poetichome ฉันท์

ฉันท์

กาพย์ ] กลอน ] โคลง ] [ ฉันท์ ] กวีวัจนะ ]

Home ] ร้อยกรองไทย ] คุยกันฉันท์คนชอบกลอน ] สมัครสมาชิก ] เกี่ยวกับผู้จัดทำ ]

ฉันท์

             ฉันท์   ถือว่าเป็นสุดยอดของการแต่งบทกวี
นิพนธ์ไทย   เพราะมีความยากกว่า กาพย์ กลอน

และโคลงเนื่องจากมีข้อบังคับในเรื่อง
คณะ
(อาจเทียบได้กับโน้ตในการแต่งทำนองดนตรี)  
และ
คำ คร ุลหุ (เสียงหนัก-เบา)    ซึ่งไม่ใช่สำเนียง
พูดในภาษาไทย จึงยากสำหรับคนไทย
           พูดชัด ๆ ก็คือว่า ฉันท์ เป็นกวีนิพนธ์ของคน
วรรณะสูงในประเทศอินเดีย ซึ่งใช้ภาษาบาลี-

สันสกฤตเป็นส่วนหนึ่งในภาษาพูดและเขียน
โดยเฉพาะภาษาบาลีเป็นภาษาที่ใช้ในการ
เผยแพร่พระพุทธศาสนา ซึ่งไทยรับเอาตำรา
แต่งฉันท์นี้ผ่านมาทางพุทธศาสนา
           ที่เห็นได้ชัดเจนคือบทสวดมนต์ต่าง ๆ

จำนวนมากแต่งเป็นคำฉันท์ ซึ่งถือเป็นหลักสูตร
การศึกบาลีของ พระสงฆ์ไทย   พระสงฆ์ที่จบ
มหาเปรียญชั้นสูง ต้องแต่งฉันท์ได้ ดังนั้นคนที่
แต่งฉันท์ได้ดี จึงมักเป็นมหาเปรียญ หรือนักอักษร 
ศาสตร์ ที่ร่ำเรียนมาทางด้านภาษาโดยตรง
นอกจากนี้ จะเป็นผู้ที่มีความสามารถพิเศษ

เฉพาะตนจริง ๆ
           ตำราแต่งฉันท
ในบ้านเรานี้ ก็แต่งขึ้นโดย
พระสงฆ์ว่ากันว่ามีอยู่ถึง ๑๐๘ ชนิด โดย
แบ่งเป็
น ๒ ประเภทใหญ่ คือฉันท์วรรณพฤติ
(ยึดคำหรือพยางค์เป็นเกณฑ์)
กับฉันท์มาตราพฤติ
(ยึดจังหวะการออกเสียงหนัก-เบาเป็นเกณฑ์)
          บานแผนกจารึกวัดพระเชตุพน   ระบุไว้ว่า
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตฯ
ทรงนิพนธ์แปลจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทย
เฉพาะฉันท์วรรณพฤติ ๕๐ ชนิด ฉันท์มาตราพฤติ  
๘ ชนิด เนื่องจากฉันท์ชนิดหลังนี้ ไม่เป็นที่นิยม
ในภาษาไทย จึงทรงนิพนธ์ไว้น้อย
         ในที่นี้ขอแนะนำฉันท์วรรณพฤติสัก ๒ ชนิด

พอเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้การแต่งฉันท์ คือ
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ กับวสันตดิลกฉันท์ ๑๔

                      ผังโครงสร้างอินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
       wpeC.gif (47591 bytes)
      (จากหนังสืออุเทศวิชาภาษาไทย กรมวิชาการ)

                          อธิบายผังโครงสร้าง
๑) แสดงผังโครงสร้าง
อินทรวิเชียรฉันท์
๑๑
     ความยาว ๒ บท
๒) ฉันท์ ๑ บท มี ๒ บาท คือบาทเอกและบาทโท
๓) ฉันท์แต่ละบาท มี ๒ วรรค คือวรรคหน้าและ

     วรรคหลัง วรรคหน้ามี ๕ คำ ส่วนวรรคหลังมี ๖ คำ 
      รวมเป็น ๑๑ คำ
๔) เส้นโยงแต่ละจุด แสดงตำแหน่งบังคับสัมผัสซึ่งมี
      ลักษณะ สัมผัสเช่นเดียวกับ กาพย์ยานี ๑๑
     
