mybew\ps503
ชื่อ นายพนมไพร ปารมี รหัส 4322800629 เลขที่ 29 สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติมหาวิทยาลัยรามคำแหง จังหวัดอำนาจเจริญ


รายงานเรื่องตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยที่ข้าพเจ้ารู้จัก ข้าพเจ้าขอรายงานการเปลี่ยนสังคมของเทศบาลตำบลเลิงนกทา ซึ่งข้าพเจ้ารู้จักดังนี้ 1. ประวัติความเป็นมา เทศบาลตำบลเลิงนกทา ได้เปลี่ยนแปลงฐานะจาก สุขาภิบาลเลิงนกทา ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ตามผลของพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 ซึ่งสุขาภิบาลเลิงนกทา ได้จัดตั้งในปี 28 พฤศจิกายน 2499 เป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอเลิงนกทาตั้งอยู่ทางทิศเหนือของศาลากลางจังหวัดยโสธร ระยะห่างประมาณ 67 กิโลเมตร อยู่ห่างจากจังหวัดมุกดาหาร 50 กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดอำนาจเจริญ 40 กิโลเมตร เนื้อที่และอาณาเขตห่างจากกรุงเทพฯ 700 กิโลเมตร เนื้อที่ประมาณ 4.1 ตารางกิโลเมตร จากจำนวน 3 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 1 - 2 , 13 บางส่วน ตำบลสวาท สภาพภูมิประเทศและลักษณะภูมิอากาศเป็นที่ราบโดยทั่วไป อยู่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง มีแม่น้ำไหลผ่าน ชื่อว่า "ลำเซบาย" พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ ไม่มีภูเขา สภาพภูมิอากาศอากาศโดยทั่วไปจะร้อนจัดในฤดูร้อนและหนาวจัด ลมกรรโชกในฤดู หนาวปริมาณฝนตกอยู่ในเกณฑ์ดี กระแสกระบวนการสมัยใหม่(Modernization) ที่มาพร้อมๆกับกระแสการพัฒนาตามแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ พ.ศ 2504 เป็นต้นมาที่รัฐบาลมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจด้วยสโลแกนที่ว่า "น้ำไหล ไฟฟ้าสว่าง ทางดี มีเงินใช้"ทำให้มีการตัดถนนสายต่างๆผ่านเทศบาลตำบลเลิงนกทาจำนวนหลายสาย เช่น เทศบาลตำบลเลิงนกทา ไปจังหวัดมุกดาหาร เทศบาลตำบลเลิงนกทาไปจังหวัดอำนาจเจริญ เทศบาลตำบลเลิงนกทาไปจังหวัดยโสธร เทศบาลตำบลเลิงนกทาไปจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่จากเดิมถนนที่เคยเป็นถนนลูกรังมีเฉพาะถนนบรรทุกขนไม้วิ่ง แต่ปัจจุบันเป็นถนนลาดยางขนาด 4 ช่องจราจรและการไฟฟ้าประปา รวมทั้งมีการประกอบอุตสาหกรรมขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ในเขตเทศบาล มีมินิมาร์ท มี Convenience store ,Super store ทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยอยู่กันแบบชุมชนดั้งเดิม(Traditional Society) มีวิถีชีวิตแบบ -2- เรียบง่าย พึ่งพาอาศัยกันได้ตลอดเวลามีการช่วยเหลือกันทำงานในลักษณะของการไหว้ว่านซึ่งกันและกัน(ลงแขก) ทำงานแบบพออยู่พอกินแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน แต่ปัจจุบันวิถีเหล่านี้ได้เปลี่ยนไป การกินอยู่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม่บ้านหันมากินกับข้าวถุง เพราะผู้หญิงก็ต้องออกทำงานนอกบ้าน มีร้านอาหาร Fast food มีเครื่องใช้ภายในบ้านที่ทันสมัย เช่น มีโทรทัศน์ ตู้เย็น และมีเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆมากมายทำซึ่งมาพร้อมกับกระแสความทันสมัย (Modernization)จำเป็นที่คนในชุมชนต้องหาเงินมาซื้ออุปกรณ์ความสะดวกดังกล่าวคนที่ไม่มีก็ต้องการอยากจะมีจึงต้องพยายามหาเงินมาซื้อ ทำให้วิถีการทำงานของคนในชมุชนได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยไหว้วานกันได้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นการทำสัญญาเป็นทางการขึ้น(Reutilization)เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ตรงตามเป้าหมาย ค่านิยมในการทำงานของคนก็เปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยทำงานเพื่อพออยู่พอกินก็ได้เปลี่ยนมาเป็นทำงานเพื่อเงินถือเงินเป็นใหญ่ อันเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลสมัยนั้น ที่ประกาศออกทางวิทยุกระจายเสียงเป็นประจำว่า "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" และ "การศึกษาดี มีเงินใช้ ไร้โรคา พาให้สุขสมบูรณ์"ทำให้รัฐบาลมาสนับสนุนให้ประชาชนมีการศึกษา ในชุมชนเทศบาลในยุคนั้นก็มีโรงเรียนราษฎร์(โรงเรียนเอกชน)จำนวน 2 แห่งคือโรงเรียนศรีบุญเรือง สอนตั้งแต่ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีโรงเรียนรัฐบาล 2 แห่ง ที่เข้ามาพร้อมกับกระแสความทันสมัย (Modernization) ซึ่งจะพบว่าจะเกี่ยวข้องกับประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของเทศบาลพอแยกเป็นประเด็นใหญ่ได้ดังนี้ 1.วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนได้เปลี่ยนแปลงไปโดยมีการดำเนินชีวิตหลายอย่างได้เปลี่ยนไปเลียนแบบคนกรุงเทพฯ(ซึ่งคนกรุงเทพฯก็เลียนแบบมาจากตะวันตก (Westernization))เช่นการแต่งกายใส่สูทผูกไท้ในงานสำคัญต่างๆ มีการกินอาหารตามสั่ง(Fast Food) 2.มีการนำเทคโนโลยี่ใหม่ๆเข้ามาใช้ในการทำงานในกระบวนการทำงานอย่างไรในชุมชน เช่น โรงสีข้าวจ่าวพงษ์ ได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาควบคุมการใช้แรงงานคน มีการนำเครื่องจักรลำเลียงกระสอบข้าวแทนการใช้คนแบกเหมือนแต่ก่อน ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการ Industrialization -3- 3.มีคนอพยพเข้ามาทำงานจำนวนมาก ทำให้เกิดความเป็นเมือง(Urbanization) เกิดปัญหาต่างๆตามมากมายเช่น ปัญหาการเป็นอยู่ที่แออัด ปัญหาขยะมูลฝอย ปัญหาอัตราค่าครองชีพสูงขึ้น ปัญหามลพิษด้านอื่นๆมากมายที่ตามมาจากความเป็นเมือง 4.เทศบาลซึ่งเป็นหน่วยงานในการดูแลความสุขความทุกข์ของประชาชนก็พยายามฝึกอบรมส่งเสริมอาชีพต่างๆมากมาย มีโรงงานขนาดกลาง ขนาดใหญ่เกิดขึ้นในเขตชุมชน มีความหลากหลายในการประกอบอาชีพของประชาชน มีการนำเครื่องมือและเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการทำงานในชุมชน การผลิตการยังชีพอันเป็นการเพิ่มรายได้เพิ่มขึ้น นั้นก็คือประชาชนมีความอยู่ดีกินดีมากขึ้น เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ( Economic Development) 5.Social mobilization หมายถึงกระบวนการซึ่งกลุ่มความยึดมั่นผูกพันทางสังคมเศรษฐกิจและจิตวิทยาแบบเก่าๆ ผุกร่อนหรือแตกสลายไปและประชาชนจึงพร้อมที่จะรับเอาแบบแผนของการเรียนรู้และพฤติกรรมใหม่ๆ คนในชุมชนเทศบาลตำบลเลิงนกทา มีการศึกษาที่ดีขึ้น เนื่องจากมีรายได้เพิ่มขึ้น ได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆมากมายทั้งในรูปของสื่อวิทยุโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ และเทศบาลเองยังมีการรณรงค์ให้ประชาชนได้สนใจข้อมูลข่าวสารต่างๆของบ้านเมืองให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานเทศบาลซึ่งเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นระดับรากหญ้าของประชาธิปไตย ทำให้ประชาชนมีวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุผลในการแก้ปัญหาของตน 6.จากการสนับสนุนและประชาสัมพันธ์ของเทศบาลให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของสังคม (Participation) จากการที่คนมีความรู้มากขึ้น จึงสนใจเรื่องการเมืองมากขึ้นตลอดจนกิจกรรมต่างๆของสังคม มีการรวมตัวกันของกลุ่มอาชีพกลุ่มต่างๆจำนวนหลายกลุ่มในชุมชน 7.Differentiation หมายถึงโครงสร้างของสังคมมีความแตกต่างหลากหลายและสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นกว่าเดิม มีระดับของความชำนาญการเฉพาะด้านสูง(Specialization) เกิดอาชีพต่างๆ เช่น สมาคมพ่อค้าเลิงนกทา สมาคมวัฒนธรรมเลิงนกทา กลุ่มผู้ประกอบการรับซื้อข้าว สมาคมโรงสีข้าวเลิงนกทา เป็นต้น -4- 8.Secularization ประชาชนมีการดำเนินชีวิตที่เป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นไม่เชื่ออะไรแบบงมงายเหมือนแต่ก่อน ไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดามากมายเดิมก่อนก่อน นั้นเป็นชี้ให้เห็นถึงความเป็นสมัยใหม่(Modernization) ของชุมชนเทศบาลตำบลเลิงนกทา ที่เปลี่ยนแปลงมาจากสังคมแบบดังเดิม(Traditional Society) ซึ่งการแยกให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นด้านต่างๆดังนี้ 2.