ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

นพ.อาคม เชียรศิลป์ หัวหน้ากลุ่มงานเคมีบำบัด สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

ความหมายของโรคมะเร็ง

สาเหตุของโรคมะเร็ง

การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง

การรักษาโรคมะเร็ง

   ความหมายของโรคมะเร็ง มะเร็ง เป็นกลุ่มของโรคที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีการเจริญเติบโตเร็วผิดปกติ หลุดออกไปจากการควบคุมของร่างกาย เซลล์ที่ผิดปกตินี้จะไม่ตาย แต่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วจนเป็นก้อนหรือแตกเป็นแผล และมีความสามารถในการเบียดตัวหรือแทรกแซงไปยังอวัยวะข้างเคียงที่ปกติ หรือสามารถกระจายไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น กระจายไปตามกระแสเลือดหรือทางเดินน้ำเหลือง พร้อมกับมีความสามารถฝังตัวและเจริญเติบโตที่อวัยวะใดของร่างกายได้ หากอวัยวะนั้นเป็นอวัยวะที่สำคัญ เช่น ปอด ตับ สมอง หัวใจ ผู้ป่วยก็จะมีชีวิตอยู่รอดไม่นาน ซึ่งเป็นเรื่องราวของโรคมะเร็งในอดีตและเป็นภาพลักษณ์ของโรคมะเร็งที่ประชาชนส่วนมากเข้าใจว่า มะเร็งเป็นโรคของความตายเท่านั้น ปัจจุบันได้มีการศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ ของโรคมะเร็งละเอียดมากขึ้นจนถึงระดับของสารพันธุกรรม (DNA) ทำให้ทราบว่ากุญแจความผิดปกติ พื้นฐานที่สำคัญคือ การทำงานของยีนหรือสารพันธุกรรมมีความผิดปกติ โดยเฉพาะส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการแบ่งตัว การเจริญเติบโตของเซลล์ การเปลี่ยนแปลงรูปร่าง และพฤติกรรมต่าง ๆ ของเซลล์มะเร็ง เช่น ความสามารถในการกระจายและฝังตัว เป็นต้น แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สะสม และซับซ้อน แต่พอที่จะกล่าวให้เข้าใจได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 เรียกว่าขั้นตอนเริ่มต้น (initiation) โดยที่สารพันธุกรรมได้รับสารก่อมะเร็ง หรือขบวนการอื่น ๆ ที่ทำลายหน้าที่ปกติของสารพันธุกรรม ขบวนการดังกล่าวนี้เกิดอยู่ตลอดเวลา

ขั้นตอนที่ 2 เรียกว่าขั้นตอนส่งเสริม (Promotion) ให้สารพันธุกรรมมีความผิดปกติมากขึ้น และ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ขั้นตอนที่ 3 เรียกว่าขั้นตอนเปลี่ยนแปลงเป็นโรคมะเร็ง (conversion) ซึ่งจะมีพฤติกรรม การดำเนินโรคดังได้กล่าวไว้แต่ข้างต้น หากไม่ได้รับการตรวจค้นหามะเร็งระยะแรกเริ่ม และไม่ได้รับการรักษา ขบวนการเกิดโรคมะเร็งจะดำเนินต่อไปตลอดเวลา

 ขั้นตอนที่ 4 เรียกว่าขั้นตอนแพร่กระจาย หรือลุกลามของโรคมะเร็ง (progression) เซลล์มะเร็งจากต้นกำเนิดกระจายไปที่เนื้อเยื่อ หรืออวัยวะข้างเคียง หรือกระจายไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยผ่านทางทางเดินน้ำเหลืองหรือกระแสเลือด และฝังตัวในอวัยวะต่าง ๆ พร้อมกับทำให้การทำงานของอวัยวะที่สำคัญของร่างกายล้มเหลว อันเป็นผลให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งถึงแก่ชีวิตในที่สุด ซึ่งผู้ป่วยโรคมะเร็ง ส่วนมากในประเทศไทย หรือประเทศที่ด้อยพัฒนา จะมาพบแพทย์เพื่อขอรับการรักษาเมื่อเป็นมะเร็งในระยะสุดท้าย

