ความจริงหลังคำตัดสินคดีซุกหุ้นทักษิณ

โดย พายัพ วนาสุวรรณ 
MGR ONLINE, 3 มกราคม 2544

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินว่า นายกรัฐมนตรี ไม่ได้จงใจปกปิดทรัพย์สินตามที่ป.ป.ช.กล่าวหา เมื่อวันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม 2544 ตลอดช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ได้ปรากฎเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างกว้างขวาง แต่หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น 21 วันเมื่อวันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน 2544 ‘พายัพ วนาสุวรรณ’ คอลัมน์นิสต์ฝีปากกล้าของนสพ.ผู้จัดการได้วิเคราะห์และฟันธงเอาไว้แล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้จงใจ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมานี้ พายัพ วนาสุวรรณ ได้กลับมาทำหน้าที่วิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ ‘ความจริงหลังการตัดสินคดีประวัติศาสตร์’ นี้อีกครั้งในรายการวิทยุ’คารวะแผ่นดิน’และ’คุยกับพายัพ’ ดังมีเนื้อหาต่อไปนี้ 

สวัสดีครับท่านผู้ฟังครับ วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 6 พ.ค.2544 ทุกๆ วันจันทร์ผมพายัพ วนาสุวรรณจะมาพบกับท่านสองคลื่นครับคือ เอฟเอ็ม 99.5 ไอเอ็นเอ็นนิวส์เรดิโอ และเอฟเอ็ม 97.5 ของเครือข่ายสถานีวิทยุอ.ส.ม.ท. 2 อาทิตย์ที่หายหน้าไปต้องหายหน้าไป เพราะติดธุระและต้องเดินทางไปที่ต่างๆ วันนี้กลับมาพบกับท่านเช่นเคยโดยจะเริ่มที่เวลา 20.00 น.ไปหมดสิ้นเอา 22.00 น. ที่คลื่น 99.5 ส่วน 97.5 จะเสร็จไวขึ้นเพราะช่วงเวลาระหว่างตอนไม่มีข่าว

แม้ว่าผมจะหายไปแต่ก็ยังติดตามข่าวสารโดยตลอด ไม่ว่าจะอยู่ในไทยหรือนอกเมืองไทย เวลาอยู่นอกประเทศไทยก็เข้าเวบไซต์ครับ เวบไซต์หนังสือพิมพ์ทั่วๆไป แต่ที่เข้าประจำคือเวบไซต์ของผู้จัดการ www.manager.co.th เพราะเป็นเวบข่าวที่ให้ข่าวได้สดและลึกและมีความหลากหลาย 

ท่านผู้ฟังครับวันนี้วันที่ 6 สิงหาคม วันนี้เป็นวันที่ 4 นะครับ นับจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินด้วยเสียง 8 ต่อ 7 ให้ท่านนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะในคดีซุกหุ้น 4 วันที่ผ่านมานี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ทั้งมีบรรดาอดีตส.ส.ร หรือว่าท่านวุฒิสมาชิก หรือท่านนักการเมืองบางท่านก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผลตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านผู้ฟังครับ ผมมาวิเคราะห์แล้วการวิพากษ์วิจารณ์แบ่งเป็น 2 ฝ่ายมีฝ่ายที่เห็นด้วยคงไม่ต้องมาพูดในรายการนี้นะครับ เพราะยังไงเขาก็เห็นด้วยอยู่แล้ว แต่ที่จะมาพูดในวันนี้คือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เพราะมีข้อคิดต่างๆ นานา ผมคิดว่าน่าจะเอามาปุจฉาวิสัชนาให้ถึงแก่นทีเดียว

ท่านผู้ฟังที่ฟังรายการนี้เป็นประจำคงจำได้ว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน 2544 หรือเมื่อ 21 วันที่แล้วครับ ผมเคยฟันธงเอาไว้ว่า นายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร น่าจะชนะถ้าศาลรัฐธรรมนูญดูจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมพูดเอาไว้เมื่อ 21 วันที่แล้ว ผมพูดไว้อย่างนี้ครับ ผมพูดว่า ถ้าผมเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็คงดูในชั้นที่ 2 ว่าเขามีมูลเหตุในการปกปิดหุ้นเขาหรือเปล่า งานนี้ไม่ใช่รัฐศาสตร์หรือนิติศาสตร์แต่เป็นงานที่ให้ดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เมื่อเราดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นได้ชัดว่า หุ้นที่เขามีอยู่แล้วนั้นถึงแม้จะใส่ชื่อผู้อื่น ก็เป็นหุ้นซึ่งเกิดขึ้นมาก่อน ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นมาก่อนที่เขาจะดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผมถามว่าเขาผิดตามหลักนิติศาสตร์ว่าเขาไม่ได้แจ้ง ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อดูเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญแล้วพิสูจน์ได้ว่าเขาไม่ผิด เนื่องจากว่าเขาไม่ได้จงใจ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อน เป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นมาก่อนที่เขาจะเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ในวันนั้นถ้าท่านผู้ฟังจำได้ ผมเป็นคนพูดออกมาเองว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเขาต้องการจะปกป้องการฉ้อราษฎร์บังหลวงของคนที่มีอำนาจทางการเมือง ที่ก่อให้มีทรัพย์สินระหว่างที่ตนเองดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อตัวเองดำรงอำนาจทางการเมืองนั้นแล้วมีทรัพย์สินเกิดขึ้นมาระหว่างการมีอำนาจนั้น ในกรณีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นทรัพย์สินที่มีมาก่อนอยู่แล้ว ก่อนที่เขาจะรับตำแหน่ง เขาจะผิดก็ตรงที่ว่าเขาไม่ได้แจ้ง เขาเอาไปใส่ชื่อคนอื่นเท่านั้น

