รถถังแบบ Panzer IV ติดตั้งปืนใหญ่ 75 ม.ม. ในภาพนี้เป็นรถถังของกองพลยานเกราะที่ 2 (2nd Panzer Division) ของกองทัพบกเยอรมัน (Heer) โดยจะเห็นสัญญลักษณ์ของหน่วยอยู่ตรงช่องพลขับทางด้านขวามือของภาพ ซึ่งต่างจากกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2 (2nd SS. Panzer Division) ซึ่งเป็นของหน่วยเอส เอส (Waffen SS) รถถังรุ่นนี้เป็นแกนหลักของหน่วย Panzer ตั้งแต่ในระยะแรกๆ ของการรบของกองทัพเยอรมัน จนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง  แต่เนื่องจากการพัฒนารถถังรุ่นใหม่ๆ ของรัสเซียและพันธมิตร ทำให้เยอรมันต้องพัฒนารถถังแบบใหม่ๆ ขึ้นมาเสริม อย่างไรก็ตาม Panzer IV ก็ยังคงมีบทบาทในกองทัพยานเกราะนาซีเยอรมันจนถึงปลายสงคราม
   ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันถูกจำกัดอาวุธจากสนธิสัญญาแวร์ซายน์ ทำให้เยอรมันต้องพัฒนารถถังขึ้นมาภายใต้ชื่อโครงการรถแทรกเตอร์เพื่อการเกษตร แม้ว่าการใช้รถถังจะถูกคิดขึ้นมาจากนักคิดชาวอังกฤษ แต่นายพล กูเดเรียน (Guderian) ของเยอรมันเป็นผู้คิดที่จะนำเอารถถังมาใช้ในการรบแบบ สายฟ้าแลบ (Blitzkrieg) ซึ่งมีหลักคือใช้ เครื่องบิน ปืนใหญ่ยิงถล่มข้าศึก ณ จุดใดจุดหนึ่งจนข้าศึกเริ่มอ่อนแรง จากนั้นจะใช้หน่วยรถถัง หรือ Panzer รุกเข้าหาด้วยความเร็วพร้อมกับทหารราบ ตรงจุดนี้ ความเร็วในการรุกเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ข้าศึกที่กำลังขวัญตกต่ำจากการถูกโจมตีทางอากาศและจากปืนใหญ่จะถูกหน่วยรถถังบดขยี้ โดยมีทหารราบเป็นกำลังเสริม

    จากนั้นหน่วยยานเกราะจะทำการโอบล้อมหน่วยของข้าศึก ปิดเส้นทางการส่งกำลังของข้าศึก และทำลายหน่วยของข้าศึกที่ถูกล้อมทีละหน่วย
การรบแบบสายฟ้าแลบ หรือ Blitzkrieg นี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงแรกของสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการบุกโปแลนด์ ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ และรัสเซีย หน่วย Panzer ได้แสดงให้เห็นถึงความมีประสิทธิภาพ และกลายเป็นต้นแบบของการใช้รถถังในการรุกมาจนถึงปัจจุบัน

    ในระยะแรกนั้น หน่วย Panzer ได้ใช้รถถังแบบ
Panzer II และ Panzer III เป็นรถถังหลัก โดยเฉพาะรถถังแบบ Panzer III ซึ่งในระยะแรกติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 37 ม.ม. แต่เมื่อเผชิญกับ รถถังมาทิลด้า (Matilda) ของอังกฤษ ที่แม้จะมีสมรรถนะด้อยกว่า แต่มีเกราะที่หนากว่า ทำให้เยอรมันต้องทำการปรับปรุงรถถังรุ่นนี้ใหม่
   การปรับปรุงรถถังแบบ Panzer III ทำขึ้นด้วยการเปลี่ยนขนาดปืนใหญ่จาก 37 ม.ม. เป็น 50 ม.ม. ซึ่งในระยะแรกนั้น เหนือกว่ารถถังของฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างมาก และได้กลายเป็นกำลังหลักของหน่วย Panzer ประกอบกับรถถังรุ่นนี้มีความเชื่อถือได้ในเรื่องเครื่องยนต์

    ในช่วงที่เยอรมันรุกสู่สมรภูมิแอฟริกา ภายใต้การนำของนายพล
เออร์วิน รอมเมล (Erwin Rommel) แห่งกองทัพแอฟริกา หรือ แอฟริกา คอร์ (Afrika Korps ในภาษาเยอรมัน หรือ Africa Corps ในภาษาอังกฤษ) ทำให้เยอรมันมีความได้เปรียบกว่ากำลังของอังกฤษในแอฟริกา รอมเมลได้ใช้หน่วยที่ขึ้นชื่อในการรบที่นามว่า กองพล Panzer ที่ 21 (the 21st Panzer Division) ซึ่งในขณะนั้นใช้ชื่อหน่วยว่า กองพลเบาที่ 5 (the 5th Light Division) และหน่วย Panzer คือกองพล Panzer ที่ 15 และกองพลเบาที่ 50 โจมตี เอลอากลีล่า (El Agheila) แม้ว่าทหารเยอรมัน จะติดอยู่ในสนามทุ่นระเบิดของฝ่ายอังกฤษ แต่ด้วยความตกใจ ฝ่ายอังกฤษไม่ได้ทำการโต้ตอบ และกลับเป็นฝ่ายถูกทหารหน่วย Afrika Korps โจมตี และยึดที่หมายได้

    ต่อมารอมเมลก็เข้าตีเบงกาซี (Benghazi) และโทบรุก (Tobruk)  หน่วย Panzer (กองพลยานเกราะที่ 21 และ กองพลยานเกราะที่ 15) ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับฝ่ายอังกฤษ ถึงความสามารถของหน่วยยานเกราะเยอรมันในแอฟริกา แม้ว่าในภายหลัง Afrika Korps จะประสบกับความพ่ายแพ้ เนื่องจากขาดการส่งกำลังบำรุงที่เพียง เนื่องจากขบวนเรือขนส่งของอิตาลี ถูกโจมตีจากอังกฤษ แต่ชื่อเสียงของ Panzer ก็เป็นที่จดจำไปอีกนาน
กลับหน้าหลัก
หน้า 1       หน้า 2       หน้า 3      หน้า 4       หน้า 5       หน้า 6       หน้า 7      

หน้า 8       หน้า 9       หน้า 10      หน้า 11
ประสบการณ์ 1 ปีของผมที่ติมอร์ตะวันออก
รู้จักผู้เขียน พ.ท. ศนิโรจน์  ธรรมยศ
ประสบการณ์ 1 ปีของผมในภาคใต้
saniroj@yahoo.com
1