สภาพเศรษฐกิจและสังคมโดยภาพรวม ราษฎรตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่บรรพ บุรุษ(มีลักษณะเป็นชุมชนดั้งเดิม : Traditional Society)ไม่มีการอพยพละทิ้งถิ่นฐาน ราษฎรส่วนใหญ่ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์มีอาชีพเกษตรกรรมโดยส่วนใหญ่จะทำการเกษตรนอกเขตเทศบาลแบบกึ่งสมัยโบราณเช่นมีการทำการเกษตรเพื่อพอยังชีพไม่เน้นเพื่อการค้าขายโดยใช้แรงงานคนแรงงานสัตว์และกึ่งสมัยใหม่ได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำการเกษตรกรรมเช่นการใช้ครื่องจักรกลมาทดแทนแรงงานคน เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเป็นการกระทำเพื่อการค้า มีการทำปศุสัตว์ เพื่อการค้า และมีประชากรประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์มีอาชีพทำการค้าขายในแหล่งชุมชน เช่น ร้านค้าขายของชำ(โซฮ่วย) ร้านขายวัสดุก่อสร้าง มินิมาร์ท กิจการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร จะเป็นการรองรับผู้บริโภคที่มาจากรอบนอกเขตเทศบาลเป็นส่วนใหญ่เพราะรอบเขตเทศบาลพื้นที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตรจะมีสังคมแบบเกษตรกรรมดั้งเดิมทั้งสิ้น ดั้งนั้นเขตเทศบาลจึงเป็นศูนย์กลาง(Core/center) ในการติดต่อค้าขายทุกอย่างเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวเปลือกจากประชาชนรอบนอก เพราะมีโรงสีข้าวขนาดใหญ่เป็นศูนย์ในการรับซื้อข้าวเปลือก และเทศบาลฯยังมีลานสินค้าชุมชุมไว้รองรับให้ประชาชนทั้งในเขตเทศบาลตลาดจนบริเวณใกล้เคียงนำสินค้า ผลิตทางการเกษตร สินค้าหัตถกรรมมาทำการแลกเปลี่ยนค้าขายกันในเขตเทศบาลประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะเพียงแก่การยังชีพในชุมชน ในการพัฒนาภาครัฐบาลได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสังคมเทศบาลตำบลเลิงนกทา ซึ่งเดิมเป็นสังคมชุมชนคนอาศัย(Traditional Society)ได้เปลี่ยนมาเป็นชุมชนที่มีความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ(Economic Development) เพราะชุมชนเทศบาลฯได้กลายมาเป็นศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจของอำเภอเลิงนกทารัศมีโดยรอบ 5 ประมาณ 60 กิโลเมตร เป็นศูนย์กลางความเจริญความทันสมัยทุกอย่าง ทำให้วิถีชีวิตแบบเดิมที่เคยอยู่กันแบบพี่น้องเปลี่ยนมาเป็นการอยู่แบบต้องพึ่งพาเศรษฐกิจเงินตราเพราะสังคมชุมชนดังเดิม(Traditional Society) ได้เปลี่ยนมาเป็นเมือง(Urbanization) คนมีการอพยพย้ายถิ่นฐานที่อยู่อาศัยเข้ามาทำงานในเขตเทศบาล ทำให้การอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นทำให้เกิดชุมชนซึ่งมีตัวบ่งชี้ความเป็นเมืองของเทศบาลดังนี้ 1.สังคมมีความหลากหลาย(Social Heterogeneity) มีอาชีพหลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก่อนการดำรงชีวิตจะมีอาชีพเพียงไม่กี่ชนิด เช่น อาชีพการเกษตร ทำไร่ทำนา ค้าขายเล็กๆน้อยๆ แต่ปัจจุบันอาชีพได้มากมายกว่าเดิม เช่น มีพนักงานบัญชีที่โรงงานเจียระไนเพชร หรือพนักงานแคชเชียร์คิดเงินที่ร้านนิมิมาร์ท มีผู้ประกอบการร้านอาหารและอื่นมากมาย ลักษณะการแต่งกายก็หลากหลายกว่าแต่ก่อน 2.ความสัมพันธ์ในสังคมมีความเป็นทุตติยภูมิ(Secondary Association)มีความสัมพันธ์ของคนในชุมชนซับซ้อนเป็นทางการมากกว่าเดิม แต่ก่อนอยู่กันแบบพี่แบบน้องพึ่งพาอาศัยกันได้ทุกเรื่อง คนทั้งชุมชน เทศบาลแทบจะรู้กันทั้งหมด แต่ปัจจุบันสังคมได้เปลี่ยนไปการดำเนินชีวิตพึ่งพาสภาวะเศรษฐกิจมากขึ้นมีความสัพันธ์ในลักษณะที่เป็นทางการมากขึ้น การทำงานจะมีการจัดทำเป็นสัญญาจ้างสัญญาซื้อที่เป็นทางการ (Routinization)คือการกระทำทุกอย่างอย่างมีเหตุผล มีหลักมีเกณฑ์ 3.สังคมมีการยอมรับกันมากขึ้นแม้ว่าจะมีความแตกต่างกัน(Social Tolerance) ในสภาพของสังคมสมัยใหม่การเป็นอยู่ที่แออัดคนก็จะมีความอดทนมากขึ้นยอมรับการกันมากขึ้น อาจมีเสียงดังมากกว่าเดิม ไม่มีเวลาการทำงานที่แน่นนอนทำงานทั้งกลางวันกลางคืนอันเนื่องมาจากการมีพลังงานไฟฟ้ามาใช้แทนพลังงานแสงอาทิตย์ที่แต่ก่อนทำงานเฉพาะกลางวันมาทำงานทั้งกลางวันกลางคืน คนที่นับถือศาสนาพุทธศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ก็อยู่ในชุมชนเดียวกันได้แม้จะมีความแตกต่างกันมาก มีโบสถ์ คริสต์และวัดของพุทธอยู่ใกล้ๆกันเป็นต้น 4.มีลักษณะที่ควบคุมกันโดยทุตติยภูมิ(Secondary Control) แต่ก่อนการควบคุมกันในสังคมจะใช้จารีต ขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น ห้ามลักทรัพย์ เดี๋ยวจะบาป 6 หรือยังมีการลักขโมยจริงๆ ก็มีการตัดสินคดีกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้านแล้วก็เลิกแล้วต่อกันไปแต่สมัยปัจจุบัน จะต้องเรียกตำรวจ ใช้ศาลตัดสินคดีความ ให้ราชทัณฑ์เป็นที่ลงโทษ 5.มีการรวมตัวกันสมาคมมากขึ้น(Voluntary Association) มีการรวมกลุ่มสมาคมต่างๆมากมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตน 6.มีความเป็นปัจเจกชนนิยมหรือความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น(Individualism)การดำเนินชีวิตของคนในชุมชนปัจจุบันไม่จำเป็นต้องทำตามคนอื่นเหมือนแต่ก่อน มีการสนใจเรื่องของคนอื่นน้อยลง แต่ก่อนถ้ามีการนินทากันต้องสนใจ เพราะว่าการนินทากันคือการควบคุมทางสังคม เช่นถ้ามีคนไม่สนใจกิจกรรมส่วนรวมต่างๆก็จะนินทาจนคนๆนั้นต้องออกมาให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมร่วมกับสังคม จากตัวชี้วัดสภาพสังคมชุมชนเทศบาลตำบลเลิงนกทาข้างต้นนั้นอาจจะไม่เป็นสังคมสมัยใหม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มแต่ก็ถือว่าอย่าอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน(Transition)จากสังคมประเพณี(Tradition)ไปสู่สังคมสมัยใหม่ (Modernity) ที่ยังมีการผสานระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ เช่น เพราะในสังคมจะมีทั้งความทันสมัยและความเป็นดั้งเดิมผสมกันอยู่ 3. ระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการ 3. 1.การคมนาคม/ขนส่ง ก. มีเส้นทางคมนาคมหลักไปสู่อำเภออื่นและตัวจังหวัดคือ ถนนสาย เลิงนกทา - จังหวัดมุกดาหาร , ถนนสายเลิงนกทา - จังหวัดอำนาจเจริญ , ถนนสายเลิงนกทา - อำเภอกุดชุม - อำเภอทรายมูล - จังหวัดยโสธร ก. เส้นทางคมนาคมภายในเขตเทศบาลส่วนใหญ่เป็นถนนลาดยาง , ถนนคอนกรีต และมีบางสายเป็นถนนลูกรัง สามารถใช้ได้ตลอดทั้งปี ก. การคมนาคมขนส่งสะดวกสบายสามารถเดินทางได้ตลอดเวลา มี การคมนาคมเฉพาะทางบก โดยรถยนต์ 3.2.การไฟฟ้า ราษฎรมีไฟฟ้าใช้ทุกครัวเรือน โดยประมาณ 100% ใช้ไฟฟ้า ถูกต้องตามระเบียบแต่อีกส่วนหนึ่งใช้ไฟฟ้าแบบพิเศษที่ต้องเสียค่าไฟฟ้าในราคาสูงกว่าปกติ เนื่องจากอยู่นอกเขตบริการไฟฟ้า 3.3.การประปา มีการประปาส่วนภูมิภาค สาขาเลิงนกทา บริการประปาให้ 7 เกือบทุกครัวเรือน และบริการใช้ตลอดทั้งปีโดยใช้แหล่งน้ำกินจากลำเซบาย 1. 4.การสื่อสารและโทรคมนาคม สามารถติดต่อสื่อสารได้ดีทั้ง ไปรษณีย์ โทรเลขและโทรศัพท์ ประชาชนมีโทรศัพท์ทุกครัวเรือน มีโทรศัพท์ใช้ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ 3. 5.การใช้ที่ดิน ที่ดินภายในเขตเทศบาลส่วนใหญ่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย มี เอกสารสิทธิ์โดยถูกต้อง มีที่ดินสาธารณประโยชน์และมีที่ดินราชพัสดุ ซึ่งให้ราษฎรเช่าทำการค้าขาย 3.6.