ท่านผู้ฟังครับ เรามาดูซิว่าการลงคะแนนเสียงครั้งนี้เป็นเรื่องหลักรัฐศาสตร์หรือหลักนิติศาสตร์ หรือเป็นเรื่องเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มีการถกเถียงกันมากครับ ก่อนที่จะมีการลงคะแนนจะมีการคำนวณกันก่อนว่าสายรัฐศาสตร์กี่สาย สายนิติศาสตร์กี่สาย น่าจะลงยังไง ไปมองกันว่าสายนิติศาสตร์จะต้องว่าตามกฎหมาย ถือว่าไม่แจ้งก็ผิด ผิดก็คือผิด ส่วนสายรัฐศาสตร์ก็มองกันว่าไม่น่าจะผิด เพราะไม่ได้เจตนา ก่อนที่คำพิพากษาจะออก ก็มีการทำนายกันว่า อย่างน้อยที่สุดสายรัฐศาสตร์ต้องให้นายกฯ ชนะ ปรากฏว่าสายรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่ เช่น คุณประเสริฐ นาสกุล คุณสุจิต บุญบงการ คุณอมร รักษาสัตย์ ทั้ง 3 ท่านกลับลงให้นายกฯ เป็นฝ่ายผิดซึ่งทั้ง 3 ท่านนี้เป็นสายรัฐศาสตร์ ในกรณีของคุณสุจิต บุญบงการ เป็นที่เข้าใจกัน ก่อนที่จะมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็เป็น ป.ป.ช.มาก่อน เพราะฉะนั้นเมื่อมาจากป.ป.ช.ด้วยกันแล้ว การลงคะแนนเสียงที่ขัดแย้งกันก็คงจะดูอย่างไรอยู่ ก็มีเฉพาะสายรัฐศาสตร์ของคุณกระมล ทองธรรมชาติที่ลงคะแนนให้ไม่ผิด เพราะไม่เข้าข่ายตามมาตรา 295 เพราะฉะนั้นแล้ว ฝ่ายที่ให้นายกฯ ชนะก็แบ่งความเห็นเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกเห็นว่ากรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่เข้าข่ายมาตรา 295 เพราะเขาถือว่าไม่สามารถใช้ได้กับผู้ที่พ้นตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว กลุ่มนี้ก็มีคุณกระมล ทองธรรมชาติ คุณผัน จันทรปาน คุณศักดิ์ เตชาชาญ คุณจุมพล ณ สงขลา ส่วนกลุ่มที่ 2 เห็นว่าเข้าตามมาตรา 295 แต่เห็นว่าไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีหรือทรัพย์สิน คนพวกนี้ได้แก่พลโทจุล อติเรก คุณอนันต์ เกตุวงศ์ คุณสุจินดา ยงสุนทร และคุณปรีชา เฉลิมวณิช ส่วนตุลาการอีก 7 เสียงมองประเด็นเดียวว่า ท่านนายกฯ ได้รับทราบการมีทรัพย์สินหรือหนี้สินของตนเองหรือไม่ ซึ่งทั้ง 7 คนเห็นว่า ถ้ารับทราบแล้วก็ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญตามมาตรา 295 ก็คือว่าจะไม่พิจารณาหรอกว่าจะจงใจหรือไม่จงใจว่าไปตามกฎหมายเป๊ะๆ เลย

ท่านผู้ฟังครับ สังคมไทยเป็นสังคมที่มีปัญหาในเรื่องกระบวนทัศน์ และการทำความเข้าใจกับการทำความเข้าใจกับเรื่องต่างๆ ด้วยความเข้าใจ ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่เพราะเข้าข้างท่านนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่อยากเตือนสติทุกคนที่กำลังห้ำหั่นกันด้วยตรรกะและปรัชญาที่อยู่บนพื้นฐานของการมีอคติด้วยกันทั้งนั้น ทำไมผมจึงพูดเช่นนั้น ผมเคยพูดเสมอว่า เวลาเราดูต้นไม้ เราอย่าดูต้นไม้เพียงต้นเดียว เราต้องดูป่าทั้งป่าด้วย เราถึงจะเข้าใจต้นไม้ต้นนั้น กรณีข้อหาการซุกหุ้นผิดหรือไม่ผิด และการตัดสินให้ชนะไปด้วยโดยฝ่ายซึ่งเข้าข้างทางฝ่ายแพ้ ที่เห็นว่านายกฯควรจะผิดนั้น ก็พากันออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงขรมนั้น ผมคิดว่าคนพวกนี้ไม่ได้ดูทั้งกระบวนการ 

ท่านผู้ฟังตามผมมาสิครับ ผมจะเล่าอะไรให้ฟังตั้งแต่ต้น 

ท่านผู้ฟังจำได้มั้ยครับ ถ้าเรามองย้อนหลังจุดกำเนิดของคดีนี้ตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว ผมอยากจะให้กลับไปตั้งแต่แรก ในยุคนั้นก็คือปลายยุคชุดนายกฯ ชวน หลีกภัย ถ้าเรามองตั้งแต่แรก เราจะเห็นที่มาที่ไป ในช่วงนั้นครับ เราต้องยอมรับว่าเป็นช่วงกระแสการต่อสู้กันในทางการเมืองระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคไทยรักไทยที่กำลังเข้มข้น ที่เข้มข้นเพราะสมัยหนึ่งในตอนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นมา ดูภาพดูกระบวนการ ดูความน่ากลัวนั้นไม่มี อาจจะเพราะว่ามีแต่ ดร. ทั้งนั้นที่เข้ามาร่วมกัน มีแต่บรรดานักวิชาการ ผู้ซึ่งสังคมยกย่องและผู้ที่ไม่ได้เจนจบในการเมือง 

ความเข้มข้นมีมาเมื่อคุณเสนาะ เทียนทอง ได้ยกพลพรรคออกมาจากพรรคความหวังใหม่ทั้งยวง และเริ่มเข้ามาจับจองที่นั่งในพรรคไทยรักไทย ว่าก็ว่าเถอะครับ นักรบทางการเมืองที่แท้จริง เริ่มย้ายกระบวนจากพรรคความหวังใหม่มาสู่พรรคไทยรักไทย และตรงนั้นแหละครับเป็นตรงที่พรรคไทยรักไทยเป็นที่น่าสนใจในบรรดาเกจิอาจารย์ทั้งหลาย 

เพราะฉะนั้นแล้ว การโรมรันพันตูทางการเมืองในยุคนั้น หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง โดยที่กระแสประชาชนเริ่มหันตัวออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารเศรษฐกิจอย่างมีวาระซ่อนเร้นของรัฐบาลชุดพรรคประชาธิปัตย์ หรือการเลือกปฏิบัติ หรือการไม่ดำเนินการปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นอย่างเด็ดขาด หรือบรรดาพลพรรคสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หรืออดีตรมช.มหาดไทยนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ โดนตำรวจจับยาบ้า จับไปจับมาจากหลายพันหลายร้อยเม็ดกลายเป็นสิบกว่าเม็ดหรือไม่กี่เม็ดเองนี่ล่ะครับ หรือการซุกหรือขายซีดีเถื่อนอยู่ที่บ้านพิษณุโลกต่างๆ เหล่านี้ ทำให้คะแนนเสียงพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มตกหล่น เริ่มจะถดถอยลงไป

อีกประการหนึ่งเป็นยุคไอเอ็มเอฟที่เข้ามาอย่างหนัก มีการบังคับให้เปิดเสรี มีการบังคับให้ร่างกฎหมายต่างๆ ขึ้นมา เพราะฉะนั้นการโรมรันพันตู ระหว่างพรรคการเมืองสองพรรคคือพรรคประชาธิปัตย์และพรรคไทยรักไทย ก็มีการต่อสู้กันทั้งทางเปิดและทางปิด ทางเปิดคือการสู้กันด้วยนโยบายต่างๆ การวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน การเสนอทางออกของพรรคไทยรักไทยว่าเป็นตัวเลือกได้ดีกว่าพรรคประชาธิปัตย์ การต่อสู้ในครั้งนั้นเข้มข้นมาก พรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นพรรคใหม่ก็พยายามจะชูการคิดใหม่ทำใหม่ หรือการที่จะทำอะไรก็ตามที่จะไม่ทำแบบเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ทำอยู่ เพราะสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำอยู่ไม่ได้เป็นที่พอใจของประชาชนหลายๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือการแก้ปัญหาทางสังคม นี่คือการต่อสู้ในทางเปิด 