ทังสัมผัสนอกและใน
๕) ประกอบด้วย คณะ คือ ต คณะ ๒, ช คณะ ๑ และครุ
     ลอย ๒
(จำนวนคำไม่ครบคณะที่ต้องมี ๓ คำ)
๖) คำครุแทนด้วยสัญลักษณ์ (
) คำลหุแทนด้วย
    สัญลักษณ์ ( I )
     อธิบายมาถึงนี้ คงต้องรับประกันความปวดหัว ๑๐๐ เปอร์เข็น แต่ไม่เป็นไรผู้เขียนได้เตรียมยาแก้ปวด 

หัวไว้แล้ว ซึ่งอาจพอบรรเทาได้สัก ๓๐ เปอร์
       เรียนรู้เรื่องฉันท์แบบไม่ปวดหัว คงต้องทำความ
เข้าใจในเบื้องต้นให้ได้ว่า คนจะแต่งทำนองดนตรีได้

ก็ต้องมีความรู้เรื่องโน้ตฉันใด คนจะแต่งฉันท์ได้
ก็ต้องมีความรู้เรื่อง คณะ ของฉันท์ ฉันนั้น 

                   คณะของฉันท์   คำและพยางค์ ?

คณะ
  ในความหมายฉันท์วรรณพฤติ หมายถึงกลุ่ม

           คำกลุ่มหนึ่ง ๆ  ซึ่งกำหนดไว้กลุ่มละ ๓ คำ
          โดยเป็นกลุ่มคำครุ (เสียงหนัก)
ล้วน หรือ 
           กลุ่มคำลหุ (เสียงเบา) ล้วน หรือเป็นกลุมคำ
           ผสมครุ ลหุ ปนกัน ซึ่งฉันท์   แต่ละประเภทจะ              กำหนดในเบื้องต้นให้ใช้กลุ่มคำ
(คณะ)ใดบ้าง
        
                   ดังนั้น กฏข้อแรกจะแต่งฉันท์   ต้องรู้จัก               คณะฉันท์
เหมือนแต่งเพลง เล่นดนตรี  ต้อง               มีความรู้เรื่องโน้ต
                   
ฉันท์วรรณพฤติ มีกลุ่มคำที่เรียก

             ว่าคณะอยู่ ๘ กลุ่มแต่ละกลุ่มมีชื่อเรียก
             แตกต่างกันไปตามลักษณะของกลุ่มคำ ดังนี้
   ๑)   ม  คณะ
  ศศศ  กลุ่มคำ เสียงหนัก (ครุ) ล้วน

   ๒)   น  คณะ   
I I I     กลุ่มคำ เสียงเบา (ลหุ) ล้วน

   ๓)  ส   คณะ    I I 
     กลุ่มคำผสม ลหุ+ลหุ+รุ

   )  ช   คณะ  
 I       กลุ่มคำผสม ลหุ+รุ +ลหุ

   ๕)  ต  คณะ   
ศ ศ I      กลุ่มคำผสม ครุ+ครุ+ลหุ

   ๖)  ภ    คณะ 
I I       กลุ่มคำผสม ครุ+หุ+ลหุ

   ๗) 
ร   คณะ  
I     กลุ่มคำผสม รุ+ลหุ+รุ

   ๘)   ย    คณะ   I
ศ ศ    กลุ่มคำผสม ลหุ+ครุ+รุ

          บรรดาอักษรย่อ ที่เป็นชื่อกลุ่มคำ เอามาจาก

คำต้นของชื่อ ดิน น้ำ ลม ไฟ พระอาทิตย์ พระจันทร์
การบูชายัญในภาษาบาลี-สันสกฤต ส่วนคำเต็มจะ
เป็นอย่างไร เราคงไม่ต้องไปสนใจหรอก มาสน
วิธีจำกลุ่มคำทั้ง ๘ กันก่อนดีกว่า  ในหนังสือจินดา
มณี ได้นำกลุ่มคำทั้ง ๘ มาผูกเป็นคาถา ภาษาบาลี
เพื่อช่วยในการท่องจำดังนี้

     สัพพัญญูโม      สุมุนิโน       สุคโตโส     มุนินทโช

     มาราริโต         มารชิโภ    นายโกโร    มเหสีโย

               หลักการจำ ให้สังเกตคำสุดท้ายของกลุ่ม

คำทั้ง ๘ที่เป็นคำเน้น เป็นการบอกให้รู้ว่ากลุ่มคำ
ข้างหน้าเป็น คณะอะไร เช่น สัพพัญญูโม บอกให้รู้ว่า
กลุ่มคำข้างหน้าเป็น คณะ   สุมุนิโน เป็น คณะ
เป็นต้น ขอให้เทียบเคียงกับคณะทั้ง ๘ ข้างต้นดู
            คราวนี้บางท่านอาจสงสัยว่า ทำไมจึงเป็น

