| PANZER |
| (ซ้าย) รถถัง Panzer V - Panther ของนาซีเยอรมัน ซึ่งนำเอาข้อดีของรถถัง T 34 ของรัสเซีย มาเป็นต้นแบบ ในการออกแบบ ปรับปรุง และผลิตมาเพื่อต่อสู้กับรถถัง T 34 ของรัสเซีย ในแนวรบด้านตะวันออก เปรียบเทียบกับ T 34 ในภาพข้างล่าง จะเห็นว่าสายพาน และช่วงล่างของ Panther มีความคล้ายคลึงกับ T 34 มาก รถถังรุ่นนี้ออกจากโรงงานผลิต และเข้าสู่สมรภูมิครั้งแรก ที่สมรภูมิ Kursk ในรัสเซีย ในปี 1943 |
| รถถัง T 34 ของรัสเซีย ติดตั้งปืนใหญ่ 76 ม.ม. มีความลาดเอียง (slope) ดีมาก ทำให้มีโอกาส กระทบกับกระสุนตรงๆได้น้อย มีสายพานที่กว้าง ปีนป่ายได้ดีเยี่ยม เหมาะกับภูมิประเทศในรัสเซีย รถถังรุ่นนี้ มีการปรับปรุงให้ติดตั้งปืนใหญ่ ขนาดความกว้าง ปากลำกล้อง 85 มม. ในชื่อ T34/85 และใช้ในกองทัพรัสเซีย จนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง และใช้ต่อมาในกองทัพประเทศโลกที่ 3 อีกอย่างน้อยเกือบ 40 ปี เช่นในกองทัพเวียดนามเหนือ |
| ในปี 1942 ยุทธการ Blue ของฝ่ายนาซีเยอรมัน ถูกกำหนดขึ้นเพื่อยึดเมืองสตาลินกราด (Stalingrad) กำลังยานเกราะของเยอรมัน ลดลงไปอย่างมาก มีรถถัง Panzer IV ที่ทรงอานุภาพที่สุดในขณะนั้นเพียง 133 คัน รถถังชนิดนี้ติดตั้งปืนใหญ่ 75 ม.ม. และสามารถเอาชนะรถถัง T 34 ของรัสเซียได้ ที่เหลือเป็น Panzer III ที่มีปืนใหญ่ขนาดเพียง 37 ม.ม. และ 50 ม.ม. แต่การรุกก็ยังคงเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ 28 มิ.ย. 1942 ยุทธการ Blue เปิดฉากขึ้น และเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เยอรมันประสบความสำเร็จอย่างมากในการรุก เพียงวันเดียวเยอรมัน สามารถรุกเข้าไปในแนวของรัสเซียได้ถึง 64 ก.ม. ถึงแม่น้ำดอน (Don) ในวันที่ 2 พ.ย. กองทัพ Panzer ที่ 1 ก็รุกไปถึง Ordzhonikidze ซึ่งถือเป็นจุดที่ไกลที่สุด ที่เยอรมันรุกเข้าในรัสเซียในสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมเป็นระยะทางที่บุกเข้าไปในรัสเซียถึง 965 ก.ม. แม้ว่าจะรุกเข้าได้มากถึงขนาดนี้ แต่ความสำเร็จเมื่อเทียบกันแล้วถือว่าน้อยมมาก เมืองต่างๆ ที่ถูกยึดได้ ถูกทหารรัสเซียเผาเหลือแต่ซาก ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร ไม่มีที่พัก แหล่งน้ำถูกโรยด้วยยาพิษ ทุกย่างก้าวของทหารเยอรมัน เต็มไปด้วยกับดัก กับระเบิด และยิ่งรุกไกลเท่าใด การส่งกำลังบำรุงของเยอรมันก็ยิ่งยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น ประกอบกับการก่อตั้งขบวนการใต้ดินของรัสเซีย เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แนวหลังของเยอรมันไม่เคยปลอดภัย การซุ่มโจมตีมีอยู่ทุกหนแห่ง ความขาดแคลนอาวุธ กระสุน น้ำมันก็กำลังจะมาเยือนกองทัพเยอรมันในไม่ช้า เนื่องจากสายการส่งกำลังบำรุง ที่ยืดยาวจนสุดสายป่าน |
| กองทัพที่ 6 ของเยอรมันร่วมด้วย กองทัพยานเกราะ Panzer ที่ 4 รุกเข้าสู่ สตาลินกราด (Stalingrad) จริงๆแล้ว เยอรมันควรจะยึดสตาลินกราดได้ตั้งแต่เดือน ก.ค. เพราะขณะนั้นสตาลินกราดมีกำลังต้านทานเพียงน้อยนิด แต่ฮิตเลอร์ได้สั่งให้ กองทัพ Panzer ที่ 4 แยกออกไป เพื่อช่วยกองทัพกลุ่มใต้ ทำให้กองทัพที่ 6 รุกได้อย่างเชื่องช้า และทำให้รัสเซียมีเวลาเตรียมการในการตั้งรับ โอกาสที่จะยึดสตาลินกราด จึงสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย กองทัพที่ 6 ของเยอรมัน รุกเข้าสู่เมืองสตาลินกราด เครื่องบินทิ้งระเบิดและปืนใหญ่ของเยอรมัน ระดมยิงเมือง เพื่อหวังทำลายให้สิ้นซาก ตึกรามบ้านช่อง กลายเป็นซากปรักหักพัง ที่ทหารรัสเซียสามารถ ใช้เป็นที่ซ่อนตัวได้เป็นอย่างดี ทหารเยอรมันรุกเข้าสู่ย่านอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานผลิตรถแทรกเตอร์ ทหารรัสเซียต่อสู้อย่างทรหด ในวันที่ 19 พ.ย. 1942 รัสเซียเปิดฉากการตีโต้ครั้งใหญ่ ทั้งทางด้านเหนือและใต้ของสตาลินกราด กองทหารรูเมเนีย และอิตาลี พันธมิตรของเยอรมันที่รักษาที่มั่นรอบเขตเมืองสตาลินกราด ถูกตีแตกกระเจิง ส่งผลให้รัสเซีย สามารถโอบล้อมกองทัพที่ 6 ของเยอรมันได้ทั้งกองทัพไว้ในสตาลินกราด สนามบินของกองทัพอากาศเยอรมันที่อยู่ในสตาลินกราด แหล่งสุดท้ายที่สามารถติดต่อกับโลกภายนอก ถูกรัสเซียยึดได้ การส่งกำลังบำรุงทำไม่ได้อีกต่อไป ฮิตเลอร์สั่งการให้หน่วย Panzer XLVIII แหวกวงล้อมเข้าไปช่วยกองทัพที่ 6 ภายใต้แผน "Winter Storm" แต่ก็ไม่สำเร็จทั้งที่อยู่ห่างจากกองทัพที่ 6 ที่ติดอยู่ในสตาลินกราดเพียง 56 ก.ม. ในที่สุดกองทัพที่ 6 ก็ยอมแพ้ เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของเยอรมัน กองพล Panzer ไม่น้อยกว่า 6 กองพล สูญเสียไปในการพ่ายแพ้ที่สตาลินกราด จนถึงวันแห่งความพ่ายแพ้ที่สตาลินกราดนี้ Panzer สูญเสียรถถังไปมากว่า 7,800 คัน ในแนวรบด้านตะวันออกนี้ มีเพียงรถถัง 495 คันที่สามารถปฏิบัติการได้ทั่วทั้งแนวรบด้านตะวันออก ด้านรัสเซียนี้ |
![]() |
![]() |