ท่านผู้ฟังครับ ผมพูดถึงการต่อสู้ของพรรคไทยรักไทยก่อนการเลือกตั้งนะครับ ผมได้อธิบายให้ฟังว่าการต่อสู้มีทั้งทางเปิดและทางปิด การต่อสู้ทางเปิดผมก็ได้อธิบายว่ามีทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ การต่อสู้ด้วยนโยบาย การเสนอทางออกให้ซึ่งกันและกัน ในทางเปิด การต่อสู้กันเป็นไปเพื่อทางเลือกครับ เป็นการต่อสู้กันว่า ผมมี ดร.กี่คน มีคนมีประสบการณ์ในการทำงาน ก็ว่ากันไป แต่ที่แน่ๆ ยุคนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล คนที่เป็นรัฐบาลก็แน่นอนที่สุดว่า ที่สำคัญที่สุดเป็นคนกุมอำนาจรัฐ เมื่อกุมอำนาจรัฐก็ต้องกุมอำนาจสื่อที่อยู่ในรัฐ 

ท่านผู้ฟังครับ ความจริงที่เราปฏิเสธกันไม่ได้คือช่อง 9 ช่อง 11 หรือสถานีวิทยุบางสถานีล้วนแต่อยู่ในอำนาจรัฐทั้งนั้น จะเป็นสถานีวิทยุทหาร ก็ขึ้นกับรมต.กลาโหม รมต.กลาโหมก็ขึ้นกับรัฐบาล ท่านผู้ฟังจำได้มั้ยครับ รายการของพายัพ วนาสุวรรณ ในยุคของท่านนายกฯ ชวน หลีกภัยนั้น ซึ่งคลื่น 99.5 ขึ้นอยู่กับกองบัญชาการทหารสูงสุด วันดีคืนดี ก็มีคำสั่งแปลกประหลาดมาว่าให้เซนเซอร์รายการพายัพ วนาสุวรรณ ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจว่าคลื่นวิทยุไม่ใช่ของเอกชนแต่เป็นของรัฐ เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่มานั่งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลก็เป็นเรื่องธรรดาสามัญที่เขาจะไม่พอใจ

เพราะฉะนั้นในยุคนั้นก็มีการบีบบังคับสื่อมวลชน หรือสื่อมวลชนที่ไม่เห็นด้วย การทำเช่นนี้มีมาตลอด และเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมเลยครับ สมัยนั้นท่านคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ท่านคุมกรมประชาสัมพันธ์ เพราะฉะนั้น รายการที่ท่านสนับสนุนคือรายการของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทองไงล่ะครับ ออกได้ออกดีทุกรายการ เพราะแต่ละรายการของท่านก็สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ทั้งนั้น ก็เป็นของธรรมดาเช่นกันครับ โฆษณาเอย อะไรเอยของรัฐ 

ผมยังจำได้เลยว่ากองบ.ก.หนังสือพิมพ์ผู้จัดการเคยมาพูดให้ผมฟังว่า ในยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล กระทรวงการคลังเคยมีงบประมาณในการส่งเสริมความเข้าใจกระทรวงการคลังให้กับสื่อมวลชนทุกแขนง ถ้าผมจำไม่ผิด สถานีวิทยุทุกสถานี รายการทุกรายการ ที่อธิบายสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้โฆษณานั้นไป รวมทั้งหนังสือพิมพ์ด้วย ยกเว้นฉบับเดียวครับและก็รายการเดียว หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นชื่อหนังสือพิมพ์ผู้จัดการครับ ไม่เคยได้รับโฆษณามาจากกระทรวงการคลังเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

เมื่อฝ่ายโฆษณาเขาถามไป ตัวแทนกระทรวงการคลังก็อธิบายว่านโยบายของรมต.กระทรวงการคลังไม่มีชื่อหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หรือรายการของพายัพ วนาสุวรรณ ก็ฝันไปเถอะครับไม่มีวันได้โฆษณา ผมเล่าให้ฟังเพื่อให้ผู้ฟังทราบว่า เมื่อใดก็ตามผู้ใดกุมอำนาจรัฐ เรื่องนี้เป็นของธรรมดาเมื่อกุมอำนาจรัฐแล้วมีใครมาใช้เครื่องมือของเขาเพื่อมาวิพากษ์วิจารณ์ตัวเขาเอง ก็ไม่มีใครชอบหรอกครับ นั่นคือการต่อสู้ในทางเปิด

ส่วนการต่อสู้ในทางปิด ต่างฝ่ายก็ต่างแสวงหาโอกาส ช่องว่างที่กฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ เปิดโอกาสให้ตรวจสอบนักการเมืองได้ โดยผ่านองค์กรอิสระ ท่านผู้ฟังครับ เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า การเล่นการเมืองในยุคนี้ ในยุค พ.ศ. 2541-2544 และต่อๆ ไปอีกหลายปี เป็นการเล่นการเมืองที่ต้องใช้ไหวพริบ ปฏิภาณ และใช้ช่องว่างต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากองค์กรอิสระต่างๆ เป็นเครื่องมือตรวจสอบ ต่อสู้กับศัตรูทางการเมือง โดยต่อสู้กันในทางปิด

ผมจะเล่าให้ฟังว่า องค์กรอิสระเกิดขึ้นอย่างไร ในยุคพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล 3 ปีกว่า เป็นยุคของการสรรหาบุคคลในองค์กรอิสระในทุกๆ องค์กร องค์กรอิสระเกิดขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระเกิดขึ้นมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 แต่ขบวนการสรรหาคนที่มาบริหารองค์กรอิสระ 99% เกิดขึ้นมาในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็เป็นธรรมดาครับในยุคที่ใครเป็นรัฐบาล ก็มีโอกาสสนับสนุน เสนอ หรือผลักดันคนที่ตัวเองต้องการตั้งมาเป็นกรรมการ แน่นอนครับถ้าผมเป็นรัฐบาล และผมมีโอกาสตั้งป.ป.ช. ผมก็จะผลักดันให้คนของผมเป็นกรรมการ ป.ป.ช.หมด หรือเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหมด เพราะฉะนั้นกรรมการและหรือประธานองค์กรอิสระถูกแทรกแซงอยู่แล้วครับท่านผู้ฟัง นี่คือข้อเท็จจริง วิธีการแทรกแซงร้อยแปดพันประการครับท่านผู้ฟัง ใครเป็นกรรมการสรรหา มีสายสัมพันธ์ตรงไหน ก็ใช้สายสัมพันธ์ตรงนั้น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เลือกคนที่คนกุมอำนาจรัฐต้องการ มันเป็นของปกติธรรมดาครับท่านผู้ฟัง

