สังคมไทยกับองค์รวมแบบไทยๆ
โดย..วิลาศ เตชะไพบูลย์
tvilart@hotmail.com
 
บ่อยครั้งที่เรามักได้ยินได้ฟังคำว่า “องค์รวม” สอดแทรกอยู่ในการพูดจาของบรรดาบุคคลสำคัญในวงการต่างๆ  อีกทั้งยังได้พบถ้อยคำนี้เป็นประจำตามหน้าหนังสือพิมพ์ เอกสาร และบทความต่างๆ จนทำให้รู้สึกได้ว่า ศัพท์คำนี้คงต้องมีความสำคัญกับสังคมไทยยิ่งนัก

สำหรับผู้คนส่วนใหญ่แล้ว  แม้จะพอรู้ว่าคำ“องค์รวม”มีความสำคัญ แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องแปลกใหม่และเข้าใจยากอยู่ดี ยิ่งไปกว่านี้ ยังมักจะถูกใช้ประกอบกับศัพท์แปลกๆ ใหม่ๆ อื่นอีก อาทิ  “กระบวนทัศน์”  “บูรณาการ”  “เติมเต็ม” และ “ยั่งยืน”  ซึ่งก็ยิ่งสร้างความสับสนงงงวยให้กับคำว่า “องค์รวม” มากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายปีมานี้ คำคำนี้ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ทั้งในระบบการเมืองภาครัฐและในการเมืองภาคประชาชน ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็แสดงออกว่า ได้นำแนวคิดองค์รวมนี้มาใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมไทยแล้วทั้งสิ้น
แ
ต่เป็นที่น่าประหลาดใจว่า หากแนวคิดองค์รวมนี้ถูกต้อง เหตุใดปัญหาต่างๆ ภายในสังคมไทยจึงมิได้ส่อเค้าว่าลดลงเลย  แต่กลับเพิ่มมากขึ้นหรือรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยมา และหากเชื่อมั่นว่าแนวคิดนี้มีนัยะสำคัญต่ออนาคตของประชาชนไทยอย่างแท้จริงแล้ว   เหตุใดจึงไม่มีความพยายามอธิบายเรื่อง“องค์รวม”นี้ให้ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศได้เข้าใจ กันอย่างจริงจังว่า“องค์รวม”คำนี้มีความหมายอย่างไร และเหมาะสมสำหรับสังคมไทยแค่ไหน
ที่มาของ”องค์รวม”

คำว่า “องค์รวม”เป็นคำที่แปลมาจากคำในภาษาอังกฤษคือ holism หรือ holistic ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับออกซ์ฟอร์ดว่า “แนวโน้มตามธรรมชาติในการสร้างองคาพยพ (wholes) ที่มีคุณสมบัติมากกว่าผลรวมขององค์ประกอบ” ทฤษฎีองค์รวมเป็นแนวคิดที่ตรงข้ามกับทฤษฎีแบบแยกส่วน (reductionism) ที่เชื่อว่าสามารถแยกองคาพยพออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อศึกษา ความรู้ความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับองคาพยพเกิดจากการสรุปรวมข้อมูลความรู้เกี่ยวกับส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน ในช่วงหลายร้อยปีมานี้ ด้วยผลสำเร็จของวิทยาศาสตร์เชิงกายภาพ ทฤษฎีแบบแยกส่วนได้กลายเป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับเชื่อถือมากกว่าทฤษฎีองค์รวม และได้ให้กำเนิดแก่ศาสตร์แทบทุกแขนงที่เรารู้จักกันในวันนี้ ส่วนทฤษฎีองค์รวมนั้น ได้กลับมามีความสำคัญอีกครั้งในช่วงศตวรรษที่ ๒๐ นี้เอง  จากการค้นพบทฤษฎีควันตัมฟิสิกส์ ที่สอดรับกับทฤษฎีองค์รวม และในช่วง ๕๐ ปีมานี้ ก็ทวีบทบาทความสำคัญยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่ในการค้นพบความรู้ใหม่ๆ ในศาสตร์แขนงต่างๆ เท่านี้   แต่ยังนำไปสู่การผสมผสานศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกัน  รวมถึงการให้กำเนิดศาสตร์แขนงใหม่ๆ ขึ้นมาอีกด้วย เช่น ทฤษฎีระบบ และทฤษฎีไร้ระเบียบ เป็นต้น เพิ่งมาในช่วง ๑๐ กว่าปีนี้เอง ที่มีผู้นำทฤษฎีองค์รวมเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากวงการวิชาการ จากนั้นก็แพร่ไปสู่กลุ่มนักกิจกรรมในองค์กรพัฒนาเอกชน และเข้าสู่ภาครัฐ  ในช่วงสามปีมานี้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยก็ได้ช่วยเผยแพร่คำว่า “องค์รวม” ให้เป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชนทั่วไป แม้จะมิได้มีการพยายามอธิบายความหมายที่แท้จริงของคำคำนี้ให้เป็นที่ประจักษ์แต่อย่างใดก็ตาม

