poetichome สุนทรภู่
      sub06.gif (6946 bytes)
          ทรงพระเจริญ
     His Majesty Long
      Live The King

                           อาเศียรวาทราชจักรีวงศ์
โคลงสี่สุภาพ 
พระหัตถ์พระแผ่อุ้ม   โอบไทย
                พระเนตรส่องสุขไกล    ทั่วถ้วน
                พระโสต ธ สดับใน        สรรพทุกข์ สุขแฮ  

                พระหทัยดำริล้วน          ราษฎร์ซ้องสุขเกษม

                                  ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม  ขอเดชะ
                                                    ข้าพระพุทธเจ้า
                                        นายวิธันว์   ศรีเมือง  (ประพันธ์ )

สดุดี 3 กวีเอก
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่
UNESCO ประกาศ
      ยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก

sub09.jpg (2087 bytes)  sub07.jpg (1642 bytes)  sub11.jpg (1575 bytes) http://www.oocities.org/poetichome

                      
                   pic07.gif (15853 bytes) 
                        พระสุนทรโวหาร (ภู่)
                   (พ.ศ. ๒๓๒๙ - ๒๓๙๘)

      

ประวัติย่อ
        โหรผู้ทำนายปูมชาตา บันทึกไว้ว่า "สุนทรภู่
อาลักษณ์ขี้เมา"
เชิญโหราจารย์พิจารณาดูเอาเถิด
           
              pic08.gif (15733 bytes)

    กวีปัจจุบันจุบันกล่าวถึงสุนทรภู่ ด้วยความ
เคารพยกย่องว่า
        
     "สวรรค์ส่งลงมาเป็นอาลักษณ์
             จึงทุกอักษรศรีที่สร้างสรรค์
             ร้อยประเลงเพลงมนต์ของคนธรรพ์
             กำจายบรรณพิภพมิลบเลือน"
                                                       
(ส. เชื้อหอม)

ส่วนกวีอีกท่านหนึ่งสดุดี เกียรติคุณว่า
              "สุนทรภู่รู้ค่าภาษาศิลป์
               สมเป็นจินตกวี   ศรีสยาม
              ท่านรู้ซึ้งถึงรสถ้อยงดงาม
               จึงแทรกความคิดไว้ในร้อยกรอง
                       เป็น สุตกวี    ผู้รู้แจ้งชัด
               เป็นเอก อรรถกวี   ไม่มีสอง
               เป็น ปฎิภาณกวี  ที่ช่ำชอง
              ท่านจึงครองใจคนด้วยมนต์กลอน

                             (เพชรี   เพชรายุ)

      ข้อความทั้งหมดข้างต้นนี้   เท็จจริงอย่างไร ก็
เป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลกแล้ว เพราะองค์การศึกษา
วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ
(UNESCO)ได้ประกาศยกย่องเกียรติคุณให้เป็น
กวีเอกคนหนึ่งของโลก  มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ แล้ว
          คราวนี้เรารองมาฟังคนกลางดูบ้าง ว่าเขาพูด
ไว้อย่างไร สุนทรภู่พูดถึงตัวท่านเองไว้อย่างนี้ครับ

                    "อย่างหม่อมฉันอันที่ดีและชั่ว
              ถึงลับตัวแต่ก็ชื่อเขาลือฉาว
             
เป็นอาลักษณ์นักเลง ทำเพลงยาว
              เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองนคร"

ชัดเจนไหมครับ นั่นคือสิ่งที่สุนทรภู่พูดถึงตัวท่านเองไว้
ในบทกลอนชื่อ รำพันพิลาป
      ถ้าจะพูดถึงเฉพาะงานกวีนิพนธ์แล้ว ผู้เขียน
ประทับใจงานกวีนิพนธ์ ในลักษณะของกรมพระปรมา
นุชิตฯ มากกว่า แต่สิ่งที่ผู้เขียนประทับใจสุด ๆ กับ  
ท่านภู่   ก็คืออารมณ์ขันและความเป็นคนตรง คือรู้
เห็นอะไร คิดอย่างไร ก็พูอออกมาอย่างนั้นของท่าน
       เช่นในนิราศเมืองแกลง สุนทรภู่กับศิษย์ ๒ คน
เดินทางฝ่าเปลวแดดอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ผ่านไป
ทางสวนแตงโม เห็นชาวบ้านกำลังเก็บแตงโม เกิด
นึกอยากกิน แต่ไว้เชิงชาวกรุงไม่ยอมออกปากขอ
ตรง ๆ  แต่ใช้วิธีอย่างนี้
                   

                   "เห็นไร่แตงแกล้งแวะเข้าริมห้าง
            ทำถามทางชักชวนให้สรวลเส
            พอเจ้าของแตงโมปะโลปะเล
            สมคะเนกินแตงพอแรงกัน"

   
            
ส่วนในนิราศพระบาท ท่านแอบนินทาสาว
ขาววัง ซึ่งติดตามขบวนเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์
ครั้งเสด็จไปนมัสการพระบาท ขณะผนวชอยู่ที่วัดระ
ฆัง ให้ฟังว่า
            
   ... จะปีนขึ้นกูปช้างไม่กางขา
            แต่โดยผ้ากรีดกรอมทำซอมซ่อ
                                                  ...
               ... ดูทำนองนางในไกวชิงช้า
                     ดังสีดาผูกคอที่โรงโขน
                     เถาวัลย์เปราะเคราะห์ร้ายพอสายโยน
                     ก็ขาดโหนลงในน้ำเสียงต้ำโครม
                               ผ้าห่มเปลื้องเครื่องเล่นอล่างฉ่าง
                     ทั้งสองข้างผู้คนเขาฮาโหม ...
        