เขาแทรกแซงยังไง โอ๊ย เยอะแยะไปหมด ให้ผมยกตัวอย่างก็ได้ครับ เช่น กรรมการสรรหาคนหนึ่ง อย่างเช่นผมมีภรรยาเป็นข้าราชการ ภรรยาอาจจะรับราชการอยู่ที่...ขอประทานโทษครับ ขอยกตัวอย่างว่าเป็นข้าราชการสำนักนายกฯ แล้วผมอยู่ในระดับที่จะเลื่อนตำแหน่งได้ สมมุติว่าเลือกคนๆ นี้เข้ามา คนที่รัฐบาลต้องการ เขาไม่เวิร์กผ่านผม แต่เขาจะทำผ่านภรรยาผม ก็คนกินนอนด้วยกันก็ต้องกระซิบกันได้ว่า ‘พี่ หนูว่าพี่ช่วยตรงนี้ให้หน่อยได้มั้ย คนนี้แหละเหมาะ ถ้าพี่เลือกคนนี้เข้าไป โอ๊ย โอกาสที่หนูจะเป็นปลัด หรืออธิบดี หรือรองอธิบดีได้แน่นอน เขารับปากไว้’ ‘พี่อย่าลืมนะคนนี้ก็เป็นคนดีอยู่แล้ว อย่างน้อยหนูก็ได้เป็นอธิบดี’

เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ปกติมากครับท่านผู้ฟัง ท่านผู้ฟังเชื่อมั้ยว่าการเอาตำแหน่งมาล่อ ไม่ใช่เกิดขึ้นเพื่อเลือกให้คนนู้นคนนี้เข้ามาสรรหา แม้กระทั่งการที่จะกลั่นแกล้งคนก็ทำได้ ถ้าผมเป็นรมต.ในกระทรวงนี้ ผมจะเล่นงานรองปลัดฯ คนนี้ ผมไม่ชอบขี้หน้ากัน เผอิญมันเคยมีเรื่องมีราว ผมหาเรื่องปรักปรำหน่อย 

เรื่องบางเรื่องคนที่จะขึ้นมาเป็นปลัดต้องผ่านตำแหน่งอธิบดีมา คนที่เป็นอธิบดีมีใครบ้างที่ไม่เคยทำผิด จะมีงานอยู่หลายงานที่อธิบดีในกระทรวง ทบวง กรม ในประเทศไทยทั้งหมดที่ทำแล้วคาบลูกคาบดอก มันไม่ใช่สีดำหรือสีขาว มันเป็นสีเทา ตัดสินไม่ได้ แต่ผมจะเอาเรื่องนี้มาเล่นงานหมอนี่ วิธีเล่นงานก็ไม่ยาก ผมก็จะบอกรองอธิบดีคนหนึ่ง ซึ่งไอ้หมอนี่เคยอยู่กระทรวงนี้ สมมุติว่ารองปลัดฯ คนนี้เคยเป็นอธิบดีอยู่กรมนี้ ผมรู้ว่ามีรองอธิบดีคนหนึ่งซึ่งไม่ถูกขี้หน้ากันผมก็บอกคุณ เรื่องนี้คุณทำให้ผมหน่อยได้มั้ย คุณให้การปรักปรำมันเพื่อผมจะได้ลงโทษมัน ส่งเรื่องไปป.ป.ช.ได้แล้วผมจะยื่นตำแหน่งอธิบดีให้คุณ เกิดขึ้นมาแล้วครับท่านผู้ฟังในกรณีแบบนี้ เพราะฉะนั้นคนเป็นรองอธิบดีก็หลับหูหลับตาให้การหรือลงมติให้เป็นไปตามที่อำนาจรัฐต้องการ ตำแหน่งอธิบดีไม่ได้มาได้ง่ายๆ นะครับ คนมันจะตายเพราะถูกดำเนินคดีก็ช่างมันเหอะ กูขอเป็นอธิบดีก่อน เพราะฉะนั้นคนที่ถูกกล่าวหา ถูกนักการเมืองกล่าวหา ถูกพรรคพวกตัวเองหักหลัง ทรยศ กลั่นแกล้งเพื่อหวังยศถาบรรดาศักดิ์ ก็ถูกนักการเมืองชงเรื่องแล้วส่งให้ ป.ป.ช. ป.ป.ช.ก็รับเรื่องไป

ท่านผู้ฟังครับ เรื่องนี้เกิดมามากแล้ว ถ้าไม่เชื่อลองไปถามคนที่เคยถูกเรื่องแบบนี้มาแล้วชื่อคุณนิพัทธ พุกกะณะสุต ดูสิครับ ถามสิครับว่าอธิบดีบางคนในกระทรวงการคลังเขาได้กันมายังไง เมื่ออำนาจรัฐอยู่ในมือ คนที่อยู่ในองค์กรอิสระส่วนมากก็น่าจะได้รับเลือกมาเพราะสาเหตุนี้เช่นกัน ไปดูได้เลยครับ ไปดูรายชื่อกรรมการ ป.ป.ช. ไปดูรายชื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ไปดูรายชื่อคนนู้นคนนี้ เมื่อเช็กสายสัมพันธ์กันแล้วจะร้องอ๋อว่ามันเป็นอย่างนี้นี่เอง

สาเหตุเดียวกันครับ องค์กรอิสระที่สำคัญมีอยู่ 3 องค์กร ครับ องค์กรแรกที่ผมจะพูดถึงคือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือที่เราเรียกว่า ป.ป.ช. ซึ่งมักจะมีคนเข้าใจผิดเรียกว่า ป.ช.ป. มากกว่า ป.ป.ช. แต่ก็ช่างมันเถอะครับ องค์กรที่สองคือศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรที่สามคือศาลปกครอง ทั้งสามองค์กรนี้ ป.ป.ช. คือองค์กรที่สำคัญที่สุด สำคัญมากๆ ท่านผู้ฟังครับ สำคัญเพราะว่า ป.ป.ช. เป็นด่านแรกในการกล่าวหาผู้คนในแผ่นดิน ผู้คนในแผ่นดินคือนักการเมืองและข้าราชการ เมื่อเป็นด่านแรกก็หมายความว่าใครก็ตามมีชื่อโผล่มาในป.ป.ช. ก็จะซวยเลยล่ะ จะจริงหรือไม่ไม่รู้ขอให้กล่าวหาก่อน ขอให้ป.ป.ช.รับเรื่องก่อน เมื่อรับเรื่องต่อแล้ว เรื่องต่อไปนี้ก็ไม่จืดละ เพราะป.ป.ช.เป็นต้นเรื่องต้นท่อ ในการรับเรื่อง อุปมาเหมือนต้นน้ำล่ะครับ น้ำเกิดอยู่ที่นี่พอเมื่อเกิดแล้ว ป.ป.ช.รับเรื่องแล้ว จะเปิดท่อไหนก่อนท่อไหนหลังก็ทำได้แล้วแต่วิจารณญาณป.ป.ช. 