แนวคิดองค์รวม ต่างกับแนวคิดแยกส่วนอย่างไร

ปฐมเหตุที่ทำให้แนวคิดองค์รวมแตกต่างกับแนวคิดแบบแยกส่วนโดยสิ้นเชิง เริ่มต้นจากการนิยามความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกกับความเป็นจริง

แนวคิดแบบแยกส่วนนั้น เริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่า ปัจเจกสามารถแยกแยะอัตวิสัยหรือความรู้สึกนึกคิดของตนออกจากภาววิสัยหรือความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ภายนอก นอกเหนืออิทธิพลจากความรู้สึกนึกคิดของผู้ใดผู้หนึ่งมีสภาพเป็นเอกพจน์เป็นสากล

ในขณะเดียวกัน ความเป็นจริงทั้งหลายก็สามารถนำมาแยกแยะออกเป็นส่วนๆ ได้ และด้วยการเฝ้าสังเกตอย่างเป็นกลาง ความเป็นจริงในแต่ละส่วนก็จะปรากฏ และเมื่อรวมส่วนความเป็นจริงเหล่านี้เข้าด้วยกัน ปัจเจกก็สามารถเข้าถึงความเป็นจริงทั้งหมดได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

หลังจากเกิดความเข้าใจในความเป็นจริงครบถ้วนแล้ว ปัจเจกก็สามารถควบคุมจัดการทุกสิ่งให้เป็นไปได้ตามต้องการ โดยมีขอบเขตของความรู้และความเป็นจริงเป็นตัวกำหนด เช่น เมื่อเข้าถึงความเป็นจริงของส่วนหนึ่งส่วนใดแล้ว ก็ควบคุมจัดการส่วนนั้นได้ เมื่อรู้เกี่ยวกับทุกส่วนครบแล้ว ก็สามารถคุมจัดการทั้งหมดได้

เมื่อสภาวะของความเป็นจริงมีลักษณะสมบูรณ์เป็นเอกพจน์และเป็นสากล   การควบคุมจัดการจึงต้องรวมศูนย์ขึ้นตรงต่อผู้ที่มีความรู้สูงสุด   ผู้ที่ทำหน้าที่คิดแทนจัดการแทนผู้ที่มีความรู้น้อยกว่า   และเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์และวิธีการในการจัดการ  เช่นกันกับความเป็นจริง การจัดการจึงมีแนวทางเดียวและเป็นสากล หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นสูตรสำเร็จ

การรวมตัวกันเป็นกลุ่มสังคม เป็นไปเพื่อเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ ด้วยการแบ่งแยกบทบาทหน้าที่ระหว่างกัน  และเพื่อการรวบรวมข้อมูลความเป็นจริงของแต่ละส่วนป้อนสู่ศูนย์กลางการจัดการ  ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกกับปัจเจกจึงมีลักษณะขึ้นตรงต่อผู้ที่มีความรู้มากกว่าในแนวดิ่ง ปราศจากอัตวิสัย เพราะความแตกต่างหลากหลายของอัตลักษณ์ เป็นเพียงสิ่งปนเปื้อนที่ทำให้ความเป็นจริงนั้นขุ่นมัว จึงจำเป็นต้องตัดออกและทำลายเสีย คงเหลือไว้แต่เอกภาพของความเป็นกลาง

แนวคิดองค์รวมนั้นเชื่อว่า ความเป็นจริงที่ปัจเจกรับรู้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเป็นจริงทั้งหมดที่ดำรงอยู่  กล่าวคือไม่ครบถ้วนสมบูรณ์  เพราะการรับรู้ความเป็นจริงของปัจเจกจำต้องอาศัยระบบประสาทสัมผัสที่มีขอบเขตความสามารถจำกัด  ดังนั้นความเป็นจริงที่รับรู้จึงมีสภาพจำกัดไปด้วย

