ตัวอย่างการนำผลิตภัณฑ์กระดาษกลับมาใช้ใหม่

ตัวอย่างการนำผลิตภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่


1. กระดาษ

 

ปัญหาใหญ่ของมูลฝอยประเภทหนึ่งคือ ผลิตภัณฑ์ในรูปกระดาษที่ผลิตออกมาจำนวนมาก และในจำนวนที่ผลิตออกมาอย่างมหาศาลนี้ มีเพียงไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นที่ได้มีการนำกระดาษที่ใช้แล้วไปทำผลิตภัณฑ์ใหม่อีกครั้ง จำนวนที่เหลือจึงกลายเป็นขยะมูลฝอยอยู่ในแหล่งทิ้งขยะมูลฝอย
ในปีหนึ่ง ๆ ปรากฏว่า ด้วยจำนวนนับล้าน ๆ ของใบปลิวโฆษณาทางไปรษณีย์ คูปอง ใบขอบริจาค แคตตาล็อกต่าง ๆและหน้าโฆษณา ในหน้าหนังสือพิมพ์จะมีเพียงประมาณนับพันล้านแผ่นเท่านั้น ที่ได้ผ่านการอ่าน และที่เหลือนอกจากนั้นได้กลายเป็นขยะมูลฝอยในถังขยะมูลฝอย โดยไม่ผ่านการอ่านเลย จึงกลายเป็นการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลืองที่สุด
กระดาษทุกชนิดที่เราใช้ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่มาจากเนื้อเยื่อของต้นไม้และมีกระดาษหลายชนิดที่เมื่อใช้แล้วสามารถนำกลับมาใช้ใหม่อีก เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษบันทึก กระดาษสำเนา กระดาษพิมพ์ดีด กระดาษคอมพิวเตอร์ บัตรรายการ และซองจดหมายสีขาว สำหรับกระดาษที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น กระดาษที่ติดกาวหรืออาบน้ำมัน เนื่องจากความร้อนจะทำให้สารเคลือบกระดาษละลายแล้วไปอุดตันเครื่องจักรทำให้เกิดความเสียหายได้ การรีไซเคิลกระดาษ เริ่มต้นด้วยกระบวนการใช้น้ำมันและสารเคมี กำจัดหมึกที่ปนเปื้อนออกไป ทำให้กระดาษเหล่านั้นกลายเป็นเนื้อเยื่อ จากนั้นจึงทำความสะอาดเนื้อเยื่อ เพื่อนำเข้ากระบวนการผลิตเส้นใยที่สามารถนำไปผลิตเส้นใยเป็นกระดาษต่อไป
กระดาษที่ใช้แล้วเมื่อนำมาผลิตขึ้นใช้ใหม่ มีกระบวนการค่อนข้างซับซ้อนโดยเฉพาะจะต้องกำจัดสีที่ปนเปื้อนออกให้หมาดเพราะการเจือปนแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กระดาษที่ผลิตใหม่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ไฟเบอร์ในกระดาษจะลดน้อยลงทุกขั้นตอนของกระบวนการรีไซเคิลกระดาษที่ผลิตขึ้นมาใหม่จึงมีคุณภาพด้อยลง
มีเพียงร้อยละ 3 ของกระดาษหนังสือพิมพ์เท่านั้นที่สามารถนำไปผลิตเป็นสิ่งพิมพ์ได้ใหม่ กระดาษรีไซเคิลส่วนใหญ่จึงเหมาะสำหรับทำเป็นกล่องบรรจุสินค้า ทำเป็นฝ้าเพดาล หรือฉนวนกันความร้อน
2. พลาสติก
พลาสติก ผลิตขึ้นมาจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และอาจผลิตเพื่อให้มีสีต่าง ๆ ใส แข็ง หรืออ่อนก็ได้ และยังสามารถหลอมละลายเป็นรูปต่าง ๆ ได้ โดยใช้แรงดันและความร้อนและคุณสมบัติของพลาสติกคือ ไม่ละลาย
ประโยชน์ของพลาสติก คือ น้ำหนักเบา ทำให้สะดวกต่อการถือหิ้ว และการขนส่งตลอดจนมีความทนทานอยู่ได้เป็นเวลานาน และเนื่องจากสามารถใช้ประโยชน์ได้มาก พลาสติกจึงเข้ามาแทนวัสดุธรรมชาติอย่างอื่นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าพลาสติกจะมีประโยชน์ แต่ก็มีข้อเสียคือ พลาสติกผลิตมาจากทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สามารถเกิดขึ้นมาใหม่ได้ เช่น นำมัน ถ่านหิน นอกจากนี้ก็ยากต่อการนำมารีไซเคิล และต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และที่สำคัญ เนื่องจากพลาสติกมีหลายชนิด การนำผลิตใช้ใหม่จะต้องแยกพลาสติกแต่ละชนิดออกจากกันปัจจุบันจึงมีเพียงถุงพลาสติกเท่านั้นที่สามารถนำกลับมาใช้ให่ได้ แต่มีการนำถุงพลาสติกที่ใช้แล้วเพียงร้อยละ 3 ของจำนวนถุงพลาสติกที่ผลิตออกมาเท่านั้น ที่นำกลับเข้าสู่โรงงานเพื่อการรีไซเคิล