       
ขออีกสักตัวอย่าง เมื่อสุนทรภู่จะลาสิกขา
หลังจากบวชมาได้ประมาณ ๒๐ พรรษา ตอนนั้นจำ
พรรษาอยู่วัดเทพธิดาราม ท่านได้รำพึงรำพันถึงความ
หลังที่ระทมขมขื่น พร้อมการร่ำลาอาลัยบุคคล และ
สิ่งเกี่ยวข้องต่าง ๆ ใน วัดด้วยความเศร้าสร้อย  แต่ก็
ไม่วายทิ้งทวน
             ท่านพูดถึงสาวชาววังที่แวะเวียนไปมาที่กุฎิ
เป็นประจำ นัยว่าไปปากหวานเพื่อขอคัดลอกต้นฉบับ
กลอนไปอ่าน ด้วยถ้อยคำที่แสบ ๆ คัน ๆ
ในรำพัน
พิลาป
ว่า

           "โอ้สงสารหลานสาวเหล่าข้าหลวง
        เคยมาลวงหลงเชื่อจนเหลือเหลิง
       ไม่รู้เท่าเจ้าทั้งนั้นเสียชั้นเชิง
        เชิญบันเทิงเถิดนะหลานปากหวานดี
             ได้ฉันลมขมลิ้นเสียสิ้นแล้ว
         ล้วนหลานแก้วหลอกน้าต้องลาหนี
         จะนับเดือนเลื่อนลับไปนับปี
         จงอยู่ดีเป็นหม่อมให้พร้อมเพรียง"


      
เอาละครับ เราได้รู้จักท่านภู่มาพอหอม
ปากหอมคอ คราวนี้มาดูเนื้อหาในส่วนที่เป็น
ชีวะประวัติกันบ้าง
          โดยผู้เขียนจะยึดถือข้อมูล จากหนังสือชีวิตและ
งานของสุนทรภู่ พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรง
ราชานุภาพ ฉบับทำเชิงอรรถเพิ่มเติมโดยกรม
ศิลปากรเป็นหลัก
            อนึ่ง ในปี พ.ศ
. ๒๕๒๙   ซึ่งครบรอบ  ๒๐๐ ปี
เกิดของท่าน  UNESCO ได้ประกาศยกย่องให้ท่าน
เป็นกวีเอกคนหนึ่งของโลก รัฐบาลในขณะนั้นได้
จัดงานเฉลิมเป็นการใหญ่   ตลอดถึงนักวิชาการ
ทางด้านภาษาและวรรณกรรม ได้ทำการวิจัยค้นคว้า
ประวัติของท่าน ทำให้ได้รายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยว
กับบิดามารดาของท่านเพิ่มขึ้น
            คุณมานิต   หล่อพินิจ ได้รวบรวมผลงานดัง
กล่าวมาพิมพ์เผยในชื่อ ประวัติชีวิตและผลงานของ
สุนทรภู่ (ฉบับทำรายงาน) ซึ่งผู้เขียนจะขออนุญาต
นำมาอ้างอิงในที่นี้ด้วย
             อย่างไรก็ตาม ประวัติของท่านสุนทรภู่ เท่าที่
มีการเผยแพร่กันอยู่นี้   ยังมีความคลาดเคลื่อนและ
ขัดแย้งกันอยู่ จึงใคร่ขอฝากให้ท่านผู้รู้  ศึกษาค้นคว้า
กันต่อไป

ชีวิตในวัยเยาว์
           
พระสุนทรโวหาร (ภู่)  เกิดในต้นสมัยรัชกาล
ที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน
พ.ศ. ๒๓๒๙ ก่อนสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระ
ปรมานุชิตชิโนรส ๔ ปี   ซึ่งต่อมาท่านภู่ได้ไปพึ่งพระ
บารมี   รัตนกวีพระองค์นี้อยู่ระยะหนึ่ง
      
