Vol 22 .....(the End)

***************************

ทั้งหมดรีบบึ่งรถไปโรงพยาบาลที่ฟุกุชิม่า ในสภาวะเช่นนี้จินไม่อาจขับรถได้ โทโมะจึงเป็นคนขอรับอาสาขับเอง
“ใจเย็นๆ จิน ตำรวจบอกว่ายังไม่มีใครตายในที่เกิดเหตุ จุนโนะอาจจะแค่บาดเจ็บเล็กน้อยก็ได้” คาซึยะพยายามปลอบ แต่จินส่ายหน้า สองแขนโอบกระเป๋าเป้ของคนรักไว้แนบอก ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาแดงช้ำมีน้ำตาคลอเบ้า ....
จากนั้นจินก็ปล่อยให้มันไหลลงมา
“เลือด....เลือดที่ติดกระเป๋าน่ะ...ของจุนโนะหรือเปล่า? หือ...คาซึยะ...โทโมะ...ช่วยบอกฉันที...” จินพลิกกระเป๋าไปมา เขาดึงเจ้าบุตต้าออกมาจากในนั้น....บุตต้าปลอดภัยดีทุกอย่าง...แต่เจ้าของมันล่ะ...จินคิดมาถึงตรงนี้ก็ซบหน้ากับเทดดี้แบร์
“พระเจ้า....ขออย่าให้เขาเป็นอะไรเลย แม้ว่าจะแลกกับอะไรผมยอมทุกอย่าง....เอาจุนโนะของผมคืนมา.....”
“จิน........” คาซึยะน้ำตาคลอ เห็นสภาพจินตอนนี้แล้ว เขาก็ไม่อาจบอกอะไรได้มากไปกว่า
“จุนโนะต้องปลอดภัย....จิน...เขาต้องอยู่กับนายไปนานแสนนานเลยล่ะ”
“นายนากามารุ....ไม่ว่าจุนโนะจะปลอดภัยหรือไม่ก็ตาม นายต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด!!” จินคำรามออกมาอย่างอัดอั้น
“พี่ยูคงจะรอดยากว่ะ ฉันว่า” โทโมะออกความเห็น และบึ่งรถห้อเหยียด ได้ยินเสียงจุ๊ปากดังมาจากคาซึยะ
“ระวังหน่อยนะคุณโทโมะ...ฝนตกถนนลื่นแบบนี้เดี๋ยวก็ได้ลงไปนอนข้างทางหรอก” คาซึยะปราม แต่สองขาก็พยายามถีบพื้นรถเผื่อว่ามันจะไปได้เร็วกว่านี้อีก

ระหว่างทางจินพยายามติดต่อไปทางโรงพยาบาล แต่ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันเรื่องอาการของคนเจ็บแต่อย่างใด
เมื่อทำอะไรไม่ได้ เขาจึงโทร. ติดต่อถึงอากิยาม่า ซึ่งทางฝ่ายนั้นก็กำลังไปโรงพยาบาลเช่นกัน อากิยาม่าเล่าให้ฟังถึงเรื่องที่พวกเขาจะกลับโตเกียวกัน แต่ว่ามีคนมาบอกเขาว่า มีงานสำคัญต้องทำ เขาก็เลยปล่อยให้ไปกันเพียงแค่สามคน
“แต่พอกลับขึ้นไปบนโรงแรมแล้ว ไม่เห็นมีงานอะไรที่ว่าสำคัญเลย เจ้าคนมาบอกพี่ ก็ได้แต่บอกว่านากามารุซังเป็นคนสั่งให้มาบอกไม่ให้พี่ไปโตเกียวด้วย... พี่ไม่รู้จริงๆ นะว่า นากามารุซังจะเป็นคนแบบนี้ เห็นว่าคุซาโนะไปด้วย คงไม่มีอะไร...แย่จริงๆ แล้วนี่จะเป็นยังไงกันมั่งก็ไม่รู้...แล้วเจอกันที่โรงพยาบาลก็แล้วกันนะ”
อากิยาม่าตัดสายไปแล้ว ในขณะที่จินเองได้แต่นั่งกำโทรศัพท์แน่น
“เขาอีกแล้ว เขาหลอกเอาจุนโนะไป ...จะไม่มีวันยกโทษให้เด็ดขาด แม้มันจะตายหรือไม่ก็ตาม”
“จินใจเย็นๆ” โทโมะปลอบ
“ฉันจะไม่ยอมให้จุนโนะห่างจากตัวอีกแล้ว แม้จะเลิกจากวงการฉันก็ยอม!!” จินประกาศด้วยสีหน้าที่ปวดร้าว

*********************************

เมื่อไปถึงโรงพยาบาลในฟุกุชิม่า จินก็เห็นพวกรุ่นพี่ที่เล่นเพลย์โซนทั้งหมดมายืนออกันอยู่หน้าห้องไอซียูกันหมด
“จิน.......” ยาระแหวกคนมาหาจินเป็นคนแรก
“พี่ยาระ......จุนโนะล่ะ จุนโนะเป็นไงบ้าง?” ประโยคแรกที่จินถาม ทำให้ยาระหน้าซีดเผือด ชายหนุ่มส่ายหน้า บอกแต่เพียงว่า
“ยังอยู่ห้องฉุกเฉินอยู่เลย คุซาโนะก็ด้วย แต่........”
“แต่อะไรพี่?” จินแทบเขย่าร่างเล็กถาม ยาระจับแขนจินไว้ทั้งสองข้าง หน้าเผือดลง
“นากามารุซังน่ะ.....เขาตายแล้วล่ะ ...พอมาถึงโรงบาลเขาก็สิ้นใจพอดี”
“หา?? นากามารุซังตาย!!” จินร้องเสียงหลง ขนลุกซู่...แม้ว่าจะพอคาดเดาได้จากสภาพรถที่เห็น แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นความจริง.....ถ้ามีคนตาย แล้วคนที่มาด้วยกันล่ะ.....
“จุนโนะล่ะ...พี่ยาระ...”
ยาระถอนใจเฮือก นิ่วหน้าขณะพยายามปลดนิ้วมือจินที่กำลังขยุ้มไหล่ของเขาอยู่
“ส่วนอีกสองคนนั้นน่ะ หมอยังไม่ได้บอกว่าอะไร นอกจากให้พวกเรารอฟังผลเท่านั้น”
“สา.....สาหัสหรือครับ?”
“ฮื่อ ก็ทำนองนั้น...”
“จุนโนะ......” จินคราง

จุนโนะบาดเจ็บ ....แต่.........นากามารุซัง......ตายไปแล้ว......ก็จากสภาพรถที่เห็นนั้นน่ะ มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น

“พี่ยูอิจิ......ตายแล้วจริงๆ เหรอ?” เสียงโทโมะครางอยู่ข้างหลัง เขาจับแขนจินเอาไว้แน่น ถึงจะไม่ได้หลงรักแล้ว แต่ก็อดใจหายไม่ได้ โทโมะมองหน้าเครียดของเพื่อนรักและดึงมือจินมาอีกทาง
“เขาตายแล้วนะจิน... เขารับผิดชอบความผิดที่เขาทำไม่ได้อีกต่อไป....นายยกโทษ อโหสิให้เขาเถอะ”
“ถ้าจุนโนะปลอดภัย ฉันจะยกโทษให้เขาทุกอย่างโทโมะ...” จินพึมพำ เขาจ้องประตูห้องที่มีจุนโนะนอนไม่ได้สติในนั้นด้วยสายตาที่เจ็บช้ำ ถ้าจุนโนะไม่ฟื้น หรือตายตามยูอิจิไปอีกคน ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรนะ......