กล่าวคือใครก็ตามมาแจ้งป.ป.ช.แล้ว ป.ป.ช.ก็จะเอาเรื่องที่รับแจ้งพิจารณาก่อนหรือหลัง ย่อมได้เสมอ เพราะฉะนั้นบรรดาข้าราชการและนักการเมืองจะกลัวป.ป.ช. และในขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ก็จะเป็นเครื่องมือของนักการเมืองและคนที่ไม่หวังดีต่อใคร ที่ต้องการจะทำลายชื่อเสียงในบางครั้งกับคู่แข่งของตัวเอง บางคนรู้ว่าคนนี้แนวโน้มจะได้ขึ้นเป็นอธิบดี กูฟาดมึงก่อนแล้วกัน ยื่นเรื่องให้ป.ป.ช.สอบซะก่อน ขอให้มีชื่อติดเอาไว้ ต้องถือว่าชนะแล้ว 

เมื่อสักครู่ผมพูดถึงองค์กรอิสระที่สำคัญ 3 องค์กร คือ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ องค์กรที่สองผมพูดถึงศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรสุดท้ายที่ผมพูดถึงคือศาลปกครอง

ผมเล่าให้ผู้ฟังถึงป.ป.ช.ว่าเป็นองค์กรที่สำคัญที่สุด ป.ป.ช.เหมือนตำรวจ ท่านผู้ฟังเคยมีความรู้มั้ยว่า ใครก็ตามไปแจ้งความเรื่องอะไรก็ตามแล้วตำรวจเดินมาที่บ้านเรา เอาหมายจับมาหาเรา เอากุญแจมือใส่เราเอาเราไปที่โรงพัก เราอับอายขายหน้าเพื่อนบ้าน เรามีความรู้สึกว่าเราเสียศักดิ์ศรี เรามีความรู้สึกว่าเกิดอะไรขึ้นวะ ทำไมเรื่องแบบนี้ผมต้องโดนด้วย ผมผิดตรงไหน ตำรวจก็จะบอกว่าคุณผิดครับ เพราะข้อกล่าวหามีอยู่อย่างนี้ๆ ผมรับเรื่องคุณเข้ามาแล้วผมจะสืบ เพราะฉะนั้นถ้าท่านผู้ฟังดูเรื่องโรงพัก คงนึกออกนะครับว่าวันๆ มีคนไปแจ้งความเยอะแยะไปหมดเมื่อรับแจ้งแล้วโรงพักก็จะดำเนินคดี

คำถามคือเมื่อรับแล้ว โรงพักจะเปิดท่อไหนก่อนจะเปิดท่อไหนหลังก็ย่อมจะทำได้ ร้อยเวรรับเรื่องทั้งหมด 20 เรื่อง ร้อยเวรบอกเฮ้ยเรื่องนี้สำคัญทำก่อน เอาเรื่องนี้ไปออกหมายเรียก จดบันทึก ปรับ ทำเรื่องเอาไว้ เรื่องนี้เอาไปทำก่อน เรื่องนี้เป็นการกลั่นแกล้งกันขอให้เช็กให้ละเอียดก่อนแล้วค่อยดำเนินการ เพราะฉะนั้นแล้วการที่ป.ป.ช.จะเปิดท่อจะเปิดมากหรือน้อย นั่นคือจะเร่งทำเรื่องนี้หรือปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการย่อมทำได้

ท่านผู้ฟังจำได้ใช่มั้ยครับว่าป.ป.ช.พยายามพูดตลอดเวลาว่าตัวเองนั้นมีหน้าที่ต้องทำก็ต้องทำตามหน้าที่ เพราะฉะนั้นเมื่อป.ป.ช.ทำแล้วก็ไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้น นี่คือคำพูดของคุณโอภาส อรุณินท์ครับ ท่านประธานป.ป.ช. หลังจากคดีซุกหุ้นได้จบแล้ว ผู้สื่อข่าวก็ไปถามท่านว่า ท่านรู้สึกอะไรมั้ย ท่านก็ตอบว่าท่านไม่รู้สึกอะไร เพราะเป็นหน้าที่ของท่าน ท่านก็ทำไป 

แต่ท่านผู้ฟังครับ ป.ป.ช. กลับลืมอธิบายว่า มารยาทในการเลือกเรื่องทำ หรือว่ากำหนดเวลาการทำนั้น ป.ป.ช. ใช้มาตรฐานอะไรกำหนด ระหว่างคดีซุกหุ้นของนายกฯทักษิณ กับลูกศิษย์หลวงตามหาบัวไปเข้าชื่อยื่นเรื่องให้ป.ป.ช.ดำเนินการกับเรื่องของท่านรมต.กระทรวงการคลัง นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ และท่านอดีตนายกฯ ท่านชวน หลีกภัย ป.ป.ช. ก็ยังเก็บเรื่องอยู่ หรือกรณีทุจริตที่สหกรณ์สุราษฎร์ฯ ก็เพิ่งจะเริ่มทำกัน หรือเรื่องบางเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว มีคนร้องเรียนท่าน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก สมัยที่ท่านยังเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรื่องการทุจริต ยื่นไป 3 ปีกว่าแล้วครับ จนพล.ต.อ.ประชา ท่านลาออกไปเล่นการเมืองเป็นรมต.กระทรวงแรงงานในพรรคชาติพัฒนาอยู่ชั่วครู่ชั่วยามแล้วท่านก็ลงสมัครรับเลือกตั้งก็เป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคชาติพัฒนา จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่ไปถึงไหน 

ท่านผู้ฟังครับ ตรงนี้ผมพายัพ วนาสุวรรณ ขอยืนยันว่าเป็นหัวใจของเรื่องทั้งหมด เรื่องทั้งหมดที่ผมมาพูดวันนี้ เพราะถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราก็จะเข้าใจทั้งหมดว่ามันเริ่มด้วยความไม่โปร่งใส มันเริ่มด้วยอคติ มันเริ่มด้วยการถือข้างอย่างชัดเจน ท่านผู้ฟังครับ เมื่อ ป.ป.ช.คือด่านแรกของการกล่าวหาผู้คน ป.ป.ช.อุปมาอุปไมยก็เหมือนกรรมการ คือผู้จะดำรงความยุติธรรมในการต่อสู้ในทางการเมือง ความยุติธรรมที่จะธำรงนั้น ถ้าธำรงไม่ดีจะทำให้มีการได้เปรียบ เสียเปรียบ ถูกมั้ยครับ เมื่อจะมีการได้เปรียบเสียเปรียบกันแล้ว ป.ป.ช. ต้องใช้วิจารณญาณด้วยความเที่ยงธรรม

เอาล่ะครับเราจะไม่พูดถึงที่มาที่ไปของข้อมูลที่มาลงหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ที่เป็นที่น่าสงสัยว่าข้อมูลแบบนี้หนังสือพิมพ์เก็บตกที่ไหนไม่ได้หรอกท่านผู้ฟัง ถ้าไม่ถูกแพลมออกมาจากก.ล.ต. หรือคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ เพราะข้อมูลเก่าแบบนี้ตั้งแต่ปี 2540 และรายละเอียดมากขนาดนี้ มีแต่ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้นที่จะมีมาได้ เอาล่ะ เราจะไม่พูดถึงรัฐบาลชุดเก่าที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของก.ล.ต. ตอนนี้ โดยที่มีรมต.กระทรวงการคลัง เป็นประธานก.ล.ต.โดยตำแหน่ง เราไม่พูดถึงมันก็แล้วกันเอาเป็นว่ามันได้เกิดขึ้นมาแล้ว มีข้อมูลแพลมมา มีหนังสือพิมพ์ลง มีประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่รักชาติจนน้ำลายไหล เดินเอาข้อมูลนี้ไปแจ้งความซึ่งมันก็เหมือนอีกร้อยแปดล้านเรื่องที่เอาเข้ามาสู่ ป.ป.ช. 

เรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในหลายๆ สิบ หลายๆ ร้อยเรื่องที่เข้าไปเป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่เข้าไปพร้อมกับหรือก่อน หรือหลัง กรณีที่ลูกศิษย์หลวงตามหาบัวไปยื่นรายชื่อ 6-7 หมื่นชื่อให้ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการกับนายกฯ ชวน หลีกภัย และอดีตรมต.กระทรวงการคลัง นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ มันก็เป็นเรื่องเดียวกับการทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์ที่สุราษฎร์ธานี และอีกมากมาย 

ท่านผู้ฟังครับเรื่องการซุกหุ้น หรือการแจ้งความว่านายกฯ ชวน หลีกภัย ถือหุ้นสหกรณ์สุราษฎร์ฯ หรือนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตรองนายกฯ ก็มีหุ้นอยู่ เรื่องต่างๆ พวกนี้ เป็นเรื่องที่ให้คุณให้โทษทางการเมือง หรือท่านผู้ฟังจะเถียง เมื่อเป็นเรื่องที่ให้คุณให้โทษทางการเมือง โดยมารยาทแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องดึงเรื่องนายกฯ ชวน คุณบัญญัติ บรรทัดฐาน หรือเรื่องคุณทักษิณ ชินวัตร เก็บเอาไว้แล้วมันไม่เสียหายหรอก ถ้าป.ป.ช.มีความยุติธรรมเป็นที่พึ่งแล้วมีจิตใจเป็นกรรมการที่แท้จริง ต้องพูดให้ชัดออกมาเลยท่านผู้ฟัง ต้องพูดให้ชัดเลยท่านผู้ฟัง พูดว่ายังไง พูดว่า เนื่องจากขณะนี้มีการต่อสู้ทางการเมือง เพื่อเตรียมตัวการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการที่ป.ป.ช.จะพิจารณา 3 เรื่องนี้ จะเป็นการให้มีการได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกัน ป.ป.ช.จึงใคร่ขอเก็บเรื่องนี้ไว้ก่อน รอกระทั่งการเลือกตั้งผ่านพ้นไป แล้วค่อยนำเรื่องนี้มาพิจารณา

ตรงนี้ครับ ผมถึงว่าป.ป.ช.ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมแล้ว ไม่ใช่ว่ามานั่งเคลียร์เรื่องของท่านอดีตนายกฯ คุณบัญญัติ บรรทัดฐาน หรือท่านอดีตนายกฯ นายชวน หลีกภัย ให้จบลงว่าไม่ผิดเพราะจำนวนเงินน้อย ทำเพื่อให้ภาพดูดีต่อหน้าคนลงคะแนนเสียง ไอ้อย่างนี้มันจงใจ มันชัด พอพิจารณา 2 คนเสร็จแล้วค่อยมาเริ่ม

เรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เจตนาซุกหุ้นก่อนการเลือกตั้ง เอามาพิจารณาก่อนที่เขาจะลงคะแนนเสียง ในระหว่างที่เขากำลังหาเสียงกันเลือดตาแทบกระเด็น ที่สำคัญเอามาแถลงข่าวเป็นระยะๆ เพื่อบีบบังคับให้ตัวผู้ต้องหาต้องมาให้การ เพราะถ้ามาให้การ ก็จะเป็นการเปิดเผยต่อสาธารณะว่าถูกซักยังไง ท่านผู้ฟังก็เห็นนายกล้านรงค์ จันทิก ซักแล้วใช่หรือไม่ครับ ซักแบบเอาเป็นเอาตาย เพราะฉะนั้นถ้ามาให้การที่ป.ป.ช.ก็จะโดนเช่นกัน ท่านผู้ฟังครับทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น ป.ป.ช.เลือกทำในขณะที่การเลือกตั้งกำลังเข้มข้น ตรงนี้ละครับ ที่ป.ป.ช.เลือกปฏิบัติ 

ตรงนี้ละครับ ที่ป.ป.ช.ของผม พายัพ วนาสุวรรณ ไม่สามารถแก้ข้อกล่าวหานี้ได้ ว่าทำไมคุณถึงไม่พักเรื่องบัญญัติ บรรทัดฐาน ชวน หลีกภัย และทักษิณ ชินวัตร เอาไว้ก่อน รอให้เลือกตั้งเสร็จก่อนแล้วค่อยมาพิจารณาพร้อมกัน แต่คุณจงใจพิจารณา 2 คน ซึ่งเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วให้หลุด แล้วคุณก็ดำเนินเรื่องของไทยรักไทยต่อทันที ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งกำลังเข้มข้น และการต่อสู้ทางการเมืองกำลังเข้มข้น ท่านผู้ฟังเริ่มเห็นภาพรวมรึยังล่ะครับ

ไหนๆ เมื่อเลือกปฏิบัติแล้วก็ปล่อยไปเถอะ เผอิญว่าประชาธิปัตย์คงทำผิดกับประชาชนไว้อย่างหนักหนาสาหัส ทั้งๆ ที่ไทยรักไทยผู้นำถูกกล่าวหาแบบนี้ ก็ยังเข้ามาอย่างถล่มทลาย ทีนี้กระบวนการกล่าวหาเลยถูกผ่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญนับจากการส่งเข้าศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้เราต้องยอมรับว่ามันต้องจบลงที่นี่แล้ว 

อุปมาเหมือนยกหนึ่ง ป.ป.ช. ชกเรียบร้อยแล้ว ส่งต่อยก 2 เวทีที่ 2 เมื่อกระบวนการนี้เสร็จสิ้นที่คะแนนเสียง 8 ต่อ 7 ท่านผู้ฟังครับ ทำไมพวกเราที่คัดค้านเรื่องนี้ถึงไม่ยอมรับกันเล่า ท่านผู้ฟังครับ ท่านผู้ฟังที่คัดค้านมติของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ถ้าพวกคุณยอมรับขบวนการป.ป.ช. โดยไม่ค้านเขาแต่แรกว่าเขาทำโดยเลือกปฏิบัติ หรือไม่ยุติธรรม แม้แต่คุณเจิมศักดิ์ ปิ่นทองก็ยังไปให้การป.ป.ช.และก็ไม่เคยค้านป.ป.ช.ทำนั้นไม่ถูก เลือกปฏิบัติ ทำไมไม่เก็บเอาไว้ แล้วหลังเหตุการณ์เลือกตั้งแล้วค่อยมาเลือกใหม่ คุณเองยังไม่ค้าน แล้วทำไมท่านไม่ยอมรับ 8 ต่อ 7 ของศาลรัฐธรรมนูญเล่า หรือว่าพวกเราที่เชื่อในป.ป.ช. แต่ไม่เชื่อในศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้น่ากลัวมากๆ ครับ 