บิดาของท่านชื่อ พลับ ภูมิลำเนาอยู่บ้านกร่ำ
เมืองแกลง ระยอง รับราชการเป็นนายทหารป้อมปืน
พระราชวังหลัง มีบรรดาศักดิ์ว่า ขุนศรีสังหาร ส่วน
มารดา ชื่อ ช้อย สันนิษฐานว่า เป็นชาวบ้านพราหมณ์
เมืองเพชรบุรี (พิพัฒน์   เพชรพันธุ์ไทย / นักเขียน
ประจำนิตยสารบางกอก)
          ครอบครัวของท่าน อยู่นอกกำแพง วังหลัง
ในสวนย่านธนบุรี
           เมื่อท่านภู่มีอายุได้ ๑-๒ ขวบ บิดามารดา
เกิดอย่าร้างกัน บิดาออกจากราชการกลับไปบวช
เป็นภิกษุอยู่ที่บ้านเกิด ส่วนมารดามีสามีใหม่ มี
บุตรสาวกับสามีใหม่ ๒ คน ชื่อ ฉิม กับ นิ่ม ภายหลัง
เสียชีวิตไปก่อนท่านภู่
      ต่อมามารดาของท่าน ได้เป็นนางนมใน
พระธิดาของกรมพระราชวังหลัง ท่านภู่จึงไปมี
ชีวิตอยู่ในวังหลัง ในฐานะข้ารับใช้ตั้งแต่บัดนั้นมา
ซึ่งถือได้ว่าเป็นคุณต่อชิวิตของท่าน เพราะทำให้
ได้รับการศึกษาเหนือกว่าสามัญชนด้วยกัน ในยุค
สมัยนั้น
            โดยมารดาได้นำไปฝากเป็นศิษย์ เล่าเรียน
เขียนอ่านหนังสือไทย และบาลี ในสำนักวัดระฆัง
และวัดโมฬีโลกย์ จนเติบใหญ่

ชีวิตในวัยหนุ่ม
            
ท่านภู่ ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสำนักทั้ง ๒
จนมีความรู้แตกฉาน และได้ไปเป็นครูสอนหนังสือ
ในสำนักวัดชีปะขาว ริมคลองบางกอกน้อย อยู่ระยะ
หนึ่ง ครั้นอายุได้ ๑๘ ปี จึงมารับราชการเป็นเสมียนเดิน
สวน เรียกว่านายระวางกรมพระคลังสวน มีหน้าที่
ตรวจรังวัดออกโฉนดที่ดินสวน เพื่อประโยชน์ ในการ
เก็บภาษีอากร
        ในช่วงนี้   ท่านมีงานอดิเรกเป็นพ่อเพลง
บอกบทดอกสร้อยสักวา ตามวงสักวาต่าง ๆ  บางครั้ง
ก็ไปบอกบทละคร อยู่กับคณะละครนอกนายบุญ
ซึ่งเป็นคณะละครที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยนั้น จนถึง
กับไปกินนอนอยู่กับคณะละคร ซึ่งมีเค้าว่าจะเป็น
นักเลงสุรา นารี ตั้งแต่ช่วงนี้
       ในที่สุด หลังจากรับราชอยู่เพียง ๑ ปี ก็ลา
ออก   หันมาเอาดีทางแต่งกาพย์กลอนและบท
ละคร    และยังคงพักอยู่กับมารดาในพระราชวังหลัง
ซึ่งขณะนั้นท่านอายุเพียง ๑๙ ปี  ด้วยความคะนอง
ในวัยหนุ่มจึงได้ลอบรักใคร่กับ สาวจัน นางข้าหลวง
ในพระราชวังหลังนั้นเอง
            ความทราบถึงกรมพระราชวังหลัง ทรงกริ้ว
จึงให้ลงโทษโบยและจองจำไว้ทั้งสองคน อันสาวจัน
คนนี้ถือเป็นคู่ทุกข์คู่ยาก คู่รักคู่แค้น ที่ท่านภู่กล่าว
ถึงเสมอ ๆ ในนิราศทั้ง ๗-๘ เรื่องของท่าน ตอนถูก
จำอยู่นั้นสุนทรภู่ อายุราว ๒๐-๒๑ ตรงกับปี ๒๓๔๙
            ครั้นปลายปีนั้นเอง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวง
อนุรักษ์เทเวศน์    กรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคต
ในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวาย มีการอภัยโทษแก่
ผู้ต้องจำ ตามตันติราชประเพณี   ท่านภู่และสาวจัน
ได้รับการอภัยโทษในคราวนั้นด้วย
           เมื่อพ้นโทษมานั้นท่านภู่ อายุ ๒๑ ปีแล้ว
ได้เดินทางไปหาบิดาที่เมืองแกลง ในปี ๒๓๕๐ นัย
ว่าตั้งใจไปบวชพระตามประเพณี กับบิดาที่นั่น เมื่อ
ไปพบบิดาแล้วเกิดเป็นไข้ป่าป่วยอยู่ ๒-๓ เดือน
      
                     

