สำหรับผู้ใช้ และผู้สนใจ Chevrolet zafira
My Chevrolet Zafira ...

13 เมษายน 2544 - 20,000 กม.

ผ่าน 20,000 กม. ไปแล้วครับ ยังไม่มีปัญหารุนแรงใดๆให้ใจสั่น สภาพทั่วไปยังใช้งานได้ดีครับ

สภาพการใช้งาน

ตั้งแต่ไปมีทติ้งมา และได้รับคำแนะนำเรื่องการขับประหยัดน้ำมัน เลยมีโอกาสใช้ sport โหมดบ่อยขึ้นครับ แต่ตอนนี้อัตราความสิ้นเปลือง ก็ยังอยู่แถวๆ 9 - 9.5 กม/ลิตร ครับ ดีที่สุดที่เคยทำได้คือ 10 เศษๆ ตอนขับไปเชียงใหม่ ช่วงลากยาวทางไกลตลอดจาก กทม. ถึง แพร่ครับ และก็มีโอกาสพารถไปขึ้นดอยอินทนนท์มา ไปได้สบายครับ มีลุ้นช่วงสุดท้ายก่อนถึงยอดเล็กน้อย เข็มความร้อนขึ้นมากกว่าปกติจนต้องคอยดูตลอด แต่ก็ไปถึงยอดดอยได้ ไม่มีปัญหา และในช่วงที่อากาศบ้านเรา ร้อนตับแลบเมื่อ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีโอกาสได้เข้ากลางเมืองเจอรถติดๆ ก็ยังไม่พบปัญหาเรื่องความร้อนแต่อย่างใด แอร์ก็ยังสู้ไหวครับ ท่ามกลางอุณหภูมิที่อ่านบนจอได้ 39 องศา !!

เรื่องที่ปัดน้ำฝนกระจกหน้า ที่ติดของเวอร์ชั่นพวงมาลัยซ้ายมาให้ ยังกวนใจเล็กๆอยู่ครับ ภรรยาผมขับที่เชียงใหม่เจอฝนตก บอกว่ามีปัญหามาก เวลาเข้าโค้งขวา เพราะมุมด้านขวาบอดหมดเลย ทำให้ต้องระวังมากเพราะไม่เห็นรถที่สวนมา และก็ยังพูดให้ฟังเรื่อยๆว่าอยากให้แก้ไข ซึ่งก็คงต้องรอทาง GM ต่อไป

ปัญหาที่พบใน 20,000 กม.

1. เสียงดังที่กระจกหน้าต่างด้านคนขับ เป็นเสียงเสียดสี ดังมากเวลาตัวถังบิดตัว แต่ไม่รู้เป็นไง พอเข้าศูนย์ ดันเงียบหายไปอีก ช่างก็เลยยังไม่ได้แก้ให้อีก คงต้องรอไปที่งวดหน้า 30,000 กม. ถ้ายังอยู่ ผมจะอัดเทปเสียงไปให้ช่างฟังแล้วครับทีนี้ !!!
2. วิทยุ จากเดิมที่ปิดฝาเก๊ะแล้วติดขึ้นเอง อยู่ๆอาการก็หายไป กลายเป็นอาการใหม่คือ บางครั้งใส่เทปไปแล้ว ยังขึ้นที่หน้าปัดว่า No Tape จัดการเคลมแล้ว เห็นช่างว่าเปลี่ยนวิทยุกันไปเยอะมาก

ค่าใช้จ่ายที่เสียไป

นำรถเข้าเช็คที่เดิมครับ เข้าศุนย์ 9 โมงเช้า ได้รับรถบ่าย 2 ตรงเวลานัดครับ มีเรื่องต้องติงกันเล็กน้อยคือ ทางศูนย์เติมลมยางเกินมามากเลยครับ กลับถึงบ้ายวัดได้ 48 psi ทั้งๆที่ใบเช็คลิสต์ที่ศูนย์แขวนมาให้ เขียนไว้ว่า 32 psi ไม่รู้ว่าเกจ์เสีย หรือว่าเลินเล่อนะครับ

ค่าตรวจเช็ค ที่ 20,000 กม. เสียเงินไป 1,336 บาท (นำมันเครื่อง ซื้อ Mobil-1 ไปเองครับ) รายการที่ใช้จ่ายก็มี
ไส้กรองน้ำมันเครื่อง 215 + แหวน 21 บาท
ไส้กรองเบนซิน 750 บาท
น้ำยาเติมหม้อน้ำ 258 บาท
ที่เหลือเป็นภาษี


