สังคมของหุ่นยนต์
â´Â ¡̉ĂĐà¡´, 22 ¾.Â. 46

 

 

สังคมของหุ่นยนต์

วันหนึ่ง ฉันได้คูปองลด 25% ในตู้ไปรษณีย์ของฉัน สำหรับผลิตภัณฑ์ประทินผิวที่ร้าน Bath and Body Works  “ช่างเป็นการลดราคากระหน่ำเสียนี่กระไร” ฉันคิดในใจ ฉันจึงดั้นด้นเดินขึ้นเขาในเมืองเบอร์คลี เพื่อไปดูซิว่าสินค้าดี ราคาถูกมีจริงไหม

เมื่อฉันไปซื้อครีมนวดผมกลิ่นมิ้นและสบู่เหลวชีวจิต รวมเป็นราคา ประมาณ 25 ดอลลาร์ คนขายถาม “ไม่ซื้อให้ครบ 50 ดอลลาร์หรือคะ จะได้ได้ผลิตภัณฑ์ฟรีมูลค่า 50 ดอลเชียวนะค๊า”

“อ๋อ ไม่หรอกคะ ถ้าดิฉันซื้อไปหลายขวดคงใช้ไม่หมดหรอกค่ะ เ่ดี๋ยวของจะเสียเปล่าๆ”

“แน่ใจหรือค๊่า นี่เป็นโอกาสทองเชียวนะค๊า”

“ไม่เอาค่ะ” ฉันยืนยัน

ในยุคทุนนิยมปัจจุบัน ยากนักที่จะมีคนเสนอสิ่งดีๆ ให้ชีวิตคุณโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่ว่าคุณจะมองไปทางไหนก็มีแต่คนพยายามเสนอขายอะไรสักอย่างที่ดูเหมือนจะคุ้มค่า ราคาถูก แม้แต่เมื่อคุณพยายามอยู่บ้านเฉยๆ บริษัทห้างร้านก็สามารถเสนอลด แลก แจก แถมสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ ทางโทรศัพท์ หรือทางอินเตอร์เนต ทำให้คุณดูเหมือนมีทางเลือกมากมาย คุณในฐานะผู้บริโภคที่ฉลาด ก็ต้องเลือก คุณ ช๊อป ช๊อป และ ช๊อป เพื่อหาสินค้าที่ราคาถูกที่สุด

แต่ลึกๆ แล้ว คุณก็รู้ว่า ไม่ว่าสินค้าที่คุณได้มามันราคาถูกแค่ไหน บริษัทที่ขายสินค้านั้นก็ได้กำไรโขอยู่ดี

เราก็รู้ๆ กันอยู่ ว่าคำชวนเชื่อของบริษัทห้างร้าน เช่น ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง คืนกำไรให้ลูกค้า ยิ่งซื้อยิ่งถูก คุ้มทุกค่าเงินบาท นั้นเป็นกลยุทธ์การตลาดที่บริษัทต่างๆ ใข้แข่งกัน แต่ในการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เหล่านี้ทำให้สิ่งที่ห้างร้านเสนอให้เรา ฟังดูเหมือนเป็นศีลธรรมจรรยาบรรณที่ดีของร้านค้า  ราวกับว่าบริษัทห้างร้านเหล่านั้นเขาประเสริฐยิ่งนักที่เขาลดราคาให้เรา หรือทำให้เราประหยัดเงินไปได้มาก ราวกับว่าเขามีจุดมุ่งหมายคือทำให้ผู้บริโภคได้ใช้เงินอย่างประหยัด แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่ห้างร้านหวังจากเราก็คือ กำไร ดังคำกล่าวที่นักเศรษฐศาสตร์มักพูดกันว่า There is no such thing as free lunch.  อาหารกลางวันฟรีนั้นไม่มีจริง

ถ้าเราใช้ชีวิตแต่ละวันไปกับการหาสินค้าที่ราคาถูก โดยไม่นึกถึงภาพรวมของสังคม เรากำลังเสียเวลาที่มีค่าของชีวิตไปกับการชอปปิ้ง ดิฉันมีเพื่อนสาวคนหนึ่ง เธอชอบนั่งรถไฟใต้ดินเข้าไปในเมืองซานฟรานซิสโกเพื่อที่จะชอปที่ร้าน trendy อย่าง Banana Republic และ Crate and Barrel โดยเฉพาะเมื่อร้านเหล่านี้ลดราคา หลายครั้งที่เธอเผลอซื้อมากเกินกว่าความจำเป็น เพราะอดไม่ได้เมื่อเห็นว่ามันลดราคา จนหลายครั้งเธอต้องนั่งรถไฟใต้ดินกลับไปคืนของ เพราะเธอไม่ได้ใช้ของเหล่านี้