            ครั้นหายป่วยแล้วยังมิทันได้บวช หลานสาว
สองคนที่มาเฝ้าไข้ เกิดแอบรักท่านภู่ และเกิด
หึงหวงกันเอง ท่านคงเกรงจะเกิดเรื่องงามหน้าขึ้น
จึงหนีกลับเมืองกรุง รายละเอียดอยู่ในนิราศเมือง
แกลง ซึ่งเป็นนิราศเรื่องแรกของท่าน
             ขณะนั้น พระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสองค์
เล็ก ในกรมพระราชวังหลัง ทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆัง
เมื่อท่านภู่กลับจากเมืองแกลง ได้ไปถวายตัวเป็น
มหาดเล็กรับใช้อยู่ที่วัด
            ในการเป็นมหาดเล็กรับใช้ครั้งนั้น ท่านภู่
คงมีความดีความชอบ พระอัครชายาในกรมพระ
ราชวังหลัง จึงทรงยกสาวจันตบแต่งประทานให้ แต่
อยู่กันได้ไม่เท่าไร ก็โกรธขึ้งกัน ด้วยท่านภู่เป็นคน
ขี้เหล้าเจ้าชู้ ส่วนจันภรรยาเป็นคนขี้หึง รายละเอียด
อยู่ในนิราศพระบาทซึ่งเป็นนิราศ เรื่องที่ ๒ ของท่าน
           ท่านภู่กลับมาจากพระบาทแล้ว ก็ยังไม่
สามารถคืนดีกับจันภรรยาได้ และเป็นเหตุให้ไม่
สามารถเข้าหน้าผู้ใหญ่ในพระราชวังหลังได้เช่นกัน
           ในที่สุด ท่านจึงเนรเทศตัวเองไปอยู่เมือง
เพชรบุรี โดยอาศัยอยู่กับหม่อมบุญนาค ในกรม
พระราชวังหลัง ที่กลับไปอยู่บ้านเกิด ภายหลังกรม
พระราชวังหลังทิวงคต
           ท่านภู่ไปอยู่เมืองเพชร พ.ศ. ใด และนาน
เท่าใดไม่ปรากฏ ทราบเพียงว่ากลับเมืองหลวง
ในปี ๒๓๕๖ คาดว่าคงจะได้คืนดีกับภรรยาในระยะ
ต่อมา ด้วยเยื่อใย ความรักความผูกพัน ที่เคย
ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา

ชีวิตช่วงเป็นกวีประจำราชสำนัก
        ในช่วง ๓ ปี ที่กลับมาจากเมืองเพชรนี้
ท่านกลายเป็นกวีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในทางบท
กลอน จนกระทั่งใน
ปี ๒๓๕๙ ล้นเกล้าฯ รัชกาล
ที่ ๒ จึงมีรับสั่งให้นำตัวสุนทรภู่ มาเป็นกวีประจำ
ราชสำนัก มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนสุนทรโวหาร(ภู่)
ในตำแหน่งอาลักษณ์วังหลวง

       ท่านภู่ ได้รับพระราชทานบ้านพัก   อยู่ที่
ท่าช้าง มีหน้าที่เข้าเฝ้าเป็นนิจ แม้เวลาเสด็จ
ประพาส ก็โปรดฯให้ลงเรือพระที่นั่ง มีหน้าที่จด
บันทึก ขณะทรงพระราชนิพนธ์บทละคร
       ชีวิตของในช่วงนี้น่าจะมีความสุขดี เพราะ
จันภรรยาได้ให้กำเนิดบุตรชาย ชื่อพัด ขณะที่ท่าน
เป็นหนุ่มใหญ่วัย ๓๐ ปี   เป็นกวีคนโปรดในพระเจ้า
อยู่หัวรัชกาลที่ ๒
       การมีชื่อเสียง อาจทำให้ท่านต้องคบหา
บุคคลมากหน้า และติดการเสพสุรามากขึ้น จนถึง
ขั้นโต้เถียงมารดาและทำร้ายญาติผู้ใหญ่ จนบาด
เจ็บสาหัส อันเป็นเหตุให้ต้องโทษจองจำเป็นครั้ง
ที่ ๒
             อยู่มาภายหลัง ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๒ ทรง
ติดขัด ในการทรงนิพนธ์บทละคร และไม่มีใคร
ช่วยได้   จึงทรงรำลึกถึงสุนทรภู่   และรับสั่งให้
เบิกตัวมารับราชการตามเดิม
            ในช่วงที่กลับมารับราชการครั้งหลังนี้ ท่าน
ภู่ มีชีวิตที่รุ่งโรจน์มาก จนไปได้ภรรยาเล็ก ภรรยา
น้อยอีกหลายคน แต่ที่ปรากฏอยู่กินกันออกหน้า มี
ชื่อ นิ่ม มีบุตรชายชื่อ ตาบ จนเป็นเหตุให้อย่าร้าง
กับจัน   ภรรยาคนแรกไปในที่สุด
             สำหรับ นิ่มนั้น มีชวิตอยู่ไม่นาน ได้เจ็บป่วย
เสียชีวิตลง เจ้าครอกวังหลังจึงต้องรับบุตรทั้งสอง
ของท่านภู่ ไปอุปการ ท่านจึงต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียว
              การที่ต้องจำคุกถึง ๒ ครั้ง มีชีวิตครอบครัว
ล้มเหลว อาจไม่ใช่เคราะห์หนักที่สุด สำหรับท่าน
เพราะในชีวิตของท่าน ต้องเผชิญเคราะห์หนักขนาด
ไม่มีแผ่นดินอาศัย ต้องลอยเรือรับจ้างเขียนกลอน
อยู่ตามเรือกสวน   อันเป็นผลกรรมที่ก่อด้วยตัวเอง
        ผู้เขียนคิดว่าการที่ท่านภู่ เป็นคนเสพสุรา
เป็นนิตย์ จึงทำให้ขาดความยั้งคิด ประกอบกับ
ความทนงตน   ในความเป็นกวีคนโปรด จึงทำให้
ทำการโดยประมาทถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา คือการหัก
หน้ากวีด้วยกัน ต่อหน้าพระที่นั่ง
             ประวัติศาสตร์คงไม่จารึกไว้ หากกวีคนนั้น
เป็นสามัญชนเช่นสุนทรภู่   ต้องถือว่าเป็นกรรม ของ
ท่านภู่ เพราะกวีท่านนั้นเป็นพระองค์เจ้าชายทับ
(กรมหมื่นเจษฏาบดินทร์) ซึ่งท่านภู่ และใคร ๆ
ในขณะนั้นคาดคิดไม่ถึงว่า เหตุการณ์บ้านเมือง
จะพลิกผัน ส่งผลให้ก้าวขึ้นครองราชย์ เป็นพระบาท
สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ซึ่งทรงอำนาจ
สั่งตัดหัวคนได้ทั้งแผ่นดิน
           เรื่องเกิดขึ้นในครั้งที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๒
ทรงประชุมกวีที่ปรึกษา ในการนิพนธ์บทละคร
เรื่องอิเหนา ทรงแจกจ่ายงานและกรมหมื่นเจษฏาบดินทร์
พระราชโอรส ทรงนิพนธ์ตอนที่บุษบาลงเล่นธารว่า
... น้ำใสไหลเย็นเห็นตัว   ปลาแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว ...
ทรงให้สุนทรภู่ช่วยดู ท่านภู่ก็ว่าใช้ได้ ครั้นถึงเวลา
อ่านถวายหน้าพระที่นั่ง ท่านภู่กลับทูลขัดว่ายังไม่ดี
ขอแก้เป็น
.. น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา แหวกว่ายปทุมาอยู่ไหวไหว ...
        