3 ธันวาคม 2543 - การใช้งาน 10,000 กม.แรก 

ผมใช้รถน้อยจังเลยนะครับ...วิ่งมา 5 เดือนกว่า เพิ่งจะผ่านหลัก 10,000 กม.ไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เองครับ และต่อไปนี้เป็นผลการใช้งานในช่วง 10,000 กม.แรกครับ

สภาพการใช้งาน
ในช่วงที่ผ่านมานี้ รถยังใช้งานได้ดี ไม่มีปัญหาอะไรกวนใจครับ อัตราการกินน้ำมันเฉลี่ย ก็ยังอยู่ที่ประมาณ 9 กม./ลิตร ความเร็วสูงสุดที่เคยทำ 165 ครับ กับสภาพการขับขี่ในย่านชานเมืองเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้เข้าใจกลาง กทม.บ่อยนัก เคยบรรทุกเต็มที่ 9 คน (เด็ก 1 ) ก็ยังวิ่งไหว ไม่โดนบีบแตรไล่ครับ การใช้งานทั่วไปขับคนเดียว วิ่งไป-กลับที่ทำงานเพียงวันละประมาณ 30 กม. จะมีวิ่งไกลและบรรทุกมาก ก็จะเป็นช่วงสุดสัปดาห์ครับ มีโอกาสวิ่งทางไกลที่สุด คือไปพัทยามา 2 ครั้ง นอกนั้นอยู่ในแถบปริมณฑลทั้งสิ้นครับ

ปัญหาที่พบใน 10,000 กม.แรก คือ
1. ประตูบานท้ายหลวมขึ้นมาเฉยๆ ปิดสนิทแล้วก็ไม่แน่น มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดเวลาขึ้น-ลงสะพาน แต่พอไปปรับตั้งก็เรียบร้อยดี
2. สนิมขึ้นที่ฐานโช็คอัพ ของประตูบานท้าย (รู้สึกรถผมจะมีปัญหากับประตูบานนี้จัง) ตอนนี้ช่างทาจารบีไว้ เจ้าหน้าที่จีเอ็มมาถ่ายรูปไป แล้วบอกว่าจะติดต่อกลับมา ตอนนี้ 3 เดือนกว่าแล้ว ยังเงียบครับ เค้าคงค่อยๆเดินมาจากระยอง มันไกลน่ะ !!!
3. เสียงเอี๊ยดอ๊าดที่เบาะหน้าตัวซ้าย ปรับตั้งใหม่ก็เงียบแล้วครับ
4. วิทยุติดขึ้นมาเฉยๆ เวลาปิดฝาที่เก็บของแรงๆ ตอนไปเช็คช่างไม่เจออาการ ก็เลยบันทึกไว้ ยังไม่ได้แก้ไข
5. กระจกหน้าต่างด้านคนขับ มีเสียงดังเวลารถบิดตัว เหมือนรางกระจกหลวม ตรวจสอบแล้วไม่พบอะไร ตอนนี้ยังมีเสียงอยู่นิดหน่อย ว่าจะรอตอน 20,000 ค่อยให้เค้ารื้อดูอีกทีถ้ายังไม่เงียบ

ค่าใช้จ่ายที่เสียไป
เข้าเช็ค 5,000 กม. และ 10,000 กม. ที่ออโต้เทคนิค เพชรบุรีตัดใหม่ ทั้ง 2 ครั้งครับ โดยใช้เวลาพอๆกัน คือ นำรถไปถึงประมาณ 11.30 น. ได้รับรถ 15.30 น.
- ค่าใช้จ่ายตอน 5,000 กม. เสียไป 1,016 บาท
- ค่าใช้จ่ายตอน 10,000 กม. เสียไป 2,400 บาทเศษ
ทั้ง 2 ครั้ง เป็นค่าน้ำมันเครื่องเป็นส่วนใหญ่ กับอุปกรณ์อีกเล็กๆน้อยๆ ซึ่งตอน 5,000 ใช้น้ำมันเครื่องธรรมดา ส่วนตอน 10,000 นี่ใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ของเชลล์ หลังเช็คเสร็จไปรับรถก็เรียบร้อยดีครับ

ผมคิดว่าตอนนี้อาจจะมีบางคัน แตะหลัก 20,000 ไปแล้ว แต่รถผมค่อนข้างวิ่งน้อย ถ้าเพื่อนๆคนไหนวิ่งมาเยอะแล้วก็บอกผลการใช้งานกันมาบ้างนะครับ หรือใครเจอปัญหาอะไรก็แจ้งให้ทราบด้วยนะครับ

A HREF="mailto:myzafira@yahoo.com">myzafira@yahoo.com 


8 สิงหาคม 2543 

วันนี้ได้มีโอกาสเข้าไปรับการบริการเป็นครั้งแรกครับ...