จินรออยู่เกือบสองชั่วโมง คุณหมอถึงได้ออกมาจากห้องฉุกเฉิน ทั้งหมดถลันเข้าไปหา แต่ก็ไม่มีใครถามอะไรสักคำ นอกจากสายตาที่แทบจะเป็นคาดคั้น คุณหมอเห็นกิริยาเช่นนั้นก็ถอนหายใจยาว เขาปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มใบหน้า ก่อนจะมองหน้าทุกคน
“หมอเสียใจด้วย เพื่อนของพวกคุณเสียชีวิตเพิ่มอีกคนหนึ่ง หมอพยายามช่วยทุกวิถีทางแล้ว แต่อีกคนหนึ่ง หมอยังบอกไม่ได้ ต้องรอให้พ้นคืนนี้ก่อน...”

ทุกคนยืนอึ้ง แต่จินแทบจะทรุดฮวบไปเดี๋ยวนั้น เขาจิกบ่าคาซึยะเอาไว้แน่น และรู้สึกว่าแขนอีกข้างถูกโทโมะพยุงเอาไว้เช่นกัน......

******************************************

สำแสงสีขาวดูเปล่งประกายเรืองรองจนหนุ่มน้อยที่ตามแสงนั้นสายตาพร่าเลือน น้ำหนักตัวเบาหวิวเหมือนลอยอยู่บนปุยนุ่น ชักพาให้ร่างของเขาลอยเข้าไปใกล้จุดๆ หนึ่งที่มองเห็นอยู่ลิบๆ ร่างอันบอบบางและบางเบาของจุนโนะแทบจะปลิวเข้าไปใกล้จุดนั้นแล้ว จนสามารถเห็นได้ว่า มันคือร่างของใครคนหนึ่งที่เอาแต่เดินไปยังหนทางเบื้องหน้า สู่ปลายแห่งสายรุ้งงามระยับ เมื่อร่างนั้นหันมา จุนโนะก็ใจเต้นแรง
“พ่อ!! ...เดี๋ยวฮะ....รอก่อน...รอผมด้วย...” เขาตะโกนเรียก พยายามจะดันร่างกายของตัวเองไปให้ถึงผู้เป็นพ่อของเขาให้เร็วที่สุด ก่อนที่พ่อจะไปถึงปลายรุ้ง
“ให้ผมไปด้วย.....พ่อ.....พ่อ.....” จุนโนะตะโกนสุดเสียง วิ่งไปตะโกนไปจนเกือบจะถึงตัวพ่ออยู่แล้ว
“จุนโนะ....” พ่อหันหน้ามาช้าๆ ใบหน้าสดใสเหมือนวัยหนุ่ม รอบตัวพ่อเหมือนมีรัศมีเป็นประกาย พ่อยิ้มให้เขา และบอกว่า
“พ่อจะรีบกลับไป......พ่อแค่มาดูหนู เจ้าตัวน้อยของพ่อ.....พ่อมาดูว่า พ่อจะพาหนูไปอยู่กับพ่อได้หรือยัง” พ่อพูดยิ้มๆ ใบหน้าอ่อนโยนและแลดูอ่อนเยาว์
“ผมอยากอยู่กับพ่อ.....” จุนโนะร้องไห้ พยายามจะเอื้อมมือมาไขว่คว้าหาพ่อ แต่ร่างของพ่อก็โปร่งแสงเหมือนไม่มีตัวตน
“ยังไปไม่ได้หรอก...คงอีกนานกว่าพ่อจะกลับมาหาหนูอีกครั้ง...จุนโนะ...รีบกลับไปหาเพื่อนเถอะ...เดี๋ยวจะไม่ทัน”
“ไม่อ่ะ.....ผมจะไปอยู่กับพ่อ ไม่อยากอยู่แล้ว ไม่อยากมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว......นะฮะ...ให้ผมไปด้วย”
“ไม่ได้.....กลับไปซะ...เจ้าตัวน้อย....” พ่อยิ้มเป็นครั้งสุดท้าย มือเรียวสวยสะอาดของเขายกขึ้นโบกเบาๆ จุนโนะก็ลอยวูบถอยห่างกลับไปทางเดิม......

จุนโนะส่ายหน้า พยายามตะเกียกตะกายไปหาคนเป็นพ่อ แต่ว่าไม่อาจฝืนแรงได้ ร่างเขาลอยละลิ่วห่างออกไปทุกที จนสุดท้ายที่เห็น นั่นก็คือ พ่อของเขาเอื้อมมือไปแตะสุดปลายสายรุ้ง และร่างนั้นก็ค่อยๆ โปร่งใสจนกระทั่งเลือนหายไปจากสายตา
“พ่อ......อ.....อ....”

...................................................
....................................
........................

จุนโนะสุเกะรู้สึกหนักอึ้งตามร่างกาย เขาอยากจะลืมตาขึ้นดูว่า บัดนี้ร่างของเขาอยู่ที่ไหนกันแน่ ลำแสงสีขาวเจิดจ้าหายไปแล้ว มีแต่สีดำทะมึนอยู่หลังดวงตา หากเพียงแค่ลืมตาขึ้นก็จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ความรู้สึกคันยิบๆ เกิดขึ้นที่บริเวณเปลือกตา มันทำให้เขาต้องส่ายหน้าหนีอาการคันนั้น
........ภายใต้จิตสำนึก ...........เขาได้ยินเสียงใครคนหนึ่งเรียกชื่อเขา
“จุนโนะ.....ะ.......ะ.....จุนจัง...ง....ง....ง”
ใครกันนะเรียกชื่อเขาแบบนี้ ...จุนจัง...มีอยู่คนเดียวเท่านั้น ...... ที่เรียก

....จิน......