ครั้งนั้นผ่านไปเหตุการณ์ซ้ำสองได้เกิดขึ้นอีก
ครั้งนี้เป็นการนิพนธ์บทละครเรื่องสังข์ทอง กรมหมื่น
เจษฏาบดินทร์ทรงนิพนธ์ตอนรจนาเลือกคู่ว่า
... จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว   ให้ลูกแก้วสมมาดปรารถนา ...
ท่านภู่ทักขึ้นอีกว่าลูกปรารถนาอะไร จึงต้องทรงแก้เป็น
... จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว   ให้ลูกแก้วมีคู่เสน่หา ...
      นับแต่นั้นมาก็ทรงมึนตึงกับท่านภู่ และเมื่อเสด็จ
ขึ้นครองราชย์ ก็ไม่ทรงโปรดกวีที่ชื่อสุนทรภู่ ท่านภู่
จึงได้ลาออกจากราชการไป


ชีวิตตอนบวชเป็นพระภิกษุ
          ด้วยทราบดีว่าล้นเกล้ารัชกาลที่ ๓ ทรงมีความ
เคารพต่อพระสงฆ์มาก ท่านภู่จึงได้ลี้ภัยการเมือง
โดยการบวชเป็นพระสงฆ์ ในปี ๒๓๖๗ ขณะมีอายุ
ได้ ๔๑ ปี
          ท่านภู่ บวชแล้วจำพรรษาอยู่วัดราชบูรณะ
โดยความอุปถัมภ์ของเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระ
มเหสีในรัชกาลที่ ๒ ด้วยทรงไว้วางพระทัย ให้ท่าน
ภู่เป็นครูถวายอักษร แด่เจ้าฟ้ามหามาลา พระโอรส
องค์โต มาตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ ๒
       ท่านภู่ จำพรรษาอยู่วัดราชบูรณะ ๒-๓  ปี ก็มี
ข้อพิพาทกับพระลูกวัดด้วยกัน ท่านจึงต้องออกจาก
วัดไป โดยใช้เรือเดินทางขึ้นไปทางอยุธยา นัยว่า
เพื่อหาวัดจำพรรษาตามหัวเมือง ท่านขึ้นไปถึง
ภูเขาทอง แล้วกลับพระนคร รายละเอียดอยู่ใน
นิราศภูเขาทอง นิราศเรื่องที่ ๓ ซึ่งได้รับการยกย่อง
ว่าเป็นนิราศเรื่องเอกของท่าน
เช่น ตอนเรือผ่าน
พระบรมมหาราชวัง ท่านเขียนไว้ว่า
        
         
... เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ
         ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
         สิ้นแผ่นดินสิ้นกลิ่นสุคนธา
         วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์ ...