 ดังนั้น จะเห็นว่ามะเร็งเป็นโรคที่ใช้เวลายาวนานกว่าจะมีอาการทางคลินิก เนื่องจากเซลล์มะเร็งมีต้นกำเนิดจากเซลล์เพียงเซลล์เดียวที่มีความผิดปกติอยู่ที่สารพันธุกรรม ผ่านขบวนการที่ซับซ้อน ทำให้ร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโต และพฤติกรรมของเซลล์มะเร็งมีผลต่อการทำลาย และถึงแก่ชีวิตในที่สุด หากประชาชนทั่วไปได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งว่ามีขั้นตอนการเกิดอย่างไร อาจทำให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อโรคมะเร็ง และให้ความร่วมมือในการป้องกันโรคมะเร็ง โดยเข้ารับการตรวจค้นหามะเร็งระยะแรกเริ่มเป็นประจำ (ตารางที่ 1) และปฏิบัติตามข้อแนะนำต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง (ตารางที่ 2) ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสุขภาพของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอุบัติการเกิดโรคมะเร็งสูง นอกจากนี้ควรสังเกตความผิดปกติของร่างกาย เช่น

 

 

หากบุคคลใดมีอาการดังกล่าวข้างต้น ข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจค้นหาโรคมะเร็งทันที เพราะมะเร็งระยะแรกรักษาให้หายได้ด้วยขบวนการที่ไม่ยุ่งยาก และเสียค่าใช้จ่ายน้อย

กลับไปหัวเรื่อง

 

สาเหตุของโรคมะเร็ง 4, 5, 6,7,8

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคมะเร็ง

 Ionizing irradiation

 Atomic Bomb และ nuclear accidents เช่นกรณีของเมืองนางาซากิ (Nagasaki) เมืองฮิโรชิมา (Hiroshima) และเมืองเชอร์โนบิล (Chernobye) ทำให้เกิดมะเร็งโลหิตขาว และมะเร็งเต้านม

 X-rays : พบมะเร็งเม็ดโลหิตขาว และมะเร็งผิวหนังชนิด Squamous cell carcinoma ในผู้ที่ใช้ X-rays รักษาหรือวินิจฉัยโรค Ankylosing spondylitis

Ultraviolet irradiation ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังชนิด Basal cell carcinoma ชนิด Squamous cell carcinoma, และ melanoma

Background irradiation อาจทำให้เกิด acute Leukemia

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น โทรศัพท์มือถือ กระทรวงสาธารณสุขของประเทศ สหราชอาณาจักร ให้บริษัทที่จำหน่ายโทรศัพท์มือถือ จัดทำหนังสือหรือเอกสาร อันตรายของโทรศัพท์มือถือที่มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่อาจทำลายเซลล์สมองในเด็ก อาจมีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งในสมองด้วย แม้ว่าข้อมูลทางการแพทย์ และ วิทยาศาสตร์ยังขัดแย้งกันอยู่ โดยยึดหลักการว่า ป้องกันโรคดีกว่ารักษา และมี โครงการจะศึกษาหาข้อมูลที่แน่นอนต่อไป9

         

 

   สีย้อมผ้า

    • พบปนเปื้อนในอาหารที่ใส่สีบางชนิด
    • อาจทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

สารพิษอฟลาทอกซิน (Aflatoxin)

    • สร้างจากเชื้อราสีเขียว-เหลือง ซึ่งอาจพบในอาหารที่มีราขึ้น
    • อาจทำให้เกิดมะเร็งตับ

ดินประสิว

    • จะรวมตัวกับสารเอมีน ในกระเพาะอาหารเป็นสารก่อมะเร็ง ไนโตรซามีน
    • อาจทำให้เกิดมะเร็งตับ หลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร

สารก่อมะเร็ง Has และ DAHs

    • พบในส่วนไหม้เกรียมของอาหารปิ้ง ย่าง และรมควัน
    • อาจทำให้เกิดมะเร็งตับ กระเพาะอาหาร และลำไส้ใหญ่

ปัจจัยทางด้านพันธุกรรม (genetic factor)7 8 ซึ่งปัจจุบันยอมรับกันมากขึ้นว่าปัจจัยนี้มีบทบาทที่สำคัญในการเกิดโรคมะเร็ง แต่ละบุคคล แต่ละชนิดของมะเร็ง เช่น กลุ่มโรคมะเร็งหลายๆชนิด ได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ กลุ่ม hereditary nonpolyposis colon cancer HNPCC พบมะเร็งที่ระบบทางเดินอาหาร รังไข่ และตัวมดลูก, กลุ่มโรคมะเร็งที่พบที่อวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง เช่น familial polyposis และมะเร็งลำไส้ใหญ่ (colon cancer)