เรื่องของเรื่อง ก็สืบเนื่องมาจากที่ไปทำเบาะหนัง แล้วก็มีเสียงดังกุกกักมาตลอดครับ ทนรำคาญมาเกือบเดือน วันนี้ก็ได้โอกาสโดดงานไปเข้าศูนย์ที่ปิ่นเกล้า รีบไปถึงตั้งแต่ 8.00 น. ก็ยังได้คิวที่ 3 ถ้าใครไปที่ศูนย์ที่ปิ่นเกล้านี่ อาจสังเกตได้ว่า มีช่องซ่อมค่อนข้างน้อย ตอนผมไปนั่งรออยู่ก็เห็นมีรถเข้ามาเรื่อยๆเหมือนกันครับ ทั้งซ้าบ ทั้งโอเปิล นี่ถ้าอีกหน่อยกิจการรุ่งเรืองดี สงสัยคงต้องขยายช่องซ่อมกระมังครับ เนื้อที่ก็มีอีกเยอะนี่นา...

ผมใช้เวลารอรถอยู่ 2 ชั่วโมง ก็เรียบร้อยครับ ปรากฏว่ามี "น็อต" ไปตกอยู่ในรางที่นั่ง ไม่รู้ไปหล่นอยู่ตั้งแต่เมื่อไร ช่างเสียเวลามุดหา และถอดเบาะตัวหน้าซ้ายออก สักพักใหญ่จึงเจอ แต่ก็เรียกว่าไม่นานเท่าไหร่ครับ ตอนแรกกะจะไปธุระก่อน มัวโอ้เอ้อยู่ ดูรถดูทีวีไปเพลินๆ ก็ได้รถแล้ว เลยไม่ต้องเสียค่าแท็กซี่ครับ

พูดถึงเรื่องนี้ ก็อยากฝากเตือนเพื่อนๆที่ใช้ซาฟิร่าด้วยกัน โดยเฉพาะท่านที่มีลูกหลานเล็กๆ ระวังเด็กๆจะเอาอะไรต่อมิอะไร ใส่ลงไปในรางนะครับ รถคันนี้มีช่องบนพื้นหลายช่องเหลือเกิน เดี๋ยวจะต้องมาเสียเวลานั่งรื้อหาน็อต หรือเมล็ดอะไรก็ตามแต่ แบบของผมนะครับ

ส่วนเรื่องที่คาราคาซัง และสร้างความรำคาญใจให้ผมพอสมควร คือเรื่องแผงข้างประตู ที่แก้มาแล้วก็ยังไม่ดีนัก วันนี้คุณสัมพันธ์ ผู้จัดการที่ปิ่นเกล้า เพิ่งจะได้เห็นของจริง ซึ่งแกก็คงเข้าใจ (หรือรำคาญผมก็ไม่ทราบ...) ตอนนี้แกจะจัดการเปลี่ยนแผงประตูทั้งหมดให้ใหม่ (ที่โดนรื้อหลายรอบจนช้ำไปหมด) โดยเอาจากรถโชว์ในโชว์รูมมาให้ (ซึ่งผมก็ OK ครับ ถึงอาจผ่านมือคนมาดูรถมาหลายมือ ก็คงยังช้ำน้อยกว่าของรถผม) และจะนำไปบุหนังให้ใหม่ จาก "เจ้าอื่น" ทีผมดูแล้ว ทำดีกว่าออโต้เทคนิคมาก โดยผมก็ต้องยอมเสียเงินเพิ่มอีกนิดหน่อย ก็ต้องเอาล่ะครับ

