู่ยืนพิงเชิงเขา ทหารพม่ากลัวจึงไม่กล้าบุกเข้าไปตีนครลำปาง ด้วยเหตุนี้เอง ชาวบ้านจึงเกิดศรัทธาและเคารพสักการะโดยตั้งศาลขึ้นบูชาเป็นที่นับถือของชาวลำปาง



ศาลเจ้าพ่อประตูผา อยู่บนเส้นทางสายลำปาง-งาว ห่างจากตัวเมืองลำปาง ๕๖ กิโลเมตร ศาลอยู่ทางขวามือ ริมถนน เป็น ศาลใหญ่ ประดิษฐานรูปของเจ้าประตูผา ชาวลำปางเลื่อมใสมาก ศาลนี้ สร้างขึ้นเพื่อ เป็นที่ระลึกถึง ทหารเอกของเจ้านครลำปาง ซึ่งได้สู้ศึกพม่า และถูกพม่าฆ่าตาย ที่ช่องประตูผานี้ ผู้ที่สัญจนไปมาบน เส้นทางนี้มักแวะนมัสการและจุดประทัดถวายเสมอครับ





ลำปาง

าลเจ้าพ่อหมอก



ม่ฮ่องสอน

ระธาตุดอยกองมู

พระธาตุดอยกองมู ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุดอยกองมู เดิมชื่อ วัดปลายดอน ตั้งอยู่ที่ ดอยกองมู ทางทิศตะวันตกจังหวัดแม่ฮ่องสอน

พระธาตุดอยกองมู เป็นปูชนียสถาน ประกอบด้วย พระธาตุเจดีย์ จำนวน 2 องค์ พ.ศ. 2403 จองต่องสู่ ได้สร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่ พ.ศ. 2417 พญาสิงหนาทราชา เจ้าผู้ครองแม่ฮ่องสอนคนแรก ได้สร้างพระธาตุเจดีย์องค์เล็ก

งานเทศกาลประจำปี

วันปีใหม่ วันสงกรานต์ วันออกพรรษา





ชียงราย

ระธาตุดอยตุง (อำเภอแม่สาย)

วัดพระธาตุดอยตุง

วัดพระธาตุดอยตุง ที่ตั้ง ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ความสำคัญ เป็นโบราณสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงราย พระธาตุประจำปีเกิด ปีกุน วัดพระบรมธาตุดอยตุง ตั้งอยู่บริเวณส่วนที่เรียกว่าหน้าอกของดอยนางนอน ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวเขา

ประวัติพระธาตุดอยตุง ตามตำนานเล่าว่า พระธาตุดอยตุงสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอชุตราช กษัตริย์ผู้ครองเมืองโยนกนาคพันธุ์(ปัจจุบันคืออำเภอแม่จัน) พระมหากัสสปะเถระได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุพระรากขวัญเบื้องซ้าย(กระดูกไหปลาร้า) แล้วมอบให้แก่ พระเจ้าอชุตราช ได้สร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุนั้นไว้บนดอยแห่งนี้ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ แล้วจึงได้ให้ทำทุง (ตุง) มีความยาว ๑,๐๐๐ วาปักบนยอดเขาหากทุงปลิวไปถึงที่ใดก็กำหนดให้เป็นฐานของพระเจดีย์ ทั้งนี้พระองค์ได้พระราชทานทองคำให้พวกลาวจกเป็นค่าที่ดิน และให้พวกมิลักขุ ๕๐๐ ครอบครัวดูแลรักษาพระธาตุ ต่อมาในสมัยพญามังรายแห่งราชวงค์มังราย พระมหาวชิรโพธิเถระได้นำพระบรมสารีริกธาตุมาถวาย ๕๐ องค์ พญามังรายจึงให้สร้างพระเจดีย์อีกองค์ใกล้กับเจดีย์องค์เดิม นับจากนั้นเป็นต้นมาพระธาตุดอยตุงจึงได้มีเจดีย์สององค์มาจนถึงทุกวันนี้

รูปแบบสถาปัตยกรรม พระธาตุดอยตุงแต่เดิมมีองค์เดียว รูปแบบการก่อสร้างก่อเป็นศิลปะเชียงแสนย่อมุมไม้สิบสองคล้ายกับพระธาตุดอยสุเทพ เมืองเชียงรายสมัยก่อนเป็นเมืองร้างอยู่หลายครา พระธาตุดอยตุงจึงขาดการบูรณะปฏิสังขรณ์ตัวพระธาตุทรุดโทรมและพังทลายลง นับตั้งแต่พญามังรายได้สร้างเจดีย์อีกองค์ใกล้กันอีกองค์หนึ่งจึงทำให้พระธาตุดอยตุงมีสององค์ ปัจจุบันพระธาตุเป็นสีทองขนาดเล็กสององค์ สูงประมาณ 5 เมตร บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม มีซุ้มจระนำสี่ทิศ องค์ระฆังและปลียอดมีขนาดเล็ก พระธาตุดอยตุง อยู่บนดอยสูงแวดล้อมด้วยป่ารกครึ้ม เรียกว่า สวนเทพารักษ์ เชื่อกันว่า เป็นที่สถิตของเทพารักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาในปี พ.ศ.2470 องค์พระธาตุทรุดโทรมมาก ครูบาเจ้าศรีวิชัย กับประชาชนชาวเมืองเชียงรายได้บูรณะขึ้นใหม่ โดยสร้างเป็นเจดีย์องค์ระฆังขนาดเล็กสององค์บนฐานแปดเหลี่ยม ตามศิลปะล้านนา การบูรณะครั้งหลังสุด มีขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2516 โดยกระทรวงมหาดไทย ได้สร้างพระธาตุองค์ใหม่ขึ้นครอบพระเจดีย์เดิมไว้

ความหมายของตุง ตุงนับเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของชาวล้านนา หมายถึง ความเจริญรุ่งรุ่ง การมีชัยชนะ ในวัดจะมี รอยปักตุง เป็นรอยแยกบนพื้น ยาวประมาณ 1 ฟุต อยู่ด้านหน้าพระธาตุ เชื่อกันว่า เป็นรอยแยกที่ใช้ปักฐานตุงบูชาพระธาตุ สร้างมาประมาณ 1,000 ปีแล้ว พระบรมธาตุดอยตุงเป็นที่เคารพสักการะของชาวล้านนา ทุกปีจะมีงานนมัสการพระบรมธาตุในวันเพ็ญเดือน ๓

บริเวณหลุมที่ปักตุง มีอายุนับพันปี





ชียงราย

ระธาตุจอมกิติ


พระธาตุจอมกิตติ เชียงราย เป็นพระธาตุเก่าแก่ภาคเหนือ อยู่ที่ดอยจอมกิตติ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เชื่อกันว่าเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เจดีย์องค์นี้ทำเรือนธาตุย่อมุมไม้สิบสอง มีซุ้มจระนำสี่ทิศภายในประดิษฐานพระพุทธรูปยืนแบบเชียงแสน องค์ระฆังทรงกลม แต่ใต้ระฆังทรงยอดแปดเหลี่ยมยอดปล้องไฉนเป็นลูกแก้ว ตำนานเมืองเชียงแสนกล่าวว่า พ.ศ. 1483 พระมหาเถระพุทธโกษาจาริกไปลังกา ได้พระบรมธาตุ(กระดูกพระนลาฎ)รวม 16 องค์ และนำมาถวายพระเจ้าพังคราช ผู้ครองนครชัยบุรีศรีช้างแสน(อยู่ในอำเภอเชียงแสน)พระเจ้าพังคราชและพระญาติได้แบ่งพระบรมธาตุไปประดิษฐานที่ดอยจอมทองในเชียงรายส่วนหนึ่ง พระธาตุองค์เดิมตามตำนานเล่าคงจะพังไปนานแล้ว องค์ที่เห็นปัจจุบันได้รับการบูรณะโดยพระเจ้าสุวรรณาคำลานนา เมื่อ พ.ศ. 2031 เข้าใจว่าของเดิมคงก่อด้วยอิฐ และรูปทรงก็คล้ายคลีงกันนี้ เพียงแต่องค์เรือนธาตุเป็นห้องสี่เหลี่ยมไม่ย่อมุมเท่านั้น



ชียงใหม่

วัดพระธาตุศรีจอมทอง (อำเภอจอมทอง)

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่มหานิกาย

พ.ศ. ๑๙๙๔ สร้างบนดอยจอมทอง ชื่อว่า วัดพระธาตุเจ้าศรีจอมทอง ทางทิศตะวันตกมีเทือกเขา ดอยอินทนนท์ และลำน้ำแม่กลาง


พ.ศ. ๒๔๗๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้รับพระราชทานยกฐานะวัดขึ้นเป็นวัดพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิด วรวิหาร

พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ของกรมการศาสนา

พ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ของ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ

 

ความสำคัญ

มวลสารวัตถุจากโบราณสถาน และโบราณวัตถุในที่นี้ รัชกาลที่ ๙ ได้นำมาเป็นส่วนประกอบในการทำพระสมเด็จจิตรลดา

 

หนังสืออ้างอิง

• ว่าที่ ร้อยตรี นันทเดช โชคถาวร หนังสือพระสมเด็จจิตรลดา พิมพ์ครั้งที่ 6

http://www.freewebtown.com/communit/dotvdi1.htm

 

 

 

ระธาตุศรีจอมทอง เชียงใหม่ ตั้งอยู่บนยอดดอยจอมทอง เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ ส่วนพระเศียรเบื้องขวามีความพิเศษ แตกต่างจากที่อื่นคือ เป็นพระบรมธาตุที่ มิได้ฝังใต้ดิน แต่ประดิษฐาน อยู่ใน่ ภายในวิหาร สามารถอัญเชิญมาสรงน้ำได้ ตามตำนานเล่าว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จมายังดอยนี้ และทรงพยากรณ์ ว่าที่นี่ จะเป็นที่ประดิษฐานพระทักขิณ โมลีธาตุ ของพระองค์ ในภายหน้า ต่อมาราวปี พ.ศ.1995 นางเม็ง และนายสอย ได้พบพระธาตุ จึงได้ก่อพระเจดีย์ และสร้างเสนาสนะ ที่ดอยต้นทอง คนทั้งหลายจึงเรียกชื่อ วัดนี้ว่า วัดจอมทอง ในสมัยพระเมืองแก้ว (พ.ศ.2038-2068 กษัตริย์องค์ที่ 14 แห่งราชวงศ์มังราย ได้สร้าง วิหารจตุรมุข ภายในมีมณฑป ปราสาทเพื่อประดิษฐาน พระบรมธาตุ เจ้าเมืองเชียงใหม่ หลายองค์ได้อัญเชิญ พระบรมธาตุศรีจอมทองไปยัง เมืองเชียงใหม่ เพื่อทำการสักการะ โดยมีวัดต้นเกว๋นที่ อำเภอหางดง เป็นวัดที่หยุดพักขบวนแห่ พระบรมธาตุเข้าเมือง ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 และวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 มีพิธีแห่พระบรมธาตุไปบูชาข้าวที่อุโบสถ และให้พุทธศาสนิกชนได้สรงน้ำ โดยจะมีการกล่าว บทอัญเชิญ และใช้ช้อนทองคำเชิญพระธาต ุจากผอบมาประดิษฐาน ในโกศแก้วที่ตั้งบนพานเงิน ตามธรรมเนียมเดิม ควรนำน้ำจากน้ำแม่กลาง เจือน้ำหอม หรือแก่นจันทร์มาใช้สรงหรือจะเป็นน้ำ สะอาดเจือของหอมก็ได้

คำบูชาพระธาตุ

นะโมพุทธายะ นะมามิ ติโลกะโมลี โลหะเฏ ปะติฏฐิตัง ปูชิตัง สัพพะโลเกหิ กิตฺติมันตัง มะโนหะลัง อะหังวันทามิ สัพพะทาฯ อังคะวะหะเย ปุเรระมะเน โกวิลา ลัคฺคะปัพพะตา สะหิเหมะคูหา คัพฺเภ ทักขิณะโมลี ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะทาฯ

ที่ตั้ง 157 บ้านหลวง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 ถึง จังหวัดนครสวรรค์ เข้าทางหลวงหมายเลข 1 ผ่าน จังหวัดตาก ถึง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 106 ไปทาง จังหวัดลำพูน ก่อนถึง อำเภอบ้านโฮ่ง จะมีทางแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1010 ไป อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะไปบรรจบกับทางหลวงหมายเลข 108 ให้เลี้ยวซ้ายตรงไปตามทาง วัดอยู่ฝั่งซ้าย













ชียงใหม่

ระธาตุดอยสุเทพ

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร



วัดพระธาตุดอยสุเทพ ที่ตั้ง ดอยสุเทพ

ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

 

ความสำคัญ พระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร นิกาย มหานิกาย วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่บนยอด ดอยสุเทพ เป็นหนึ่งในวัดของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีความสำคัญมากที่สุด ในวัดมีเจดีย์ทรงเชียงแสน ฐานสูงย่อมุมระฆังทรงแปดเหลี่ยมปิดด้วยทองจังโก ลานเจดีย์เป็นจุดชมทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ ทางขึ้นเป็นบันไดนาคเจ็ดเศียรก่อปูนประดับกระจก

 

ประวัติ วัดพระธาตุดอยสุเทพ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1929 ในสมัยพญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 8 แห่งอาณาจักรล้านนา ราชวงศ์เม็งราย พระองค์ทรงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุองค์ใหญ่ ที่ได้ทรงเก็บไว้สักการะบูชาส่วนพระองค์ถึง 13 ปี มาบรรจุไว้ที่นี่ ด้วยการทรงอธิษฐานเสี่ยงช้างมงคลเพื่อเสี่ยงทายสถานที่ประดิษฐาน พอช้างมงคลเดินมาถึงยอดดอยสุเทพ มันก็ร้องสามครั้ง พร้อมกับทำทักษิณาวรรตสามรอบ แล้วล้ม (แปลว่า ตาย) ลง พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้ขุดดินลึก 8 ศอก กว้าง 6 วา 3 ศอก หาแท่นหินใหญ่ 6 แท่น มาวางเป็นรูปใหญ่ในหลุม แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุลงประดิษฐานไว้ จากนั้นถมด้วยหิน แล้วก่อพระเจดีย์สูง 5 วา ครอบบนนั้น ด้วยเหตุนี้จึงห้ามพุทธศาสนิกชนที่ไปนมัสการสวมรองเท้าใน บริเวณพระธาตุ และมิให้สตรีเข้าไปบริเวณนั้น


บันไดนาค วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ ระหว่างปี ค.ศ. 1910-1920ในปี พ.ศ. 2081 สมัยพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ 12 ได้ทรงโปรดฯให้เสริมพระเจดีย์ให้สูงกว่าเดิม เป็นกว้าง 6 วา สูง 11 ศอก พร้อมทั้งให้ช่างนำทองคำทำเป็นรูปดอกบัวทองใส่บนยอดเจดีย์ และต่อมาเจ้าท้าวทรายคำ ราชโอรสได้ทรงให้ตีทองคำเป็นแผ่นติดที่พระบรมธาตุ


ในปี พ.ศ. 2100 พระมหาญาณมงคลโพธิ์ วัดอโศการาม เมืองลำพูน ได้สร้างบันไดนาคหลวงทั้ง 2 ข้าง เพื่อให้ประชาชนขึ้นไปสักการะได้สะดวกขึ้น และกระทั่งถึงสมัยครูบาศรีวิชัย ท่านได้สร้างถนนขึ้นไป โดยถนนที่สร้างนี้มีความยาวถึง 11.53 กิโลเมตร


หอระฆัง วัดพระธาตุดอยสุเทพสารานุกรมประเทศไทย... วิกิแมเปีย มีภาพถ่ายทางอากาศของ: วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหารคอมมอนส์ มีรูปภาพและสื่อในรูปแบบอื่นๆ เกี่ยวกับ: วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร


พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง ในตำนานสิหิงคนิทานและพงศวดารโยนก เล่าประวัติว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไป 700 ปีพระเจ้า สีหลและกษัตริย์องค์อื่นใคร ่ทอดพระเนตรรูปของ พระพุทธเจ้ามีแต่พระยานาคที่เคยเห็นพระองค์ จึงแปลงรูป เนรมิตตน เป็นรูปพระพุทธเจ้า พระเจ้าสีหล ด้กระทำการบูชา 7 วัน 7 คืน และใช้ช่างถ่ายแบบพระพุทธรูปไว้ ต่อมาพระร่วง แห่งสุโขทัย ได้ยินกิตติศัพท์ของพระพุทธสิหิงค์ใคร่จะได้ บูชาจึงบอกกับพระเจ้าสิริธรรมแห่งเมืองนครศรีธรรมราช พระเจ้าสิริธรรมได้ส่งทูตไปขอจากลังกาอัญเชิญไปให้พระเจ้า สุโขทัย ต่อมาได้อัญเชิญ พระพุทธสิงหิงค์ ไปยังเมืองสำคัญ จนกระทั่งราวปี พ.ศ. 1983 เจ้ามหาพรหมได้อันเชิญ พระพุทธสิหิงค์จากกำแพงเพชรมาถวายพญาแสนเมือง มาเชียงใหม่ เดิมพระยาแสนเมือง มาจะให้ประดิษฐานที่วัด บุปผาราม แต่เมื่อรถที่อันเชิญ มาถึงที่หน้าวัดลีเชียงพระ (ชื่อเดิมวัดพระสิงห์) รถเกิดติดขัดไม่สามารถลากไปได้ จึงให้ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ไว้ที่วัดนี้ ในปี พ.ศ. 2063 พระเมืองแก้วได้สร้างวิหารลายคำเพื่อประดิษฐานพระพุทธ สิหิงค์ ภายในวิหารมัน ภาพจิตรกรรมรัชกาลที่ 5 เรื่องสังข์ทอง ฝืมือช่างล้านนา และเรื่องสุวรรณชาดก ฝีมือช่างภาคกลาง ในช่วงสงกรานต์ของทุกปี มีการอันเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานบนบุษบก แห่แหนรอบเมือง ให้ประชาชนได้สรงน้ำสักการะ

คำบูชาพระพุทธสิหิงค์ อิติปวะวะระสิหิงโต อุตตะมะยะโสปิ เตโช ยัตถะ กัตถะ จิตโตโส สักกาโร อุปาโท สะกาละพุทธะ สาสะธัง โชตะยันโตวะ ทีโป สุระนะเรหิ มะหิโต ธะระมาโนยะ พุทโธติ

ที่ตั้ง ถนนสามล้าน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

 

 

ชียงใหม่

 

ระพุทธสิหิงค์

พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง ในตำนานสิหิงคนิทานและพงศวดารโยนก เล่าประวัติว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไป 700 ปีพระเจ้า สีหลและกษัตริย์องค์อื่นใคร ่ทอดพระเนตรรูปของ พระพุทธเจ้ามีแต่พระยานาคที่เคยเห็นพระองค์ จึงแปลงรูป เนรมิตตน เป็นรูปพระพุทธเจ้า พระเจ้าสีหล ด้กระทำการบูชา 7 วัน 7 คืน และใช้ช่างถ่ายแบบพระพุทธรูปไว้ ต่อมาพระร่วง แห่งสุโขทัย ได้ยินกิตติศัพท์ของพระพุทธสิหิงค์ใคร่จะได้ บูชาจึงบอกกับพระเจ้าสิริธรรมแห่งเมืองนครศรีธรรมราช พระเจ้าสิริธรรมได้ส่งทูตไปขอจากลังกาอัญเชิญไปให้พระเจ้า สุโขทัย ต่อมาได้อัญเชิญ พระพุทธสิงหิงค์ ไปยังเมืองสำคัญ จนกระทั่งราวปี พ.ศ. 1983 เจ้ามหาพรหมได้อันเชิญ พระพุทธสิหิงค์จากกำแพงเพชรมาถวายพญาแสนเมือง มาเชียงใหม่ เดิมพระยาแสนเมือง มาจะให้ประดิษฐานที่วัด บุปผาราม แต่เมื่อรถที่อันเชิญ มาถึงที่หน้าวัดลีเชียงพระ (ชื่อเดิมวัดพระสิงห์) รถเกิดติดขัดไม่สามารถลากไปได้ จึงให้ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ไว้ที่วัดนี้ ในปี พ.ศ. 2063 พระเมืองแก้วได้สร้างวิหารลายคำเพื่อประดิษฐานพระพุทธ สิหิงค์ ภายในวิหารมัน ภาพจิตรกรรมรัชกาลที่ 5 เรื่องสังข์ทอง ฝืมือช่างล้านนา และเรื่องสุวรรณชาดก ฝีมือช่างภาคกลาง ในช่วงสงกรานต์ของทุกปี มีการอันเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานบนบุษบก แห่แหนรอบเมือง ให้ประชาชนได้สรงน้ำสักการะ

 

คำบูชาพระพุทธสิหิงค์ อิติปวะวะระสิหิงโต อุตตะมะยะโสปิ เตโช ยัตถะ กัตถะ จิตโตโส สักกาโร อุปาโท สะกาละพุทธะ สาสะธัง โชตะยันโตวะ ทีโป สุระนะเรหิ มะหิโต ธะระมาโนยะ พุทโธติ


ที่ตั้ง ถนนสามล้าน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

 

 

เชียงใหม่

 

ศาลหลักเมืองเชียงใหม่

 

เมืองเชียงใหม่ มีชื่อที่ปรากฏในตำนานว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" เป็นราชธานีของอาณาจักรล้านนามาตั้งแต่ เมื่อพญามังรายได้ทรงสร้างขึ้น

พ.ศ. 1839

 

เชียงใหม่มีอายุครบ 700 ปี ในปี พ.ศ. 2539 เชียงใหม่ในอดีตมีฐานะเป็นนครรัฐอิสระ ปกครองโดยกษัตริย์ราชวงศ์มังราย ประมาณ 261 ปี (ระหว่าง พ.ศ. 1839 - 2101)

 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2101 เชียงใหม่ได้เสียเมืองให้แก่่พระเจ้าบุเรงนอง และตกอยู่ใต้อำนาจของพม่านานกว่าสองร้อยปี จนถึงสมัยพระเจ้าตากสินและพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสนับสนุนล้านนา โดยการนำของเจ้ากาวิละและพระยาจ่าบ้านทำสงครามขับไล่พม่าออกจากเมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงแสนสำเร็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าสถาปนาเจ้ากาวิละขึ้นเป็น พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ พระเจ้าเชียงใหม่ ปกครอง ๕๗ หัวเมืองฝ่ายเหนือในฐานะประเทศราชของสยาม โดยพระญาติและเชื้อสายของ พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ ซึ่งรวมเรียกว่า ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ (เจ้าเจ็ดตน) ได้ปกครองเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และหัวเมืองใหญ่น้อยสืบต่อมา จนกระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ได้โปรดให้ปฏิรูปการปกครองหัวเมืองประเทศราชได้ยกเลิกการมีเมืองประเทศราชในภาคเหนือ จัดตั้งการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล เรียกว่า มณฑลพายัพ และเมื่อปี พ.ศ. 2476 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ปรับปรุงการปกครองเป็นแบบจังหวัด เชียงใหม่จึงมีฐานะเป็นจังหวัดจนถึงปัจจุบัน

 


ชียงใหม่ วัดโพธารามมหาวิหาร

วัดเจดีย์เจ็ดยอด (ปัจจุบันชื่อ วัดเจ็ดยอด  วัดโพธารามมหาวิหาร)

เจดีย์เจ็ดยอด เชียงใหม่ อยู่ที่วัดโพธารามมหาวิหาร หรือเรียกกันทั่วไปว่า วัดเจ็ดยอด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ องค์เจดีย์ก่อเป็นคูหาสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 10 เมตร ยาว 22 เมตร มีช่องประตูโค้งสู่ด้านหน้าทางทิศตะวันออก ในคูหาประดิษฐานพระพุทธรูปนั่ง ริมผนังซ้ายขวามีช่องบันไดขึ้นสู่หลังคาได้ บนหลังคามียอดเป็นเจดีย์ห้าองค์แบบพุทธคยาองค์ใหญ่เป็นประธานอยู่กลาง มีเจดีย์ทรงกลมก่อด้วยศิลาแลงขนาดย่อมอีกสององค์ที่ฐานเหลี่ยมมีลายปูนปั้นเป็นรูปเทพนมยืนบ้างนั่งบ้างเป็นศิลปะเชียงใหม่ที่งดงามแห่งหนึ่ง ตามประวัติกล่าวว่า

 

พ.ศ. 1998 สร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ล้านนา โดยโปรดเกล้าฯ ให้หมื่นด้ามพร้าคด(ดำ)ไปจำลองแบบมาจากพุทธคยาประเทศอินเดียเมื่อ

 

ความสำคัญของเจดีย์เจ็ดยอดอยู่ที่ลวดลายปูนปั้น องค์เทวดากับเครื่องตกแต่งและซุ้มประตู ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งสำคัญของเมืองเชียงใหม่ทั้งสิ้น


วัดโพธารามมหาวิหาร (เดิมชื่อวัดเจดีย์เจ็ดยอด หรือ วัดเจ็ดยอด) ตั้งอยู่ที่ตำบลเจ็ดยอด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 1998 พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ 11 แห่งราชวงศ์เม็งราย ทรงสร้างวัดโพธารามมหาวิหาร สร้างด้วยศิลาแลงประดับลวดลายปูนปั้น เป็นเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย พ.ศ. 2020 วัดโพธารามมหาวิหาเป็นที่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก ปัจจุบันเจดีย์เจ็ดยอดหักพังไปเกือบหมด

 

ความสำคัญ

มวลสารวัตถุจากโบราณสถาน และโบราณวัตถุในที่นี้ รัชกาลที่ ๙ ได้นำมาเป็นผงพระพิมพ์ซึ่งเป็นส่วนประกอบในการทำพระสมเด็จจิตรลดา




ชียงใหม่

ที่ตั้งค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (อำเภอฝาง)

พระนเรศวร

พระนเรศวร เป็นกษัตริย์องค์ที่ 19 (ในจำนวน 34 พระองค์)แห่งอาณาจักรอยุธยา พระองค์ทรงเป็นพระโอรสของพระมหาธรรมราชา (อดีตเจ้าเมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ที่ 18 ของอยุธยา)

ซึ่งเป็นเชื้อสายของราชวงศ์สุโขทัย พระนเรศวรทรงเป็นที่รู้จักในประวัติศาสตร์ไทยสกุลลัทธิชาตินิยมในฐานะ "วีรกษัตริย์" ผู้กอบกู้ "เอกราช" ให้กับอยุธยาซึ่งตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าอยู่ 15 ปี ระหว่าง 2112-2127 พระนเรศวรมีพระพี่นาง 1 องค์ และพระอนุชา 1 องค์ พระนเรศวรเป็นที่รู้จักในนามของ "องค์ดำ" ผู้มีความปรีชาสามารถในการสงคราม สามารถสถาปนาอาณาจักรอยุธยาให้มีอำนาจและความยิ่งใหญ่ ส่วนพระอนุชา (ซึ่งต่อมาจะเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเอกาทศรถ) นั้นรู้จักกันในพระนามว่า "องค์ขาว" พระนเรศวรทรงได้รับยกย่องให้เป็น 1 ในบรรดากษัตริย์ไทยที่ทรงเป็น "มหาราช"

พระนเรศวรประสูติเมื่อ 2098 ที่เมืองพิษณุโลกในสมัยที่พระราชบิดายังทรงดำเนินตำแหน่งเจ้าเมืองนั้นอยู่ เมื่ออายุได้ 9 พรรษาถูกส่งไปเป็นตัวประกันที่เมืองพระโค(หงสาวดี) สืบเนื่องมาจากพม่ายึดเมืองพิษณุโลกได้ และพระราชบิดาได้เข้าร่วมกับฝ่ายพม่า ทั้งนี้เพื่อประกันความจงรักภักดีต่อพม่า พระนเรศวรจึงถูกส่งไปเป็นตัวประกันทรงประทับอยู่ในฐานะ "โอรสบุญธรรม" ของกษัตริย์พม่าถึง 7 ปี ครั้นเมื่อพม่ายึดอยุธยาได้ในปี 2112 พระมหาธรรมราชาได้ขึ้นครองราชสมบัติในฐานะเมืองขึ้นของพม่า พระนเรศวรจึงเสด็จกลับจากเมืองพระโค(หงสาวดี) เมื่อปี 2114 พระชนมายุได้ 16 พรรษา ทั้งนี้โดยการที่พระมหาธรรมราชาต้องส่งพระราชธิดาไปเป็นตัวประกันแทน จากนั้นพระนเรศวรก็ได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้าเมืองพิษณุโลก และมีตำแหน่งในฐานะอุปราช หรือ "วังหน้า" โดยมีพระอนุชา ในฐานะ "วังหลัง" ที่จะสืบราชสมบัติแทน

ในช่วงระยะเวลา 19 ปีก่อนขึ้นครองราชนั้น พระนเรศวรทรงมีส่วนในการสงครามป้องกันอยุธยาเป็นอย่างมาก ทั้งการสงครามกับพม่าและกัมพูชา และในที่สุดก็ได้ประกาศ "อิสระภาพ" ในปี 2127 เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าในปี 2112 นั้น อาณาจักรไทยนอกจากจะแตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าแล้ว(ทั้งอยุธยาและเชียงใหม่)ภาคกลางของไทยได้รับความเสียหายมาก ประชากรส่วนใหญ่ถูกกวาดต้อนไปพม่า เมืองหลายเมืองต้องถูกทิ้งร้าง เพราะขาดประชากร ที่อยุธยาเองพม่าตั้งกองทัพของตนไว้ 3,000คน ทั้งนี้เพื่อควบคุมพระมหาธรรมราชาไม่ให้เอาใจออกห่าง ดังนั้นอยุธยาจึงอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ และขาดกำลังทหารป้องกันเมืองเป็นอย่างมาก

ความอ่อนแอของอยุธยาเปิดโอกาสให้กัมพูชาส่งกองทัพมารุกรานหัวเมืองชายทะเล ตั้งแต่แถบเมืองจันทบุรีถึงเพชรบุรี ระหว่างปี 2113-2130 กัมพูชาส่งกองทัพมาตีหัวเมืองชายทะเลดังกล่าวถึง 6 ครั้ง และกวาดต้อนประชากรไปเป็นจำนวนมาก สงครามไทย-กัมพูชานี้เป็นสงครามที่ประทุในแถบชายแดนจันทบุรี และเป็นสงครามที่มีการปล้นสะดมประชากรกัน สงครามในลักษณะดังกล่าวมีมาตั้งแต่สมัยต้นอยุธยา พระนเรศวรมีส่วนอย่างมากในการป้องกันอยุธยาในครั้งนี้ การสงครามกับกัมพูชาในครั้งนั้นทำให้อยุธยาสามารถใช้เป็นข้ออ้างในการที่จะสะสมกำลังคนโดยการโยกย้ายประชากรจากหัวเมืองเข้ามายังอยุธยา ทั้งยังสามารสร้าง และซ่อมแซมกำแพงเมืองตลอดจนป้อมปราการ และจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมได้โดยปราศจากความสงสัยจากพม่า นอกเหนือจากภัยสงครามจากภายนอกแล้ว ในสมัยดังกล่าวอยุธยาก็ยังเผชิญกับปัญหาภายใน คือ "ขบถไพร่ญาณพิเชียร" ในปี 2124ด้วย

ในปี 2124 พระเจ้านันทบุเรงกษัตริย์พม่าสวรรคต และพม่าภายใต้ราชวงศ์ตองอูก็ทำท่าว่าจะแตกสลาย พระนเรศวรได้เสด็จไปยังเมืองพระโคเพื่อไปในงานพระศพของกษัตริย์พม่า และน่าจะทรงทราบดีถึงโอกาสที่อยุธยาจะได้เป็นเอกราช ในขณะเดียวกันพม่าก็ทราบดีเช่นกันว่า พระนเรศวรจะเอาใจออกห่าง ดังนั้นจึงได้ใช้มอญให้วางแผนกำจัดพระนเรศวร แต่พระยาเกียรติพระยาราม ขุนนางมอญกับนำความลับนี้มากราบทูลต่อพระนเรศวร ดังนั้น ปี 2127 พระนเรศวรจึงประกาศ อิสรภาพ ของอยุธยา ตลอดปลายรัชสมัยของบิดาของพระองค์ พระนเรศวรต้องทำสงครามต่อต้านการรุกรานของพม่า ระหว่าง 2128-2130 พระองค์ทรงขึ้นครองราชสมบัติเมื่อปี 2133 เมื่อพระบิดาสวรรคต และมีพระชนมายุ 35 พรรษา

ตามประวัติศาสตร์ไทยกล่าวว่า "สงครามยุทธหัตถี" หรือการรบโดยการชนช้างในปี 2135-2136 เป็นสงครามที่พระนเรศวรทรงมีชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือพม่า พระมหาอุปราชแม่ทัพพม่า สิ้นพระชนม์ด้วยพระแสงของ้าวของพระนเรศวรที่ตำบลหนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรี สงครามครั้งนี้นับได้ว่าเป็นสงครามใหญ่ครั้งสุดท้ายของพุทธศตวรรษที่22 หลังจากนั้นไทยกับพม่าก็ค่อนข้างจะว่างสงครามกัน100กว่าปี จนเมื่อพม่าได้สถาปนาราชวงศ์อลองพญา(คองบอง)

ตลอดรัชสมัย 15 ปีของพระนเรศวร พระองค์ทรงพยายามสถาปนาความเป็นปึกแผ่นของอยุธยา ทรงขยายอาณาเขตออกไปกว้างขวาง ทรงทำให้กัมพูชาต้องยอมเป็นเมืองขึ้น

ตามหลักฐานประวัติศาสตร์กล่าวว่าพระนเรศวรทรงสนใจในการเมืองระหว่างประเทศ เห็นได้จากการเสนอส่งกองทัพไทยไปช่วยจีนรบกับญี่ปุ่น ในสมัยของ โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ เมื่อปี2135 แต่ทางจีนได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้เมื่อปี 2136

พระนเรศวรสวรรคตที่เมืองหาง รัฐฉานในพม่า เมื่อ 2148 พระชนม์พรรษาได้ 50 ปี และดูเหมือนว่าพระองค์จะไม่มีพระราชโอรสหรือพระธิดา บ้างก็กล่าวว่าพระองค์ไม่มีฝ่ายในด้วยซ้ำไปดังนั้นพระอนุชาคือพระเอกาทศรถจึงได้ครองราชสมบัติแทน

 

 

ชียงใหม่

นุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย

 

อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย เป็นนักบุญแห่งลานนาไทย ซึ่งเป็นบุคคลแรกที่เริ่มชักชวนประชาชน สร้างทางจากเชิงดอย ถึงพระธาตุดอยสุเทพ รวมระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร ตั้งอยู่ตรงทางขึ้นดอยสุเทพ

 

อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ตั้งอยู่เชิงดอยติ บริเวณวัดพระธาตุดอยติ ตำบลป่าสัก ห่างจากตัวเมืองลำพูน ประมาณ 5 กิโลเมตรครับ บนถนนสายเชียงใหม่-ลำปาง พระครูบาศรีวิชัยเป็นพระเถระเจ้า นักพัฒนาแห่งล้านนาไทย ผู้พัฒนาทั้งด้าน จิตใจ และด้านถาวรวัตถุให้แก่ชาวล้านนาไทยไว้อย่างอเนกอนันต์

 

ครูบาศรีวิชัย พระอริยสงฆ์ ที่เป็นที่นับถือของชาวล้านนาทั้งปวง เป็นผู้ดำริให้สร้างถนนขึ้นไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพ จากนั้นชาวล้านนาผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมากก็ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างถนนสายนี้จนสำเร็จ โดยใช้เวลาเพียง 5 เดือน 22 วัน

 

 

น่าน

 