เมื่อครู่ผมจบลงด้วยการที่ผมกำลังถามท่านผู้ฟังว่า เมื่อกระบวนการพิจารณาพ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มที่ป.ป.ช.แล้วถูกส่งต่อมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ผู้คนที่ออกมาค้านศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ไม่เคยคิดที่จะเป็นห่วงเป็นใยป.ป.ช.เลย และคนเช่นนี้ก็มีคนอย่างคนที่ชื่อ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อยู่ด้วย ซึ่งผมเล่าให้ฟังว่าเป็นคนไปให้การกับป.ป.ช.เองซะด้วยและก็ไม่เคยค้านป.ป.ช.เลยว่าทำไม่ถูก เลือกปฏิบัติ 

ผมเล่าให้ฟังว่า ป.ป.ช. ขาดซึ่งความยุติธรรม ท่านผู้ฟังจำได้มั้ยครับว่าคดีเค้าพิจารณาทั้งท่านนายกฯ ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน และพ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร ในกรณีซึ่งสองท่านแรกมีหุ้นโดยไม่แจ้ง พ.ต.ท ทักษิณ ก็เช่นกัน มีหุ้นโดยไม่ได้แจ้งเผอิญท่านนายกฯ ชวนมีหุ้นน้อย เขาก็เลยมาบอกว่าปริมาณน้อยเหลือเกินไม่มีความหมาย ตอนนั้นก็ไม่เห็นมีใครมาค้าน คนที่มาค้านในวันนี้ก็ไม่เห็นมาค้านเลยว่าไม่อยู่ที่จำนวนเงิน บาทนึงทำผิด ความผิดก็เหมือน 1 ล้านบาททำผิดเช่นกัน แต่ที่น่าประหลาดก็คือเมื่อคนพวกนั้นสมัยป.ป.ช.ไม่ค้าน แต่มาเป็นห่วงเป็นใยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเสร็จสิ้นคดี ตรงนี้ผมบอกว่าน่ากลัวมากๆ ถ้าสังคมไทยมีคนอย่างนี้เยอะๆ สังคมไทยชิบหายแน่ๆ

เรามาพูดว่าเราไม่ต้องการฮีโร่ เราต้องการระบบ ท่านนายกฯอานันท์ ปันยารชุนออกมาเบรกรัฐบาลชุดนี้ว่า อย่าเป็นฮีโร่ ท่านบอกว่าต้องการระบบ แต่พอระบบให้เรามาแบบนี้ เราดันไม่พอใจอีก ระบบเขาบอกว่า 8 ต่อ 7 นายกฯ ไม่ผิด เราไม่พอใจละ ประหลาดใจมาก 

ท่านผู้ฟัง ที่น่าประหลาดกลายเป็นว่าพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่แสดงสปิริต บอกว่าจบสิ้นกันเสียที จะได้เดินหน้ากันต่อไป ก็จะมีนักการเมืองหน้าใหม่บางคนซึ่งอยากดังในพรรคประชาธิปัตย์ก็เที่ยวมาพูดกระแนะกระแหนตามสันดานเดิมๆ แต่โดยทั่วไปแล้ว แม้แต่คนอย่างอดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย ผู้หลักผู้ใหญ่ ในพรรคประชาธิปัตย์นั้นเขาก็พูดให้น้อย เขาเก็บความรู้สึกให้เงียบ เพราะเขารู้ว่าทุกอย่างเป็นเกมการเมือง การเมืองมีการทำลายกัน มีการสร้างสรรค์กัน มีแพ้มีชนะ เมื่อเขาแพ้แล้ว เขาก็ยอมแพ้

ท่านผู้ฟังครับ รัฐธรรมนูญปี 2540 มีกติกาให้พวกเราเล่นมากกว่ารัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้นเยอะ เรามีป.ป.ช.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรามีศาลรัฐธรรมนูญ เรามีศาลปกครอง เรามีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เรามีผู้ตรวจการรัฐสภา เรามีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เรามีโน่นมีนี่และอื่นๆ เรามีเวทีที่มีกติกาอยู่เยอะแยะไปหมด ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 ใครก็ตามที่ผ่านเวทีเหล่านี้ก็เล่นต่อไป ใครที่ไม่ผ่านก็ต้องหยุดเล่นไป อย่างเช่นท่าน พล.ต สนั่น ขจรประศาสน์ หรือคุณประยุทธ มหากิจศิริ 

ท่านผู้ฟังครับ ทำไมเราไม่คิดกันว่าทั้งป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญมีข้อผิดพลาดต้องแก้ไขกันไปตลอด แม้แต่รัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ ยังต้องถูกทดสอบเป็นระยะๆ องค์กรอิสระในต่างประเทศทุกวันนี้ก็ยังถูกทดสอบอยู่ ไม่มีวันหยุดยั้ง ป.ป.ช. คณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ และศาลรัฐธรรมนูญก็เพิ่งจะตั้งมาเมื่อไม่กี่ปี ก็ต้องถูกทดสอบเช่นกัน

วันนี้เป็นวันที่ดี ที่ดีไม่ใช่เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะ ที่ดีเพราะเรารู้แล้วว่าองค์การอิสระอาจจะต้องมีการทดสอบเพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้มีความแข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบ เหมือนกระท้อนยิ่งทุบยิ่งหวาน ท่านผู้ฟังเห็นด้วยกับผมมั้ยครับว่าการเมืองคือการต่อสู้ มันคือการต่อสู้มาเพื่อให้ได้อำนาจ ที่สลอนๆ กันอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่ออำนาจทั้งนั้น เมื่อได้อำนาจมาแล้ว ก็ใช้เพื่อประโยชน์สุขของสังคม ส่วนจะใช้อำนาจนั้นเพื่อประโยชน์ของตัวและของพรรคพวกไปด้วยนั้น ก็คงต้องมีเป็นธรรมดา ส่วนยุคไหนจะแบ่งกันยังไง บางยุคแบ่งให้สังคม 70% ให้ตัวพรรคพวก 30% หรือบางยุคแบ่งให้สังคม 90% แบ่งให้พรรคพวก 10% หรือบางยุค แบ่งให้สังคม 50% อีก 50% ให้สังคมพรรคพวกเพื่อนฝูง ก็แล้วแต่สันดานของรัฐบาลแต่ละยุค แต่ละสมัย ว่าใครจะหน้าด้าน ใครจะชั่วร้ายกว่ากัน มันเป็นของธรรมดาครับผู้ฟัง

