บทที่ 2
ผลการศึกษา
ผลการศึกษาด้านสุขภาพและสาธารณสุขของชุมชนทั้ง 12 หมู่บ้านในตำบลห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์จะแบ่งการศึกษาออกเป็น1.การศึกษาโดยใช้แบบสอบถาม
ข้อมูลในแบบสอบถามมีทั้งหมด 6 ตอน แบ่งออกเป็นตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป
ตอนที่ 2 สถานภาพสุขภาพของชุมชน
ตอนที่ 3 พฤติกรรมการใช้บริการสาธารณสุข
ตอนที่ 4 หลักประกันสุขภาพ
ตอนที่ 5 กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ
ตอนที่ 6 องค์การชุมชนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสาธารณสุข
ผลการสำรวจ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมทางสถิติ (Statistic Package for the Social Science for Windows, SPSS/FW) ดังกล่าวมีดังนี้
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป
ประชาชนในชุมชนทั้ง 12 หมู่บ้านที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 65.1 ส่วนเพศชายคิดเป็นร้อยละ 34.9 ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 31-40 ปี ซึ่งจะพบว่าอยู่ในวัยกลางคน รองลงมาได้แก่ ช่วงอายุ 41-50 ปี ช่วงอายุ10-20 ปี ช่วงอายุ 51-60 ปี ช่วงอายุ 21-30 ปีและช่วงอายุ 61-85 ปี คิดเป็นร้อยละ 21.7, 19.9, 14.8, 14.8, 14.5 และ14.5 ตามลำดับ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รองลงมาประกอบอาชีพอื่นๆ ( นักเรียน นักศึกษา ) รับจ้างทั่วไป ค้าขาย รับราชการ ตามลำดับ คิดเป็นร้อยละ 65.1, 18.4, 8.1, 5.7 และ 2.7 ตามลำดับ ประชาชนในชุมชนส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา รองลงมาจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มัธยมศึกษาตอนต้น ปริญญาตรีและอนุปริญญา คิดเป็นร้อยละ 66.3, 12.7, 11.7, 5.1 และ 3.3 ตามลำดับ ส่วนผู้ที่ไม่จบการศึกษาใดๆเลย มีร้อยละ 0.9 รายได้ต่อเดือนของประชาชนในชุมชนส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงที่ไม่แน่นอนโดย รองลงมามีรายได้ต่อเดือนอยู่ในช่วง 1,001-5,000 บาท, น้อยกว่า 1,000 บาท, 5,001-10,000 บาทและมากกว่า 10,000 บาทโดยคิดเป็นร้อยละ 47.0, 32.5, 14.5, 4.5 และ 1.5 ตามลำดับตอนที่ 2 สถานภาพสุขภาพของชุมชน
จากการสำรวจสถานภาพสุขภาพของชุมชนพบว่า ในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ในชุมชนทั้ง 12 หมู่บ้านในตำบลห้วยเม็ก ประชาชนส่วนใหญ่ทราบสถานภาพสุขภาพของชุมชนว่าไม่มีโรคระบาดใดๆ เกิดขึ้นในชุมชนร้อยละ 72.6 ขณะที่มีผู้ให้ข้อมูลว่ามีโรคระบาด คิดเป็นร้อยละ 7.8 ประกอบด้วยโรคต่างๆดังนี้ โรคฉี่หนู โรคท้องร่วง โรคไข้เลือดออก โดยจะพบว่าในชุมชนมีโรคฉี่หนูระบาดมากกว่าโรคอื่น และพบมากในชุมชนบ้านพานสุวรรณ หมู่ที่ 2 บ้านพิทักษ์พัฒนา หมู่ที่ 4 และที่ชุมชนอื่นๆ ตามลำดับ ส่วนโรคท้องร่วงพบมากในชุมชนบ้านหน่อคำ หมู่ที่ 3 และบ้านเนินลาด หมู่ที่ 9 ตามลำดับ ส่วนบ้านอื่นๆพบไม่มากนัก และนอกจากนี้ยังมีผู้ที่ไม่ทราบเกี่ยวกับการเกิดโรคระบาดใน ชุมชนของตนมากถึงร้อยละ 19.6
จากการสำรวจสุขภาพของประชาชนในชุมชนพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของประชาชนทั้งหมดมีโรคประจำตัวคิดเป็นร้อยละ 45.5 ซึ่งประกอบด้วยโรคกระเพาะ โรคปวดตามกล้ามเนื้อ หลัง แขน ขา โรคเบาหวาน โรคภูมิแพ้ โรคปวดศรีษะ โรคหัวใจ โรคไซนัสและโรคริดสีดวงทวาร โดยส่วนมากประชาชนในชุมชนจะป่วยเป็นโรคกระเพาะเป็นอันดับหนึ่ง พบว่าชุมชนในบ้านหน่อคำ หมู่ที่ 3 ป่วยเป็นโรคกระเพาะมากกว่าชุมชนในบ้านอื่นๆ รองลงมาเป็นชุมชนในบ้านห้วยเม็กหมู่ที่ 1 บ้านเนินลาด หมู่ที่ 9 และบ้านจันทร์ส่องหล้า หมู่ที่ 10 ตามลำดับ โรคที่ประชาชนเป็นกันมากรองลงมา คือ โรคปวดขา ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดหลังตามลำดับ ซึ่งจะพบว่าประชาชนในชุมชนทุกหมู่บ้านจะเป็นโรคปวดขา กันมาก รองลงมาจะเป็นโรคปวดตามกล้ามเนื้อและหลังตามลำดับ โดยประชาชนจะป่วยเป็นโรคดังกล่าวกระจายเกือบเท่ากันทุกหมู่บ้าน แต่ที่บ้านห้วยเม็ก หมู่ที่ 1 ประชาชนป่วยเป็นโรคปวดตามกล้ามเนื้อมากที่สุด ในขณะที่บ้านหน่อคำ หมู่ที่ 3 จะป่วยเป็นโรคปวดขามากที่สุดรองลงมาจากที่ป่วยเป็นโรคกระเพาะ โรคประจำตัวที่ประชาชนป่วยกันมากเป็นอันดับที่ 3 คือ โรคเบาหวาน ซึ่งจะพบว่าประชาชนที่เป็นโรคนี้ มีอยู่กระจายตามชุมชนต่างๆ คล้ายกับโรคปวดขา ส่วนผู้ที่ไม่เป็นโรคมีร้อยละ 54.2
เมื่อศึกษาสุขภาพทั่วไปของประชาชนในชุมชนจะพบว่า ประชาชนในชุมชนทั้ง 12 หมู่บ้านในตำบลห้วยเม็กส่วนใหญ่ เกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกายเป็นประจำ อาการต่อมาที่พบว่าประชาชนเป็นกันมากคืออาการนอนไม่หลับ รองลงมาเป็นอาการเบื่ออาหาร เป็นไข้และน้ำหนักลด โดยคิดเป็นร้อยละได้ 30.4, 16.3, 6.9, 4.5 และ 4.2 ตามลำดับ ซึ่งจากข้อมูลจะพบว่ามีผลสอดคล้องกับการเกิดโรคประจำตัวของประชาชนในชุมชน
ตอนที่ 3 พฤติกรรมการใช้บริการสาธารณสุข
จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้บริการสาธารณสุขของประชาชน เมื่อเกิดภาวะ เจ็บป่วย ในชุมชนทั้ง 12 หมู่บ้านของตำบลห้วยเม็ก พบว่าประชาชนส่วนมากใช้บริการโรงพยาบาลของรัฐ เมื่อพิจารณาสภาพแวดล้อมจะเห็นว่า มีสาเหตุเนื่องมาจากชุมชนในตำบลห้วยเม็ก มีสถานที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลห้วยเม็ก จึงทำให้พบพฤติกรรมดังกล่าว พฤติกรรมรองลงมาเมื่อประชาชนเกิดภาวะเจ็บป่วยคือ หาซื้อยาจากร้านขายยาทั่วไปมารับประทานและไปคลินิคหรือโรงพยาบาลเอกชน ตามลำดับ ส่วนการหาซื้อยาจากร้านที่มีเภสัชกร รักษาด้วยการแพทย์แผนโบราณและรอให้หายเองโดยไม่ทำอะไรนั้น พบว่ามีปริมาณน้อยมาก เมื่อนำพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้คิดเป็นร้อยละจากมากไปหาน้อยแล้วจะได้เป็น 82.5, 8.7, 7.5, 0.9 และ 0.3 ตามลำดับจากพฤติกรรม ดังกล่าว เมื่อทำการสำรวจ เกี่ยวกับการ ไปใช้บริการ ด้านสุขภาพสาธารณสุขของรัฐ กลับพบว่า ส่วนใหญ่ประชาชนจะไปใช้บริการหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐเพียง 2-5 ครั้งต่อปีรองลงมาคือปีละ 1 ครั้งหรือน้อยกว่า ถัดมาคือ 10-20 ครั้งต่อปี 6-10 ครั้งต่อปี และ มากกว่า 20 ครั้งต่อปี โดยคิดเป็นร้อยละได้ 42.5, 31.6, 13.9, 9.6 และ2.4 ตามลำดับ และเมื่อสอบถามเกี่ยวกับการใช้บริการแพทย์ทางเลือก ( เช่น นวดแผนโบราณ ยาสมุนไพร ) พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่นิยมไปใช้บริการแพทย์ทางเลือก ส่วนผู้ที่เคยใช้บริการนั้นมีบ้าง แต่ไปใช้บริการนานๆครั้งเท่านั้น ที่ไปใช้บริการเป็นประจำมีเพียงน้อย เมื่อคิดเป็นร้อยละของการใช้บริการแพทย์ทางเลือกจะได้เป็น ไม่เคยไปใช้บริการ ร้อยละ 78.3, เคยไปใช้บริการ แต่นานๆครั้ง ร้อยละ 18.4 และไปใช้บริการเป็นประจำ ร้อยละ 3.3
ตอนที่ 4 หลักประกันสุขภาพ
