จดหมายระหว่างทาง(FL)...ตอนที่ 1

 

พ่อจ๋า...


           
ไม่น่าเชื่อเลยว่าหนูกำลังนั่งอยู่บนรถแวนของทางมหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปฟลอริดาแบบไม่ต้องเสียเงินสักบาท อย่างที่หนูเคยบอกในอีเมล์แล้วล่ะจ้า ว่าวันหยุดยาวของเทอมนี้ (Spring Break) หนูกับเพื่อนๆ สมัครเป็นอาสาสมัครของ Habitat for Humanity องค์กรการกุศลที่ช่วยสร้างบ้านขายคนที่ไม่มีโอกาสมีบ้านในราคาถูกแสนถูก ทำให้พวกเขามีโอกาสมีบ้านได้ในที่สุด

                ในครั้งแรกที่เจฟ หนุ่มอเมริกันหัวหน้าคณะที่สุดแสนจะใจดีของพวกเรา คำนวณต้นทุนมาทำเอาทุกคนแทบเป็นลม เพราะค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จทั้งค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร และค่าวัสดุอุปกรณ์สร้างบ้าน (ใช่แล้วจ้า นอกจากเราจะไปบริจาคแรงงานแล้ว ยังต้องบริจาควัสดุอุปกรณ์ด้วย ไม่อย่างนั้นเค้าคงเอาไปขายในราคาถูกมากๆ ไม่ไหวเหมือนกันนา) ตกคนละสองร้อยห้าสิบเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ไม่รวมค่าประกันอุบัติเหตุอีกสิบห้าเหรียญ

    หลายคนรวมทั้งหนูได้ฟังค่าใช้จ่ายแล้วจำเป็นต้องถอยทัพ ถ้าเป็นสักห้าสิบเหรียญยังอาจจะพอสู้ไหวล่ะนะ นี่ขนาดไม่รวมค่าที่พักแล้วนะพ่อจ๋า (ทางองค์กรรับหน้าที่ติดต่อโบสถ์ในละแวกใกล้เคียงให้อาสาสมัครได้พักฟรี)

           
โชคดีที่ทอนย่า สาวอเมริกันซึ่งสนิทกัน เคยเป็นอาสาสมัครองค์กรคล้ายๆ แบบนี้มาก่อน ทอนย่าบอกว่าถ้าอยากไปให้สมัครได้เลย ไม่ต้องห่วงเรื่องเงินที่จะต้องจ่ายคนละสองร้อยห้าสิบเหรียญ เพราะกิจกรรมการกุศลอย่างนี้หาคนสนับสนุนด้านเงินทุนได้ง่ายมาก รับรองว่าถ้าจะต้องจ่ายเงิน ก็จะไม่เกินคนละห้าสิบเหรียญแน่นอน

    ด้วยความมั่นใจในตัวทอนย่า หนูกับพี่กันก็จัดการไปสมัครในวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการรับสมัครพอดี (หนูเชื่อคนง่ายไปรึเปล่าก็ไม่รู้นะพ่อจ๋า พอสมัครไปแล้วก็รู้สึกเสียวๆ เหมือนกันว่าถ้าหาเงินบริจาคไม่ได้จะทำยังไงดี สองร้อยห้าสิบเหรียญแม้จะไม่ได้ค่าหน่วยกิตสักหน่วยกิตนึง แต่คิดเป็นเงินไทยก็เป็นหมื่นบาทนะเนี่ย)

           
หลังจากช่วยกันตั้งโต๊ะขายเครื่องประดับต้นคริสต์มาส ในตึกที่ผู้คนพลุกพล่านที่สุดในมหาวิทยาลัย เดินเร่ขายบัตรจับฉลากวันวาเลนไทน์ โดยมีรางวัลเป็นตะกร้าของขวัญที่ร้านในเมืองบริจาคมาให้ ล้างรถการกุศลข้างซูเปอร์มาเก็ต ในวันที่หนาวจัดและลมแรงมากที่สุดวันหนึ่ง (ไม่ได้เตรียมถุงมือกันไป ทำเอามือแข็งน่าดูเลยล่ะพ่อจ๋า) ติดต่อขอเงินบริจาคจากร้านต่างๆ ในเมือง ฯลฯ แล้วเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้อย่างการหาเงินบริจาคเกือบห้าพันเหรียญในเวลาไม่ถึงสามเดือน ก็เป็นไปได้ในที่สุด ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของนักเรียนสิบเก้าคนที่เป็นอาสาสมัคร และด้วยความช่วยเหลือจากบุคคลต่างๆ ไม่ว่าจะทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย (หนูเองยังไม่อยากจะเชื่อเลยล่ะพ่อจ๋า ทีแรกทุกคนคิดว่าหาได้ครึ่งหนึ่งก็มากเกินความคาดหมายแล้ว)