“จุนโนะลืมตาเสียทีน้า......จุนจัง....ง....” เสียงนั้นยังเรียกเขาอยู่

เอาอีกแล้ว ...เขารู้สึกว่ามีอะไรยุบยิบที่เปลือกตาของเขา ดวงตาที่หลับใหลจึงค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างช้าๆ...ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นของคนหลายคน
“เฮ้ย!!.....ลืมตาแล้ว...!!”
“อือ.........” จุนโนะคราง ด้วยสายตาที่พร่าเลือน ค่อยๆ ปรับโฟกัสมาที่สิ่งหนึ่งที่ลอยเด่นอยู่เบื้องหน้า
มันเป็นตัวอะไรสักตัวที่มีขนสีน้ำตาล
ต้องปรับระยะสายตาจึงรู้ว่ามันคืออะไร
“อือ.............” เขาเคยเลี้ยงเทดดี้แบร์อยู่ตัวหนึ่งนี่นา....อ๋อ......นึกได้แล้ว.......
“มิมิ......”
เจ้ามิมิ เทดดี้แบร์ตัวเก่าคร่ำคร่า ......ที่เปื้อนแสนเปื้อน ดำมอซอ...บัดนี้มันสดใส ใส่เสื้อผ้าสีขาวสะอาด หน้าตาไม่มอมแมม ไม่เหมือนมิมิตัวเดิม .....แต่มันก็คือมิมิของเขานั่นเอง

.......มิมิ......มิมิคงตายแล้ว ถึงได้มีตัวสะอาดสะอ้านเหมือนมีประกายสดใสไม่แพ้กันกับพ่อ .......พ่อที่หนุ่มและดูมีรัศมีเรืองรอง วิญญาญของพ่อที่เปล่งประกายสดใสอยู่อีกโลกหนึ่ง ... มิมิก็เช่นกัน

.......ถ้างั้น....ก็หมายความว่าเขาเองก็คงตายไปแล้วเช่นกัน ถึงได้ไปรวมอยู่กับพ่อและมิมิได้.......

“อือ........ฮึก.......ฮึก.......” จุนโนะน้ำตาไหลออกมา

......เขาตายแล้ว...เขาไปจากโลกนี้แล้วซินะ

“ฮึก...จิน......ลาก่อน......” เสียงแหบพร่าของจุนโนะงึมงำจนคนที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดต้องก้มหัวฟังด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มเพราะความโล่งใจ
“จุนจังฟื้นแล้ว.....พระเจ้า...เขาฟื้นแล้ว”
“ลาก่อนจิน.....” เสียงจุนโนะยังงึมงำประโยคเดิม จนจินอดหัวเราะไม่ได้
“หือ...จุนจัง.....จะลาไปไหน นายปลอดภัยดีแล้ว”

เสียงจินอีกแล้ว.......

จุนโนะสัมผัสได้ถึงฝ่ามืออ่อนนุ่มของจินประทับเหนือหน้าผากของเขา จากนั้นริมฝีปากอุ่นจัดของจินก็ตามติดลงมา
“จุนจัง......”
“ฉัน......ยัง.......ไม่ตายหรอกเหรอ?” จุนโนะถามอย่างกระท่อนกระแท่น
จินหัวเราะหึๆ พยักหน้า
“ฉันเห็นพ่อ.....เห็นมิมิด้วย”
“เห็นพ่อในจิตใต้สำนึกละมัง แต่เจ้ามิมิน่ะ.....นี่ไง จินยัดมิมิเข้ามาซุกระหว่างหมอนและใบหน้าของจุนโนะที่มีผ้าพันแผลพันไว้รอบศีรษะ
“มิมิตัวมอมแมม พี่ยาระเอามาแปลงโฉมใหม่ระหว่างที่นายยังไม่รู้สึกตัว”
“อือ...จิน.......” จุนโนะยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เขารับจุมพิตด้วยความยินดีจากจิน
“ฉันดีใจที่ได้เห็นจินอีก”
“พูดอะไรแบบนั้นจุนโนะ นายต้องเห็นฉันก่อนเป็นคนแรกอยู่แล้ว เพราะฉันอยู่ข้างนายตลอดเวลาเลย”
“จุนโนะหลับไปตั้งสามวันแน่ะ” คาซึยะพูดยิ้มๆ เอื้อมมือมาแตะแก้มซีดเซียวของเพื่อนรัก
“อือ.....เจ็บขา เจ็บหัว...เจ็บตัว.....” จุนโนะคราง
“แต่ก็พูดได้ดีนี่”
ทุกคนหัวเราะออกมาเมื่อจุนโนะอาการดีขึ้น และฟื้นแล้ว หนุ่มน้อยหน้าตาซีดเซียวยามที่ยังคงหลับใหลอยู่นั้นเปลี่ยนไป หน้าตาของจุนโนะค่อยมีเลือดฝาดขึ้นขณะมองกวาดสายตาไปที่ใบหน้าของคนที่มาเยี่ยม
“คาซึยะ......โทโมะ......” จุนโนะขยับนิ้วมือ ทั้งสองหนุ่มจึงเข้ามาจับมือจุนโนะคนละข้าง
“ฉันเป็นห่วงนายมากเลยนะ ภาวนาขอให้พระเจ้าคืนนายมาให้พวกเรา” คาซึยะพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“คาซึยะ...... โทโมะ...ขอบใจนะ”
“คนเจ็บพูดเก่งนะ” เสียงหนึ่งแซวขึ้น ยาระแทรกมาขอลูบหน้าผากจุนโนะบ้าง ใบหน้าของหนุ่มรุ่นพี่ยิ้มกว้างอย่างสบายใจ และจากนั้นทุกคนก็มารุมที่เตียงจุนโนะ จนจินต้องเอะอะและกันพวกเพื่อนๆ ออกไปจนหมดด้วยเหตุผลที่ว่า
“จุนโนะยังเจ็บอยู่ ขอให้พักผ่อนก่อนนะครับ ขอเชิญผู้ไม่มีส่วนเกียวข้องออกไปได้แล้ว”
“ไอ้จิน....นายโคตรจะกันท่าเลย” โทโมะโวยวาย
“ออกไปก่อนน่า.....ฉันมีสิทธิ์อยู่กับจุนโนะได้แต่เพียงผู้เดียวนะ” จินรุนหลังพวกเพื่อนออกไปจนหมด ได้ยินเสียงคาซึยะจิ๊ปากอย่างหมั่นไส้
“อย่าทำคนเจ็บช้ำนะโว้ย!

................................................

