จดหมายระหว่างทาง(FL)...ตอนที่ 5

 

พ่อจ๋า...
 
           
การสร้างบ้านนี่ไม่ง่ายเลย เข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมบ้านแพง (แต่เอ๊ะ...ค่าแรงคนสร้างบ้านก็ถูกอยู่ดีนี่นา แล้วราคาบ้านทำไมถึงแพงได้ล่ะ)

            ก่อนมาหนูก็สงสัยว่าผู้หญิงอย่างเราๆ จะมาทำอะไรได้ในการสร้างบ้าน แม้จะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะให้มายืนเชียร์เฉยๆ ก็ตาม เมื่อพวกเรามาถึงที่ทำงาน ก็เห็นมีบ้านรอการสร้างให้เสร็จอยู่สี่หลัง กอปรกับดินที่ปรับพื้นเรียบร้อยแล้วกำลังจะขึ้นโครงให้เป็นบ้านอีกสองหลัง แล้วอาสาสมัครซึ่งเป็นหัวหน้าคนงาน (แน่นอน เค้ามีอายุและประสบการณ์มากกว่านักศึกษาอย่างพวกเราไม่รู้เท่าไหร่) ก็เริ่มแบ่งงานให้พวกเรา

            เริ่มจากขอคนกลุ่มนึงหยิบถุงคาดเอวพร้อมฆ้อนตามเขาไป หนูก็เป็นกลุ่มแรกที่ตามไปนี่ล่ะพ่อจ๋า หลังจากหยิบถุงผ้าที่เย็บให้มีช่องใส่ของตรงด้านหน้าสองช่อง (คงจะให้ใส่ตะปู คลิป อะไรประมาณนี้) ขึ้นมาผูกเอว และหยิบฆ้อนอันไม่ไหญ่นักมาแล้ว หนูก็เดินตามเค้าต้อยๆ มายังบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นหลังที่เสร็จน้อยที่สุดในบรรดาสี่หลัง ก็หลังนี้น่ะยังมุงหลังคาไม่เสร็จเลย ทั้งที่หลังคาบ้านหลังอื่นทำเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว

            พอไปถึงที่นั่น หัวหน้าคนงานก็สาธิตวิธีการตอกตะปูให้พวกเราดู จากนั้นก็ให้พวกเรากอบตะปูกันคนละสองสามกำมือใส่ถุงคาดเอว แล้วกระจายกันไปตอกตะปูตามผนังด้านต่างๆ รอบบ้าน พวกเราบางคนรวมทั้งหนูและซันนี่เริ่มใส่ถุงมือ หนูและซันนี่เตรียมถุงมือมาเอง เนื่องจากก่อนมาทอนย่าแนะนำว่าเอาถุงมือทำงานมาเผื่อก็ดี เพราะไม่แน่ใจว่าเราอาจจะได้ทำงานที่จะต้องใช้ถุงมือหรือไม่

            หนูกับพี่กันเลยไปเดินเลือกซื้อถุงมือกัน เท่าที่ไปหาก็เจอถุงมือทำสวน มีสองแบบ แบบแรกเป็นผ้าหนาในราคาไม่ถึงสองเหรียญ อีกแบบคือถุงมือที่หนูกับพี่กันตกลงใจลงทุนซื้อมาในราคาประมาณสี่เหรียญ ถุงมือแบบที่เราเลือกกันนี้ด้านที่เป็นฝ่ามือ (ซึ่งก็คือด้านที่เราต้องการป้องกัน) เป็นยางหนาๆ มีผิวขรุขระช่วยในการเกาะยึดด้วย ซันนี่ตาโตเมื่อเห็นหนูเอาถุงมือออกมาใส่ เพราะเค้าก็ไปซื้อที่เดียวกันและเลือกแบบที่เป็นผ้าหนาๆ ซึ่งถูกกว่า หนูได้แต่บอกว่าเห็นมันน่าจะทนดีเลยซื้อมา (หวังคุ้มว่าอย่างนั้นเถอะ) อันที่จริงไม่น่าซื้อมาเลยพ่อจ๋า ทางนี้เค้าก็มีถุงมือผ้าให้สำหรับคนที่ต้องการใช้ เพียงแต่ว่าเป็นแบบผ้าธรรมดาเท่านั้นเอง