           
ในที่สุดหนูก็ได้มานั่งอยู่ตรงนี้ไงจ๊ะ หนึ่งในสองของรถแวนคันเล็ก ซึ่งกำลังจะออกเดินทางไปฟลอริดา รถคันหนูมีทอนย่าเป็นคนขับ มีพี่กันเป็นคนบอกทาง (แต่หนูว่าพี่กันคงจะช่วยอะไรทอนย่าไม่ได้มากหรอกจ้ะ เพราะเมื่อคืนวานนี้เองที่พี่กันเพิ่งหลงทางครั้งมโหฬารมา คือว่าไปต่างเมืองแล้วไม่สามารถกลับได้ เนื่องจากหลงทางไปเมืองอื่นที่อยู่คนละทิศละทางกับเมืองนี้แทน ปกติชาวบ้านเค้าใช้เวลาสองชั่วโมงเดินทางกลับจากเมืองที่พี่กันไปทีแรก แต่พี่กันเธอใช้เวลาไปเกือบแปดชั่วโมงในการหลงไปเมืองอื่นและหาทางกลับมาเมืองเรา)

    ผู้โดยสารนอกจากหนูแล้วก็มีซาร่า - สาวไต้หวันที่ภาษาอังกฤษพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะไปอยู่กับพวกทอนย่าที่โบสถ์บ่อย (ดูท่าหนูต้องเข้าโบสถ์บ้างแล้วล่ะพ่อจ๋า) รีเบคกา (เรียกสั้นๆ ว่าเบคกา) - สาวอเมริกันที่พูดน้อยจนใครๆ ก็เกรงใจ ยูกิโกะ - สาวญี่ปุ่นที่ซนชมัด แต่เห็นซนๆ อย่างนี้ กำลังจะเข้าเรียนเกี่ยวกับชีววิทยาเพื่อที่จะเรียนต่อหมอนะเนี่ย สตีฟ (บางทีถูกเรียกว่าสตีโว่ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน) - หนุ่มอเมริกันที่เก่งเลขมากๆ สมองทางด้านคณิตศาสตร์พัฒนาล้ำหน้าคนอื่นๆ ในกลุ่ม แต่ว่าซนพอๆ กับยูกิโกะเลย (พวกเด็กปีหนึ่งก็อย่างนี้แหละน้า แต่หนูว่าตอนหนูปีหนึ่งหนูไม่ซนเท่าสองคนนี้นะ หรือพ่อว่าไงจ๊ะ) แล้วก็ซันนี่ - สาวเกาหลีที่กำลังเรียนปริญญาโททางด้านภาษาอังกฤษอยู่ (คนนี้ภาษาดีมากเลย สงสัยเพราะว่าเค้ามาเรียนที่นี่ตั้งแต่ปริญญาตรีแล้ว)

    เรื่องขับรถพ่อไม่ต้องเป็นห่วงนะจ๊ะ เพราะแม้จะเป็นการขับรถทางไกล แต่ทางเราก็เตรียมคนขับสำรองไว้พร้อมแล้ว นอกจากทอนย่า ซันนี่ก็เป็นอีกคนที่ขับรถของมหาวิทยาลัยได้ อันที่จริงพี่กันก็ขับได้ แต่มัวแต่ผัดวันประกันพรุ่งจนไม่ได้ไปทำใบอนุญาตการขับรถของทางมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นเลยไม่มีสิทธิ์ขับ (ทางมหาวิทยาลัยเคร่งครัดมากเรื่องคนที่จะมาขับรถ ต้องเป็นนักศึกษาที่อายุเกิน 21 ปี เป็นลูกจ้างของทางมหาวิทยาลัย มีอาจารย์เซ็นรับรอง และต้องไปสอบสัมภาษณ์เกี่ยวกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ให้ผ่านก่อนจึงจะได้ใบอนุญาตมา)