จากข้อมูลทางระบาดวิทยาพบว่า ปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนร่วมกับการเกิดมะเร็งต่อไปนี้อย่างน้อย ร้อยละ 1 เช่น มะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งรังไข่, มะเร็งตัวมดลูก,มะเร็งตับอ่อน, มะเร็งไต, มะเร็งกระเพาะอาหาร, มะเร็งสมองและมะเร็งต่อมลูกหมาก รวมทั้ง มะเร็งไฝดำ, มะเร็งจอตา (retinoblastoma), มะเร็ง Wilm’s tumor, มะเร็ง soft tissue sarcoma มะเร็งกระดูกชนิด osteosarcomas, มะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน (germ cell tumors),มะเร็งเม็ดโลหิตขาว, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

นอกจากนี้การศึกษาทางคลีนิคยังพบว่าการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของกลุ่มมะเร็ง genetic cancer syndrome อาจเป็นได้ทั้งลักษณะเด่นและลักษณะด้อยซึ่งจะแสดงอาการมากหรือน้อยต่างกัน

 

ตัวอย่างยีนมะเร็งที่พบบนโครโมโซมปัจจุบันนี้มีตัวอย่างเช่น

  • Breast and ovarian cancers (BRCA-1): chromosome 17q
  • Breast and ovarian cancers (BRCA-2): chromosome 13q
  • Malignant melanoma/dysplastic nevus syndrome: chromosomes 1p, 9p
  • HNPCC: chromosome 2p, 3p
  • Multiple endocrine neoplasia syndrome 1: chromosome 11q

 

ผัก ผลไม้ และเครื่องเทศ ที่มีสารป้องกันมะเร็ง ผัก ตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี คะน้า กะหล่ำดอก บรอคโคลี ฟักทอง ตำลึง หัวแครอท มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่ง คึ่นฉ่าย ป้วยเล้ง ถั่วลันเตา มันเทศ เผือก พริก

ผลไม้ เช่น ส้ม ส้มโอ มะนาว ฝรั่ง องุ่น ลิ้นจี่ มะม่วงสุก มะละกอสุก

เครื่องเทศ กระเทียม หัวหอม ขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้

อื่นๆ ชะเอม ชาเขียว รำข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง และธัญพืชอื่นๆ

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ทำการศึกษาศักยภาพของผักไทยในการป้องกันการเกิดมะเร็งพบว่า ใบโหระพา ใบยอ ผักกะเฉด ถั่วพู แตงกวา ใบตำลึง ผักกาดหอม มีสารเอมีนที่สามารถยับยั้งฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสารก่อมะเร็งบางชนิดได้

ดอกสะเดา มะระขี้นก กะหล่ำปลี ใบขี้เหล็ก หัวผักกาด สามารถกระตุ้นขบวนการจับสารก่อมะเร็งให้ออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น และสามารถป้องกันมะเร็งเต้านมในสัตว์ทดลองที่ได้รับสารก่อมะเร็งบางชนิดได้ นอกจากนั้นพบว่า ดอกสะเดา สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งตับในสัตว์ทดลอง ที่ได้รับสารพิษอัลฟาทอกซินได้ด้วย                                 

กลับไปหัวเรื่อง

 

 

การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง

การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งโดยทั่วไป  แบ่งออกเป็นดังนี้

1. การตรวจค้นหาโรคมะเร็งระยะเริ่มแรก หรือระยะที่ยังไม่มีอาการ (Symptom) ทางคลินิก เช่น การตรวจค้นหามะเร็งปากมดลูก, มะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นต้น ซึ่งจะกระทำ หรือดำเนินการในบุคคลที่มีโอกาสเป็นมะเร็งหรือที่เรียกว่า กลุ่มเสี่ยง (High risk group) ตัวอย่าง :

  • หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย
  • หญิงที่มีมารดาเป็นมะเร็งเต้านม
  • กลุ่มบุคคลที่สมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ตั้งแต่อายุน้อยกว่า 40 ปี

หรือครอบครัวที่มีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

2. การตรวจเพื่อยืนยันว่าเป็นโรคมะเร็ง ในกลุ่มประชากรที่มีอาการแสดง (Sign) ของสัญญาณ อันตราย 7  ประการคือ

  • มีเลือดออก หรือมีสิ่งขับออกจากร่างกายผิดปกติ เช่น  มีตกขาวมากเกินไป
  • มีก้อนหรือตุ่ม เกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งของร่างกายและก้อนนั้นโตเร็ว
  • มีแผลเรื้อรังรักษาไม่หายภายใน 2 สัปดาห์
  • กลืนอาหารลำบากหรือรับประทานอาหารแล้วไม่ย่อย
  • มีการถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะผิดปกติหรือเปลี่ยนไปจากนิสัยเดิม
  • มีการเปลี่ยนแปลงของหูดหรือไฝ
  • เสียงแหบ หรือไอเรื้อรัง