การจราจร เนื่องจากเป็นชุมชนไม่หนาแน่น จึงไม่มีปัญหาด้านจราจรติด ขัดในพื้นที่ แต่จะมีรถยนต์ประเภทต่าง ๆ เดินทางผ่านไปมาจำนวนมาก แต่มีระบบสัญญาณจราจรที่ทันสมัยจากเดิมที่ไม่สัญญาณไฟจราจร เส้นทางคมนาคมดังกล่าวนั้นแต่เดิมจะเป็นถนนดิน ถนนลูกรัง แต่ปัจจุบันได้เป็นถนนลาดยาง ขนาด 4 ช่องจราจร การคมนาคมส่งขนสดวกสบายมีรถยนต์โดยสารวิ่งตลอดเวลามีสามารถเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯได้ตลอดเวลาและเดินทางได้โดยตรงสายเดียว(ไม่ต้องมีการต่อรถ)อันเป็นผลมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ(Economic Development) ของรัฐบาลตั้งแต่ในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ 1 สโลแกนที่ว่า " น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีเงินใช้ " ทำให้รัฐบาลได้มุ่งการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ในด้านการคมนาคม สาธารณูปโภค สาธารณูปการ เส้นทางคมนาคมาขนส่ง และเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆตามกระแสของความเป็นสมัยใหม่(Modernization) ที่ขยายตัวออกมาจากเมืองใหญ่มาสู่ภูมิภาค ซึ่งโครงการของรัฐบาลที่มีผลต่อการพัฒนาท้องถิ่นที่รู้จักกันในชื่อ" โครงการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น" ในการพัฒนาในด้านระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการ ดังกล่าวข้างต้นนำมาซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Development )ที่จะก้าวไปสู่การเป็นสังคมสมัยใหม่(Modernization) ซึ่งความทันสมัยนั้นจะมาพร้อมกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาทางนิเวศน์ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนาธรรม ที่มาพร้อมกับเส้นทางคมนาคมที่สะดวกสบาย 4.ด้านเศรษฐกิจ/รายได้ของประชากร 8 โครงสร้างทางเศรษฐกิจ/รายได้ประชากรรายได้เพิ่มขึ้นาจากนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัฐบาล จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้างต้นทำให้การคมนาคมขนส่งสะดวกสบายทำให้เกิดอาชีพใหม่ๆขึ้นจำนวนมากในชุมชนเทศบาล เช่น มีพนักงานขาย แคชเชียร์ พนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานการบัญชีที่มาพร้อมกับ ร้านมินิมาร์ท Convenience store ,Super store การพาณิชยกรรม/การบริการ การค้าขายจะดำเนินธุรกิจบริเวณตลาดสดเทศบาลฯและบริเวณโดยรอบ ได้แก่ ร้านค้าขายของเบ็ดเตล็ด กิจการรับสินค้าทางการเกษตร ร้านจำหน่ายสินค้าต่างๆ ในเขตชุมชนเทศบาลฯจะถือว่าเป็นเขตเมืองที่มีธุรกิจประเภทต่างไว้เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนทั้งในเขตเทศบาลฯและรอบนอกเขตเทศบาลฯอีกจำนวนประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร เทศบาลจะเป็นศูนย์กลางความเจริญ 5. ด้านสังคม 5.1 การศึกษา และวัฒนธรรม - การศึกษาประชากรจะมีการศึกษามากขึ้นกว่าาเดิมด้วยการพัฒนาทาง เศรษฐกิจประชาชนมีรายได้มากขึ้น ก็มีการศึกษามากขึ้นเพราะพ่อแม่สามารถส่งลูกๆเรียนได้สูงๆ ซึ่งจะต่างจากแต่ก่อนที่คนในชุมชนนี้ส่วนใหญ่จะจบแค่การศึกษาภาคบังคับ จากการสำรวจข้อมูลการศึกษาของประชาชนในเขตเทศบาลโดยเทศบาลตำบลเลิงนกทา พบว่าประชาชนจบการศึกษาภาคบังคับประมาณ 98เปอร์เซ็นต์ จบมัธยมศึกษาตอนต้นประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์นั่นหมายถึงว่าคนที่จบการศึกษาภาคบังคับแล้วไม่ได้เรียนต่อแค่เพียงประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ จบมัธยมศึกษาตอนปลายประมาณ70 เปอร์เซ็นต์ และได้เรียนต่อระดับอุดมศึกษาประมาณ 60เปอร์เซ็นต์ จากกระแสของความทันสมัย(Modernization)ทำให้ค่านิยมของคนในชุมชนนิยมส่งให้ลูกหลานของตนให้รับการศึกษาสูง - วัฒนธรรม แต่เดิมความเป็นอยู่ของคนในชุมชนเทศบาลตำบลเลิงนกทามีการความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย พึงพาอาศัยกัน อยู่กันเหมือนพี่เหมือนน้อง เอื้ออาทรณ์ต่อกัน แต่ปัจจุบันวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้เปลี่ยนแปลงไปไม่ต่าง อะไรกับคนในเมืองหลวงที่ต้อง รีบเร่งในการทำงานทั้งวันทั้งคืน คนบ้านใกล้กันแคบไม่รู้ 9 จักกัน วัฒนธรรมการกิน การแต่งกาย การดำเนินชีวิตต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยได้รับเอาวัฒนธรรมบางอย่างมาจากเมืองหลวง(เมืองหลวงก็รับมาจากประเทศตะวันตกอีกครั้ง) เช่นมีการจัดงานเทศกาลวันคริสมาสต์ การแต่งกายใส่เสื้อสูทไปในงานต่างๆ ซึ่งเป็นลักษณะของการหยิบยืมกันทางวัฒนธรรม(Cultural Borrowing) มาจากตะวันตก เอามาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสังคมของเทศบาลตำบลเลิงนกทา (Adaptation) วัฒนธรรมการกินก็เปลี่ยนแปลงไป มีการกินอาหาร Fast Food ที่มีความสะดวกสบายรวดเร็ว ซึ่งเป็นลักษณะของการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม(Cultural Diffusionism) มาจากตะวันตก แต่คนในชุมชนก็ยังอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงานของท้องถิ่นไว้เช่น การนับถือผู้อาวุโส การปฏิบัติขนบธรรมเนียมประเพณีดังดิม 5.2การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งทุก ระดับคิดเป็นร้อยละ 80 มีการจัดตั้งประชาคมหมู่บ้านและจัดตั้งชุมชน มีคณะกรรมการบริหารชุมชน ประชาชนจะสนใจการเมืองและเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมือง(Political Participation) มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เนื่องจากสังคมมีความทันสมัย(Modernization)จะมีการนำเอานวัตกรรม(Innovation)ใหม่ๆเข้ามา ทำให้เกิดความเป็นเมือง(Urbanization) ทำให้คนรู้หนังสือมากขึ้น(Literacy) ทำให้คนติดต่อสัมพันธ์กับสื่อมากขึ้น (Mass Media Exposure) การเผยแพร่ข่าวสารมีมากขึ้น ส่งผลให้คนมีรายได้มากขึ้น (Income) ก็จะส่งผลต่อพฤติกรรมทางการเมือง การเลือกตั้งที่เปลี่ยนไป มีเหตุผลที่ดีในการเลือกตั้ง (Voting) 5.3 การอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีตู้ ยามตำรวจภูธรตั้งอยู่ในเขตเทศบาล ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง - มีรถยนต์ดับเพลิง พร้อมเจ้าหน้าที่บริกการตลอด 24 ชั่วโมง - มียามท้องถิ่นคอยตรวจสอดส่องดูแลความเรีียบร้อยของชุมชน ซึ่งแต่เดิมนั้นกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นหน้าที่ของชุมชนจะต้องดูแลกันเอง จัดเวรยามดูแลทรัพย์สินเองแต่พอสังคมมีความทันสมัยขึ้น รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการให้บริการประชาชนมากขึ้น วิถีประชาแบบเดิมๆก็ได้เปลี่ยนแปลงไป เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องเข้ามาดูแลในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน 10 การกระทำทุกอย่างจะเป็นทางการมีระเบียบแผน การติดต่อสื่อสารจะทำกันในรูปของสัญญา(Contract)มากกว่าสถานภาพ (Status) ภาระต่างๆจะตกมาอยู่กับรัฐจะต้องเป็นผู้ให้บริการ จากสภาพความเป็นทั่วไปของเทศบาลตำบลเลิงนกทานั้นจะเป็นลักษณะสังคมดั้งเดิมหรือสังคมประเพณี(Traditional Society)ซึ่งมีฐานการผลิตภาคเกษตร ของประชากรประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะอยู่โดยรอบของเขตชุมชุนเทศบาลฯ(จะอาศัยอยู่ในเขตเทศบาลฯแล้วไปประกอบอาชีพซึ่งมีที่ดินอยู่นอกเขตเทศบาลฯ)ส่วนอีก ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรจะมีการประกอบอาชีพประเภทกิจการพาณิชย์(เช่นการค้าขาย ร้านขายสินค้าต่างๆ สถานบริการการบันเทิงต่างๆ เป็นต้น) ในเขตชุมชน ซึ่งถือว่าเป็นเขตเมือง จะสอดคล้องกับ ทฤษฎี การพึ่งพิงหรือพึ่งพา (Dependency Theory) ดังนี้ Periphery เทศบาลตำบลเลิงนกทาจะเป็นศูนย์กลางความเจริญคือจะมีการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทางการเกษตร สินค้าหัตถกรรม เป็นศูนย์กลางความบันเทิง เป็นที่จำหน่ายสินค้าประเภทต่างๆที่เกี่ยวกับการดำรงชีพของประชาชนที่อยู่ในเขตเทศบาลฯและที่รอบนอกเขตเทศบาลฯ ประชาชนในชุมชนเทศบาลฯจึงมีรายได้ต่อหัวประชากรมากกว่าประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณรอบนอก เป็นสถานที่รับซื้อขายสิ้นค้าทุกประเภท จะมีความเจริญเติบโตของเมืองมาก (Urbanization)โดยสังเกตได้จาก โครงสร้างพื้น 11 ฐานทางเศรษฐกิจ เช่น ระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ถนน ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ เครื่องอำนวยความสะดวกในครัวเรือน เป็นต้น ส่วนที่อยู่โดยรอบนอกของเทศบาลฯนั้นจะเป็นพื้นที่ทางการเกษตรของประชาชนในเขตเทศบาลฯ และที่อยู่อาศัยของประชาชนในเขตชนบทซึ่งเป็นพื้นที่ขององค์การ บริหารส่วนตำบลสวาท พื้นที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 14,000 คน จะต้องนำสินค้าทางการเกษตร สินค้าหัตกรรม และผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เกิดจากการผลิตเข้ามาจำหน่ายในเขตเทศบาลฯ และจะเข้ามาซื้อสิ้นค้าอุปโภค บริโภคที่สำคัญต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวันกลับไปด้วย