             
เรานัดกันสี่โมงตรง เพื่อออกเดินทางไปแวะพักที่แอตแลนตา จอร์เจียก่อน (ขับรวดเดียวไปฟลอริดาเลยมันอันตรายน่ะพ่อจ๋า พักระหว่างทางนั่นแหละดีแล้ว) แต่กว่าจะได้ออกเดินทางจริงๆ เกือบห้าโมงเย็น งานนี้ทอนย่าขับไป พี่กันคอยดูรถให้ไป ส่วนคนที่เหลือก็หลับไปด้วยความมั่นใจในฝีมือคนขับและคนดูทาง เนื่องจากเป็นการขับตามรถแวนคันหน้าที่มีเจฟเป็นคนขับ ยังไงก็ไม่หลงแน่ๆ อีกทั้งทอนย่าคุ้นเคยกับการขับรถแวนอยู่แล้ว เพราะเจ้าตัวทำงานกับทางมหาวิทยาลัยในส่วนของการดูแลนักเรียนต่างชาติ ต้องขับรถแวนไปรับส่งนักเรียนต่างชาติจากสนามบินถึงมหาวิทยาลัยอยู่บ่อยๆ

    หนูเองนั่งหลับๆ ตื่นๆ ไปตลอดทาง อย่างไรก็ตามยังตื่นถูกจังหวะ ทันได้เห็นตัวเมืองของแนชวิลล์ แทนเนสซี่ ยามเย็น ที่มีตึกสูงๆ เหมือนตึกในกรุงเทพฯ บ้านเรา แล้วก็ยังตื่นทันเห็นตัวเมืองแอตแลนตา จอร์เจีย ยามค่ำคืน ที่เต็มไปด้วยถนนหนทางและตึกสูงๆ เปิดไฟสว่างไสวเหมือนบ้านเราเสียยิ่งว่าแนชวิลล์อีก ทำเอาเด็กเมืองหลวงอย่างหนู พี่กัน และซาร่า (รายหลังนี่อยู่ไทเป เมืองหลวงของไต้หวัน) คร่ำครวญอยากย้ายมาเรียนที่นี่ เดือดร้อนบรรดาอเมริกันที่ชินกับเมืองเล็กอย่างทอนย่าและสตีฟ ต้องหาเหตุผลนานาประการมาชี้ให้เห็นว่าเมืองใหญ่ไม่น่าอยู่อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่ไม่เป็นมิตร การจราจรที่ติดขัด ค่าครองชีพที่สูงลิ่ว ฯ

  แต่ถึงจะว่าอย่างไรก็เปลี่ยนใจคนที่อยู่เมืองใหญ่มากว่ายี่สิบปีอย่างพวกหนูได้ยาก ยิ่งเห็นแล้วก็ยิ่งคิดถึงบ้านล่ะพ่อจ๋า นึกๆ ไปก็ดีเหมือนกันที่เมืองที่หนูอยู่น่ะเป็นเมืองเล็กๆ คล้ายๆ จะเป็นต่างจังหวัด ไม่มีตึกสูงๆ หรือรถติดให้เหมือนกรุงเทพฯ ถ้าได้มาอยู่เมืองใหญ่ๆ แบบแอตแลนตานี่คงคิดถึงบ้านแย่เลย ก็มันคล้ายกันออกอย่างนั้น มีตึกใหญ่ๆ อยู่ทั่วไป มีขนส่งมวลชนให้ใช้ มีรถติดเป็นเรื่องปกติของชีวิต มีห้างสรรพสินค้าให้เดิน แต่ไม่มีครอบครัวเราอยู่ตรงนั้นด้วย คงเหงาแย่เลย

   ไม่เอาดีกว่าพ่อจ๋า...หนูว่าอยู่เมืองเล็กๆ ไม่ค่อยมีความเจริญไปอย่างนี้ดีกว่า อย่างน้อยเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่นี่มันไม่ค่อยมีบรรยากาศอะไรให้เหมือนกรุงเทพฯ จะได้ไม่ต้องคิดถึงบ้านและครอบครัวของเรามาก (แค่นี้ก็คิดถึงจะแย่ อยากกลับบ้านใจจะขาด เฮ้อ)


รักพ่อค่ะ

 เพนนี

 

 

Home เพนนีกับพีนัท  ตอนที่ 2