จากการสำรวจการใช้สิทธิในการใช้หลักประกันสุขภาพ ( เช่น บัตร 30บาทรักษาทุกโรค บัตรผู้สูงอายุ บัตรประกันสังคม บัตรข้าราชการ ) ของประชาชนในชุมชนตำบลห้วยเม็ก พบว่าประชาชนมีการใช้สิทธิในการใช้หลักประกันสุขภาพเป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 95.5 ซึ่งส่วนใหญ่ใช้บัตร 30 บาท รักษาทุกโรค รองลงมาเป็นบัตรผู้สูงอายุ บัตร 30 บาท รักษาทุกโรคสำหรับผู้ที่รายได้น้อย บัตรของ อสม. บัตรข้าราชการ บัตรสุขภาพ 500 บาทต่อปี ไม่มีบัตร และบัตรสุขภาพที่ทางโรงเรียนออกให้ ตามลำดับ โดยจะพบว่าในชุมชนทุกหมู่บ้านนิยมใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรค ส่วนบัตรชนิดอื่นนั้นจะแตกต่างกันไป ตามอาชีพการงานของชุมชน เช่น บ้านพิทักษ์พัฒนา หมู่ที่ 4 ส่วนใหญ่มีอาชีพข้าราชการ บัตรสุขภาพที่ใช้ส่วนใหญ่จึงเป็นบัตรข้าราชการ เป็นต้น เมื่อทำการสอบถามเกี่ยวกับการใช้หลักประกันสุขภาพในด้านการตอบสนองความต้องการของประชาชน พบว่าจากข้อมูลเกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพ ในการใช้บัตรสุขภาพ ในสถานพยาบาล ของรัฐ ในการตอบสนองความต้องการของประชาชน ของชุมชนบ้านห้วยเม็กหมู่ 1 จำนวน 43 ชุด พบว่าประชาชนส่วนมาก นี้ใช้บริการหลักประกันสุขภาพของรัฐ และมีความเห็นว่าบัตรประกันสุขภาพดังกล่าวสามารถตอบสนองความต้องการในการเข้ารับการรักษาพยาบาล ได้ดีจนถึงดีมาก รองลงมาจะพบว่า ประชาชนยังไม่เคยใช้ หลักประกันสุขภาพจึงไม่มีความคิดเห็นใดๆ และในจำนวนประชาชนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีความเห็นว่า บัตรประกันสุขภาพไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตนได้ การบริการของเจ้าหน้าที่ไม่ดี ไม่สุภาพ และล่าช้า
จากข้อมูลของบ้านพานสุวรรณ หมู่ 2 จำนวน 17 ชุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความพอใจในการใช้บัตรประกันสุขภาพ มีความเห็นว่าบัตรประกันสุขภาพสามารถตอบสนองความต้องการได้มาก ถึงมากที่สุด ซึ่งจะพบว่าส่วนใหญ่จะใช้บัตรประกันสุขภาพ เป็นประจำเมื่อไปใช้บริการในด้านสถานพยาบาลของรัฐ แต่มีประชาชนบางส่วนที่มีความเห็นว่า บัตรประกันสุขภาพที่ใช้นั้น สามารถตอบสนองความต้องการได้น้อย โดยเฉพาะบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค เพราะไม่สามารถนำไปใช้ได้ในกรณีประสบอุบัติเหตุ และใช้ข้ามเขตการรักษาในแต่ละท้องที่ไม่ได้ จึงคิดว่าควรมีการปรับปรุง หลักประกันสุขภาพ ดังกล่าวให้ดีขึ้น และกรณีที่ยังไม่เคยได้ใช้ หลักประกันสุขภาพ หรือนานๆครั้งจึงไปใช้บริการนั้นมีประชากรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ข้อมูลของบ้านหน่อคำหมู่ 3 จำนวน 66 ชุดพบว่าการใช้บัตรประกันสุขภาพ ในการเข้ารับการ รักษาพยาบาลในสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของรัฐนั้น สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดี ประชาชนมีความพอใจกับการบริการโดยใช้บัตรประกันสุขภาพเนื่องจาก ลดค่าใช้จ่ายได้มาก ประชาชนบางส่วน เห็นว่าบัตรประกันสุขภาพไม่ได้ช่วยลดค่าใช้จ่ายใดๆ หรืออำนวยความสะดวกใดๆ ให้กับการเข้ารับ การรักษาในสถานพยาบาลของรัฐ รวมถึงประชาชน บางส่วนที่ยังไม่เคยใช้บริการบัตรประกันสุขภาพ เลย
ข้อมูลของบ้านพิทักษ์พัฒนา หมู่ที่ 4 จำนวน 40 ชุด ที่สำรวจ การตอบสนองของการใช้บัตรประกันสุขภาพ พบว่า ประชากรส่วนมากพึงพอใจกับการบริการ ด้านสาธารณสุขของรัฐ ในด้านหลักประกันสุขภาพ โดยมีความเห็นว่า บัตรประกันสุขภาพสามารถตอบสนองความต้องการได้มาก เพราะในบางกรณีประชาชนบางคนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย เช่น กรณีของบัตร 30 บาท รักษาทุกโรคผู้ที่มีรายได้น้อย เป็นต้น แต่ก็ยังมี ประชาชนบางส่วนยังไม่เคยใช้บริการบัตรประกันสุขภาพเลย และบางส่วนก็มีความเห็นว่าการใช้บัตรประกันสุขภาพไม่ดี เท่าการจ่ายค่าบริการด้วยเงินสดเพราะไม่ได้รับการบริการที่ดีเท่าที่ควร ในกรณีของบัตร 30 บาท รักษาทุกโรคไม่สามารถใช้บริการข้ามเขตได้และไม่สามารถเลือกบริการเองได้ ทำให้การตอบสนอง ในเรื่องของการรักษาพยาบาลต่อประชาชน ไม่ได้ดีเท่าที่ควร
จากข้อมูลด้านหลักประกันสุขภาพ เกี่ยวกับการตอบสนองความต้องการใช้บัตรประกันสุขภาพของชุมชนในหมู่บ้านป่ายาง หมู่ 5 จำนวน 3 ชุด พบว่า ประชาชนมีความเห็นว่าบัตรประกันสุขภาพที่ใช้ในสถานพยาบาลของรัฐนั้นสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากการเข้ารับการรักษาพยาบาลก็ได้รับการบริการที่ดี สะดวกสบาย
จากข้อมูลบ้านกุดท่าลือ หมู่ 6 จำนวน 26 ชุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ใช้บริการหลักประกันสุขภาพของรัฐในการเข้ารับการรักษาพยาบาลมีความเห็นว่า การใช้บัตรประกันสุภาพเป็นสิ่งที่ลดค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยและสำหรับบางคนก็สามารถเบิกคืนได้ตามเงื่อนไขสิทธินั้น ๆ ของบัตรประกันสุขภาพ แต่ก็มีบางคนมีความเห็นว่าผู้ที่ใช้บัตรประกันสุขภาพ มักจะได้รับการบริการที่ล่าช้า กว่าผู้ที่จ่ายค่ารักษาด้วยเงินสด นอกจากนี้ยังมีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่เคยใช้บัตรประกันสุขภาพเลย หรือยังไม่มีบัตรประกันสุขภาพและรวมถึงผู้ที่ไม่ทราบข้อมูลของบัตรประกันสุขภาพต่าง ๆ
ข้อมูลของบ้านพนมทองหมู่ 7 จำนวน 17 ชุด พบว่า ประชาชนที่ยังไม่เคยใช้บริการหลักประกันสุขภาพมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ประชาชนส่วนใหญ่จะใช้หลักประกันสุขภาพในกรณีที่เข้ารับการบริการรักษาพยาบาลในหน่วยงานของรัฐนั้นเป็นเพียงการลดค่าใช้จ่าย จะพบว่า ประชาชนมีความเห็นในแง่ที่ดีต่อหลักประกันสุขภาพ และบัตรสุขภาพสามารถตอบสนองความต้องการ ของประชาชนได้สูง และยังพบว่า ประชาชนส่วนหนึ่งไม่พอใจในการใช้บัตรประกันสุขภาพเช่นกัน โดยมีความเห็นว่า การใช้บัตรประกันสุขภาพทำให้สิ้นเปลือง เวลา เงิน โดยใช่เหตุ
ข้อมูลบ้านหัวดง หมู่ 8 จำนวน 20 ชุด พบว่า ประชาชนส่วนมากใช้บัตรประกันสุขภาพพร้อมทั้งมีความเห็นว่าบัตรประกันสุขภาพ มีประโยชน์และตอบสนองความต้องการได้มากการบริการเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดีเหมาะสมแต่มีจำนวนน้อยที่ยังไม่เคยใช้บริการหลักประกันสุขภาพ
ข้อมูลของบ้านเนินลาด หมู่ 9 จำนวน 27 ชุด เกี่ยวกับการตอบสนองความต้องการในการใช้บริการบัตรประกันสุขภาพ พบว่า บัตรประกันสุขภาพที่ประชาชนใช้บริการสามารถตอบสนองความต้องของประชาชนได้สูงเพราะเป็นการลดภาระในการเสียค่ารักษาพยาบาล อีกทั้ง เจ้าหน้าที่ที่ดูแลสุขภาพของประชาชนได้ดี ส่วนประชาชน ที่ยังไม่เคยใช้บริการหลักประกันสุขภาพนั้นมีจำนวน
ข้อมูลเกี่ยวกับบัตรหลักประกันสุขภาพของรัฐบาลในด้านการตอบสนองความต้องการของประชาชนในชุมชนบ้านจันทร์ส่องหล้า หมู่ 10 จำนวน 37 ชุด พบว่า ประชาชนส่วนมากใช้บัตรประกันสุขภาพในการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของรัฐ ซึ่งมีความเห็นว่า การใช้บัตรประกันสุขภาพช่วยลดค่าใช่จ่ายสำหรับคนจนได้ อีกทั้งได้รับการบริการจากเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ส่วนประชาชนบางกลุ่มเห็นว่าเมื่อใช้บริการโดยใช้บัตรประกันสุขภาพกับได้รับการบริการจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไม่ดีพอ บางคนเห็นว่า เป็นการสิ้นเปลืองโดยใช้เหตุเช่น บัตร 30 บาทรักษาทุกโรค เมื่อเข้ารับบริการทุกครั้งก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย 30 บาท ทุกครั้ง เป็นผลเสียต่อผู้ที่ป่วยเรื้อรัง นอกจากนี้ยังประชาชน บางส่วนที่ยังไม่เคยใช้บริการหลักประกันสุขภาพ
ข้อมูลบ้านห้วยเม็ก หมู่ 11 จำนวน 13 ชุด พบว่า บัตรประกันสุขภาพสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในชุมชนได้เป็นย่างดีมีจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นที่ไม่ออกความเห็นและไม่ได้ใช้หลักประกันสุขภาพใด ๆ เลย