หลังจากที่ประตูปิดสนิทแล้ว จินก็หันขวับมาหาจุนโนะทันที ร่างโปร่งบางบนเตียงฝืนยิ้มให้เขา ทั้งๆ ที่มีผ้าพันแแผลพันอยู่รอบศีรษะ จินมองจุนโนะแล้วก็นึกอยากจะรวบร่างบางมากอดให้สมกับความดีใจที่คนรักรอดจากความตาย แต่ว่าแข้งขาที่มีแต่เฝือกก็ทำให้เขาไม่อาจทำได้ นอกจากจะนั่งกุมมือจุนโนะเอาไว้ จุมพิตอุ่นวาบนาบลงบนหลังมือที่ยังมีเข็มน้ำเกลือปักอยู่ จุนโนะหลับตาลงอย่างอ่อนล้า...แค่นี้เขาก็ดีขึ้นจะแย่ ขอพักให้ร่างกายดีกว่านี้จะได้คุยกับจินให้หายอยาก
จินปล่อยให้จุนโนะพักผ่อน หลับอย่างเต็มที่ ในขณะที่เขาเองใช้เวลานั้น นึกใคร่ครวญว่าจะจัดการกับชีวิตของตนเองและของจุนโนะอย่างไรต่อไปดี

จินมองออกไปด้านนอก วันนี้ฟ้าสดใส ทุกสิ่งทุกอย่างดูโปร่ง โล่ง สบาย งานศพของนากามารุซังและคุซาโนะผ่านไปแล้ว จินเองก็กลับไปร่วมพิธีด้วย ประธานบริษัทก้มหน้าร้องไห้กับการเห็นร่างที่ไร้วิญญาณของลูกชายคนเดียว
“มันทำตัวมันเอง.....” เขาคร่ำครวญอยู่เช่นนั้น แต่กระนั้นก็ยังไม่โทษใคร นอกจากบุญกรรมของนากามารุ ยูอิจิคนเดียว
.................

จุนโนะยังไม่รู้เรื่องนี้.......เขาจะยังไม่บอกจนกว่าจุนโนะจะถาม หรืออาจจะรอให้จุนโนะอาการดีขึ้น สภาพจิตใจพร้อมที่จะฟังเรื่องเศร้าๆ

....................

จุนโนะหลับยาวจนถึงค่ำ จะตื่นมามองเขาตาแป๋ว และหลับไปอีกด้วยรอยยิ้ม
จินเฝ้าจุนโนะไม่ห่าง เขาค้างที่ห้องพิเศษที่นี่ด้วยทุกคืน
..................


เสียงคนบนเตียงขยับเล็กน้อย จินรีบมาที่เตียง จุนโนะขยับเปลือกตาและนิ่งเฉยไปอีก จินสำรวจเนื้อตัวของคนรัก คงอีกหลายเดือนหรือหนึ่งปีกว่าจุนโนะจะกลับมาเต้นได้ตามปกติ เพราะวัยหนุ่ม ร่างกายจึงฟื้นตัวเร็ว หมอยืนยันว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางก็ต้องใช้เวลาน้อยกว่าคนปกติ
“จิน........” เสียงเรียกมาจากบนเตียง จินละสายตาจากเฝือกที่ตรึงขาจุนโนะมามองใบหน้าอ่อนเยาว์บนเตียงสีขาว
“ฉันเป็นอะไรมากมั้ยอ่ะ?”
จินหัวเราะและส่ายหน้าช้าๆ มืออ่อนโยนลูบไล้เส้นผมละเอียดอ่อนสีน้ำตาลเข้มอย่างเบามือ
“โชคดีนะที่ไม่เป็นอะไรมาก แค่ขาหัก หัวแตก และซี่โครงหักสองซี่เอง” จินพูดอย่างติดตลก
จุนโนะลองขยับดู แต่ก็ไม่ถนัดนัก เขาคลำที่ศีรษะของตัวเอง ผ้าพันแผลพันอยู่โดยรอบ และรู้สึกเต้นตุบๆ เพราะรอยเย็บจากบาดแผล
“ฉันยังนึกเลยว่า ถ้านายฟื้นแล้วเกิดจำฉันไม่ได้ขึ้นมา แล้วฉันจะทำยังไงดี” จินบอก
“ถ้าจำจินไม่ได้ ฉันก็คงจะนึกว่า......ใครน้า......ผู้ชายคนนี้ หล่อจริงๆ”
“คนเจ็บพูดเก่งนัก ต้องให้รางวัล” จินโน้มใบหน้ามาจุมพิตที่สันจมูกซึ่งมีรอยถลอกจากเศษกระจกพาดเป็นเส้นบางๆ นั้น
จุนโนะนิ่วหน้าและบอกว่า
“หน้าฉันมีรอยเจ็บด้วยเหรอ?”
“นิดหน่อย โดนกระจกบาด สองสามแห่ง จะดูกระจกมั้ย?”
จุนโนะส่ายหน้า...เขาไม่อยากดูหรอก เชื่อว่ามันก็คงจะซีดเซียว แต่จินบอกว่า คนเจ็บคนนี้ดูยังไงๆ ก็สวยวันยังค่ำ
จุนโนะยิ้มเขินๆ บอกให้จินเอามิมิกับบุตต้ามานอนใกล้ๆ
“เตียงคนเจ็บแคบยังจะเอามันมานอนอีก” จินบ่นแต่ก็ยอมยกเจ้าสองตัวนั่นมาวางไว้ข้างหมอนคนละข้าง
“มิมิ...ดูดีจนนึกว่ามันไปเกิดใหม่แล้วซะอีกแน่ะ” จุนโนะอยากจะลูบคลำเจ้าเท็ดดี้แบร์ตัวโปรดเหลือเกินแต่ก็ติดที่สายน้ำเกลือห้อยระโยงระยาง สักพักเด็กหนุ่มก็เหมือนกับจะนึกอะไรขึ้นมาได้

“อือ........แล้ว......นากามารุซัง กับ คุซาโนะล่ะ อยู่ห้องไหน? เป็นอะไรมากหรือเปล่า” เสียงจุนโนะถาม และนั่นก็ทำให้จินต้องกลืนน้ำลาย
“เขา.......เขาสองคน ไปสบายแล้ว.....จุนโนะ”
“หา??? ไปสบาย...หมายความว่า พวกเขาตายแล้ว....!!” จุนโนะใจหายวูบ.....เขาหลับตาลง พยายามนึกไปถึงเหตุการณ์อันชวนสยดสยองเมื่อหลายวันก่อนนั้น วันที่เขาเกือบเอาชีวิตไปทิ้งริมถนน ...
นากามารุหลอกเขาโดยใช้คุซาโนะมาล่อให้ตายใจ จนเขาหลงติดรถมาด้วย แต่วันนั้นน่ะ ....

.........คุซาโนะ....ทะเลาะกับยูอิจิ ....

จุนโนะเห็นคุซาโนะพยายามจะทำอะไรบางอย่าง .....น่าใจหาย... เด็กหนุ่มคนนั้นร้องไห้และขอร้องให้ยูอิจิกลับรถเพื่อไปส่งจุนโนะกลับโรงแรม แต่ว่ายูอิจิปัดมือคุซาโนะออก และซัดหลังมือใส่ใบหน้าของเด็กหนุ่ม ตอนนั้นถึงทางโค้งพอดี แล้วรถก็เอียงวูบ ถนนลื่นและฝนตกหนัก ยูอิจิร้องลั่นรถขณะที่หันมาประคองพวงมาลัย แต่กระนั้นรถก็พุ่งเข้าชนอะไรบางอย่าง มันรวดเร็วมากจนจุนโนะไม่สามารถประมวลเป็นภาพได้ .... และจากนั้น เขาก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย...