การตรวจวินิจฉัยที่สำคัญก่อนจะวินิจฉัยว่าเป็นโรค ได้แก่ ผลการตรวจชิ้นเนื้อ (pathology)

หรือตรวจหาเซลล์มะเร็ง (Cytology) มีหรือพบเซลล์มะเร็ง (Cancer cell) หรือไม่

3. การตรวจเพื่อจัดระยะของโรค (Staging) ในกลุ่มประชากรที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง เพื่อ การบันทึกที่ถูกต้องว่าเป็นมะเร็งระยะเท่าไร (ระยะแรก, ระยะลุกลามเฉพาะที่, ระยะแพร่กระจาย) เพื่อ การเลือกวิธีการรักษาที่ถูกต้อง และเหมาะสม

4. การตรวจวินิจฉัยเพื่อหาโรคมะเร็งกลับเป็นใหม่หรือไม่ (recurrent/ Metastasis) ดูแล้วคล้ายกับ ข้อ 1 กรณีที่ตรวจพบว่ามีโรคมะเร็งกลับเป็นใหม่ จะได้ดำเนินการรักษาได้ทันเวลา เพราะว่ามีเซลล์ มะเร็งเป็นจำนวนน้อยรักษาได้ผลดีกว่า

กลับไปหัวเรื่อง

 

การรักษาโรคมะเร็ง

การรักษาโรคมะเร็งที่ดีที่สุด คือ การรักษาด้วยวิธีผสมผสานของศัลยกรรม, รังสีรักษา และยา (เคมีบำบัด, ฮอร์โมน, สารต้านฮอร์โมน, ยาที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และยาที่ป้องกันพิษ ผลข้างเคียงของการรักษา)

วิธีการรักษาโรคมะเร็ง :

I. วิธีการรักษาโรคมะเร็งที่เป็นมาตรฐาน (Classical approaches)

1. ศัลยกรรม โดยผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก

2. รังสีรักษา

3. ยาเคมีบำบัด

II. วิธีการรักษาโรคมะเร็งที่กำลังพัฒนาขึ้นมาใหม่ (New approaches)

1. Cell regulatory cytokines หรือ – เปลี่ยนลักษณะของเซลล์มะเร็ง (Cancer cell phenstyper)

Biological response modifier และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

2. Monoclomal antibodies – ทำลายเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ

3. Gene therapy – เปลี่ยนแปลงหรือกระตุ้นให้ยีนส์ต้านมะเร็งทำงาน

 

การพิจารณาเลือกใช้วิธีการรักษามะเร็งชนิดใดก่อนหลัง ขึ้นอยู่กับ 

1. ชนิดของเซลล์มะเร็ง

2. ระยะของโรคมะเร็ง (Stage)

3. ความเป็นมากน้อย (extent)

4. จุดมุ่งหมายของการรักษา (หาย, ให้มีชีวิตยาวนาน และคุณภาพชีวิตที่ดี)

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Karol Sikora. Developing a global strategy for cancer. หนังสือประกอบการประชุมแผนการป้องกัน และควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติ     วันที่ 20 เมษายน 2541 กระทรวงสาธารณสุข

  2. Vatanasapt V., Martin N., Sriplung H, Chindavijak K. et al Cancer in Thailand 1988-1991. IARC

  3. Technical Report No.16 Lyon, 1993

  4. Deerasmee, S., Martin N. et al Cancer in Thailand Vol.II (1992-1994). International Agency For Research On Cancer, World Health Organization, IARC Technical Report No.34, Lyon, 1999.

  5. Cancer Causes & Control, 1996 : 7 (Suppl 1) (Harvard Report on Cancer Prevention)

  6. Strickland, PT. Kensler, TW. Clinical and Physical Agents in Our Environment. Abeloff, MD. Armitage, JO. Lichter, AS. Niederhuber, JE. (eds) Clinical Oncology Churchill Livingston : New York, 1995 : 115-165

  7. Maurie markman, Basic Cancer Medicine, W.B. Saunders Company, 1997: 4-7.

  8. Souhami R. Tobias J. Cancer and its management 1998 : 8

  9. ข้อมูลจากงานนิทรรศการสัปดาห์ต่อต้านโรคมะเร็งแห่งชาติ ครั้งที่ 22 วันที่ 30 พฤศจิกายน - 4 ธันวาคม 2541 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

  10. ข่าวจากวิทยุ Voice of America ภาคภาษาไทย ออกอากาศเวลา 6.00 – 6.30 น. วันที่ 29 พฤศจิกายน 2543.

กลับไปหัวเรื่อง

        

1