ข้อมูลบ้านกุดท่าลือ หมู่ 12 จำนวน 23 ชุด พบว่า ประชาชนในชุมชนใช้หลักประกันบัตรสุขภาพเป็นส่วนใหญ่และบัตรประกันสุขภาพก็สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดี โดยการบริการในสถานพยาบาลที่ได้รับพบว่าอยู่ในเกณฑ์ดี นอกจากนี้มีประชาชนส่วนน้อยเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็น ว่าบัตรประกันสุขภาพตอบสนองความต้องการไม่ดีพอ ขาดความสะดวก รวดเร็ว และผู้ที่ยังไม่เคยใช้บริการหลักประกันสุขภาพมีจำนวนน้อยมาก
จากข้อมูลโดยรวมของการใช้หลักประกันสุขภาพของประชาชนในหมู่บ้านทั้ง 12 หมู่บ้าน ของตำบลห้วยเม็ก อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ใช้บัตรประกันสุขภาพในการเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐและมีความเห็นว่า บัตรประกันสุขภาพสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มาก ประชาชนใช้บัตรเป็นประจำ ซึ่งนำมาสู่ความสะดวกสบาย และประหยัดรายจ่ายของประชาชนของชุมชนเป็นอย่างดี
บัตรประกันสุขภาพส่วนใหญ่ที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ คือ บัตร 30 บาท รักษาทุกโรค นอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนบางกลุ่มไม่พอใจกับการใช้บัตรประกันสุขภาพ เนื่องจากมีความเห็นว่าทำให้เกิดความล่าช้า การบริการไม่ดีเท่าเทียมกัน การรักษาด้วยเงินสดหรือตามคลินิก จะทำให้สิ้นเปลืองโดยใช้เหตุมีประชาชนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังไม่มีบัตรประกันสุขภาพและไม่เคยใช้บริการ
ในเรื่องการเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการเกี่ยวกับสุขภาพของรัฐบาลนั้น จะสอบถามเกี่ยวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคและโครงการปลอดยาเสพติดซึ่งจะแยกพิจารณาได้ดังนี้โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค
จากการสำรวจข้อมูลของหมู่บ้านห้วยเม็กหมู่ที่ 1 จำนวน 43 ชุด พบว่าในการแสดงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคนั้นประชาชนส่วนใหญ่ ไม่มีข้อเสนอแนะ ไม่มีข้อคิดเห็น ซึ่งจะพบว่าประชาชนอีกส่วนหนึ่งจะให้ข้อเสนอว่าควรทำต่อไป เพราะว่ามีความพึงพอใจในการดำเนินงานของรัฐบาล และในประชาชนบางส่วนมีข้อเสนอว่า ในการบริการหลักประกัน 30 บาท รักษาทุกโรคควรมีการบริการไม่จำกัดเขตการรักษา รองลงมาคือ อยากให้ครอบคลุมการรักษาผู้ประสบอุบัติเหตุด้วย และมีประชาชนส่วนน้อยที่ไม่เข้าใจในการใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรคข้อมูลของบ้านพานสุวรรณ หมู่ที่ 2 จำนวน 17 ชุด พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นโครงการที่ดีทำให้ลดค่าใช้จ่ายของคนยากจน สามารถใช้บริการได้ทุกคนโดยไม่จำกัดฐานะ และนอกจากนี้ยังมีความเห็นว่า การบริการของเจ้าที่มีลักษณะที่ดีเป็นกันเองอีกด้วย ในขณะที่ประชาชนบางส่วนให้ข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลควรเพิ่มการบริการของการใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรคให้สามารถใช้ได้ในกรณีอุบัติเหตุด้วย แต่มีประชาชนอีกส่วนน้อยที่มีความเห็นว่าการบริการของเจ้าหน้าที่ไม่ดีพอ จึงควรปรับปรุงให้เหมือนกับการบริการของคลินิก ที่จ่ายค่าบริการด้วยเงินสด และมีความเห็นว่าน่าจะเสียค่าบริการเพียงครั้งเดียว คือ 30 บาท/ปี หรือกลับไปใช้บัตรสุขภาพ 500 บาท/ปี
ข้อมูลบ้านหน่อคำ หมู่ที่ 3 จำนวน 66 ชุด พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ไม่แสดงความคิดเห็น ไม่มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นโครงการที่ดี ควรดำเนินการต่อไป ในประชาชนอีกส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่าในการบริการของการใช้บัตร 30 บาท รักษาทุกโรค ควรบริการให้ครอบคลุมในกรณีประสบอุบัติเหตุและน่าจะให้บริการรักษาได้ทุกโรคโดยไม่จำกัดชนิดตามนโยบาย แต่มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่มีความเห็นว่า น่าจะเสียค่าบริการเพียงครั้งเดียว 30 บาท/ปี หรือกับไปใช้หลักประกันสุขภาพ 500 บาท/ปี และ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคยังมีความเห็นว่าเสียค่าบริการถี่ บ่อยๆ จึงทำให้เปลืองค่าใช่จ่าย เพราะต้องจ่ายค่าบริการทุกครั้งที่เข้ารับบริการ พร้อมทั้งน่าจะมีการปรับปรุงการบริการของเจ้าหน้าที่พยาบาล นอกจากนี้ประชาชนบางส่วนไม่มีความรู้เกี่ยวกับการบริการ 30 บาทรักษาทุกโรค และยังมีบางส่วนที่ยังไม่เคยใช้บริการ
ข้อมูลบ้าน พิทักษ์พัฒนา หมู่ที่ 4 จำนวน 40 ชุด พบว่าประชาชนส่วนมากไม่มีความคิดเห็น เกี่ยวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นโครงการที่ดี สมควรดำเนินการต่อไป และประชาชนอีกส่วนหนึ่งมีความเห็นว่า ในการบริการใช้บัตรโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ควรให้บริการครอบคลุมทุกเขตการรักษาทั่วประเทศโดยไม่ต้องต้องใช้ใบส่งตัวผู้ป่วย รวมทั้งมีการบริการให้เท่าเทียมกัน กับการบริการของเอกชน ได้ยาตามตรงตามอาการของโรค ซึ่งควรจะปฏิบัติให้ได้จริงตามนโยบายของโครงการ และควรจะครอบคลุมถึงกรณีอุบัติเหตุด้วย แต่มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่มีความเห็นว่า การใช้บัตรประกันสุขภาพแบบเดิมดีกว่าการใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรค มีประชาชนส่วนเพียงส่วนน้อยทีไม่ทราบข้อมูลของโครงการ รวมถึงไม่เคยใช้บริการ
ข้อมูลของบ้านป่ายางหมู่ 5 จำนวน 3 ชุด พบว่าประชาชนมีความพอใจกับการใช้หลักประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค โดยมีความเห็นว่าการบริการของเจ้าหน้าที่มีความเหมะสมดีแล้ว
ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคของบ้านกุดท่าลือหมู่ 6 จำนวน 26 ชุด พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค และพบว่ามีความเห็นในด้านดีต่อโครงการ พอใจกับค่าบริการและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ ในขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่า น่าจะลดค่าบริการในการรักษาลงบ้างเพื่อลดค่าใช้จ่ายในกรณีของโรคที่ไม่ร้ายแรงใดๆ เช่น ไข้หวัด ปวดหัว ซึ่งน่าจะลดค่าบริการลงจาก 30 บาท เหลือ 10-15 บาท และมีประชาชนส่วนน้อยมีความเห็นว่า น่าจะเสียค่าบริการ 30 บาทต่อไป และควรจะเก็บค่าบริการแยกตามฐานะของผู้ป่วย ที่มาเข้ารับการรักษา อีกทั้งการรักษาพยาบาลน่าจะครอบคลุมถึงอุบัติเหตุด้วย นอจากนี้ยังมีผู้ที่มีความเห็นว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนน้อยเท่านั้น น่าจะกลับไปใช้บัตรประกันสุขภาพแบบเดิม หรือน่าจะทำเหมือนกับบัตรสงเคราะห์เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยข้อมูลของบ้านพนมทองหมู่ 7 จำนวน 17 ชุด พบว่าประชาชนส่วนมากไม่มีความเห็นหรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค แต่มีประชาชนอีกบางกลุ่มมีความเห็นว่าในการบริการการรักษาผู้ป่วยในแต่ละครั้ง ควรจะบริการให้ความสะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น และน่าจะจ่ายยาครั้งละมากๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าบริการเสียค่าใช้จ่ายบ่อยครั้ง อีกทั้งควรจะเพิ่มนโยบายในการรักษาผู้ป่วยกรณีอุบัติเหตุด้วย ในจำนวนนี้มีประชาชนอีกส่วนน้อย ที่เห็นว่า น่าจะกลับไปใช้บัตรสุขภาพแบบเดิม นอกจากนี้ยังมีประชาชนที่ยังไม่เคยใช้บริการหลักประกันสุขภาพดังกล่าวเลย
