เลี้ยงเมียด้วยแข้ง โดย จัน ทุ่งสว่าง
เมื่อวันก่อนผมเกิดอาการคันไม้คันมือ เลยลองจินตนาการ "สามล้อ" แบบลู่ลม (aerodynamic) ขึ้นมา ก็อย่างที่เห็นๆกันนี่แหละครับ เผื่อเวลาตกยาก เงินเฟื้อ ฝองแตก นํ้าไหล ผมจะได้เอาลําแข้งเข้าแลก ถีบปั้นสามล้อเลี้ยงท้องเลี้ยงเมียได้โดยไม่ต้องเหนื่อยเมื่อย เหมือนกับนักถีบมืออาชีพแถวลําปางและนครปฐม
ในขณะที่รัฐบาลของประเทศกําลังพัฒนา พยายามจะกําจัดรถ"สามล้อ"ให้หมดไปจากถนน รัฐบาลของประเทศแนวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อย่างสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ กลับพยายามจะนํารถสามล้อและจักรยานมาใช้กันใหม่ แทนรถยนต์ในเมืองต่างๆมากกว่า 40 เมืองในสหรัฐ รวมทั้งกรุงลอนดอนในประเทศอังกฤษด้วย ประเทศเหล่านี้เลงเห็นว่ารถสามล้อนั้นหากปรับปรุงเกียร์และนํ้าหนักให้ดีขึ้น ก็น่าจะเป็นพาหนะที่ Sustainable หรือ"ยั่งยืน" ในแง่ของการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อม และเป็นพาหนะระยะสั้นที่ดีกว่ารถแท็กซี่ และตุ๊กๆ เพราะมันไม่สร้างมลพิษให้แก่สิ่งแวดล้อม รวมทั้งต้นทุนก็ไม่สูงสําหรับผู้ขับขี่ให้บริการ (หากเขาต้องการจะเป็นเจ้าของและมีอิสภาพในการใช้พาหนะของตน) นักวิจัยในมหาวิทยาลัยชั้นนําของสหรัฐอย่าง Berkeley หรือ MIT ก็เริ่มตระหนักในคุณค่าของการพัฒนาแบบยั่งยืน และให้เห็ตุผลว่า เทคโนโลยีลํ้ายุค กับวิทยาศาสตร์ลํ้ายุคนั้นไม่ได้อยู่ควบคู่กันเสมอไป เทคโนโลยีเกิดขึ้นจากการออกแบบ (โดยใช้วิทยาศาสตร์) จึงสามารถมีความทันสมัยหรือล้าสมัยกันได้ ในขณะที่ วิทยาศาสตร์นั้นเกิดขึ้นจากความเข้าใจในปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งมิได้เน้นความใหม่หรือเก่า
พาหนะที่ใช้พลังงานคนขับเคลื่อนนั้นเป็น เทคโนโลยีที่เก่าที่สุดอันหนึ่ง แต่เนื่องจากความเข้าใจใหม่ๆที่เกิดขึ้นทางด้านวิทยาศาสตร์นั้นมีมาอย่างสมํ่าเสมอ เราจึงเริ่มเห็นการนําเอาพาหนะเก่าๆที่ใช้พลังงานคน อย่างจักรยาน มาปรับความเข้าใจและออกแแบบกันเสียใหม่ โดยใช้มุมมองของวิทยาศาสตร์ลํ้ายุคมาเป็นเครื่องมือช่วย ท่านอย่าตกใจถ้าผมจะบอกว่า ในปัจจุบัน เรามีจักรยานที่วิ่งได้เร็วถึง 73 Km/h (รูปซ้าย) และเครื่องบินที่ใช้พล้งงานคนถีบจากพื้นราบ ขึ้นเหินอากาศได้ (รูปขวา)
Dr. Paul MacCready ผู้คิดสร้างเจ้า Gossammer Condor เครื่องบินตีนถีบ นี้ถึงกับได้รับรางวัลที่มีค่าสูงสุดของการบินโลกทีเดียว นับว่าเป็นการนําเอาพาหนะยุคหิน (ตีน) มาใช้ในรูปแบบที่น่าตะลึงพึงกลัว ผมจึงคิดว่า เออ... แล้วทําไมเราไม่ลองนําเอาความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ มาใช้ปรับปรุงเทคโนโลยีเก่าๆอย่างสามล้อกันบ้างละ ในประเทศอินเดียมีคนขับสามล้ออยู่ประมาณ 15 ล้านคน และทําการขนส่งผู้โดยสารเป็นระยะทาง 4 พันล้านกิโลเมตรต่อปี ในแขว้น