สังคมทุนนิยม เป็นสังคมที่ชนชั้นปกครองกำหนดพฤติกรรมของเรา ผ่านสื่อมวลชนที่ไร้วิสัยทัศน์ บริษัทใหญ่ๆ โดยเฉพาะบรรษัทข้ามชาติคอยเปิด sale ตามฤดูกาลตั้งแต่ summer sale ไปจนถึง mothers’ day sale จนกระทั่งคนอดไม่ได้ที่จะไปชอปปิ้งในวันสำคัญต่างๆ ในวันแม่แทนที่เราจะไปใช้เวลาักับแม่ เรากลับต้องไปชอป หาของขวัญให้แม่และก็เผลอได้ของสำหรับตัวเองด้วย บริษัทมือถือ มักกำหนดว่าเวลาไหนโทรแล้วถูก เวลาไหนโทรแล้วแพง จนกระทั่งพฤติกรรมของคน ต้องเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด:

กริ๊งๆ กริ๊งๆ…

นางสาวเอ (รับโทรศัพท์มือถือ): นี่บี ช่วยโทรกลับหลังสามทุ่มละกัน ตอนนี้นาทีของเราจะหมดแล้ว

นายบี (พูดอย่างฉุนๆ): โอเค แล้วเธอเปิดมือถือทำไมตอนนี้ล่ะยะ

ในตัวอย่างนี้ นางสาวเอจะคุยกับเพื่อนได้ในราคาถูกที่สุดเมื่อเธอคุยหลังสามทุ่ม เพราะอัตราค่าโทรศัพท์มือถือมันถูกลงหลังสามทุ่ม พูดง่ายๆ ก็คือนโยบายการตลาดของบริษัทโทรศัพท์มือถือเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของคน ว่าควรจะโทรเมื่อไรดี และบางครั้งก็เกิดการกระทบความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนด้วย

ถ้าพฤติกรรมของมนุษย์ถูกกำหนดด้วยกลุ่มคนที่มีอำนาจเพียงไม่กี่กลุ่ม แล้วมนุษย์แต่ละคนจะมีความสร้างสรรค์ได้อย่างไร มนุษย์จะมีความคิดเป็นของตนเองได้อย่างไร สังคมไทยของเราเมื่อมีนายกมาเสนออะไร เราก็แห่ตามกันไปโดยไม่ทันได้ฉุกคิด

สิ่งที่นายกทักษิณ กำลังทำกับสังคมไทย ก็คือการเปลี่ยนคนไทยให้เป็น หุ่นยนต์

หุ่นยนต์ ที่จะเฮอะไร ก็เฮตามกันไปหมด โดยไม่ทันฉุกคิดถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของแรงจูงใจทางธุรกิจของผู้มีอำนาจ หุ่นยนต์ที่ทำตามคำสั่งตามที่เจ้านายได้โปรแกรมไว้แล้ว

นโยบายที่สร้างภาพให้เศรษฐกิจดูเหมือนจะเติบโตดี เริ่มจากการลดดอกเบี้ย สนับสนุนให้คนกู้ยืม สนับสนุนให้คนลงทุน และบริโภคสินค้ามากขึ้น เมื่อคุณเปิดหนังสือ The Economist เช็คตัวเลข GDP ดู ก็จะเห็นว่า GDP ของไทยตอนนี้นั้นเท่าๆ กับของประเทศจีน หลายคนปรบมือชื่นชมว่าเศรษฐกิจไทยกำลังจะเฟื่องฟูอีกครั้ง

แต่เศรษฐกิจของชาติเราจะยั่งยืนได้อย่างไร ในเมื่อคนส่วนใหญ่ด้อยการศึกษา ในเมื่อเราไม่มีแรงงานที่มีึความสามารถเพียงพอ ในเมื่อเรายังไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง ในเมื่อเราไม่มีกลุ่มคนที่พร้อมที่กล้าคิดให้แตกต่างจากรัฐ ในเมื่อเรากำลังตัดไม้ทำลายป่าทำลายแม่น้ำ ในเมื่อสุขภาพของคนเสื่อมลงทุกวันเนื่องจากมลพิษ และในเมื่อมวลชนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังถูกมอมเมาโดย วัตถุ เซ็กซ์ และ MP3

วิธีมอมเมามวลชนด้วยเซ็กซ์ และวัตถุนิยม นั้น มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล สมัยโรมัน ถ้าใครได้ดูเรื่อง Gladiator จะเห็นได้ว่าจักรพรรดิโรมันพยายามเอาชนะคะแนนเสียงจากประชาชน ด้วยการจัดการต่อสู้ครั้งใหญ่ระหว่างทาส กับสิงโต เป็นวิธีสร้างความบันเทิงให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนลืมไปว่าในสังคมนั้นกำลังจะเสื่อมลงเรื่อยๆ

เมื่อสังคมใดมีผู้นำที่มอมเมาประชาชนได้สำเร็จ สังคมนั้นก็เหมือนสังคมของหุ่นยนต์ซึ่งกำลังถูกโปรแกรมให้เดินไปตกเหวพร้อมกัน