ข้อมูลบ้านหัวดงหมู่ที่ 8 จำนวน 20 ชุด ก็จะพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความเห็นหรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค อีกส่วนหนึ่งมีความเห็นว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ดี น่าจะดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ และควรจะมีการปรับปรุงการดำเนินการต่างๆ ให้ดีขึ้น สามารถใช้บริการได้ทุกเขตการรักษา รวมทั้งให้ครอบคลุมถึงกรณีประสบอุบัติเหตุด้วย อีกทั้งในการรักษาพยาบาลควรจะรักษาให้ครอบคลุมทุกโรคเหมือนชื่อโครงการ นอกจากนี้ ยังมีประชาชนอีกส่วนมีความเห็นว่าควรล้มเลิกโครงการ เพราะการปฏิบัติงานจริงกับนโยบายไม่สัมพันธ์กัน ทำไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ รวมทั้งมีประชาชนบางส่วนที่ไม่ทราบข้อมูลของโครงการ
ข้อมูลบ้านเนินลาดหมู่ 9 จำนวน 27 ชุด พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นโครงการที่ดี ควรดำเนินการต่อไป แต่มีประชาฃชนอีกส่วนหนึ่งมีความเห็นว่าการใช้หลักประกันวุขภาพนี้ไม่ดี เพราะไม่ครอบคลุมในเรื่องการรักษาได้ครบทุกโรค เหมือนชื่อโครงการ อีกทั้งการรักษาพยาบาลยังแยกย่อยมีเงื่อนไขต่างๆ มากมาย ทำให้เกิดความสับสน ซึ่งจะรวมถึงการไม่ครอบคลุมการรักษาพยาบาลผู้ป่วยกรณีอุบัติเหตุ ไม่ครอบคลุมในเรื่องเขตการรักษา ซึ่งน่าจะใช้บริการได้ทุกแห่งทั่วประเทศ ไม่ต้องมีใบส่งตัวผู้ป่วย เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วและถูกใจประชาชน รวมทั้งมีการส่งเสริมสุขภาพ ให้อาหารเสริม ยาบำรุงกำลังเป็นต้น มีประชาชนบางส่วนที่ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ ของการใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งจะรวมถึงผู้ที่ยังไม่เคยใช้ด้วย อีกทั้งยังมีผู้ที่มีความคิดเห็นว่าควรกลับไปใช้หลักประกันสุขภาพแบบเดิม
ข้อมูลบ้านจันทร์ส่องหล้าหมู่ 10 จำนวน 37 ชุด พบว่าประชาชนส่วนไม่แสดงความคิดเห็น หรือเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค รองลงมาเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีควรดำเนินการต่อไป ส่วนประชาชนอีกส่งวนหนึ่ง ให้ข้อเสนอแนะว่า ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยนั้นควรจะรักษาได้ทุกโรครวมทั้งครอบคลุมถึงผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุด้วย พร้อมให้การรักษาได้ไม่จำกัดเขตการรักษา มีประชาชนส่วนน้อยที่มีความเห็นว่า บัตรประกันสุขภาพแบบเดิมดีกว่าบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค เพราะในการรับการบริการรักษาจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ ผู้ที่ทำบัตรประกันสุขภาพแบบเดิมจะได้รับการบริการที่ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะให้มีการลดค่าบริการลงอีก ส่วนประชาชนที่ไม่ค่อยเข้าใจในการใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรคและไม่เคยใช้บัตรเลยนั้นมีอยู่น้อยมาก
ข้อมูลบ้านห้วยเม็กหมู่ 11 จำนวน 13 ชุด พบว่าประชาชนครึ่งหนึ่งไม่แสดงความคิดเห็นหรือไม่มีข้อเสนอแนะใด ๆ เนื่องจากโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ได้ดำเนินการมาในทางที่ดีแล้ว อีกครึ่งหนึ่งให้ข้อเสนอแนะว่า ควรจะปรับปรุงการดำเนินการให้ดีขี้นอีกโดยให้สามารถใช้บริการได้ทุกเขตการรักษา โดยประชาชนเลือกสถานบริการได้อย่างอิสระ พร้อมทั้งให้สามารถบริการรักษาผู้ป่วย ที่ประสบอุบัติเหตุได้ด้วย มีการปรับปรุงการบริการของเจ้าหน้าที่ ให้ดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยมากขึ้น
ข้อมูลบ้านกุดท่าลือหมู่ 12 จำนวน 23 ชุด พบว่าประชาชนส่วนมากไม่เสนอแนะความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โดยให้เหตุผลว่า การดำเนินงานของโครงการนี้ เป็นไปในแนวทางที่ดีแล้ว มีประชาชนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ให้ความเห็นว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ยังเป็นโครงการที่บกพร่องไม่สมบูรณ์เพราะไม่สามารถที่จะใช้บริการในสถานพยาบาลที่ต้องการได้ ดังนั้นจึงควรขยายบริการให้สามารถใช้บริการได้ทุกเขต การรักษาทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ อีกทั้งอยากให้การบริการมีความเท่าเทียมกับการบริการในกรณีจ่ายค่านรักษาพยาบาลด้วยเงินสด
โดยภาพรวมของประชาชนทั้ง 12 หมู่บ้าน ในตำบลห้วยเม็ก อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจำนวน 332 ชุด ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นโครงการที่ดี การดำเนินงานของรัฐบาลดังกล่าว เป็นไปในแนวทางที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้จริง ดังนั้นจึงไม่มีข้อเสนอแนะในการดำเนินงานอื่นๆ เพิ่มเติมอีก ในขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งที่ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค มีความเห็นว่า โครงการดังกล่าวยังขาดความสมบูรณ์ในด้านการบริการ ยังไม่ดีพอในการตอบสนองความต้องการ ควรจะเพิ่มนโยบายการใช้สิทธิ์หลักประกันสุขภาพนี้ ให้ครอบคลุมในด้านการบริการและการรักษา สามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ ครอบคลุมการรักษาผู้ป่วยที่เกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งให้มีการรักษาพยาบาลครบทุกโรคตามชื่อของโครงการ มีการปรับปรุงด้านการบริการของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติต่อประชาชนที่เข้ารับการรักษา หรือผู้ที่ใช้บริการ แต่ในขณะเดียวกันยังมีประชาชนส่วนหนึ่งซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อย ที่เห็นว่าการใช้บัตรประกันสุขภาพแบบเดิมดีกว่าบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค
โครงการปลอดยาเสพติด
ข้อมูลบ้านห้วยเม็กหมู่ 1 จำนวน 43 ชุด เกี่ยวกับโครงการปลอดยาเสพติด พบว่าประชาชนส่วนมากไม่มีข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับโครงการปลอดยาเสพติด ซึ่งจะมีความเห็นว่ารัฐบาลได้ดำเนินการแล้วและก็ควรดำเนินการต่อไปในขณะที่ประชาชนอีกบางส่วนมีความเห็นว่าควรจะมีการจัดกิจกรรมต่อต้านยาเสพติด เช่น จัดกิจกรรมการกีฬา กิจกรรมการรวมกลุ่มต่อต้านยาเสพติด ทั้งในชุมชนเอง และดำเนินการรวมกับชุมชนอื่นใกล้เคียง ซึ่งรัฐบาลต้องเข้มงวดกวดขันให้มาก และเร่งทำลายแหล่งยาเสพติดให้หมดไป อีกทั้งควรให้ความรู้เรื่องโทษของยาเสพติดกับนักเรียนนักศึกษา และให้ความรู้แก่เยาวชนทุกเพศทุกวัยโดยการจัดกิจกรรมบ่อยๆ
ข้อมูลบ้านพานสุวรรณ หมู่ 2 จำนวน 17 ชุด พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นว่าโครงการปลอดยาเสพติดที่รัฐบาลดำเนินการนั้นได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โดยพบว่าปริมาณของผู้ที่เสพยาเสพติดมีจำนวนลดลง ซึ่งนับว่าในชุมชนนี้เป็นเขตปลอดยาเสพติดได้ มีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งเสนอว่ารัฐบาลควรจัดกิจกรรมต่อต้านยาเสพติดขึ้น เช่น กิจกรรมการกีฬา กิจกรรมอบรมเกี่ยวกับโทษของยาเสพติดโดยการจัดกิจกรรมควรเป็นไปอย่างสม่ำเสมฮ.