ระพุทธรูปทองทิพย์ วัดสวนตาล

วัดสวนตาล ถนนมหายศ ในเวียง เมืองน่าน น่าน วัดราษฎร์

 

วัดสวนตาล อยู่ที่ถนนมหายศ สร้างขึ้นโดยพระนางปทุมมาวดี เมื่อ พ.ศ.1770 เจดีย์มีสัณฐานงดงาม ชั้นล่างมีซุ้มประตูทั้งสี่ทิศ จากภาพถ่ายในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ รูปเจดีย์วัดสวนตาลก่อนการบูรณะในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ (ตรงกับรัชกาลที่ 5) เป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมองค์พระเจดีย์เป็นทรงดอกบัวตูมหรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ สะท้อนให้เห็นอิทธิพลศิลปะสุโขทัย

 

ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปที่สำคัญคือ พระเจ้าทองทิพย์ ซึ่งพระเจ้าติโลกราชแห่งนครเชียงใหม่ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1992 เป็นพระพุทธรูปทองสำริดองค์ใหญ่ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 10 ฟุต สูง 14 ฟุต 4 นิ้ว มีงานนมัสการและสรงน้ำเป็นประจำทุกปี ในช่วงเทศกาลสงกรานต์และมีการเฉลิมฉลองทั้งกลางวันและกลางคืน

 

วัดสวนตาล ตั้งอยู่ที่ตำบลเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน สร้างขึ้นโดย พระนางปทุมมาวดี เมื่อ พ.ศ. 1770 เจดีย์มีสัณฐานงดงาม ชั้นล่างมีซุ้มประตูทั้งสี่ทิศ ภายในวัดมีพระพุทธรูปที่สำคัญ คือ พระเจ้าทองทิพย์ ซึ่งพระเจ้าติโลกราชแห่งนคร เชียงใหม่ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1987 ลักษณะเป็นพระพุทธรูปทองสำริด องค์ใหญ่ปางมารวิชัย ประดิษฐานในวิหารสวนตาล หน้าตักกว้าง 10 ฟุต สูง 14 ฟุต 4นิ้ว (4.11 เมตร) ซึ่งทุกปีจะจัดให้มีงานนมัสการและสรงน้ำเป็นประจำระหว่างเทศกาล สงกรานต์ ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองทั้งกลางวันและกลางคืน เจดีย์วัดสวนตาล องค์เดิมเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัย ต่อมา


พ.ศ. 2457 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีการบูรณะพระเจดีย์โดยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ พระเจ้าน่าน โปรดให้บูรณะรูปทรงเป็นเจดีย์ยอดปรางค์ดังที่เห็นในปัจจุบัน ส่วนฐานเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมซ้อนกัน รองรับเรือนธาตุย่อเก็จ ซึ่งยังมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ส่วนยอดเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์ มีปล้องไฉนและปลียอด ตามแบบเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ศิลปะสุโขทัย เจดีย์องค์นี้คงจะสร้างขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ 20 หลังจากเจ้าพระยาผากอง สร้างเมืองน่านในปี พ.ศ. 1911

 

 


น่าน

ระธาตุแช่แห้ง

วัดพระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่ หมู่ที่ 3 หนองเต่า ม่วงตี๊ด กิ่ง อำเภอภูเพียง น่าน วัดราษฎร์

วัดพระธาตุแช่แห้ง

ที่ตั้ง ตำบลภูเพียง


กิ่งอำเภอภูเพียง

จังหวัดน่าน


ความสำคัญ เป็นโบราณสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองน่าน

พระธาตุประจำปีเกิด ปีเถาะ

พระธาตุแช่แห้ง วัดพระธาตุแช่แห้ง หมู่ 3 บ้านหนองเต่า ตำบลม่วงตี๊ด กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เป็นวัดราษฎร์ ประดิษฐานอยู่ ณ กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ ๓ กิโลเมตร องค์พระธาตุตั้งอยู่บนเนินเขาลูกเตี้ย ๆ เป็นสีทองสุกปลั่ง สามารถมองเห็นได้แต่ไกล เนื่องจากสูงถึง ๒ เส้น เป็นอนุสรณ์ของความรักและความสัมพันธ์ ระหว่างเมืองน่านกับเมืองสุโขทัยในอดีต


รูปแบบสถาปัตยกรรม

ตัวพระธาตุตั้งอยู่บนเชิงเนินปูด้วยอิฐ ลาดขึ้นไปยังยอดเนิน กว้างประมาณ ๒๐ วา มีบันไดนาคขนาบทั้งสองข้าง องค์พระเจดีย์เป็นแบบล้านนาไทย ฐานเป็นสี่เหลี่ยมซ้อนกันขึ้นไปจนสูง ใช้แผ่นทองเหลืองบุรอบฐาน แล้วลงรักปิดทอง จากพงศาวดาร]เมืองน่านกล่าวว่า พระยาการเมือง เจ้านครน่านได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจาก กรุงสุโขทัย มาประดิษฐานไว้ที่ดอยภูเพียงแช่แห้ง และตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับสรงน้ำที่ริมฝั่ง แม่น้ำน่านทางทิศตะวันออก ที่บ้านห้วยไค้ และเสวยผลสมอแห้ง ซึ่งพระยามลราชนำมาถวาย แต่ผลสมอนั้นแห้งมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงนำผลสมอนั้นไปแช่น้ำก่อนเสวย และทรงพยากรณ์ว่า ต่อไปที่นี่จะมีผู้นำพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐาน จึงเรียกพระสถูปที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแห่งนี้ว่า พระธาตุแช่แห้ง

งานประจำปี

พระธาตุแช่แห้งได้จัดงานประจำปีฉลองพระธาตุประจำปี ราวกลางเดือนหกฝ่ายเหนือ ซึ่งตรงกับเดือนสี่ฝ่ายใต้



ระธาตุเขาน้อย วัดพระธาตุเขาน้อย หมู่ 11 ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เป็นวัดราษฎร์ วัดพระธาตุเขาน้อย องค์พระธาตุตั้งอยู่บนยอดดอยเขาน้อย ซึ่งอยู่ด้านตะวันตกของตัวเมืองน่าน สร้างในสมัยเจ้าปู่แข็ง เมื่อปี พ.ศ.2030 องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทั้งองค์ เป็นศิลปะพม่าผสมล้านนา ภายในบรรจุพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดชฯ ระหว่างปี พ.ศ. 2449-2454 โดยช่างชาวพม่า และวิหารสร้างในสมัยนี้เช่นกัน จากวัดพระธาตุเขาน้อย สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของตัวเมืองน่าน ปัจจุบันบริเวณลานชมทิวทัศน์ ประดิษฐานพระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทานพร บนฐานดอกบัวสูง 9 เมตร บนยอดพระเกศาทำจากทองคำหนัก 27 บาท สร้างขึ้นเนื่องในมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6

 

 

 


น่าน

ระธาตุปูแจ


ตั้งอยู่ที่บ้านบุญเริงหมู่ที่ 4 บ้านบุญเริง ตำบลบ้านเวียง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ เป็นวัดราษฎร์ พระธาตุปูแจ อยู่ภายในวัดพระธาตุปูแจ บ้านบุญเริงหมู่ที่ 4 บ้านบุญเริง ตำบลบ้านเวียง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถานแห่งชาติ พระธาตุปูแจประดิษฐานในเจดีย์สี่เหลี่ยมจตุรัส ยาวด้านละ 4 เมตร สูง 4 เมตร บรรจุพระธาตุตาตุ่มข้างขวา (กระดูกข้อเท้า)ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธาตุปูแจ เป็นโบราณสถานที่สำคัญอยู่ที่จังหวัดแพร่ สร้างมาแต่โบราณนานหลายร้อยปี หลายยุคหลายสมัย และมีเจ้าผู้ครองนครแพร่หลาย ๆ พระองค์ได้ บูรณะปฏิสังขรณ์เป็นประจำเสมอมา งานนมัสการพระธาตุปูแจ หรืองานขึ้นพระธาตุ ตรงกับวันขึ้น 11-15 ค่ำเดือน 3 ของทุกปี (เดือน5 เหนือ)

ตำนาน

ในสมัยที่พระโพธิ์สัตว์เสวยพระชาติเป็นเนื้อทรายทองได้ถูกนายพรานติดตามรอยเป็นเวลานาน เมื่อเดินทางมาถึงเขาลูกนี้เกิดอาการบาดเจ็บ ขัดเบา (อาการของโรคปัสสาวะไม่ออก)ได้รับทุกข์ทรมานอยู่เป็นเวลานาน 3 วัน จึงถึงแก่ความตาย การเกิดขัดเบา(อาการของโรคปัสสาวะไม่ออก) ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ปวดแจ เมื่อพระโพธิ์สัตว์ได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ได้เสด็จมาเผยแพร่ธรรมให้ประชาชนถึงดอยม่วงคำ (อำเภอพะเยา)เสด็จตามรอยทางเดิมถึงเขาลูกนี้ ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์ซึ่งเสด็จตามจึงทูลถามว่า มีอะไรเกิดขึ้นที่นี่ ก็ทรงตรัสเล่าถึงความหลังให้ฟังโดยตลอด พระอาานท์ก็ทูลขอว่าแห่งนี้ควรเป็นที่สักการะแห่งหระพุทธศาสนิกชนทั้งหลายในกาลภายหน้าสืบไป พระพุทธเจ้าจึงพระราชทานเกศาเส้นหนึ่งให้แก่พระอานนท์ ณ บัดนั้นพระอินทร์ก็เนตรมิตรผอบมารองรับบรรจุพระเกศาไว้ นำไปประดิษฐ์ในอุโมงค์เขาลูกนี้ และต่อมาได้สร้างพระธาตุปูแจ ไว้ให้ประชาชนได้กราบไว้สักการะบูชาชน






น่าน

ระธาตุจอมแจ้ง วัดพระธาตุจอมแจ้ง (อำเภอสา)

วัดพระธาตุจอมแจ้ง ตั้งอยู่ หมู่ที่ 5 ช่อแฮ เมืองแพร่ แพร่ วัดราษฎร์


วัดพระธาตุจอมแจ้ง เดิมเรียกว่า พระธาตุจวนแจ้ง อยู่ที่ตำบลช่อแฮ จังหวัดน่าน

 

พระธาตุจอมแจ้ง วัดพระธาตุจอมแจ้ง เดิมเรียกว่า พระธาตุจวนแจ้ง อยู่ที่ตำบลช่อแฮ จังหวัดน่าน พ.ศ. 1331 สร้างพระธาตุจอมแจ้งสีทอง สูง 29 เมตร ฐานกว้าง 10 เมตร ปัจจุบันเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ตำบลป่าแดง เป็นพิพิธภัณฑ์ของจังหวัดน่าน

ตำนาน

พระพุทธเจ้าเสด็จถึงสถานที่นี้จวนสว่างพอดี สถานที่แห่งนี้เป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า รวบรวมสิ่งของโบราณที่หาดูได้ยาก

 

พ.ศ. 1331 สร้างพระธาตุจอมแจ้งสีทอง สูง 29 เมตร ฐานกว้าง 10 เมตร ปัจจุบันเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ตำบลป่าแดง เป็นพิพิธภัณฑ์ของจังหวัดน่าน





ลำพูน

ระบรมธาตุหริภุญชัย

วัดพระธาตุหริภุญชัย ตั้งอยู่ หมู่ที่ 1 ในเมือง เมืองลำพูน ลำพูน พระอารามหลวง

พระบรมธาตุหริภุญชัย

วัดพระธาตุหริภุญชัย ตั้งอยู่ หมู่ที่ 1 ในเมือง เมืองลำพูน ลำพูน พระอารามหลวง



วัดพระธาตุหริภุญชัยมหาวิหาร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลำพูน มีถนนล้อมรอบทั้งสี่ด้าน คือ ถนนอัฎฐารส ทางทิศเหนือ ถนนชัยมงคล ทางทิศใต้ ถนนรอบเมือง ทางทิศตะวันออก และถนนอินทยงยศทางทิศตะวันตก

ชื่อของวัดพระธาตุหริภุญชัยมาจากชื่อเมืองหริภุญชัย ตามที่ตำนานกล่าวไว้ว่า เมื่อสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ได้เสด็จมาบิณฑบาตร และฉันลูกสมอ ที่ชาวลั๊วนำมาถวาย ได้ทรงพยากรณ์ไว้ว่า สถานที่แห่งนี้จะมีผู้มาสร้างเมือง และตั้งชื่อว่า "หริภุญชัยนคร" ซึ่งในกาลเวลาต่อมาก็มีพระฤาษี ๒ องค์ ดังกล่าวแล้วมาสร้าง หริภุญชัย แปลว่าเมืองที่พระพุทธเจ้าเคยเสวยลูกสมอ

ส่วนพระบรมธาตุนั้น ตำนานกล่าวไว้ว่า พระพุทธทำนาย นอกจากตรัสไว้ว่าเป็นที่ตั้งนครแล้วยังตรัสไว้อีกว่า จะเป็นที่ประดิษฐานพระสุวรรณเจดีย์อีกด้วย เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปได้ ๒๑๘ ปี พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ได้พบพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าที่เมืองคฤห จึงเกิดศรัทธาเลื่อมใสอยากจะสร้างพระเจดีย์บรรจุพระธาตุเหล่านั้นให้ได้ ๘๔,๐๐๐ แห่ง จึงมอบให้พระเถระอัญเชิญพระบรมธาตุไปบรรจุต่าง ๆ ทั่งแคว้นชมภูทวีป สันนิษฐานว่า ประเทศไทยก็คงได้รับส่วนแบ่งพระบรมธาตุในครั้งนั้นด้วย บางตำนานบอกไว้ชัดเจนเลยว่า พระกุมาระกัสปะเถระ และพระเมฆียะเถระ เป็นผู้อัญเชิญพระบรมธาตุจากพระเจ้าอโศกมหาราชมาไว้ที่ลัมภะกัปปะนคร และหริภุญชัยนคร (แต่หากพิจารณาจาก พ.ศ. ที่สร้างเมืองนครหริภุญชัยแล้วน่าเป็นไปไม่ได้) แต่อีกตำนานก็กล่าวว่าพระบรมธาตุคือ พระเกศาที่พระพุทธองค์ได้พระราชทานไว้เมื่อคราวมาทรงบาตร

สิ่งที่น่าสนใจหภายในวัดพระธาตุ ฯคือ

ซุ้มประตู ช่างโบราณสมัยศรีวิชัย มีสิงห์ใหญ่คู่หนึ่งยืนอยู่หน้าประตู ปั้นสมัยพระเจ้าอาทิตยราช

วิหารหลวง วิหารหลังใหญ่คือวิหารหลวง เป็นวิหารใหม่ที่สร้างแทนวิหารเก่าที่พังเพราะพายุ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๘ ภายในพระวิหารมีพระพุทธรูปใหญ่ ๓ องค์ ก่ออิฐถือปูน ลงรัก ปิดทอง

พระบรมธาตุหริภุญชัย อยู่หลังวิหารหลวง ประดิษฐานพระเกศธาตุบรรจุในโกศทองคำ

ปทุมเจดีย์ หรือสุวรรณเจดีย์ อยู่ทางขวาขององค์พระธาตุ ช่างฝีมือละโว้

กังสดาล ใบใหญ่ พระกัญจนาหาเถระแห่งเมืองแพร่ สร้างถวายพระนางจามเทวี

ระฆังใหญ่ เจ้ากาวิโราส ผู้ครองนครเชียงใหม่ หล่อระฆังถวายเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๗

อนุสาวรีย์สุเทวฤาษี อยู่บริเวณดอยติ ปากทางเข้าเมืองลำพูน เมื่อจะมาจากลำปาง

ราวศตวรรษที่ ๑๓-๑๘ ศิลปะละโว้ - หริภุญชัย ได้พบพระพุทธรูปที่ลำพูน

มากกว่าที่อื่น เป็นพระพุทธรูปร่วมสมัยกับศรีวิชัย ลักษณะทั่วไปมีความสัมพันธ์กับ ศิลปะทวารวดีและศิลปะศรีวิชัย แต่ได้ขยายตัวมาเป็นศิลปะของตัวเอง เจริญสืบต่อมา จากแคว้นหริภุญชัยหรือลำพูนซึ่งเป็นอาณาจักรที่มีอำนาจ ในสมัยพระนางจามเทวี เสด็จมาครองเมืองลำพูน ได้ขุดพบพระพุทธรูปหินแข็งสีเทา ที่พิพิธภัณฑสถาน วัดพระธาตุหริภุญชัย มีขนาดใหญกว่ามนุษย์หลายเศียรที่ลำพูน งานศิลป์ส่วนใหญ่ เป็นแบบปูนปั้น และดินเผาลักษณะพิเศษของพระพุทธรูปที่ต่างจากสมัยลพบุรีคือมี เศียรของเทวดา เศียรยักษ์เข้าแทรกอยู่ด้วย

 

ศิลปะหริภุญชัยมีเหลือให้เห็นน้อยมากเพราะไม่ได้ทำด้วยสำริดหรือศิลา ที่สำคัญ คือ

พระพุทธรูปจำหลักที่วัดจามเทวีที่ลำพูน มีพระพักตร์สี่เหลี่ยม พระขนงเหยียดตรง จรดกันเป็นรูปปีกกา พระนาสิกโต พระโอษฐ์แบะใหญ่ ในระยะหลังพระพักตร์เรียวยาว พระขนงมีรูปโค้ง พระพุทธรูปที่สร้างด้วยสำริดมีน้อยมาก มักเป็นแผ่นโลหะดุน ครึ่งองค์ผ่าซีก ส่วนใหญ่ผสมทองคำ หรือเงิน เป็นต้น



ลำพูน วัดจามเทวี (ปัจจุบันชื่อ วัดกู่กุด)

วัดจามเทวี หมู่ 5 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เป็นวัดราษฎร์


วัดจามเทวี เดิมชื่อ วัดกู่กุด ถนนจามเทวี หมู่ 5 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เป็นวัดราษฎร์ พ.ศ.๑๒๙๘ พระนางจามเทวีนำช่างละโว้ (ปัจจุบันคือ จังหวัดลพบุรี)ไปสร้างพระเจดีย์สุวรรณจังโกฎ เป็นพระเจดีย์สี่เหลี่ยมแบบพุทธคยาในประเทศอินเดีย ทุกๆด้านมีพระพุทธรูปยืนปางประทานพรศิลปกรรมของลพบุรีมีพระพุทธรูปยืนอยู่ในซุ้มพระทั้งสี่ด้าน ด้านละ 15 องค์ รวม 60 องค์ ภายในบรรจุอัฐของพระนางจามเทวี ภายในพระเจดีย์บรรจุอัฐิของพระนางจามเทวี เดิมมียอดพระเจดีย์หุ้มด้วยทองคำ ชาวบ้านเรียกชื่อวัดว่า "วัดกู่กุด" ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมาร ได้เสด็จมาเปิดอนุสาวรีย์พระนางจามเทวี อยู่บริเวณสวนสาธารณะ หนองคอก สร้างเป็นอนุสรณ์แก่พระนางจามเทวี เป็นปฐมกกษัตริย์แห่งหริภุญชัย เป็นปราชญ์ที่มีคุณธรรม มีความสามารถ กล้าหาญ ได้นำพระพุทธศาสนาศิลปวัฒนธรรมมาเผยแพร่จนมีความรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบัน

 

ประวัติ

วัดกู่กุด ของพระนางจามเทวี เป็นเมืองลำพูนมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี ปี พ.ศ. 1184 มีพระฤาษีไปพบทารกหญิง ถูกพญานกคาบมาทิ้งไว้บนใบบัวหลวง จึงและสอนสรรพวิทยาการต่างๆ ให้ เมื่อพระนางจามเทวี เจริญวัยได้ 13 พรรษา พระฤาษีจึงต่อนาวายนต์พร้อมด้วยฝูงวานรเป็นบริวารลอยล่องไปตามลำน้ำ ถึงยังท่าน้ำวัดชัยมงคล เมื่อพระเจ้ากรุงละโว้ และพระมเหสีพบเห็น จึงได้นำกุมารีน้อยนั้นเข้าสู่พระราชวัง และตั้งให้เป็นพระราชธิดา นามว่า จามเทวีกุมารี และให้ศึกษาศิลปวิทยาการตำราพิชัยสงคราม และดนตรีทุกอย่าง พ.ศ. 1198 พระนางจามเทวีมีพระชนม์ 14 พรรษา ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายราม แห่งนครรามบุรี พ.ศ. 1204 พระนามจามเทวีมีพระชนม์ 20 พรรษา เป็นกษัตรีย์วงศ์จามเทวีแห่งนครหริภุญชัย โดยพระนางเจ้าได้อัญเชิญพระแก้วขาว(พระเสตังคมมี) จากเมืองละโว้ เมื่อปี 700 ขึ้นมา เพื่อประดิษฐานเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง (ปัจจุบัน พระเสตังคมณีองค์นี้ยังประดิษฐานอยู่ที่วัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่) พระนางจามเทวี มีพระโอรส 2 องค์ องค์พี่มีนามว่า "มหายศ" (มหันตยศ) องค์น้องมีนามว่า "อินทวร" (อนันตยศ) พระเจ้ามหายศ ได้ขึ้นเสวยครองเมืองหริภุญชัยนคร แทนพระมารดา องค์น้องพระเจ้าอินทวรไปครองเมืองเขลางค์นคร ที่มหาพรหมฤาษี และสุพรหมฤาษีร่วมกันสร้างขึ้นใหม่ให้พระองค์โดยเฉพาะ ส่วนพระนางจามเทวีมีพระชนม์ได้ 60 พรรษา ได้สละราชสมบัติทุกอย่าง ให้พระโอรสทั้งสอง ออกบวชชี บำเพ็ญพรต อยู่ที่ วัดจามเทวี พ.ศ. 1276 พระนางจามเทวีได้ปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดแห่งนี้ พระชนม์ครบ 92 พรรษา พระนางจึงได้สิ้นพระชนม์ ซึ่งทางพระมหันตยศ และพระอนันตยศ 2 พระโอรสก็ได้จัดถวายพระเพลิงภายในวัดดังกล่าวอย่างสมพระเกียรติ และได้สร้างเจดีย์สี่เหลี่ยมบรรจุพระอัฐิของพระนางไว้ ณ ที่นี้ โดยให้ชื่อเจดีย์ว่า สุวรรณจังโกฏเจดีย์ ที่ได้เป็นต้นแบบของเจดีย์ในแถบล้านนา ต่อมานานนับพันปี "สุวรรณจังโกฏเจดีย์" ชำรุดผุพัง ยอดพระเจดีย์ได้หัก และหายไป กลายเป็นวัดร้าง และชาวบ้านได้เรียกวัดนี้ว่า "วัดกู่กุด" (กู่กุด เป็นภาษาล้านนาแปลว่า เจดีย์ยอดด้วน) พ.ศ. 2469 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เสด็จเยี่ยมวัดแห่งนี้ จึงได้โปรดให้เปลี่ยนชื่อจาก วัดกู่กุด เป็น วัดจามเทวี เช่นเดิม พ.ศ. 2479 เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ ผู้ครองนครลำพูนได้ไปนิมนต์ท่านครูบาศรีวิชัย ช่วยบูรณะวัดจามเทวีอีกครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่นั้นมาวัดจามเทวี ก็เจริญรุ่งเรือง รูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนบนสุวรรณจังโกฏเจดีย์ ได้กลายเป็นโบราณสถานโบราณวัตถุที่ประประเมินค่าไม่ได้ พระพุทธรูปปางต่างๆ ในแต่ละชั้นของเจดีย์แสดงให้เห็นถึงความเลื่อมใสศรัทธา และการเข้าถึงพระพุทธศาสนาของพระนางจามเทวี สุวรรณจังโกฏเจดีย์เป็นต้นแบบของเจดีย์ทั้งหลาย ซึ่งบางครั้งเรียกเจดีย์ทรงนี้ว่า เจดีย์ทรงขัตติยะนารี


อนุสาวรีย์แห่งนี้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมาร ได้เสด็จมาเปิดเมื่อ ๒ ตุลาคม ๒๕๒๕ สง่างามเป็นศรีแก่เมืองลำพูน



พร่

 

าลหลักเมืองแพร่


ประวัติ จังหวัดแพร่ อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๕๕๑ กิโลเมตรมีพื้นที่๖,๕๓๘.๕๙๘ ตารางกิโลเมตรมีแม่น้ำยมไหลผ่านลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาล้อมรอบทั้งสี่ทิศมีที่ราบในหุบเขาอยู่ตอนกลางจังหวัด จังหวัดแพร่เป็นจังหวัดหนึ่งใน17 จังหวัดภาคเหนือ ของประเทศไทยตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนบนฝั่งแม่น้ำยม อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ตามทางหลวงหมายเลข 11 และ 101 ประมาณ 555กิโลเมตรมีเนื้อที่ประมาณ 6,538.6 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 4,185,510 ไร่

    จังหวัดแพร่ ได้ชื่อว่าเป็นประตูเมืองสู่ล้านนา เดิม เป็นนครรัฐอิสระที่ตั้งอยู่ก่อนการสถาปนา อาณาจักรล้านนา จากหลักฐานต่าง ๆ ทำให้ทราบว่าจังหวัดแพร่นั้นมีชื่อเรียกกันหลายชื่อแล้วแต่ยุคสมัย เช่น "เมืองพล" เป็นชื่อที่เก่าแก่ดั้งเดิมที่สุด จากการพบหลักฐาน ในตำนานทางเหนือ ฉบับใบลาน พ.ศ. 1824 "เมือง โกศัย" เป็นชื่อที่ปรากฏในพงศาวดารเชียงแสน"เมือง เพล" เป็นชื่อที่ปรากฏหลักฐานอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และ "เมืองแพร่" เป็นชื่อที่คนไทยในอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาใช้เรียกเมืองแพล แต่ได้กลายเสียง เป็นเมืองแพร่จนถึงปัจจุบัน ในพื้นที่หลายอำเภอของจังหวัดแพร่ ได้ค้นพบหลักฐานว่ามีร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์เช่น ขวานหินกะเทาะ ขวานหินขัด ในเขตอำเภอ ลองอำเภอวังชิ้น เป็นต้น และที่อำเภอสองยังมีประวัติเกี่ยวกับเมืองเวียงสรองที่เป็นเมืองโบราณในวรรณคดี เรื่องลิลิตพระลอ ซึ่งทุกคนรู้จักกันดี

    จังหวัดแพร่มีด้วยกันทั้งหมด 8 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอสูงเม่น อำเภอหนองม่วงไข่ อำเภอเด่นชัยอำเภอร้องกวาง อำเภอลอง อำเภอสอง อำเภอวังชิ้น  และมีอาณาเขตที่ติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียงดังนี้





พร่

ระธาตุช่อแฮ

วัดพระธาตุช่อแฮ ตั้งอยู่ หมู่ที่ 1 ช่อแฮ เมืองแพร่ แพร่ วัดราษฎร์

วัดพระธาตุช่อแฮ



วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง

ที่ตั้ง ตำบลช่อแฮ

อำเภอเมืองแพร่

จังหวัดแพร่

 

ความสำคัญ เป็นโบราณสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองแพร่

พระธาตุประจำปีเกิด ปีขาล

วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ เก่าแก่ คู่บ้าน คู่เมืองจังหวัดแพร่และเป็นวัดพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีขาล


วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ที่ 11 ถนนช่อแฮ ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ บนเนื้อที่ 175 ไร่ บุคคลใดที่มาเที่ยวจังหวัดแพร่แล้วจะต้องมานมัสการพระธาตุช่อแฮ เพื่อเป็นศิริมงคลกับตนเอง จนมีคำกล่าวว่า ถ้ามาเที่ยวจังหวัดแพร่ แต่ไม่ได้มานมัสการพระธาตุช่อแฮเหมือนไม่ได้มาจังหวัดแพร่แพร่ การเดินทางมาเที่ยววัดพระธาตุช่อแฮ ถนนสายหลัก คือ ถนนช่อแฮ เริ่มตั้งแต่สี่แยกบ้านทุ่ง อำเภอเมืองแพร่ ซึ่งเป็นสี่แยกใจกลางเมืองแพร่ เข้าสู่ถนนช่อแฮ และตรงไปตามถนนช่อแฮ ผ่านโรงพยาบาลแพร่ สนามบินจังหวัดแพร่ หมู่บ้านเหล่า หมู่บ้านนาจักร หมู่บ้านแต หมู่บ้านมุ้ง สถานที่ตั้งของวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง อยู่ในบริเวณเขตเทศบาลตำบลช่อแฮ ด้วยระยะทาง 9 กิโลเมตร จากตัวเมืองจังหวัดแพร่

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดพระธาตุช่อแฮ ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2549 โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับทั่วไป เล่ม 123 ตอนที่ 96 ง วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

 

สารบัญ

1 อาณาเขตวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง

2 ลักษณะสถาปัตยกรรม

3 ประวัติความเป็นมา

3.1 จากพระราชพงศาวดารว่าด้วยกรุงสุโขทัย

3.2 ตำนานการสร้างวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวงอีกจากข้อมูลประชาสัมพันธ์ของทางวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง

3.3 ตำนานพระธาตุช่อแฮอีกทางหนึ่ง

3.4 ตำนานพระธาตุช่อแฮอีกจากข้อมูลประชาสัมพันธ์ของทางวัดพระธาตุช่อแฮ

4 สิ่งสำคัญภายในวัด

5 ที่มาของประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ

6 ประเพณีไหว้พระธาตุ



อาณาเขตวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง

ทิศเหนือ ติดต่อ หมู่บ้าน หมู่ที่ 11 บ้านใหม่ช่อแฮ

ทิศใต้ ติดต่อ หมู่บ้าน หมู่ที่ 1 บ้านมุ้ง

ทิศตะวันออก ติดต่อ หมู่บ้าน หมู่ที่ 6 บ้านใน

ทิศตะวันตก ติดต่อ สวนรุกขชาติช่อแฮ


ลักษณะสถาปัตยกรรม

วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง เป็นวัดที่ตั้งอยู่เนินเขาเตี้ย สูงประมาณ 28 เมตร องค์พระธาตุช่อแฮ เป็นเจดีย์พุกามรูปแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ศิลปะเชียงแสน บุด้วยทองดอกบวบสูง 33 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 11 เมตร ลักษณะองค์พระธาตุตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม 1 ชั้น ถัดขึ้นไปเป็นฐานหน้ากระดานแปดเหลี่ยม 3 ชั้นรองรับ ถัดไปเป็นฐานบัวคว่ำและชุดท้องไม้แปดเหลี่ยม ซ้อนลดชั้นกันขึ้นไป 7 ชั้น จากนั้นเป็นบัวระฆัง 1 ชั้น และหน้ากระดานหนึ่งชั้น จนถึงองค์ระฆังแปดเหลี่ยม ถัดขึ้นไปเป็นบัลลังค์ย่อมุมไม้สิบสองและปล้องไฉน ส่วนยอดฉัตรประดับตกแต่งด้วยเครื่องบนแบบล้านนา หุ้มด้วยทองจังโกตลอดทั้งองค์ มีรั้วเหล็กรอบองค์พระธาตุ 4 ทิศ มีประตูเข้าออก 4 ประตู แต่ละประตูได้สร้างซุ้มแบบปราสาทล้านนาไว้อย่างสวยงาม

 

ประวัติความเป็นมา

พระธาตุช่อแฮมีตำนานประวัติความเป็นมากล่าวไว้หลายทางด้วยกัน ดังนี้

จากพระราชพงศาวดารว่าด้วยกรุงสุโขทัย

จากพระราชพงศาวดารว่าด้วยกรุงสุโขทัย หอสมุดแห่งชาติ กล่าวถึงวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวงว่า สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 1879-1881 ในสมัยที่พระมหาธรรมราชา(ลิไท) ยังทรงเป็นพระมหาอุปราชซึ่งครองเมืองศรีสัชนาลัย (สวรรคโลก) อยู่ในครั้งนั้น พระองค์แก่ประชาชนและทรงโปรดให้สร้างสถานที่ทางศาสนาที่ทางศาสนาตามที่ปรากฎในพุทธประวัติในที่ต่าง ๆ และเลือกยอดดอยโกสิยธชัคคะ เพื่อเป็นที่สร้างพระเจดีย์พระธาตุช่อแฮ


ตามตำนานกล่าวว่า พระมหาราชาลิไทพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุแก่ ขุนลัวะอ้ายก้อมให้นำมาบรรจุไว้ในฐานเจดีย์ เมื่อขุนลัวะอ้ายก้อมมาถึงบริเวณดอยโกสิยธชัคคะเห็นว่าทำเลดีจึงสร้างเจดีย์ขึ้น และนำผอบพระบรมสารีริกธาตุบรรจุบรรจุไว้ในสิงห์ทองคำสร้างแท่นที่ตั้งผอบด้วยเงินและทอง แล้วตั้งสิงห์ทองคำไว้ โดยโบกปูนทับอีกชั้นหนึ่ง หลังจากนั้นก็จัดงานบำเพ็ญกุศลเฉลิมฉลอง 7 วัน 7 คืน ภายหลังเมืองแพร่ถูกรวมเข้ากับอาณาจักรล้านนาไทยกษัตริย์ล้านนาก็ทรงได้ทะนุบำรุงพระธาตุช่อแฮตามลำดับ จนกระทั่งราชวงศ์นี้หมดอำนาจลง พระธาตุช่อแฮก็ทรุดโทรมเป็นอันมากจนล่วงมาถึง พ.ศ. 2467 ครูบาศรีวิชัย (หรือตุ๊เจ้าวัดบ้านปางจังหวัดลำพูน) ได้เป็นประธานบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดแพร่ และมีพระมหาเมธังกร (พรหม พรหมเทโว) อดีตเจ้าคณะจังหวัดแพร่ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการบูรณปฏิสังขรณ์ จนทำให้พระธาตุช่อแฮกลับมามีความงดงาม และเป็นแหล่งเชิดหน้าชูตาของจังหวัดแพร่ และเป็นแหล่งเชิดหน้าชูตาของจังหวัดแพร่


พระธาตุช่อแฮสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าลิไท แห่งกรุงสุโขทัย ซึ่งอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ หัวหน้าชนชาวละว้าได้สร้างองค์พระธาตุสูง ๓๓ เมตร ฐานเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง กว้างด้านละสิบเมตร องค์พระธาตุ บุด้วยทองดอกบวบ เป็นศิลปแบบเชียงแสน ภายในบรรจุพระเกศธาตุ ตำนานการสร้างวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวงอีกจากข้อมูลประชาสัมพันธ์ของทางวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง

พระธาตุช่อแฮ มีตำนานประวัติความเป็นมา กล่าวไว้หลายทางดังนี้ 1.จากพระราชพงศาวดารว่าด้วยกรุงสุโขทัย หอสมุดแห่งชาติ กล่าวถึงวัดพระธาตุช่อแฮว่า สร้างขึ้นระหว่างจุลศักราช 586 - 588 (พ.ศ. 1879 - 1881) ในสมัยที่พระมหาธรรมราชาธิราช (ลิไท) ยังทรงเป็นพระมหาอุปราช พระราชบิดาโปรดพระราชทานให้ไปครองเมืองศรีสัชนาลัย (สวรรคโลก) พระองค์มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงสั่งสอนศีลธรรมแก่ประชาชนและทรงวางแบบแผนคณะสงฆ์ตามลังกาทวีป โปรดจัดให้มีพระสงฆ์ 2 ฝ่าย คือ คามวาสี ศึกษาพระธรรมวินัย เพื่อสั่งสอนคน และอรัญญวาสี ศึกษาวิปัสสนา มุ่งความสงบแห่งจิตใจ