จึงเป็นการนำเงินมาใช้จ่ายในเขตเทศบาล ฯจึงทำให้เศรษฐกิจในเขตเทศบาลฯดี ดังนั้นเขตเทศบาลฯจึงมีการพัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Development)มากกว่าบริเวณโดยรอบ และความทันสมัย(Modernization) ในด้านวัตถุมากกว่า และในเขตเทศบาลฯยังเป็นแหล่งจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องที่จำเป็นในการประกอบอาชีพและการดำรงชีพของประชาชนที่อาศัยอยู่รอบนอกด้วย C.W.Mills ว่า การเปลี่ยนแปลง คือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เกี่ยวกับบทบาทและสถาบัน การจัดระเบียบโครงสร้างทางสังคมรวมทั้งการเกิดขึ้น การขยายตังและการลดลงของสิ่งดังกล่าวด้วย หรือ Moore ได้ให้นิยาม การเปลี่ยนแปลงคือ การเปลี่ยนในโครงสร้าง ซึ่งคือแบบแผนการกระทำระหว่างกัน รวมทั้งผลกระทบของโครงสร้างทางสังคมที่มีต่อบรรทัดฐานและค่านิยมด้วย นิยามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้น ชุมชนเทศบาลตำบลเลิงนกทาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากสังคมชนบท แบบดั้งเดิม (Tradition)มาเป็นสังคมช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition)ไปยังสังคมสมัยใหม่(Modernity)ที่ยังมีการผสมผสานกันอยู่ระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ เพราะว่าในสังคมเทศบาลตำบลเลิงนกทานั้นจะมีทั้งความทันสมัยและความเป็นดังเดิมผสมกันอยู่ วิถีการดำเนินชีวิตแบบเดิมๆยังมีอยู่ยังมีความเชื่อแบบไม่มีเหตุผลคือผีสางเทวดาอยู่บ้าง ยังมีประเพณีเลี้ยงผีตาแฮก (ผีที่เฝ้าที่ไร่ที่นา) อยู่บ้าง 12 กระบวนการความทันสมัย(Modernization) จะมาพร้อมกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ(Economic Development) การพัฒนาด้านเทคโนโลยี การพัฒนาทางนิเวศน์ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ชุมชนเทศบาลตำบลเลิงนกทาก็ได้มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลง และแปรรูปสภาพแวดล้อม โครงสร้าง กระบวนการ พฤติกรรม ของระบบปัจเจกบุคคล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ในแง่ที่เป็นการยอมรับกันว่าดีขึ้น เจริญงอกงามขึ้นกว่าเดิม เพื่อสนองตอบข้อเรียกร้อง และความต้องการของมวลมนุษย์ชาติ ในแง่ของความเขลาหรือความไม่รู้ความเจ็บไข้ได้ป่วย และความหิวโหย ซึ่งจะมุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นหรือ เป็นการพัฒนาให้ดีขึ้นในทุกๆด้าน จะเห็นว่าเทศบาลตำบลเลิงนกทาจะมี การเปลี่ยนแปลงค่อยเป็นค่อยไป (Gradual Change) เพราะเป็นสังคมที่มีการตั้งถิ่นฐานมาแต่ดั้งเดิม (Traditional society)จึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ เทศบาลตำบลเลิงนกทาถือว่าได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองส่วนท้องถิ่นมาแล้วเนื่องจากแต่ก่อนที่เทศบาลฯจะเปลี่ยนแปลงฐานะจากสุขาภิบาลนั้นเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่บริหารงานในรูปของคณะกรรมการสุขาภิบาลซึ่งมีตัวแทนของส่วนราชการเข้าไปเป็นกรรมการโดยการแต่งตั้ง และกรรมการโดยการเลือกตั้งจำนวน 9 คน ซึ่งถือว่าไม่เป็นการปกครองในระบบประชาธิปไตย จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงฐานะสุขาภิบาลเลิงนกทาเป็นเทศบาลตำบลเลิงนกทาในวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ.2542 เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มาตรา 285 ที่กำหนดให้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการผู้บริหารท้องถิ่น โดยให้สมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ส่วนผู้บริหารท้องถิ่นหรือคณะผู้บริหารท้องถิ่นนั้นให้มากจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนหรือโดยความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น ซึ่งจะมีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี ในการบริหารเทศบาลนั้นจะเลียนแบบมาจากการปกครองในระดับประเทศ ซึ่งถือเป็นการพัฒนาการเมือง(Political Development) เป้า 13 หมายคือการปกครองที่ดี คือการปกครองในระบบประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจอยู่ที่ประชาชน(Populist) ถ้าเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นคือ "การพัฒนา" (Development ) จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง (Change) มีความทันสมัย ความเป็นสมัยใหม่ (Modernization)และ การเจริญเติบโต(Growth) ก็แสดงว่าเทศบาลตำบลเลิงนกทาก็มีการพัฒนา ตามทฤษฎีการพัฒนาแล้ว การพัฒนาของเทศบาลตำบลเลิงนกทาที่ผ่านมาจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระหว่างประเทศ(International Development strategy) คือ 1.ได้มีการส่งเสริมการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นที่ฐาน เช่น ถนน ขยายเขตไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่างๆ เพื่อการส่งเสริมการลงทุนในภาคเกษตร และอุตสาหกรรมขนาดเล็กให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคม เช่นส่งเสริมกิจกรรมด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการเล่นกีฬา แก้ไขปัญหายาเสพติด ดูแลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลเลิงนกทาจะให้ความสนใจในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมากเพราะถือว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว ประชาชนกับการคณะผู้บริหารเทศบาลจะใกล้ชิดกันมากตั้งแต่มีการเลือกตั้งมาแล้ว 2 ครั้ง คือ 4 กรกฎาคม 2542 และ 25 มีนาคม 2543 ตั้งแต่ได้รับการเปลี่ยนแปลงฐานะ 2.มีการให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดูจากแผนพัฒนาเทศบาลฯ แผนพัฒนา 5 ปี แผนพัฒนาประจำปี ล้วนเน้นไปด้านการส่งเสริมให้คนในชุมได้รับความรู้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่างๆของทางราชการและการดำรงชีวิตประจำวัน 3.ให้ความสนใจกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม มีโครงการฝึกอบรมสัมนาเกี่ยวกับเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายโครงการทั้งที่เทศบาลฯดำเนินการเองและหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เช่นกระทรวงวิทย์ฯเข้ามาดำเนินการฝึกอบรมในเขตเทศบาลฯ 4.มีส่งเสริมโครงการส่งเสริมอาชีพของประชาชนโดยให้ประชาชนมีอาชีพเสริม ให้มีอาชีพรองจากอาชีพหลักปฏิบัติอยู่เป็นประจำทุกวัน เช่น การส่งอาชีพอิสระต่างๆ 14 ช่างตัดเสื้อ ทำขนม ช่างไฟฟ้า จัดตั้งประชาคมหมู่บ้าน มีการจัดตั้งสหกรณ์หมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่มาของรายได้ของประชาชน เทศบาลตำบลเลิงนกทามีการพัฒนา(Development)ที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป(Gradual Change) ซึ่งเริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบบการปกครองท้องถิ่นแบบสุขาภิบาลมาเป็นเทศบาลเพราะระบบการปกครองเดิมไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาตรา 258 เพราะเป็นการปกครองในรูปคณะกรรมการจึงได้มีการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองมาเป็นเทศบาลซึ่งเลียนแบบรูปแบบการปกครองการบริหารมาจากการบริหารประเทศคือ ระบบรัฐสภา และก็มีการจัดทำแผนพัฒนาเทศบาล มีทั้งแผนพัฒนาระยะปานกลาง (แผนพัฒนา 5 ปี)และแผนพัฒนาเทศบาลประจำปี สำหรับใช้กรอบในการบริหารงานเทศบาลซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาอำเภอ แผนพัฒนาจังหวัด และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระหว่างประเทศ(International Development strategy) สรุปจากการเปลี่ยนแปลงข้างต้นนั้นจะเห็นว่าจะทั้งรูปของการพัฒนาให้ดีขึ้นตามทิศทางตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ของรัฐบาลคือ ประชาชนมีความการศึกษามากขึ้น มีรายได้มากขึ้น มีการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง(Participation)มากขึ้นมีความเป็นสมัยใหม่(Modernization)มากขึ้นตามสโลแกนของรัฐบาลในช่วงของการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 "น้ำไหลไฟสว่าง ทางดี