ข้อมูลบ้านหนองข่า หมู่ 3 จำนวน 66 ชุด พบว่า ประชาชนส่วนมากกว่าครึ่งไม่มีความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการปลอดยาเสพติด ซึ่งจะปล่อยไป เป็นน่าที่ของรัฐบาลดำเนินการ ต่อไป ส่วนประชาชนที่เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาโครงการปลอดยาเสพติดนั้นมีอยู่จำนวนมากโดยส่วนมากมีความเห็นว่า รัฐบาลควรทำการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังและดำเนินการอย่างเข้มงวดอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ยาเสพติดหมดไปจากประเทศพร้อมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ความรู้เกี่ยวกับโทษของยาเสพติดในสถานศึกษาก่เยาวชน และกิจการกีฬาเพื่อต่อต้านยาเสพติดขึ้น
ข้อมูลของบ้านพิทักษ์พัฒนา หมู่ 4 จำนวน 40 ชุด พบว่าประชาชนครึ่งหนึ่งไม่มีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นใด ๆ เกี่ยวกับโครงการปลอดยาเสพติด อีกทั้งยังไม่ทราบข้อมูลของการดำเนินการของรัฐบาลดีพอ ในขณะที่ประชาชนอีกครั้งให้ข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลควรดำเนินนโยบายที่เข้มงวดเด็ดขาดมากกว่าปัจจุบัน ทำการปราบปรามแหล่งยาเสพติดให้หมดในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรจัดทำอย่างยิ่งเพราะยาเสพติดเป็นเครื่องทำลายมันสามารถกำลังของชาติในการพัฒนาประเทศอย่างยิ่ง ตลอดจนต้องทำการอบรม รณรงค์ และให้ความรุ้เกี่ยวกับโทษของยาเสพติดให้เห็นชัดเจนให้แก่เด็กและเยาวชน อันจะเป็นอนาคตของชาติต่อไป อาจจะมีกิจกรรมเสริม เช่น เล่นกีฬาต่อต้านยาเสพติด เป็นต้น ข้อมูลของบ้านป่ายาง หมู่5 จำนวน 3 ชุด พบว่าประชาชนให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการปลอดยาเสพติดในด้านการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดและโทษของยาเสพติดอีกทั้งจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพให้แก่เด็กและเยาวชน ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการนั้นต้องเป้ฯไปอย่างสม่ำเสมอและเอาใจใส่ ข้อมูลของบ้านกุดท่าลือ หมู่ 6 จำนวน 26 ชุด พบว่าประชาชนครึ่งหนึ่งให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการยาเสพติดว่าควรจัดกิจกรรมกีฬาแก่ชุมชน มีการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโทษของยาเสพติดอย่างสม่ำเสมออีกทั้งควรมีหน่วยงานเข้ามาแก่ไขปรับปรุงดำเนินงานอย่างจริงจัง ในขณะที่ประชาชนอีกครั้งของชุมชนให้ความเห็นว่าชุมชนได้รับการปฏิบัติงานเกี่ยวกับโครงการปลอดยาเสพติดจากรัฐบาลจน เป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติดแล้วจึงไม่ขอเสนอแนะใด ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐบาลข้อมูลของบ้านโพนทอง หมู่ 7 จำนวน 17 ชุด พบว่าประชาชนส่วนมากไม่เสนอความคิดเห็นใด ๆ เลยเกี่ยวกับยาเสพติดส่วนผู้ที่เสนอข้อแนะนำในการดำเนินงานของรัฐมีจำนวนไม่มากนักโดยมีความเห็นว่า รัฐบาลควรปรับปรุงการดำเนินงานให้ดีขึ้น มีการรณรงค์ อบรม เกี่ยวกับสิ่งเสพติดต่าง ๆ เพื่อให้รู้ถึงโทษของยาเสพติด
ข้อมูลของบ้านหัวดง หมู่ 8 จำนวน 20 ชุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ให้ข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลควรจัดกิจกรรม อบรม ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดต่อและต่อต้านยาเสพติดในชุมชน (หมู่บ้าน) ให้ทั่วถึงกันไม่ใช่จัดกิจกรรมเฉพาะในตัวอำเภอเท่านั้นแต่ควรจัดกิจกรรมเป็นประจำทุกเดือนเพื่อดูผลคืบหน้าของการดำเนินการ นอกจากนั้นรัฐบาลควรทำการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง เข้มงวดขึ้น โดยโครงการยาเสพติดนี้เป็นโครงการที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยตรง ดังนั้นประชาชนและตำรวจควรดำเนินการร่วมกันจึงจะได้ผลดี ส่วนประชาชนที่ไม่มีข้อเสนอแนะข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับโครงการปลอดยาเสพติดนั้นมีจำนวนเกือบครึ่งของประชาชนที่ได้สำรวจข้อมูล
ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการปลอดยายาเสพติด ของประชาชนในหมู่บ้าน เนินลาด หมู่ 9
จำนวน 27 ชุดพบว่า ประชาชนส่วนมาก ไม่มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการปลอดยาเสพติดโดยจะให้ความคิดเห็นว่ารัฐบาลดำเนินการตามนโยบายได้ดีมากดีแล้วเพียงพอกับความต้องการของประชาชนในชุมชนแล้ว ซึ่งจะเห็นว่าหมู่บ้านนี้ได้เป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติด แต่ยังมีประชาชนอีกบางกลุ่ม ที่เสนอให้รัฐบาลจัดกิจกรรมสงเสริมการกีฬา เพื่อต่อต้านยาเสพติดให้กับชุมชน โดยจัดอุปกรณ์กีฬาลงในชุมชน ซึ่งในชุมชนจะมีคณะกรรมการของหมู่บ้าน ช่วยดูแลรับผิดชอบอีกทีหนึ่ง เพื่อให้ชุมชนเป็นชุมชนที่ปลอดยาเสพติดอย่างแท้จริง
ข้อมูลของบ้านจันทร์ส่องหล้าหมู่ 10 จำนวน 37 ชุด พบว่าประชาชนส่วนมากไม่มีข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับโครงการปลอดยาเสพติดของรัฐบาล โดยมีความเห็นว่าการดำเนินการของรัฐบาลเกี่ยวกับโครงการปลอดยาเสพติดของรัฐบาลดีอยู่แล้ว และสมควรจะดำเนินการต่อไป ในขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการปลอดยาเสพติดว่ารัฐบาลควรดำเนินการปราบปรามอย่างแท้จริงเข้มงวด สม่ำเสมอ รวมทั้งจัดกิจกรรมกีฬาเสริมความรู้เกี่ยวโทษของยาเสพติด ให้แก่เยาวชนในสถานศึกษา
บ้านห้วยเม็กหมู่ 11 จำนวน 13 ชุด ในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโครงการปลอดยาเสพติดพบว่าประชาชนครึ่งหนึ่งไม่เสนอความคิดเห็นใดๆ ทั้งสิ้น ในการดำเนินการสงเสริมโครงการปลอดยาเสพติดในขณะที่ประชาชนอีกครึ่งหนึ่งให้ความเห็นว่ารัฐบาลควรทำการปราบปรามอย่างเด็จขาด สม่ำเสมอ และจัดกิจกรรมกีฬาต่อต้านยาเสพติด ขึ้นเช่น ฟุตบอล มวย เป็นต้น
ข้อมูลของบ้านกุดท่าลือ หมู่ 12 จำนวน 23 ชุด พบว่าประชาชนกว่าครึ่งหนึ่งไม่มีข้อเสนอแนะใด ๆ เกี่ยวกับโครงการปลอดยาเสพติดในขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งมีความเห็นว่า โครงการปลอดยาเสพติดที่รัฐบาลดำเนินการนั้นได้ผลเป็นที่น่าพอใจ อีกทั้งควรพยายามส่งเสริมต่อต้านยาเสพติดให้มากขึ้นมีการสำรวจตรวจตราอย่างเข้มงวดและปราบปรามอย่างเคร่งคัด เร่งด่วนนอกจากนี้ควรจะจัดกิจกรรมกีฬาขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมโครงปลอดยาเสพติดอีทางหนึ่งมีการจัดอุปกรณ์กีฬาให้กับชุมชนด้วย
สรุป จากการสำรวจเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของโครงการปลอดยาเสพติดในชุมชน ตำบลห้วยเม็ก 12 หมู่บ้าน โดยใช้แบบสอบถามหาขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 332 ชุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความคิดเห็นใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งจะพบว่าโครงการปลอดยาเสพติดที่ดำเนินการโดยรัฐนั้นมีความสำเร็จด้วยดีในชุมชนเพราะส่วนมากจะพบว่าในชุมชนเป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติดแต่ส่วนมากจะพบว่า ประชาชนบางส่วนที่ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการทำงานของรัฐว่า ควรเข้มงวดและเคร่งคัดมากขึ้น เร่งปราบปรามยาเสพติดให้หมดไป อีกทั้งจัดกิจกรรมอบรมเกี่ยวโทษของยาเสพติด ส่งเสริมการกีฬาเพื่อเป็นการต่อต้านยาเสพติดขึ้นเพราในขณะเดียวกันบางหมู่บ้านยังต้องการอุปกรณ์กีฬาประจำหมู่บ้านด้วยตอนที่ 5 กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ
จากการสำรวจการมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในชุมชน จะพบว่าในชุมชนทั้ง 12 หมู่บ้านในตำบลห้วยเม็ก อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ มีกิจกรรมในการส่งเสริมสุขภาพให้ประชาชนจำนวนมากคิดเป็นร้อยละ 85.5 เลยทีเดียว กิจกรรมส่วนใหญ่ที่จัดขึ้นคือ กิจกรรมการอบรมให้ความรู้การป้องกันโรค รองลงมาเป็นกิจกรรมการอบรมให้ความรู้การดูแลสุขภาพเบื้องต้น กิจกรรมการออกกำลังกาย กิจกรรมนันทนาการและกิจกรรมอื่นๆ ( กิจกรรมการอบรมเรื่องยาเสพติด ) คิดเป็นร้อยละ 67.2, 55.1, 25.3, 22.3 และ 16.6 ตามลำดับ กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในชุมชนแต่ละชุมชนจะมีความถี่ในการจัดกิจกรรมมากน้อยแตกต่างกัน แล้วแต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและความร่วมมือของประชาชนในชุมชน เมื่อพิจารณาถึงความถี่ของการจัดกิจกรรมของชุมชนทั้ง 12 หมู่บ้านพบว่า มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพปีละ 2-5 ครั้ง จากข้อมูลที่สำรวจพบว่าองค์การที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในชุมชนนั้น ได้แก่หน่วยงานของรัฐเพียงหน่วยงานเดียว ซึ่งผู้ดำเนินงานจัดกิจกรรมในชุมชนจะเป็นหน่วยงานของโรงพยาบาล สาธารณสุขอำเภอ ส่วนในชุมชนท้องถิ่นเองก็จะเป็นหน่วยงานของอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน ( อสม. ) และหน่วยงานขององค์การบริหารส่วนตำบล ( อบต. ) ที่จัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพให้แก่ประชาชนในชุมชนเมื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ประชาชนในชุมชนต้องการให้มีขึ้นในลักษณะต่างๆ สรุปได้ดังนี้
จากการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับข้อเสนอแนะกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของชุมชน ให้เป็นไปในลักษณะใดนั้น พบว่าในชุมชนบ้านห้วยเม็กหมู่ 1 จำนวนข้อมูล 43 ชุด ประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นว่า กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของชุมชน น่าจะเป็นไปในลักษณะของการส่งเสริมในด้านการกีฬาต่างๆ เช่น จัดการแข่งขันกีฬาขึ้นในชุมชนหรือจัดอุปกรณ์การกีฬาให้มีในชุมชน และสร้างสนามการกีฬาต่างๆ ขึ้นในชุมชน นอกจากนี้ยังรวมถึงกิจกรรมการออกกำลังกายอื่นๆ เช่น วิ่ง เต้นแอโรบิค ซึ่งจำเป็นต้องจัดให้มีผู้นำในการจัดกิจกรรมขึ้นในชุมชนด้วย เพื่อเป็นหลักในการดำเนินการ กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอีกอย่างที่ประชาชนเสนอ คือ นำวิทยากรที่มีความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพต่างๆ มาจัดอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปในชุมชน เช่น ความรู้เรื่องการป้องกันโรค ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพเบื้องต้น ตลอดจนมีการตรวจสุขภาพร่างกายของคนในชุมชนโดยเฉพาะ เด็กและคนชรา อีกทั้งยังมีประชาชนบางกลุ่มเห็นว่าควรจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านสร้างอาชีพ และกลุ่มผู้สูงอายุขึ้น เพื่อให้มีกิจกรรมทำในยามว่าง เพื่อเป็นการออกกำลังกายอีกทางหนึ่ง ส่วนผู้ที่ไม่มีข้อเสนอแนะใดๆ นั้นมีจำนวนไม่มากนัก
จากข้อมูลของบ้านพานสุวรรณหมู่ 2 จำนวน 17 ชุด พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นว่า กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของชุมชน ควรจะเริ่มทำกิจกรรมการออกกำลังกายขึ้น โดยน่าจะมีผู้นำในการทำกิจกรรม และจัดกิจกรรมขึ้นเป็นจุดๆ ตามหมู่บ้านให้ทั่วถึง อาจจะมีการจัดอบรมให้ความรู้ในการรักษาสุขภาพ หรือทำกิจกรรมยามว่างให้เป็นประโยชน์ เช่น สานตะกร้า กระติบข้าว เป็นต้น สิ่งสำคัญคือ จัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพให้กับผู้สูงอายุ จัดให้มีการออกกำลังกาย ทำกายภาพบำบัด หรือทำกิจกรรมยามว่างต่างๆ
ข้อมูลของบ้านหน่อคำ หมู่ 3 จำนวน 66 ชุด พบว่าประชาชนอยากเห็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เป็นไปในลักษณะของการออกกำลังกาย การเล่นกีฬาต่างๆ โดยในการจัดกิจกรรมควรจะมีผู้นำในการดำเนินการประจำในแต่ละจุดของหมู่บ้าน หรือมีหมู่บ้านละหนึ่งคนเป็นอย่างน้อย เช่น มีผู้นำออกกำลังกาย เต้นแอโรบิค วิ่ง เป็นต้น พร้อมทั้งมีการจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพ โรคติดต่อต่างๆ ตลอดจน ดูแลรักษาร่างกายหรือให้ความรู้เรื่องการกินอาหาร สุขภาพอนามัยต่างๆ ซึ่งนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของประชาชนในชุมชนได้ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะอีกว่า ควรจัดทำอาหารเสริมแก่เด็ดและคนชรา ให้ความรู้เกี่ยวกับโทษของยาเสพติด และมีการกำจัดยุงลายให้สม่ำเสมอ ส่วนประชาชนที่ไม่ออกความเห็นใดๆ เกี่ยวกับกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนั้นมีอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
บ้านพิทักษ์พัฒนา หมู่ 4 จำนวนข้อมูล 40 ชุด พบว่า ประชาชนมีความเห็นว่า กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ควรเป็นไปในลักษณะ การส่งเสริมการออกกำลังกาย ให้ประชาชนในชุมชนให้ออกกำลังกายในตอนเช้าหรือเย็นพร้อมทั้งจัดสถานที่ที่เหมาะสมในการจัดกิจกรรมจัดทำสวนสุขภาพขึ้นในเขตชุมชน หรือส่งเสริมด้านการกีฬาต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างทั่วถึงในชุมชน ควรมีผู้นำทำกิจกรรมประจำในหมู่บ้าน ตลอดจนมีวิทยากรที่จะให้ความรู้เรื่องโรคติดต่อการดูแลสุขภาพเบื้องต้น เป็นต้น แต่ประชาชนบางกลุ่มไม่เสนอแนะความคิดใดๆ เกี่ยวกับกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญนัก
ข้อมูลของบ้านป่ายางหมู่ 5 จำนวน 3 ชุด พบว่า ประชาชนต้องการส่งเสริมการเล่นกีฬา การมีกิจกรรมประจำหมู่บ้าน มีการสร้างสนามกีฬาขึ้นในหมู่บ้าน
ข้อมูลบ้านกุดท่าลือหมู่ 6 จำนวน 26 พบว่าประชาชนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพว่า ควรจัดกิจกรรมด้านการกีฬา โดยจัดในลักษณะการแข่งขัน และจัดเป็นประจำ มีผู้นำในการจัดกิจกรรมการออกกำลังกาย โดยให้เข้าถึงประชาชนให้มากกว่านี้ มีการอบรมให้ความรู้ในการดูแลรักษาสุขภาพ ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด มีกิจกรรมพัฒนา หมู่บ้านให้สะอาด มีสุขลักษณะที่ดี ดูแลเรื่องอาหารที่มีประโยชน์ ถูกสุขลักษณะที่เหมาะสมของเด็กและประชาชนโดยทั่วไปในชุมชน โดยรัฐบาลเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด
ข้อมูลของบ้านพนมทองหมู่ 7 จำนวน 17 ชุด เกี่ยวกับกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ พบว่าประชาชนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายและการกีฬา โดยควรจัดกิจกรรมส่งเสริมด้านกีฬา จัดให้มีการเล่นกีฬา จัดอุปกรณ์การกีฬา และมีผู้นำในการจัดกิจกรรมด้วย นอกจากนี้ควรมีการอบรมให้ความรู้เรื่องสุขภาพ สุขอนามัย ตลอดจนมีเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลในด้านสุขภาพต่างๆ เช่น ทำลายแหล่งเพาะพันธ์ยุงลาย เป็นต้น ซึ่งควรดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ ส่วนผู้ที่ไม่แสดงความคิดเห็นนั้นมีบ้างแต่ไม่มากนัก