นอกจากนั้นยังทรงทะนุบำรุงพระพุทธศานาโดยโปรดให้สร้างสถานที่ทางศาสนาตามที่ปรากฎในพุทธประวัติในที่ต่างๆและทางเลือกสถานที่ยอดดอยโกสิยธชัคคะจึงโปรดให้สร้างพระเจดีย์ 1 องค์ และขนานนามตามความหมายของยอดดอยว่า "พระธาตุช่อแฮ" ตำนานเมืองสุโขทัยกล่าวถึงความตอนนี้ว่า พระมหาธรรมราชาลิไท พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุแก่ขุนลัวะอ้ายก้อม นำไปบรรจุไว้ในฐานเจดีย์ที่สร้างให้คนทั้งหลายกราบไหว้แทนพระพุทธองค์ ฝ่ายขุนลัวะอ้ายก้อมได้ชักชวนหัวเมืองต่างๆได้มาร่วมกันสร้างพระเจดีย์ โดยช่วยกันสำรวจสถานที่ที่จะสร้าง เมื่อขุนลัวะอ้ายก้อมมาถึงบริเวณดอยโกสิยธชัคคะเห็นเป็นทำเลดีเหมาะสมจึงให้สร้างพระเจดีย์ขึ้น ขุนลัวะอ้ายก้อมเอาผอบพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ในสิงห์ทองคำสร้างแท่นที่ตั้งผอบด้วยเงินและทองแล้วตั้งสิงห์ทองคำไว้ ให้โบกปูนทับอีกชั้นหนึ่ง หลังจากนั้นก็จัดงานบำเพ็ญกุศลเฉลิมฉลอง 7 วัน 7 คืน ในเวลาต่อมาเมืองแพร่ได้เข้ามารวมอยู่ในอาณาจักรลานนาไทยเมื่อ พ.ศ. 1986 กษัตริย์ลานนาก็ได้ทรงทะนุบำรุงเสริมสร้างพระธาตุช่อแฮมาโดยลำดับ จนกระทั่งราชวงศ์นี้หมดอำนาจลง มิได้เป็นใหญ่ในล้านนาแล้ว พระธาตุช่อแฮก็ทรุดโทรมปรักหักพังลงเป็นอันมาก ล่วงมาจนถึง พ.ศ. 2467 ครูบาศรีวิชัย (หรือตุ๊เจ้าวัดบ้านปาง จังหวัดลำพูน) นักบุญแห่งลานนาได้มาเป็นประธานบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุ ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดแพร่ ประชาชนชาวจังหวัดแพร่ ซึ่งมี พระมหาเมธังกร (พรหม พฺรหฺมเทโว) อดีตเจ้าคณะจังหวัดแพร่ โดยรื้อเอาทองจังโกออกแล้วเสริมสร้างองค์พระเจดีย์ให้มีขนาดกว้างและสูงขึ้น โดยกว้าง 11 เมตร สูง 33 เมตร โดยรอบองค์พระธาตุมีลำเวียง หรือรั้วเหล็กล้อมรอบหนาแน่น มีประตูเข้า ออก 4 ประตู อยู่ทิศละประตูแต่ละประตูมีซุ้มสลักลวดลายอย่างงดงาม


ตำนาน

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ได้เสด็จมาถึงเมืองพล (เมืองแพร่) ประทับ ณ ดอยโกสิยธชัคคะบรรต ขณะนั้นเจ้าลาวนามว่า ขุนลั๊วะอ้ายก้อม ได้มากราบไหว้พระพุทธเจ้าที่ดอยนี้ พระพุทธเจ้าได้แสดงปาฏิหารย์ให้ขุนลั๊วะอ้ายก้อมเห็นและประทานพระบรมสารีริกธาตุ(พระเกศาธาตุ)เป็นที่ระลึก โดยเอาเส้นผมพระเกศาเส้นหนึ่งให้แก่ขุนลั๊วะอ้ายก้อมแล้วรับสั่งให้เอาไปไว้ในถ้ำที่อยู่ใกล้ ๆ และรับสั่งอีกว่าเมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพานไปแล้ว ให้เอาพระบรมสารีริกธาตุพระข้อศอกข้างซ้าย มาบรรจุไว้ ณ สถานที่นี้ และเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพานไปแล้ว 218 ปี สมเด็จพระเจ้าอโศกมหาราชและพระอรหันต์ทั้งปวงได้ร่วมอธิษฐาน อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุในโกศที่เตรียมไว้นั้น ให้ไปสถิตย์อยู่ในสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงตั้งไว้ เมื่อสิ้นคำอธิษฐานพระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายก็เสด็จออกจากโกศ โดยทางอากาศไปตั้งอยู่ที่แห่งนั้น ๆ ทุกแห่ง ส่วนพระบรมสารีริกธาตุที่เหลืออยู่ พระอรหันต์ทั้งปวงก็อัญเชิญไปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เหลืออยู่ พระอรหันต์ทั้งปวงก็อัญเชิญไปบรรจุในเจดีย์ 84,000 องค์นั้น แล้วประกาศแก่เทวดาทั้งหลายให้พิทักษ์รักษาตลอดไป จนกว่าหมดอายุแห่งพระพุทธศาสนา 5,000 พระวัสสา


ตำนาน

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าได้เสด็จมาถึงเมืองพล (เมืองแพร่) ประทับ ณ ดอยโกสัยธชัคคะบรรพต ขณะนั้นมีเจ้าลาวนามว่าขุนลั๊วะอ้ายค้อม (อ่านว่า "ก้อม" ) ได้มากราบไหว้พระพุทธเจ้าที่บนดอยนี้ พระพุทธเจ้าได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้ขุนลั๊วะอ้ายค้อมเห็น เนื่องจากสถานที่นี้เป็นที่ร่มรื่น เหมาะสมที่จะตั้งเป็นสถานที่ไว้ในพระพุทธศาสนา พระองค์ได้ประทานพระบรมสารีริกธาตุที่ระลึกโดยเอาเส้นพระเกศาเส้นหนึ่งให้แก่ขุนลั๊วะอ้ายก้อมไว้ มีรับสั่งให้เอาเส้นพระเกศานี้ไปไว้ในถ้ำที่อยู่ใกล้บริเวณนี้ พระองค์ทรงรับสั่งอีกว่าเมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ให้เอาพระบรมสารีริกธาตุพระศอกข้างซ้ายมาบรรจุไว้ ณ สถานที่นี้ และต่อไปภายหน้าจะได้ชื่อว่าเมืองแพร่ โดยเป็นเมืองใหญ่ซึ่งพระองค์เคยเสด็จประทับนั่ง ณ ใต้ต้นหมากนี้ เมื่อทรงทำนายแล้วก็เสด็จจาริกไปยังเมืองต่าง ๆ ที่ทรงเห็นว่าควรจะเป็นที่ตั้งพระธาตุได้ จากนั้นจึงเสด็จกลับไปยังพระเชตวันอารามและหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว 218 ปี ตรงกับสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช พระเจ้าอโศกมหาราชและพระอรหันต์ทั้งปวงได้ร่วมกันอธิษฐานว่าเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น เคยเสด็จไปยังถิ่นฐานบ้านเมืองหลายแห่ง แล้วทรงหมายสถานที่ที่ควรจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้


จึงขออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่ได้บรรจุในโกศที่เตรียมไว้นั้นไปสถิตอยู่ในสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงหมายไว้นั้นเถิด เมื่ออธิษฐานแล้วพระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายก็เสด็จออกจากโกศโดยทางอากาศไปตั้งอยู่ที่แห่งนั้น ๆ ทุกแห่ง ส่วนพระบรมสารีริกธาตุเหลืออยู่ พระอรหันต์ทั้งปวงก็อัญเชิญไปบรรจุในพระเจดีย์ 84,000 องค์นั้น แล้วประกาศแก่เทวดาทั้งหลายให้พิทักษ์รักษาตลอดไป จนกว่าจะหมดอายุแห่พระพุทธศาสนา 5,000 พระวัสสา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระธาตุช่อแฮ เป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2478 และได้ประกาศกำหนดขอบเขตโบราณสถาน เล่มที่ 97 ตอนที่ 159 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2523

พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า

พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสอง ศิลปะเชียงแสน สูง 33 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 11 เมตร สร้างด้วยอิฐโบกปูนหุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองลงรักปิดทอง สำหรับชื่อพระธาตุช่อแฮนั้น บ้างว่าได้มาจากชื่อผ้าแพรชั้นดีซึ่งทอจากสิบสองปันนา และชาวบ้านนำมาผูกบูชาพระธาตุ บ้างก็ว่ามาจากผ้าแพรที่ขุนลัวะอ้ายก๊อมนำมาถวาย ทุกปีจะมีงานนมัสการพระธาตุในวันขึ้น 9 ค่ำ- ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 (ประมาณเดือนมีนาคม)

 

สิ่งสำคัญ

พระธาตุช่อแฮ พระธาตุประจำปีเกิดปีเสือ (ปีขาล) พระธาตุช่อแฮ เป็นพระธาตุ1 ใน12 ราศี คือ เป็นพระธาตุประจำปีเกิดสำหรับคนที่เกิดปีเสือ (ปีขาล) หากนำผ้าแพรสามสีไปถวายจะทำให้ชีวิตมีพลังคุ้มครองป้องกันศัตรูได้ การสวดและไหว้ ให้เริ่มต้นนะโม 3 จบ แล้วสวดตามด้วยคาถาบูชาพระธาตุ 5 จบ พลังบารมีจะดลบันดาลให้มีชีวิตที่ดีขึ้น พระธาตุช่อแฮ หมายถึง เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายและพระเกศาธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและประดับบูชาด้วยผ้าแพรอย่างดี

 

คำไหว้พระธาตุช่อแฮ

โกเสยยะธะชัคคะปัพพะเต สัตตะมะโนรัมเม พุทธะเกสาธาตุ ปะติฏฐิตา อะหัง วันทามิ สัมพะทา อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะโส

ข้าพเจ้าขอไหว้พระเกศาธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งประดิษฐานอยู่บนธชัคคบรรพตแห่งเมืองโกศัย อันเป็นที่รื่นรมย์ใจของชนทั้งหลาย โดยประการทั้งปวงในกาลทุกเมื่อแล

ลักษณะองค์พระธาตุ เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสองศิลปะเชียงแสนสูง 33 เมตร ฐานสี่เหลี่ยม กว้างด้านละ 11 เมตร สร้างด้วยอิฐโบกปูน หุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองลงรักปิดทอง

พระธาตุช่อแฮ เป็นพระธาตุ 1 ใน 12 ราศี คือเป็นพระธาตุประจำปีเกิดสำหรับคนที่เกิดปีขาล หากนำผ้าแพรเนื้อดีไปถวายสักการะองค์พระธาตุช่อแฮ จะทำให้ชีวิตมีความผาสุข มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต หน้าที่การงาน และมีพลังคุ้มครองป้องกันศัตรูได้

 

หลวงพ่อช่อแฮเป็นพระประธานประดิษฐานในพระอุโบสถ ศิลปะล้านนา เชียงแสน สุโขทัย สันนิฐานว่า สร้างขึ้นหลังจากสร้างองค์พระธาตุช่อแฮแล้ว มีอายุหลายร้อยปี หน้าตักกว้าง 3.80 เมตร สูง 4.50 เมตร ก่อสร้างด้วยอิฐโบกปูน ลงรักปิดทอง


พระเจ้าทันใจและไม้เสี่ยงทาย

พระเจ้าทันใจหรือหลวงพ่อทันใจ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิปูนปั้น ลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง 30 นิ้ว สูงประมาณ 2 ศอก (กว้าง 80 เซนติเมตร สูง 1.20 ซม) เป็นพระพุทธรูปองค์ใหม่ที่สร้างขี้นเมื่อปี พ.ศ.2465 ผู้สร้างคือ ชาวไทยใหญ่ (เงี้ยว) สร้างพระพุทธรูปองค์นี้แทนพระพุทธรูปองค์เดิมที่หล่อด้วยจืน (ตะกั่ว) ที่ถูกลักไป พระเจ้าทันใจหรือหลวงพ่อทันใจ (ทางเหนืออ่านว่า พระเจ้าตันใจ๋) เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีผู้นิยมมากราบไหว้ บนบานศาลกล่าวอยู่เสมอ เชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่ใครมาขอพรแล้ว จะได้สิ่งนั้นอย่างสมประสงค์ ด้านหลังซุ้มพระเจ้าทันใจประดิษฐานอยู่ มีไม้เสี่ยงทายทำด้วยไม้รวก หรือไม้สัก มีความยาวเกิน 1 วา คาดว่าใช้แทนไม้เซียมซี เมื่อผู้ใดต้องการเสี่ยงทายสิ่งใด ก็จะนำไม้ดังกล่าวมาทาบกับช่วงแขนที่กางเหยียดตรงไปจนสุดแขนทั้งสองข้าง ความยาวของวาอยู่ตรงจุดใดของไม้ก็จะ ทำเครื่องหมายไว้แล้วนำไม้มาอธิษฐานเบื้องหน้าพระเจ้าทันใจว่า สิ่งที่ตนประสงค์นั้นจะสำเร็จหรือไม่ หากสำเร็จก็ขอให้ความยาวของตนเลยจุดที่ทำเครื่องหมายไว้ออกไป เมื่ออธิฐานเสร็จแล้ว ก็นำไม้เสี่ยงทายขึ้นมาวาอีกครั้งหนึ่ง


คำไหว้หลวงพ่อทันใจหรือพระเจ้าทันใจ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ(ว่า 3 จบ)

นะโม นะมะ สะขัง โกธะมัง ใจจะคุ (ว่า 3 จบ)


พระพุทธโลกนารถบพิตร และวิหารศิลปะล้านนาประยุกต์

เป็นพระพุทธรูปปางพระนาคปรก ประดิษฐานอยู่ในวิหารศิลปะลานนาประยุกต์ ภายในมีจิตกรรมภาพฝาผนังอย่างสวยงาม ซึ่งพ่อแสน แม่บุญปั๋น มนกลม,คุณฉันท์ทิพย์ กลิ่นโสภณ และครอบครัวสร้างขึ้นในปี 2534 โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) เป็นประธานเททองหล่อและเบิกพระเนตร ค่าก่อสร้างองค์พระและวิหาร จำนวน 24,800,000 บาท องค์พระขนาดหน้าตักกว้าง 3.60 เมตร สูง 7 เมตร สร้างด้วยโลหะทองเหลือง ลงรักปิดทอง

 

พระเจ้าไม้สัก

สร้างด้วยไม้สักทอง หน้าตักกว้าง 33 นิ้ว สูง 87 นิ้ว เป็นศิลปสมัยลานนา


พระเจ้านอน

เป็นพระพุทธรูปที่ชาวจังหวัดแพร่เคารพนับถือ ก่อนจะขึ้นไหว้องค์พระธาตุช่อแฮ ชาวบ้านมักจะแวะไหว้พระเจ้านอนก่อนเสมอ ซึ่งพ่อจอง ปันจิต๊ะแค แม่ออน ปรางสุวรรณ เป็นผู้สร้าง เมื่อขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เหนือ พ.ศ.2459 เป็นพระเจ้านอนศิลปะพม่า ขนาดยาว 3.70 เมตร สูง 1.35 เมตร ก่อสร้างด้วยอิฐโบกปูน ลงรักปิดทอง

 

ธรรมมาสน์โบราณ

ธรรมมาสน์โบราณ มีความสวยงามวิจิตรบรรจง ลวดลายไทยผสมศิลปะล้านนา ซึ่งมีนางแก้ว ทองถิ่น สร้างอุทิศให้ นายคลอง ทองถิ่น เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2492 ก่อสร้างด้วยไม้สักแกะสลัก ลงรักปิดทอง


กรุอัฐิครูบาศรีวิชัย

บรรจุอัฐิธาตุส่วนที่ 5 จากจำนวน 7 ส่วนของครูบาศรีวิชัย สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกบุญคุณที่ท่านได้ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา

บันไดนาคโบราณ

ภายในวัดพระธาตุช่อแฮมีบันไดนาคอยู่ 4 ด้าน และบันไดสิงห์ 1 ด้าน รวม 5 บันได ซึ่งล้วนมีความยาวและจำนวนขั้นไม่เท่ากัน

 

เจ้ากุมภัณฑ์

มีความเชื่อว่า นาคที่เฝ้าบันไดกุมภัณฑ์ ด้านทิศตะวันออกขององค์พระธาตุช่อแฮ ชอบหนีออกไปเล่นน้ำที่ลำน้ำแม่สาย หมู่บ้านในเป็นประจำ ชาวบ้านจึงสร้างเจ้ากุมภัณฑ์ นั่งทับขดหางนาคไว้ เพื่อมิให้หนีไปเล่นน้ำอีก


แผ่นศิลาจารึก

ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าพระเจ้าทันใจ จารึกเรื่องราวการสร้างบันไดด้านทิศตะวันตก


สวนรุกขชาติช่อแฮ

ตั้งอยู่ที่ดินของวัด มีพื้นที่ 52 ไร่ เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจและศึกษาพันธุ์ไม้ มีต้นไม้นานาพันธุ์กว่า 1,000 ชนิด

 

ที่มาของประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ

หลังจากพระยาลิไท ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดพระธาตุช่อแฮแล้ว ได้โปรดให้มีงานฉลองสมโภช 5 วัน 5 คืน ระหว่างวันขึ้น 11 ค่ำ ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เหนือ เดือน 4 ใต้ ซึ่งอยู่ระหว่างในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ต้นเดือนมีนาคมของทุกปี นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาเจ้าผู้ครองนครแพร่ทุกองค์จึงได้ยึดถือประเพณีไหว้พระธาตุประจำปี สืบมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน


ประเพณีไหว้สาพระธาตุช่อแฮประจำปี

ประเพณีไหว้พระธาตุ

ประเพณีการไหว้พระธาตุช่อแฮเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน เดิมจะจัด 5 วัน 5 คืน ในปี พ.ศ.2536 ได้เปลี่ยนแปลงเป็น 7 วัน 7 คืน วันแรกของงาน จะเริ่มขึ้นในวันขึ้น 9 ค่ำเดือน 6 เหนือ เดือน 4 ไต้ของทุกปีซึ่งถือว่าการจัดงานไหว้พระธาตุช่อแฮ ยึดถือตามจันทรคติเป็นหลัก ประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่ แห่ตุงหลวง ในการจัดงานมีขบวนแห่อันยิ่งใหญ่ประกอบไปด้วยริ้วขบวนของทุกอำเภอ การฟ้อนรำ ขบวนช้างเจ้าหลวง และเครื่องบรรณาการ ขบวนแห่ กังสดาล ขบวนแห่หมากเป็ง ขบวนต้นผึ้ง ขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระธาตุ 12 ราศี ซึ่งประกอบด้วยขบวนตุง 12 ราศรี ขบวนข้าวตอกดอกไม้ ต้นหมาก ต้นผึ้ง ต้นดอก ขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระธาตุ 12 ราศรี ขบวนกังสดาล ขบวนตุง ขบวนฟ้อนรำ มีการเทศน์และมีการเทศน์และฟังเทศน์มหาชาติ มหาเวสสันดรชาดก ทั้งกลางวันและกลางคืน สำหรับกลางคืนมีมหรสพสมโภชตลอดงาน




าก

ระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

นุเสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่ที่ จังหวัดตาก


นุเสาวรีย์สร้างเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๗ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงเพียรพยายามปราบปราม อริราชศัตรู กอบกู้เอกราชของชาติไทย ให้กลับคืนดำรง อิสรภาพสืบมาเป็นอนุสรณ์เฉลิมพระบรมราชกฤดาภินิหารแห่ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ผู้เป็นมหาวีรบุรุษของชาติไทย

 

พ.ศ. ๒๒๗๗ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงธนบุรี เสด็จพระราช สมภพ ณ วันที่ 17 เมษายน พุทธศักราช 2277 ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บรมโกศพระองค์ทรงเป็นสามัญชน กำเนิดในตระกูลแต้ มีพระนามเดิมว่า สิน แซ่แต้ พระราชบิดาเป็นจีนชื่อ นายไหฮอง แซ่แต้ เดินทางจากประเทศจีนมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย แล้วได้สมรสกับหญิงไทยชื่อ นางนกเอี้ยง แซ่แต้   สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเคยเป็นพ่อค้าเกวียนผู้ทรงปัญญาเฉลียวฉลาด และมีความสามารถด้านกฎหมายเป็นพิเศษ ได้ช่วยกรมการเมืองชำระถ้อยความของราษฎรทางภาคเหนืออยู่เนืองๆ เนื่องจากได้ทำ ความดีมีความชอบต่อแผ่นดิน จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น เจ้าเมืองตากในเวลาต่อมา


ปีพุทธศักราช 2308 - 2309 พระยาตากได้นำไพร่พลลงมาสมทบเพื่อป้องกันกรุงศรีอยุธยาระหว่าง ที่พม่าล้อมกรุงอยู่ ได้ทำการต่อสู้จนเป็นที่เลื่องลือว่า เป็นแม่ทัพที่เข้มแข็งมากที่สุดคนหนึ่ง และได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร ในวันที่ 4 มกราคม พุทธศักราช 2310 (ก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยา ให้แก่พม่าประมาณ3 เดือน) พระยาตากได้รวบรวมกำลังตีฝ่าวงล้อม ของพม่าไปตั้งมั่น เพื่อที่จะกลับ มากู้้เอกราชต่อไป



จากหลักฐานตามพระราชพงศาวดาร พระยาตากได้รวบรวมไพร่พลประมาณ 500 คน มุ่งไปทาง ฝั่งทะเลทางทิศตะวันออก ระหว่างเส้นทางที่ผ่านไปนั้นได้ปะทะกับกองกำลังของพม่าหลายครั้ง แต่ก็สามารถ ตีฝ่าไปได้ทุกครั้ง และสามารถรวบรวมไพร่พลตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในวันที่ 8 เมษายน พุทธศักราช 2310 พม่ายึดกรุงศรีอยุธยาได้ เจ้าเมืองใหญ่ๆพากันตั้งตัวเป็นเจ้าและควบคุมหัวเมืองใกล้เคียง ไว้ในอำนาจ หลังจากพระยาตากยึดเมืองจันทบุรีได้ ก็ได้ประกาศตั้งตัวเป็นอิสระ และจัดตั้งกองทัพขึ้นที่นี่ โดยมีผู้คนสมัครใจเข้ามาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก รวมทั้งนายสุดจินดาซึ่งต่อมาได้รับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่หนึ่ง


หลังฤดูมรสุมในเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2310 พระยาตากได้ยกกองทัพเรือออกจากจันทบุรีล่องมา ตามฝั่งทะเลในอ่าวไทย จนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา และได้ต่อสู้จนยึดกรุงธนบุรีคืนจากพม่าได้ ต่อจากนั้น ได้ยกกองทัพเรือต่อไปถึงกรุงศรีอยุธยา เข้าโจมตีค่ายโพธิ์สามต้น เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2310 และสามารถกอบกู้้เอกราชให้ชาติไทยได้เป็นผลสำเร็จ โดยใช้เวลาเพียง 7 เดือนนับตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยา ให้กับพม่า หลังจากนั้น ได้ทรงเลือกกรุงธนบุรีเป็นราชธานี เนื่องจากทรงเห็นว่ามีชัยภูมิดี ประกอบกับ กรุงศรีอยุธยาเสียหายหนัก จนยากแก่การบูรณะ ให้เหมือนเดิม ต่อมาในปีพุทธศักราช 2311 ได้ทรงปราบดา ภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระบรมราชาที่ 4" แต่ประชาชนนิยมเรียกว่า "พระเจ้าตากสิน" ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีการทำศึกสงครามอยู่เกือบตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อรวบรวมแผ่นดิน ให้เป็นปึกแผ่น และขับไล่พม่าออกจากราชอาณาจักร ถึงแม้ว่าบ้านเมืองจะอยู่ในภาวะสงครามเป็นส่วนใหญ่ แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินก็ยังทรงมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูประเทศในด้านต่างๆ เช่น ด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจและสังคม ได้มีการติดต่อค้าขายกับประเทศต่างๆ เช่น จีน อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ ได้โปรดให้มีการ สร้างถนนและขุดคลอง เพื่ออำนวยความสะดวกในการคมนาคม นอกจากนั้นยังทรงส่งเสริมทางด้านการศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรม รวมทั้งการศึกษาในด้านต่างๆ ของประชาชนอีกด้วย

 

หลังจากครองราชย์ได้ประมาณ 15 ปี ได้มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นเหตุให้รัชสมัยของพระองค์ต้อง สิ้นสุดลง สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2325 ขณะที่มีพระชนมายุได้ 48 ปี ต่อจากนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ เสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นปฐมกษัตริย์แห่ง ราชวงศ์จักรี และได้ทรงย้ายราชธานีมาฝั่งกรุงเทพมหานคร

 

เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะได้ ทรงกอบกู้้เอกราชให้ชาติไทย รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี (ซึ่งตรงกับวันที่ทรงปราบ ดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์) เป็น "วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน" นอกจากนั้นคณะรัฐมนตรียังมีมติให้ถวาย พระราชสมัญญานามว่า"สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช"

 

สัจจะวาจาที่หลอมรวมทหารกล้าคู่พระทัย พลีเลือดเนื้อเพื่อ กู้้ชาติ" คืนจากอริราชศัตรูอันเป็นอมตะ วาจาที่ปลุกเร้ากระแสจิตของชนชาวไทยมิรู้ลืมมาจวบจนทุกวันนี้ ของ "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จอมบดินทร์ปิ่นกษัตริย์ผู้กล้า" ด้วยคำกล่าวที่ว่า ตายตรงนี้เสียให้หมด หรือไม่ก็เอาชัยชนะเสียให้ได้ เพื่อกู้้ไทไว้ให้ลูกหลายจะได้ไม่สิ้นชาติด้วยมือของพวกเรา

 

ด้วยดาบหนึ่ง ม้าคู่ชีพ เสื้อผ้าติดพันกายกับปณิธานที่แน่วแน่ว่า กู้จะกลับมากู้้แผ่นดินให้พ้นภัยศัตรู" พร้อมทหารกล้าตายเพียงห้าร้อยชีวิตที่ยอมพลีเลือดเนื้อและชีวิตช่วยกันตรีฝ่าลงล้อมพม่าข้าศึกออกจากกรุงศรีอยุธยา หวังจะเป็นทางเลือกใหม่ ที่จะทำให้ผืนแผ่นดินอันเป็นที่รักและหวงแหนได้คงคืนสืบไปหากรมรวบผู้กล้าทั่วแผ่นดินมากู้้ได้ดีกว่ารวมกันตายให้เสียแผ่นดินกรุงศรีฯ ที่รุ่งเรืองด้วน้ำมือของศรัตรู นี่คือวีรกรรมและปณิธานอันเด็ดเดี่ยวที่ยิ่งใหญ่ซึ่งส่งผลให้มีการรวมไทยผู้รักชาติกลับมากู้้แผ่นดินให้พ้นจากวิกฤต คืนความมีเอกราชให้ไทยเป็น "ไท" ด้วยเวลาเพียงแค่ 7 เดือนเท่านั้น

 

นับแต่วันปราบดาภิเษกเสวยราชสมบัติ วัน 3 ฯ 1 ค่ำชวด สัมฤทธิศก หรือวันอังคาร เดือนอ้าย แรม 4 ค่ำ จุลศักราช 1130 ซึ่งตรงกับวันที่ 28 ธันวาคม 2311 คือจุดย้อนรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ชนชาวไทยรุ่นหลังต่างน้อมเทิดสักการะใน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์ไทยผู้ยิ่งด้วยพระเดชธิคุณอันเกรียงไกร ซึ่งทางราชการได้กำหนดให้วันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีเป็น "วันสมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี" กำหนดให้มีพิธีสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ท่านมานับแต่ปี 2497 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2524 ให้เทิดพระนามพระองค์ท่านว่า "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" สืบมา จวบจนปัจจุบัน

 

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มีพระนามเดิมว่า "สิน แซ่แต้" พระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๒๗๗ เป็นบุตรของ " นายไหฮอง " และ " นางนกเอี้ยง " ซึ่งพระยาจักรีได้ขอไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ตั้งแต่ยังเยาว์ เมื่ออายุได้ ๕ ปี พระยาจักรีได้นำไปฝากเรียนกับพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส ( วัดคลัง ) โดยเรียนหนังสือขอมและหนังสือไทยจนจบบริบูรณ์ แล้วจึงเรียนพระไตรปิฎกจนแตกฉาน เมื่ออายุครบ ๑๓ ปี เจ้าพระยาจักรีได้นำตัวเด็กชายสิน ไปถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ในสมเด็จพระธรรมราชาธิราชที่ ๓ ( สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ) พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำราชการกับหลวงศักดิ์นายเวร ซึ่งเป็นบุตรของพระยาจักรี เมื่อมีเวลาว่างจะไปเรียนวิชากับอาจารย์จีน อาจารย์ญวนและอาจารย์แขก จนสามารถพูดภาษาทั้งสามได้อย่างคล่องแคล่ว

เมื่ออายุครบ ๒๑ ปี ได้อุปสมบท ณ วัดโกษาวาส พระภิกษุสิน อยู่ในสมณเพศได้ ๓ พรรษา ก็ลาสิกขา และกลับเข้ารับราชการตามเดิม ด้วยความฉลาด รอบรู้ขนบธรรมเนียม ภารกิจต่างๆเป็นอย่างดี จนสามารถทำงานต่างพระเนตรพระกรรณได้ จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นมหาดเล็ก รายงานราชการทั้งหลายในกรมมหาดไทย และกรมวังศาลหลวง

ครั้น พ.ศ. ๒๓๐๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพรเสด็จเสวยราชสมบัติได้ ๓ เดือนเศษ ก็ถวายราชสมบัติให้พระเชษฐาสมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ ( สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ) สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์โปรดเกล้าฯ ให้นายสินมหาดเล็กรายงาน เป็นข้าหลวงเชิญท้องตราราชสีห์ขึ้นไปชำระความหัวเมืองฝ่ายเหนือ ซึ่งนายสินปฏิบัติราชการได้สำเร็จเรียบร้อย จนมีความชอบมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นหลวงยกบัตรเมืองตาก ช่วยราชการพระยาตาก เมื่อพระยาตากถึงแก่กรรม ก็โปรดให้เลื่อนเป็นพระยาตากเพื่อปกครองเมืองตาก

ในปี พ.ศ. ๒๓๐๗ พม่ายกกองทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ของไทย โดยมีมังมหานรธาเป็นแม่ทัพ ปรากฎว่าพม่าตีเมืองทางใต้ได้อย่างง่ายดาย จึงตีเรื่อยตลอดหัวเมืองทางใต้จนถึงเมืองเพชรบุรี ทางกรุงศรีอยุธยาได้ส่งกองทัพไทยซึ่งมีพระยาโกษาธิบดีกับพระยาตาก ไปรักษาเมืองเพชรบุรีไว้ จนตีพม่าแตกถอยไปทางด่านสิงขร

ต่อมาปี พ.ศ. ๒๓๐๘ พม่ายกกองทัพมาตีไทยอีก พระยาตากได้มาช่วยรักษาพระนครไว้ได้ จึงได้บำเน็จความดีความชอบในสงคราม จึงโปรดให้เลื่อนเป็น พระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร แต่ยังไม่ทันได้ปกครองเมืองกำแพงเพชร ก็เกิดศึกกับพม่าครั้งสำคัญขึ้น จึงถูกเรียกตัวให้เข้ารับราชการในกรุง เพื่อป้องกันพระนคร จนถึงปี พ.ศ. ๒๓๐๙ ขณะที่ไทยกับพม่ากำลังรบกันอย่างดุเดือด พระยาวชิรปราการ เกิดท้อแท้ใจหลายประการคือ

๑. พระยาวชิรปราการ คุมทหารออกไปรบนอกเมืองจนได้ชัยชนะยึดค่ายพม่าได้ แต่ทางผู้รักษาพระนครไม่ส่งกำลังไปหนุน ทำให้พม่าสามารถยึดค่ายกลับคืนได้

๒. ขณะที่ยกทัพเรือออกรบร่วมกับพระยาเพชรบุรีนั้น พระยาวชิรปราการ เห็นว่าพม่ามีกำลังมากกว่าจึงห้ามมิให้พระยาเพชรบุรีออกรบ แต่พระยาเพชรบุรีไม่เชื่อฟัง ขืนออกรบ และพ่ายแพ้แกพม่าจนตัวตายในที่รบ พระยาวชิรปราการ ถูกกล่าวหาว่าทอดทิ้งให้พระยาเพชรบุรีเป็นอันตราย

๓. ก่อนเสียกรุง ๓ เดือน พม่ายกทัพเข้าปล้นพระนคร ทางด้านที่พระยาวชิรปราการรักษาอยู่ เมื่อเห็นจวนตัว พระยาวชิรปราการจึงยิงปืนใหญ่ขัดขวาง โดยมิได้ขออนุญาตจากศาลาลูกขุน จึงถูกฟ้องชำระโทษให้ภาคทัณฑ์

ด้วยสาเหตุดังกล่าว พระยาวชิรปราการเห็นว่าขืนอยู่ช่วยป้องกันพระนครต่อไป ก็ไม่มีประโยชน์อันใด และเชื่อว่ากรุงศรีอยุธยาต้องเสียแก่พม่าในครั้งนี้เป็นแน่

ด้วยผู้นำอ่อนแอ และไม่นำพาต่อราชการบ้านเมือง จึงรวบรวมสมัครพรรคพวกได้ประมาณ ๕๐๐ คน ตีฝ่าวงล้อม ออกจากค่ายพิชัย มุ่งออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อรวบรวมกำลังกลับมากู้้กรุงศรีอยุธยาต่อไป ครั้นถึงพ.ศ. ๒๓๑๐ พม่าก็ยกทัพตีพระนครและยกเข้าพระนครได้ นับเป็นเวลาที่พม่าล้อมค่ายอยู่ถึง ๑ ปี ๒ เดือน กรุงศรีอยุธยาจึงเสียแก่พม่า ในสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ จึงนับว่าเป็นพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา

หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว บ้านเมืองเกิดแตกแยก หัวเมืองต่างๆตั้งตัวเป็นใหญ่ ต่างคนต่างรวมสมัครพรรคพวก ตั้งเป็นก๊กต่างๆ ได้แก่ ก๊กสุกี้พระนายกอง ก๊กพระยาพิษณุโลก ก๊กเจ้าพระฝาง ก๊กเจ้าพระยานครศรีธรรมราช และก๊กเจ้าพิมาย


พระยาวชิรปราการได้จัดเตรียมกองทัพ สะสมเสบียงอาหาร ศาสตราวุธ และกองทัพเรืออยู่เป็นเวลา ๓ เดือน ก็ยกกองทัพเรือเข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยา ตีเมืองธนบุรีแตก จับนายทองอินประหารแล้วเลยไปตีค่ายโพธิ์สามต้นจนแตกยับเยิน สุกี้พระนายกองตายในที่รบ ขับไล่พม่าออกไปพ้นแผ่นดินไทยสำเร็จ ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ซึ่งใช้เวลากู้้อิสรภาพกลับคืนจากพม่า ภายในเวลา ๗ เดือนเท่านั้น

จากนั้น พระยาวชิรปราการจึงยกทัพกลับมากรุงธนบุรี และปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔" แต่ประชาชนนิยมเรียกพระนามว่า "พระเจ้าตากสิน" เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๑๑ และสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีด้วย และต่อจากนั้นพระเจ้าตากสินก็ยกกองทัพไปปราบปรามก๊กต่างๆ จนราบคาบ ทรงใช้เวลารวบรวมอณาเขตอยู่ ๓ ปี คือตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๑ - พ.ศ. ๒๓๑๓ จึงได้อณาเขตกลับคืนมา รวมเป็นพระราชอณาจักรเดียวกันดังเดิม

สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงสวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ สิริพระชนมายุได้ ๔๘ พรรษา ทรงครองราชย์เป็นเวลา ๑๕ ปี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถ กอบกู้้ประเทศชาติให้เป็นเอกราชอิสรภาพตราบเท่าทุกวันนี้ ประชาราษฎร์ผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงยกย่องถวายพระเกียรติพระองค์ท่านว่า "มหาราช" คณะรัฐบาล ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้พร้อมใจกันสร้างอนุเสาวรีย์ เพื่อน้อมรำลึกในพระเกียรติประวัติ เกียรติยศ เกียรติคุณ ให้ปรากฎกับอนุชนตราบเท่าทุกวันนี้


กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ พิจารณาเห็นว่า เพื่อเป็นการเทอดพระเกียรติแด่องค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเป็นสิริมงคลแก่อุทยานแห่งชาติ ตลอดจนเพื่อเป็นการรำลึกถึงสถานที่อันมีค่าทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย ได้แก่ จังหวัดตาก เห็นสมควรเปลี่ยนชื่อ "อุทยานแห่งชาติต้นกระบากใหญ่" เป็น "อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช" กรมป่าไม้จึงได้ดำเนินการกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เพื่อใช้พระปรมาภิไธยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นชื่ออุทยานแห่งชาติ และได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามหนังสือสำนักราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2529 ให้ใช้ชื่อว่า "อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช"


นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า และเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทางลักษณะภูมิประเทศแล้ว อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราชยังมีเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์อีกด้วย กล่าวคือ ในสมัยโบราณพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเส้นทางการเดินทัพของขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด (อำเภอแม่สอดในปัจจุบัน) เพื่อบุกเข้าตีเมืองตากซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของไทยในขณะนั้น นอกจากนี้ยังเป็นเส้นทางเดินทัพของพม่า โดยพระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่า คราวยกทัพกลับจากการล้อมกรุงศรีอยุธยาขณะเสด็จกลับระหว่างทางทรงประชวรและสิ้นพระชนม์ในป่าแห่งนี้



พิษณุโลก

ระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตวรมหาวิหาร

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ถนนพุทธบูชา ในเมือง เมืองพิษณุโลก พิษณุโลก พระอารามหลวง เป็นพระปรางค์คู่บ้านคู่เมือง นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าเดิมเคยเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัย ต่อมาพุทธศักราช 2025 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาเสด็จขึ้นมาครองยังพิษณุโลก โปรดให้ช่างดัดแปลงให้เป็นพระปรางค์แบบอยุธยา องค์พระปรางค์ตั้งอยู่บนฐานย่อมุมไม้ยี่สิบ สูงประมาณ 15 วา ประดับยอดด้วยนภศูล มีซุ้มทั้งสี่ทิศ ซุ้มด้านทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตก ประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืนด้านทิศตะวันออกเป็นทางเข้าสู่คูหากลางพระปรางค์ มีเจดีย์ขนาดย่อมภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เป็นวัดหลวงมาแต่โบราณ ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านทางฝั่งตะวันออก สร้างในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท) เมื่อพุทธศักราช 1900 เป็นวัดสำคัญของจังหวัดพิษณุโลก เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวไทยที่มีความงดงามที่สุดของประเทศไทย

(เรื่อง/ภาพจากหนังสือพระธาตุเจดีย์มรดกล้ำค่าของเมืองไทย โดย ทศพล จังพานิชย์กุล) พระพุทธชินราช พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดของเมืองพิษณุโลก เพื่อให้เห็นว่าพระพุทธชินราชไม่ได้หล่อในสมัยศักราช ๑๕๐๐ จึงขอนำพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพในเรื่อง พระร่วง ว่าด้วยลักษณะพระพุทธชินราช ตอนหนึ่งว่า "เรื่องการสร้างพระชินสีห์ พระชินราชนั้น ในหนังสือพงศาวดารเหนือ ว่า พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกให้หาช่างที่มีฝีมือในเมืองต่างๆ มาประชุมช่วยกันปั้นหุ่น โดยประสงค์จะให้งานผิดกับพระพุทธรูปสามัญ เมื่อพิจารณาดูลักษณะ พระชินราช พระชินสีห์ ก็เห็นงานแปลกจริง แต่ผิดกับพระพุทธรูปอื่นในบางอย่างอันน่าพิศวง จะอ้างเป็นอุทาหรณ์ แต่ที่พระหัตถ์ ทั้งทางเมืองเหนือ และเมืองใต้ ทำปลายนิ้วพระหัตถ์เป็นหลั่นเหมือนนิ้วมือคนสามัญ แต่พระหัตถ์พระชินราชกับพระชินสีห์ ทำปลายนิ้วยาวเท่ากันหมดทั้ง ๔ นิ้ว ผิดกับพระพุทธรูปแบบเก่าเช่นนั้นสันนิษฐานว่าเป็นเพราะเมื่อพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏก (พระเจ้าลือไทย) จัดสร้างพระชินราชกับพระชินสีห์ ได้ค้นคำภีร์มหาปุริสลักษณะ บทพระบาลีว่า "ทีฆงคุลี" แปลว่า นิ้วพระหัตถ์ และนิ้วพระบาทยาวงาม นื้วพระหัตถ์ทั้ง ๔ นิ้วพระบาททั้ง ๕ มีประมาณเสมอกัน ไม่เหลื่อมไม่ยาวไม่สั้นดังสามัญมนุษย์ มาแนะนำให้ช่างปั้นหุ่นทำปลายนิ้วพระหัตถ์ยาวเท่ากันทั้ง ๔ นิ้ว เห็นจะเป็นแรกมีเมื่อสร้างพระชินราช พระชินสีห์ แล้วจึงเลยเป็นแบบพระหัตถ์พระพุทธรูปที่สร้างกันชั้นหลังสืบมาจนทุกวันนี้ และยังมีลักษณะอื่น เช่น ทรวดทรงและชายจีวรยาวแบบลังกา เป็นต้น ซึ่งส่อให้เห็นว่า พระชินราชกับพระชินสีห์นั้น พระเจ้าลือไทย ทรงสร้างเมื่อ พ.ศ.ในเรือน ๑๙๐๐ เป็นสมัยเมื่อ นับถือพระสงฆ์ลังกาวงศ์แล้ว มิใช่เจ้าเมืองเชียงแสนลงมาสร้างเมื่อ พ.ศ.๑๕๐๐ ดังกล่าวกันมาแต่ก่อน"

           ขอเชิญพระราชนิพนธ์ ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว มากล่าวไว้ในที่นี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสรรเสริญไว้ว่า "ก็แหละ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา ๓ องค์นี้ เป็นพระพุทธปฏิมากรดีล้ำเลิศ ประกอบด้วย พุทธลักษณะอันประเสริฐ มีศิริอันเทพยดา หากอภิบาลรักษา ย่อมเป็นที่สักการะบูชานับถือมาแต่โบราณ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาที่ได้มีพระเดชานุภาพมโหฬารปรากฏในแผ่นดิน ก็ทรงนับถือคำสักการะบูชา มาหลายพระองค์" พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรางสรรเสริญไว้ว่า "จะหาพระพุทธรูปองค์ใดงามเสมอพระพุทธชินราชไม่มีแล้ว ครั้งจะเชิญพระพุทธชินราชลงมา ก็เห็นว่าเป็นหลักเป็นศิริของเมืองพิษณุโลก ประดิษฐสถานอยู่ในเมืองนั้น ตั้งแต่สร้างเมืองมา"  พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสรรเสริญไว้ว่า "ตั้งแต่ข้าพเจ้า ได้เห็นพระพุทธรูปมานักแล้ว ไม่เคยรู้สึกว่าดูปลื้มใจจำเริญตาเท่าพระพุทธชินราชเลย ที่ตั้งอยู่นั้นก็เหมาะนักหนา วิหารพอเหมาะกับพระ มีที่ดูได้ถนัด และพระองค์ก็ตั้งต่ำพอดูได้ตลอดองค์ ไม่ต้องเข้าไปดูจนจ่อเกินไป และไม่ต้องแหงนคอตั้งบ่า แลดูแต่พระนาสิกพระยิ่งพิศไปยิ่งรู้สึกยินดีว่าไม่เชิญลงมาเสียจากที่นั้น ถ้าพระพุทธชินราชยังอยู่ที่พิษณุโลก ตราบใดเมืองพิษณุโลกจะเป็นเมืองที่ควรไปเที่ยวอยู่ตราบนั้น ถึงเมืองพิษณุโลกจะไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกเลย ขอให้มีแต่พระพุทธชินราชเหลืออยู่แล้ว ยังคงจะอวดได้อยู่เสมอว่ามีของควรดู ควรชมอย่างหนึ่ง ในเมืองเหนือ หรือจะว่าในเมืองไทยทั้งหมดก็ได้"

           วัดศรีรัตนมหาธาตุ วัดนี้สร้างในปลายสุโขทัย เมื่อได้รับลัทธิลังกาวงศ์เข้ามานับถือปฏิบัติกันในประเทศไทย คือในสมัยพระเจ้าลิไทย (ต่อไปนี้เป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จ กรมพระยาดำรงค์ราชานุภาพ) "พระปรางค์นั้นมีหนังสือพระราชพงศาวดารว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงสร้างสำเร็จฉลองพระศรีรัตนมหาธาตุเมื่อปีขาล พ.ศ.๒๐๒๕ เหตุใดจึงสร้างพระปรางค์ คิดดูก็เห็นได้ด้วยพระมหาธาตุที่กรุงศรีอยุธยา เป็นพระปรางค์พระมหาเจดีย์ที่วัดสำคัญอันมีในพระนครศรีอยุธยา ก็เป็นปรางค์ทั้งนั้น เมืองเหนือมีเป็นพระมหาธาตุ อยู่แต่ที่เมืองเชลียงเมืองเดียว เมื่อตั้งเมืองพิษณุโลกเป็นราชธานี จึงแปลงพระมหาเจดีย์เดิม เป็นพระปรางค์ ฉันได้ไปพิจารณาดูเห็นชัดว่าพระปรางค์นั้นสร้างครอบพระเจดีย์ของเดิมด้วยกินลานทักษิณออกมาหมด ฐานพระปรางค์เกือบจดฝาผนังวิหารทั้ง ๓ ด้านเหลือที่พอเป็นทางคนเดินเรียงตัวกันได้เท่านั้น



ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารใหญ่ด้านทิศตะวันตกของวัด ซึ่งเป็นด้านหน้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หน้าตักกว้าง ๕ ศอก คืบ ๕ นิ้ว ผันพระพักตร์ไปทางแม่น้ำ พระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปสำคัญ ซึ่งพระมหากษัตริย์ไทยทรงเคารพนับถือสักการะบูชา มาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังมีรายพระนามที่ปรากฎในพงศาวดาร คือ สมเด็จพระราเมศวร สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร สมเด็จพระมหาธรรมราชา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเพทราชา พระเจ้าบรมโกฐ พระเจ้ากรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี องค์ต่อ ๆ มาเกือบทุกพระองค์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสรรเสริญไว้ว่า พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศาสดา ทั้ง ๓ พระองค์ เป็นพระพุทธปฏิมากรดีล้ำเลิศ ประกอบไปด้วยพุทธลักษณะอันประเสริฐ มีสิริอันเทพยดาหากอภิบาลรักษา ย่อมเป็นที่สักการะบูชานับถือแต่โบราณ


วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงราชวรวิหาร วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ หมู่ 6 ตำบลศรีสัชนาลัยอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย สถานะของวัดในปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร สังกัดธรรมยุติกนิกาย

ประวัติความเป็นมา

ไม่มีหลักฐานการสร้างที่แน่ชัด แต่ดูจากหลักฐานทางโบราณคดีแล้ว วัดนี้มีอายุตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ คือ ประมาณ 800 ปีมาแล้วเป็นอย่างต่ำ ซึ่งความจริงอาจสามารถกำหนดอายุได้มากกว่านี้เพราะที่ตั้งของวัดมีลักษณะเป็นศูนย์กลางของชุมชนหรือเมืองบริเวณนี้ คือ เมืองเชลียง ซึ่งเป็นเมืองที่มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับยุคทวารวดี วัดนี้เป็นวัดสำคัญของเมืองเชลียง ปรากฏหลักฐานแน่ชัดในศิลาจารึกหลักที่ 1 และในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จไปปราบชุมนุมพระฝางเมืองสวางคบุรี แล้วได้เสด็จสมโภชพระบรมธาตุ เมืองเชลียงนี้ด้วย และวัดนี้ยังเป็นที่สรงน้ำมูรธาภิเษก สำหรับพระเจ้าแผ่นดินใหม่ที่จะขึ้นเสวยราชสมบัติมา แต่ครั้งโบราณกาล

ลักษณะทางสถาปัตยกรรม

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นกลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่ที่สำคัญมีดังนี้ "ปรางค์ประธาน" ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูนเสร็จแล้วลงสีชาดทับ ลักษณะรูปแบบสถาปัตยกรรมจัดอยู่ ในสมัยอยุธยา ภายในซุ้มโขงมีสถูปรูปดอกบัวตูมขนาดเล็กโผล่ขึ้นมาคล้ายถูกสร้างครอบทับ ตามผนังภายใน องค์ปรางค์พบว่ามีร่องรอยเดิมคงมีจิตรกรรมฝาผนัง แต่ลบเลือนไปมาก ส่วนบริเวณเรือนธาตุด้านหน้ามี บันไดขึ้นองค์ปรางค์ได้ ลักษณะฐานปรางค์องค์นี้ มีเป็นวิหารคด 3 ชั้น ก่อผนังทึบ และเจาะช่องแสง ฐานปรางค์แผ่ขยาย กว้างออกไปทั้ง 3 ด้าน (ด้านหน้าเป็นพระวิหาร) คล้ายสร้างครอบสถูปหรือเจดีย์ที่สำคัญไว้ภายใน มีอายุอยู่ ในช่วงก่อนสุโขทัยตอนต้น เนื่องจากขุดค้นพบฐานโบราณคดีก่อด้วยอิฐอยู่ใต้ฐานพระวิหารหลวง นอกจากนี้ยังพบกระเบื้องเชิงชายรูปนางอัปสรและเทวดา ซึ่งมีลักษณะร่วมสมัยศิลปะเขมรแบบบายน เช่นเดียวกับลายปูนปั้นยอดซุ้มประตูกำแพงวัด ซึ่งทำเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร อยู่ด้านบนทั้ง 4 ทิศ ด้านล่างเป็นรูปเทพธิดานั่งในกรอบ ซุ้มด้านล่างเป็นรูปนางอัปสรร่ายรำ ฐานพระวิหารหลวงพ่อโตอยู่ด้านหน้าพระปรางค์ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางมาร วิชัย ประทับอยู่ตรงกลางขนาบด้วยพระพุทธรูปขนาดเล็กประทับยืนทั้ง 2 ข้าง ถัดจากพระพุทธรูปปางมาร วิชัยทางด้านขวามีพระพุทธรูปปั้นปางลีลาที่มีลักษณะงดงาม กำแพงวัดเป็นศิลาแลงแท่งกลมขนาดใหญ่ปักเรียงชิดติดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 60 เมตร ยาว 90 เมตร มีคานทับหลังกำแพง มีทางเข้าออกด้านหลัง เหนือซุ้มประตูทำเป็นรูปคล้ายหลังคา ยอดเหนือซุ้ม ขึ้นไปปั้นปูนเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร "มณฑปพระอัฏฐารส" อยู่ด้านหลังของพระธาตุมุเตา เดิมน่าจะเป็นมณฑปพระสี่อริยาบท ต่อมาได้ ซ่อมแซมดัดแปลงภายในซุ้มคูหายังมีพระพุทธรูปปูนปั้นยืนอยู่ เดิมเป็นมณฑปมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา "วิหารสองพี่น้อง" อยู่ทางซ้ายพระอัฏฐารส ก่อด้วยศิลาแลง มีพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย 2 องค์ อยู่บนแท่นพระ จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่าฐานวิหารสองพี่น้องก่อทับโบราณสถานที่ก่ออิฐ ข้างขวา พระวิหารหลวงพ่อสองพี่น้องพบฐานรอยพระพุทธบาทด้วย "โบสถ์" ตั้งอยู่ด้านหน้าพระวิหาร ปัจจุบันทางวัดได้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งหลังโดยสร้างทับโบสถ์เดิม กุฏิพระร่วงพระลือ ชาวบ้านเรียกว่า ศาลพระร่วงพระลือ ได้รับการบูรณะซ่อมแซมในปีเดียวกันกับ โบสถ์ ลักษณะเป็นมณฑปฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้าง หลังคาคล้ายรูปชามคว่ำซ้อนกัน 4 ชั้น ภายใน ประดิษฐานรูปหล่อพระร่วงพระลือ (จำลอง)

โบราณสถานและโบราณวัตถุภายในวัด

1. องค์พระปรางค์พระศรีรัตนมหาธาตุ 2. ยอดนพศูลกาไหล่ทองคำ 3. เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ขนาดเล็กในห้ององค์พระปรางค์ 4. เพดานดาวไม้จำหลัก สกุลช่างสุโขทัย 5. ประตูองค์พระปรางค์ไม้จำหลัก สกุลช่างสุโขทัย 6. ร่องรอยจิตรกรรมฝาผนังสีเอกรงค์ 7. ปล่องปริศนาลงใต้ท้ององค์พระปรางค์ 8. พระวิหารหลวง ใหญ่ขนาด 7 ห้อง สร้างด้วยศิลาแลง 9. หลวงพ่อโต ศิลปะสุโขทัย ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 4.08 เมตร 10. พระพุทธรูปปางลีลาปูนปั้น ศิลปะสุโขทัยคลาสสิค 11. พระพุทธรูปยืนปูนปั้น 12. ผนังพระวิหารหลวงแบบช่องแสง สถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัย 13. พระอุโบสถ 14. ซุ้มพระร่วง พระลือ 15. เจดีย์ทิศทั้งสี่ 16. ระเบียงคดและวิหาร 17. กำแพงแก้ว 18. ซุ้มประตูรูปพรหมพักตร์ 19. เสาพระประทีบรอบองค์พระปรางค์ 20. เจดีย์ยอดด้วน 21. พระอัฏฐารศ 23. ฐานวิหารหลวงพ่อธรรมจักร 24. พระวิหารหลวงพ่อสองพี่น้อง



สุโขทัย

วัดมหาธาตุ (อำเภอเมืองสุโขทัย)

วัดมหาธาตุ วิหารหลวงวัดมหาธาตุสุโขทัย วิหารหลวงสุโขทัย อยู่ในวัดมหาธาตุ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโชทัย จังหวัดสุโชทัย

โดยลักษณะที่ปรากฏ แบ่งเป็น 2 ตอน - ตอนหน้า สำหรับคนนั่ง - ตอนหลัง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป

ยังปรากฏฐานชุกชีให้เห็น เสาของวิหารทำด้วยศิลาแลง ตัดเป็นแผ่นหนากลม เรียงซ้อนกันเป็นรูปเสาใหญ่ปลายเรียว แต่เดิมพระศรีศากยมุนี ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ สร้างแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี เคยประดิษฐานอยู่ที่วิหารหลวงแห่งนี้ ต่อมารัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดเกล้าฯ ให้ชักลากมาไว้ที่วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร จนกระทั่งปัจจุบัน


วิหารหลวงวัดมหาธาตุ สุโขทัย วิหารหลวงวัดมหาธาตุอยุ่ในเมืองเก่าสุโขทัย เป็นวิหาร 11 ห้อง แบ่งออกเป็นสองตอน ตอนหน้าสำหรับคนนั่ง ตอนหลังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ซึ่งยังมีฐานชุกชีปรากฎให้เห็นอยู่ หลังฐานชุกชีเป็นช่องว่างช่องหนึ่ง และมีฐานที่เคยประดิษฐานพระพุทธรูปสำริด ซึ่งมีพระนามว่าพระศรีศากยมุนี ตรงที่เป็นช่องว่างนั้นเข้าใจว่าจะเป็นที่สำหรับมนัสการพระศรีศากยมุนี หรือมิฉะนั้นก็อาจจะเป็นช่องที่ถูกรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง เช่นเสาที่ถูกรื้อออกไปเพื่อจัดวางตะเฆ่ที่ใช้ครั้งชะลอชักลากพระศรีศากยมุนีเอามาไว้ที่วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพฯ เมื่อครั้งรัชกาลที่ 1 ฐานพระศรีศากยมุนีอยู่ใกล้กับฐานพระธาตุเจดีย์ เสาวิหารทำด้วยแลง ตัดเป็นแผ่นหนา กลม วางเรียงซ้อนกันเป็นรูปเสาโคนใหญ่ปลายเรียว

เมืองโบราณได้สร้างวิหารหลวงวัดมหาธาตุ โดยย่อขนาดจากของจริงลงมาเป็นสามในสี่ส่วน อนึ่งบริเวณใกล้ๆ กันนี้คือ พระสี่อิริยาบถ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของรูปแบบศิลปะสถาปัตยกรรมการสร้างพระพุทธรูปของดินแดนในท้องถิ่นสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ที่ไม่ปรากฎในท้องถิ่นอื่น

พระมหาธาตุเจดีย์ สุโขทัย อยู่ในวัดมหาธาตุ ติดกับบริเวณวิหารหลวง และมีฐานพระศรีศากยมุนีเบื้องหน้า องค์พระมหาธาตุก่อด้วยศิลาแลงและอิฐ ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 20 เมตร มีรูปพระสาวกปูนปั้นเดินประนมมือประดับอยู่โดยรอบ มีบันไดขึ้นจากฐานถึงบัลลังก์บน เหนือบัลลังก์ก่อเป็นบัวคว่ำบัวหงาย ส่วนที่กล่าวมานี้ทำด้วยศิลาแลง ถัดจากบัวหงายทำเป็นท้องไม้ย่อมุม มุมละห้าเหลี่ยม สูงขึ้นไปจนถึงยอดนั้นเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์หรือทรงดอกบัวตูม ที่ฐานบัวตูมมีซุ้มพระทั้งสี่ทิศ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปยืนสามด้าน



สุโขทัย

ระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ


วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงราชวรวิหาร

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ หมู่ 6 ตำบลศรีสัชนาลัยอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย สถานะของวัดในปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร สังกัดธรรมยุติกนิกาย

ประวัติความเป็นมา ไม่มีหลักฐานการสร้างที่แน่ชัด แต่ดูจากหลักฐานทางโบราณคดีแล้ว วัดนี้มีอายุตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ คือ ประมาณ 800 ปีมาแล้วเป็นอย่างต่ำ ซึ่งความจริงอาจสามารถกำหนดอายุได้มากกว่านี้เพราะที่ตั้งของวัดมีลักษณะเป็นศูนย์กลางของชุมชนหรือเมืองบริเวณนี้ คือ เมืองเชลียง ซึ่งเป็นเมืองที่มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับยุคทวารวดี วัดนี้เป็นวัดสำคัญของเมืองเชลียง ปรากฏหลักฐานแน่ชัดในศิลาจารึกหลักที่ 1 และในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จไปปราบชุมนุมพระฝางเมืองสวางคบุรี แล้วได้เสด็จสมโภชพระบรมธาตุ เมืองเชลียงนี้ด้วย และวัดนี้ยังเป็นที่สรงน้ำมูรธาภิเษก สำหรับพระเจ้าแผ่นดินใหม่ที่จะขึ้นเสวยราชสมบัติมา แต่ครั้งโบราณกาล

ลักษณะทางสถาปัตยกรรม

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นกลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่ที่สำคัญมีดังนี้ "ปรางค์ประธาน" ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูนเสร็จแล้วลงสีชาดทับ ลักษณะรูปแบบสถาปัตยกรรมจัดอยู่ ในสมัยอยุธยา ภายในซุ้มโขงมีสถูปรูปดอกบัวตูมขนาดเล็กโผล่ขึ้นมาคล้ายถูกสร้างครอบทับ ตามผนังภายใน องค์ปรางค์พบว่ามีร่องรอยเดิมคงมีจิตรกรรมฝาผนัง แต่ลบเลือนไปมาก ส่วนบริเวณเรือนธาตุด้านหน้ามี บันไดขึ้นองค์ปรางค์ได้ ลักษณะฐานปรางค์องค์นี้ มีเป็นวิหารคด 3 ชั้น ก่อผนังทึบ และเจาะช่องแสง ฐานปรางค์แผ่ขยาย กว้างออกไปทั้ง 3 ด้าน (ด้านหน้าเป็นพระวิหาร) คล้ายสร้างครอบสถูปหรือเจดีย์ที่สำคัญไว้ภายใน มีอายุอยู่ ในช่วงก่อนสุโขทัยตอนต้น เนื่องจากขุดค้นพบฐานโบราณคดีก่อด้วยอิฐอยู่ใต้ฐานพระวิหารหลวง นอกจากนี้ยังพบกระเบื้องเชิงชายรูปนางอัปสรและเทวดา ซึ่งมีลักษณะร่วมสมัยศิลปะเขมรแบบบายน เช่นเดียวกับลายปูนปั้นยอดซุ้มประตูกำแพงวัด ซึ่งทำเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร อยู่ด้านบนทั้ง 4 ทิศ ด้านล่างเป็นรูปเทพธิดานั่งในกรอบ ซุ้มด้านล่างเป็นรูปนางอัปสรร่ายรำ ฐานพระวิหารหลวงพ่อโตอยู่ด้านหน้าพระปรางค์ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางมาร วิชัย ประทับอยู่ตรงกลางขนาบด้วยพระพุทธรูปขนาดเล็กประทับยืนทั้ง 2 ข้าง ถัดจากพระพุทธรูปปางมาร วิชัยทางด้านขวามีพระพุทธรูปปั้นปางลีลาที่มีลักษณะงดงาม กำแพงวัดเป็นศิลาแลงแท่งกลมขนาดใหญ่ปักเรียงชิดติดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 60 เมตร ยาว 90 เมตร มีคานทับหลังกำแพง มีทางเข้าออกด้านหลัง เหนือซุ้มประตูทำเป็นรูปคล้ายหลังคา ยอดเหนือซุ้ม ขึ้นไปปั้นปูนเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร "มณฑปพระอัฏฐารส" อยู่ด้านหลังของพระธาตุมุเตา เดิมน่าจะเป็นมณฑปพระสี่อริยาบท ต่อมาได้ ซ่อมแซมดัดแปลงภายในซุ้มคูหายังมีพระพุทธรูปปูนปั้นยืนอยู่ เดิมเป็นมณฑปมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา "วิหารสองพี่น้อง" อยู่ทางซ้ายพระอัฏฐารส ก่อด้วยศิลาแลง มีพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย 2 องค์ อยู่บนแท่นพระ จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่าฐานวิหารสองพี่น้องก่อทับโบราณสถานที่ก่ออิฐ ข้างขวา พระวิหารหลวงพ่อสองพี่น้องพบฐานรอยพระพุทธบาทด้วย "โบสถ์" ตั้งอยู่ด้านหน้าพระวิหาร ปัจจุบันทางวัดได้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งหลังโดยสร้างทับโบสถ์เดิม กุฏิพระร่วงพระลือ ชาวบ้านเรียกว่า ศาลพระร่วงพระลือ ได้รับการบูรณะซ่อมแซมในปีเดียวกันกับ โบสถ์ ลักษณะเป็นมณฑปฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้าง หลังคาคล้ายรูปชามคว่ำซ้อนกัน 4 ชั้น ภายใน ประดิษฐานรูปหล่อพระร่วงพระลือ (จำลอง)

โบราณสถานและโบราณวัตถุภายในวัด

1. องค์พระปรางค์พระศรีรัตนมหาธาตุ 2. ยอดนพศูลกาไหล่ทองคำ 3. เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ขนาดเล็กในห้ององค์พระปรางค์ 4. เพดานดาวไม้จำหลัก สกุลช่างสุโขทัย 5. ประตูองค์พระปรางค์ไม้จำหลัก สกุลช่างสุโขทัย 6. ร่องรอยจิตรกรรมฝาผนังสีเอกรงค์ 7. ปล่องปริศนาลงใต้ท้ององค์พระปรางค์ 8. พระวิหารหลวง ใหญ่ขนาด 7 ห้อง สร้างด้วยศิลาแลง 9. หลวงพ่อโต ศิลปะสุโขทัย ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 4.08 เมตร 10. พระพุทธรูปปางลีลาปูนปั้น ศิลปะสุโขทัยคลาสสิค 11. พระพุทธรูปยืนปูนปั้น 12. ผนังพระวิหารหลวงแบบช่องแสง สถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัย 13. พระอุโบสถ 14. ซุ้มพระร่วง พระลือ 15. เจดีย์ทิศทั้งสี่ 16. ระเบียงคดและวิหาร 17. กำแพงแก้ว 18. ซุ้มประตูรูปพรหมพักตร์ 19. เสาพระประทีบรอบองค์พระปรางค์ 20. เจดีย์ยอดด้วน 21. พระอัฏฐารศ 22. ฐานวิหารหลวงพ่อธรรมจักร 23. พระวิหารหลวงพ่อสองพี่น้อง



สุโขทัย

น้ำบ่อทอง น้ำบ่อแก้ว อำเภอศรีสัชนาลัย

น้ำบ่อทอง น้ำบ่อแก้ว

วัดตระพังเงิน (คำว่า "ตระพัง" หมายถึง สระน้ำ หรือหนองน้ำ) เป็นโบราณสถานสำคัญ ตั้งอยู่บริเวณขอบตระพังเงินด้านทิศตะวันตกของวัดมหาธาตุ ห่างจากวัดมหาธาตุ ๓๐๐ เมตร โบราณสถานนี้ไม่มีกำแพงแก้ว ประกอบด้วยเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือทรงดอกบัวตูมเป็นประธาน ที่เรือนธาตุทั้งสี่ด้านประดิษฐานพระพุทธรูปยืน และพระพุทธรูปปางลีลา มีวิหารประกอบอยู่ด้านหน้า และทางด้านตะวันออกของเจดีย์เป็นเกาะมีโบสถ์ตั้งอยู่กลางน้ำ วัดสระศรี เป็นวัดที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัดมหาธาตุ เป็นโบราณสถานสำคัญตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำขนาดใหญ่ ชื่อว่า ตระพังตระกวน และสิ่งสำคัญของวัดประกอบด้วยเจดีย์ประธานทรงลังกา ด้านหน้าวิหารขนาดใหญ่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย มีเจดีย์ขนาดเล็ก ศิลปศรีวิชัยผสมลังกา ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ มีซุ้มพระพุทธรูป ๔ ทิศ ด้านหน้ามีเกาะกลางน้ำขนาดย่อมเป็นที่ตั้งของพระอุโบสถขนาดเล็ก วัดแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นจุดที่มีทัศนียภาพที่สวยงาม

 



สุโขทัย

 

วัดต้นจันทร์ (ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย) โบราณสถาน ต.๒๑ วัดต้นจันทร์ ชื่อโบราณสถาน วัดต้นจันทร์ ที่ตั้ง อยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศใต้และห่างจากประตูนะโมไปทางทิศใต้ประมาณ ๑.๒ กิโลเมตร ทางด้านตะวันออกของถนนสายประตูนะโม-วัดเชตุพน ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย พิกัดทางภูมิศาสตร์ รุ้ง ๑๗ องศา ๐ ลิปดา ๘ พิลิปดาเหนือ แวง ๙๙ องศา ๔๒ ลิปดา ๔๓ พิลิปดาตะวันออก อายุสมัย สุโขทัย ลักษณะและสภาพ เป็นกลุ่มโบราณสถานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีคูน้ำล้อมรอบทั้งสี่ด้าน โบราณสถานประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างที่มีรายละเอียดดังนี้ ๑. เจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา (ยอดหัก) ก่อด้วยอิฐ ฐานกว้าง ๑๕x๑๕ เมตร ตรงฐานมีคูหาประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย เหลือแต่ฐานอยู่ทั้ง ๔ ด้าน ๒. ฐานวิหารก่ออิฐ เสาศิลาแลง ขนาดฐานยาว ๔๐ เมตร กว้าง ๒๐ เมตร บนฐานวิหารมีพระพุทธรูปปูนปั้นตั้งอยู่บนฐานชุกชี พระเศียรหัก ฐานวิหารนี้ ตั้งอยู่ด้านหน้าหรือทางทิศตะวันออกของเจดีย์ประธาน ๓. ฐานเจดีย์รายขนาดเล็ก ๒ ฐาน ๔. คูน้ำขนาดกว้าง ๑๐ เมตร ล้อมรอบเนินที่ตั้งโบราณสถานในพื้นที่กว้าง ๕๐ เมตร ยาว ๙๐ เมตร ๕. สระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๔๐ เมตร อยู่นอกคูน้ำทางทิศตะวันออกของกลุ่มโบราณสถาน ประวัติ ไม่ปรากฏหลักฐานชื่อวัดต้นจันทน์ทางด้านเอกสารและศิลาจารึก การดำเนินการ ๑. ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘ ๒. ขุดแต่งและบูรณะ พ.ศ. ๒๕๐๖-๒๕๑๒

^^พระนางพญาเสน่ห์จันทร์ ^^ เป็นสุดยอดพระพิมพ์ที่มีพุทธศิลป์งดงามยิ่งของพระพิมพ์สมัยสุโขทัย เรียกได้ว่าเป็นลักษณะของศิลปะสุโขทัยบริสุทธิ์หรือพุทธศิลป์สุโขทัยแบบคลาสสิกอย่างแท้จริง มีลีลาอ่อนช้อย ลอยเบาบาง เส้นสายลายพิมพ์ประสานกลมกลืนกันอย่างไม่มีที่ติ และให้รายละเอียดที่ชัดเจนดีมากพิมพ์หนึ่ง ที่มาของชื่อ " นางพญาเสน่หจันทร์ " ประวัติความเป็นมาว่ากันว่า เมื่อประมาณ ปี 2502 กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งโบราณสถานในบริเวณเมืองเก่าสุโขทัย ขณะที่ทำการขุดแต่ง " วัดต้นจันทร์ " และ " วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม หรือ วัดตาเถรขึงหนัง " ซึ่งมีสภาพเป็นวัดร้าง เจ้าหน้าที่ได้พบกรุพระโดยบังเอิญ เมื่อเปิดกรุได้พบพระพิมพ์จำนวนหนึ่ง และในจำนวนนั้นมีพระเนื้อดินเผารูปทรงสามเหลี่อม พุทธลักษณะสวยงามรวมอยู่ด้วย ซึ่งขณะทำการเปิดกรุนั้นมีกลิ่นหอมอบอวลเสมือนหนึ่งมีกระแจะจันทร์ หรือไม้จันทร์บ้างก็ว่าเหมือนว่านเสน่ห์จันทร์หอมกรุ่นออกมาจากภายในกรุและในเนื้อพระ และด้วยพุทธลักษณะที่คล้ายคลึงกับพระนางพญา พิมพ์เข่าตรง พิษณุโลก คุณกฤษณ์ อินทโกศัย ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมศิลปากรจึงได้ตั้งชื่อพระพิมพ์นี้ว่า " พระนางพญาเสน่ห์จันทร์ " แต่นักสะสมส่วนใหญ่จะเรียกสั้น ๆ ว่า " พระนางเสน่ห์จันทร์ " เพื่อไม่ให้สับสนกับพระนางพญา พิษณุโลก.. พระนางพญาเสน่ห์จันทร์ สุโขทัย มีสองกรุ คือ " วัดต้นจันทร์ " และ " กรุวัดตาเถรขึงหนัง " ข้อแตกต่างของทั้งสองกรุนี้ก็คือ พระนางพญาเสน่ห็จันทร์กรุวัดต้นจันทร์พุทธลักษณะจะดูผอมชะลูดกว่า ในขณะที่กรุวัดตาเถรขึงหนัง พุทธลักษณะล่ำสันอวบอ้วนกว่า และที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ กรุวัดต้นจันทร์ตรงบริเวณใต้ศอกแขนด้านซ้ายจะมีเนื้อเกินเป็นเหมือนหมอนหนุนแขนอยู่ ขณะที่กรุวัดตาเถรขึงหนังไม่มีเนื้อเกินที่ว่านี้ พระนางพญาเสน่ห์จันทร์ได้ขุดพบที่วัดต้นจันทร์ก่อน แต่มีจำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะชำรุด เนื่องจากขนาดที่บางและเนื้อกรอบ จากนั้นก็ได้พบพระพิมพ์เดียวกันนี้ที่วัดตาเถรขึงหนังเป็นจำนวนมาก สภาพสมบูรณ์กว่ากัน พระทั้งสองกรุเมื่อรวมกันแล้วมีปริมาณมากพอดูในปี 2506 กรมศิลปากรจึงได้นำออกมาให้ประชาชนเช่าบูชาในราคาองค์ละ 60 บาท เพื่อนำรายได้สมทบทุนในการบูรณะอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย.. ปัจจุบันราคาสูงขึ้นหลายเท่าตัว เนื่องจากประสบการณ์และพุทธคุณเด่นในเรื่องเมตตามหานิยม จึงเป็นที่สะหากันอย่างกว้างขวาง...