มีเงินใช้" ก็จะพบว่าในเขตเทศบาลตำบลเลิงนกทาได้มีระบบคมนาคมขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ที่สะดวกสะบาย และจากคำขวัญที่ว่า" งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข"เมื่อมีการพัฒนาโครงพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สะดวกสบายก็นำมาซึ่งการลงทุน การมีงานที่หลากหลาย คนก็มีรายได้ และมีการศึกษาที่ดีขึ้นดังคำขวัญว่า "การศึกษาดี มีเงินใช้ ไร้โรคา พาสุขสมบูรณ์" นี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายตามที่กล่าวข้างต้นก็จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมีทั้งผลดีและผลเสีย ดังได้มีผลสรุปผลการดำเนินงานหลังสิ้นแผนพัฒนา 15 เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 7 ว่า " เศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา เป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน" ซึ่งชุมชนเทศบาลตำบลเลิงนกทาก็อยู่บริบทนี้ด้วย จากกระแสความเป็นสมัยใหม่(Modernization) กระแสค่านิยมตะวันตก(Westernization) ที่รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาแบบผิดๆ โดยไม่มีการปรับให้เข้ากับสังคมเรา(Adaptation) เป็นการรับเอามาผิดๆ จึงก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมามายมากเช่น ค่านิยมในการแต่งกาย เส้นเดี่ยวเกาะอก ซึ่งเด็กวัยรุ่นนิยมมากก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมตามมาหรือการรับเอาวัฒนธรรมการแต่งกายใส่เสื้อสูทในงานต่างๆทุกงาน ทำให้เสื้อผ้าที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน(Indigenous Knowledge)ไม่ได้รับความนิยมทำให้คนไปนิยมของนอกซึ่งราคาแพงๆแต่ก็ไม่ได้มีคุณภาพดีกว่าสินค้าไทยทำให้ไทยต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศโดยไม่จำเป็น


พนมไพร ปารมี รหัส 4322800629 สรุป PS 710 ผศ.เชิญ ชวิณณ์ ศรีสุวรรณ

แนวคิดพหุนิยม (Pluralism) 1.อำนาจของาสังคมนั้นกระจายอยู่ตามกลุ่มต่างๆ มิใช่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเล็กๆ 2.กลุ่มต่างๆนั้นจะมีการแข่งขันในทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตน 3.ความต้องการาของประชาชนหรือปัจเจกชนจะได้รับการตอบสนองผ่านกลุ่ม 4.รัฐเป็นเพียงตัวกลางที่รักษากติกา เป็นตัวกลางในการแข่งขันในทางการเมืองเมื่อมีการตัดสินใจทางการเมืองอย่างไรแล้วรัฐมีหน้าที่รักษากติกาให้เป็นไปตามนั้นจะไม่แทรกแซงกิจการใดๆ 5.ไม่มีกลุ่มใดครอบงำหรือผูกขาดในทางการเมือง 7.ประชาชนเป็นสมาชิกกลุ่มหลายกลุ่มดังนั้นการต่อสู้กดดันทางการเมืองจึงไม่แหลมคมมากนัก จะสามารถสรุปได้ว่า เมื่อโลกได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นสังคมสมัยใหม่ (Modernization) จึงได้เกิดสังคมที่หลากหลายขึ้นมาที่เรียกว่า พหุนิยม หรือการมีกลุ่มมากกว่า 1 กลุ่ม เนื่องจากมีอาชีพมากขึ้น จะเห็นได้ว่าทันทีมีโรงงานก็จะมีอาชีพมากมายตามมา เช่น กรรมกร ลูกจ้าง นายจ้าง นักบัญชี นักตรวจบัญชี นักประเมินผล มีบิษัทประเมินความเป็นไปได้ มีนักคอมพิวเตอร์ และยังมีอาชีพรับส่ง อีเมล อีกด้วย อาเธอร์ เบนท์ลี เสนอแนวคิดพหุนิยมในอเมริกาว่า เพื่อความอยู่รอดในสังคม ก็มีการร่วมกลุ่มกันของผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน และมีการรวมกลุ่มของผู้ที่ไม่เห็นด้วย เช่น กลุ่มผู้ปลูกข้าวมอลล์กับกลุ่มผู้ผลิตเบียร์ก็จะสนับสนุนกันเพราะมีผลประโยชน์ร่วมกันแต่กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็จะต่อต้านเพราะว่ากากเบียร์ทำลายสิ่งแวดล้อม ในอเมริกาแนวคิดนี้รัฐบาลเป็ฯเพียงเครื่องในการรักษาดุลระหว่างกลุ่มต่างๆ ไม่ให้กลุ่มใดมีการผูกขาด หรือไม่ให้มีการกระทำผิดกติกา โดยรัฐบาลไม่ได้มีอำนาจ พหุนิยมไม่ได้เกิดขึ้นจากการ จัดตั้งของรัฐบาลไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายมารองรับ แต่กลุ่มเหล่านี้จะมีผลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐบาล นักสังคมวิทยามองว่า กลุ่มพหุนิยมเกิดขึ้นโดยการสมัครใจ นักมานุษยวิทยา มองว่าเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ข้อวิพากษ์ที่มีต่อแนวคิด Pluralism (จุดอ่อน) 1.การตกเป็นเหยื่อของความคิดกลุ่ม( Victims of Group think) แนวคิคพหุนิยมไม่ได้นำเอาอำนาจของกลุ่มที่มีอิทธิพลเหนือสมาชิกกลุ่มมาพิจารณาประกอบ จากการที่นักคิดบอกว่า กลุ่มหลากหลายจะมีการคานอำนาจกันในความเป็นจริงนั้น อิทธิพลกลุ่มจะมีผลต่อการตัดสินใตของเราทำให้เสียความเป็นตัวของตัวเอง หรือตกเป็นเหยื่อของกลุ่ม(ตัวอย่างฮ่องเต้เลือกคู่ สาว 18 ปี เห็นลูกหนู) 2ตัวแทนกลุ่มจะชักนำไปในทิศทางที่ผู้แทนกลุ่มต้องการได้ แนวคิดบอกว่าสมาชิกทุกคนของทุกกลุ่มมีเหตุผล ผู้แทนกลุ่ม มีความรับผิดชอบต่อกลุ่มและสังคม จริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้นเพราะสมาชิกกลุ่มจะสนใจการเมืองในอัตราที่ไม่เท่ากัน ผู้นำกลุ่มจึงสามารถโน้มน้าวสมาชิกไปในทางที่เป็นประโยชน์กับตนได้ 3.เกิดอนาธิปไตยแบบไม่คาดคิด นากกลุ่มที่มองทุกเรื่องเป็นการเมือง กลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มทางการเมือง เช่นกลุ่ม ท่องเที่ยวทางทะเล แต่ก็ประท้วง เดินขบวน อยู่เสมอทั้งที่ไม่เสียประโยชน์ ทำให้เกิดสภาพสูญญากาศของการนำนโยบายไปปฏิบัติ เคยเกิดในอังกฤษ 4.ความอดกลั้นทางการเมือง ไม่เกี่ยวกับการเป็นสมาชิกกลุ่ม แนวคิดนี้มองว่าเมื่อเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มจะได้รับผลประโยชน์มากกว่าเดิม จึงสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มหลากหลายเพื่อจะได้รับทราบความแตกต่างทางความคิด จึงมีความอดกลั้น(Tolerance) ทางการเมืองสูง แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ จากผลการวิจัยพบว่าคนทีไม่เป็นสมาชิกกลุ่มยังมีความอดกลั้นทางการเมืองสูงกว่าคนที่เป็นสมาชิกกลุ่ม จึงเห็นว่าความเชื่อกับความจริงไปด้วยกันไม่ได้ 5.พหุนิยมมองว่าอำนาจจะกระจายไปอยู่ตามกลุ่มต่างๆ โดยไม่มีการผูกขาดอำนาจโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และสามารถค้านอำนาจกันได้ แต่จริงๆแล้วสังคมสมัยใหม่มีการจัดโครงสร้างที่ซับซ้อนยากแก่การตรวจสอบได้ จะมีก็แต่เพียงบรรษัทข้ามชาติ (Multi-national Corporation: MNC) เท่านั้นที่มีบทบาทในการควบคุมนโยบายสาธารณะไปในทิศทางที่ตนได้รับประโยชน์ 6.อำนาจทางสังคมกระจุกตัวที่ชนชั้นนำ(Elite) ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกอยู่แก่ผู้ที่มีอำนาจทางการเมือง เช่น กรณีการแปลงสัญญาณ โทรคมนาคม ของ รัฐบาล ที่ พรรคประชาธิปัตย์มองว่าเป็นการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย 7.รัฐบาลสามารถแทรกแซงการแข่งขันของกลุ่มต่างๆได้ไม่ใช่แค่กำกับ ซึ่งแนวคิดเดิมว่ารัฐบาลเป็นเพียงผู้รักษากติกาจะริเริ่มนโยบายสาธารณะเองไม่ได้ แต่ด้วยสังคมเปลี่ยนไปการแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มต่างๆภายในประเทศแต่เป็นกลุ่มระหว่างประเทศ รัฐบาลจะต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด จากข้อวิพากษ์ต่างๆข้างต้นจึงทำให้พหุนิยมหมดความสำคัญไปตั้งแต่ปี 1980 แนวคิด กระแสโลกหรือ (Globalization) เข้ามามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสังคม กระแสโลกหรือ (Globalization) 1.ระบบการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตย (แบบตะวันตก) ระบบการปกครองจะต้องเปิดเสรี ประชาธิปไตย แบบตะวันตกไม่งั้นก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศที่พัฒนาแล้วในด้านๆ เช่น อังกฤษ ห้ามภาคเอกชนมาลงทุนในพม่าเพราะว่าเป็นรัฐบาลเผด็จการ แม้ IMF ก็กำหนดเงื่อนไขว่าผู้ที่จะกู้เงินต้องเป็นประเทศประชาธิปไตย 2.เทคโนโลยีสารสนเทศกับอุตสาหกรรม มีการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในกิจการอุตสาหกรรมทุกประเภท มีระบบ IT ทำให้สามารถติดต่อกันได้ทั่วโลกเสมือนหนึ่งว่าเป็นหมู่บ้านเดียวกันหรือหมู่บ้านโลก (Global Village) 3.