โม โน ไม่เป็น ม น   อันนี้ท่านก็บอกไว้แล้วว่าเป็น
ภาษาบาลี เป็นวิธีการของภาษาที่มีการลงวิภัติปัจจัย
เพื่อให้คำแสดง หน้าที่นาม กริยา หรือวิเศษณ์
              ส่วนกลุ่มคำข้างหน้านอกจากจะบอกถึง

จำนวนคำ ครุ ลหุ แล้ว ยังมีความหมายแสดงถึง
พระคุณของพระพุทธเจ้า ทั้ง ๘ คำ ซึ่งมีหลักการจำ
ดังนี้ ยกตัวอย่างคำว่า สัพพัญญูโม    ๓ คำต้นคือ
สัพพัญญู   บอกให้รู้ว่าเป็น
กลุ่มคำเสียงหนัก ศศศ
(ครุ) ล้วน ซึ่งเป็นกลุ่มคำของ ม คณะ และคำว่า
โม   นั้นเองบอกให้รู้ว่า
กลุ่มคำเสียงหนักล้วน เรียกว่า
ม คณะ

        คราวนี้มา ดูความหมายของคำว่า "คำ" บ้าง

 

คำ        หมายถึงคำ ครุ - ลหุ   ซึ่งอาจจะเป็นคำ
            ๑ พยางค์ ๒ พยางค์   หรือ ๓ พยางค์ ก็ได้
            เช่น   สาว   ดรุณ  ดรุณี    
                    คำครุ   เสียงหนัก คือคำที่ประกอบสระ

             เสียงยาวเช่น อา อี อู และคำที่มีเสียงสกด
            เช่น ตัด คำ  พูด
                   
คำลหุ เสียงเบา คือคำที่ประกอบสระ

             เสียงสั้น เช่น อิ อึ อุ และคำที่ไม่มีเสียงสกด
             เช่น รวิ   เสนาะ

                    ข้อกำหนดความไพเราะของฉันท์

              เนื่องจากฉันท์ แต่ละชนิดกำหนดคณะไว้

ตายตัวไม่สามารถพลิกแพลงเป็นอย่างอื่นได้
ผู้แต่งมีหน้าที่ต้องสรรคำมาบรรจุลงให้ครบคณะ
ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับภาษาไทย เนื่องจาก   มีคำลหุให้เลือกใช้น้อย
             ดังนั้นผู้แต่งจำต้องมีความรู้เรื่องภาษา
บาลี-สันสกฤตพอสมควร   นอกจากนั้น จะต้อง
ฉลาดในการ แยกคำ แผลงคำ
            ทั้งนี้เนื่องจากภาษาบาลี-สันสกฤต เป็นคำ

ประเภท สมาส-สนธิจึงแยกคำ แผลงคำได้ตามใจ
ชอบ ซึ่งผิดกับภาษาไทย ที่เป็นคำโดด จึกยาก
ในการแยกคำ แผลงคำ ขอให้สังเกตตัวอย่าง
ต่อไปนี้

            ดั่งนั้น ณ หมู่ใด               ผิ บ ไร้สมัครมี
      พร้อมเพรียงนิพัธน์นี             รวิวาทระแวงกัน
            หวังเทอญมิต้องสง        สยคงประสบพลัน
      ซึ่งสุขเกษมสันต์                   หิตะกอบทวีการ

                             (สามัคคีเภทคำฉันท์ / ชิต  บุรทัต)

คำว่า นี-ร         มาจากคำว่า นิร   = พ้น หรือ

                         ปราศจาก
          สง-สย     มาจากคำว่าสงสัยนั่นเอง

                          นี่คือกลเม็ดในการสร้างความไพเราะ
                          ให้กับฉันท์   
                              อ
นึ่งการแต่งฉันท์ไม่นิยมใช้คำท้าย                             วรรคที่ประกอบวรรณยุกต์ทุกรูป


                          
ผังโครงสร้างวสันตดิลกฉันท์ ๑๔
      sub01.gif (53738 bytes)          (จากหนังสืออุเทศวิชาภาษาไทย กรมวิชาการ)

                                    อธิบายผังโครงสร้าง
๑) แสดงผังโครงสร้าง
วสันตดิลกฉันท์
๑๔
      ความยาว ๒ บท
๒) ฉันท์ ๑ บท มี ๒ บาท คือบาทเอกและบาทโท
๓) ฉันท์แต่ละบาท มี ๒ วรรค คือวรรคหน้าและ
     วรรคหลัง   วรรคหน้ามี ๘ คำ ส่วนวรรคหลัง
     มี ๖ คำ รวมเป็น ๑๔ คำ
๔) เส้นโยงแต่ละจุด แสดงตำแหน่งบังคับสัมผัส
      ซึ่งมีลักษณะสัมผัสคล้ายกับ กาพย์ยานี ๑๑
     