        
       ท่านภู่ กลับจากภูเขาทองแล้วมาจำพรรษา
อยู่ที่วัดอรุณ ครั้นปี ๒๓๗๒ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี ได้
นำโอรสอีก ๒ องค์ คือเจ้าฟ้ากลาง กับเจ้าฟ้าปิ๋ว
โอรสองค์เล็ก มาให้ทรงอักษร กับพระภู่ ท่านจึงมี
ชีวิตที่สุขสบายขึ้น
          ต่อมาในปี ๒๓๗๔ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ
พระโอรสองค์หนึ่งในรัชกาลที่ ๓ เคยเป็นศิษย์ทรง
อักษรกับท่านภู่มาก่อน   อุปสมบทและจำพรรษา
ที่วัดพระเชตุพน ได้ทรงขอประทานอนุญาตต่อ
สมเด็จกรมพระปรมานุชิตฯ เพื่อรับพระภู่มาจำพรรษา
ที่วัดพระเชตุพนด้วย
          ท่านภู่ได้นำบุตรชายทั้ง ๒ คน คือพัด กับ ตาบ
มาดูแลที่วัดพระเชตุพนด้วย ซึ่งบุตรคนโต ได้บรรพ
ชาเป็นสามเณรอยู่ระยะหนึ่ง มีข้อความปรากฏว่า
ในปี ๒๓๗๕ พระภู่ได้พาลูก ๆ และคณะศิษย์เดินทาง
จากท่าเรือหน้าวัดพระเชตุพน ไปหายาอายุวัฒนะ
ที่วัดเจ้าฟ้าฯ กรุงเก่า
          ในครั้งนี้ท่านได้แต่งนิราศวัดเจ้าฟ้า โดยแต่ง
เป็นสำนวนเณรลูกชายว่า
         
... เณรหนูพัดหัดประดิษฐ์คิดอักษร
           เป็นเรื่องความตามติดท่านบิดร ...
ข้อความ
ที่เหลือจากนี้ ล้วนเป็นความคิด อารมณ์ ของพ่อทั้งสิ้น
           ภายหลังเดินทางกลับจากวัดเจ้าฟ้าฯ มาวัดพระ
เชตุพนได้ระยะหนึ่ง พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ก็ลา
ผนวช ท่านจึงขาดที่พึ่งอีกครั้งหนึ่ง และคงจะไปจำ
พรรษาที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง

ชีวิตตอนลาสิกขาบท
            
ครั้นปี ๒๓๘๒ พระองค์เจ้าวิลาศ (กรมหมื่น
อัปสรสุดาเทพ) พระธิดาองค์หนึ่งในรัชกาลที่ ๓ ทรง
สร้างวัดวัดเทพธิดาราม พระธิดาองค์นี้ทรงโปรดงาน
กวีของพระภู่ จึงได้ทรงอุปถัมภ์พระภู่ ให้จำพรรษา
ที่วัดนี้
            ในปี ๒๓๘๔ ขณะจำพรรษาที่วัดเทพธิดา พระ
ภู่ พร้อมด้วยลูกชายและคณะศิษย์ ได้พากันไปเมือง
สุพรรณ นัยว่าไปหาแร่แปรธาตุ แต่ไม่ประสพผล   ครั้งนี้ท่านได้แต่ง
นิราศสุพรรณขึ้น โดยแต่งเป็น โคลงสี่สุภาพ  ซึ่งเป็นบทกวีที่เป็นโคลงเพียงเรื่องเดียว
ของท่าน

       ถัดมาใน
ปี   ๒๓๘๕ พระภู่ เตรียมการจะ
ลาสิกขาหลังจากบวชมาได้ประมาณ  ๒๐ พรรษา
อายุได้ ๕๕ ปี ท่านได้แต่งนิราศเรื่องรำพันพิลาป ไว้เป็นอนุสรณ์   ซึ่งเป็นนิราศเรื่องสุดท้าย ในชีวิต ความเป็นพระ
ของท่าน

ท่านภู่เมื่อคราวตกยาก
       ท่านภู่ ขณะเมื่อลาสิกขาออกมานั้น จะได้ไป
พึ่งพิงใครอย่างไรไม่ปรากฏ   ทราบแต่ว่าท่านตก
ระกำลำบากไม่มีบ้านเรือนอาศัย ใช้ชีวิตอยู่ในเรือ
ลอยลำไปตามลำคลองและเรือกสวน อาศัยแต่ง
กลอนขายเลี้ยงชีวิตไปวันหนึ่ง ๆ