การสร้างความพอใจให้กับลูกค้าหรือผู้รับบริการ เป็นจุดขายที่สำคัญของภาครัฐและเอกชนในประเทศต่างๆ ความภักดีของลูกค้าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับบริการที่ ทันเวลา (Real - Time) และแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้อย่างมีไมตรีจิต แนวคิดเรื่องการบริการหลังการขายจึงเป็นจุดเด่น เป็น กระแสโลก 4.เทคโนโลยี่ใหม่ เช่น Nano Technology , Genetic Engineering) เป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีให้มีขนาดเล็กชนิด จิ๋วแต่แจ๋ว และเทคโนโลยีชีวภาพ(Bio-technology) ที่นักวิทยาศาสตร์ด้านพันธุวิศวกรรมศาสตร์ (Genetic Engineering)ได้ค้นพบ ลักษณะเฉพาะตัว ของ Genes ต่างๆในร่างกายมนุษย์ มีการตัดแต่งพันธ์พืช เช่น GMO นี้ก็ถือว่าเป็นกระแสโลก 5.การตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environment) เป็นผลมาจากด้านลบของอุตสาหกรรมมาพร้อมกับ Modernization ทำให้มีการกำหนดมาตรฐานสากลเรื่องความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม (ISO 14000)ของสินค้าอุตสาหกรรมหลายอย่างทั่วโลก การรณรงค์เรืองสิ่งแวดล้อมเป็นกระแสโลกเพราะเกิดจากความเชื่อมโทรมของดินและน้ำ ปรากฎการณ์ EL Nino 6.การตระหนักถึงประชาคมโลก สันติภาพ สิทธิมนุษยชน ด้วยการสื่อสารที่ทันสมัยทำให้ทั่งโลกได้รับข้อมูลข่าวสารที่ทันการณ์รวดเร็วกับเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้ความรู้สึกเห็นใจคนบนโลกเดียวกัน (Global Empathy) มีการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาต่างๆในโลกร่วมกันโดยมีองค์กรกลางเช่น UN การต่อต้านสงคราม ความรู้สึกเป็นประชาคมโลก ได้กลายเป็นกระแสโลก มีการคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องสันติภาพ ใครทำผิดถูกประชาคมโลกลงโทษ กระแสโลกกับการเปลี่ยนแลงทางสังคม 1. ตลาดเสรีกับการแข่งขันระดับโลก มีตลาดการค้าเสรี Free market ให้มีการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์ ในระดับโลก จะองค์กรเกี่ยวกับการค้าเสรี เช่น WTO ให้มีการใช้มาตรการต่างๆออกมาป้องกันผลประโยชน์ของตนเอง เช่น USA ให้มาตรา 301 ป้องกันการค้าของตนก็ทำให้ไม่เป็นการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์ 2. อำนาจรัฐลดลง (The state will wither away) เมื่อมีการค้าเสรีบทบาทของรัฐบาลจะลดลง การค้าขายต้องผ่านเงื่อนไขหลักเกณฑ์ขององค์กรกลางทำบทบาทหน้าที่ของรัฐบาลในการกำหนดนโยบายการค้าได้เปลี่ยนไปเป็นขององค์กรอื่น เช่น WEF 3. วัฒนธรรมโลก ปัจเจกชนนิยม กับการใช้กฎหมายอย่างมีเหตุผล แนวคิดเรื่องหมู่บ้านโลก Global village ของ Marshall Mcluhan ได้สะท้อนให้เห็นแง่มุนของวัฒนธรรมโลก โดยมีสื่อสำคัญคือโทรทัศน์ มีการแต่งกาย การกิน นันทนาการที่มีความโน้มเอียงไปทางเดียวกัน มีการใช้กฎหมาย กับปัจเจกชนอย่างมีเหตุผลเหมือนกันทั่วโลก ทุกประเทศจะมีกฎหมายซึ่งก็จะคล้ายๆกันเพราะล้อกันมา 4. ชุมชนโพ้นพรมแดน ชุมชนเสมือนจริง ทุกวันนี้การเป็นชุมชนเดียวกันไม่จำเป็นต้องเห็นหน้ากันหรืออยู่ใกล้กัน แต่ก็สามารถติดต่อกันได้โดย Internet เสมือนเป็นชุมชนจริงๆ ทฤษฎีการเคลื่อนไหวทางสังคม 1.ทฤษฎีระดมทรัพยากร (Resource Mobilization Theory) ฐานความคิดว่า กลุ่มที่เคลื่อนไหวทางสังคมจะมีผู้เข้าร่วมมากเพียงใด ขึ้นอยู่กับการระดมผลประโยชน์ร่วมของกลุ่มให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ McCarthy and Zald การเคลื่อนไหวทางสังคมจะประสบความสำเร็จหรือไม่ นอกจากข้างต้นต้องใช้มืออาชีพ เช่น NGOs ประชาสังคม " เน้นการจัดตั้งองค์กรที่มีการเคลื่อนไหวแบบมืออาชีพ) 2.ทฤษฎี การเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่( NSM-New Social Movement Theory) เป็นทฤษฎีที่ต่อต้านทัศนะของมาร์กซ์ การเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่เป็นการต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมกันในสังคม การต่อสู้กับสื่อมวลที่มีอำนาจครอบงำสังคมโลก การเรียกร้องสวัสดิการแบบใหม่ๆ เช่นให้ปิดป้ายสินค้า GMO สนใจการเรียกร้องสิทธิเยาวชน สิทธิสตรี การทำสงคราม สิ่งแวดล้อม มีลักษณะโน้มเอียงไปในทางจิตวิทยาอุตสาหกรรม การต่อสู้เพื่อเอกลักษณ์ของตนเอง (Identity Political) การเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement) 1.เดิม เน้นการเดินขบวนผู้ใช้แรงงาน สังคมนิยม อนาธิปไตย การเคลื่อนไหวของชนชั้นกรรมกรในโรงงานอุตสาหกรรม ขบวนการชาวไร่ชาวนา หรือขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย 2.ปัจจุบัน เน้นการเมืองเชิงโต้แย้ง การเมืองนอกระบบ เป็นเรื่องของการเมืองที่เกี่ยวเนืองกับการรักษาเอกลักษณ์ของตนเอง (Identity Political) และเกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรมเชิงร่วมกลุ่ม(Collective Behavior) 3.เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาอุตสาหกรรม เรืองความแปลกแยกประท้วง 4.สมถรรมภาพทางการเมือง ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง 5.การเมืองเรืองเอกลักษณ์ของชุมชน 6.การมีกลุ่มอ้างอิง( Reference Group) เกิดการเลียนแบบ ลักษณะการเคลื่อนไหวทางสังคม จะแตกต่างจาก กลุ่มคนเดือนแค้น (Mobs)มวลชน(Mass)และฝูง(Crowd) ดังนี้ 1.การเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นการกระทำของกลุ่มที่มีความสอดคล้องต้องกัน ซึ่งมีอายุยืนยาวกว่า Mobs มวลชน(Mass)และฝูง(Crowd) แต่ยังไม่มีการจัดองค์การอย่างเป็นระเบียบหมือนอย่างสมาคมทางการเมืองหรือพรรคการเมือง 2.การเคลื่อนไหวทางสังคมอาจประกอบด้วย กลุ่มที่มีการจัดองค์การอย่างดีหลายกลุ่ม แต่ไม่ได้เป็นพวกเดียวกัน อย่างเช่น การเคลื่อนไหวของกรรมกร อาจประกอบด้วยสหภาพแรงงาน สมาชิกหอการค้า สหกรณ์ผู้บริโภค ที่เข้ามาร่วมสนับสนุนด้วย 3.ความสำนึกของการเป็นพวกเดียวกัน ที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่ม ซึ่งปรากฏในรูปของ การมีส่วนร่วมอย่างเอาการเอางานในกิจกรรมกลุ่ม สรุป การเคลื่อนไหวทางสังคมก็เนื่องจากไม่ได้รับความยุติธรรม จึงเคลื่อนไหวให้สังคมและโลกรับรู้ว่าพวกเขาก็มีตัวเองเป็นการเคลื่อนไหวแบบ เอกลักษณ์ของตนเอง (Identity Political) สังคมมีการเปลี่ยนแปลงมากเรื่อยๆจากสังคมเกษตรกรรมมาเป็นสังคมสมัยใหม่กลายเป็นสังคมที่มีความทันสมัย Modernization จึงมีความหลากหลายในสังคมในการ กลุ่มต่างๆ จึงมีกลุ่มพหุนิยมเกิดขึ้นเพื่อต่อสู้เรียกร้องผลประโยชน์ของกลุ่มตนในสังคม แต่เมื่อโลกได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้รวดเร็วเปรียบเสมือนหนึ่งว่า เป็นหมู่บ้านเดียวกันในโลก Global village จึงทำให้กลุ่มหลากหลายเสื่อมลง เพราะมีกระแสโลกขอมา ทำให้คนต้องปรับตัวตามกระแสโลก ซึ่งมีที่ความขัดแย้งของกลุ่มที่ได้รับผลประโยชนและเสียประโยชน์ จึงเกิดการคัดค้านและ เคลื่อนไหวทางสังคม เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการต่อสู้เพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง (Identity Political) กรณีเหตุการณ์ 14 ตุลา หรือ ตุลามหาวิปโยค ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวเชิงประท้วง(Protest Movement) กรณีการชุมนุมประท้วงของสมัชชาคนทีเรียกร้องที่ทำกินเพราะรัฐบาลไล่ที่ในปี 2535 นั้นเป็น New Social movement หรือ Resource Mobilization เนื้อหามากหน่อยเพราะอาจารย์ไม่ มีการสอบย่อย 25 คะแนนเต็มๆ อาจารย์จิระโชค วีระสัย ไม่รู้จะสรุปอย่างไรไม่ประเด็นเลยเอาข้อสอบเก่ามาตอบเล่นๆ ต่อข้อถามที่ว่า teffer นักอนาคตศาสตร์ได้กล่าวถึงทั้ง 3 ลูกว่า คลื่นลูกที่1…..