“มันเป็นอุบัติเหตุ ทางโค้งและถนนลื่น นากามารุซังขับรถเร็วมาก.....สงสารคุซาโนะ...เขายังเด็ก...เด็กเกินกว่าที่จะ....ไปเร็วแบบนั้น” จุนโนะน้ำตาซึม แม้ว่าจะไม่ชอบยูอิจิ แต่ก็อดใจหายไม่ได้ ...
...จากกันด้วยดียังจะดีกว่า ให้เป็นไปแบบนี้ ...

จินไล้นิ้วซับน้ำตาให้ ตอนนี้เขาทำได้แต่เพียงปลอบโยนและเรียกขวัญของจุนโนะให้กลับมาในเร็ววัน
“โชคดีที่จุนจังไม่สาหัสอย่างที่คิด ฉันดีใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด”
“แล้วจินไม่ไปทำงานเหรอ?”
“ไม่หรอก.....ฉันไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากชีวิตของจุนจังอย่างเดียว”
“ไม่ได้นะจิน.....ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว จินกลับไปอัดเสียงต่อเถอะ” จุนโนะยิ้มอ่อนหวานให้จิน เขาจับมือจินมาแนบแก้ม จุมพิตข้อนิ้วที่ช่วยซับน้ำตาให้เขา
“กลับไปทำงานนะ ... ฉันอยู่ที่นี่สบายดี ถ้าว่างก็ค่อยมาเยี่ยม”
“ฉันจะเอาจุนโนะไปอยู่ที่โรงพยาบาลในโตเกียว จะไม่ให้นายห่างตัวอีกแล้ว นายคือทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันมี ฉันจะไม่เป็นนักร้องก็ได้ ถ้าเจ้านายจะไล่ฉันออกจากวงการเพียงเพราะฉันมาคอยดูแลคนที่ฉันรักน่ะ”
“จิน......” จุนโนะน้ำตาไหล เขาปลื้มจริงๆ จินยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเขาได้....

...ไม่มีใครที่เขาจะรักมากไปกว่าจินอีกแล้ว...

*************************

1 เดือนต่อมา.....


จุนโนะออกจากโรงพยาบาล สิ่งแรกที่เขาทำก็คือ ขอให้จินพาไปเยี่ยมหลุมศพของยูอิจิและคุซาโนะ ... ดอกลิลลี่สีขาวบริสุทธิ์ถูกวางไว้เหนือป้ายชื่อบนหลุม ช่อดอกไม้ที่มีประดับด้วยโบว์สีทอง ปลิวไสวเพราะแรงลม จุนโนะและจินยืนประสานมือและพึมพำคำอธิษฐาน
“นากามารุซัง ...คุซาโนะ...เกิดชาติหน้า...ขออย่าให้มีสิ่งใดที่พวกเราต้องบาดหมางต่อกันอีกเลย...ขอให้เกิดมาเป็นเพื่อนกัน และรักใคร่กัน...ผมขออโหสิทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำต่อผม ...ขอให้เฝ้าดูผมกับจินอยู่อีกโลกหนึ่งด้วยสายตาที่อ่อนโยนและงดงามด้วยเถอะครับ...”
“ผมก็เช่นกัน ....ขออธิษฐานเหมือนจุนโนะครับ...” จินพูดบ้าง จุนโนะหันขวับมาแยกเขี้ยวใส่
“ไม่คิดเองเลยนะ เล่นลอกกันแบบนี้เลยเหรอ?”
“ก็มันคิดไม่ออกนี่นา...แหม....ก็ได้...ก็ได้...นากามารุซัง ผมขออโหสิให้คุณทุกอย่างเลย...คุซาโนะด้วย ที่เราเคยมีเรื่องกันน่ะ ผมขออโหสิ” จินยกมือไหว้หลุมศพ และฉกหอมแก้มจุนโนะดังฟอด
“เอ๋?? มาทำแบบนี้ที่นี่ได้ไงกัน”
“ก็ให้สองคนนี่เป็นพยานไง ว่าผมรักจุนโนะนะขอรับ และขอให้พวกเขาปกป้องคุ้มครองความรักของเราด้วยเถอะ”
“อืมมม....ถ้าพวกเขารู้นะ คงจะยินดีด้วยล่ะนะ”

จุนโนะชวนจินกลับเมื่อใกล้จะบ่ายแล้ว จินรีบประคองจุนโนะไปทันที....ช่วงนี้จุนโนะยังต้องใช้ไม้ค้ำยันอยู่ เพราะยังมีเหล็กดามที่ขา และซี่โครงก็ยังไม่เข้าที่ดี สำหรับจะเดินด้วยตนเองตามลำพังยังคงทำไม่ได้เต็มที่ และจินเองก็ดูเหมือนจะชอบเอาใจจุนโนะเสียด้วย
ทั้งสองหนุ่มเดินมาถึงรถก็พบว่า โทโมะและคาซึยะขับรถมาถึงพอดี
“อ้าว.....จิน จุนโนะมาเหมือนกันเหรอ?” โทโมะร้องทักด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
“โทโมะ...มาเยี่ยมนากามารุซังด้วยดอกกุหลาบสีแดงเชียวนะ” จุนโนะชี้ไปที่ดอกกุหลาบแดงจัดที่จัดเป็นช่ออย่างงดงามในมือของโทโมะ
“ฮื่อ...ตอนยังเป็นๆ ไม่มีโอกาสได้เป็นคนรักกัน ก็เลยตั้งใจเอามาให้เขาเป็นครั้งสุดท้าย”
“นี่....จนป่านนี้แล้วยังจะคิดแบบนี้กับนากามารุซังอีกหรือไง ไหนว่ารักผมมากจนกี่สิบกี่ร้อยของนากามารุก็เทียบผมไม่ได้ไง?” คาซึยะเอ็ดเอา ใบหน้าหล่อเข้มเริ่มคิ้วขมวด เขาฉวยช่อดอกไม้มาถือไว้ซะเอง แต่กระนั้นโทโมะก็ยังทำหน้าระรื่น
“หึงแม้กระทั่งคนตาย”
“ก็แน่ล่ะ กุหลาบแดงน่ะนะ...เอาไว้ให้ผมคนเดียวพอ”
“คาซึยะขี้หึงก็เป็นนะ” โทโมะจิ้มแก้มคนรัก ก็เลยโดนคาซึยะรวบตัวเอาไว้ จุ๊บที่ปากอิ่มอย่างรวดเร็ว จนจินกับจุนโนะอดหัวเราะไม่ได้
“สงสารนากามารุซังนะ นอนอยู่บนหลุมแล้วยังอุตส่าห์เจอคู่รักมาฉกหอมแก้มกับจุ๊บกันให้เห็นอีก ...เฮ้อ...น่าเห็นใจจริงๆ” จุนโนะหัวเราะคิก มองหน้าแดงเข้มของโทโมะที่กำลังเขินจัด