ไม่เพียงความเป็นจริงที่ปัจเจกรับรู้จะเป็นเพียงความเป็นจริงที่ไม่สมบูรณ์เท่านั้น แต่ยังแยกออกจากอัตวิสัยของปัจเจกไม่ได้อีกด้วย  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือปัจเจกไม่สามรถเป็นกลางได้   เหตุเพราะปัจเจกนั้นเองคือที่มาแห่งความเป็นจริง   สิ่งที่เราเข้าใจว่าคือความเป็นจริงที่ดำรงอยู่อย่างอิสระ    แท้จริงเป็นเพียงข้อมูลความเป็นจริงบางส่วนที่รับรู้ผ่านระบบประสาทสัมผัสเข้าสู่สมอง เพื่อตีความและประกอบขึ้นใหม่เป็นภาพเสมือนจริงเท่านั้น 

ด้วยเหตุนี้  ความเป็นอัตลักษณ์จึงมีผลต่อภาพความเป็นจริงที่เราสร้างขึ้น  ตั้งแต่ ประสบการณ์ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม  สังคม  เป้าหมาย ฯลฯ  เป็นต้น  ปัจจัยเหล่านี้ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเรา  ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อความเป็นจริงที่เราสร้างขึ้นทั้งสิ้น  เมื่ออัตลักษณ์อัตวิสัยของปัจเจกเปลี่ยนไป ความเป็นจริงก็เปลี่ยนไปด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง  ความเป็นจริงก็มิอาจถูกตัดแบ่งออกเป็นส่วนๆ ได้  เพราะการดำรงอยู่ของแต่ละส่วนนั้นขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กับส่วนรวมทั้งหมด  การแยกส่วนจึงส่งผลให้ทั้งส่วนที่ถูกแยกและส่วนรวมที่ถูกพรากส่วนออกไป ขาดความครบถ้วนสมบูรณ์ลงทันที  ตัวอย่างเช่น หากตัดแขนของนายวิลาศออกมา  ความเป็นนายวิลาศก็ไม่สมบูรณ์ และความเป็นแขนของนายวิลาศก็ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นความรู้ที่ได้จากการมองแบบแยกส่วนเพื่อทำการศึกษา จึงเป็นเพียงการศึกษาชิ้นส่วนที่ไม่สมบูรณ์ทั้งสิ้น และเมื่อประกอบความรู้จากส่วนที่ไม่สมบูรณ์เข้าด้วยกัน  ผลรวมจึงเป็นเพียงสภาพความเป็นจริงที่ไม่สมบูรณ์เท่านั้น

แน่นอน  การได้รับข้อมูลความรู้ที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของสรรพสิ่ง  ทุกชีวิตจึงจำเป็นต้องติดต่อแลกเปลี่ยนกันเพื่อคัดสรรและรวบรวมความเป็นจริงที่ไม่สมบูรณ์จากแต่ละปัจเจก  มาปะติดปะต่อเข้าด้วยกันเป็นภาพรวมที่เสมือนจริงมากที่สุด

ดังนั้น  ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องที่สุดตามแนวคิดองค์รวมแล้ว  ความเป็นจริงก็คือ สิ่งที่ปัจเจกร่วมกันสร้างขึ้น  ผู้ที่มีอัตลักษณ์อัตวิสัยใกล้เคียงกัน  ก็ร่วมกันสร้างความเป็นจริงชุดหนึ่ง  ที่มีความแตกต่างกับความเป็นจริงชุดอื่นที่กลุ่มอื่นที่มีอัตลักษณ์อัตวิสัยคล้ายกันสร้างขึ้น  ฉะนั้น  ความเป็นจริงจึงเป็นพหูพจน์ไม่ใช่เอกพจน์  มีสภาพเฉพาะกลุ่ม เฉพาะพื้นที่ มิใช่สิ่งสากล

นอกจากนี้  ความเป็นจริงที่ปัจเจกร่วมกันสร้างขึ้นนี้  ก็ยังแปรเปลี่ยนไปตามการปฏิสัมพันธ์ของปัจเจกอีกด้วย  ตัวอย่างเช่น  ทุกวันนี้การมีโทรศัพท์มือถือใช้กันอย่างแพร่หลาย  นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน  ทำให้การไม่ตรงต่อเวลาของกลุ่มวัยรุ่นทั่วโลกไม่ใช่ความผิดอีกต่อไป  ตราบใดที่ยังสามารถติดต่อกันได้ด้วยโทรศัพท์มือถือ  สำหรับกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้แล้ว  การไม่มาตามนัดไม่ใช่ความผิดที่หนักหนา  ทว่าการลืมเปิดโทรศัพท์มือถือ หรือการปล่อยให้แบตเตอรี่หมดต่างหากที่ถือเป็นความผิดอันใหญ่หลวง