คือยุคเกษตรกรรม ในยุคนั้นมนุษย์จะมีวิธีชีวิตในการดำรงชีพด้วยการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำงานด้วยแรงงานคน แรงงานสัตว์ เช่นการสร้างปิระมิด ที่ประเทศอียิปต์ การสร้างกำแพงเมืองจีน ที่ประเทศจีน ล้วนแต่เป็นการใช้แรงงานคน แรงงานสัตว์ การเดินทางด้วยเท้า ด้วยรถลากด้วยแรงงานสัตว์ เรือพาย ความเชื่อเกี่ยวกับปรจิตวิทยา นอกเหตุเหนือผล เรื่องสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ คลื่นลูกที่ 2 คือ ยุคอุตสาหกรรม ใช้เครื่องมือ เครื่องจักร แทนแรงงานคนได้ มีการแบ่งการทำงาน มีการรวมกลุ่มมีกลุ่มหลากหลาย (Pluralist) . Third Wave ………คือ ยุคทางเทคโนโลยี การสื่อสารที่ไร้พรมแดน เป็นยุคข้อมูลข่าวติดต่อด้วยระบบ IT (Information Technology) เป็นยุค โลกาภิวัตน์ (Globalization) คือการเป็นสากล การติดต่อสื่อสารด้วยระบบดาวเทียม โทรศัพท์ โทรพิมพ์ เป็นยุคที่เดินทางด้วยจรวด สามารถเดินทางไปนอกโลกได้ เสมือนว่า โลกเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆหมู่บ้านหนึ่ง (Global ) มีชุมชนที่เกิดขึ้นหลากหลายโดยไม่ต้องมีการพบหน้ากันก็รู้จักกันพูดคุยกันได้ เช่น ชุมชน จส.100 หรือ ชุมชน Internet มีการพูดคุยติดต่อกันทาง E: mail คลื่นลูกที่สามนี้จะกระทบต่อ PPE คลื่นลูกที่สองกระทบต่อสังคมคือเมื่อมีการปฏิยัติอุตสาหกรรมทำให้วีถีการดำรงชีวิตของประชาชนโลกได้เปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยอยู่กันเป็นหมู่บ้านมีควมคุยเคยรู้จักกันทั้งหมู่บ้านเป็นครอบครัวใหม่ สภาพของสังคมเมืองขยายตัวมากขึ้นความเป็นชนบทลดน้อยถอยลง คนรวมก็ยิ่งรวยขึ้นคนก็จนลงมีการแบ่งงานกันทำ มีการรวมกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตน แต่ก่อนอำนาจทางการเมืองจะตกอยู่ในอำนาจของข้าราชการ ขุนนางแต่ในยุคคลื่นลูกที่สองได้เกิดชนชั้นใหม่ขึ้นคือชนชั้นนายทุน ซึ่งเป็นชนชั้นที่ 3 ในสังคมได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนโดยผ่านการเลือกตั้ง มีการทำงานมากขึ้นทำงานเป็นกะทั้งวันทั้งคืน คนทำงานอาชีพการเกษตรได้ลดลงแต่ผลิตเพิ่มขึ้นเพราะมีการนำเครื่องจักรกลเข้ามาใช้แทนแรงงานคน คลื่นลูกที่ 3 เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ เป็นยุคข้อมูลข่าวงสารหรือ IT เป็นยุคแห่งความฉับไว กว้างไกล มีการติดต่อกันรวดเร็วภายในไม่กี่นาทีทำให้เกิดวัฒนธรรมใหม่คือวัฒนธรรมโลกที่ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมของชาติใดแต่จะมีการผสมผสานกลมกลื่นกันของวัฒนธรรมต่างๆเพื่อให้สังคมโลกสามารถดำรงอยู่ได้โดยปราศจากความขัดแย้ง มีผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างมากทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม การศึกษา ในด้านเศรษฐกิจประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีจากการเงินทำให้ค่าเงินตกต่ำต้องขอกู้เงินจาก IMF การเดินขบวนที่ อาร์เจนตินาแต่ว่ากระทบต่อตลาดหุ้นของไทย เพราะไทยต้องพึ่งตลาดโลก ในด้านการเมือง รัฐบาลจะต้องมีการกำหนดนโยบายต่างประเทศให้สอดคล้องกับโลกกับสถานการณ์โลก มีการกำหนดกฎหมายระหว่างประเทศ มีการกำหนดกฎเกณฑ์ในลักษณะที่เป็นสากล ในด้านสังคม มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จากวิถีชีวิตความเป็นอยู่มีการขยายตัวของ วัฒนธรรมการกินอยู่ได้เปลี่ยนไป มี KFC มี Fast Food มีการแต่งตัวแบบตะวันตก มีการเลียนแบบตามวัฒนธรรมตะวันตกเพราะข้อมูลข่าวสารในยุค IT คำศัพท์ที่ควรทราบ 1.สังคมวิทยาศึกษาเรื่อง เหตุการณ์ปกติ (Order) วีถีชีวิตความเป็นอยู่ปกติตามธรรมชาติเป็นวีถีประชา อปกติ(Disorder)เป็นเหตุการณ์ที่มีปัญหาไม่สงบ เช่น นักเรียนตีกัน การเปลี่ยนแปลง(Change) มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม 2.Sputnik เป็นดาวเทียมดวงแรกของโลกที่ส่งไปสู่อวอากาศ โดยรัสเซีย ในวันที 4 ตุลาคม 2500 เป็นการเริ่มต้นของยุค IT หรือคลื่นลูกที่สามที่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ด้วยดาวเทียมเป็นยุคไร้พรมแดนหรือฟ้ามิอาจกั้นได้ 3.Space age ยุคอวอากาศ เริ่มต้นที่ มนุษย์คนแรกไปก้าวเท้าลงบนดาวจันทร์ และนำมาซึ่งการศึกษาปรากฎการทางอวอากาศ 4.Automation, Robotics ในยุคปัจจุบันการทำงานจะลดการใช้กำลังงานคนไปใช้ เครื่องจักร ใช้หุ้นยนต์ทำให้ลดต้นทุนการผลิตและผลิตได้จำนวนมาก 5.สังคมวิทยาแนวใหม่ ศึกษาในด้านจิตรวิทยาสังคมและศึกษาให้ลึกไปถึงใต้น้ำ 6.ฝรั่งศักดินา ฝรั่งก็มีชนชั้น ในยุโรบจะมี 2 ชนชั้นคือ ขุนนาง นักบวชและชนชั้นเกิดใหม่คือพ่อค้า 7.มาร์กซ์ กับปัจจัยทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นผู้ผลิตกับชนชั้นเจ้าของปัจจัยการผลิต 8.ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ผลงานที่ได้คุ้มค่ากับทรัพยากรที่ใช้ไป คือ ลงทุนน้อย แต่ผลงานออกมาคุ้มค่า ได้ผลผลิตมาก ประสิทธิผลได้ผลงานตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ 9.ปัจจัยจาการธรรมบ่มนิสัย(Nurture) กับตัวแปรดั้งเดิมคือพันธุกรรม การศึกษาของสังคมวิทยาและสังคมศาสตร์ การถือว่าปัจจัยจากสภาพแวดล้อมหรือที่เกิดจากการอบรม สำคัญกว่าพันธุกรรม 10.หมู่บ้านแห่งผื้นภพ Global village ฟ้ามิอาจกั้น 11.มนุษย์ศาสตร์ มานุษยวิทยา การศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ในด้านต่างๆ เช่น วรรณคดี ปรัชญา ภาษาศาสตร์ จากอดีตจนปัจจุบัน 12.ฐานันดร คือชนชั้น วรรณะในสังคม เช่นยุโรปจะมี 3 ชนชั้นคือ นักบวช ขุนนาง พ่อค้าเป็นต้น 13.ตรรก นิติอำนาจ หมายความว่าเกี่ยวข้องกับกฎหมาย การใช้อำนาจในขอบแห่งระเบียบ ปฏิบัติ และกฎหมาย 14.บารมีอำนาจ อำนาจที่เกิดจากการยอมรับจากคนื่อนซึ่งแตกต่างจากคนธรรมดา 15.Guided democracy การเป็นประชาธิปไตยเพียงชื่อแต่ถูกนำโดยกลุ่มหรือผู้นำ 16.นักสังเกตการณ์ชาวฝรั่งเศส ทอคเกอ วิลย์ ที่ไปเยือน ส.ร.อ. อเมริกาอยู่ได้เพราะ 1.การกระจายอำนาจ 2.การมีส่วนร่วม 17.รุสโซ หนังสือสัญญาประชาคม "มนุษย์เกิดมามีเสรีภาพ แต่ทุกหนทุกแห่งเขาอยู่ในพันธนาการ" 18.ฝ่ายอักษะ ตรงข้ามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลก 19.Paradigm แนวคิดกว้างๆ มองกว้างๆ หรือเป็นตัวแบบขนาดใหญ่ 20.Knowledge for Knowledge's sake 21.อนาคตระทึกขวัญ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว 22.ศาสตร์เชิงปฏิบัติ รัฐศาสตร์ในความหมายของ อาริสโตเติ้ล หมายถึงพวก การบริหารรัฐกิจ นโยบายสาธารณ รัฐประศาสนศาสตร์ 23.โวหารชน เป็นการใช้วาจาเพื่อประโยชน์ของตน ตรงข้ามกับแนวความคิดของ 3 มหาปราชญ์ 24.นิเวศน์วิทยาลัย หน่วยสำคัญของมหาวิทยาลัยเช่นคณะวิชา ได้แก่การมีระบบหอพักเพือการเรียนรู้สังคม (บางทีไม่สนใจภายนอก) 26.สมาคมทางวิชาการ(Learned societies) มีการเกิดของสถาบันการวิจัยต่างๆซึ่งแต่ก่อนวิชาจะเกิดจากมหาลัย แต่ไม่ใช่แล้วมีสมาคม ชมรม สถาบันการวิจัยทางวิชาการมากมาย 27.มหาวิทยาลัยที่ห่างไกล จากสภาพปัญญาปราสาท(Ivory tower) 28.การหมุนเปลี่ยนหรือการแปรสภาพที่ยิ่งใหญ่โอฬาริก คือการเปลี่ยนจากคลื่นลูกที่ 1 มาที่ 2 นะ 29.จริยธรรมโปแตสแต้น อธิบายต้นกำเนิดของลัทธิทุนนิยม ที่มีการอดออมจึงเป็นทุน 30.วิทยาานิพนธ์ปริญญาตรีของ J.F.K. 31.ฆาราวาสวิสัย เป็นการมองในทางเชิงประจักษวาท(Empirical)และเชิงปฏิฐานนิยม(Positivism) 32.การปะทะกันทางอารยธรรม วัฒนธรรมการการปะทะสังสรรกันในยุคโลกาภิวัฒน์และจะมีการผสมกลมกลื่นกันในที่สุด เด่นจะกลื่นด้อย หรือจะเป็นทวิวัฒนาธรรม 33.สามแง่มุมแห่งนวสมัย กาลเวลา ธรรมชาติ สัมพันธ์กับมนุษย์ 34.ไร้พรมแดนระหว่างสาขาวิชา ขบวนการหลอมนานาทัศนะนานาความคิดเข้าด้วยกันที่เรียกว่า การสังเคราะห์ (synthesis) เป็นพหุสาขาวิชา 35.Nostalgia วันวานที่ผ่านพัน การผ่านเลยนวสมัยเป็นเรื่องของจินตนาการ และการกลับสู่ธรรมชาติ 36.อุดมการณ์ลัทธินายทุน(Capitalism) สังคมจะเจริญด้วยการค้าอย่าเสรี ใครใคร่ค้า ค้า 37.สังคมนิยม ไม่มีใครเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตต้องเป็นของส่วนกลาง ถ้าเป็นสังคมนิยมแบบมาร์กซ์ ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น ไม่มีรัฐทุกคนเท่ากันทั้งหมด มีไม่ต้องทำงานมากมีเวลาพักผ่อนเล่นดนตรี นั่งตกปลาไม่มีความแก่งแย่ง อนุรักษ์นิยมคือ ดด. เดิมๆ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ของเก่าดีอยู่แล้ว เปลี่ยนทำไม จะดีเหรอ… 38.ฟาสซิสม์ เผด็จการเบ็ดเสร็จทุกอย่างเป็นของรัฐ ผู้นำคือผู้มีอำนาจเด็ดขาด ชาตินิยมรุนแรง กำจัดสิทธิทางการเมืองเพื่อความมั่นคง ยึดถือเชื่อชาติรุนแรง นิยมใช้กำลัง 39.วิวัฒนาการ (Evolution) การเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไปใช้เวลานานแต่ดี 40.แซมมูเอิง อุงด็อง การเป็นชุมชนของเกาหลีใต้ เน้นการฝึกอบรมอย่างหนักให้ความสำคัญกับผู้นำและระเบียบวินัย 41.