“พวกนายไปเยี่ยมนากามารุซังกับคุซาโนะเถอะ พวกฉันจะรอกินข้าว หิวจะตายชักอยู่แล้ว” จินรุนหลังเพื่อนสองคนไปที่เนินอันเป็นที่ตั้งของหลุมศพ ส่วนตัวเขาเองก็ยืนรออยู่ที่ลานจอดรถ
“สงสัยมั้ยว่า สองคนนั่นจะพูดอะไรกับนากามารุซัง?” จินถามจุนโนะ ซึ่งฝ่ายนั้นก็เอาแต่ชะเง้อข้ามเนินไป
“คงพูดเหมือนเราละมัง......แต่ที่แน่ๆ โทโมะคงไม่ได้บอกนากามารุซังหรอกนะว่า เกิดชาติหน้าขอให้เป็นแฟนเขาน่ะ ไม่งั้นคาซึยะเล่นงานตาย”
“นั่นน่ะซิ.....โทโมะคงจะไม่มีวันขอแบบนั้นแน่ๆ ในเมื่อหลงรักบอดี้การ์ดจำเป็นคนนั้นจนหมดใจแล้วนี่นะ”

สักครู่ คู่ของโทโมะและคาซึยะก็เดินลงมาจากเนิน และจุนโนะกับจินก็ได้เห็นว่า หน้าของคาซึยะนั้นมุ่ยสนิท
“มีอะไรกันหรือ?” จินอดถามไม่ได้
“ก็คุณโทโมะน่ะซิ ดันพูดมาได้ว่า เกิดชาติหน้า อยากจะเป็นแฟนของนากามารุซัง...”
“อ้าว!!” จินและจุนโนะอุทานออกมาพร้อมกัน แต่ตัวต้นเรื่องกลับหัวเราะคิก
“ล้อเล่นหรอกน่า ดูซิ คาซึยะหึงแม้กระทั่งหลุมศพ...นับว่าเรตติ้งฉันยังดีอยู่”
“คุณนี่แหล่ะน้า....” คาซึยะหลุดจากหน้าเก๊ก แอบยิ้มกับเนินดิน นึกไปว่า

...ถ้าโทโมะเกิดนึกอยากให้เป็นแบบนั้นจริง เขาก็ไม่ยอมแพ้คนตายหรอกว้า.....

...ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติไหน เขาก็ไม่มีวันยกโทโมะให้ใครเด็ดขาด....

ความคิดของเขาสะดุดลง เมื่อจู่ๆ โทโมะก็พูดขึ้นก่อนจะขึ้นรถจากสุสานไปว่า

“ความจริง พี่ยูนอนอยู่ในหลุมนี่ก็น่ารักกว่าตอนลุกมาก่อเรื่องอีกง่ะน้า....พวกนายว่ามั้ย?”

“โทโมะ......ะ....ะ....ะ” ทั้งหมดหัวเราะครืน

คาซึยะรีบจัดคนรักยัดใส่รถ และทำหน้าที่ขับรถซะเอง โดยมีจุนโนะและจินขับตามกันไป ปล่อยให้สุสานแห่งนั้นเงียบสงบ
.... ร่างอันไร้วิญญาณของนากามารุและคุซาโนะคงจะยอมรับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามยถากรรมของตัวเอง และในที่เบื้องสูงบนฟากฟ้านั้น พวกเขาคงจะเฝ้าดูความรักของคนทั้งหมดต่อไปด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างบริสุทธิ์ใจ

***********************

...................
.............

บทส่งท้าย.....

เสียงกรีดนิ้วบนสายกีตาร์ดังพลิ้วเป็นท่วงทำนองเพลงรัก ...มันช่างอ่อนหวานและเจือด้วยความสดใส บ่งบอกถึงความชำนาญของผู้เล่นได้เป็นอย่างดีจนคนที่แอบฟังอยู่นอกประตูอดอมยิ้มไม่ได้ หนุ่มน่ารักที่แอบมายืนลับๆ ล่อๆ อยู่นั้นยื่นหน้ามาเยี่ยมๆ มองๆ อยู่ตรงช่องประตูที่เปิดแง้มไว้
.....................

นิ้วยาวค่อยๆ เกี่ยวนิ้วดึงประตูให้เปิดออกกว้างอีกนิดหน่อย แล้วสอดส่ายสายตาไปที่ร่างของชายหนุ่มซึ่งกำลังนั่งหันหลังให้ ศีรษะสีน้ำตาลอ่อนค่อนข้างยาวก้มต่ำ สนใจแต่การเกากีตาร์ตัวโปรดให้เป็นเสียงเพลง สลับกับการจดโน้ตเพลงลงในสมุด ไม่ได้สนใจอะไร แม้แต่ฝีเท้าย่องกริบของเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่มีนามว่า จุนโนะสุเกะ จะเข้ามาใกล้ตัวแล้ว
“จ๊ะเอ๋...!” จุนโนะแปะมือลงไปบนไหล่ของชายหนุ่ม พร้อมกับส่งเสียงดังออกมาจนคนเล่นกีตาร์สะดุ้งโหยง ใบหน้าหล่อเหลาหันขวับมาทำหน้ายิ้มใส่คนที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“จุนจัง! ตกใจหมดเลย...”
“จินน่ะเอาแต่เล่นกีตาร์ไม่ได้สนใจอะไรเล้ย...” จุนโนะส่ายหน้า มือไพล่หลัง ยื่นแต่หน้าหวานๆ มาใกล้ เขาชะโงกดูสมุดจดโน้ตที่วางอยู่ข้างกายของอะกานิชิ จิน... มองแล้วก็ย่นจมูกใส่
“ยี้.... เป็นนักร้องดังแล้วยังต้องมานั่งแต่งเพลงเองอีก จินนี่มีพรสวรรค์จังเลยนะ”
“ใครจะเหมือนนายล่ะ จุนโนะ วันๆ เอาแต่เล่นเกม” จินว่า เขาวางกีตาร์คว่ำหน้ากับโซฟา แล้วคว้าหมอนมากอดไว้ เงยหน้ามองร่างโปร่งที่ยืนพิงขอบหน้าต่างที่กำลังกอดอกแล้วทำหน้าเป็นใส่
“ใครว่า.....” จุนโนะทำปากยื่น แล้วก็แย้มปากหัวเราะจนเห็นฟันสวย แล้วอวดตัวว่า
“ฉันน่ะตอนนี้กำลังมั่วเล่นบิลเลียดอยู่นะคร้าบบบ...เล่นเก่งเอาการอยู่ด้วยล่ะ”
“ธ่อ...ขี้คุย”
“ชริ...มาลองเล่นแข่งกันม้า?” จุนโนะท้า