วัตถุประสงค์หลักในการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นสังคมคือ การรวบรวมและคัดสรรข้อมูลเพื่อสร้างความเป็นจริงร่วมกัน โดยมีการร่วมกันทำงานเป็นวัตถุประสงค์รอง  เพราะหากไม่ทราบความเป็นจริงเสียแล้ว  การกระทำทั้งหลายก็เท่ากับสูญเปล่า  การรวมตัวแบบองค์รวมนั้น  เกิดขึ้นทั่วไปในธรรมชาติ  ตัวอย่างเช่น  ๕% ของดีเอ็นเอ ในสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิด  ทำหน้าที่ผลิตโปรตีนซึ่งถือเป็นงานหลักของดีเอ็นเอ  แต่ ๙๕%  ของดีเอ็นเอ กลับทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ระหว่างกัน หรืออีกนัยหนึ่ง   ร่วมกันกำหนดรหัสของดีเอ็นเอ (1)

แม้แต่ในสังคมชนบททั่วโลก รวมทั้งของไทยเอง เดิมทีผู้คนก็ใช้เวลาส่วนน้อยกับการเพาะปลูกและการหาเลี้ยงชีพ  แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการพูดคุยติดต่อ และร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมกันในชุมชน

ความแตกต่างหลากหลายเป็นสิ่งที่จำเป็นในสังคมแบบองค์รวม  เพราะยิ่งมีความแตกต่างหลากหลายมากเท่าไร  ความเป็นจริงที่ปัจเจกร่วมกันสร้างก็ยิ่งสมบูรณ์ครบถ้วนมากขึ้น  สังคมแบบองค์รวมจึงประกอบไปด้วยชุมชนต่างๆ ที่แตกต่างหลากหลาย  ทับซ้อนกันไปมา  โดยต่างก็มีอิสระในการกำหนดและจัดการตามความเป็นจริงของตน  และด้วยการติดต่อสื่อสารกันอย่างเสรี  ก็เกิดกลายเป็นเครือข่ายที่สลับซับซ้อนเพื่อร่วมกันคัดสรรปรับปรุงความเป็นจริงของตนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ขึ้นไปอีก  ก่อเกิดเป็นเอกภาพบนพื้นฐานของความแตกต่างหลากหลาย



สังคมไทยแบบองค์รวม

เช่นเดียวกันกับสังคมมนุษย์ทั่วไป  สังคมไทยเป็นสังคมแบบองค์รวมมาช้านานแล้ว  เพราะเอกภาพของความเป็นไทยนั้นอยู่บนพื้นฐานของอัตลักษณ์ที่แตกต่างหลากหลาย  แม้แต่เอกสารทางราชการก็ยืนยันความเป็นองค์รวมนี้

เอกสารราชการในช่วงต้นของรัชกาลที่ ๕ ระบุว่า  พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของ แขก ฝรั่ง จาม ไทย ไทยตอนบน ไทยตอนล่าง มลายู  ไปยาลใหญ่  ไปยาลใหญ่นี้คือการยอมรับว่าสังคมไทยประกอบด้วยอัตลักษณ์ที่แตกต่างหลายนั่นเอง (2)

จากช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ มาจนถึงปัจจุบัน  ความเป็นองค์รวมของสังคมไทยก็ถูกแปรเปลี่ยนเป็นแบบแยกส่วนมากขึ้น  แม้จะยังคงรักษาสภาพความเป็นองค์รวมอยู่ได้ก็ตาม  การนำเข้าแนวคิดรัฐนิยมและทุนนิยมที่มีรากฐานจากแนวคิดแบบแยกส่วน  ได้เข้ามายึดครองพื้นที่หลายส่วนของสังคมไทย  ทำให้นิยามของคำว่า”พระมหากษัตริย์” ต้องเปลี่ยนแปลงกลายเป็น “ประมุขของปวงชนชาวไทย” เท่านั้น

กระแสทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่พัดผ่านเข้ามา  ก็ยิ่งเร่งรัดกระบวนการแปรรูปสังคมไทยให้เป็นแบบแยกส่วนมากขึ้นไปอีก  จนในวันนี้  พื้นที่ของความเป็นองค์รวมก็ลดน้อยลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  มาวันนี้  อัตลักษณ์ที่แตกต่างหลากหลายของผู้คนกำลังถูกทำให้เหลือเป็นเพียงการเป็นทรัพยากรของชาติเท่านั้น


องค์รวมแบบไทยๆ

เป็นที่น่าประหลาดใจที่ในพื้นที่ของสังคมที่การใช้คำว่า “องค์รวม” เรามักจะพบว่าพื้นที่เหล่านี้มีการจัดการแบบรวมศูนย์  มีสูตรสำเร็จในการทำงาน  มีการคิดแทนทำแทนสมาชิก  ให้ความสำคัญกับการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายมากกว่าการแลกเปลี่ยนสื่อสารระหว่างสมาชิก  มองเห็นความแตกต่างหลากหลายว่ากลายเป็นปัญหา ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไปตามแนวคิดแบบแยกส่วนทั้งสิ้น

แต่ในพื้นที่อื่นๆ  พื้นที่ที่แทบไม่ได้ยินได้เห็นคำว่า “องค์รวม”เลยนั้น  เรากลับพบว่าพื้นที่เหล่านี้มีการคัดสรรความเป็นจริงร่วมกัน  คิดกันเองทำกันเอง  สื่อสารกันเองอย่างเสรีตามความพอใจ ฯลฯ ที่ล้วนเป็นองค์ประกอบของแนวคิดองค์รวมทั้งสิ้น  พื้นที่ทางสังคมเหล่านี้ได้แก่ ในครอบครัว แวดวงเพื่อนฝูงญาติมิตร  กลุ่มเพื่อนร่วมงาน  สภากาแฟ  โต๊ะแชร์  พื้นที่นอกห้องประชุม แช็ตรูม ฯลฯ  ซึ่งรวมกันแล้วคือพื้นที่สังคมแบบองค์รวม ที่แท้จริงยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทยนั่นเอง

บทสรุป

ทุกครั้งที่มีการตั้งคำถามว่า “จะคิดแบบองค์รวม ต้องทำอย่างไร” เรามักจะได้รับคำตอบเป็น ๒ ลักษณะ  คำตอบแบบแรกคือ เป็นวาทกรรมที่ฟังอย่างไรก็ไม่เข้าใจ  อีกแบบคือเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน  มีทั้งแผนงานเป็นขั้นเป็นตอน รวมทั้งรายละเอียดแบบแผนและวิธีปฏิบัติ  ซึ่งเมื่อปฏิบัติไปแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็แทบไม่แตกต่างจากสิ่งที่เคยคิดเคยทำมา

แท้จริงแล้ว  คำตอบอยู่ที่ตัวผู้ถามตลอดมา  ทุกครั้งที่ท่านยิ้มและทักทายกัน  ทุกครั้งที่ท่านพูดคุยแลกเปลี่ยนและร่วมกิจกรรมกับเพื่อนร่วมโลกในฐานะคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง  ทุกครั้งที่ท่านช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กันและกันโดยมิต้องขออนุญาต  รอคอยคำสั่ง  หรือขอความช่วยเหลือจากบรรดาผู้มีอำนาจ  การกระทำเหล่านี้ล้วนเป็นการคิดการทำแบบองค์รวมทั้งสิ้น

หากท่านเห็นว่าการคิดการทำแบบองค์รวมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์  ก็โปรดช่วยกันคิดช่วยกันทำให้มากขึ้น  สังคมของเราและท่านจะได้น่าอยู่ยิ่งขึ้น


1 “Global Brain” โดย  Howard Bloom, พิมพ์ ค.ศ. ๒๐๐๐ หน้า ๗๑
2 คำบรรยายของนายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล  ในงานเสวนาเรื่อง “ พลังท้องถิ่นกับการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพยากรไทย “ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่  ๑๕ พ.ค. ๒๕๔๗

>> แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่ <<

 
ติดต่อเราได้ที่>> thaifriendforum@yahoo.com

เนื้อหาทั้งหมดในเวปนี้เป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี ของผู้เขียนในฐานะปัจเจกชน
หาได้เป็นความเห็นโดยรวมของกลุ่ม Thai Friend Forum ไม่