ดังนั้น พลาสติกที่ถูกทิ้งเป็นขยะมูลฝอยในปัจจุบัน จึงคงอยู่ในสภาพแวดล้อมไปอีกนานนับหลายร้อยปี
3. อะลูมิเนียม
อะลูมิเนียมเป็นโลหะที่มีสีขาวคล้ายเงินนำหนักเบาและมีคุณสมบัติที่อ่อนตัว ซึ่งสามารถทำเป็นรูปร่างต่าง ๆ ได้ ในการผลิตอะลูมิเนียม จึงมักผสมทองแดงและสังกะสี เพื่อเพิ่มความแกร่งให้กับเนื้ออะลูมิเนียม
เนื่องจากอะลูมิเนียมเป็นภาชนะที่สามารถซึมซับความเย็นได้อย่างรวดเร็วทำให้อะลูมิเนียมเป็นที่นิยมในการนำมาผลิตเป็นกระป๋องบรรจุเครื่องดื่มและวัสดุอีกหลายชนิด เช่น น้ำอัดลม เบียร์ โซดา กระดาษตะกั่ว ถาดใส่อาหาร ถาชนะในครัว ฯลฯ
ปัจจุบัน อะลูมิเนียมนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุด และมีข้อดีคือ สามารถนำไปรีไซเคิลได้ กระป๋องอะลูมิเนียมทุกใบสามารถส่งคืนโรงงาน เพื่อนำไปผลิตเป็นกระป๋องใหม่ได้โดยไม่ขีดจำกัดจะนวนครั้งของการผลิตต เมื่อกระป๋องอะลูมิเนียมถูกส่งเข่าโรงงานแล้วจะถูกบดให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วหลอมเป็นแท่งแข็ง จากนั้นส่งต่อไปยังโรงงานผลิตกระป๋อง เพื่อทำกระป๋องอะลูมิเนียมใหม่
การรีไซเคิลกระป๋องอะลูมิเนียม จะทำให้ประหยัดพลังงานความร้อนได้ถึง 20 เท่า และช่วยลดมลพิษทางอากาศได้ถึงร้อยละ 95 ของการผลิตกระป๋องใหม่โดยใช้อะลูมิเนียมจากธรรมชาติ
สำหรับกระป๋องที่ผลิตขึ้นจากเหล็กกล้ามีส่วนผสมของดีบุกอยู่เล็กน้อยเพื่อป้องกันการเกิดสนิมนั้นใช้บรรจุอาหารกระป๋องสำเร็จรูป ผลไม้กระป๋อง น้ำผลไม้กระป๋อง ฯลฯ เมื่อใช้แล้วสามารถนำมารรีไซเคิลกระป๋องนั้นได้ โดยเริ่มต้นจากการกำจัดดีบุกที่เคลือบกระป๋องออกก่อน และเหลือไว้เฉพาะส่วนที่เป็นเหล็กกล้าแล้วจึงนำไปหลอมเพื่อผลิตเป็นกระป๋องใหม่ การรีไซเคิลกระป๋องดีบุกจะช่วยลดพลังงานในการผลิตกระป๋องใหม่ที่ได้จากธรรมชาติได้ถึงร้อยละ 75
4. แก้ว
แก้วเป็นเป็นวัสดุที่มีผิวราบเรียบแข็งและใสเปราะบางและแตกร้าวได้ง่าย มนุษย์ผลิตแก้วขึ้นจากการหลอมละลายของวัสดุธรรมชาติ คือ ทราย เถ้าโซดา หินปูน และแร่เพลสปาร์โดยสามารถหลอมให้เป็นรูปร่างและเป็นสีสันแปลก ๆ แตกต่างกันได้ไม่รั่วง่าย จึงนิยมนำแก้วมาทำเป็นภาชนะใส่ของต่าง ๆ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง ฯลฯ เพราะแก้วไม่ทำปฏิกิริยากับสารใด ๆ ที่จะให้สารที่ใส่ภาชนะแก้วนั้น ๆ ต้องเปลี่ยนคุณสมบัติ แก้วจึงเป็นภาชนะที่ใช้ประโยชน์มากที่สุด
ในแต่ละปีจะมีขวดแก้วที่ผ่านการใช้แล้วไม่ต่ำกว่า 28 พันล้านใบ ที่ถูกทิ้งให้เป็นขยะออกสู่สิ่งแวดล้อมแก้วบางชนิดใช้ความสามารถนำมาล้างทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคและหมุนเวียนนำมาบรรจุใหม่ได้อย่างน้อยถึง 30 ครั้งโดยผู้ผลิตสินค้าประเภทเดิม เช่น ขวดเครื่องดื่มแก้วบางชนิดผลิตขึ้นเป็นเนื้อแก้วบางเบาเพื่อความสะดวกในการพกพา แต่ไม่สามารถนำมาล้างเพื่อใช้ใหม่ได้ แต่สามารถรวบรวมส่งคืนโรงงาน เพื่อส่งเข้าสู่ระบบการผลิตขึ้นใหม่ที่เรียกว่ากระบวนการรีไซเคิล
แก้ว ที่เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจะถูกทุบ และบดให้แตกละเอียด ก่อนที่จะนำไปหลอมในเตาหลอมรวมกับวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เพื่อเป็นส่วนในการผลิตแก้วใหม่

การรีไซเคิลแก้ว สามารถช่วยลดพลังงานความร้อนที่ใช้ในการผลิตได้มากกว่าผลิตแก้วจากวัตถุดิบจากธรรมชาติพลังงานที่ประหยัดได้จากแก้วรีไซเคิล 1 ใบ จะเท่ากับปริมาณไฟฟ้าที่ใช้กับหลอดไฟขนาด 400 วัตต์ นานถึง 4 ชั่วโมง

1