![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||
| รถถัง StuG III ของเยอรมันถูกยิงอย่างจังบริเวณตรงกลางลำตัว กระสุนเจาะทะลุแผ่นเกราะด้านข้างที่ติดเสริมขึ้นมา เพื่อป้องกันสายพาน แล้วทะลุเข้าไปในตัวรถ ดูเหมือนว่า โอกาสรอดของพลประจำรถจะมีน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกระสุนระเบิิดภายในตัวรถ สำหรับหมายเลขข้างรถ 121 ของหน่วย Panzer มีความหมายคือ หมายเลข 1 ตัวแรกคือ กองร้อยรถถังที่ 1 ของกองพัน ส่วน เลข 2 คือ หมวดที่ 2 ของกองร้อย ปกติ 1 กองร้อยจะมี 3 หมวด และเลข 1 ตัวสุดท้ายคือหมายเลขลำดับของรถถังในหมวดนั้นๆ ซึ่งหมายเลข 1 จะหมายถึงรถถังคันแรกของหมวด ซึ่งจะเป็นรถของผู้บังคับหมวด ดังนั้น 121 จึงหมายถึง รถถังของผู้บังคับหมวด ของหมวดรถถังที่ 2 ของกองร้อยที่ 1 ส่วนจะเป็นกองพันใดนั้น ยังไม่สามารถระบุได้ | |||||||||||||||||||||||||||||
![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||
| ทหารอเมริกันกำลังสำรวจรถถัง Jadgtiger ซึ่งเป็น Tiger อีกรุ่นหนึ่งที่มีการปรับปรุงให้ติดป้อมแบบตายตัว เพื่อใช้เป็นรถถังทำลายรถถัง (Tank hunter) รถถังรุ่นนี้ติดปืนใหญ่ขนาด 128 มม. Pak 44 ที่ทรงอานุภาพ ใช้ฐานล่างของรถถัง Tiger มีความทนทานเพราะมีเกราะหนา 250 มม. หรือ 9 นิ้วครึ่ง แต่ก็สิ้นเปลืองน้ำมันอย่างมาก เพราะน้ำหนักรถมีมากถึง 76 ตัน รถถังรุ่นนี้ออกปฏิบัติการครั้งแรกในสมรภูมิบาสตองค์ (Bastonge) ในเบลเยี่ยม ในปี 1944 หรือที่เรียกกันว่า battle of the bulge ที่เยอรมันทำการรุกแบบสายฟ้าแลบ ต่อแนวป้องกันของทหารอเมริกัน อาวุธใหม่ๆ ที่ทรงประสิทธิภาพของเยอรมันในช่วงท้ายของสงครามมีมากมาย แต่ก็ออกมาช้าและมีน้อยเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงผลของสงคราม ส่วนใหญ่รถถังของเยอรมัน มักจะถูกทำลายโดยเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรมากกว่าที่จะถูกทำลายโดยรถถังด้วยกันเอง (ภาพล่าง) รถถัง Tiger ถูกโจมตีทางอากาศจากฝ่ายพันธมิตร แต่ก็เห็นร่องรอยความแข็งแกร่งว่า แทบไม่ได้รับความเสียหายเลย ในช่วงปี 1944 เป็นต้นไป ท้องฟ้าเหนือสมรภูมิยุโรป ถูกครอบครองโดยฝ่ายพันธมิตร กองทัพอากาศเยอรมันหรือ Luffwaffe ไม่มีศักยภาพเพียงพอในการครองอากาศอีกต่อไป | |||||||||||||||||||||||||||||
![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||
| หน้าหลัก หน้า 1 หน้า 2 หน้า 3 หน้า 4 หน้า 5 หน้า 6 หน้า 7 หน้า 8 หน้า 9 หน้า 10 หน้า 11 |
|||||||||||||||||||||||||||||
| รู้จักกับผู้เขียน พันโท ศนิโรจน์ ธรรมยศ | |||||||||||||||||||||||||||||