           
กลุ่มของหนูตอกตะปูบ้านดังลั่นไปทั่ว ระหว่างที่กลุ่มอื่นเขาก็กระจายกันไปดูแลบ้านหลังอื่น ในส่วนอื่นที่แตกต่างกันไป

            ไม่นานนักก็สิบเอ็ดโมงครึ่ง ถึงเวลาที่รอคอย นั่นคือเวลาอาหารกลางวัน พวกเราไปนั่งทานอาหารกันตรงปากทางเข้าที่ทำงาน ซึ่งมีโต๊ะยาวนั่งได้โต๊ะละสิบสองคนวางต่อกันอยู่สามโต๊ะ หลังโต๊ะทานข้าวไปเป็นเกาะเล็กๆ ที่มีต้นไม้ใหญ่อยู่ตรงกลาง อันที่จริงมันก็ไม่เชิงเป็นเกาะหรอกนะพ่อจ๋า มันเหมือนมีคูน้ำล้อมรอบแต่เจ้าคูที่ว่าก็แห้งเหือดไปเหลือเป็นเลนหน่อยๆ ตรงกลางซึ่งเป็นต้นไม่ใหญ่มีความน่าสนใจตรงที่กิ่งอันแข็งแรงของมันมีเชือกไว้ให้โหนข้ามไปกลางเกาะ ส่วนตัวต้นไม้ก็มีบันได ซึ่งเป็นไม้แผ่นๆ แปะวนตามต้นให้ปีนขึ้นไปยังบ้านไม้เล็กๆ ที่อยู่บนต้นไม้ได้

            ระหว่างทานอาหารซึ่งเป็นแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นยักษ์สองชิ้น คุ้กกี้สองชิ้น และขนมขบเคี้ยวหนึ่งถุง (หนูทานไม่หมดหรอกพ่อจ๋า เยอะขนาดนี้ ต้องเก็บกลับไปเผื่อว่าตอนดึกๆ จะหิว) สองสาวญี่ปุ่นจอมซนอย่างเคย์และยูกิโกะก็เป็นสองคนแรกที่ต้องการทดสอบเจ้าเชือกโหนนี้ เจ้าสองคนนี่ซนมากเลยล่ะพ่อจ๋า เป็นน้องเป็นนุ่งปวดหัวตาย ทีแรกก็จับเชือกเหวี่ยงตัวไปแล้วกลับทีละคน (ไม่ได้ไปแวะพักที่เกาะตรงกลาง คือเหวี่ยงตัวไปแล้วก็กลับมาเลย) จากนั้นก็ขอแบบสองคน และเนื่องจากเชือกที่ว่ามีห่วงที่ปลายเชือก เจ้าตัวเล็กอย่างเคย์ก็ขอให้คนแถวนั้นช่วยยกตัวเองเอาเท้าสอดในห่วงที่ว่า แล้วเหวี่ยงตัวเองเล่นอีกด้วย

           
จากนั้นก็สนุกกันล่ะ เด็กมหาวิทยาลัยเราเริ่มเรียงคิวเหวี่ยงตัวกันทีละคน ท่ามกลางสายตาไม่อยากเชื่อของเจ้าหน้าที่และเด็กมหาวิทยาลัยอื่น พี่กันได้แต่กระซิบว่างานนี้พวกเราทำตัวเป็นเด็กต่างจังหวัดขนาดแท้เลย เพราะคนเมืองอย่างเด็กสองมหาวิทยาลัยใหญ่ยักษ์มีชื่อนั่นเค้านั่งดูกันอย่างเดียว ว่าแล้วพี่กันก็ออกไปโหนบ้างตามคำเรียกร้อง

            อันที่จริงหนูก็โดนคำเรียกร้องแต่ไม่ออกไปล่ะพ่อจ๋า ใครจะว่าขี้ขลาดก็ยอม หนูไม่มั่นใจในกำลังการเกาะของตัวเอง เห็นความเสี่ยงที่จะเจ็บตัวสูง อุตส่าห์เรียนการจัดการความเสี่ยงมาแล้วสมัยปริญญาตรี เพราะฉะนั้นเรื่องอะไรจะไปลองให้เจ็บตัวล่ะ (เกี่ยวกันไหมเนี่ย รู้แต่ว่าถ้าออกไปแล้วมีแววเจ็บตัว ไม่ออกเด็ดขาดน่ะจ้า หนูยิ่งเป็นพวกมีความสามารถในการเจ็บตัวมากกว่าชาวบ้านเสียด้วย)