ท่านภู่เมื่อยามพ้นเคราะห์
           เรื่องที่ท่านภู่ ตกยากความทราบถึง พระเจ้า
น้องยาเธอ กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระอนุชา ใน
รัชกาลที่ ๓ ทรงพระปรานีจึงให้รับตัวไปอยู่ ภายใน
กำแพงพระราชวังเดิม อันเป็นที่ประทับ
           นับแต่นั้นมา ชีวิตของท่านภู่ ก็หมดสิ้นเคราะห์
กรรม ในช่วงนี้ท่านได้แต่งนิราศเพิ่มอีก ๒ เรื่อง คือ
นิราศเพชรบุรี กับนิราศพระประธม ตราบล่วงมาถึง
ปี ๒๓๙๔ สิ้นแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ เข้าสู่แผ่นดินล้นเกล้า
รัชกาลที่ ๔
           กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ กรมพระราชวังบวรฯ
ทรงได้รับการบวรราชาภิเษกเป็น พระบาทสมเด็จ
พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งท่านภู่ เป็นเจ้ากรมอาลักษณ์พระราชวังหน้า
มีบรรดาศักดิ์เป็น พระสุนทรโวหาร (ภู่)

          ในช่วงนี้ท่านได้แต่งบทกวีเพิ่มขึ้นอีกมาก ทั้ง
นิทานคำกลอน บทละคร บทเห่กล่อม สุภาษิตคำสอน
ต่าง ๆ โดยเฉพาะบทเห่กล่อม ได้ใช้กล่อมพระ
บรรทมเจ้านายตลอดราชสำนัก
       พระสุนทรโวหาร (ภู่) รับราชกาล ในพระราชวัง
หน้าอยู่ ๔ ปีเศษ ก็ถึงแก่อนิจกรรมนปี ๒๓๙๘ สิริรวม
อายุได้ ๖๙ ปี

 

รวมผลงานกวี ของพระสุทรโวหาร (ภู่)

ที่

ประเภท

เรื่อง

ความยาว

ปี พ.ศ.

รัชกาลที่

วัตถุประสงค์เพื่อ

กลอนนิราศ เมืองแกลง ๑ เล่มสมุดไทย ๒๓๕๐   ต้นปี ที่ ๑ บันทึกการเดินทาง
กลอนนิราศ พระบาท ๑ เล่มสมุดไทย ๒๓๕๐   ปลายปี ที่ ๑ บันทึกการเดินทาง
กลอนนิราศ ภูเขาทอง ๑ เล่มสมุดไทย ๒๓๗๑ ที่ ๓ บันทึกการเดินทาง
กลอนนิราศ วัดเจ้าฟ้า ๑ เล่มสมุดไทย ๒๓๗๕ ที่ ๓ บันทึกการเดินทาง
กลอนนิราศ อิเหนา ๑ เล่มสมุดไทย     สดุดีพระเกียรติ ร.๒
โคลงนิราศ สุพรรณ ๑ เล่มสมุดไทย ๒๓๗๙ ที่ ๓ บันทึกการเดินทาง
กลอนนิราศ รำพันพิลาป ๑ เล่มสมุดไทย ๒๓๘๕ ที่ ๓ บันทึกชีวิต
กลอนนิราศ พระประธม ๑ เล่มสมุดไทย ๒๓๘๕ ที่ ๓ บันทึกการเดินทาง
กลอนนิราศ เพชรบุรี ๑ เล่มสมุดไทย ๒๓๙๒ ที่ ๓ บันทึกการเดินทาง
๑๐ นิทานคำกลอน โคบุตร ๘ เล่มสมุดไทย ๒๓๕๖ ที่ ๑ การบันเทิง
๑๑ นิทานคำกลอน พระอภัยมณี ๙๔ เล่มสมุดไทย ๒๓๕๘ ที่ ๒ - ๓ เล่นละครนอก
๑๒ นิทานคำกาพย์ พระไชยสุริยา ๑ เล่มสมุดไทย ๒๓๘๓ ที่ ๓ ตำราเรียน
๑๓ นิทานคำกลอน ลักษณวงศ์ (ตอนต้น) ๙ เล่มสมุดไทย     การบันเทิง
๑๔ นิทานคำกลอน สิงหไตรภพ ๑๕ เล่มสมุดไทย ๒๓๘๓ ที่ ๒ - ๓ การบันเทิง
๑๕ กลอนบทละคร อภัยนุราช ๑ เล่มสมุดไทย ๒๓๙๔ ที่ ๔ การแสดงละคร
๑๖ กลอนเสภา ขุนช้าง-ขุนแผน
(ตอนกำเนิดพลายงาม)
๑ เล่มสมุดไทย ๒๓๖๗ ที่ ๒ การขับเสภา
๑๗ กลอนเสภา พระราชพงศาวดาร ๒ เล่มสมุดไทย ๒๓๙๔ ที่ ๔ การขับเสภา
๑๘ สุภาษิตคำกลอน สวัสดิรักษา ๑ เล่มสมุดไทย ๒๓๖๗ ที่ ๒ ถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์
๑๙ สุภาษิตคำกลอน เพลงยาวถวายโอวาท ๑ เล่มสมุดไทย ๒๓๗๓ ที่ ๓ ถวายเจ้าฟ้ากลางและเจ้า
ฟ้าปิ๋ว
๒๐ สุภาษิตคำกลอน สุภาษิตสอนหญิง ๑ เล่มสมุดไทย ๒๓๘๐-๘๒ ที่ ๓ สอนสตรีทั่วไป
๒๑
๒๒
๒๓
๒๔
บทเห่กล่อม เห่ จับระบำ ๑ เล่มสมุดไทย ๒๓๙๔ ที่ ๔  