ข้อมูลของบ้านหัวดงหมู่ 8 จำนวน 20 ชุด พบว่ากระชาชนสนใจส่งเสริมสุขภาพเป็นอย่างดีโดยเสนอว่า กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ควรเน้นในเรื่องการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โดยในแต่ละชุมชนในแต่ละหมู่บ้านก็จัดตั้งศูนย์ออกกำลังกายแยกต่างหาก เพื่อให้ทั่วถึงกันทั้งหมู่บ้าน มีผู้นำในการทำกิจกรรม ในด้านการส่งเสริมสุขภาพของวัยรุ่น ควรจัดการแข่งขันกีฬาขึ้น พร้อมทั้งมีรางวัลเป็นแรงจูงใจ ส่วนแม่บ้านควรจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านขึ้นขึ้นมา เพื่อทำกิจกรรมยามว่าง อีกทั้งเป็นการเสริมรายได้ให้กับครอบครัวทางหนึ่ง นอกจากนี้หน่วยงานของรัฐควรจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพขึ้น และให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น แนะนำการป้องกันโรคต่างๆ ตลอดจนอบรมเรื่องสุขภาพอนามัย การกิน การใช้ยาและส่งเสริมเรื่องอาหารเสริมต่อประชาชนที่ป่วยไม่แข็งแรง แต่ไม่มีทุนทรัพย์ ส่วนประชาชนที่ไม่มีข้อเสนอแนะ ไม่มีความคิดเห็นใดๆ นั้นมีอยู่บ้างเป็นส่วนหนึ่ง
ข้อมูลบ้านเนินลาดหมู่ 9 จำนวน 27 ชุด พบว่าประชาชนให้ความสำคัญกับกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ โดยมีความเห็นว่า ควรจัดกิจกรรมส่งเสริมในด้านการกีฬา การออกกำลังกาย มีผู้นำกิจกรรมประจำหมู่บ้าน ตลอดจนมีสถานที่มีอุปกรณ์กีฬาในหมู่บ้าน นอกจากนี้ควรจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอื่นๆ เพิ่มเติมตามแต่เห็นสมควร ประชาชนพร้อมจะปฏิบัติ และยังมีประชาชนบางส่วนที่ไม่มีความเห็นใดๆ เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ
ข้อมูลของบ้านจันทร์ส่องหล้าหมู่ 10 จำนวน 37 ชุด เกี่ยวกับกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ โดยเสนอว่าควรจัดการส่งเสริมสุขภาพ เช่น ส่งเสริมการออกกำลังกาย มีศูนย์การออกกำลังกาย จัดการแข่งขันกีฬา ส่งเสริมสุขภาพอนามัยทั้งของคนและสัตว์เลี้ยง จัดอบรมให้ความรู้ด้านสุขภาพ มีผู้นำในการส่งเสริมสุขภาพต่างๆ ตลอดจนการจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านให้มีรายได้ โดยทำงานในเวลาว่าง ขึ้นมาด้วย นอกจากนี้ยังมีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นความสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพ จึงไม่ออกความคิดเห็นใดๆ เลย
ข้อมูลของบ้านห้วยเม็กหมู่ 11 จำนวน 13 ชุด พบว่าประชาชนในชุมชนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย การกีฬา โดยมีการจัดอุปกรณ์การกีฬา มีการส่งเสริมสุขภาพ ของผู้สูงอายุ เช่น มีการทำกายภาพบำบัด ฝึกโยคะ เป็น ตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมต่อต้านยาเสพติดด้วย
ข้อมูลของบ้านกุดท่าลือหมู่ 12 จำนวน 23 ชุด พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพในด้านการออบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ การป้องกันโรคติดต่อ การดูแลสุขภาพเบื้องต้น การใช้ยาที่ถูกต้องและมีผู้นำในการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่นกิจกรรมการออกกำลังกาย กิจกรรมการกีฬา ตลอดจนมีการฝึกอบรมการฝึกอาชีพ มีการจัดตั้งกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มผู้สูงอายุ ให้มีกิจกรรมเสริมในยามว่างอีกด้วย
ข้อมูลโดยรวมของประชาชนทั้ง 12 หมู่บ้าน ในตำบลห้วยเม็ก อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ จะพบว่าประชาชนให้ความสนใจ และเห็นว่ากิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยให้ความเห็นว่า กิจกรมที่ควรส่งเสริมในชุมชน ควรเป็นกิจกรรมด้านการออกกำลังกาย การกีฬา เป็นส่วนใหญ่ มีข้อเสนอแนะว่าควรมีผู้นำในการทำกิจกรรม มีวิทยากรที่มีความรู้เฉพาะด้านมาให้ความรู้ และเป็นผู้นำในการดำเนินการ มีสถานที่เฉพาะในการออกกำลังกาย การกีฬา เช่น มีสวนสุขภาพ มีสนามกีฬา เป็นต้น นอกจากนี้ควรมีกิจกรรมอบรมให้ความรู้ ในการดุแลรักษาสุขภาพเบื้องต้น การป้องกันโรคติดต่อ การจัดการอาหารที่ถูกสุขลักษณะ อาหารเสริมต่างๆ จะเห็นได้ว่า บางหมู่บ้านให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุและเด็ก ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานความเป็นอยู่ของประชาชนแต่ละหมู่บ้านนั่นเอง ส่วนกิจกรรมอื่นที่ควรจัด เช่น การส่งเสริมการอาชีพ การจัดตั้งกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มผู้สูงอายุ การจัดการเกี่ยวกับสุขลักษณะต่างๆ เช่นมีการฉีดพ่น ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย การแนะนำอาหารหรือแจกอาหารเสริมสำหรับผู้ป่วยและเด็กในชุมชนเป็นต้น
ตอนที่ 6 องค์กรชุมชนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสุขภาพ
องค์กรของเอกชนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสุขภาพ สาธารณสุขที่ดำเนินงานในชุมชนตำบลห้วยเม็กทั้ง 12 หมู่บ้านนั้น ไม่มีองค์กรใดเลย พบเฉพาะองค์กรของรัฐเท่านั้น และงานที่ดำเนินการส่วนใหญ่นั้นพอจะสรุปได้ดังนี้จากข้อมูลที่ทำการสำรวจของบ้านห้วยเม็ก หมู่ที่ 1 จำนวน 43 ชุด เกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กร ที่เกี่ยวข้องกับงานสุขภาพ/สาธารณสุข พบว่า องค์กรดำเนินงาน ในด้านสุขภาพอนามัยของเด็ก เป็นสำคัญ เช่น หยอดยาป้องกันโปลิโอ ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ตรวจสุขภาพเด็ก มีการชั่งน้ำหนักเด็ก เป็นต้น นอกจากนี้ยังดำเนินงานสุขภาพในด้านอื่นๆ เช่น ทำลายแหล่งเพาะพันธ์ยุงลาย ให้การสนับสนุนทางด้านกีฬา ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกับโรคระบาด เช่นโรคฉี่หนู เป็นต้น
แต่ยังมีประชาชนบางส่วนที่ไม่ทราบเกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กรของรัฐ
ข้อมูลของบ้านพานสุวรรณ หมู่ที่ 2 จำนวน 17 ชุด เกี่ยวกับองค์ทางด้านสาธารณะสุขพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ทราบรายละเอียดการดำเนินงานขององค์กร ส่วนผู้ที่ทราบและให้รายละเอียดนั้นส่วนใหญ่ องค์กรจะดำเนินงานด้านสุขภาพทั่วไป ตามฤดูกาลของการเกิดโรคเป็นสำคัญ เช่น โรคฉี่หนูโรคไข้เลือดออก ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งโรคเอดส์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังส่งเสริมสุขภาพของเด็กในชุมชน เช่น มีการหยอดยาป้องกันโปลิโอ และมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพ อบรมยาเสพติด
ข้อมูลของบ้านหน่อคำ หมู่ที่ 3 จำนวน 66 ชุด การดำเนินงานองค์กรด้านสาธารณสุข พบว่าส่วนใหญ่องค์กรการดำเนินงาน ด้านสุขภาพอนามัยของเด็ก โดยมีการให้บริการ ฉีดวัคซีนป้องกันโรค และหยอดยาป้องกันโปลิโอ ตรวจสุขภาพของเด็กต่างๆ นอกจากนี้ยังดำเนินการ ด้านอื่นๆอีก อาทิ อบรมให้ความรู้เรื่องโรคต่างๆ และการใช้บัตรประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาได้ทุกโรค อบรมเกี่ยวกับยาเสพติด ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ตลอดจนให้ความรู้เรื่องสุขภาพชุมชนในเรื่องโรคติดต่อต่างๆ ตามฤดูกาล เช่น โรคท้องร่วง เป็นต้น ส่วนผู้ที่ ไม่ทราบรายละเอียด การดำเนินการขององค์กรด้านสาธารณะสุขนั้นมีจำนวนไม่มากนัก