จินอมยิ้ม เขาส่ายหน้าช้าๆ และกวักมือเรียกจุนโนะเข้ามานั่งใกล้ๆ จุนโนะเอียงคอมองแต่ก็ยอมเดินลากขามานั่งข้างๆ
จินโอบบ่าบอบบางมาใกล้ จูบที่ไรผมอ่อน ได้กลิ่นสบู่กรุ่นจมูก เขาแลสบตาแจ๋วแหววของหนุ่มน้อยหน้าสวยแล้วก็อมยิ้ม จุนโนะทำปากยื่นแล้วก็จุ๊บตอบที่ปลายคางของจิน แต่พอจินกระชับอ้อมแขนแน่นเข้า จุนโนะก็ทำหน้ามุ่ย
“วันนี้ห้ามเด็ดขาดนะ ห้ามทำอะไรฉันด้วย ตอนเย็นมีซ้อม เดี๋ยวไม่มีแรง” จุนโนะพูดแล้วก็ดันอกจินออกห่าง ยืดแขนออกมาจนสุดมายันอกชายหนุ่มไว้
“แม่เรียกกินข้าวแล้ว...ลงไปข้างล่างกันเถอะ”
“อือ......เอาซิ หิวอยู่พอดี” จินวางกีตาร์ลง เขาเดินไปตามแรงฉุดของคนรัก ลงไปชั้นล่าง

แม่ของจุนโนะเพิ่งจะวางอาหารพร้อมสรรพลงบนโต๊ะทานข้าว ใบหน้าของหญิงวัยใกล้กลางคนยิ้มแย้มผ่องใส จินอมยิ้มพึมพำขอบคุณ ขณะมองสบดวงตาใสซื่อของเด็กน้อยอีกคนหนึ่งที่นั่งห้อยเท้ารออยู่ก่อนแล้ว
“ชินสุเกะ อยากกินข้าวห่อไข่วันนี้ ฉันก็เลยรับอาสาทำเองทั้งหมดเลย” จุนโนะคุย เขาลูบศีรษะของน้องชายต่างบิดาเบาๆ
“ทานล่ะนะคร้าบบบ...” เด็กน้อยตะโกนเสียงแจ๋ว ก่อนจะตักข้าวเข้าปากคำใหญ่
“อูยยย..อาหย่อย...ย...ย...พี่ชายทำอาหย่อย...ย...ย” จากนั้นร่างเล็กก็เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาเคี้ยวตุ้ยๆ จนไม่เห็นสีหน้ายิ้มแย้มของผู้เป็นพี่ชาย
“แม่ดีใจนะที่จุนจังรักน้อง” แม่ของจุนโนะแอบกระซิบกับจิน แต่กระนั้นจุนโนะก็ยังได้ยิน
“ก็ผมไม่มีใครแล้วนี่ครับ นอกจากแม่ น้อง และก็จิน...”
“และแม่ก็ดีใจด้วย ที่เรื่องลงเอยแบบนี้...” หญิงสาวโอบบ่าลูกชายมากอด หอมแก้มจุนโนะเบาๆ ก่อนที่จะพยักเพยิดให้ลูกชายและจินทานข้าว

อาหารมื้อนั้นคือข้าวห่อไข่ที่อร่อยที่สุดในโลก จินคิดแบบนั้น ....


...วันนี้เขามีความสุข ได้เป็นนักร้องเหมือนเดิม....และหนึ่งปีที่ผ่านมานั้น เขาทุ่มเทเวลาไปกับการร้องเพลงและแต่งเพลงอย่างหนัก เพลงของเขาทุกเพลงที่แต่งขึ้น ได้ถูกนำมาเป็นเพลงในอัลบั้มของมิราเคิลเกือบทุกเพลง

ส่วนจุนโนะเองเมื่ออยู่ระหว่างการพักรักษาตัวให้กระดูกเข้าที่ เขาก็ได้กลับไปเรียนต่ออีกครั้งหนึ่ง และจินก็เสนอให้รับแม่และน้องมาอยู่ด้วย ซึ่งจุนโนะก็เห็นดีด้วยและเต็มใจอย่างยิ่ง
... เพราะหลังจากที่เกือบจะข้ามผ่านเขตแดนแห่งความตายมาแล้ว ทำให้จุนโนะคิดว่า


.....ชีวิตนี้มันแสนสั้นนัก....นึกจะไปก็ไปง่ายๆ.... เขากับแม่ ไม่เคยได้มีความสุขร่วมกัน และก่อนที่ชีวิตนี้จะหาไม่ เขาอยากให้แม่กอดเขา และยกโทษในสิ่งที่เขาทำ คือการหนีออกจากบ้านและไม่ค่อยได้ติดต่อกับทางบ้านเลย

แม่ไม่เคยเกลียดจุนโนะ.....ในระหว่างที่จุนโนะไปเป็นแดนเซอร์และเล่นละครเวที เธอก็ตัดรูปภาพจุนโนะจากหนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ แม่อัดรายการทีวีที่พวกเขาไปออกด้วย
“แม่ภูมิใจในตัวจุนโนะนะ” แม่พูดเอาไว้ในวันแรกที่จินพาจุนโนะกลับมาเยี่ยมแม่ นับเป็นครั้งแรกที่จุนโนะได้มีโอกาสกลับไป
“เสียดายเพลย์โซนที่คานาง่ะว่า ซึ่งจุนโนะไม่ได้ร่วมแสดงด้วย แต่แม่ก็ไปดู...อยากจะรู้ว่า จุนโนะน่าจะยืนอยู่ตรงส่วนไหนของเวที”
จุนโนะน้ำตาคลอ ขณะที่แม่เข้ามาลูบผมของลูกชายด้วยน้ำตานองหน้า
“บาดเจ็บแบบนี้ ให้แม่ดูแลจุนโนะนะ”
“ฮะ...แม่” จุนโนะพยักหน้า กอดแม่ไว้เช่นกัน
อ้อมกอดของจุนโนะกว้างใหญ่มากกว่าแต่ก่อนเยอะ แม่รู้สึกได้ดี ก็ลูกเติบโตเป็นหนุ่มแล้วนี่นะ......

เธอขอโทษจุนโนะที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ละเลยการเลี้ยงดูลูกคนนี้ มาคิดได้ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว....เมื่อจุนโนะไม่ได้อยู่กับเธอเสียหลายปี....

ดังนั้นเมื่อจินชวนแม่ของจุนโนะกับลูกชายคนเล็กมาอยู่ด้วย เธอจึงตอบรับด้วยความเต็มใจ

ทั้งหมดใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านหรูแห่งหนึ่งชานเมืองโตเกียว...