เชื่อว่าหลังจากการแก้ไขครั้งนี้แล้ว คงจบปัญหาเรื่องเบาะกันสักทีครับ ส่วนเรื่องการใช้งาน ตอนนี้ผ่านมา 2,300 กม. แล้วครับ ยังไม่มีอะไรให้รู้สึกจุกจิกกวนใจครับ มีหลายคนให้ความสนใจเรื่องอัตราเร่งกันมากทีเดียว ซึ่งผมก็ตอบไม่ถูกเหมือนกันว่าอืดหรือไม่อืด เรื่องนี้คงแล้วแต่ความเคยชินของแต่ละท่านครับ ทางที่ดีที่สุดสำหรับท่านที่สนใจจริงๆคงต้องไปลองขับดูล่ะครับ และเท่าที่ทราบ ทุกๆโชว์รูมก็มีรถพร้อมให้ทดลองขับครับ

ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก คงจะมาคุยกันอีกทีตอน 5,000 กม. หลังจากเข้าเซอร์วิสครั้งแรกครับ ซึ่งคงจะได้รู้ราคาค่าบริการกันด้วยยยยยยยยย... โปรดติดตาม...

myzafira@yahoo.com 


16 กรกฎาคม 2543 
เชฟโรเล็ต ซาฟิร่า คันที่ผมได้มา เพิ่งจะครบ 1,000 กม. ไปเมื่อวานนี้ครับ... ช่วงเกือบ 3 สัปดาห์ ที่ได้ขับรถคันนี้มา มีข้อมูลที่จะมาบอกเล่าให้เพื่อนๆทราบ ซึ่งคงเป็นประโยชน์กันบ้างนะครับ...สำหรับซาฟิร่าคันที่ผมใช้นั้น เป็นสีดำ (midnight black) ครับ ออกรถที่ ออโต้ เทคนิค สาขาปิ่นเกล้า โดยเลือกอ๊อปชั่นเพิ่มเติม ได้แก่ พวงมาลัยลายไม้ คอนโซลลายไม้ สปอยเล่อร์หลัง และหุ้มเบาะด้วยหนังแท้

สำหรับเบาะหนังนั้น ทางออโต้ เทคนิค ให้ความมั่นอกมั่นใจมากว่า ฝีมือต้องเหนือกว่าที่อื่นแน่นอน เพราะทำเองในโรงงานของบริษัท ซึ่งทำให้ซ้าบด้วย ดูเบาะซ้าบในโชว์รูมแล้วก็มั่นใจ จึงตัดสินใจสั่งทำทันที

ว่ากันถึง สภาพภายนอกและภายใน ซึ่งข้อนี้นานาจิตตังครับ แต่ผมคิดว่า ซาฟิร่า เป็นรถที่ดีไซน์ได้สวยมาก และภายในก็กว้างขวางดีทีเดียว บอดี้สีดำทำให้รถดูเล็กลง แต่ก็เข้มดีครับ ภายในเดิมสีดำไปหมดและเบาะผ้าก็สีดำทำให้ดูอึดอัด แต่หลังจากไปเปลี่ยนเบาะมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นหนังแท้สีเบจ ทำให้ความรู้สึกภายในห้องโดยสารดูสบายขึ้นครับ แต่คุณภาพของการตัดเย็บไม่เป็นอย่างที่หวังครับ โดยเฉพาะแผงข้างประตูซึ่งทำไม่เรียบร้อย ซึ่งทาง ออโต้เทคนิค ก็รับที่จะแก้ไขให้ใหม่ คงต้องรอดูกันอีกทีหลังแก้ไขแล้ว

การประกอบภายนอกภายในเรียบร้อยดีมากครับ จุดบกพร่องที่ผมพบ มีเพียงฝาปิดกล่องฟิวส์ ใต้แผงหน้าปัดด้านคนขับ ที่โก่งตัวออกมา ไม่เรียบเสมอไปกับส่วนอื่นๆของแผงหน้าปัด ซึ่งคงต้องเอามาทับให้แบนสักวันหนึ่ง ก็คงจะดีขึ้น คิดว่าถ้าทำแล้วยังไม่ดีค่อยไปเคลมละกัน

การขับขี่ ช่วงล่างเซ็ทมากระด้างเล็กน้อย แต่ก็ทำให้การทรงตัวที่ความเร็วสูงดีครับ สิ่งที่สังเกตได้ชัดเจนคือ อาการโคลงตัวเวลาเจอรถใหญ่สวน หรือเจอลมพัดผ่านแรงๆ ซึ่งมีอาการให้รู้สึกได้ การตอบสนองของพวงมาลัย ไม่ฉับไวแบบ 318 ไอที่ผมขับอยู่ แต่ก็บังคับได้สบายมือ น้ำหนักพวงมาลัยเซ็ทมาดีครับ ไม่เบาไม่หนักไป

