HeaVy – HardRocK มันส์โคตรรุ่นป๋า
- 26 -

Cheap Trick

วงนี้เป็นวงอเมริกันร็อค แอนด์ โรล มาจากเมืองอิลลินอย วงดั้งเดิมตั้งมาตั้งแต่ปี 1969 ชื่อ “Fuse” และเคยออกแผ่นในชื่อเดียวกันมาด้วย มาช่วงปลายยุค 70's คือปี 1977 ได้ออกแผ่นใหม่ในนาม “Cheap Trick” และมีชื่อเสียงมากที่สุดก็มาจากอัลบั้ม “At Budokan” ที่วงนี้ไปออกคอนเสิร์ตที่ “Nippon Budokan Hall” ประเทศญี่ปุ่น

คนฟังเพลงสมัยเดียวกันส่วนใหญ่จะมีแผ่นเอาไว้ฟังมากกว่าจะแกะเพลงมาเล่น ฝีมือดนตรีวงนี้หายห่วงเล่นเก่งกันทุกคน สำเนียงกีตาร์ก็ได้มาตรฐาน ท่วงทำนองเพลงก็ดี ซึ่งเพลงที่ติดตลาดก็มี “Clock Strike Ten” ,I want You To Want Me, Deam Police, Ain't That A Shame, Surrender , Voices

เพลงรุ่นหลังๆ ก็มีอีกพอสมควร แล้วก็มีวงรุ่นใหม่หลายวงเอาเพลงของวงนี้มาเล่นซ้ำ

วงนี้เป็นวงที่เด่นดังในหมู่วัยรุ่นหนุ่มสาว อาจจะเป็นเพราะถึงจะเล่นดนตรีเก่งมากๆ แต่ทำเพลงออกมาไม่โหด และแต่งตัวก็ออกจะเรียบร้อย อย่างเพลง “Voices” ฟังแล้วหวานเซ็กซี่ ท่อนลีดก็หวานดี หรือฟังได้ไม่เบื่อก็เพลง “The Flame”

สมาชิกวงมีอยู่ 4 คน คือ Rick Nielsen เล่นกีตาร์และแต่งเพลงส่วนใหญ่ Bun E.Carlos กลอง Robin Zander ร้องและกีตาร์ และ Tom Petersson (สกุลมี S สองตัว)

เมื่อปี 1977 มือกลองเคยเอาสีเขียนหน้าเพื่อขึ้นไปตีกลองแทน “Peter Criss” แห่งวง Kiss เพราะเกิดป่วยกะทันหัน

Mott The Hoople

เพลง “Sweet Jane” ของวง Mott The Hoople ก็บอกชัดแล้วว่า วงของพวกเขาเป็นวง “Rock ‘n' Roll แถมสไตล์เพลงนี้ฟังไปก็คล้ายๆ กับฟังเพลง “Light My Fire” ของ Jim Morison แค่นี้ก็คงเห็นภาพแล้วนะว่าวงนี้เป็นยังไง ? ถ้าพูดถึงจังหวะจะโคนแล้วจัดอยู่ในแนว “Hard Rock” ได้สบาย

ที่ว่าคล้ายนั้นแค่สไตล์เท่านั้นนะ ท่วงทำนองแตกต่างอย่างสิ้นเชิง และถ้าได้แกะเพลงเล่น รับรองว่า “ หวด ” กันมันมากจะบอกให้ สำหรับเพลงนี้

เพลงที่น่าสนใจจากวงนี้มีอีก 2-3 เพลง อย่าง เพลง “Sucker”, “Hymn For The Dudes” กับเพลง “One Of The Boys”

ก่อนหน้านี้คือประมาณปี 1968 เคยทำวงมาแล้วชื่อวง “The Silence” สมาชิกก็มี Mick Ralphs, Verden Allen, Pete “Overend” Watts และ Dale Griffin ปีถัดมาได้นักร้อง “ เสียงแหลม ” เข้ามาร่วมอีกคน คือ Stan Tippens และย้ายจาก Hereford เข้ามาลอนดอนโดยมี Guy Stevens เป็นโปรดิวเซอร์ให้ และโปรดิวเซอร์คนนี้แหละได้เปลี่ยนชื่อวงเสียใหม่เป็น “Mott The Hoople” ซึ่งไปหยิบยืมชื่อมาจากวรรณกรรม

อัลบั้มแรก “Mott The Hoople” เมื่อปี 1969 โดยมีเพลงของคนอื่นผสมเข้ามาด้วย ปีถัดมาออกอัลบั้มที่ 2 “Mad Shadows” ก็แป๊ก ! ปัดถัดมาก็ออกอัลบั้มใหม่อีก เรียกว่าออกรายปีตั้งแต่ปี 1969-1972 แต่ก็ไม่ดังมาก