Dhaka (บังคาลาเทศ) นั้น หนึ่งในห้าของพลเมืองเป็นคนขับสามล้อ และมีการขนส่งผู้โดยสารเป็นจำนวน 7 ล้านรอบต่อวัน เป็นระยะทางทั้งหมด 17 ล้านกิโลเมตร มากกว่ารถไฟใต้ดินของกรุงลอนดอนถึงสองเท่า เรียกได้ว่า "เลี้ยงเมียด้วยแข้ง" กันทีเดียว ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาระบบเกียร์ วัสดุ และ Aerodynamics ของรถสามล้อจึงน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อครอบครัวชาวบ้านในโลกที่สาม
Fwind = r c A v2 2
โดย r = ความหนาแน่นของอากาศ (kg/m^3) c = coefficient ของแรงเสียดทานอากาศ A = พื้นที่หน้าตัด v = ความเร็ว เจ้าตัว "c" นี้มันขึ้นอยู่กับรูปทรง ถ้ารูปทรงเป็นแบบสามล้อทั่วไป ผมคิดว่าตัว "c" นี้มันจะมีค่าประมาณ 1.15 ถ้าเป็นรูปทรงแบบ "streamline" ที่ผมเสนอ (รูปแรก) เจ้าตัว "c" นี้จะมีค่าเท่ากับ 0.09 ซึ่งนับว่าน้อยกว่าสามล้อทั่วไปประมาณ 12 เท่าทีเดียว นั่นก็หมายความว่า ถ้าทุกอย่างคงที่ในสมการข้างต้น แรงเสียดทานอากาศจะลดลงถึง 12 เท่า หากออกแบบให้ถูกหลัก Aerodynamics แต่จะมีรูปทรงดังกล่าวได้ ก็คงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการนั่งกันบ้างล่ะครับ ผมเสนอว่า วิธีหนึ่งก็คือให้ผู้โดยสารเอนตัวลงนั่งจนเกือบราบ (เหมือนกับกำลังนั่งตากลมทะเลนั่นแหละ) ในขณะที่คนถีบสามล้อนั้นเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย (เหมือนกับกำลังขี่จักรยานเสือหมอก) ประเด็นต่อมาที่จะต้องคิดก็คือน้ำหนัก เราจะต้องออกแบบ "ตัวถัง" ของสามล้อดังกล่าวให้เบาและแข็งแรง (เพราะถ้าเบา แรงที่จะใช้หมุนล้อก็น้อยลง) วัสดุที่มักจะใช้กันในประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกก็คือ Fiber Glass หรือ Aluminum ซึ่งหาได้ไม่ยากเนื่องจากมันเป็นวัสดุที่ผลิตกันอยู่แล้วในประเทศอุตสาหกรรม แต่ในประเทศโลกที่สามอย่าง บังคลาเทศ อินเดีย หรือในชุมชนต่างจังหวัดของบ้านเรานั้น วัสดุดังกล่าว เป็นวัสดุที่ค่อนข้างจะหายาก แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีวัฒนธรรมการสานตะกร้า หรือห่วงจับปลากันอยู่ไม่น้อย สิ่งที่น่าศึกษาและทดลองอย่างยิ่งก็คือ มันเป็นไปได้ไหมว่าเราจะขอยืมฝีมือของช่างสานตะกร้าเหล่านี้มา "สาน" ตัวถัง (Aerodynamic Shell) ของสามล้อรุ่นใหม่เหล่านี้ เมื่อสานตัวถังเสร็จแล้ว ก็ขึงด้วยผ้า เหมือนกับเครื่องบินทิ้งระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่สองของอังกฤษ (รูปล่าง) ซึ่งก็ออกแบบโดยใช้การ "สาน" และขึงด้วยผ้าเช่นกัน
การใช้ศิลปะพื้นบ้านอย่างการทอผ้า และการสานมาประกอบกับการคิดค้นพาหนะรุ่นใหม่ ที่สามารถสร้างงานอิสระให้กับชาวบ้านจํานวนหลายสิบล้านคนทั่วโลกนั้น เป็นสิ่งที่น่าทดลองยิ่งนัก อย่างน้อยสำหรับตัวผมเอง มันอาจจะกลายเป็นรายได้พิเศษ ไว้เลี้ยงครอบครัวในอนาคตก็ได้