เครื่องยนต์และเกียร์ เครื่อง 1.8 ตัวนี้ สังเกตได้ว่าแรงบิดค่อนข้างใช้ได้ครับ นั่งกัน 2-3 คนนี่ไม่มีปัญหา คงเพราะผมใช้รถ 1.8 อยู่ก่อนแล้ว เลยไม่รู้สึกแตกต่าง จุดที่กังวลอยู่คือเวลาอัดเต็มที่ 7 คน ซึ่งก็ได้ทดลองเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ขับไปนครปฐม ผู้ใหญ่ 6 เด็กเล็กอีก 1 ความรู้สึกของผมคือไม่เรียกว่า "อืด" แต่ก็ไม่กระฉับกระเฉงเท่าเวลานั่ง 2 คนแน่นอนครับ ส่วนถ้าถามว่าแค่ 1.8 ลิตรนี่ "พอ" มั้ย...สำหรับผม "พอ" ครับ

สำหรับเกียร์นั้น ยกให้เลยว่านุ่มนวลมากครับ ไม่มีอาการกระตุกเลยในช่วงการเปลี่ยนเกียร์ การตอบสนองต่อการคิกดาวน์ ต้องรอเล็กน้อย ไม่ฉึบฉับทันที และเมื่ออยู่ใน "สปอร์ต" โหมด ก็ทำให้เครื่องลากรอบมากขึ้น ทำให้รู้สึกว่าอัตราเร่งดีขึ้นครับ...ส่วนเรื่องที่คนถามกันมามากคือ อัตราการกินน้ำมันนั้น ผมยังไม่ได้ตัวเลขที่แน่นอนครับ ตอนนี้เฉลี่ยๆทำอยู่ที่ประมาณ 9 กม/ลิตร ครับ

ส่วนเรื่อง ความสะดวกสบาย สำหรับที่นั่งทั้ง 7 ตำแหน่ง อาจจะกล่าวได้ว่าไม่มีตัวใดเลย ให้ความรู้สึกว่านั่งสบายมากๆ อาจจะเพราะตำแหน่งที่นั่งที่เซ็ทมาเหมือน "นั่งเก้าอี้" มากกว่านั่งขับรถในรถเก๋งปกติทั่วไป ทำให้ไม่คุ้นเคย ที่นั่ง 2 ตัวหน้าเซ็ท lumbar support ไว้ค่อนข้างสูง ถ้าเป็นผู้ที่สูงเกิน 180 ซม. คงจะกำลังดี แต่สำหรับผมที่สูง 169 และภรรยา ที่สูง 152 ซม. ตัวดันหลังนี้ มันเลยมาดันบริเวณ "กลางหลัง" (thoracic) แทน ทำให้มีความรู้สึกอึดอัดครับ ต้องนั่งโน้มมาข้างหน้า ซึ่งก็ทำให้ศีรษะอยู่ห่างจากหมอนรองศีรษะค่อนข้างมากเกินไป

ที่นั่งแถว 2 นั่งสบายกว่าเล็กน้อยครับ สำหรับคนที่สูงประมาณ 160 ซม. จะสบายกำลังดี แต่ถ้าสูงกว่านี้ ท่อนขาจะยื่นออกไปมาก จากส่วนรองรับต้นขาที่ค่อนข้างสั้น ทำให้เมื่อยได้เวลานั่งนานๆ ส่วนแถว 3 นั้น เป็นที่นั่งเฉพาะกิจอยู่แล้ว แต่ถามภรรยาที่นั่งคุมลูกชายอยู่ในแถวสุดท้ายนั่น ก็ไม่รู้สึกอึดอัดอะไร (เพราะตัวเล็กด้วยกันทั้งคู่) เสียงบ่นจากแถวสุดท้ายคือ เวลาขึ้นสะพานรู้สึกสะเทือนมากเท่านั้น

การเก็บเสียงในห้องโดยสาร ทำได้ดีทีเดียวครับ เสียงรบกวนไม่มาก แม้ในช่วงความเร็วสูง แถวๆ 120-130 เสียงลมรบกวนก็ไม่ดังจนน่ารำคาญ แต่เสียงเครื่องยนต์จะดังเข้ามาในห้องโดยสารพอสมควรครับ