David Bowie นักร้องดังกลับชอบวงนี้พยายามให้ความช่วยเหลือเต็มที่ พร้อมช่วยแต่งเพลง “All The Young Dudes” ให้ และก็ทำให้คนรู้จักชื่อเสียงวงนี้ขึ้นมาบ้าง พอเข้าปี 1973 Ralphs ก็ออกไปทำวงใหม่ชื่อ “Bad Company” จากนั้นสมาชิกที่เหลือก็ทำวงต่อ แต่ตัดชื่อให้สั้นลงเหลือแค่ “Mott” (อ่านว่า “ มัด ” ) ผลงานเพลงของ “Mott” ดูมันกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะแนวดนตรีจะหนักหน่วงขึ้นอย่างเพลง “Born Late'58” , “By Tonight” หรือ เพลง “Storm”

จะว่าไปแล้ว คนรู้จักวง “Mott The HooPle” กว้างขวางมากขึ้นหลังจากออกอัลบั้ม “Live” ในปี 1974

Bad Company

Paul Rodgers เราเคยรู้จักเขามาแล้วในฐานะนักดนตรีนักแต่งเพลง ซึ่งมีส่วนร่วมในการทำเพลง Allright Now, Wishing Well, The Stesler, My Brother Jake, Alittle Bit of Love ของวง Free แล้วเจ้าหมอนี่กับ Simon Kirke ซึ่งเป็นสมาชิกอีกคนของวง Free คิดอ่านจะตั้งวงใหม่ จึงไปชวน Mick Ralps ผู้ก่อตั้งวง “Mott The Hoople” มาร่วมกัน

ทั้งสามคนนี้เป็นชาวอังกฤษ รู้จักกันตอนที่ออกร่วมคอนเสิร์ตด้วยกัน หนึ่งคือวง Mott The Hoople กับหนึ่งคือวง Free และหลังจากนั้นก็ออกมาตั้งวง Bad Company โดยได้ Boz Burrell จากวง King Climson มาร่วมด้วยอีกคน ช่วงนั้นอยู่ในปี 1973 แนวเพลงจัดอยู่ในพวก Rock และเล่นเพลงได้อย่างไพเราะเสนาะหู ออกอัลบั้มแรกขึ้นมาก็ดังระเบิดด้วยเพลง “I Can't Get Enough” กับเพลง “Ready For Love” ซึ่งสองเพลงนี้จัดไม่ถูกว่าเพลงไหนดังกว่ากัน เพราะวิทยุเปิดให้ฟังทั้งคู่ และนักดนตรีส่วนใหญ่ก็แกะมาเล่นทั้งสองเพลง

ในอัลบั้มเดียวกันยังมีเพลงติดตลาดอีก 4 เพลง คือ เพลง “Bad Company”, “Movin' On” ,“The Way I Choose” กับเพลงในสไตล์โพลค์ คือ เพลง “Seagull”

แต่ละคนก็มาจากวงดนตรีที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว และแต่งเพลงดีทั้งเนื้อหาและทำนอง จึงกลายเป็นวงที่ติดตลาดตั้งแต่ออกอัลบั้มแรก ซึ่งใช้ชื่อวงเป็นชื่ออัลบั้มแรกไปเลย

Paul Rodgers ร้องนำและเล่นเปียโน Mick Ralphs กีตาร์ Boz Burrell เบส และ Simon Kirke เล่นกลอง

ตั้งแต่ออกอัลบั้มแรก “Bad Company” ในปี 1974 ถึงปี 1999 พวกนี้ออกเพลงมาทั้งหมด 15 อัลบั้ม และเมื่อปี 2003 สมาชิกวงเปลี่ยนไป โดยมี Mick Ralphs, Simon Kirke Dave Colwell (คีย์บอร์ด) , Rick Wills กีตาร์เบส และ Robert Hart ร้องนำ

เพลงที่ไพเราะและมาถูกกาลเวลาต้องยกให้วงนี้เลย ยังไงก็ต้องหา CD มาฟังให้ได้ ถ้าเงินไม่มากกให้ซื้อชุดรวมฮิต หรือถ้ามีสตางค์อีกหน่อยก็เก็บอัลบั้มแรกเอาไว้ด้วย รับรองวงนี้ไม่สร้างความผิดหวังให้อย่างแน่นอน

ให้คะแนนเป็นพิเศษกับท่วงทำนองดนตรีและร้องนำ เพราะทำได้เยี่ยมจริงๆ

UFO

วง UFO เป็นวงหนึ่งที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการ เพราะมีเพลงอมตะหลายเพลงในทุกวันนี้ โดยเฉพาะเพลง “Rock Bottom” ที่ “ ขาโจ๋ ” ที่ไหนก็รู้จัก

วงนี้มาจากอังกฤษ ตั้งวงตั้งแต่ปี 1969 (ชื่อวงเก่า “Hocus Pocus” )ออกอัลบั้มมาหลายชุด แต่มาดังถูกหูคนก็ชุดที่ออกในปี 1974 รุ่นๆ เดียวกันกับเพลงดังจากวง Bad Company นั่นหล่ะ ชุดที่ว่าก็คือ “Phenomenon” มีเพลงติดหูคนฟัง คือ เพลง Rock Bottom, Doctor Doctor,Too Young to Know หรือ เพลงโซโลกีตาร์หวานๆ อย่าง “Lipstick Traces” ความจริงอัลบั้มนี้มีเพลงไพเราะอีกเยอะ เป็นต้นว่า Crytal Light, Space Child, Oh my, Queen Of The Deep กับ Built For Comfort