 


กำแพงเพชร ได้แก่ วัดพระบรมธาตุ (ตำบลนครชุม อำเภอเมืองกำแพงเพชร)

วัดพระบรมธาตุ ตั้งอยู่ หมู่ที่ 3 นครชุม เมืองกำแพงเพชร กำแพงเพชร พระอารามหลวง วัดพระบรมธาตุ


วัดพระบรมธาตุ อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชรเป็นพระอารามหลวง พ.ศ.๑๗๖๒ สร้างวัดพระบรมธาตุ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี พญาลิไทสร้างเมืองนครชุม ปัจจุบันคือเมืองกำแพงเพชร เดิมเป็นพระเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ 3 องค์ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน พ.ศ. ๒๓๒๙ สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)ได้พบว่า วัดพระบรมธาตุมีพระบรมธาตุบรรจุอยู่ในพระเจดีย์ 3 องค์ พ.ศ. ๒๔๑๔ พระยาตะก่า ชาวกะเหรี่ยงมีจิตศรัทธาจะบูรณะปฎิสังขรณ์พระเจดีย์ใหม่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงพระราชทานอนุญาตให้ปฎิสังขรณ์เปลี่ยนเป็นพระเจดีย์แบบพม่า พระเจดีย์แบบพม่า มีขนาดความยาวด้านละ 15 วา สูงจากฐานถึงยอดฉัตร 38 วา บูรณะเสร็จเรียบร้อย รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสต้น นมัสการวัดพระบรมธาตุ เมืองกำแพงเพชร ในวันเพ็ญเดือน 3

ประเพณีสมโภชพระบรมธาตุ

วันเพ็ญเดือน 3

 

ความสำคัญ

มวลสารวัตถุจากโบราณสถาน และโบราณวัตถุในที่นี้ รัชกาลที่ ๙ ได้นำมาเป็นส่วนประกอบในการทำพระสมเด็จจิตรลดา

 

หนังสืออ้างอิง

• ว่าที่ ร้อยตรี นันทเดช โชคถาวร หนังสือพระสมเด็จจิตรลดา พิมพ์ครั้งที่ 6

• http://www.freewebtown.com/communit/dotvdi1.htm

 


พิจิตร ได้แก่ พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง

 

วัดท่าหลวง ในเมือง เมืองพิจิตร พิจิตร วัดท่าหลวง


วัดท่าหลวง ปัจจุบันชื่อ วัดราชดิตถาราม พระอารามหลวง ชั้นตรี ระดับสามัญ เป็นวัดมหานิกาย เป็นวัดสำคัญของจังหวัดพิจิตร ตั้งอยู่บนถนนบุษบา ตำบลในเมือง เดิมชื่อ ตำบลท่าหลวง อำเภอเมืองพิจิตรจังหวัดพิจิตร

 

สารบัญ

 • 1 ประวัติ

 • 2 ประเพณี

 • 3 ความสำคัญ

 • 4 หนังสืออ้างอิง

 

ประวัติ

พุทธศักราช 2388 รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างวัดท่าหลวง ชื่อของวัดตั้งขึ้นตามชื่อตำบลอันเป็นที่ตั้ง (ในสมัยนั้น) นอกจากนี้วัดท่าหลวงยังมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า วัดราชดิตถาราม แต่ไม่ได้รับความนิยมนำมาใช้เรียกขาน วัดท่าหลวง มีพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร เป็นพระประธานประจำวัด พื้นที่ของวัดมีลักษณะพิเศษคือ ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยมีถนนบุษบาคั่นระหว่างกลางในแนวเหนือ-ใต้ พื้นที่ฝากตะวันออก เป็นเขตพุทธาวาส ประกอบด้วยพระอุโบสถ และศาลาการเปรียญเป็นหลัก ส่วนฝากตะวันตกนั้น ประกอบด้วยเขตสังฆาวาส โรงเรียนปริยัติธรรม เขตประกอบฌาปนกิจ และเขตปฏิบัติธรรมของฆราวาส เป็นหลัก โดยมีการอัญเชิญหลวงพ่อพัตร พระประธานองค์เดิม มาประดิษฐานเป็นพระประธานในพื้นที่ฝากตะวันตก วัดท่าหลวง มีพระพุทธรูปสำคัญ 2 องค์ คือ พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปหลวงพ่อพัตร

 

ประเพณี

วัดท่าหลวงเป็นสถานที่จัดการแข่งขันเรือยาวประเพณีชิงถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ช่วงต้นเดือนกันยายน

 

ความสำคัญ

วัตถุ สสาร จากวัดท่าหลวง ได้นำมาใช้ทำพระสมเด็จจิตรลดา

 

หนังสืออ้างอิง

ว่าที่ ร้อยตรี นันทเดช โชคถาวร หนังสือพระสมเด็จจิตรลดา พิมพ์ครั้งที่ 6 http://www.freewebtown.com/communit/dotvdi1.htm

 


พชรบูรณ์ วัดไตรภูมิ

วัดไตรภูมิ ที่ตั้ง ถนนเพชรรัตน์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประดิษฐานพระพุทธมหาธรรมราชา

 

ระพุทธมหาธรรมราชา

เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิสมัยลพบุรี หล่อด้วยทองสำริด หน้าตักกว้าง 13 นิ้ว สูง 18 นิ้ว สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์แห่งนครธม เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางสิงขรมหาเทวี พระธิดาของพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด (ปัจจุบันคือ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์)

 

http://www.nairobroo.com/images/province/petchaboon/d_1.jpg

 

ความสำคัญ

วัดไตรภูมิ เป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาเป็นเวลานานกว่า ๗๐๐ ปี ตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (ไม่เคยเป็นวัดร้าง) มวลสารวัตถุจากโบราณสถาน และโบราณวัตถุในที่นี้ รัชกาลที่ ๙ ได้นำมาเป็นส่วนประกอบในการทำพระสมเด็จจิตรลดา

 

หนังสืออ้างอิง

• ว่าที่ ร้อยตรี นันทเดช โชคถาวร หนังสือพระสมเด็จจิตรลดา พิมพ์ครั้งที่ 6

 • http://www.freewebtown.com/communit/dotvdi1.htm

 


พชรบูรณ์

าลหลักเมืองเพชรบูรณ์

เสาหลักเมืองเพชรบูรณ์

ประดิษฐานอยู่ที่ศาลเทพารักษ์ หลักเมือง ถนนหลักเมือง ใจกลางเมืองเพชรบูรณ์ เป็นเสมาหินที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนำมาจากเมืองศรีเทพเมื่อปี พ.ศ. 2447 เป็นเสาหลักเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ตำบลตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์





ครสวรรค์

วัดวรนาถบรรพต (วัดเขากบ)

วัดวรนาถบรรพต ปากน้ำโพ เมืองนครสวรรค์ นครสวรรค์ พระอารามหลวง

วัดวรนาถบรรพต (เดิมชื่อ วัดกบ หรือ วัดเขากบ สมัยสุโขทัยชื่อ วัดปากพระบาง) เป็นพระอารามหลวงสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดวรนาถบรรพต ตั้งอยู่ที่ ๑ - ๘๘ ถนนธรรมวิถี ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ สมัยสุโขทัย สร้าง รอยพระพุทธบาทจำลอง เจดีย์ใหญ่ ภายในเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปหินปางนาคปรก สมัยเชียงแสน พระพุทธไสยาสน์ ยาว ๑๐ วาเศษ อุโบสถหลวงพ่อทอง พ.ศ. ๒๔๖๔ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ค้นพบวัดวรนาถบรรพต พญาบาลเมือง สร้างวัดเขากบ มีเจดีย์ วิหาร ขุดตระพัง ปลูกบัวนานาพรรณเพื่อเป็นพุทธบูชา ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ในรามอาวาส สร้างพุทธปฏิมา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่พญารามผู้เป็นน้อง ซึ่งมาสิ้นพระชนม์ลง ณ เมืองพระบาง(ปัจจุบันคือ จังหวัดนครสวรรค์)

 

ความสำคัญ

มวลสารวัตถุจากโบราณสถาน และโบราณวัตถุในที่นี้ รัชกาลที่ ๙ ได้นำมาเป็นส่วนประกอบในการทำพระสมเด็จจิตรลดา

 

หนังสืออ้างอิง

• ว่าที่ ร้อยตรี นันทเดช โชคถาวร หนังสือพระสมเด็จจิตรลดา พิมพ์ครั้งที่ 6

• http://www.freewebtown.com/communit/dotvdi1.htm

 

 

อุตรดิตถ์

วัดพระแท่นศิลาอาสน์

พระอารามหลวง ที่ตั้ง ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล

จังหวัดอุตรดิตถ์

จังหวัดอุตรดิตถ์ 53000

 

ความสำคัญ พระอารามหลวง เป็นที่ประดิษฐานพระแท่นศิลาอาสน์ ปูชนียวัตถุสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์

นิกาย ธรรมยุต

 

วัดพระแท่นศิลาอาสน์ เดิมชื่อ วัดมหาธาตุ ตั้งอยู่ที่บนเนินเขาเต่า บ้านพระแท่น ตำบลทุ่งยั้ง ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ติดกับวัดพระยืนพุทธบาทยุคล ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ซึ่งอยู่บนเนินเขาลูกเดียวกันแต่คนละยอด วัดพระแท่นศิลาอาสน์ เป็นวัดโบราณ ไม่ปรากฎหลักฐานว่าผู้ใดสร้าง และสร้างแต่เมื่อใด ในศิลาจารึกครั้งกรุงสุโขทัยไม่ปรากฎข้อความกล่าวถึงพระแท่นศิลาอาสน์ แต่เพิ่งมีปรากฎในหนังสือพระราชพงศาวดาร ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระองค์ได้เสด็จนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ เมื่อปี พ.ศ. 2283 ได้แสดงว่า พระแท่นศิลาอาสน์ได้มีมาก่อนหน้านี้แล้ว จนเป็นที่เคารพสักการะของคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง และทางราชการได้นำพระแท่นศิลาอาสน์ไปประดิษฐานไว้ในตราสัญญลักษณ์ของจังหวัดอุตรดิตถ์ แสดงถึงความศรัทธาเลื่อมใสและความสำคัญขององค์พระแท่นศิลาอาสน์ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีสังกัดธรรมยุตนิกาย เมื่อปี พ.ศ. 2549

 

พระแท่นศิลาอาสน์

"องค์พระแท่นศิลาอาสน์" ตัวพระแท่นทำด้วยศิลาแลงพระแท่นศิลาอาสน์เป็นพุทธเจดีย์ เช่นเดียวกับพระแท่นดงรัง เป็นที่เชื่อกันมาแต่โบราณว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งห้าพระองค์ในภัทรกัปนี้ ได้เสด็จและจะได้เสด็จมาประทับนั่งบนพระแท่นแห่งนี้ เพื่อเจริญภาวนา และได้ประทับยับยั้งในเวลาที่ตรัสรู้แล้ว เพื่อโปรดสัตว์ ซึ่งแสดงว่าพระแท่นศิลาอาสน์นี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างต่อเนื่อง ในพระพุทธศาสนามายาวนาน ตัวพระแท่นเป็นศิลาแลง มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 8 ฟุต ยาวประมาณ 10 ฟุต สูง 3 ฟุต ที่ฐานพระแท่นประดับด้วยลายกลีบบัวโดยรอบ มีพระมณฑปครอบ อยู่ภายในพระวิหารวัดพระแท่นศิลาอาสน์

 

ความเป็นมา

ภาพถ่ายเก่าพระวิหารหลวงประดิษฐานองค์พระแท่นศิลาอาสน์ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันได้ทำการบูรณะใหม่แล้วหลังจากถูกไฟป่าไหม้ไปเมื่อปี พ.ศ. 2451สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า พระแท่นศิลาอาสน์ อาจมีมาก่อนแล้วช้านาน ก่อนที่พระเจ้าบรมโกศเสด็จไปบูชา เพราะพระแท่นศิลาอาสน์อยู่ริมเมืองทุ่งยั้งซึ่งตั้งมาแต่ครั้งสมัยสุโขทัย และบางทีชื่อทุ่งยั้งนั้นเอง จะเป็นนิมิตให้เกิดมีพระแท่น เป็นที่พระพุทธเจ้าประทับยับยั้ง เมื่อเสด็จผ่านมาทางนั้น ในทางตำนานมีคติที่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จยังประเทศต่าง ๆ ภายนอกอินเดียด้วยอิทธิฤทธิ์ฌานสมาบัติ และได้ประดิษฐานเจดีย์ หรือตรัสพยากรณ์อะไรไว้ในประเทศเหล่านั้น เป็นคติที่เกิดในลังกาทวีป และประเทศอื่นได้รับเอาไปเชื่อถือด้วย จึงเกิดมีเจดีย์วัตถุและพุทธพยาการณ์ ที่อ้างว่าพระพุทธองค์ได้ทรงประดิษฐานเจดีย์ไว้ มากบ้าง น้อยบ้างทุกประเทศ เฉพาะเมืองไทย มีปรากฎในพงศาวดารโดยลำดับมาว่า พบรอยพระพุทธบาท ณ ไหล่เขาสุวรรณบรรพต เมื่อรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม รัชกาลพระเจ้าเสือได้เสด็จไปบูชาพระพุทธฉาย ณ เขาปัถวี และพระเจ้าบรมโกศ เสด็จไปบูชาพระแท่นศิลาอาสน์

 

บานประตูวัดพระแท่นศิลาอาสน์บานเก่า ปัจจุบันได้ถูกไฟไหม้ไปหมดแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2451มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า นายช่างที่สร้างวิหาร วัดพระแท่นศิลาอาสน์ วัดพระฝาง และวัดสุทัศน์ เป็นนายช่างคนเดียวกัน บานประตูเก่าของพระวิหารเป็นไม้แกะสลักฝีมือดี แกะไม้ออกมาเด่น เป็นลายซ้อนกันหลายชั้น แม่ลายเป็นก้านขด ปลายเป็นรูปภาพต่าง ๆ เป็นลายเดียวกับลายบานมุขที่วิหารพระพุทธชินราช อาจสร้างแต่ครั้ง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระเจ้าบรมโกศ ทรงพระราชศรัทธา ให้ทำประตูมุขตามลายเดิมถวายแทน แล้วโปรดให้เอาบานเดิมนั้น ไปใช้เป็นบานวิหารวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ประตูวิหารเก่าบานดังกล่าวได้ถูกไฟไหม้ไปเมื่อ วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2451 เป็นไฟป่าลุกลามไหม้เข้ามาถึงวัด ไฟไหม้ครั้งนั้น เหลือกุฎิซึ่งประดิษฐานหลวงพ่อธรรมจักรอยู่เพียงหลังเดียว ต่อมาพระยาวโรดมภักดี เจ้าเมืองอุตรดิตถ์ ได้เรี่ยไรเงินสร้างและซ่อมแซมวิหาร ภายในวิหารมีซุ้มมณฑปครอบพระแท่นศิลาอาสน์ไว้

 

งานเทศกาลนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์

ปัจจุบันงานเทศกาลนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ จัดขึ้นทุกปีโดยเริ่มวันงาน ตั้งแต่ วันขึ้น 8 ค่ำ ถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน สามประเพณี ทำบุญไหว้พระแท่นศิลาอาสน์มีมานานหลายชั่วอายุคนแล้ว มีผู้มาสักการะบูชาทั้งในเทศกาลและนอกเทศกาลตลอดปี พุทธศาสนิกชนมีความเชื่อว่า การได้มาสักการะบูชาพระแท่นศิลาอาสน์ จะได้รับอานิสงส์สูงสุด และเช่นเดียวกับพระพุทธบาทสระบุรี พุทธศาสนิกชนผู้มีความศรัทธา จะขวนขวายมานมัสการให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ตอนเหนือจังหวัดอุตรดิตถ์ จะพยายามเดินทางมานมัสการ พระแท่นศิลาอาสน์ แม้ว่าหนทางจะทุรกันดารเพียงใดก็ไม่ย่อท้อถอย และเห็นว่า เป็นการได้สร้างบุญกุศลที่มีค่าควร การมานมัสการ จะกระทำทุกครั้งที่เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันมาฆบูชา ณ วันเพ็ญ เดือน สาม

 

ปัจจุบันทางวัดได้เปิดพระวิหารให้พุทธศาสนิกชนผู้ศรัทธาไปสักการะองค์พระแท่นศิลาอาสน์ทุกวันงานเทศกาลนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ ณ วันเพ็ญ เดือนสาม อันเป็นวันมาฆบูชา จะเริ่มตั้งแต่ วันขึ้น 8 ค่ำ ถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน สาม บรรดาพระภิกษุสงฆ์จะธุดงค์มาปักกลดพักแรมที่บริเวณใกล้วัด เมื่อถึงวันมาฆบูชา เวลาประมาณ 19.30 น. พระภิกษุสงฆ์จะเข้าไปในพระวิหาร แล้วสวดพระพุทธมนต์ มีพระธรรมจักรกัปปวัตตสูตร เป็นต้น เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ก็ออกมาให้ศีลให้พรแก่ผู้ที่มานมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ ในตอนเช้าของทุกวันในระหว่างเทศกาล บรรดาพระสงฆ์ที่ธุดงค์มานมัสการ พระแท่นศิลาอาสน์ จะเดินทางเข้าไปบิณฑบาตรตามหมู่บ้าน และบรรดาชาวบ้านจะนำอาหารมาถวายที่วัดอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อพระฉันอาหารเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็จะแบ่งปันอาหารร่วมรับประทานด้วยกัน รวมทั้งผู้ที่เดินทางมานมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ด้วย นับว่าเป็นการทำบุญกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี

 

เนื่องจากพระบรมธาตุทุ่งยั้ง และวัดพระยืนพุทธบาทยุคล มีอาณาบริเวณอยู่ติดต่อกัน จึงจัดงานประจำปีพร้อมกันกับวัดพระแท่นศิลาอาสน์ เป็นเวลา 8 วัน 8 คืน ทำให้พุทธศาสนิกชนที่มาในงานเทศกาลนี้ได้ นมัสการพระบรมธาตุ และพระพุทธบาทด้วย เป็นการได้นมัสการพระพุทธเจดียสถาน อันเป็นที่เคารพสักการะ ได้ครบถ้วนในโอกาสเดียวกัน ยากจะหาที่ใดเสมอเหมือน

 

 

อุตรดิตถ์

วัดพระบรมธาตุ

วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง 

อยู่ที่หมู่ 3 บ้านทุ่งยั้ง ตำบลทุ่งยั้ง จากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปตามทางหลวงหมายเลข 102 ประมาณ 3 กิโลเมตรจะมองเห็นวัดอยู่ทางซ้ายมือ วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่อยู่ติดถนนใหญ่สายบรมอาสน์ ใกล้กับวัดพระยืนพุทธบาทยุคล และวัดพระแท่นศิลาอาสน์ เดิมชื่อว่า "วัดมหาธาตุ" ภายในพระบรมธาตุทุ่งยั้งซึ่งเก่าแก่มาก เป็นเจดีย์ทรงลังกา บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า องค์พระธาตุนี้เป็นเจดีย์แบบลังกาทรงกลมฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม 3 ชั้น ฐานล่างมีเจดีย์องค์เล็กๆ เป็นบริวารอยู่ 4 มุม ฐานชั้นที่ 3 มีซุ้มคูหา 4 ด้าน สันนิษฐานว่าได้บูรณะขึ้นภายหลัง



อุตรดิตถ์

วัดท่าถนน (พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร)

วัดท่าถนน สำราญรื่น ท่าอิฐ เมืองอุตรดิตถ์ อุตรดิตถ์ วัดราษฎร์

 

วัดท่าถนน เดิมชื่อ วัดวังเตาหม้อ อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟอุตรดิตถ์ ประดิษฐานหลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์ 1 หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์ ในบริเวณวัดมีอาคารศิลปะตะวันตก สร้างเมื่อ พ.ศ. 2474 เป็นโรงเรียนปริยัติธรรมและภาษาบาลีของพระภิกษุสามเณรในเมือง มีลักษณะสถาปัตยกรรมสวยงาม และอุโบสถซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งได้รับยกย่องว่าสวยงามที่สุดในจังหวัดอุตรดิตถ์

 

สารบัญ

• 1 หลวงพ่อเพชร

o 1.1 ประวัติหลวงพ่อเพชร

o 1.2 อัญเชิญไปวัดเบญจมบพิตร

1.3 อัญเชิญกลับมาจังหวัดอุตรดิตถ์

 

หลวงพ่อเพชร

หลวงพ่อเพชรเป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร ศิลปเชียงแสนสิงห์หนึ่ง หน้าตักกว้าง 32 นิ้ว มีพุทธลักษณะงดงามมาก ชาวอุตรดิตถ์นับถือว่า เป็นพระพุทธสำคัญประจำเมือง มีงานนมัสการประจำปีในวันกลางเดือนสี่ของทุกปี ประวัติหลวงพ่อเพชร เมื่อปี พ.ศ. 2436 หลวงพ่อด้วง เจ้าอาวาสวัดหนองไม้ อำเภอหนองโพ ซึ่งเป็นอำเภอเมืองอุตรดิตถ์

 

ปัจจุบันจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้เดินทางผ่านวัดร้างแห่งหนึ่งเป็นวัดโบราณ พบจอมปลวกขนาดใหญ่แห่งหนึ่งรูปร่างรูปแหลมผิดกลับจอมปลวกทั่วไป จึงได้เอาไม้เคาะปลายแหลมที่เป็นยอดของจอมปลวกนั้นจนดินหลุดออก เห็นเกศพระพุทธรูปโผล่ออกมา หลวงพ่อด้วงจึงสั่งให้พระและลูกศิษย์วัดที่ร่วมเดินทางไปด้วยช่วยกันขุดดิน จอมปลวกออก ก็พบพระพุทธรูปขนาดค่อนข้างใหญ่ ฝังอยู่ในจอมปลวกแห่งนั้น จึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นั้นไปไว้ที่วัดหนอนไม้ ต่อมาหลวงพ่อด้วงเห็นว่า วัดหมอนไม้ไม่มีพระอุโบสถที่จะประดิษฐานพระพุทธรูปได้อย่างเหมาะสม ประกอบกับมีประชาชนที่ทราบข่าวพระพุทธรูปองค์นี้ ได้มากราบไหว้บูชาสักการะเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น ยังอาจมีปัญหาเรื่องโจรผู้ร้าย จึงพิจารณาเห็นว่า หากเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ไปประดิษฐานที่วัดวังเตาหม้อ (คือวัดท่าถนนในปัจจุบัน) ซึ่งมีหลวงพ่อเพชรเป็นเจ้าอาวาสอยู่ วัดแห่งนี้มีพระอุโบสถ และตั้งอยู่ในที่ชุมนุมชน สะดวกแก่การไปนมัสการของประชาชน ท่านจึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐานไว้ที่วัดวังเตาหม้อ และถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า หลวงพ่อเพชร อัญเชิญไปวัดเบญจมบพิตร ปี พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงสร้างวัดเบญจมบพิตร ได้มีการรวบรวมพระพุทธรูปที่เก่าแก่และสวยงาม ที่อยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ มาประดิษฐานไว้ที่วัดเหล่านี้ พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร มีพุทธลักษณะงาม ก็ได้รับเลือกสรรให้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดเบญจมบพิตร พร้อมกับพระพุทธรูปองค์อื่น ๆ จากทั่วราชอาณาจักร การที่ต้องนำหลวงพ่อเพชรไปจากวัดลังเต้าหม้อทำให้เจ้าอาวาสเสียใจมาก จึงได้ออกจากวัดธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ สุดท้ายได้มรณภาพบนภูเขาในป่า บ้านนาตารอด ตำบลบ้านด่าน อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

 

อัญเชิญกลับมาจังหวัดอุตรดิตถ์

พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร กลับคืนไปประดิษฐานไว้ที่วัดวังเตาหม้อตามคำขอของชาวเมืองอุตรดิตถ์ ดังข้อความซึ่งปรากฎอยู่ที่ฐานของพระพุทธรูป " หลวงพ่อเพชร " ว่า "พระพุทธรูปองค์นี้ เมื่อ ร.ศ.๑๑๙ พระจุลจอมเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้อัญเชิญจาก วัดท่าถนนไปไว้ วัดเบญจมบพิตร ครั้น ร.ศ. ๑๒๙ หลวงนฤบาล ( จะพันยา ) อัญเชิญกลับมาไว้ วัดท่าถนน " เหตุที่ทรงรับสั่งให้นำหลวงพ่อเพชรมาคืนชาวอุตรดิตถ์ครั้งนี้มี มีคำบอกเล่ามาว่าเทวดาประจำองค์หลวงพ่อได้ไปเข้าสุบินสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงว่า อยากกลับอุตรดิตถ์ พระองค์จึงทรงทำตามพระสุบินนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2473 พระครูธรรมกิจจาภิบาล ร่วมกับประชาชนชาวเมืองอุตรดิตถ์ได้ช่วยกันสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ และอัญเชิญพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชรมาประดิษฐานไว้ในพระวิหาร เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาสักการะบูชาได้สะดวก ปัจจุบันหลวงพ่อเพชรประดิษฐานอยู่ในวิหารทางด้านทิศเหนือของอุโบสถ

 

ที่ตั้ง ถนนสำราญรื่น ตำบลท่าอิฐ

อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ 53000 ความสำคัญ วัดเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองจังหวัดอุตรดิตถ์ นิกาย มหานิกาย

 

หลวงพ่อเพชร

หลวงพ่อเพชร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยเชียงแสนรุ่นแรก ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารของวัดท่าถนน ตลาดบางโพ อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ วัดท่าถนนเดิมชื่อวัดวังเตาหม้อ เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

 

ปี พ.ศ. 2436 หลวงพ่อด้วง เจ้าอาวาสวัดหนองไม้ อำเภอหนองโพ ซึ่งเป็นอำเภอเมืองอุตรดิตถ์

 

ปัจจุบัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้เดินทางผ่านวัดร้างแห่งหนึ่งเป็นวัดโบราณ พบจอมปลวกขนาดใหญ่แห่งหนึ่งรูปร่างรูปแหลมผิดกลับจอมปลวกทั่วไป จึงได้เอาไม้เคาะปลายแหลมที่เป็นยอดของจอมปลวกนั้นจนดินหลุดออก เห็นเกศพระพุทธรูปโผล่ออกมา หลวงพ่อด้วงจึงสั่งให้พระและลูกศิษย์วัดที่ร่วมเดินทางไปด้วยช่วยกันขุดดินจอมปลวกออก ก็พบพระพุทธรูปขนาดค่อนข้างใหญ่ ฝังอยู่ในจอมปลวกแห่งนั้น จึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นั้นไปไว้ที่วัดหนอนไม้

 

ต่อมาหลวงพ่อด้วง เห็นว่า วัดหนอนไม้ไม่มีพระอุโบสถที่จะประดิษฐานพระพุทธรูปได้อย่างเหมาะสม ประกอบกับมีประชาชนที่ทราบข่าวพระพุทธรูปองค์นี้ ได้มากราบไหว้บูชาสักการะเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น ยังอาจมีปัญหาเรื่องโจรผู้ร้าย จึงพิจารณาเห็นว่า หากเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ไปประดิษฐานที่วัดวังเตาหม้อ (คือวัดท่าถนนในปัจจุบัน) ซึ่งมีหลวงพ่อเพชรเป็นเจ้าอาวาสอยู่ วัดแห่งนี้มีพระอุโบสถ และตั้งอยู่ในที่ชุมนุมชน สะดวกแก่การไปนมัสการของประชาชน ท่านจึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐานไว้ที่วัดวังเตาหม้อ และถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า หลวงพ่อเพชร

 

พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ทรงสร้างวัดเบญจมบพิตร ได้มีการรวบรวมพระพุทธรูปที่เก่าแก่และสวยงาม ที่อยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ มาประดิษฐานไว้ที่วัดเหล่านี้ พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร มีพุทธลักษณะงาม ก็ได้รับเลือกสรรให้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดเบญจมบพิตร พร้อมกับพระพุทธรูปองค์อื่น ๆ จากทั่วราชอาณาจักร การที่ต้องนำหลวงพ่อเพชรไปจากวัดลังเต้าหม้อทำให้เจ้าอาวาสเสียใจมาก จึงได้ออกจากวัดธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ สุดท้ายได้มรณภาพบนภูเขาในป่า บ้านนาตารอด ตำบลบ้านด่าน อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

 

พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร กลับคืนไปประดิษฐานไว้ที่วัดวังเตาหม้อตามคำขอของชาวเมืองอุตรดิตถ์ เมื่อปี พ.ศ. 2473 พระครูธรรมกิจจาภิบาล ร่วมกับประชาชนชาวเมืองอุตรดิตถ์ได้ช่วยกันสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ และอัญเชิญพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชรมาประดิษฐานไว้ในพระวิหาร เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาสักการะบูชาได้สะดวก

พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนรุ่นแรก ที่เรียกกันว่าพระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์หนึ่ง หล่อด้วยทองสำริด ปางมารวิชัย ชายสังฆาฎิสั้น ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร หน้าตักกว้าง 32 นิ้ว สูง 41 นิ้ว มีพุทธลักษณะงามมาก ชาวอุตรดิตถ์ถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำเมือง มีงานนมัสการประจำปีในวันกลางเดือนสี่ของทุกปี

 


นครราชสีมา

ศาลหลักเมืองนครราชสีมา

 


นครราชสีมา

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2476 ตั้งอยู่หน้าประตูชุมพล ซึ่งเป็นประตูเมืองเก่าทางด้านทิศตะวันตก อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำ สูง 1.85 เมตร หนัก 325 กิโลกรัม ประดิษฐานอยู่บนไพทีสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง สูง 2.5 เมตร แต่งการด้วยเครื่องยศพระราชทาน มือขวากุมดาบ ปลายดาบจรดพื้น มือซ้ายท้าวสะเอว หันหน้าไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงเทพฯ ฐานอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิของท้าวสุรนารี เป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียง

     

ท้าวสุรนารี มีนามเดิมว่า คุณหญิงโม เป็นภรรยาปลัดเมืองนครราชสีมา ท่านให้สร้างวีรกรรมไว้ให้แก่ประเทศชาติเมื่อ ปี พ.ศ. 2369 โดยสามารถรวบรวมชาวบ้านเข้าสู้รบและต่อต้านกองทัพของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ไม่ให้มาตีกรุงเทพฯ เป็นผลสำเร็จ พระบาmสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาคุณหญิงโมเป็นท้าวสุรนารี และเพื่อเป็นการระลึกถึงคุณความดีของท่าน ชาวเมืองนครราชสีมาได้พร้อมใจกันจัดงานเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารีขึ้น ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม ถึงวันที่ 3 เมษายน ของทุกปี

ท้าวสุรนารี ท้าวสุรนารีเป็นวีรสตรีของชาติไทย ท่านมีชื่อเดิมว่าโม เกิดที่เมืองนครราชศรีมาเมื่อพ.ศ. 2314 เป็นธิดาของนายกลีบกับนาบุญมา ต่อมาได้สมรสกับพระยาปลัดเมืองนครราชศรีมา ( ทองคำ ) จึงมีบรรดาศักดิ์เป็นคุณหญิง เรียกกันว่า คุณหญิงโม คุณหญิงโมได้แสดงความสามารถให้เป็นที่ปรากฎ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในปีพ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงศ์ผู้ปกครองเวียงจันทร์ คิดแยกตนเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อไทยจึงยกกองทัพมาทางตะวันออกเฉียงเหนือจนมาถึงนครราชศรีมา ขณะเจ้าเมืองกับพระยาปลัดไปราชการที่ บุขันธ์ ( เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ ) เจ้าอนุวงศ์ได้หรอกชาวเมืองว่า กรุงเทพมีศึกมาประชิดพระนครจะยกกองทัยไปช่วย ชาวเมืองจึงไม่ได้ต่อต้านแต่เจ้าอนุวงศ์กับกวาดต้านชาวเมืองและสะเบียงอาหารให้ทหารคุมไปเวียงจันทร์ ในบรรดาผู้ที่ถูกหรอกมีคุณหญิงโมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงโมรู้ว่าถูกหรองจึงออกอุบายให้พวกทหารเดินทางช้าลงจนถึงทุ่งสัมฤทธิ์ ( อำเภอพิมาย ) คุณหญิงโมจึงให้พวกผู้หญิงที่ถูกต่อต้านไปแสดงท่าทางเอาอกเอาใจพวกทหารจนพวกทหารตายใจ ทหารเลยส่งมีดให้เมื่อได้มีดมาก็ตัดไม้เสี่ยมให้แหลมคมเพื่อเป็นอาวุธและคุณหญิงได้ว่างแผนให้หญิงสาวดูแลพวกทหาร ครั้งพวกทหารเมามายจึงให้สัญญาณให้ใช้อาวุธที่เตรียมไว้ฆ่าทหารการต่อสู้ของคุณหญิงโมและพวกทำให้กองทหารพ่ายแพ้อย่างยับเยิน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบคว้ากล้าหาญของคุณหญิงโมจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น " ท้าวสุรนารี " และจัดสร้างอนุสาวรีย์ของเท้าสุรนารีอยู่ที่หน้าประชุมพล จังหวัดนครราชสีมา

 

 

ครราชสีมา

ราสาทหินพิมาย อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย เป็นหนึ่งในอุทยานประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ในตัวอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วยโบราณสถานสมัยอาณาจักรขอมที่ใหญ่โตและงดงาม