ในเรื่องของ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ที่ให้มา ก็ครบครับพอสมควร เครื่องปรับอากาศทำงานได้ดีครับ วันที่นั่งกันไป 7 คน ได้มีโอกาสทดลองเครื่องปรับอากาศชุดหลัง (ซึ่งปกติผมจะปิดไว้ตลอดเวลา) ก็ให้ความเย็นสบายกับคนนั่งหลังอย่างดี เป็นที่ชื่นชมกันไป ระบบกันขโมยอ่านจากคู่มือแล้วค่อนข้างสับสน เพราะในคู่มืออธิบายไว้ยาวเหยียด แต่เข้าใจว่าตัวที่นำมาขายในเมืองไทย คงมีเฉพาะ Immobilizer อย่างเดียว ไม่มีสัญญาณกันขโมยมาด้วย อีกอย่างคือระบบปิดกระจกหน้าต่างด้วยกุญแจเวลาล็อครถ ก็ถือว่าให้ความสะดวกดีครับ แต่ในโบรชัวร์ดันพิมพ์ว่ากดรีโมทก็บังคับให้กระจกปิดได้ ผมกดซะรีโมทเกือบทะลุ ก็ยังไม่ได้เรื่อง สรุปว่าในโบรชัวร์น่าจะพิมพ์ผิดใช่ใหมครับ ?

สำหรับ ความประณีตในการประกอบ ก็อย่างที่บอกไปหลายจุดแล้ว ส่วนใหญ่น่าพอใจครับ แม้แต่รายละเอียดการเก็บสายไฟต่างๆในห้องเครื่องที่ไม่ได้ใช้ อย่างสายไฟของ ไฟตัดหมอกหน้า ที่ห้อยต่องแต่งอยู่ ก็เก็บเรียบร้อยครับ ข้อบกพร่องนอกจากที่กล่าวมาที่ผมพบคือ ปุ่มบังคับคันเกียร์อัตโนมัติ ที่ต้องกดเวลาจะเข้าจาก N ไป R และ P มันไม่ค่อยเด้งคืน จะค้างอยู่อย่างนั้น เลยพลาดรูดจาก D ไป R มาหนหนึ่งตอนที่รถยังไม่นิ่งด้วยซ้ำ เลยทำให้รู้ว่าเกียร์ลูกนี้ก็ฉลาดเอาการ ไม่เข้าเกียร์ถอยหลังโดยพลการ แต่ก็รีบเอาไปแก้ครับ ซึ่งทางออโต้เทคนิค ก็จัดการให้เรียบร้อย อีกเรื่องคือ ตั้งศูนย์มาไม่ดี ต้องหมุนพวงมาลัยมาทางซ้ายตลอดเพื่อให้รถวิ่งตรง ตอนนี้ก็แก้ไขเรียบร้อยแล้ว จุดสุดท้ายคือ เบาะตัวข้างคนขับ เวลาไม่มีคนนั่งและวิ่งผ่านถนนที่สะเทือนมากๆ มีเสียงดังกุกกักออกมา ตรวจดูแล้วคิดว่าคงเป็นปัญหาจากกลไกที่ใช้ในการพับพนักพิงให้ราบ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ได้แจ้งไว้ คราวหน้าคงบอกให้ทางออโต้เทคนิค ช่วยดูให้อีกที

สรุป หลังจากผ่านไป 1,000 กม. ผมให้คะแนน 90 ใน 100 ครับ แต่ถ้าดูที่จุดประสงค์ของการใช้งาน ซึ่งโจทย์ของผมคือ รถที่จุได้หลายคนเวลาไปเที่ยว และก็ขับทำงานวันปกติได้โดยไม่รู้สึกเหมือนขับรถตู้ไปไหนมาไหน ซาฟิร่าตอบโจทย์ของผมได้ 100 เปอร์เซ็นต์ครับ คิดว่าหลังจากได้ติดตั้งแอสเซสซอรี่ต่างๆครบ และแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆทั้งหมด ซึ่งผมขอเรียกว่าเป็น minor incidence ที่ยอมรับได้ครับ รวมทั้งได้ลองขับอีกระยะหนึ่ง จะมาประเมินผลให้ทราบใหม่ครับ