อัลบั้ม “Phenomenon” นี้ไม่ต่างกับอัลบั้มชุดที่ 4 ของวง Led Zeppelin ที่อุดมไปด้วยเพลงเยี่ยมๆ ทั้งนั้น

วงไทยที่เล่นเพลงนี้ดีมากในเมืองอุดรธานีสมัยนั้นก็วง “After Die” เล่นประจำที่บาร์โกลเด้นท์ ฮอสล์ เรียกว่าต้องหยิบเพลงนี้มาเล่นให้ฟังทุกคืนเลยก็ว่าได้

โดยทั่วไปแล้ววงวัยรุ่นสมัยนั้นก็จะแกะเพลงนี้เล่นทุกวง ถือเป็นเพลงครูเหมือนกับเพลง "Smoke On The Water" นั่นแหละ !

ช่วงนี้ “ ป๋า ” เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ถ้ากลับบ้านเมื่อไหร่ก็จะแวะไปฟังเขาเล่นเกือบทุกครั้งไป ตอนนั้นแคมป์อุดรธานียังมีฝรั่งอยู่ แต่ไม่มากเหมือนเมื่อก่อน ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะอยู่หรือจะไป เพราะถัดมาอีกปีก็คือ 1975 เวียดนาม “ ปลดปล่อยเขมร ” สำเร็จ แล้วบุกทะลวงเข้าเวียดนามใต้ผ่านกัมพูชา และทุกอย่างมาจบลงที่ลาว “ ปลดแอก ” ก็เป็นช่วงที่ทหารอเมริกันต้องถอนตัวออกจากสถานการณ์สงครามเวียดนามไป

เมื่ออเมริกันถอนทหารออกไป ก็เท่ากับสิ้นยุคสงครามเวียดนาม และสิ่งที่จังหวัดอุดรธานีเคยได้รับ ก็เปลี่ยนไป จะว่าไปแล้วก็เหมือน “ งานเลี้ยงมีเลิกลา ” อเมริกันจากไปแล้ว …. แต่เพลงอเมริกันยังอยู่ ลูกครึ่งอเมริกันก็ยังอยู่ และความทรงจำยังคงอยู่

ผลงานเพลงของพวกนี้มีอิทธิพลต่อวง Metallica รวมไปจนถึงวง Megadeth ด้วย

สมาชิกวงมี 4 คน ประกอบด้วย Phil Mogg ร้องนำ Mick Bolton กีตาร์ Pete Way เบส และ Andy Parker กลอง ออกอัลบั้มแรก “UFO” เมื่อปี 1971 และปีถัดมาออกอัลบั้ม “Flying” พอปี 1974 มือกีตาร์ออกไปและได้มือกีตาร์มาใหม่มาแทนและสร้างผลงานเพลงจนโด่งดัง เขาคนนั้นก็คือ Michael Schenker พี่ชายของ Rudolph Schenker มือกีตาร์ลีดของวง Scorpions ที่โด่งดังตามกันมานั่นเอง ซึ่งตอนนั้นอายุก็แค่ 19 ปีเท่านั้น อัลบั้มนี้ก็คือ “Phenomenon” นั่นเอง เสียงกีตาร์ของเจ้าหมอนี่ก็เป็นเอกลักษณ์ ท่วงทำนองก็เยี่ยมชนิดหาตัวจับยาก

เพลงนึงที่แกะเล่นคู่กันกับเพลง “Rock Bottom” ก็คือเพลง “High Flyer” เพลงนี้ทำนองดีและร้องไพเราะมาก เสียงลีดกีตาร์ก็เยี่ยม ยิ่งเสียงกีตาร์แล้วก็ “ บาดใจ ” เสียเหลือเกิน แตกต่างจากเสียงกีตาร์วงอื่นโดยสิ้นเชิง เพลง “Shoot Shoot” ก็นับว่าติดอันดับเยี่ยมเหมือนกัน

เพลงรุ่นต่อมาของวงนี้ก็สุดยอดเหมือนกัน (แกะเล่นยาก) นั่นก็คือ เพลง “Let It Roll” เพลงนี้ต้องยกนิ้วให้เลยว่าเยี่ยมมากๆ นอกจากนี้ก็มีเพลง Natural Thing, Mother Mary, Only You Can Rock Me, Lights Out, This Kids, Love To Love, I'm A Loser ที่นับว่าน่าฟังเหมือนกัน

วงนี้ควรจะหามาฟังเป็นอย่างยิ่ง เอาแผ่นรวมฮิตก็ได้ หรือจะหาแผ่น “Phenomenon” มาฟังด้วยก็ดี เชื่อว่าไม่ผิดหวังแน่เช่นกัน !

 

Next

Home

 

 

 

 

 

1