ประวัติ

เมืองพิมายเป็นเมืองที่สร้างตามแบบแผนของศิลปะขอม มีลักษณะเป็นเวียงสี่เหลี่ยม ชื่อ พิมาย น่าจะมาจากคำว่า วิมาย หรือ วิมายปุระ ที่ปรากฏในจารึกภาษาขอมบนแผ่นหินตรงกรอบประตูระเบียงคดด้านหน้าของปราสาท จากหลักฐานศิลาจารึกและศิลปะสร้างบ่งบอกว่า ปราสาทหินพิมายคงเริ่มสร้างขึ้นสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ในฐานะเทวสถานของศาสนาพราหมณ์ รูปแบบของศิลปะเป็นแบบบาปวนผสมผสานกับศิลปะนครวัด ซึ่งหมายถึงปราสาทนี้ได้ถูกดัดแปลงมาเป็นสถานที่ทางศาสนาพุทธในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เมื่ออิทธิพลของวัฒนธรรมขอมเริ่มเสื่อมลงหลังรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ และมีการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยในเวลาต่อมา เมืองพิมายคงจะหมดความสำคัญลง และหายไปในที่สุด เนื่องไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับเมืองพิมายเลยในสมัยสุโขทัย ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทหินพิมายเป็นโบราณสถาน และได้จัดตั้งเป็น อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ในวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๒ โดยได้ดำเนินการปรับปรุงจัดตั้งถึง ๑๓ ปี ร่วมมือกันระหว่างกรมศิลปากร และประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ - ๒๕๓๒ ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ พระราชดำเนิน เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอุทยาน โบราณสถาน ตัวอุทยานตั้งอยู่ฟากทิศตะวันออกของแม่น้ำมูล บนพื้นที่ ๑๑๕ ไร่ วางแผนเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๕๖๕ เมตร ยาว ๑,๐๓๐ เมตร ลักษณะพิเศษของปราสาทหินพิมาย คือ ปราสาทหินแห่งนี้สร้างหันหน้าไปทางทิศใต้ ต่างจากปราสาทหินอื่นๆที่มักหันไปทางทิศตะวันออก สันนิษฐานว่าเพื่อให้หันรับกับเส้นทางตัดมาจากเมืองยโศธรปุระ เมืองหลวงในสมัยนั้นของขอม ซึ่งเข้ามาสู้เมืองพิมายทางทิศใต้

 


ครราชสีมา

วัดศาลาทอง

วัดศาลาทอง หัวทะเล เมืองนครราชสีมา นครราชสีมา วัดราษฎร์


วัดศาลาทอง

วัดศาลาทอง หัวทะเล เมืองนครราชสีมา นครราชสีมา วัดราษฎร์

เป็นที่ตั้งของวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่บ้านหัวทะเล ตำบลหัวทะเล วัดศาลาทองเป็นวัดธรรมยุติเก่าแก่ตั้งอยู่บนเนิน เดิมบริเวณวัดเป็นป่าทึบและมีพระพุทธรูปนั่งองค์ใหญ่ ปางเลไลย์ ทำจากหิน ต่อมาจึงได้สร้างพระอุโบสถครอบไว้ ในวัดนี้เดิมมีพระบรมสารีริกธาตุซึ่งอัญเชิญมาจากเชียงตุง 4 องค์ ต่อมาอีก 2 องค์ ถูกอัญเชิญไปบรรจุในเจดีย์ที่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน กรุงเทพฯ เหลือเพียง 2 องค์ จึงได้สร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่ครอบพระเจดีย์องค์เดิมไว้ ในทุกๆปี จะมีเทศกาลตรุษสงกรานต์ได้มีพิธีไหว้พระพุทธรูปเป็นประจำ



ครราชสีมา

วัดพนมวันท์

วัดทองพนมวัน ตั้งอยู่ หมู่ที่ 2 หลุ่งประดู่ ห้วยแถลง นครราชสีมา วัดราษฎร์


วัดพนมวันท์ วัดทองพนมวัน ตั้งอยู่ หมู่ที่ 2 หลุ่งประดู่ ห้วยแถลง นครราชสีมา วัดราษฎร์



ราสาทหินพนมวัน

ปราสาทหินพนมวัน ตั้งอยู่ หมู่ที่ 2 หลุ่งประดู่ ห้วยแถลง นครราชสีมา ปราสาทหินพนมวัน ตั้งอยู่ที่บ้านมะค่า ตำบลโพธิ์ เดินทางไปตามถนนสายโคราช- ขอนแก่น ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวาไปตาม ทางราดยางอีก 5 กิโลเมตร เป็นโบราณสถานสมัยขอม สร้างราว พุทธศตวรรษที่ 16-17 เพื่อเป็นเทวสถาน ต่อมาภายหลังดัดแปลง เป็นพุทธสถานตัวปราสาทหินพนมวัน สร้างเป็นปรางค์มีฉนวน (ทางเดิน) ติดต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมยาว 25.50 เมตร กว้าง 10.20 เมตร พระปรางค์มีประตูซุ้ม 3 ด้าน ซุ้มประตูด้านทิศเหนือ ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางประธานอภัย 1 องค์ ลักษณะศิลปะอยุธยา รอบปราสาทเป็นลานกว้างมีระเบียงคดก่อด้วยหิน กว้าง 54 เมตร ยาว 63.30 เมตร ประกอบด้วยประตูทางเข้า 4 ทิศ



ครราชสีมา

าลเจ้าแม่บุ่ง

 

 

ครราชสีมา

าลเจ้าพ่อไฟ



ครราชสีมา

าลเจ้าพ่อวัดแจ้ง ศาลเจ้าพ่อวัดแจ้ง

วัดแจ้ง วัดนี้เป็นวัดโบราณคู่บ้านคู่เมืองสมัยเริ่มสร้างเมืองโคราช อยู่ในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา



ครราชสีมา

าลเจ้าพ่อพระยาสี่เขี้ยว



ชัยภูมิ

ระปรางค์กู่ สร้างด้วยศิลาแลงล้อมรอบ ภายในมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่ มีเศียรเทวดาอิทธิพลศิลปะขอมทับหลังที่กรอบประตูทางด้านทิศเหนือสลักเป็นรูปไตรรัตนมหายาน ปัจจุบันเป็นโบราณสถานที่สำคัญ และมีสภาพสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด ตั้งอยู่ที่บ้านหนองบัว ตำบลในเมือง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ลักษณะเป็นปรางค์กู่ฐานสี่เหลี่ยม ก่อด้วยศิลาแลงวางซ้อนกันจากฐานถึงยอด ภายในบรรจุพระพุทธรูปดินเผา ห่างจากศาลากลางจังหวัดชัยภูมิประมาณ 1 กิโลเมตร

 

พ.ศ. 1724 - 1763 พระไภษชัยคุรุไวฑูรย์ประภา สร้างพระปรางค์กู่

 

พระปรางค์กู่เป็นปรางค์ศิลาแลงทั้งหลัง มีประตูเข้าทางทิศตะวันออก อีกสามด้านเป็นประตูหลอก มีกำแพงรูปสี่เหลี่ยม

 

พระปรางค์กู่ มีความหมายว่า พระพุทธเจ้าผุ้ทรงการแพทย์ คือ ผุ้ประทานความสุขเกษมและความไม่มีโรคให้แก่ประชาชน


เมืองชัยภูมิเป็นเมืองเก่าแก่มาแต่สมัยขอมเรืองอำนาจซึ่งถือว่าเป็นเมืองผ่านของขอม มีหลักฐานหลงเหลืออยู่คือ ปรางค์ศิลาหลายแห่ง เช่น ปรางค์ภู่ พระธาตุหนองสามหมื่น พระธาตุกุดจอก เป็นต้น

 

สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมืองชัยภูมิปรากฏในทำเนียบแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราชว่าเป็นเมืองขึ้นกับเมือง นครราชสีมา แต่ต่อมาคนได้อพยพออกไปตั้งหลักแหล่งทำมาหากินที่อื่นและ ได้ถูกปล่อยทิ้ง ไว้เป็นเมืองร้าง เมืองชัยภูมิปรากฏชื่ออีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวคือเมื่อ พ.ศ. 2360 นายแล ข้าราชสำนักเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทร์ ได้อพยพครอบครัวและพรรคพวกเดินทางข้ามลำน้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านหนองน้ำขุ่น (หนองอีจาน) ซึ่งอยู่ในบริเวณท้องที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมาปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2362 เมื่อมีคนอพยพมาอยู่มาก นายแลจึงย้ายชุมนุมมาตั้งใหม่ที่โนนน้ำอ้อมบ้านชีลอง นายแลได้ส่งส่วยเจ้าอนุวงศ์ได้ความดีความชอบได้รับแต่งตั้งเป็น "ขุนภักดีชุมพล" ในปี พ.ศ. 2365 นายแลได้ย้ายเมืองอีกครั้งหนึ่งเนื่องจากที่เดิมกันดารน้ำ มาตั้งใหม่บริเวณหนองปลาเฒ่า และหนองหลอด เรียกว่าบ้านหลวงหันมาขึ้นต่อเมืองนครราชสีมา และส่งส่วยถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ยอมขึ้นต่อเจ้าอนุวงศ์ ณ กรุงเวียงจันทร์อีกต่อไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านหลวงเป็นเมืองชัยภูมิและตั้งขุนภักดีชุมพล (แล) เป็น "พระยาภักดีชุมพล" เจ้าเมืองคนแรก

 

ต่อมาเจ้าอนุวงศ์ได้ก่อการกบฏยกทัพเข้ามาหมายจะตีกรุงเทพฯ โดยหลอกหัวเมืองต่างๆ ที่เดินทัพมาว่าจะมาช่วยกรุงเทพฯ รบกับอังกฤษจนกระทั่งเจ้าอนุวงศ์สามารถยึดเมืองนครราชสีมาได้เมื่อ พ.ศ. 2369 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นต่อมาเมื่อความแตกเจ้าอนุวงศ์ก็ได้กวาดต้อนผู้คนชาวเมืองนครราชสีมา เพื่อนำไปเมืองเวียงจันทร์ เมื่อไปถึงทุ่งสัมฤทธิ์ หญิงชายชาวเมืองที่ถูกจับโดยการนำของคุณหญิงโม ภรรยาเจ้าเมืองนครราชสีมาได้ลุกฮือขึ้นต่อสู้พระยาภักดีชุมพล เจ้าเมืองชัยภูมิพร้อมด้วยเจ้าเมืองใกล้เคียง ได้ยกทัพออกไปสมทบกับคุณหญิงโมตีกระหนาบทัพเจ้าอนุวงศ์แตกพ่ายไป

ฝ่ายกองทัพลาว ส่วนหนึ่งล่าถอยจากเมืองนครราชสีมา เข้ายึดเมืองชัยภูมิไว้ และเกลี้ยกล่อมให้พระยาภักดีชุมพล (แล) เข้าร่วมเป็นกบฏด้วย แต่พระยาภักดีชุมพลไม่ยอมร่วมด้วยจึงจับ

 

  พระยาภักดีชุมพลฆ่าเสียที่ต้นมะขามใหญ่ริมหนองปลาเฒ่า ซึ่งต่อมาชาวบ้านได้ระลึกถึงพระคุณท่าน จึงได้พร้อมใจกันสร้างศาลขึ้น ณ บริเวณนั้น บัดนี้ทางราชกาลได้สร้างศาลขึ้นใหม่เป็นศาลาทรงไทย ชื่อว่า "ศาลาพระยาภักดีชุมพล (แล) " มีรูปหล่อของท่านอยู่ภายในเป็นที่เคารพกราบไหว้ถือว่าเป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ อยู่ห่างจากที่ตั้งศาลากลางจังหวัดประมาณ 3 กิโลเมตร

 

 

ชัยภูมิ

ระธาตุกุดจอก (อำเภอเกษตรสมบูรณ์) พระธาตุกุดจอก พระธาตุกุดจอก ตั้งอยู่ หมู่ที่2 ตำบลบ้านยาง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัด ชัยภูมิ ชัยภูมิเป็นเมืองเก่าตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจมีหลักฐานที่ยังปรากฏอยู่ คือ ปรางค์ศิลาหลายแห่ง เช่น ปรางค์กู่ พระธาตุหนองสามหมื่น พระธาตุกุดจอก เป็นต้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ชัยภูมิปรากฎในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่าเป็น เมืองขึ้นกับเมืองนครราชสีมา ต่อมาผู้คนได้อพยพออกไปตั้งชื่ออีกครั้งในสมัยราชการที่ 2 แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์เมื่อปี พ.ศ. 2360 นายแล ข้าราสำนักเจ้าอนุวงศ์แห่งกรุงเวียงจันทร์ ได้อพยพครอบครัวและพรรคพวก เดินทางข้ามลำน้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านหนองน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในบริเวณท้องที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ในปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2362 เมื่อคนอพยพมาอยู่มาก นายแลจึงย้ายชุมชนมาตั้งใหม่ที่โนนน้ำอ้อม บ้านชีลอง นายแลได้รับการแต่งตั้งเป็น " ขุนภักดีชุมพล" ในปี พ.ศ. 2365 นายแลได้ย้ายเมืองอีกครั้ง เนื่องจากที่เดิมกันดารน้ำมาก มาตั้งใหม่บรอเวณหนองปลาเฒ่า และหนองหลอด เรียกว่า หนองหลอด หันมาขึ้นต่อเมืองนครราชสีมาและส่งส่วยถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ยอมขึ้นต่อเจ้าอนุวงศ์ อีกต่อไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านหลวง เป็นเมืองชัยภูมิ และตั้งขุนภักดีชุมพล(แล) เป็น "พระยาภักดีชุมพล" เป็นเจ้าเมืองคนแรกนับตั้งแต่นั้นมา





 


ชัยภูมิ

ระธาตุหนองสามหมื่น (อำเภอภูเขียว)

วัดพระธาตุหนองสามหมื่น ตั้งอยู่ หมู่ที่1 บ้านแก้ง ภูเขียว ชัยภูมิ วัดราษฎร์


พระธาตุหนองสามหมื่น เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญและน่าสนใจมากแห่งหนึ่งของชัยภูมิ ตั้งอยู่ที่บ้านแก้ง จากตัวเมืองชัยภูมิเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอำเภอภูเขียวไปจนถึงบ้านหนองสองห้องระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2055 อีก 9 กิโลเมตรถึงบ้านแก้งและแยกซ้ายไปวัดพระธาตุหนองสามหมื่นอีกประมาณ 5 กิโลเมตร พระธาตุหนองสามหมื่น เรียกชื่อตามหนองน้ำ ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัด เป็นพระธาตุที่มีลักษณะสวยงาม และสมบูรณ์ที่สุดองค์หนึ่ง ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใดแต่จากลักษณะทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่ปรากฏ เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างศิลปล้านนา ล้านช้าง และอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 21-22 ในสมัยพระไชยเชษฐาธิราชแห่งราชอาณาจักรลาว

พระธาตุหนองสามหมื่นมีลักษณะเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ตั้งอยู่บนฐานเขียงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีความสูงประมาณ 45 เมตร มีบันไดทางขึ้นทั้งสี่ด้าน เหนือฐานเขียงเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงายรองรับองค์พระธาตุ ซึ่งมีซุ้มทั้งสี่ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึง และปางลีลา ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า รูปแบบดังกล่าวอาจเปรียบเทียบได้กับพระธาตุอื่นๆ ทั้งในนครเวียงจันทน์และในเขตไทย เช่น พระธาตุวัดเทพพล เมืองเวียงคุก จังหวัดหนองคาย พระธาตุศรีเมือง นครเวียงจันทน์ เป็นต้น

จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าบริเวณนี้เคยเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่สมัยทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 ปรากฏร่องรอยของคูน้ำ คันดิน และโคกเนินโบราณสถานหลายแห่ง โบราณวัตถุสำคัญที่พบทั้งในและนอกเขตคูเมืองหลายชิ้นได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่วัด เช่น กลุ่มใบเสมาหินทราย บางแผ่นก็มีจารึกอักษรปัลลวะภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-14 และมีแผ่นหนึ่งนำไปตั้งเป็นหลักเมืองประจำอำเภอภูเขียวด้วย นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมรูปเคารพอีก 2 ชิ้น สภาพชำรุดชิ้นหนึ่งคล้ายเศียรพระพุทธรูปนาคปรกในศิลปะขอมแบบบายน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 พระธาตุหนองสามหมื่น เป็นพระธาตุที่มีลักษณะสวยงามและสมบูรณ์ ที่สุดองค์หนึ่ง ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่จาก ลักษณะสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างล้านนา ล้านช้างและอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้าง ขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ ในสมัยพระไชยเชษฐาธิราชแห่งราชอาณาจักรลาว นอกจากนี้ บริเวณ ที่ตั้งพระธาตุหนองสามหมื่นแต่เดิม เคยเป็นเมืองโบราณสมัยทวาราวดีที่มีขนาดใหญ่เมืองหนึ่ง อายุราว พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ เนื่องจากปรากฏร่องรอยของคูน้ำคันดิน และโคกเนินโบราณสถานหลายแห่ง รวมทั้งโบราณวัตถุหลายชิ้น เช่น กลุ่มใบเสมาหินทราย

ประเพณีรำผีฟ้า เป็นการรำบวงสรวงเป็นกลุ่มๆ ที่ภูพระ ซึ่งมีพระเจ้าองค์ตื้อ เป็นพระพุทธรูปแกะสลักหินทราย สูงประมาณ 2 เมตร ชาวบ้านเชื่อว่า มีความศักดิ์สิทธิ์มาก การรำบวงสรวงนี้ จะมีขึ้นในระหว่างวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 5 คือเดือนเมษายน และในวันเข้าพรรษา วันออกพรรษา ซึ่งจะมีประชาชนไปทำบุญเป็นจำนวนมาก

 


ชัยภูมิ

 

ระพุทธรูปพระเจ้าองค์ตื้อ เขาภูพระ วัดศิลาอาส์น (ตำบลนาเสียว อำเภอเมืองชัยภูมิ)

วัดศิลาอาสน์

วัดศิลาอาสน์ ภูพระ ตั้งอยู่ที่บ้านนาไก่เซา ตำบลนาเสียว ห่างจากตัวเมืองชัยภูมิภายบริเวณวัดมีเพิงผาหินซึ่งมีภาพจำหลักกลุ่มพระพุทธรูป อันเป็นที่มาของชื่อ ภูพระ และเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านมาช้านาน ประกอบด้วยพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร หน้าตักกว้าง 5 ฟุต สูง 7 ฟุต พระหัตถ์ขวาวางอยู่ที่พระเพลา พระหัตถ์ซ้ายพาดอยู่ที่พระชงฆ์ (พระหัตถ์อยู่ในท่าตรงข้ามกับปางมารวิชัย) เรียกกันว่า พระเจ้าตื้อ มีพระพุทธรูปหินทรายขนาดเล็กสูง 7 นิ้วลักษณะเดียวกันอีก 1 องค์ตั้งวางอยู่ด้านหน้า ใกล้กันมีพระพุทธรูปอีก 7 องค์จำหลักรอบเสาหินทราย ประทับนั่งเรียงแถว ปางสมาธิ 5 องค์ ปางเดียวกับพระเจ้าตื้อ 2 องค์ พระพุทธรูปเหล่านี้มีพุทธลักษณะเป็นแบบพระพุทธรูปอู่ทอง มีอายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-19 ร่วมสมัยอยุธยาตอนต้น ทุกปีมีงานนมัสการพระพุทธรูปที่ภูพระในกลางเดือน 5 เริ่มต้นวันขึ้น 14 ค่ำ รวม 3 วัน



ชัยภูมิ

 

จ้าพ่อพญาแล (อำเภอเมืองชัยภูมิ)

 

 

บุรีรัมย์

ราสาทเขาพนมรุ้ง (อำเภอประโคนชัย)

ราสาทหินเขาพนมรุ้ง

ตั้งอยู่ที่หมู่ 2 บ้านดอนหนองแหน ตำบลตาเป็ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นปราสาทหินที่อายุหลายพันปี มีความงดงาม เป็นศิลปะขอมโบราณ การก่อสร้างโดยแรงงานของคนและเป็นทีรู้จักแพร่หลาย จากกรณีทับหลังนารายณ์บรรทมสินธ์ ถูกลักพาไปยังเมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ปราสาทหินพนมรุ้ง บุรีรัมย์ อยู่ในอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งอยู่บริเวณปากปล่องภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย มีอายุการก่อสร้างและใช้เป็นเทวสถานต่อเนื่องกันมาหลายสมัย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมหันมานับถือพุทธศาสนามหายาน เทวสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นพุทธสถานลัทธิมหายาน ในช่วงนั้นบันไดทางขึ้นช่วงแรกทำเป็นตะพักสามชั้นผ่านขึ้นมาสู่พลับพลาชั้นแรก จากนั้นเป็นทางเดินซึ่งมีเสานางเรียงอยู่สองข้างทางเดินเป็นระยะๆ ทางเดินนี้ทอดไปสู่สะพานนาคราชทางด้านทิศเหนือของทางเดินมีพลับพลาสร้างด้วยศิลาแลงหลังหนึ่งเรียกว่าเป็นโรงช้างเผือก สุดสะพานนาคราชเป็นบันไดทางขึ้นสู่ปราสาท ซึ่งเป็นชานพักเป็นระยะๆ รวมห้าชั้น สุดบันไดเป็นชานชาลาลาดลงกว้าง ซึ่งมีทางนำไปสู่สะพานนาคราชหน้าประตูกลางของระเบียงคด อันเป็นเส้นทางหลักก่อนที่จะผ่านเข้าสู่ลานชั้นในของปราสาทและจากประตูนี้ยังมีสะพานนาคราชรับอยู่อีกช่วงหนึ่งก่อนถึงปรางค์ประธาน ปรางค์ประธานเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของลานปราสาทชั้นใน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม มีมณฑปคือห้องโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเชื่อมอยู่ด้านหน้า ที่ส่วนประกอบของปรางค์ประธานตั้งแต่ฐานผนังด้านบนและด้านล่าง เสาประดับกรอบประตู เสาติดผนัง ทับหลัง หน้าบัน ซุ้มชั้นต่างๆ ตลอดจนกลีบขนุน ล้วนสลักลวดลายประดับด้วยลวดลายดอกไม้ ใบไม้ ภาพฤาษี เทพประจำทิศ เทพธิดา และภาพคติความเชื่อทางศาสนา อาทิ ภาพนารยณ์บรรทมสินธุ์ ศิวนาฎราช ที่ทับหลังและหน้าบันด้านหน้าปรางค์ประธาน ลักษณะของลวดลายและรายละเอียดอื่นๆ ทำให้สามารถกำหนดได้ว่า ปราสาทประธานพร้อมด้วยบันไดทางขึ้นและสะพานนาคราชสร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 17 ภายในลานชั้นในในด้านตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทประธานมีปรางค์ขนาดเล็กองค์หนึ่งไม่มีหลังคา จากหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฎ เช่น ภาพสลักที่หน้าบัน ทับหลัง ทำให้สันนิษฐานได้ว่าปรางค์องค์นี้สร้างขึ้นก่อนปรางค์ประธานอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 นอกจากนั้นยังมีฐานปรางค์ก่อนด้วยอิฐ ซึ่งมีอายุเก่ากว่าอยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปรางค์ประธานอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 และมีอาคารก่อด้วยศิลาแลงอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ประธาน มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ร่วมสมัยกับอาคารที่เรียกกันว่า โรงช้าเผือก



บุรีรัมย์

ราสาทเมืองต่ำ (อำเภอประโคนชัย)

ปราสาทเมืองต่ำ ตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง หมู่ 6 และ หมู่ 9 ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

ราสาทเมืองต่ำเป็นประสาทอิฐ กำแพงแก้วและซุ้มประตูทำด้วย หินทราย ส่วนกำแพงด้านนอกทำด้วยศิลาแลง เนินปราสาทเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีสระน้ำล้อมรอบ ความเด่นของปราสาทเมืองต่ำ คือ มีการจำหลักส่วนต่าง ๆ ด้วยลวดลายอันประณีตสวยงาม อยู่ใกล้กับโบราณสถานที่สำคัญหลายอย่าง เช่น สระน้ำขนาดใหญ่ที่คนขุดขึ้นในสมัยสร้างปราสาท ซึ่งมีขนาดกว้างประมาณ 510 เมตร ยาวประมาณ 1090 เมตร ขอบสระกรุด้วยศิลาแลงสอบลงไปถึงพื้นดินเดิม สระนี้มีน้ำขังอยู่ตลอดปี (บริษัทสุรามหาราช จำกัด 2540:229-231)

   ที่เรียกชื่อว่า ปราสาทเมืองต่ำ เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่พื้นที่ราบ เมื่อเทียบกับปราสาทเขาพนมรุ้งซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา ปราสาทเมืองต่ำ เป็นศาสนาสถาน ศิลปะขอมแบบบาปวน อายุประมาณ พ.ศ. 1551-1630 หรือราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 (กรมศิลปากร 2536:127-130) ลักษณะของปราสาทมีองค์ประกอบ ดังนี้

   1. ปรางก่ออิฐ 5 องค์ เรียงเป็น 2 แถว แถวหน้า 3 องค์ แถวหลัง 2 องค์ ตั้งอยู่บนฐานชั้นเดียว แผนผังของปรางค์เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ตัวปรางค์ก่อด้วยอิฐขัดเรียบ

  แถวหน้า

• ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่ตรงกลางเยื้องมาข้างหน้าเล็กน้อย ระหว่างปรางค์บริวารทั้งสองมีขนาดใหญ่กว่าปรางค์บริวารอีก 4 องค์ ทับหลังเป็นหินทราย จำหลักภาพเทวะนั่งยกเข่าซ้ายอยู่บนแท่นเหนือเศียรเกียติมุข ส่วนบนของทับหลังจำหลักภาพฤาษีนั่งประนมมือเป็นแถว จำนวน 7 ตน • ปรางค์ด้านทิศเหนือ มีขนาด 4.40X4.40 เมตร มีประตูทางด้านทิศตะวันออก ทับหลังหินทรายจำหลักภาพพระอิศวรทรงโคนนทิ พระหัตถ์ซ้ายอุ้มนางปราพตี พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูลโคนนทีนี้ยืนอยู่บนแท่นเหนือเศียรเกียรติมุขซึ่งคายท่อนพวงมาลัย ขอบบนสุดจำหลักภาพฤาษีนั่งรัดเข่าประนมมือ จำนวน 10 ตน • ปรางค์ด้านทิศใต้ มีขนาด 4.40X4.40 เมตร มีประตูทางด้านทิศตะวันออก ทับหลังหินทราย จำหลักภาพเทวะนั่งชันเข่าขวาอยู่เหนือเศียรเกียรติมุข ซึ่งคายท่อนพวงมาลัยออกมาทั้งสองข้าง ขอบบนของทับหลังจำหลักภาพฤาษีนั่งจำนวน 9 ตน

   แถวหลัง

• ปรางค์ด้านทิศเหนือ มีขนาด 4X4 เมตร ประตูอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ทับหลังหินทรายจำหลักภาพพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ • ปรางค์ด้านทิศใต้ มีขนาด 4X4 เมตร ประตูอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ทับหลังหินทรายจำหลักภาพพระอรุณนั่งชันเข่าในซุ้มเหนือแท่นซึ่งมีหงส์ 3 ตัว ยืนแบกอยู่เหนือเศียรเกียรติมุขที่กำลังคายท่อนพวงมาลัยออกมาทั้งสองด้าน

  2. ระเบียงคดและซุ้มประตู ก่อด้วยอิฐ มีขนาด ประมาณ 38.60X38.60 เมตร มีซุ้มประตูทั้ง 4 ด้าน ก่อด้วยหินทราย ระเบียงคดนี้ลักษณะเป็นห้องแบบระเบียงคดทั่วไป หลังคาเป็นหินทรายทำเป็นรูปประทุนเรือ มีประตู 3 ด้านพื้นของซุ้มประตูยกสูงขึ้นจากพื้นลานโดยรอบ ประตูกลางซึ่งเป็นประตูหลักมีขนาดประมาณ 2.10X1.15 เมตร ด้านข้างของซุ้มประตูทำเป็นช่องหน้าต่างทึบด้านละ 2 ช่อง ด้านนอกติดลูกกรงลูกมะหวด

   ที่หน้าบันซุ้มประตูด้านทิศตะวันออกด้านนอกจำหลักภาพเทวะนั่งชันเข่า อยู่เหนือเศียรเกียรติมุข เหนือขึ้นไปเป็นนาค 5 เศียรครอบ 2 ชั้น ทั้ง 2 ข้าง ทับหลังหินทรายจำหลักภาพเกียรติมุขคายท่อนพวงมาลัยออกมาทั้ง 2 ข้าง

เสากรอบประตูกลางจำหลักภาพสิงห์ยืนเท้าสะเอวจับพุ่มกนกและโคนเสาเป็นภาพฤาษีนั่งยอง ๆ ประนมมือ

ที่หน้าบันซุ้มประตูด้านทิศตะวันออกด้านในจำหลักภาพสิงห์ท่ามกลาง ลิง และช้าง ประดับด้วยลวดลายพันธุ์พฤกษา ทับหลังจำหลักภาพพระกฤษณะตอนปราบนาคกาลียะ

  3. สระน้ำ ตั้งอยู่ที่ลานขนาด 10X10 เมตร รอบนอกระเบียบคดทั้ง 4 ด้าน สระน้ำทั้ง 4 สระนี้มีขนาดประมาณ 20X40 เมตร กรุพื้นสระด้วยหินทรายซ้อนเป็นชั้น ๆ ปากผายก้นสอบ ที่มุมขอบสระทุกมุมทำเป็นตัวพญานาคชูคอ สองข้างบาทวิถี ระหว่างซุ้มประตูระเบียงคดกับซุ้มประตูกำแพงทุกด้านมีบันไดลงสู่สระน้ำอยู่ทั้งสองข้างทาง เหนือบันไดทำเป็นเสาซุ้มประตูทั้งสองข้างปัจจุบันล้มลงทั้งหมด

   4. กำแพงแก้วและซุ้มประตู ตั้งอยู่รอบนอกห่างจากสระน้ำประมาณ 10 เมตร กำแพงแก้วก่อด้วยศิลาแลงเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 140X114.50 เมตร บนสันกำแพงเซาะเป็นรางตื้น ๆ สำหรับวางท่อหินสี่เหลี่ยมสี่ด้านทำเป็นซุ้มประตูจตุรมุข มีประตูด้านละ 3 ช่องมุงหลังคาด้วยหินทรายโค้งเป็นรูปประทุนเรือ ทับหลังหินทรายเหนือประตูของซุ้มประตูด้านทิศตะวันออก จำหลักภาพพระกฤษณะปราบนาคกาลียะที่ซุ้มประตูด้านทิศตะวันตกมีร่องรอยแสดงว่ายังตกแต่งลวดลายไม่เสร็จ ระหว่างประตูทั้ง 3 ช่อง เป็นหน้าต่างหลอกติดลูกกรงลูกมะหวดเลียบกำแพงศิลาแลง มีทางเท้าปูด้วยก้อนศิลาแลง ขนาดกว้าง 1 เมตรรอบทุกด้าน

 

ะเลเมืองต่ำ

 

ทะเลเมืองต่ำ หรือสระบารายที่บ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่ขุดขึ้นมาในสมัยที่สร้างปราสาท อยู่ห่างจากตัวปราสาทเมืองต่ำไปทางทิศเหนือราว 200 เมตร สร้างขึ้นเพื่อการอุปโภค การชลประทานของชุมชน มีขนาดกว้างประมาณ 510 เมตร ยาวประมาณ 1,090 เมตร ลึกประมาณ 3 เมตร ก่อขอบสระด้วยศิลาแลง 3 ชั้น บนขอบสระด้านยาว คือ ด้านทิศเหนือและทิศใต้มีท่าน้ำเป็นชานกว้าง ขนาดกว้างประมาณ 6.90 เมตร ยาว 17 เมตร ปูพื้นด้วยศิลาแลงลาดลงไปยังฝั่งน้ำ ซึ่งก่อบันไดท่าน้ำเป็นทางลงสระรวม 5 ขั้น ท่าน้ำทั้ง 2 ฟากนี้อยู่ในแนวตรงกันประมาณกึ่งกลางของขอบสระ (กรมศิลปากร 2540:70)

 

บางรายแห่งนี้น่าจะมีทางรับน้ำด้านทิศตะวันตกจากเขาปลายนัด (ไปรนัด) และเขาพนมรุ้ง ตรงบริเวณที่เรียกว่า สะพานขอม และระบายน้ำออกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงใต้

 

ความโดดเด่นของปราสาทเมืองต่ำ นอกจากจะได้ชมสถาปัตยกรรมและศิลปะที่สวยงามของโบราณสถานแห่งนี้แล้ว ยังได้ชมหมู่บ้านที่ตั้งเรียงรายเป็นกลุ่มอยู่กับปราสาทนี้ด้วย ชาวบ้านอยู่ที่นี่มานานจนมีความรู้สึกว่าปราสาทคือส่วนหนึ่งของชุมชน การดำเนินชีวิตของชาวบ้านโคกเมืองสัมพันธ์กับความงามของปราสาท กลายเป็นความสงบร่มเย็นน่าสนใจไม่น้อย

 

การเดินทางไปปราสาทเมืองต่ำ ไปได้หลายทาง ส่วนใหญ่ใช้เส้นทางบุรีรัมย์-นางรอง-พนมรุ้ง เข้าไปปราสาทเมืองต่ำระยะทางแยกเข้าไปประมาณ 83 กิโลเมตร หรือจะไปเส้นทางบุรีรัมย์-ประโคนชัย เข้าประสาทเมืองต่ำ ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร อีกเส้นทางหนึ่งคือ สายประโคนชัย-บ้านกรวด ซึ่งเป็นเส้นแยกสายตะโก-พนมรุ้ง-ละหานทรายก็ได้ (แผนที่)

 


บุรีรัมย์

าลหลักเมืองบุรีรัมย์




บุรีรัมย์

าลเทพารักษ์เจ้าพ่อวังกรูด (อำเภอสตึก)

 

 

สุรินทร์

ลวงพ่อพระชีว์ วัดบูรพาราม

วัดบูรพาราม

วัดบูรพาราม ตั้งอยู่ หมู่ที่ 4 ตากูก กิ่ง อำเภอเขวาสินรินทร์ สุรินทร์ วัดราษฎร์ หลวงพ่อพระชีว์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๔ ศอก ประดิษฐาน ณ วัดบูรพาราม ถนนกรุงศรีใน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ใกล้ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ หลวงพ่อพระชีว์หรือหลวงพ่อประจีองค์นี้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด คาดว่าสร้างขึ้นมาพร้อมกับวัดบูรพาราม นับเป็นปูชนียวัตถุที่ชาวสุรินทร์เคารพบูชา ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของเมืองสุรินทร์

ประวัติวัดบูรพาราม อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ วัดบูรพาราม เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี มีอายุประมาณกว่า ๒๐๐ ปี เท่าๆ กับอายุของเมืองสุรินทร์ สร้างโดยพระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง (ปุม) เจ้าเมืองสุรินทร์คนแรก สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๐๐-๒๓๓๐ โดยประชาชนร่วมกันสร้างขึ้น เรียกชื่อว่า "วัดบูรพ์" เดิมเป็นวัดมหานิกาย เป็นวัดเก่าแก่มีพัฒนาการที่ยาวนานตามยุคตามสมัย ต่อมาใน ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสโสอ้วน) ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑล ได้อนุมัติให้วัดบูรพ์เป็นวัดในสังกัดคณะธรรมยุต และได้นิมนต์พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดุลย์ อตุโล) ซึ่งปฏิบัติธุดงค์กรรมฐานอยู่ ให้มาประจำอยู่ที่วัดบูรพาราม ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส และร่วมเป็นคณะพระสังฆาธิการ ความสำคัญต่อชุมชน วัดบูรพาราม ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นวัดสำคัญของจังหวัดสุรินทร์ ด้วยความศรัทธา ดังนี้ (๑.) หลวงพ่อพระชีว์ พระพุทธรูปโบราณถือว่าเป็นพระประจำเมืองสุรินทร์ ประดิษฐานในพระวิหารจตุรมุข ภายในวัดบูรพาราม (๒.) พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดุลย์ อตุโล) เคยประจำอยู่ ณ วัดบูรพาราม ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๗ จนกระทั่งมรณภาพ พ.ศ. ๒๕๒๖ ชื่อเสียงและเกียรติคุณของท่านแผ่ไพศาลไปทั่วสารทิศ ในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมสายพระกัมมัฏฐาน ทั้งพระภิกษุและฆราวาสให้การยอมรับว่า หลวงปู่ดุลย์ อตุโล เป็นองค์เดียวที่มีความรู้ลึกซึ้งในเรื่องของจิต จนกระทั่งได้รับสมญาว่าเป็นบิดาแห่งภาวนาจิต เส้นทางเข้าสู่วัดบูรพาราม วัดบูรพารามตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ จึงมีเส้นทางเข้าออกได้หลายเส้นทาง ได้แก่ ถนนกรุงศรีใน ถนนธนสาร และถนนหลักเมือง วัดบูรพารามตั้งอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ วัดบูรพาราม ตั้งอยู่ หมู่ที่ 4 ตากูก กิ่ง อำเภอเขวาสินรินทร์ สุรินทร์ วัดราษฎร์ วัดสว่างบูรพาราม ตั้งอยู่ หมู่ที่1 บ้านแจนแวน ตำบลแจนแวน กิ่ง อำเภอศรีณรงค์ สุรินทร์ วัดราษฎร์ วัดบูรพาราม ตั้งอยู่ หมู่ที่ 3 หนองเมธี ท่าตูม สุรินทร์ วัดราษฎร์ วัดใต้บูรพาราม ตั้งอยู่ หมู่ที่ 1 รัตนบุรี รัตนบุรี สุรินทร์ วัดราษฎร์ วัดบูรพาราม ตั้งอยู่ หมู่ที่ 3 หนองบัวทอง รัตนบุรี สุรินทร์ วัดราษฎร์