เพื่อนๆที่ได้รถกันมาแล้ว ก็ส่งข้อมูลกันมาให้ด้วยนะครับ

myzafira@yahoo.com 


19 พฤษภาคม 43 

ได้ไปสัมผัส ซาฟิร่า อย่างใกล้ชิดมาวันนี้  มีหลายอย่างที่ถูกใจ  หรืออาจบอกได้ว่า  เป็นอย่างที่หวังไว้  นอกจากนั้น  ก็ยังได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาหลายอย่างครับ

เรื่องสมรรถนะ  คงเป็นตามเนื้อผ้า  ไม่อืดมาก  แต่ก็ไม่ได้แรงทันใจอะไร  แต่คิดว่าถ้าโหลดไป 7 คน คงเอาเรื่องเหมือนกันครับ เกียร์อัตโนมัติ  เปลี่ยนได้นุ่มนวลดีครับ  ไม่กระตุกเลย

ที่เด็ดมากคือระบบปรับอากาศที่ใช้คอยล์เย็น 2 ตัว  แยกกันหน้าหลัง  มีช่องเป่าแอร์กันทั่วคัน และเท่าที่ลองดู  ก็เย็นฉ่ำทุกที่นั่งจริงๆครับ  ยิ่งทราบว่า  ใช้แอร์ของ  นิปปอน เดนโซ่  กับซันเด๊น  ก็รู้สึกสบายใจขึ้น  คงไม่รวนแบบโอเปิ้ลรุ่นก่อนๆ

ภายในพอไปลองนั่ง ลองสัมผัสจริงๆ  ก็ไม่เลวร้ายเท่าที่มีคนพูดๆกันนะครับ  วัสดุหลายอย่าง  ผมว่าดีกว่ารถราคาไล่ๆกันบางรุ่น  และก็รู้สึกว่ากว้างขวางกว่า  ตอนไปลองนั่งที่ไบเทค  คงเพราะความสว่างมาช่วยด้วย  การเก็บเสียงก็ใช้ได้ครับ แต่ไม่มีโอกาสขับด้วยความเร็วสูงเลย  เลยบอกไม่ได้ว่าเงียบจริงหรือไม่

ที่นั่งแถว 3 เมื่อลองนั่งดูสักพัก  ค่อนข้างเมื่อยครับ  คงเหมาะกับเด็ก หรือผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ  ที่สำคัญคือ  ถ้าไปกัน 7 คน ไม่มีที่ใส่ของเลย งานนี้คงต้องซื้อที่ใส่ของติดบนหลังคาด้วยแน่นอน

เครื่องเคราต่างๆ ดูแล้วพอจะเล่นเองบางจุดได้  ผมถามเรื่องระยะการเข้าเซอร์วิส  ทางพนักงานยังสับสนว่า เป็น  ทุก 5,000 หรือ 10,000 กม. กันแน่  แต่ว่ากันตามจริงแล้ว  รถสมัยนี้ไม่น่ามีเซอร์วิส ทุก 5,000 กม. แล้วนะครับ  ก็ต้องรอดูเดือนหน้า  คงมีรายละเอียดมากขึ้น

มุดดูใต้ท้อง เห็นเหล็กกันแคร้งติดมาให้ด้วย  ก็เลยออกปากชมกับทางเจ้าหน้าที่ ที่มาอธิบายทางด้านเทคนิค เจ้าหน้าที่ท่านนั้นก็เพิ่มเติมข้อมูลว่า  เป็นแพคเก็จสำหรับ  bad road condition ครับ  ก็ให้รู้สึกว่า  GM ทำการบ้านมาดี...

...แต่พอดูที่ซุ้มล้อ กลับไม่มียางกันโคลนติดมาให้  แต่ไปอยู่ในรายการ  "อุปกรณ์ตกแต่ง" แทน !!!!!!