ข้อมูลของบ้านพิทักษ์ หมู่ที่ 4 จำนวน 40 ชุด เกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กรทางด้านสาธารณะสุข พบว่าส่วนใหญ่องค์กรจะดำเนินการทางด้านสุขภาพอนามัยของเด็ก โดยมีการให้บริการ ฉีดวัคซีน ป้องกันโรค หยอดยาป้องกันโรคโปลิโอ แต่พบว่าการให้บริการทางด้านอาหารเสริมของเด็ก มีอยู่จำนวนน้อยมาก นอกจากนี้องค์กรยังดำเนินทางด้านอื่นๆ เช่น ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในชุมชน ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรค แนะนำให้ประชาชนมีการออกกำลังกาย ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเบื้องต้น รณรงค์การป้องกันยาเสพติด ให้ความรู้เรื่องโรคต่างๆ เช่น โรคเอดส์ โรคฉี่หนู เป็นต้น ตลอดจนช่วยแนะนำสุขภาพในเรื่องต่างๆ เช่นการรักษาโรคพื้นฐาน การบำบัดรักษาโรคด้วยตนเอง และวิธีการใช้ยาพื้นฐาน วิธีการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี เป็นต้น
จากข้อมูลของชุมชนในบ้านป่ายางหมู่ 5 จำนวน 3 ชุด พบว่าองค์ในด้านสุขภาพ และสาธารณสุข ดำเนินงานในด้านสุขภาพของเด็ก มีการให้บริการหยอดยาป้องกันโปลิโอ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีกทั้งมีการให้ความรู้เกี่ยวกับงานยาเสพติด โรติดต่อ โรคไข้เลือดออก ทำลายแหล่งยุงลายเพาะพันธุ์
ข้อมูลของชุมชนบ้านกุดท่าลือหมู่ 6 จำนวน 26 ชุด พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ทราบการดำเนินงานขององค์การด้านสาธารณสุข โดยส่วนใหญ่จะให้บริการด้านสุขภาพอนามัยของเด็กในชุมชนเป็นหลัก ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรค หยอดยาโปลิโอ บริการอาหารเสริมสำหรับเด็ก ตรวจสุขภาพเด็ก นอกจากนี้ยังมีการอบรมให้ความรู้ในการดุแลสุขภาพเบื้องต้น การป้องกันโรคติดต่อเช่นโรคเอดส์ โรคฉี่หนู อบรมยาเสพติด การกินยาใช้ยารักษาโรค การใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรค ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายข้อมูลของบ้านพนมทอง หมู่ 7 จำนวน 17 ชุด ที่ได้ทำการสำรวจเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านสาธารณสุขของรัฐ พบว่า ส่วนใหญ่ จะดำเนินงานด้านสุขภาพอนามัยของเด็ก การตรวจสุขภาพเด็ก หยอดยาป้องกันโปลิโอ การฉีดวัคซีนป้องกันโรค นอกจากนี้เป็นการดำเนินงานด้านสุขภาพ สาธารณสุขโดยทั่วไปในชุมชน เช่น การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย การให้ความรู้ในการป้องกันโรคหรือ โรคติดต่อต่างๆ เช่น โรคฉี่หนู โรคเอดส์ การอบรมยาเสพติด การอบรมให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น ส่งเสริมกิจกรรมของผู้สูงอายุ อบรมการใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรค และ ส่งเสริมด้านการกีฬาจัดสรรอุปกรณ์กีฬาให้แก่ชุมชน เป็นต้น
จากข้อมูลของชุมชนบ้านหัวดง หมู่ 8 จำนวน 20 ชุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ มีความเข้าใจ ตลอดจนความร่วมมือในการดำเนินงานด้านสุขภาพและสาธารณสุขของหน่วยงานหรือองค์กรของรัฐ โดยให้ข้อมูลว่า การดำเนินงานของรัฐเป็นไปในแนวทาง การให้บริการด้านสุขภาพเด็ก และการอบรมให้ความรู้ต่างๆ เช่น การหยอดยาป้องกันโรคโปลิโอ ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ( แจกทรายอะเบต ) ให้ความรู้ในการป้องกันโรคเท้าเปื่อย โรคพิษสุนัขบ้า และโรคอื่นๆ ตลอดจนให้ความรู้ในการใช้หลักประกันสุขภาพ บัตร 30 บาทรักษาทุกโรค
ข้อมูลบ้านเนินลาด หมู่ 9 จำนวน 27 ชุด เกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐในด้านสุขภาพและสาธารณสุข พบว่า งานส่วนใหญ่เป็นด้านการบริการสุขภาพเด็ก มีการหยอดยาป้องกันโรคโปลิโอ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ชั่งน้ำหนักเด็ก เป็นต้น บริการด้านสุขภาพอื่นๆ เช่น ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย กำจัดยุงลาย ( ฉีดพ่นยากันยุง ) ด้านการให้ความรู้การอบรมต่างๆ เช่น อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อ ยาเสพติด โรคฉี่หนู การดูแลสุขภาพเบื้องต้น อบรมเกี่ยวกับการใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรค การส่งเสริมการออกกำลังกาย การกีฬา อาหารเสริม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานด้านการสำรวจหมู่บ้านด้วย
จากข้อมูลของบ้านจันทร์ส่องหล้า หมู่ที่ 10 จำนวน 37 ชุด ลักษณะการดำเนินงานขององค์การด้านสุขภาพสาธารณสุขของรัฐ มีลักษณะ คล้ายคลึงกับชุมชนบ้านต่างๆที่ได้กล่าวมา โดยจะเป็นการดำเนินงานด้านสุขภาพเด็กเป็นส่วนใหญ่ มีการตรวจสุขภาพทั้งเด็กและผู้สูงอายุ ให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น ส่งเสริมด้านการกีฬา อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันยาเสพติด การใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรค บริการด้านสาธารณสุข เช่น กำจัดยุง ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ให้บริการในการรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคฉี่หนู โรคไข้เลือดออก โรคท้องร่วง ตลอดจนส่งเสริมด้านการกีฬาในชุมชนด้วย
ข้อมูลบ้านห้วยเม็ก หมู่ 11 จำนวน 13 ชุด เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านสาธารณสุขของหน่วยงานรัฐ จะพบว่าลักษณะของงานเน้นในด้านการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด การดูแลสุขภาพเบื้องต้น การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย การฉีดวัคซีนป้องกันโรค การหยอดยาป้องกันโรคโปลิโอในเด็ก ส่วนประชาชนที่ไม่ทราบการดำเนินงานของรัฐนั้นมีอยู่บ้างจำนวนหนึ่ง
ข้อมูลบ้านกุดท่าลือ หมู่ที่ 12 จำนวน 23 ชุด พบว่างานหลักที่องค์กรของรัฐดำเนินการเกี่ยวกับงานด้านสุขภาพและสาธารณสุข คือ การให้บริการดูแลสุขภาพของเด็ก ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ชั่งน้ำหนัก ส่งเสริมสุขภาพอนามัย ส่งเสริมการกีฬา อบรมการใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรค รณรงค์ต่อต้านยาเสพติด ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
เมื่อพิจารณาโดยรวมเกี่ยวกับการดำเนินขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสุขภาพและสาธารณสุขของรัฐ จะพบว่า ส่วนใหญ่จะเน้นด้านสุขภาพอนามัยของเด็กในชุมชน โดยงานส่วนมากเป็นการฉีดวัคซีนป้องกันโรค การหยอดยาป้องกันโรคโปลิโอ การตรวจสุขภาพเด็ก ชั่งน้ำหนักเด็ก รองลงมาเป็นการดำเนินงานสุขภาพด้านอื่นๆ เช่น การอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเบื้องต้น การให้ความรู้ในการป้องกันโรคต่างๆ เช่น โรคเอดส์ โรคฉี่หนู โรคไข้เลือดออก โรคท้องร่วง โรคพิษสุนัขบ้า เป็นต้น อบรมเกี่ยวกับยาเสพย์ติด การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย การอบรมการใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรค การส่งเสริมการกีฬา การออกกำลังกายที่ถูกวิธี และส่งเสริมสุขภาพอนามัย