รีสะเกษ

วัดมหาพุทธาราม

วัดมหาพุทธาราม เมืองเหนือ เมืองศรีสะเกษ ศรีสะเกษ วัดราษฎร์

วัดมหาพุทธาราม

ตั้งอยู่ ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นวัดราษฎร์ มีวิหารซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองและเป็นที่เคารพสักการะของชาวศรีสะเกษคือ "หลวงพ่อโต" เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางมารวิชัย มีความสูงจากฐานถึงยอดเกศ ๖.๘๕ เมตร หน้าตักกว้าง ๓.๕๐ เมตร เดิมเป็นพระพุทธรูปศิลาจำหลัก สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยขอมซึ่งมีอายุร่วมพันปีมาแล้วแต่มาสร้างเพิ่มเติมขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด มีวิหารซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน"หลวงพ่อโต" ชึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางมารวิชัย มีความสูงจากฐานถึงยอดเกศ 6.85 เมตร หน้าตักกว้าง 3.50 เมตร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของชาวศรีสะเกษ

 


รีสะเกษ

าลหลักเมืองศรีสะเกษ

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองศรีสะเกษ ตั้งอยู่ที่สี่แยกถนนเทพาตัดกับถนนหลักเมือง ในจังหวัดศรีสะเกษ ห่างจากศาลากลางจังหวัดเพียงเล็กน้อย เดิมมีสภาพชำรุดทรุดโทรมไม่เหมาะแก่การประกอบพิธีกรรม ต่อมาในปี พ.ศ. 2529 ทางจังหวัดจึงได้ก่อสร้างศาลหลักเมืองขึ้นใหม่ ลักษณะเป็นแบบจตุรมุข ประดับด้วยหินอ่อนและกระจกสีอย่างงดงามเสาหลักเมืองทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ลักษณะเสาหัวเม็ดทรงมัณฑ์ นับเป็นศาลหลักเมืองที่สวยงามแห่งหนึ่งในประเทศไทย



อุบลราชธานี

วัดมหาวนาราม พระพุทธรูปพระเจ้าอินทร์แปลง

วัดมหาวนาราม ในเมือง เมืองอุบลราชธานี อุบลราชธานี พระอารามหลวง วัดมหาวนาราม วัดมหาวนาราม เดิมชื่อว่า วัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดป่าใหญ่ เป็นพระอารามหลวง เป็นวัดเก่าแก่และถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่บนถนนสรรพสิทธิ์ ดำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี วัดนี้ เหตุที่มีการสร้าง คือ เมื่อพระปทุมวรราชสุริยวงศ์(ท้าวคำผง)เจ้าเมืองอุบลราชธานีคนแรก ได้ก่อสร้างเมืองอุบลราชธานีบริเวณริมฝั่งแม่น้ำมูลแล้ว ก็ได้ก่อสร้าง วัดขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำมูล ตั้งชื่อว่า วัดหลวง เพื่อให้เป็นสถานที่บำเพ็ญกุศลแก่ประชาชนทั่วไป (ถือว่าเป็นวัดแห่งแรกของเมืองอุบลฯ) หลังจากก่อสร้างวัดหลวงแล้วก็ได้นิมนต์ พระธรรมโชติวงศา ซึ่งเป็นพระมหาเถระและพระภิกษุสามเณร ให้มาอยู่จำพรรษา เพื่อสนองศรัทธาของประชาชน เมื่อพระมหาเถระได้เข้ามาอยู่จำพรรษาแล้วท่านเห็นว่า วัดนี้เป็นวัดบ้าน หรือ ฝ่ายคามวาสี ตั้งอยู่กลางใจเมือง ไม่เหมาะแก่การปฏิบัติสมณธรรมวิปัสสนากรรมฐาน จึงได้แสวงหาสถานที่ใหม่ โดยพิจารณาเห็นว่า ป่าดงอู่ผึ้ง ห่างจากวัดหลวงไปทางทิศเหนือประมาณ 100 เส้น มีหนองน้ำ ชื่อว่า หนองสะพัง เป็นสถานที่อันสงบวิเวก เหมาะแก่การตั้งเป็นสำนักสงฆ์ฝ่ายวิปัสนากรรมฐาน หรือฝ่ายอรัญญาวาสี จึงได้ก่อตั้งขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ (พ.ศ. 2322 ) ขึ้น ชื่อว่า วัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ เพื่อให้คู่กับวัดหลวงซึ่งก่อตั้งขึ้นก่อนแล้วนั้น แต่ก็ยังไม่ทันได้ตั้งเป็นวัดให้เรียบร้อยสมบูรณ์ เจ้าเมืองคือ พระปทุม วรราชสุริยวงศ์ (ท้าวคำผง) ก็ได้ถึงแก่อนิจกรรมลงเสียก่อน (พ.ศ.2338) ต่อมา เจ้าเมืองคนที่ 2 คือ พระพรหมวรราชสุริยะวงศ์(ท้าวทิดพรหม)ได้มาก่อสร้างวิหารอารามในวัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ เมื่อ พ.ศ.2348 หลังจากนั้น อีก 2 ปี (พ.ศ.2350) ได้ยกฐานะเป็นวัดและให้ถือเป็นวัดประจำเจ้าเมืองคนที่สองด้วย ให้ชื่อว่า วัดป่าหลวงมณีโชติ แต่ชาวบ้านเรียกว่า วัดหนองตะพัง หรือหนองสระพัง ตามชื่อหนองน้ำที่อยู่ใกล้เคียง (มีหลักฐานการสร้างวัดอยู่ที่ ศิลาจารึก ซึ่งตั้งอยู่ข้างหลัง(ด้านซ้าย)ของพระเจ้าใหญ่อินทร์แปงระบุปีที่สร้างวัดนี้ ตรงกับ พ.ศ. 2350) โดยมีพระมหาราชครูศรีสัทธรรมวงศาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก และเป็นผู้สร้างพระพุทธรูปพระอินแปง หรือ พระเจ้าใหญ่อินทร์แปง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วัดมหาวันหรือวัดป่าใหญ่ และได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งตามสมัยนิยมเรียกว่า วัดมหาวนาราม (เมื่อปี พ.ศ. 2484) แต่ความหมายของวัด ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม คือ แปลว่า ป่าใหญ่ นั่นเอง วัดนี้ได้รับพระราชทานโปรดเกล้า ฯ ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2521 ปูชนียวัตถุที่สำคัญของวัดนี้ คือ พระเจ้าใหญ่อินทร์แปง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง ลักษณะศิลปะลาว ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 3 เมตร สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี 5 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งตามตำนาน มีเรื่องเล่าขานต่อ ๆ กันมาว่า มีอยู่ด้วยกัน 3 องค์







อุดรธานี

าลเทพารักษ์กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม

าลหลักเมืองอุดรธานี

ศาลเจ้าหลักเมืองอุดรธานี หรือ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอุดรธานี ตั้งอยู่บริเวณทุ่งศรีเมือง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ได้เริ่มสร้างเสาหลักเมือง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๒ โดยได้ทำพิธีอัญเชิญดวงพระวิญญาณของ พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม มาสิงสถิต ณ เสาหลักเมือง ซึ่งทำด้วยไม้คูณ และใต้เสาหลักเมืองมีแผ่นยันต์และมีแก้วแหวน เงิน ทอง ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ตัวเสาหลักเมืองยาว ๕ เมตร เศษ และฝังลึกลงไป ๓ เมตร ใน ปี พ.ศ.๒๕๔๒ ได้มีการสร้างศาลหลักเมืองหลังใหม่แทนหลังเดิมที่ทรุดโทรมไป ตัวอาคารศาลหลักเมืองเป็นแบบสถาปัตยกรรมอีสาน ศาลหลักเมืองหลังใหม่ตั้งอยู่ด้านหน้าของศาลหลักเมืองเดิม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พระนามเดิม พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดาสังวาลย์ ธิดานายศัลยวิชัย ( ทองคำ ณ ราชสีมา ) ทรงเป็นพระเจ้าลูกเธอองค์ที่ ๒๕ ในรัชกาลที่ ๔ ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันเสาร์ เดือน ๕ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช ๑๒๑๘ ตรงกับวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๙ เมื่อสมโภชเดือนแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ เพราะในวันประสูติมีผู้นำทองคำก้อนใหญ่ ซึ่งขุดได้ที่ตำบลบางสะพานในเวลานั้นได้เข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย ทรงถือว่าเป็นศุภนิมิตมงคลสำหรับพระเจ้าลูกเธอพระองค์นี้ พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ ทรงมีพระอนุชา พระขนิษฐาในเจ้าจอมมารดาเดียวกันอีก ๓ พระองค์คือ • พระองค์เจ้าชายทองแถมถวัลยวงศ์ (ภายหลังได้รับสถาปนาเป็นกรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒ ต้นสกุล ทองแถม ) • พระองค์เจ้าชายเจริญรุ่งราษี • พระองค์เจ้าหญิงกาญจนากร พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ ทรงเริ่มการศึกษาวิชาอักษรไทย และบาลี กับพระองค์เจ้ากฤษณา หม่อมเจ้าหญิงจอ และพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม) และทรงศึกษาภาษาต่างประเทศกับ นางเลียวโนเว็น และ นายแป็ตเตอสัน จนสามารถตรัส และเขียนภาษาอังกฤษได้ดี ทรงผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ และเสด็จไปประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ และประทับที่วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม และได้ศึกษาพระธรรมวินัยกับสมเด็จพระสังฆราช (สา) เมื่อลาสิกขาแล้วทรงศึกษาวิชากฎหมายจากขุนหลวงไกรศรี (หนู) แล้วเข้ารับราชการเป็นนักเรียนศาลฎีกาในสมัยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระเทเวศร์วัชรินทร์ เป็นอธิบดีศาลฎีกา เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๑๘ ได้เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ขึ้นในประเทศไทย "ท่านทอง" พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ ได้ทรงคำนวนการเกิดสุริยุปราคาถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คณะนักดาราศาสตร์อังกฤษได้ตั้งค่ายสังเกตสุริยุปราคาที่แหลมเจ้าลาย จังหวัดเพชรบุรี นักดาราศาสตร์เหล่านี้ไม่สามารถถ่ายภาพสุริยุปราคาไว้ได้ คงมีแต่ภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ และถูกบันทึกอยู่ในตำราดาราศาสตร์ ในนามของ Prince Tong พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงกรม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๔ เป็นกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ทรงเป็นกำลังสำคัญของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการรักษาดินแดนไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส ครั้งวิกฤต ร.ศ. ๑๑๒ ทรงเป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายใต้ปราบปรามกบฏจีนฮ่อในมณฑลลาวพวนจนสงบราบคาบ ในเวลาต่อมา ทรงดำรงตำแหน่งข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการมณฑลฝ่ายเหนือ พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้ทรงตั้งกองบัญชาการมณฑลลาวพวนที่ บ้านหมากแข้ง ทรงสร้างความเจริญ จากหมู่บ้านชนบทจนเป็นเมืองอุดร และต่อมาได้ยกฐานะเป็นจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. ๒๔๔๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ทรงดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม สิ้นพระชมน์ ณ วังตรอกสาเก เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๗ โรคอันตะ (ไส้ใหญ่ ) พิการ สิริพระชันษาได้ ๖๘ พรรษา ทรงเป็นต้นราชสกุล ทองใหญ่



วัดมัชฌิมาวาส

วัดมัชฌิมาวาส หมากแข้ง หมากแข้ง เมืองอุดรธานี อุดรธานี พระอารามหลวง

 

วัดมัชฌิมาวาส จังหวัดอุดรธานี

วัดมัชฌิมาวาส โดยได้รับพระราชทานบรมราชานุญาตสถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2507

 

ประวัติ

พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม สมัยดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงใหญ่ ผู้สำเร็จราชการหัวเมืองลาวพวน ได้้ทรงสร้างวัดร้างโนนหมากแข้งขึ้น แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า"วัดมัชฌิมาวาส" เมื่อราว พ.ศ. 2436 พร้อมกับการสร้าง เมืองอุดรธานีขึ้น วัดมัชฌิมาวาสจึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นวัดที่เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองอุดรฯจนตราบเท่าทุกวันนี้ ก่อนจะมาเป็นวัดมัชฌิมาวาส วัดมัชฌิมาวาสเป็นวัดร้างมาก่อน จะร้างเมื่อไร ด้วยเหตุไร และชื่อว่าวัดอะไรมาก่อนนั้น ไม่มีใครรู้ แต่หลักฐานที่พอให้ทราบได้ว่าเป็นวัดร้างนั้น ก็มีอยู่ 2 อย่าง คือ มีเจดีย์ศิลาแลงตั้งอยู่ที่โนน (เนิน) ประชาชนเล่าสืบกันมา ว่าเจดีย์นั้นได้ครอบหรือคร่อมตอหมากแข้งขนาดใหญ่ และมีพระพุทธรูปหินขาว ปางนาคปรก (ปัจจุบัน คือ หลวงปู่นาค) อยู่ภายในเจดีย์ ปัจจุบัน พระพุทธรูปหินขาว ปางนาคปรก ก็ได้นำมาประดิษฐานไว้ที่หน้าพระอุโบสถ ให้ชาวอุดรฯและจังหวัดใกล้เคียงได้สักการะบูชา กันมาจนถึงทุกวันนี้ และกลายเป็นพระพุทธรูปที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์คู่วัดมัชฌิมาวาสตลอดมา

 

สถานที่ตั้ง

วัดมัชฌิมาวาส ตั้งอยู่บนเนื้อที่ทั้งหมด 15 ไร่ 1 งาน มีถนนล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านทิศตะวันออก ติดกับถนนหมากแข้ง และถนนดุษฎี ด้านทิศใต้ ติดกับถนนวัฒนา ด้านทิศเหนือ ติดกับถนนโพนพิไสย อยู่ใกล้กับสถานที่ราชการหลายแห่ง คือ ใกล้ศาลจังหวัดอุดรธานี โดยห่างจากศาลจังหวัดอุดรธานทีเพียง 40 เมตรเท่านั้น ใกล้กับสถานีกาชาดที่ ๙ และสาธารณสุขจังหวัด ประมาณ 30 เมตร ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 120 เมตร ด้านหลังติดกับโรงเรียนเทคนิคอุดรธานี โดยห่างกันเพียง 30 เมตร ห่างจากสำนักงานเทศบาลเมืองอุดรธานี ประมาณ 250 เมตร และตั้งอยู่ในย่านกลางของคุ้มต่าง ๆ คือ คุ้มบ้านห้วย คุ้มบ้านโนน คุ้มหมากแข้ง คุ้มทุ่งสว่าง และคุ้มบ้านคอกวัว เว็บวัดมัชฌิมาวาส

 

http://www.watmutchimawat.com/index.html

 

เว็บที่เกี่ยวข้องกับผู้สร้างวัด http://www.mod.go.th/sana.html

 

แหล่งข้อมูลอื่น

พิกัดภูมิศาสตร์ 17.21804? N 103.07141? E

 

 

นองคาย

ระธาตุบังพวน

วัดพระธาตุบังพวน ตั้งอยู่ หมู่ที่ 3 พระธาตุบังพวน เมืองหนองคาย หนองคาย วัดราษฎร์

 

พระธาตุบังพวน

วัดพระธาตุบังพวน เป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่ที่ 172 หมู่ 3 ตำบลพระธาตุบังพวน อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคายสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย พระธาตุบังพวนมีเนื้อที่ 102 ไร่ เจดีย์พระธาตุบังพวน เป็นเจดีย์ 4 เหลี่ยม สร้างด้วยศิลาแลง อิฐดินเผา พ.ศ. 2210 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา โบราณวัตถุภายในวัดพระธาตุบังพวน ได้แก่ พระพุทธรูปใหญ่ 1 องค์ พระนาคปรก 1 องค์ ศิลาจารึก 1 หลัก พระธาตุบังพวน พระปรางค์ 3 องค์ เจดีย์เล็ก 7 องค์

 

ความสำคัญ

มวลสารวัตถุจากโบราณสถาน และโบราณวัตถุในที่นี้ รัชกาลที่ ๙ ได้นำมาเป็นส่วนประกอบในการทำพระสมเด็จจิตรลดา

 

แหล่งข้อมูลอื่น

พิกัดภูมิศาสตร์ 17.74503? N 102.68109? E

 

 

 

นองคาย

ระพุทธรุปหลวงพ่อใส วัดโพธิ์ชัย

 

วัดโพธิ์ชัย

สารบัญ

• 1 วัดโพธิ์ชัย

• 2 ประวัติ

• 3 ความสำคัญ

4 หนังสืออ้างอิง

 

วัดโพธิ์ชัย

วัดโพธิ์ ตั้งอยู่ที่ 873 ถนนประจักษ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ มหานิกาย พุทธศักราช 2481 พระเศียรของหลวงพ่อพระใส ถูกขโมยตัดเอาไปขายจึงต้องประกอบพิธีหล่อพระเศียรขึ้นมาใหม่ พุทธศักราช 2516 - 2525 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเป็นองค์ประธาน ยกช่อฟ้าพระอุโบสถ พุทธศักราช 2522 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พุทธศักราช 2523 ประกอบพิธีผูกพัทธสีมา พุทธศักราช 2524 ยกฐานะขึ้นเป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ

ประวัติ

วัดโพธิ์ชัย เดิมชื่อ วัดผีผิว วัดนี้ใช้เป็นที่เผาผีหรือเผาศพ และมีผีดุ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่ วัดโพธิ์ชัย สมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นสถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัย สมัยเชียงแสน ชั้นหลัง หล่อด้วยทองสุก(ทองคำ ที่มีเนื้อทองคำบริสุทธิ์ ประมาณ 92 เปอร์เซนต์ สีทองคำจะมีสีเหลืองเข้ม เรียกว่า สีทองสุก) มีพระพุทธลักษณะงดงามมาก ขนาดหน้าตักกว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว สูงจากเบื้องล่างพระสงฆ์ ถึงยอดพระเกศ 4 คืบ 1 นิ้ว มีห่วงกลมขนาด หัวแม่มือจำนวน 3 ห่วง ติดกับพระแท่นซึ่งหล่อติดกับองค์พระใส สำหรับผูกเชือกติดกับยานเวลาที่อัญเชิญลงมา แห่รอบเมืองให้ประชาชน ได้สรงน้ำในวันสงกรานต์ หลวงพ่อใสจัดสร้างขึ้นโดย พระราชธิดาพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่ง ล้านช้างนคร ทั้ง 3 พระองค์ คือ พระสุก พระเสริม และพระใส

• วัดโพธิ์ชัย เป็นสำนักเรียนพระปริยัติธรรมประจำจังหวัดหนองคาย • เป็นสำนักของเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย ฝ่ายมหานิกาย • พระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานองค์พระพุทธปฎิมา หลวงพ่อพระใส ซึ่งพระบามสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้อัญเชิญมาจากประเทศลาวมาประดิษฐานไว้จนปัจจุบัน • มวลสารวัตถุจากโบราณสถาน และโบราณวัตถุในที่นี้ รัชกาลที่ ๙ ได้นำมาเป็นผงพระพิมพ์ซึ่งเป็นส่วนประกอบในการทำพระสมเด็จจิตรลดา



ลย

ระธาตุศรีสองรักษ์

ตั้งอยุ่ริมฝั่งแม่น้ำมัน พระธาตุศรีสองรักษ์ สร้างขขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2103 เสร็จในปี พ.ศ. 2106 สร้างขึ้นเพื่อ เป็นสักขีพยานในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างกรุงศรีอยุธยา(สมัยพระมหาจักรพรรดิ) และกรุงศรีสัตนาคนหุต(เวียงจันทร์) สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาะิราช นอกจากนี้ภายในวัดยังมีีพระพุทธรูปปางนาคปรกศิลปะธิเบตด้วย ทุกวันขึ้น 15 เดือน 6 ชาวอำเภอด่านซ้าย หรือ"ลูกผึ้งลูกเทียน" จะร่วมกันจัดงานสมโภชพระธาตุขึ้น โดยจะนำต้นผึ้ง มาถวายพระธาตุถือเป็นประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นประจำทุกปี พระธาตุสร้างขึ้นเพื่อสัจจะและไมตรี


พระเจดีย์ศรีสองรักษ์ เลย ตั้งอยู่ริมลำน้ำหมัน ในเขตอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย สร้างเมื่อ พ.ศ. 2103 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2106 ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นสักขีพยานแสดงความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างสามเด็จพระมหาจักรพรรดิและพระไชยเชษฐาราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง รวมท้งเป็นหลักปันเขตแดนระหว่างกรุงศรีอยุธยาและกรุงศรีสัตนาคนหุตด้วย พระธาตุองค์นี้ก่อนด้วยอิฐปรากฏว่าเมื่อก่อน พ.ศ. 2468 ได้ปรักหักพังเสียเกือบหมด เหลืองเพียงซากคล้ายจอมปลวก ภายหลังจึงได้มีการปฎิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ทำฐานล่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 7 เมตร เหนือขึ้นไปเป็นฐานบัวหน้ากระดานย่อมุมไม้สิบสองซ้อนกันสองชั้นองค์ระฆังเป็นทรงบัวเหลี่ยม(ทรงลุ้งคว่ำ)ซึ่งนิยมกันทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มุมปากระฆังมีกระจังกลีบบัวติดอยู่ทั้งสี่มุม ความสูงตลอดองค์ประมาณ 30 เมตร

 

พระเจดีย์ศรีสองรักษ์

พระเจดีย์ศรีสองรักษ์ ตั้งอยู่ริมลำน้ำหมัน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ห่างจากว่าที่การอำเภอประมาณ 2 กิโลเมตร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2103 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2106 ในสมัยแผ่นดินของ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แห่งกรุงศรีอยุธยา

พระเจดีย์องค์นี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานแสดงความสัมพันธ์อันดีงาม ระหว่างสมเด็จพระมหาจักพรรดิ และ พระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งประเทศลาว องค์หนึ่งเป็นพ่อตา องค์หนึ่งเป็นลูกเขย ในครั้งนั้นสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช ได้ส่งกองทัพมาช่วยไทยรบกับพม่าโดยตลอด รวมทั้งเคยถือเป็นหลักปักปันเขตแดนระหว่างบ้านพี่เมืองน้องคือ อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา และอาณาจักรกรุงศรีสัตนาคนหุตด้วย

พระธาตุศรีสองรักษ์ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

นอกจากห้ามผู้หญิงขึ้นแล้ว ยังห้ามคนใส่เสื้อแดง ขึ้นไหว้พระธาตุด้วย ก่อนหน้านี้เมื่อปี ๒๕๑๔ มีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนในสังคม ได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุ โดยไม่ทราบมาก่อนว่า ห้ามผู้หญิงขึ้น ปรากฏว่าผู้หญิงท่านนั้นสะดุดบันไดล้มลง จากนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครกล้าลองดี ขณะเดียวกันคนใส่เสื้อแดงก็ไม่กล้าขึ้นอีกด้วย

ตั้งอยุ่ริมฝั่งแม่น้ำมัน ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 1 กิโลเมตร หรือห่างจาก จังหวัดประมาณ 83 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหลายเลข 203 แล้วแยกขวากิโลเมตรที่ 66 เข้าทางหลวงหมายเลข 2013 อีก 15 กิโลเมตร ถึุงอำเภอด่านซ้าย จากนั้นแยกขวาเข้าเส้นทาง 2113 อีก 1 กิโลเมตร พระธาตุศรีสองรักษ์ สร้างขขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2103 เสร็จในปี พ.ศ. 2106 สร้างขึ้นเพื่อ เป็นสักขีพยานในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างกรุงศรีอยุธยา(สมัยพระมหาจักรพรรดิ) และกรุงศรีสัตนาคนหุต(เวียงจันทร์) สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาะิราช นอกจากนี้ภายในวัดยังม ีพระพุทธรูปปางนาคปรกศิลปะธิเบตด้วย ทุกวันขึ้น 15 เดือน 6 ชาวอำเภอด่านซ้าย หรือ "ลูกผึ้งลูกเทียน" จะร่วมกันจัดงานสมโภชพระธาตุขึ้น โดยจะนำต้นผึ้ง มาถวายพระธาตุถือเป็น ประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นประจำทุกปี

 

        ข้อควรปฏิบัติ คือไม่ควรนำสิ่งของ หรือดอกไม้สีแดงขึ้นบูชา ไม่แต่งกายด้วยชุดสีแดงขึ้นไปนมัสการ เพระองค์ พระธาตุสร้างขึ้นเพื่อสัจจะและไ มตรี สีแดงเป็นสัญลักษณ ์แห่งสีเลือดไม่ควรกางร่วม สวมหมวด หรือสวมรองเท้าขึ้นไปบนพระธาตุ และไม่ควรนำ เด็กเกิน 3 ขวบขึ้นไปนมัสการ (หรือหากท่านจะทำหรือประกอบการใดให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าองค์พระธาตุ)

 

 

กลนคร

ระธาตุเชิงชุม วัดพระธาตุเชิงชุม

เจดีย์พระธาตุเชิงชุม ประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร

วัดพระธาตุเชิงชุม

สารบัญ

• 1 วัดพระธาตุเชิงชุม

 • 2 ตำนาน

 • 3 อุโบสถ

 • 4 วิหาร

• 5 งานมนัสการ

 • 6 ความสำคัญ

   7 หนังสืออ้างอิง

วัดพระธาตุเชิงชุม

พระธาตุเชิงชุม เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน รูปทรงสี่เหลี่ยม สูง 24 เมตรเศษ ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม ส่วนบนเป็นทรงบัวเหลี่ยม ไม่มีลวดลายประดับ ที่ฐานเจดีย์ มีซุ้มประตูทั้งสี่ด้าน ซุ้มยอดประตูมีลักษณะเป็นยอดปราสาท ข้างในทึบสร้างด้วยศิลาแลง และหินทรายแดง ส่วนที่เห็นอยู่ปัจจุบันเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ ครอบองค์เดิมไว้ พระธาตุเชิงชุม เกิดขึ้นจากมงกุฎทองคำของพระเจ้าสุวรรณภิงคาระ สวมบูชารอยพระพุทธบาท แล้วทรงสร้างเจดีย์ครอบไว้ จึงได้ชื่อว่าพระธาตุเชิงชุม พระธาตุเชิงชุมเป็นที่ชุมนุมของพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าสี่พระองค์

 

ตำนาน

พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอานนท์ ได้เสด็จจากพระวิหารเชตวัน เสด็จตามลำแม่น้ำโขง มีพระพุทธบาทบัวบก พระพุทธบาทโพนเพล พระพุทธบาทเวินปลา ภูกำพร้า เป็นที่ตั้งของพระธาตุพนม พระพุทธบาทที่ภูเขาน้ำลอดเชิงชุม พระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าพระนามกกุสันธะ พระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าพระนามโกนาคมะ และพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าพระนามกัสสปะ เมื่อพระเจ้าสุวรรณภิงคาระทรงทราบข่าว จึงได้เสด็จออกต้อนรับ พร้อมทั้งพระนางนารายณ์เจงเวงราชเทวี พระพุทธเจ้ามีพุทธประสงค์ให้พระเจ้าสุวรรณภิงคาระ ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น จึงทรงแสดงปาฏิหารย์บันดาลให้มีดวงมณีรัตน์มีรัศมี พวยพุ่งออกจากพระโอษฐ์พร้อมกันสามดวง พระเจ้าสุวรรณภิงคาระทรงเห็นเป็นอัศจรรย์ก็บังเกิดศรัทธา เปล่งวาจาสาธุการด้วยความปิติ พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ณ ที่นี้เป็นสถานที่อันอุดมประเสริฐ ที่พระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ จะได้มาประชุมรอยพระพุทธบาทไว้ เพื่อเป็นที่สักการะแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าสุวรรณภิงคาระ บังเกิดความปิติโสมนัส จึงได้ถอด

 

อุโบสถ

พ.ศ. 2370 สร้างพระอุโบสถหลังเดิมหรือสิมเก่า มีลักษณะเป็นสิมแบบโถง โครงสร้างเป็นไม้ก่ออิฐถือปูน หลังคาเป็นกระเบื้องไม้แบบเดิม หันหน้าไปทางทิศใต้ ครั้งพระธานีเป็นเจ้าเมือง ภายในมีจิตรกรรมเป็นภาพเถาไม้เลื้อยเป็นแนวรอบอาคาร หน้าบันมีจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปเทพบุตรและเทพธิดา ดาวประจำยาม มังกรและเถาไม้เลื้อย ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปหลายองค์ ทั้งที่สร้างด้วยไม้และเป็นปูนปั้น

 

วิหาร

ภายในพระวิหารประดิษยฐาน หลวงพ่อพระแสน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปเชียงแสน เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนคร

 

งานมนัสการ

งานมนัสการพระธาตุประจำปี เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 11 ค่ำ ถึง 15 ค่ำ เดือนยี่

 

ความสำคัญ

มวลสารวัตถุจากโบราณสถาน และโบราณวัตถุในที่นี้ รัชกาลที่ ๙ ได้นำมาเป็นส่วนประกอบในการทำพระสมเด็จจิตรลดา

 


พระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร"เจดีย์พระธาตุเชิงชุม" ประดิษฐานอยู่บนเนินสูงในวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ริมหนองหาร อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอานนท์ได้เสด็จจากพระวิหารเชตวัน มาทางดินแดนทางทิศตะวันออกเพื่อโปรดสัตว์ เมื่อเสด็จตามลำแม่น้ำโขงก็ได้ประทับ 'รอยพระพุทธบาท' มาตามลำดับ มีพระพุทธบาทบัวบก, พระพุทธบาทโพนเพล และพระพุทธบาทเวินปลา แล้วมาพักฉันภัตตาหารที่ภูกำพร้า อันเป็นที่ตั้งของ "พระธาตุพนม" จากนั้นได้เสด็จไปโปรด "พระเจ้าสุวรรณภิงคาระ" และได้ประทับพระพุทธบาทที่ภูเขาน้ำลอดเชิงชุม รวมกับพระพุทธบาทของอดีตพระพุทธเจ้าองค์ก่อนอีก 3 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้าพระนาม 'กกุสันธะ' , พระพุทธเจ้าพระนาม 'โกนาคมะ' และพระพุทธเจ้าพระนาม 'กัสสปะ' เมื่อพระเจ้าสุวรรณภิงคาระทรงทราบข่าว จึงได้เสด็จออกต้อนรับพร้อมทั้งพระนางนารายณ์เจงเวงราชเทวี

พระพุทธเจ้ามีพุทธประสงค์ให้ พระเจ้าสุวรรณภิงคาระทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น จึงทรงแสดงปาฏิหารย์บันดาลให้มีดวงมณีรัตน์มีรัศมีพวยพุ่งออกจากพระโอษฐ์พร้อมกันสามดวง พระเจ้าสุวรรณภิงคาระทรงเห็นเป็นอัศจรรย์ก็บังเกิดศรัทธา เปล่งวาจาสาธุการด้วยความปิติ

พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ณ ที่นี้เป็นสถานที่อันอุดมประเสริฐ ที่พระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ได้มาประชุมรอยพระพุทธบาทไว้ เพื่อเป็นที่สักการะแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าสุวรรณภิงคาระบังเกิดความปิติโสมนัส จึงได้ถอดมงกุฎทองคำของพระองค์ สวมลงบูชารอยพระพุทธบาทแล้วทรงสร้างเจดีย์ครอบไว้ จึงได้ชื่อว่า "พระธาตุเชิงชุม" แต่นั้นมา เนื่องจากเป็นที่ชุมนุมของพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าสี่พระองค์

"เจดีย์พระธาตุเชิงชุม" เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน รูปทรงสี่เหลี่ยม สูง 24 เมตรเศษ ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม ส่วนบนเป็นทรงบัวเหลี่ยมไม่มีลวดลายประดับ ที่ฐานเจดีย์มีซุ้มประตูทั้งสี่ด้าน ซุ้มยอดประตูมีลักษณะเป็นยอดปราสาท ข้างในทึบสร้างด้วยศิลาแลงและหินทรายแดง ส่วนที่เห็นอยู่ปัจจุบันเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ครอบองค์เดิมไว้ ไม่ปรากฎหลักฐานว่าสร้างสมัยใด ประตูด้านทิศตะวันออกที่เชื่อมต่อกับพระวิหารจะมีซุ้มเป็นคูหาลึกเข้าไป ด้านขวามือมีศิลาแลงจารึกอักษรขอมติดอยู่ ตัวอักษรลบเลือนมาก จนอ่านไม่ออก

 


ร้อยเอ็ด ได้แก่ ปรางค์กู่ (อำเภอธวัชบุรี)

รางค์กู่

อำเภอธวัชบุรี เป็นปราสาทสร้างด้วยศิลาแลงทั้งหลัง ตั้งหันหน้าไป ทางทิศตะวันออก ปรางค์ประธานมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ล้อมรอบด้วยกำแพงที่มีซุ้มประตูทางเข้าหรือโคปุระอยู่ด้านหน้าเพียงด้านเดียว ที่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้มีอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือบรรณาลัยตั้งอยู่อีก 1 หลัง ภายนอกมีสระน้ำกรุด้วยศิลาแลงเช่นเดียวกับกู่โพนระฆัง อำเภอเกษตรวิสัย ปรางค์กู่ ได้รับการขุดแต่งบูรณะ โดยกรมศิลปากร ในปี พ.ศ. 2534 ได้พบทับหลังที่ปรางค์ประธานสลักเป็นรูปบุคคลบนหลังช้าง ซึ่งคงหมายถึงพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ นอกจากนั้นบริเวณใกล้เคียง ยังพบเสากรอบประตูและศิวลึงค์ขนาดใหญ่ที่มีหลักฐานว่าขุดได้จากที่นาใกล้ๆ กัน จึงสันนิษฐานว่าปรางค์กู่เดิมเป็นสถาปัตยกรรมแบบบาปวนในลัทธิไศวนิกายมาก่อน แล้วถูกปรับปรุงให้อยู่ในผังที่ เชื่อกันว่าเป็นรูปแบบของอาคารอโรคยาศาลสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18

ปรางค์กู่ ได้รับประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติในประกาศ พระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 172 วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478