ขับกล่อมพระบรรทม
พระโอรส ธิดา ในรัชกาล
ที่ ๔

เห่ กากี
เห่ พระอภัยมณี
เห่ โคบุตร


                    เกียรติคุณของ พระสุนทรโวหาร (ภู่)
    
  ในราวปี ๒๔๘๐ พระยาราชสมบัติ (เอิบ   บุรานนท์)
ได้นำต้นฉบับนิราศเรื่อง "รำพันพิลาป" ซึ่งระบุชื่อผู้แต่ง
ว่าเป็นสุนทรภู่ มาให้หอสมุดแห่งชาติสอบทาน   จากการ
ตรวจสอบในครั้งนั้น ทำให้ประเทศไทยได้ค้นพบ
บ้านกวี
เพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่ง

                               บ้านกวีไทย

         กุฏิสุนทรภู่ คณะ ๗ วัดเทพธิดา คือบ้านกวีที่กล่าว
ถึงในที่นี้   เนื่องจากก่อนหน้าที่จะพบต้นฉบับรำพัน
พิลาปเล็กน้อย มีนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ๒ คน มาสืบ
หากุฏิ ที่สุนทรภู่เคยจำพรรษาอยู่เมื่อครั้งบวชพระ   โดย
ระบุว่าเป็นคณะ ๗ วัดเทพธิดาราม ซึ่งขณะนั้น ไม่มีใคร
ทราบ
           เมื่อหอสมุดแห่งชาติสอบทาน ข้อความในรำพัน
พิลาป อย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงทำให้ทราบว่าคือหมู่กุฏิสุนทร
ภู่ คณะ ๗ ในปัจจุบันนี้แน่นอน
           ลักษณะโดยทั่วไป ของกุฏิที่สุนทรภู่จำพรรษาอยู่
กว้างประมาณ ๒ เมตรครึ่ง ยาว ๖ เมตร ผนังก่ออิฐถือปูน
หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ พื้นเป็นไม้เนื้อแข็ง   ปัจจุบัน
มีการตบแต่งภายในกุฏิ และสภาพแวดล้อมภายนอก ให้
มีบรรยากาศคล้ายกับสมัยที่ท่านภู่ยังจำพรรษาอยู่
           จากการค้นพบกุฏิสุนทรภู่ในครั้งนั้น ทำให้วงการ
วรรณกรรมไทย เกิดความตื่นเต้นยินดีมาก ซึ่งต่อมา
สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้กำหนดให้มีการจัดงาน วัน
ที่ระลึกสุนทรภู่ขึ้น ในวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๔๙๕
          


                       
(กลับหน้าแรก)


             ปัจจุทางราชการได้กำหนดให้วันที่ ๒๖ มิถุนายน
เป็นวันสุนทรภู่ และทางสมาคมนักกลอนแห่งประเทศ
ร่วมกับมวลสมาชิก ไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาให้ท่าน
ทุกปี ณ ที่บ้านกวีแห่งนี้


อนุสาวรีย์สุนทรภู่


                             wpe3.gif (11455 bytes)
      
เพื่อเป็นการยกย่องเกียรติคุณ ของพระสุนทร
โวหารภู่   ให้ปรากฎแพร่หลายยิ่งขึ้น รัฐบาลสมัยจอมพล
ป. พิบูลย์สงคราม โดยกรมศิลปากร ได้ดำเนินการจัด
สร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ ขึ้นที่เมืองแกลง จังหวัดระยอง
       เริ่มดำเนินการในปี ๒๔๙๘ แล้วเสร็จในปี ๒๕๑๓
เนื่องจากติดขัดในเรื่องงบประมาณ
          บริเวณอนุสาวรีย์ ก่อสร้างในลักษณะเป็นสวน
สาธารณะ บริเวณกว้างขวางร่มรื่น โดยมีรูปหล่อโลหะ
ท่านภู่นั่งแท่นเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินดิน    ด้านหน้า
อนุสาวรีย์มีรูปปั้นตัวละครเอก ในเรื่องพระอภัยมณีเป็น
องค์ประกอบที่งดงามยิ่ง//

       ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม หากท่านประสงค์จะเยี่ยมชม web site อื่น ๆ ต่อไป เชิญได้ตามนี้ Chat ดังเมืองไทย  Pantip.Com แหล่งรวม download
        โปรแกรมฟรี
Sanook.Com  แหล่งรวม links ทั่วโลก 
Hunsa.Com   เวบดังติดอันดับ   Mthai.Com เวบชวัญใจวัยรุ่น  Narak.Com & Jorjae.Com

 Last edited  18-06-2002 Copyrigh (C) 2001 Srimuang  home. All rights reserved