ชุมชน (Community)มีความหมาย 1.คนจำนวนหนึ่งอยู่อาศัยใกล้กันมีการส่วนร่วมในกิจกรรมตามช่วงแต่ละวัน 2. ความหมายทางจิตวิทยาเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของของคนจำนวนหนึ่ง 3.ชุมชนคือ กลุ่มต่างๆ ซึ่งมีสถานภาพหรือลักษณะเหมือนกัน โดยไม่ต้องอยู่บริเวณเดียวกัน 42.การเจริญเติบโตแบบเส้นเดียว(Linear) เป็นแนวคิดที่สื่บทอดต่อมาจาก ท.วิวัฒนาการ ที่ว่าเมื่อเวลาเปลี่ยนไป ย่อมมีความก้าวหน้าอันเป็นการเปลียนแปลงไปในทิศทางเดียวซึ่งเป็นขั้นตอนหรือระยะเวลา 43.เปรียบกับศักดินาฝรั่ง ความสัมพันธ์นายกับบ่าวในสังคมยุโรปจะคงทนถาวรมาก มีการส่งต่อไปยังบุตร ความสัมพันธ์ในสังคมไทยระหว่างผู้มีฐานะสูงกับต่ำจะคงอยู่ได้ตราบเท่าที่ผลประโยชน์จะอำนวยให้ ผู้ให้เลิกให้ผู้ภักดีก็เลิกภักดีจบ.. 44.ลักษณะโลกาภิวัฒน์ กิจกรรมต่างไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมล้วนเกี่ยวข้องกับโลภาภิวัฒน์ 45.อภิมหาแนวโน้ม การเปลี่ยนแปลงอย่างขนาดใหญ่ 46.Dinsum อาหารจีนที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสโลกเหมือน ต้มยำกุ้งของคนไทย 47.เอกลักษณ์ ลักษณะเด่นของวัฒนธรรมแต่ละชาติ เช่น ญี่ปุ่น ดอกเปญจมาศกับซามูไร ไทยก็คือ รักความเป็นไทย มีขันติธรรม รู้จักประสานประโยชน์ เป็นต้น 48.Ice-berg ภูเขาน้ำแข็ง ส่วนทีจมไปคือสังคมวิทยาการเมืองส่วนที่เหนือน้ำคือ รัฐศาสตร์การเมือง ใต้คือสิ่งที่ต้องค้นหา เช่นที่มาของนักการเมืองทำไมคนถึงไปใช้สิทธิเลือกตั้งต้องศึกษาถึงจิตวิทยา พยายามจับโยงคำพวกนี้ใส่เข้ากันให้ได้เพราะเวลาอาจารย์ถามจะถามแบบรวมเชื่อมโยงถึงกันหมด เช่น การศึกษาสังคมวิทยาการเมืองจะศึกษาส่วนใดของสังคมถ้าเปรียบกับภูเขาน้ำแข็งแล้วสังคมวิทยาคือส่วนใดนำมาอธิบายการเปลี่ยนแปลงของไทยได้อย่างไร งงงงงงงงง. อาจารย์สิทธิพันธ์ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วย กรณีของประเทศไทยจะเห็นได้ชัดเจนในยุคของ 3 จอมพล ซึ่งถือว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคของความทันสมัย (Modernization) ในสมัยของท่านจอมพลสฤษดิ์ ที่ได้มีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ(ฉบับที่ 1 2504-2509 (แผนฯฉบับที่ 1 ยังไม่มีคำว่า "และสังคมแห่งชาติ") ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิรูประบบเศรษฐกิจสังคมครั้งยิ่งใหญ่ โดยได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก(Westernization)โดยธนาคารโลก(World Bank) ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจและเสนอข้อมูลการทำแผนฯให้กับรัฐบาลในสมัยนั้นซึ่งมุ่งเน้นไปในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาดังกล่าว โดยรัฐบาลได้เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรม(Industrialization) เพื่อทดแทนการนำเข้า ในช่วงแรก ทำให้วิถีการดำรงชีวิตของประชาชนเปลี่ยนไป จากสังคมชนบท อพยพเข้ามาทำงานในเมือง ความเป็นชนบทลดลงความเป็นเมือง(Urbanization)เพิ่มมากขึ้น มีการพัฒนาเศรษฐกิจ(Economic Development) อย่างเป็นระบบตามแผนฯประชาชนมีทัศนะงานทำงานเปลี่ยนไปจากเดิมทำเพื่อพออยู่พอกิน เหลือก็เก็บบ้างมาเป็นการทำงานเพื่อเงิน ดังคำขวัญของรัฐบาลที่ว่า "งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข" เมื่อมีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจโครงสร้างของสังคมก็ซับซ้อน(Differentiation)มากขึ้น คนมาการศึกษามากขึ้น มีความสนใจในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือ(Participation) มากขึ้น เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ที่ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้อง จึงได้มีการเรียกร้องรัฐธรรมนูฐจาก จอมพลถนอม ที่ได้ยึดอำนาจรัฐไปแต่ประกาศรัฐธรรมนูญช้าและท่ามกลางข่าวเรื่องการฉ้ราษฎร์บังหลวงมากมาย โดยเฉพาะกรณีการนำฮอลิคอปเตอร์ของทางราชการไปใช้ล่าสัตว์บริเวณป่าทุงใหญ่ จนเกิดเหตุการณ์ ตุลามหาวิปโยค จะเห็นได้ว่าในช่วงนั้นมีการตั้งกลุ่มองค์กรต่างๆขึ้นมากมายซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีการพัฒนาให้เป็นสังคมที่ทันสมัย เมื่อมีรายได้มากขึ้นคนก็มีการศึกษามากขึ้น จึงสนใจเรื่องการเมืองมากขึ้นเพื่อรักษาสิทธิบทบาทของตนเอง สาเหตุการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง 1.กระแส Modernization เป็นกระบวนการผลักดันให้สังคมทันสมัยทั้งด้าน ศก. สค. และความเชื่อทำ ให้ Social Mobilization สูงถ้าพัฒนา ศก.ต่ำกว่า Social Mobilization ปชช.ก็จะยิ่งไม่พอใจโดยเฉพาะสังคมเปิดจะทำให้การมีส่วนร่วมยิ่งมากขึ้น 2.การพัฒนา ศก.จะมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างชนชั้นและจะมีผลต่อการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง คนฐานะดีจะมีส่วนร่วมมาก การพัฒนา ศก.จะทำให้มีชนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น มีความสำนึกในความเป็นราษฎร์มากขึ้น เป็นความสำคัญของตนในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของชาติ จะทำให้มีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น 3.อิทธิพลของปัญญาชน/สื่อมวลชน ก็มาจาก การพัฒนา ศก. ตัวอย่าง 14 ตุลา 16ตุลาคม 4.ความขัดแย้งของผู้นำทางการเมือง การทำรัฐประหาร 5.การเป็นสังคมสมัยใหม่ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมให้สามารถรองรับปัญหาได้ 6. อิทธิพลการศึกษา ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง จึงอาจกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและสังคมย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง 1กระบวนการ Modernization เป็นการเปลี่ยนแปลงทาง ศก. สค. ทำให้คนกินดีอยู่ดี เป็นผลิตแบบอุตสาหกรรม ความเชื่อค่านิยมแบบชนบทมาเมือง มีการจัดตั้งกลุ่มทางสังคมเรียกร้องผลประโยชน์จากรัฐบาล ก็มีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง 2.แซมมวล พี ฮันติงตัน ได้ศึกษาว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทาง ศก.และ สค.ย่อมมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองไม่มากก็น้อย Social Mobilization Social Frustration Economic Development Social Frustration Political Participation Mobility Opportunity Political Participation Political Change Political Institutionalization การพัฒนา ศก. กับการไร้เสถียรภาพทางการเมือง การพัฒนา ศก.เพื่อให้คนอยู่ดีกินดี แต่ก็นำไปสู่ การไร้เสถียรภาพทางการเมืองเพราะ 1.การพัฒนา ศก.ทำลายกลุ่มทางสังคมแบบเก่าให้ล่มสลายไป 2.การพัฒนา ศก.สร้างคนร่ำรวยกลุ่มใหม่ขึ้มาก 3. การย้ายถิ่นเข้าเมือง 4.การพัฒนา ศก.เกิดช่องว่างรายได้ 5.การพัฒนา ศก.ทำให้คนบางกลุ่มรวยมหาศาลเช่น สื่อสาร ธนาคาร จึงอยากเข้าการเมือง 6.การพัฒนา ศก.บางครั้งออก กฎหมายจำกัดการบริโภค ปชช.ไม่พอใจ 7. พัฒนา ศก.ปชชมีการศึกษามากขึ้น 8. ศก.ให้เพิ่มสรรมนะของ NGO คือมีทุนประท้วงนาน 9.ปัญหาการจัดสรรผลประโยชน์ Social Mobilization เป็นกระบวนการซึ่งผูกพันในทางสังคม ศก. และจิตวิทยาแบบดั้งเดิมที่สำคัญๆ ไม่ได้รับการยอมรับและเสื่อมสลายไป ประชาชนได้รับแผนการเรียนรู้ใหม่ๆมาแทนที่ มีการวิจัยพบว่า ปชช.มีการศึกษามากจะยังผลให้มีการโค่นล้มรัฐบาลเกิดขึ้นบ่อยไปด้วย ตัวชี้วัด Social Mobilization ของดอยซ์คือ จำนวน 1. คนที่อยู่ทันสมัย 2.คนทีสัมผัสสื่อมวลชนมาก 3.เปลี่ยนที่อยู่ดีกว่าเดิม 4.การขยายตัวเป็นเมือง 5.คนที่เปลี่ยนอาชีพจากเกษตรเป็นอย่างอื่น 6.คนรู้หนังสือ 7.รายได้ต่อหัว การศึกษากับการไร้เสถียรภาพ การศึกษาของ แทนเตอร์และมิดลาสกี้ บอกว่า ยิ่งขยายการศึกษาไปยังประชาชนเร็วมากขึ้นเท่าใด แนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการโค่นล้มรัฐบาลก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น สรุปได้ว่าในช่วงที่สังคมพยายามปรับตัวเองให้ประเทศมีความทันสมัยมากขึ้นประชาชนรู้งูๆ ปลาๆ จะสร้างปัญหาได้มาก กล่าวคือประชาชนจะเรียกร้องให้ได้ดังใจทุกประการ *******จบ****อาจารย์จะถามอย่างไรก็ตอบอย่างเนี๊ยะ A+++
1