ปรางค์กู่ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ปรางค์กู่ ตั้งอยู่ที่บ้านหนองบัวตำบลในเมือง เขตอำเภอเมือง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 3 กิโลเมตรคือ จากจังหวัดชัยภูมิมาตามทางหลวงหมายเลข 202 ประมาณ 1 กิโลเมตรจะมีทางแยกเลี้ยวขวาเข้าปรางค์กู่เป็น ระยะทาง 2 กิโลเมตร ปรางค์กู่เป็นปราสาทอีกแห่งหนึ่งที่มีแผนผังและลักษณะเช่นเดียวกับ ปราสาทที่ได้พบ หลักฐานว่าเป็นอโรคยศาลที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18 นั่นคือ มีปรางค์ประธานอยู่ตรง กลาง 1 องค์ วิหารหรือบรรณาลัยด้านหน้า 1 หลัง ล้อมรอบด้วยกำแพงซึ่งมีโคปุระเฉพาะด้านหน้า ทั้งหมด ก่อด้วยศิลา แลง ยกเว้นกรอบประตูหน้าต่าง ทับหลัง เสาประดับเป็นหินทราย หันหน้าไปทางทิศตะวันออก นอกกำแพง ตรงมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสระน้ำ 1 สระ ยังคงสภาพสมบูรณ์ดีอยู่มาก โดยเฉพาะปรางค์ ประธานซึ่ง มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 5 เมตร ย่อมุมไม้สิบสอง ด้านหน้ามีประตูเข้าออกทำเป็นมุขยื่น ออกมา ผนัง ปรางค์อีก 3 ด้านเป็นประตูหลอก เหนือประตูหลอกด้านทิศเหนือยังคงมีทับหลังติดอยู่ จำหลัก ภาพตรง กลางเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิเหนือหน้ากาล ซึ่งจับท่อนพวงมาลัยไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ด้าน ข้างทางซ้ายและขวาจำหลักรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร กับรูปนางปรัชญาปารมิตา ด้านหน้ายัง มี ทับหลังเช่นกัน สันนิษฐานว่าสลักเป็นภาพเดียวกัน แต่ปัจจุบันลบเลือนมาก ที่ช่องประตูหลอกด้านทิศ เหนือ ยังมีพระพุทธรูปศิลาปางสมาธิ ศิลปะทวาราวดี ขนาดสูง 1.75 เมตร หน้าตักกว้าง 75 เมตร ประดิษฐาน อยู่ 1 องค์ ซึ่งเป็นของที่เคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น นอกจากนี้ยังพบทับหลังและองค์ประกอบสถา- ปัตยกรรมอื่น ๆ เช่น เสาประดับประตู เป็นต้น ร้อยเอ็ด เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของภาคอีสานมานานกว่า 200 ปี อดีตเคยเป็นเมืองใหญ่ที่รุ่งเรืองมาก ชื่อว่า สาเกตุนคร มีประตูเข้าเมือง 11 ประตู เมืองขึ้น 11 นอกจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังพบหลักฐานทางโบราณคดีแสดงการอยู่อาศัยของคนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เช่นกันและรวมทั้งเคยเป็นดินแดนที่อยู่ในเขตอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณ เพราะพบโบราณสถานแบบขอมหลายแห่ง เช่น กู่พระโกนา อำเภอสุวรรณภูมิ กู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย ปรางค์กู่ อำเภอธวัชบุรี เป็นต้น



ชัยภูมิ

ระธาตุกุดจอก (อำเภอเกษตรสมบูรณ์) พระธาตุกุดจอก พระธาตุกุดจอก ตั้งอยู่ หมู่ที่2 ตำบลบ้านยาง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัด ชัยภูมิ ชัยภูมิเป็นเมืองเก่าตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจมีหลักฐานที่ยังปรากฏอยู่ คือ ปรางค์ศิลาหลายแห่ง เช่น ปรางค์กู่ พระธาตุหนองสามหมื่น พระธาตุกุดจอก เป็นต้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ชัยภูมิปรากฎในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่าเป็น เมืองขึ้นกับเมืองนครราชสีมา ต่อมาผู้คนได้อพยพออกไปตั้งชื่ออีกครั้งในสมัยราชการที่ 2 แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์เมื่อปี พ.ศ. 2360 นายแล ข้าราสำนักเจ้าอนุวงศ์แห่งกรุงเวียงจันทร์ ได้อพยพครอบครัวและพรรคพวก เดินทางข้ามลำน้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านหนองน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในบริเวณท้องที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ในปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2362 เมื่อคนอพยพมาอยู่มาก นายแลจึงย้ายชุมชนมาตั้งใหม่ที่โนนน้ำอ้อม บ้านชีลอง นายแลได้รับการแต่งตั้งเป็น " ขุนภักดีชุมพล" ในปี พ.ศ. 2365 นายแลได้ย้ายเมืองอีกครั้ง เนื่องจากที่เดิมกันดารน้ำมาก มาตั้งใหม่บรอเวณหนองปลาเฒ่า และหนองหลอด เรียกว่า หนองหลอด หันมาขึ้นต่อเมืองนครราชสีมาและส่งส่วยถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ยอมขึ้นต่อเจ้าอนุวงศ์ อีกต่อไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านหลวง เป็นเมืองชัยภูมิ และตั้งขุนภักดีชุมพล(แล) เป็น "พระยาภักดีชุมพล" เป็นเจ้าเมืองคนแรกนับตั้งแต่นั้นมา



ชัยภูมิ

ระธาตุหนองสามหมื่น (อำเภอภูเขียว)

วัดพระธาตุหนองสามหมื่น ตั้งอยู่ หมู่ที่1 บ้านแก้ง ภูเขียว ชัยภูมิ วัดราษฎร์


พระธาตุหนองสามหมื่น เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญและน่าสนใจมากแห่งหนึ่งของชัยภูมิ ตั้งอยู่ที่บ้านแก้ง จากตัวเมืองชัยภูมิเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอำเภอภูเขียวไปจนถึงบ้านหนองสองห้องระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2055 อีก 9 กิโลเมตรถึงบ้านแก้งและแยกซ้ายไปวัดพระธาตุหนองสามหมื่นอีกประมาณ 5 กิโลเมตร พระธาตุหนองสามหมื่น เรียกชื่อตามหนองน้ำ ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัด เป็นพระธาตุที่มีลักษณะสวยงาม และสมบูรณ์ที่สุดองค์หนึ่ง ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใดแต่จากลักษณะทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่ปรากฏ เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างศิลปล้านนา ล้านช้าง และอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 21-22 ในสมัยพระไชยเชษฐาธิราชแห่งราชอาณาจักรลาว

พระธาตุหนองสามหมื่นมีลักษณะเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ตั้งอยู่บนฐานเขียงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีความสูงประมาณ 45 เมตร มีบันไดทางขึ้นทั้งสี่ด้าน เหนือฐานเขียงเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงายรองรับองค์พระธาตุ ซึ่งมีซุ้มทั้งสี่ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึง และปางลีลา ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า รูปแบบดังกล่าวอาจเปรียบเทียบได้กับพระธาตุอื่นๆ ทั้งในนครเวียงจันทน์และในเขตไทย เช่น พระธาตุวัดเทพพล เมืองเวียงคุก จังหวัดหนองคาย พระธาตุศรีเมือง นครเวียงจันทน์ เป็นต้น

จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าบริเวณนี้เคยเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่สมัยทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 ปรากฏร่องรอยของคูน้ำ คันดิน และโคกเนินโบราณสถานหลายแห่ง โบราณวัตถุสำคัญที่พบทั้งในและนอกเขตคูเมืองหลายชิ้นได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่วัด เช่น กลุ่มใบเสมาหินทราย บางแผ่นก็มีจารึกอักษรปัลลวะภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-14 และมีแผ่นหนึ่งนำไปตั้งเป็นหลักเมืองประจำอำเภอภูเขียวด้วย นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมรูปเคารพอีก 2 ชิ้น สภาพชำรุดชิ้นหนึ่งคล้ายเศียรพระพุทธรูปนาคปรกในศิลปะขอมแบบบายน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 พระธาตุหนองสามหมื่น เป็นพระธาตุที่มีลักษณะสวยงามและสมบูรณ์ ที่สุดองค์หนึ่ง ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่จาก ลักษณะสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างล้านนา ล้านช้างและอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้าง ขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ ในสมัยพระไชยเชษฐาธิราชแห่งราชอาณาจักรลาว นอกจากนี้ บริเวณ ที่ตั้งพระธาตุหนองสามหมื่นแต่เดิม เคยเป็นเมืองโบราณสมัยทวาราวดีที่มีขนาดใหญ่เมืองหนึ่ง อายุราว พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ เนื่องจากปรากฏร่องรอยของคูน้ำคันดิน และโคกเนินโบราณสถานหลายแห่ง รวมทั้งโบราณวัตถุหลายชิ้น เช่น กลุ่มใบเสมาหินทราย

ประเพณีรำผีฟ้า เป็นการรำบวงสรวงเป็นกลุ่มๆ ที่ภูพระ ซึ่งมีพระเจ้าองค์ตื้อ เป็นพระพุทธรูปแกะสลักหินทราย สูงประมาณ 2 เมตร ชาวบ้านเชื่อว่า มีความศักดิ์สิทธิ์มาก การรำบวงสรวงนี้ จะมีขึ้นในระหว่างวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 5 คือเดือนเมษายน และในวันเข้าพรรษา วันออกพรรษา ซึ่งจะมีประชาชนไปทำบุญเป็นจำนวนมาก




ชัยภูมิ


ระพุทธรูปพระเจ้าองค์ตื้อ เขาภูพระ วัดศิลาอาส์น (ตำบลนาเสียว อำเภอเมืองชัยภูมิ)

วัดศิลาอาสน์

วัดศิลาอาสน์ ภูพระ ตั้งอยู่ที่บ้านนาไก่เซา ตำบลนาเสียว ห่างจากตัวเมืองชัยภูมิภายบริเวณวัดมีเพิงผาหินซึ่งมีภาพจำหลักกลุ่มพระพุทธรูป อันเป็นที่มาของชื่อ ภูพระ และเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านมาช้านาน ประกอบด้วยพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร หน้าตักกว้าง 5 ฟุต สูง 7 ฟุต พระหัตถ์ขวาวางอยู่ที่พระเพลา พระหัตถ์ซ้ายพาดอยู่ที่พระชงฆ์ (พระหัตถ์อยู่ในท่าตรงข้ามกับปางมารวิชัย) เรียกกันว่า พระเจ้าตื้อ มีพระพุทธรูปหินทรายขนาดเล็กสูง 7 นิ้วลักษณะเดียวกันอีก 1 องค์ตั้งวางอยู่ด้านหน้า ใกล้กันมีพระพุทธรูปอีก 7 องค์จำหลักรอบเสาหินทราย ประทับนั่งเรียงแถว ปางสมาธิ 5 องค์ ปางเดียวกับพระเจ้าตื้อ 2 องค์ พระพุทธรูปเหล่านี้มีพุทธลักษณะเป็นแบบพระพุทธรูปอู่ทอง มีอายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-19 ร่วมสมัยอยุธยาตอนต้น ทุกปีมีงานนมัสการพระพุทธรูปที่ภูพระในกลางเดือน 5 เริ่มต้นวันขึ้น 14 ค่ำ รวม 3 วัน



 

ชัยภูมิ


จ้าพ่อพญาแล (อำเภอเมืองชัยภูมิ)

 

 

บุรีรัมย์

ราสาทเขาพนมรุ้ง (อำเภอประโคนชัย)

ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง

ตั้งอยู่ที่หมู่ 2 บ้านดอนหนองแหน ตำบลตาเป็ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นปราสาทหินที่อายุหลายพันปี มีความงดงาม เป็นศิลปะขอมโบราณ การก่อสร้างโดยแรงงานของคนและเป็นทีรู้จักแพร่หลาย จากกรณีทับหลังนารายณ์บรรทมสินธ์ ถูกลักพาไปยังเมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ปราสาทหินพนมรุ้ง บุรีรัมย์ อยู่ในอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งอยู่บริเวณปากปล่องภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย มีอายุการก่อสร้างและใช้เป็นเทวสถานต่อเนื่องกันมาหลายสมัย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมหันมานับถือพุทธศาสนามหายาน เทวสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นพุทธสถานลัทธิมหายาน ในช่วงนั้นบันไดทางขึ้นช่วงแรกทำเป็นตะพักสามชั้นผ่านขึ้นมาสู่พลับพลาชั้นแรก จากนั้นเป็นทางเดินซึ่งมีเสานางเรียงอยู่สองข้างทางเดินเป็นระยะๆ ทางเดินนี้ทอดไปสู่สะพานนาคราชทางด้านทิศเหนือของทางเดินมีพลับพลาสร้างด้วยศิลาแลงหลังหนึ่งเรียกว่าเป็นโรงช้างเผือก สุดสะพานนาคราชเป็นบันไดทางขึ้นสู่ปราสาท ซึ่งเป็นชานพักเป็นระยะๆ รวมห้าชั้น สุดบันไดเป็นชานชาลาลาดลงกว้าง ซึ่งมีทางนำไปสู่สะพานนาคราชหน้าประตูกลางของระเบียงคด อันเป็นเส้นทางหลักก่อนที่จะผ่านเข้าสู่ลานชั้นในของปราสาทและจากประตูนี้ยังมีสะพานนาคราชรับอยู่อีกช่วงหนึ่งก่อนถึงปรางค์ประธาน ปรางค์ประธานเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของลานปราสาทชั้นใน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม มีมณฑปคือห้องโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเชื่อมอยู่ด้านหน้า ที่ส่วนประกอบของปรางค์ประธานตั้งแต่ฐานผนังด้านบนและด้านล่าง เสาประดับกรอบประตู เสาติดผนัง ทับหลัง หน้าบัน ซุ้มชั้นต่างๆ ตลอดจนกลีบขนุน ล้วนสลักลวดลายประดับด้วยลวดลายดอกไม้ ใบไม้ ภาพฤาษี เทพประจำทิศ เทพธิดา และภาพคติความเชื่อทางศาสนา อาทิ ภาพนารยณ์บรรทมสินธุ์ ศิวนาฎราช ที่ทับหลังและหน้าบันด้านหน้าปรางค์ประธาน ลักษณะของลวดลายและรายละเอียดอื่นๆ ทำให้สามารถกำหนดได้ว่า ปราสาทประธานพร้อมด้วยบันไดทางขึ้นและสะพานนาคราชสร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 17 ภายในลานชั้นในในด้านตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทประธานมีปรางค์ขนาดเล็กองค์หนึ่งไม่มีหลังคา จากหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฎ เช่น ภาพสลักที่หน้าบัน ทับหลัง ทำให้สันนิษฐานได้ว่าปรางค์องค์นี้สร้างขึ้นก่อนปรางค์ประธานอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 นอกจากนั้นยังมีฐานปรางค์ก่อนด้วยอิฐ ซึ่งมีอายุเก่ากว่าอยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปรางค์ประธานอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 และมีอาคารก่อด้วยศิลาแลงอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ประธาน มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ร่วมสมัยกับอาคารที่เรียกกันว่า โรงช้าเผือก




บุรีรัมย์

ราสาทเมืองต่ำ (อำเภอประโคนชัย)

  ปราสาทเมืองต่ำ ตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง หมู่ 6 และ หมู่ 9 ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

   ปราสาทเมืองต่ำเป็นประสาทอิฐ กำแพงแก้วและซุ้มประตูทำด้วย หินทราย ส่วนกำแพงด้านนอกทำด้วยศิลาแลง เนินปราสาทเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีสระน้ำล้อมรอบ ความเด่นของปราสาทเมืองต่ำ คือ มีการจำหลักส่วนต่าง ๆ ด้วยลวดลายอันประณีตสวยงาม อยู่ใกล้กับโบราณสถานที่สำคัญหลายอย่าง เช่น สระน้ำขนาดใหญ่ที่คนขุดขึ้นในสมัยสร้างปราสาท ซึ่งมีขนาดกว้างประมาณ 510 เมตร ยาวประมาณ 1090 เมตร ขอบสระกรุด้วยศิลาแลงสอบลงไปถึงพื้นดินเดิม สระนี้มีน้ำขังอยู่ตลอดปี (บริษัทสุรามหาราช จำกัด 2540:229-231)

   ที่เรียกชื่อว่า ปราสาทเมืองต่ำ เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่พื้นที่ราบ เมื่อเทียบกับปราสาทเขาพนมรุ้งซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา ปราสาทเมืองต่ำ เป็นศาสนาสถาน ศิลปะขอมแบบบาปวน อายุประมาณ พ.ศ. 1551-1630 หรือราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 (กรมศิลปากร 2536:127-130) ลักษณะของปราสาทมีองค์ประกอบ ดังนี้

   1. ปรางก่ออิฐ 5 องค์ เรียงเป็น 2 แถว แถวหน้า 3 องค์ แถวหลัง 2 องค์ ตั้งอยู่บนฐานชั้นเดียว แผนผังของปรางค์เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ตัวปรางค์ก่อด้วยอิฐขัดเรียบ

  แถวหน้า

• ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่ตรงกลางเยื้องมาข้างหน้าเล็กน้อย ระหว่างปรางค์บริวารทั้งสองมีขนาดใหญ่กว่าปรางค์บริวารอีก 4 องค์ ทับหลังเป็นหินทราย จำหลักภาพเทวะนั่งยกเข่าซ้ายอยู่บนแท่นเหนือเศียรเกียติมุข ส่วนบนของทับหลังจำหลักภาพฤาษีนั่งประนมมือเป็นแถว จำนวน 7 ตน • ปรางค์ด้านทิศเหนือ มีขนาด 4.40X4.40 เมตร มีประตูทางด้านทิศตะวันออก ทับหลังหินทรายจำหลักภาพพระอิศวรทรงโคนนทิ พระหัตถ์ซ้ายอุ้มนางปราพตี พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูลโคนนทีนี้ยืนอยู่บนแท่นเหนือเศียรเกียรติมุขซึ่งคายท่อนพวงมาลัย ขอบบนสุดจำหลักภาพฤาษีนั่งรัดเข่าประนมมือ จำนวน 10 ตน • ปรางค์ด้านทิศใต้ มีขนาด 4.40X4.40 เมตร มีประตูทางด้านทิศตะวันออก ทับหลังหินทราย จำหลักภาพเทวะนั่งชันเข่าขวาอยู่เหนือเศียรเกียรติมุข ซึ่งคายท่อนพวงมาลัยออกมาทั้งสองข้าง ขอบบนของทับหลังจำหลักภาพฤาษีนั่งจำนวน 9 ตน

   แถวหลัง

• ปรางค์ด้านทิศเหนือ มีขนาด 4X4 เมตร ประตูอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ทับหลังหินทรายจำหลักภาพพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ • ปรางค์ด้านทิศใต้ มีขนาด 4X4 เมตร ประตูอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ทับหลังหินทรายจำหลักภาพพระอรุณนั่งชันเข่าในซุ้มเหนือแท่นซึ่งมีหงส์ 3 ตัว ยืนแบกอยู่เหนือเศียรเกียรติมุขที่กำลังคายท่อนพวงมาลัยออกมาทั้งสองด้าน

  2. ระเบียงคดและซุ้มประตู ก่อด้วยอิฐ มีขนาด ประมาณ 38.60X38.60 เมตร มีซุ้มประตูทั้ง 4 ด้าน ก่อด้วยหินทราย ระเบียงคดนี้ลักษณะเป็นห้องแบบระเบียงคดทั่วไป หลังคาเป็นหินทรายทำเป็นรูปประทุนเรือ มีประตู 3 ด้านพื้นของซุ้มประตูยกสูงขึ้นจากพื้นลานโดยรอบ ประตูกลางซึ่งเป็นประตูหลักมีขนาดประมาณ 2.10X1.15 เมตร ด้านข้างของซุ้มประตูทำเป็นช่องหน้าต่างทึบด้านละ 2 ช่อง ด้านนอกติดลูกกรงลูกมะหวด

   ที่หน้าบันซุ้มประตูด้านทิศตะวันออกด้านนอกจำหลักภาพเทวะนั่งชันเข่า อยู่เหนือเศียรเกียรติมุข เหนือขึ้นไปเป็นนาค 5 เศียรครอบ 2 ชั้น ทั้ง 2 ข้าง ทับหลังหินทรายจำหลักภาพเกียรติมุขคายท่อนพวงมาลัยออกมาทั้ง 2 ข้าง

   เสากรอบประตูกลางจำหลักภาพสิงห์ยืนเท้าสะเอวจับพุ่มกนกและโคนเสาเป็นภาพฤาษีนั่งยอง ๆ ประนมมือ

   ที่หน้าบันซุ้มประตูด้านทิศตะวันออกด้านในจำหลักภาพสิงห์ท่ามกลาง ลิง และช้าง ประดับด้วยลวดลายพันธุ์พฤกษา ทับหลังจำหลักภาพพระกฤษณะตอนปราบนาคกาลียะ

  3. สระน้ำ ตั้งอยู่ที่ลานขนาด 10X10 เมตร รอบนอกระเบียบคดทั้ง 4 ด้าน สระน้ำทั้ง 4 สระนี้มีขนาดประมาณ 20X40 เมตร กรุพื้นสระด้วยหินทรายซ้อนเป็นชั้น ๆ ปากผายก้นสอบ ที่มุมขอบสระทุกมุมทำเป็นตัวพญานาคชูคอ สองข้างบาทวิถี ระหว่างซุ้มประตูระเบียงคดกับซุ้มประตูกำแพงทุกด้านมีบันไดลงสู่สระน้ำอยู่ทั้งสองข้างทาง เหนือบันไดทำเป็นเสาซุ้มประตูทั้งสองข้างปัจจุบันล้มลงทั้งหมด

   4. กำแพงแก้วและซุ้มประตู ตั้งอยู่รอบนอกห่างจากสระน้ำประมาณ 10 เมตร กำแพงแก้วก่อด้วยศิลาแลงเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 140X114.50 เมตร บนสันกำแพงเซาะเป็นรางตื้น ๆ สำหรับวางท่อหินสี่เหลี่ยมสี่ด้านทำเป็นซุ้มประตูจตุรมุข มีประตูด้านละ 3 ช่องมุงหลังคาด้วยหินทรายโค้งเป็นรูปประทุนเรือ ทับหลังหินทรายเหนือประตูของซุ้มประตูด้านทิศตะวันออก จำหลักภาพพระกฤษณะปราบนาคกาลียะที่ซุ้มประตูด้านทิศตะวันตกมีร่องรอยแสดงว่ายังตกแต่งลวดลายไม่เสร็จ ระหว่างประตูทั้ง 3 ช่อง เป็นหน้าต่างหลอกติดลูกกรงลูกมะหวดเลียบกำแพงศิลาแลง มีทางเท้าปูด้วยก้อนศิลาแลง ขนาดกว้าง 1 เมตรรอบทุกด้าน

  ทะเลเมืองต่ำ

   ทะเลเมืองต่ำ หรือสระบารายที่บ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่ขุดขึ้นมาในสมัยที่สร้างปราสาท อยู่ห่างจากตัวปราสาทเมืองต่ำไปทางทิศเหนือราว 200 เมตร สร้างขึ้นเพื่อการอุปโภค การชลประทานของชุมชน มีขนาดกว้างประมาณ 510 เมตร ยาวประมาณ 1,090 เมตร ลึกประมาณ 3 เมตร ก่อขอบสระด้วยศิลาแลง 3 ชั้น บนขอบสระด้านยาว คือ ด้านทิศเหนือและทิศใต้มีท่าน้ำเป็นชานกว้าง ขนาดกว้างประมาณ 6.90 เมตร ยาว 17 เมตร ปูพื้นด้วยศิลาแลงลาดลงไปยังฝั่งน้ำ ซึ่งก่อบันไดท่าน้ำเป็นทางลงสระรวม 5 ขั้น ท่าน้ำทั้ง 2 ฟากนี้อยู่ในแนวตรงกันประมาณกึ่งกลางของขอบสระ (กรมศิลปากร 2540:70)

   บางรายแห่งนี้น่าจะมีทางรับน้ำด้านทิศตะวันตกจากเขาปลายนัด (ไปรนัด) และเขาพนมรุ้ง ตรงบริเวณที่เรียกว่า สะพานขอม และระบายน้ำออกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงใต้

   ความโดดเด่นของปราสาทเมืองต่ำ นอกจากจะได้ชมสถาปัตยกรรมและศิลปะที่สวยงามของโบราณสถานแห่งนี้แล้ว ยังได้ชมหมู่บ้านที่ตั้งเรียงรายเป็นกลุ่มอยู่กับปราสาทนี้ด้วย ชาวบ้านอยู่ที่นี่มานานจนมีความรู้สึกว่าปราสาทคือส่วนหนึ่งของชุมชน การดำเนินชีวิตของชาวบ้านโคกเมืองสัมพันธ์กับความงามของปราสาท กลายเป็นความสงบร่มเย็นน่าสนใจไม่น้อย

   การเดินทางไปปราสาทเมืองต่ำ ไปได้หลายทาง ส่วนใหญ่ใช้เส้นทางบุรีรัมย์-นางรอง-พนมรุ้ง เข้าไปปราสาทเมืองต่ำระยะทางแยกเข้าไปประมาณ 83 กิโลเมตร หรือจะไปเส้นทางบุรีรัมย์-ประโคนชัย เข้าประสาทเมืองต่ำ ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร อีกเส้นทางหนึ่งคือ สายประโคนชัย-บ้านกรวด ซึ่งเป็นเส้นแยกสายตะโก-พนมรุ้ง-ละหานทรายก็ได้ (แผนที่)

 


บุรีรัมย์

าลหลักเมืองบุรีรัมย์





บุรีรัมย์

าลเทพารักษ์เจ้าพ่อวังกรูด (อำเภอสตึก)

 

 

สุรินทร์

หลวงพ่อพระชีว์ วัดบูรพาราม

วัดบูรพาราม

วัดบูรพาราม ตั้งอยู่ หมู่ที่ 4 ตากูก กิ่ง อำเภอเขวาสินรินทร์ สุรินทร์ วัดราษฎร์ หลวงพ่อพระชีว์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๔ ศอก ประดิษฐาน ณ วัดบูรพาราม ถนนกรุงศรีใน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ใกล้ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ หลวงพ่อพระชีว์หรือหลวงพ่อประจีองค์นี้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด คาดว่าสร้างขึ้นมาพร้อมกับวัดบูรพาราม นับเป็นปูชนียวัตถุที่ชาวสุรินทร์เคารพบูชา ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของเมืองสุรินทร์

ประวัติวัดบูรพาราม อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ วัดบูรพาราม เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี มีอายุประมาณกว่า ๒๐๐ ปี เท่าๆ กับอายุของเมืองสุรินทร์ สร้างโดยพระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง (ปุม) เจ้าเมืองสุรินทร์คนแรก สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๐๐-๒๓๓๐ โดยประชาชนร่วมกันสร้างขึ้น เรียกชื่อว่า "วัดบูรพ์" เดิมเป็นวัดมหานิกาย เป็นวัดเก่าแก่มีพัฒนาการที่ยาวนานตามยุคตามสมัย ต่อมาใน ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสโสอ้วน) ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑล ได้อนุมัติให้วัดบูรพ์เป็นวัดในสังกัดคณะธรรมยุต และได้นิมนต์พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดุลย์ อตุโล) ซึ่งปฏิบัติธุดงค์กรรมฐานอยู่ ให้มาประจำอยู่ที่วัดบูรพาราม ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส และร่วมเป็นคณะพระสังฆาธิการ ความสำคัญต่อชุมชน วัดบูรพาราม ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นวัดสำคัญของจังหวัดสุรินทร์ ด้วยความศรัทธา ดังนี้ (๑.) หลวงพ่อพระชีว์ พระพุทธรูปโบราณถือว่าเป็นพระประจำเมืองสุรินทร์ ประดิษฐานในพระวิหารจตุรมุข ภายในวัดบูรพาราม (๒.) พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดุลย์ อตุโล) เคยประจำอยู่ ณ วัดบูรพาราม ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๗ จนกระทั่งมรณภาพ พ.ศ. ๒๕๒๖ ชื่อเสียงและเกียรติคุณของท่านแผ่ไพศาลไปทั่วสารทิศ ในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมสายพระกัมมัฏฐาน ทั้งพระภิกษุและฆราวาสให้การยอมรับว่า หลวงปู่ดุลย์ อตุโล เป็นองค์เดียวที่มีความรู้ลึกซึ้งในเรื่องของจิต จนกระทั่งได้รับสมญาว่าเป็นบิดาแห่งภาวนาจิต เส้นทางเข้าสู่วัดบูรพาราม วัดบูรพารามตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ จึงมีเส้นทางเข้าออกได้หลายเส้นทาง ได้แก่ ถนนกรุงศรีใน ถนนธนสาร และถนนหลักเมือง วัดบูรพารามตั้งอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ วัดบูรพาราม ตั้งอยู่ หมู่ที่ 4 ตากูก กิ่ง อำเภอเขวาสินรินทร์ สุรินทร์ วัดราษฎร์ วัดสว่างบูรพาราม ตั้งอยู่ หมู่ที่1 แจนแวน แจนแวน กิ่ง อำเภอศรีณรงค์ สุรินทร์ วัดราษฎร์ วัดบูรพาราม ตั้งอยู่ หมู่ที่ 3 หนองเมธี ท่าตูม สุรินทร์ วัดราษฎร์ วัดใต้บูรพาราม ตั้งอยู่ หมู่ที่ 1 รัตนบุรี รัตนบุรี สุรินทร์ วัดราษฎร์ วัดบูรพาราม ตั้งอยู่ หมู่ที่ 3 หนองบัวทอง รัตนบุรี สุรินทร์ วัดราษฎร์



รีสะเกษ

วัดมหาพุทธาราม

วัดมหาพุทธาราม เมืองเหนือ เมืองศรีสะเกษ ศรีสะเกษ วัดราษฎร์ วัดมหาพุทธาราม ตั้งอยู่ ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นวัดราษฎร์ มีวิหารซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองและเป็นที่เคารพสักการะของชาวศรีสะเกษคือ "หลวงพ่อโต" เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางมารวิชัย มีความสูงจากฐานถึงยอดเกศ ๖.๘๕ เมตร หน้าตักกว้าง ๓.๕๐ เมตร เดิมเป็นพระพุทธรูปศิลาจำหลัก สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยขอมซึ่งมีอายุร่วมพันปีมาแล้วแต่มาสร้างเพิ่มเติมขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด มีวิหารซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน"หลวงพ่อโต" ชึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางมารวิชัย มีความสูงจากฐานถึงยอดเกศ 6.85 เมตร หน้าตักกว้าง 3.50 เมตร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของชาวศรีสะเกษ




รีสะเกษ


าลหลักเมืองศรีสะเกษ

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองศรีสะเกษ ตั้งอยู่ที่สี่แยกถนนเทพาตัดกับถนนหลักเมือง ในจังหวัดศรีสะเกษ ห่างจากศาลากลางจังหวัดเพียงเล็กน้อย เดิมมีสภาพชำรุดทรุดโทรมไม่เหมาะแก่การประกอบพิธีกรรม ต่อมาในปี พ.ศ. 2529 ทางจังหวัดจึงได้ก่อสร้างศาลหลักเมืองขึ้นใหม่ ลักษณะเป็นแบบจตุรมุข ประดับด้วยหินอ่อนและกระจกสีอย่างงดงามเสาหลักเมืองทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ลักษณะเสาหัวเม็ดทรงมัณฑ์ นับเป็นศาลหลักเมืองที่สวยงามแห่งหนึ่งในประเทศไทย




อุบลราชธานี

วัดมหาวนาราม พระพุทธรูปพระเจ้าอินทร์แปลง

วัดมหาวนาราม ในเมือง เมืองอุบลราชธานี อุบลราชธานี พระอารามหลวง วัดมหาวนาราม วัดมหาวนาราม เดิมชื่อว่า วัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดป่าใหญ่ เป็นพระอารามหลวง เป็นวัดเก่าแก่และถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่บนถนนสรรพสิทธิ์ ดำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี วัดนี้ เหตุที่มีการสร้าง คือ เมื่อพระปทุมวรราชสุริยวงศ์(ท้าวคำผง)เจ้าเมืองอุบลราชธานีคนแรก ได้ก่อสร้างเมืองอุบลราชธานีบริเวณริมฝั่งแม่น้ำมูลแล้ว ก็ได้ก่อสร้าง วัดขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำมูล ตั้งชื่อว่า วัดหลวง เพื่อให้เป็นสถานที่บำเพ็ญกุศลแก่ประชาชนทั่วไป (ถือว่าเป็นวัดแห่งแรกของเมืองอุบลฯ) หลังจากก่อสร้างวัดหลวงแล้วก็ได้นิมนต์ พระธรรมโชติวงศา ซึ่งเป็นพระมหาเถระและพระภิกษุสามเณร ให้มาอยู่จำพรรษา เพื่อสนองศรัทธาของประชาชน เมื่อพระมหาเถระได้เข้ามาอยู่จำพรรษาแล้วท่านเห็นว่า วัดนี้เป็นวัดบ้าน หรือ ฝ่ายคามวาสี ตั้งอยู่กลางใจเมือง ไม่เหมาะแก่การปฏิบัติสมณธรรมวิปัสสนากรรมฐาน จึงได้แสวงหาสถานที่ใหม่ โดยพิจารณาเห็นว่า ป่าดงอู่ผึ้ง ห่างจากวัดหลวงไปทางทิศเหนือประมาณ 100 เส้น มีหนองน้ำ ชื่อว่า หนองสะพัง เป็นสถานที่อันสงบวิเวก เหมาะแก่การตั้งเป็นสำนักสงฆ์ฝ่ายวิปัสนากรรมฐาน หรือฝ่ายอรัญญาวาสี จึงได้ก่อตั้งขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ (พ.ศ. 2322 ) ขึ้น ชื่อว่า วัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ เพื่อให้คู่กับวัดหลวงซึ่งก่อตั้งขึ้นก่อนแล้วนั้น แต่ก็ยังไม่ทันได้ตั้งเป็นวัดให้เรียบร้อยสมบูรณ์ เจ้าเมืองคือ พระปทุม วรราชสุริยวงศ์ (ท้าวคำผง) ก็ได้ถึงแก่อนิจกรรมลงเสียก่อน (พ.ศ.2338) ต่อมา เจ้าเมืองคนที่ 2 คือ พระพรหมวรราชสุริยะวงศ์(ท้าวทิดพรหม)ได้มาก่อสร้างวิหารอารามในวัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ เมื่อ พ.ศ.2348 หลังจากนั้น อีก 2 ปี (พ.ศ.2350) ได้ยกฐานะเป็นวัดและให้ถือเป็นวัดประจำเจ้าเมืองคนที่สองด้วย ให้ชื่อว่า วัดป่าหลวงมณีโชติ แต่ชาวบ้านเรียกว่า วัดหนองตะพัง หรือหนองสระพัง ตามชื่อหนองน้ำที่อยู่ใกล้เคียง (มีหลักฐานการสร้างวัดอยู่ที่ ศิลาจารึก ซึ่งตั้งอยู่ข้างหลัง(ด้านซ้าย)ของพระเจ้าใหญ่อินทร์แปงระบุปีที่สร้างวัดนี้ ตรงกับ พ.ศ. 2350) โดยมีพระมหาราชครูศรีสัทธรรมวงศาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก และเป็นผู้สร้างพระพุทธรูปพระอินแปง หรือ พระเจ้าใหญ่อินทร์แปง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วัดมหาวันหรือวัดป่าใหญ่ และได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งตามสมัยนิยมเรียกว่า วัดมหาวนาราม (เมื่อปี พ.ศ. 2484) แต่ความหมายของวัด ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม คือ แปลว่า ป่าใหญ่ นั่นเอง วัดนี้ได้รับพระราชทานโปรดเกล้า ฯ ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2521 ปูชนียวัตถุที่สำคัญของวัดนี้ คือ พระเจ้าใหญ่อินทร์แปง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง ลักษณะศิลปะลาว ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 3 เมตร สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี 5 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งตามตำนาน มีเรื่องเล่าขานต่อ ๆ กันมาว่า มีอยู่ด้วยกัน 3 องค์




อุ