            เจฟดูพวกเราโหนเชือกกัน (เจ้าตัวก็โหนเหมือนกัน ไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้เพราะตัวใหญ่ยักษ์ออกขนาดนั้น) แล้วขำกลิ้ง บอกว่ารู้สึกเหมือนเรากำลังอยู่ในเกมดังอย่าง Survivor ที่จะต้องผ่านการท้าทายเพื่อจะได้ไม่ถูกโหวตออกเลย

            ก็จริงของเจฟน่ะนะพ่อ บรรยากาศเป็นใจขนาดนี้ อันที่จริงเจ้าของเกม Survivor เค้าน่าจะคิดเกมให้ผู้แข่งขันทั้งสิบหกคนมาช่วยกันสร้างบ้านบ้างนะพ่อจ๋า แต่ละกลุ่มแข่งกันสร้างบ้านกลุ่มละหลัง เวลาแข่งป้องกันกลุ่มตัวเองไม่ให้ถูกโหวตออกแต่ละทีก็บอกเลยว่า คราวนี้คุณต้องทำกำแพงให้เสร็จ คราวต่อไปต้องมุงหลังคา ฯ (ผู้แข่งขันต้องได้รับการอบรมจากผู้รู้ก่อนนะพ่อจ๋า ไม่ใช่จู่ๆ ให้งมวิธีสสร้างเองบ้านคงจะออกมาแบบประหลาดๆ คนเข้าไปอยู่จริงไม่ได้แน่ๆ) กว่าจะแข่งเสร็จก็ได้บ้านสองหลังให้แก่คนที่ไม่มีบ้าน ได้ทั้งเรทติ้ง ได้ทั้งบุญน่ะ (หนูติดเกมมากไปรึเปล่าเนี่ยพ่อจ๋า)

           
กลับจากอาหารกลางวันมาตอกตะปูกันต่อ แต่คราวนี้สำหรับหนูไม่ใช่ผนังแล้วล่ะจ้า เป็นหลังคาแทน ใช่แล้วจ้าพ่อจ๋า...หนูปีนขึ้นไปตอกตะปูบนหลังคาบ้านกับทอนย่าและเบคกา สำหรับทอนย่าที่เคยทำอะไรแบบนี้แล้วสมัยอยู่โรงเรียนเก่า ดูมันจะเป็นเรื่องธรรมดามากเลยในการเดินบนหลังคา ส่วนเบคกาที่แม้จะเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก ก็ยังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาในการนั่งทำงานอยู่บนหลังคา แต่หนูนี่สิพ่อจ๋า ได้แต่กระดึ๊บๆ ไปในตำแหน่งที่ต้องการ ไม่กล้าที่จะยืน ถึงจะเป็นบ้านชั้นเดียวแต่พอมาอยู่บนหลังคาอย่างนี้มันสูงจัง

            ทอนย่ากับเบคกาคงรู้ว่าหนูกลัวจัด ถามแล้วถามอีกว่าทำไหวไหม เพราะจริงๆ แล้วเราเป็นอาสาสมัคร ถ้าไม่อยากทำ หรือคิดว่าทำตำแหน่งนั้นๆ ไม่ไหวสามารถเปลี่ยนงานได้ทุกเมื่อ หนูกัดฟันตอบว่าไหว ตอกๆ ตะปูไป พยายามไม่เหลือบมองข้างล่างไปอยู่พักใหญ่ ก็ไม่ไหวแล้ว ลงข้างล่างดีกว่า

            ทีนี้ไอ้ตอนลงนี่แหละปัญหาใหญ่เลยล่ะพ่อจ๋า ใครว่าตอนขึ้นและตอนอยู่บนหลังคาน่ากลัวแล้ว ตอนลงเสียวกว่าไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า กว่าจะลงมาได้สั่นแทบแย่ เฮ้อ ลูกพ่อเนี่ยน้า ปัจจุบันก็อยู่บนที่สูงอยู่แล้ว (อยู่บนคานไงจ๊ะ) แค่นี้ยังมาทำเป็นกลัวความสูงอีก ไม่ได้เรื่องๆ (อ่านไปรบกวนส่ายหน้าระอาใจไปกับความเพี้ยนของลูกพ่อด้วยจ้า)

รักพ่อค่ะ...

เพนนี

 



 

ตอนที่ 4 เพนนีกับพีนัท ตอนที่ 6