ผมก็เลยถามไปว่า แพ็คเก็จ bad road นี่ไม่มียางกันโคลนหรือครับ  รถนี่ก็ประกอบในประเทศ สำหรับจำหน่ายในประเทศไทย  ยี่ห้อไหนๆเค้าก็ติด ยางกันโคลน  กันมาทั้งนั้น

...ไม่มีคำอธิบายครับ เจ้าหน้าที่คนนั้น  ได้แต่บอกว่า  "ก็นั่นน่ะสิ  ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเค้าไม่ติดมา" ...   เรื่องแบบนี้  ถ้าทำการบ้านมาดีก็ไม่น่าพลาดนะครับ หรือ GM / เชฟโรเล็ต เซลส์ จะว่ายังไงครับ

เรื่องคอขาดบาดตายสำหรับผม คือบริการหลังการขาย  ได้คำตอบว่าต้องรอถึงเดือนหน้าครับ  ถึงจะมีรายละเอียดออกมา ถึงตอนนี้ก็ต้องรอฟังล่ะครับ  ใจน่ะชอบรถแล้วล่ะ  ถ้ามั่นใจเรื่องเซอร์วิส ผมว่าน่าจะมีคนสนใจซาฟิร่าเพิ่มขึ้น 

A HREF="mailto:myzafira@yahoo.com">myzafira@yahoo.com 


11 เมษายน 2543 

ผมจองไปเมื่อ งานบางกอกมอเตอร์โชว์ ที่ผ่านมาครับ 

ทางบริษัท เจเนอรัลมอเตอร์ส เซลส์ (ประเทศไทย) บอกว่า จะมีรถให้ทดลองขับได้ ในราวปลายเดือน พฤษภาคมนี้  และถ้าไม่ถอนจอง  ก็จะได้รับรถในราวเดือน กรกฎาคม  (ผู้ที่จองที่งาน BOI ก่อนหน้านี้ จะได้รับรถล็อตแรก ในเดือน มิถุนายน) 

เท่าที่ได้ดูรถที่โชว์ในงาน ซึ่งพนักงานของเจเนอรัลมอเตอร์ส บอกว่า เป็นรถที่ประกอบจากโรงงานที่ระยอง และจะเหมือนกับคันที่จำหน่ายจริงทุกอย่าง  มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย ที่ผมพอสังเกตได้ 

นอกจากความเป็นรถอเนกประสงค์ อย่างที่ต้องการแล้ว จุดเด่นคือ  การใส่อุปกรณ์มาตรฐานมาค่อนข้างมาก ซึ่งน่าจะเทียบได้กับ Opel Zafira รุ่น Elegance ซึ่งเป็นตัวท้อปที่สุด  โดยเฉพาะช่องแอร์ที่มีครบทั้ง 3 แถวที่นั่ง  (คันที่โชว์ที่ BOI ไม่มี) เหมาะกับสภาพอากาศร้อนแบบโหดๆ ของประเทศไทยมาก แสดงให้เห็นว่า จีเอ็มทำการบ้านมาใช้ได้ 

พูดถึงเครื่องปรับอากาศในรถ  ทางเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า  เลิกใช้แอร์ยุโรป  หันมาใช้แอร์ญี่ปุ่นแทน  รู้สึกจะเป็น เดนโซ่ กระมังครับ  ฟังแล้วก็อุ่นใจขึ้นอีกนิดหนึ่ง  เพราะแอร์ยี่ห้อเดิม  ที่ติดมากับ โอเปิ้ล รุ่นก่อนๆ  รวนสะเด็ดยาดเลย 

  

จุดด้อยที่ผมรู้สึกไม่ชอบคือ การให้สีภายใน ด้วยความเป็นรถที่มีขนาดเล็ก แล้วยังใช้วัสดุภายในสีดำทั้งหมด  ทำให้ยิ่งรู้สึกอึดอัด  อย่างน้อยเบาะที่นั่ง ก็น่าจะใช้แบบเล่นสี  อย่างรุ่น Elegance ในยุโรป คงจะทำให้ภายในดูอึดอัดน้อยลง 

วัสดุที่ใช้ ก็พอใช้ได้  แต่คอนโซลกลางนั้น ดูพลาสติคจังเลยนะครับ  มีเพื่อนๆที่ไปดูกันบางคนถึงกับบอกว่า เห็นวัสดุที่ใช้ตกแต่งภายในรถแล้ว  ไม่สมราคารถเอาเลย 

ทั้งหมดนี้  คงเป็นความเห็นคร่าวๆ  หลังจากได้ไปลูบๆคลำๆมาบ้าง  ส่วนรายละเอียดที่มากกว่านี้  คงต้องรอทางบริษัทเรียกไปดูคันจริงอีกครั้ง  แล้วจะมาเล่าให้ฟังครับ 

ประสบการณ์ กับโอเปิล แอสตร้า คันเก่าของผมครับ !!!

myzafira@yahoo.com

1