ในการต่อสู้เมื่อได้อำนาจมาแล้วต้องถูกท้าทายโดยฝ่ายตรงกันข้ามเสมอไป มันเป็นเช่นนี้มาทุกยุคทุกสมัยนับตั้งแต่มนุษยชาติรู้จักสมสู่และสืบพันธุ์ ประชาธิปัตย์สู้ไทยรักไทยในยุคนี้ ยุคก่อนก็เป็นประชาธิปัตย์สู้ความหวังใหม่ ยุคก่อนนั้นก็ประชาธิปัตย์สู้ชาติไทย มันก็สู้อย่างนี้มาตลอด เมื่อประชาธิปัตย์สู้ไทยรักไทย ก็เริ่มสู้ด้วยการให้ไทยรักไทยแพ้ในการเลือกตั้ง เขาสู้กันยังไงล่ะครับ ก็ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการโค่นผู้นำไทยรักไทย เวลาเล่นหมากรุกเขากินขุนกันใช่มั้ยครับ เขาเช็กเมตกันใช่มั้ยครับ

ไทยรักไทยในยุคก่อนเลือกตั้งเขาต้องล้มพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อโค่นไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามถึงแม้จะยื่นเรื่องให้ป.ป.ช. ถึงจะโค่นไม่ได้ ในที่สุดผู้นำไทยรักไทยเข้ามาเป็นนายกฯ ก็ผลักดันกระบวนการนี้ต่อครับ ด้วยการให้ถอดถอนต่อไป จากป.ป.ช. ก้าวไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ จำได้มั้ยครับ ในตอนต้นๆ ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เป็นนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ก็เรียงหน้าออกมาให้สัมภาษณ์เลยว่าไม่อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญล่าช้าตลอดเวลา อยากรีบเร่งให้ตัดสิน เพราะเชื่อว่าถ้ารีบเร่งให้ตัดสินนายกฯ ก็จะหลุดจากวงจรการเมืองไป โอกาสที่ตัวเองจะกลับเข้ามา หรือแทรกเข้ามา หรือจะทำอย่างไรก็ตามให้การเมืองไม่สงบเพื่อให้เข้าข้างตัวเอง ตัวเองก็จะทำทั้งหมด 

ท่านผู้ฟังครับเขาไม่ผิด เพราะนี่คือเกมการต่อสู้ทางการเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อเขาผลักดันเรื่องของการซุกหุ้น จากป.ป.ช.เข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญต้องถือว่าเขาผลักดันเข้าสู่เวทีสุดท้ายแล้ว ปรากฏว่าเข้าสู่เวทีสุดท้ายแล้ว ไทยรักไทยเกิดชนะขึ้นมาเกมการเมืองที่ใช้องค์กรอิสระเป็นเวที มันก็ต้องจบไปโดยปริยายใช่มั้ยครับท่านผู้ฟัง

องค์กรอิสระก็ต้องหันมาดูตัวเองสิครับท่านผู้ฟัง ดูยังไงก็ต้องดูว่าตัวเองเป็นเวทีหรือเป็นกรรมการที่ควรจะเป็นรึเปล่าทั้งป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองควรจะเป็นเขาก็ต้องหาทางแก้ไข แต่ท่านผู้ฟังครับ กติกาก็ต้องยอมรับกันไปว่าคำตัดสินคือ 8 ต่อ 7 เมื่อยอมรับแล้วต้องเลิกกันไปเลย ท่านผู้ฟังครับ พวกเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ ผิดหรือไม่ผิดไม่เป็นไร เอาเป็นว่า 8 ต่อ 7 เขาไม่ผิด หันหน้าจับมือกันทำสิ่งที่สร้างสรรค์จะดีกว่า 

ท่านผู้ฟังครับ เราเสียเวลาการวัดการทำงานท่านนายกฯ มา 5 เดือนเต็มเพราะงานไม่เดิน ข้าราชการไม่ยอมทำงาน ทุกคนรอดูว่านายกฯคนนี้จะอยู่หรือจะไป ไม่มีใครสนใจอะไรทั้งสิ้น สนใจอย่างเดียวว่า ขอรอภาพให้มันชัดซะก่อน เพราะข้าราชการไทยโดยพื้นฐานแล้วเป็นทาสในเรือนเบี้ย ความคิดของตัวเองไม่มี มีอยู่อย่างเดียวว่าเจ้านายจะสั่งให้ทำอะไร เผอิญว่าสถานภาพเจ้านายไม่แน่นอนเลยไม่ทำอะไรกัน สัญญาที่ต่างชาติจะมาเซ็นกับเรา เรื่องราวต่างๆ ที่ต้องตกลงกันในระยะยาวตกลงกันไม่ได้เพราะมันยังไม่จบ เราเสียเวลาแบบนี้มา 5 เดือนเศษๆ 

นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีข้อแก้ตัวกับสังคมไทยอีกต่อไปแล้ว ท่านผู้ฟังครับ เชื่อผมเถอะครับว่าสังคมการเมืองไม่มีใครดีไปหมดหรือชั่วไปหมด บางคนมีดีน้อยแต่เลวมาก ผมจะบอกว่า นักการเมืองนั้น เลือกเอาที่เลวน้อยที่สุด ทำงานให้ดีที่สุด ให้ได้ผลออกมาเร็วที่สุด น่าจะเป็นนักการเมืองที่พวกเราต้องการ อย่าลืมนะครับ ผมพูดเอาไว้นานแล้วและพูดบ่อยครั้งว่า เราชอบพูดกันว่า การเมืองน่าจะเป็นอย่างนี้แต่เรามักจะปฏิเสธ ยอมรับความจริงที่ว่าการเมืองมันเป็นอย่างนี้เอง 

เรื่องที่ผมพูดมาวันนี้ทุกเรื่อง ถ้าท่านผู้ฟังพิจารณาด้วยจิตใจ จะเห็นด้วยกับผมว่าทั้งหมดเป็นเกมการเมือง ซึ่งมีเวทีต่างๆ กติกาต่างๆ ที่เรามากำหนดด้วยรัฐธรรมนูญปี 2540 เมื่อเกมนี้จบลง ทุกเรื่องน่าจะจบ เพราะการเมืองเป็นอย่างนี้จริง ๆ อย่าไปสนใจเลยว่าป.ป.ช.ทำตามใบสั่ง ประชาธิปัตย์หรือไม่ และไทยรักไทยวิ่งเต้นศาลรัฐธรรมนูญหรือเปล่า มันเริ่มที่ป.ป.ช.ว่านายกฯ ผิด แล้วมันจบที่ศาลรัฐธรรมนูญว่าเขาไม่ผิด เอาแค่นี้ดีกว่าครับ แล้วเราจะสบายใจ สวัสดี

Go back to the Main Page

Last update: 07/08/01