ทังสัมผัสนอกและใน           

๕) ประกอบด้วยคณะคือ ต คณะ ๑, ภ คณะ ๑, ช คณะ ๒
      และครุลอย ๒

๖) คำครุแทนด้วยสัญลักษณ์ (
) คำลหุแทนด้วย
     สัญลักษณ์ ( I )

                         ตัวอย่างวสันตดิลกฉันท์ ๑๔

     สามยอดตลอดระยะระยับ    วะวะวับสลับพรรณ
  ช่อฟ้าตระการกลจะหยัน             จะเยาะยั่วทิฆัมพร
         ช่อฟ้าบราหลีศุภจรูญ           นภศูลประภัสร
  หางหงส์ผจงพิจิตรงอน               ดุจกวักนภาลัย

                                            (สามัคคีเภทคำฉันท์ / ชิต  บุรทัต)

      
             การเลือกแต่งฉันท์ ให้เหมาะกับความต้องการ
ท่านว่าอินทร์วิเชียรฉันท์ ใช้ในการบรรยายความ
เล่าเรื่อง   ส่วนวสันตดิลกฉันท์ ใช้ในการชมความงาม
ชมธรรมชาติ    ในกรณีแต่งเป็นเรื่องเป็นราวอย่าง
กวีโบราณ   ปัจจุบันเห็นใช้ในการเขียนบทอาเศียร
วาทเป็นพื้น
     
       ฉันท์ ตัวอย่างเพื่อเป็นแนวทางในการเขียน

                                  ภัทรมหาราชสดุดี

ฉันท์ ๑๔
                   
เทิดภูมิพลพระอิศรา   คุรุภารกิจทรง
            โขดเขินและเนินศิขรดง     ดลเยือนมิเคลื่อนคลา

ฉันท์ ๑๑
                  
แผนที่ ธ ชี้ เขต             ระบุเหตุและปัญหา               เสโทผิว์โทรมทา               สุริย์เผามิผ่อนภาร
ฉันท์ ๑๔       
                  
โดยเดชสายพระนยไกล ดำรินัยโครงการ
             ร้อยพันพระอัจฉริยดาล       ทุรแดนสิเพลาภัย

ฉันท์ ๑๑
                   
สรรพ์ศูนยศึกษา            วฒนานิวัทธ์ใน
              อาชีพประชาไทย                 ธ ประเทืองสถาพร

ฉันท์ ๑๔
                  
สรวมชีพพระภูมิพลบาล  กิติการ ธ กำจร
              สมญาเกษตรกสิบวร            สิระบิลระบือไกล

ฉันท์ ๑๑
                 
อีกศาสตร์และศิลป์ปราณ  ทวิชาญวิเชษฐ์ไชย
             หวังวัฒนาไทย                       อภิพัฒน์สวัสดี

ฉันท์ ๑๔    
                 
ตราบวัน"เฉลิมพระชนมา    ยุพรรษา" พระภูมี
             เชิญคุณติรัตนรุจี                      อภิบาลพระจักรา
ฉันท์ ๑๑
                ปกปักษ์พระนัคเรศ             พระเศวตฉัตรา
             พ้นภัยพิบูลย์บา                       รมิผ่องพิศาลเทอญฯ

    
                                        (วิธันว์    ศรีเมือง)

           ฉันท์ตัวอย่างนี้ ผู้เขียนแต่งฉันท์ ๒ ขนิดสลับกับ
โดยเขียนกำกับต้นบทไว้ คือคำว่า ฉันท์ ๑๑ หมายถึง
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ คำว่า ฉันท์ ๑๔ หมายถึง วสันตดิลกฉันท์ ๑๔   วิธีแต่งสลับกันนี้ได้แนวคิดมาจาก
กองวรรณกรรม กรมศิลปากร ในคราวจัดงานเฉลิมพระ
ขนมพรรษาครบ ๖ รอบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
           อนึ่ง ในการแต่งฉันท์หลายขนิดสลับกัน นิยม
ระบุประเภทฉันท์ ไว้ที่บทต้น เพื่อให้ผู้อ่านกำหนดคณะ
และอ่านฉันท์ได้ถูกต้องไม่ผิดครุ ลหุ ซึ่งท่านว่าการอ่าน
ฉันท์ที่ถูกต้องจังหวะจะเหมือนกบเต้น หรืออาจเปรียบได้
กับคนเปลือยเท้าเดินเหยียบกรวด นั่นเอง

                                      (ร้อยกรองไทย)


 

1