หนึ่งปีที่ผ่านมา จุนโนะหยุดงานทั้งหมด และก็ได้มีโอกาสเรียนหนังสืออย่างเต็มที่ ...จนร่างกายหายดี สมบูรณ์ทุกอย่างแล้ว เขาจึงกลับมายืนหยัดอีกครั้ง ในฐานะนักร้องไอดอลอีกกลุ่มหนึ่งในนาม Misty Boys พร้อมกับสมาชิกดั้งเดิม
ดังนั้น วง Miracle และวง Misty Boys จึงเป็นเหมือนวงพี่วงน้องกันในวงการ
แต่นอกวงการนั้น.....เป็นอะไรกัน...แฟนๆ ก็คงจะรู้กันทั่วแล้ว
...เพราะจินเองก็ยอมรับกับแฟนเพลงเมื่อไม่นานมานี้เองว่า ได้ใช้ชีวิตอยู่กับจุนโนะสุเกะแบบไหน และได้รับเสียงตอบรับอย่างยินดีจากแฟนเพลง จนเหนือความคาดหมาย กระแสจินและจุนโนะมีอยู่ทั่วเมืองในหมู่วัยรุ่น......จนทั้งคู่ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป

 

และอีกไม่กี่วันต่อมา โทโมะกับคาซึยะก็กล้าหาญชาญชัยมาแถลงข่าวความสัมพันธ์ของกันและกัน

“โชว์ให้ดูหน่อยว่าพวกคุณรักกัน” พวกนักข่าวคะยั้นคะยอ

ดังนั้น ในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์วันถัดมา จึงมีภาพจูจุ๊บของโทโมะและคาซึยะปรากฏหราอย่างไม่อายสายตาใคร

..............................

“แล้วจินล่ะ โชว์ให้ฉันเห็นหน่อยว่ารักฉันมากขนาดไหน” จุนโนะอ้อน เขากระแซะหาจินจนแทบจะนั่งเกยตัก จินฉวยหนังสือพิมพ์มาจากมือของจุนโนะ มองภาพของโทโมะและคาซึยะสวีทกันแล้วย่นจมูกใส่ ชายหนุ่มเหวี่ยงหนังสือพิมพ์ลงกับพื้น...จากนั้นก็..........
“มามะ ... จุนจาง...ง...ง...ง ฉันจะแสดงให้นายเห็นเองว่า อะกานิชิ จิน รักจุนโนะสุเกะมากแค่ไหน” จินโถมกายใส่ร่างบาง จนจุนโนะตกอยู่ใต้ร่างของจิน
ริมฝีปากของทั้งคู่พบกัน และไม่มีวันแยกจากกันง่ายๆ
จินจูบจุนโนะจนหนำใจและลุกขึ้นหอบ
“อืมมม....หวานจริงๆ แฟนฉัน”
“รักแค่นี้เองเหรอ?” จุนโนะพูดไปแล้วก็หน้าแดง มือเอื้อมมาแตะไหล่ของจิน ดวงตาหวานเชื่อม และหรี่ปรือ
“แสดงให้เห็นอีกนิดซิ ว่ารักฉัน”
“ได้ซิ ที่รัก.....” จินโน้มกายทาบทับร่างโปร่งไปอีก
ร่างกายแนบชิด สนิทเสน่หาในความรัก
มือแกร่งปัดเจ้าเทดดี้แบร์สองตัวนั่น หล่นตุ้บกับพื้นห้อง และจุนโนะเองก็เต็มใจที่จะให้มิมิ และบุตต้านอนมองคนทั้งคู่แสดงความรักต่อกัน โดยที่ไม่คิดจะเก็บมันขึ้นมาไว้บนเตียงในค่ำคืนนั้นอีกเลย

..........................

แสงตะวันลับขอบฟ้า .....และลำแสงอันอ่อนหวานของดวงจันทร์กำลังมาเยือน
จินนอนกอดจุนโนะแนบแน่น เขาชี้ให้เห็นดวงจันทร์ที่ทอแสงประกายเหลืองสดใสนอกหน้าต่าง
“เห็นแล้วใช่มั้ยว่า ฉันรักนายมากขนาดไหน?”
“เห็นแล้ว.....ดูซิ....ช้ำไปหมดแล้วนะ พรุ่งนี้ต้องไปอัดรายการด้วย” จุนโนะทำเสียงงอน แต่ก็แอบยิ้มในหน้า
......
“แต่่............ฉันก็มีความสุข....จินแต่งเพลงให้ฉันอีกเพลงหนึ่งนะ” จุนโนะพลิกกายขึ้น นอนทับแผ่นอกของจิน
“จะเอาเพลงแบบไหนดี ...แต่งแบบอีโรติกดีมั้ย?” จินว่า
“บ้าซิ....”
“อ้าว.....ก็เมื่อคืนเราอีโรติกกันตลอดเวลาเลยนิ....”
“เห??? เป็นอย่างนั้นเลยหรือ?” จุนโนะถามอายๆ
“ฮื่อ.....เราเป็นแบบนั้นจริงๆ ....จุนจัง..........ฉันจะแต่งเพลงนี้ให้นายในวันพรุ่งนี้เลย.... Show Me Your Love.. เอาชื่อนี้แหล่ะ”
“อือมมม...ดี ฉันชอบชื่อนี้” จุนโนะพยักหน้า ตอบรับด้วยการจุมพิตจินซะเอง....

.............................

จุนโนะนอนหลับฝันดี.....เมื่อมีจินอยู่เคียงข้าง

วันเวลาที่ผ่านไป กี่ปีแล้วนะที่เขามายืนอยู่ตรงนี้ อยู่กับจิน รักและเข้าใจกัน

ไม่เคยนึกเสียใจ เรื่องที่หนีตามจินมา.....

...เขาสองคน...ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย...

....จากวัยเด็กสู่วัยแห่งผู้ใหญ่ ......ไม่มีวันไหนเลยที่จะทำให้เขารักจินน้อยลง...

...ตรงกันข้าม....นับวัน เขาสองคนก็ยิ่งจะรักกันมากขึ้นทุกวินาที.....

......เพราะ.....จินได้แสดงให้เห็นแล้วว่า รักจุนโนะมากมายเพียงใด....

...............................................

เสียงจินพลิกกายนอนหงาย........

จุนโนะได้ยินเสียงงึมงำลอดมาจากริมฝีปากที่เผยอของจินเบาๆ ว่า

“........Show Me Your Love.....จุนจัง.....ฉันรักนาย จุนโนะแห่ง Misty Boys”

จุนโนะอมยิ้มอย่างมีความสุข ขณะกอดจินเอาไว้แน่น

“ฉันก็รักนาย.....อะกานิชิ จินแห่งมิราเคิล...”

 

****************************

Happy Ending

 

comment ที่นี่จ้า...