วันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังนั่งทานอาหารเวียดนามกับเพื่อนๆ จู่ๆ เสี่ยสองก็พูดถึงประเด็นเรื่องขนาดปริมาตรของเต้าน้องแนท
ที่มีการถกเถียงกันอย่างแพร่หลายว่าจุ่มลงในอ่าง แล้วนํ้าจะล้น Eureka! ออกมาหรือเปล่า
มึงรู้มั๊ย
เต้าของน้องแนทน่ะเป็นของจริง ดูจากลักษณะความยาน พวกนี้เค๊าเป็นพันธุ์แม่นม
แม่เค๊า ยายเค๊า ก็คงเป็นเหมือนเค๊านั่นแหละ
ในฐานะ
นัค วิชาการ อย่างผม ทฤษฎีของเสี่ยสองนั้น น่าวิเคราะห์ครับ เขาว่าแม่นม
ซึ่งเป็นอาชีพเก่าแก่ของผู้หญิงที่คอยให้นมเด็กอ่อนตามโรงพยาบาลนั้น จะมีเต้าใหญ่
มีนํ้านมเยอะเป็นพิเศษ และมีน้ำนมนานกว่าคนอื่นหลังจากคลอดลูกตัวเอง จึงสามารถเผื่อแผ่ไปรับจ้างให้นมลูกไฮโซ
ที่ไม่อยาก ยาน ครับ
เรามาคิดกันในแง่พันธุศาสตร์
(genetics)
แล้ว
ทฤษฎีของเสี่ยก็น่าจะจริงในแง่ที่ว่า สมัยก่อน คน ที่สามารถเป็นแม่นมนั้นอาจจะมียีน
(gene) พิเศษที่ส่งผลให้ร่างกาย
ผลิตน้ำนม ได้มากและนานกว่าคนอื่น จึงสามารถทำอาชีพ เป็นแม่นมได้
[ ขออนุญาตไปหรี่แอร์ก่อนครับ
]
จากรุ่นยาย
สู่รุ่นแม่ สู่รุ่นหลาน ยีนแม่นมได้ถูกถ่ายทอดอย่างต่อเนื่อง แต่สมัยนี้
เมื่ออาชีพแม่นมไม่มีความจำเป็นแล้ว สาวๆ ที่เป็น พันธุ์แม่นม
จึงไปมีอาชีพดาวโป๊ดาวเปลือยแทน
เรื่องนี้ต้องวิเคราะห์ครับ
อย่าไปตกอกตกใจอะไรไปกับเต้าขนาด
Eureka! ของน้องแนท
เพราะมันเป็นพันธุ์ของเขา
หากสาวไทยทั้งหลายเชื่อว่าเต้าขนาด Eureka! ของน้องแนทเป็นของจริงดังที่เสี่ยสองได้ตั้งข้อสังเกตไว้
ก็อย่าเพิ่งน้อยอกน้อยใจว่าของตนจะไม่ล้นอ่างเลยนะครับ เพราะเต้านมของมนุษย์นั้น
แท้จริงแล้วไม่ได้สลักสำคัญอะไรนักหากเรามองในแง่วิวัฒนาการครับ
Desmond
Morris แห่งมหาวิทยาลัย Oxford
ชี้ให้เห็นว่าเต้าของมนุษย์นั้น
ดูจะไม่มีหน้าที่หลักอะไรในเชิงวิวัฒนาการเอาเสียเลย แถมยังมองว่า
เต้าของมนุษย์นั้น
ในแง่ของการสืบพันธุ์แล้ว มีความสำคัญเป็นอันดับสองรองจากบั้นท้าย (buttock)
เราจะมองเต้าเป็นเพียง
ตูดเทียม ก็ได้
[ ขออนุญาตไปหรี่แอร์ก่อนครับ
]
.คุณ Desmond
ยกตัวอย่างว่า
สัตวที่เป็นบรรพบุรุษของเราอย่างลิงชนิดต่างๆ
ล้วนไม่มีเต้าแบบน้องแนทกันทั้งนั้น (มีแต่เพียงหัวนมที่ยื่นออกมาจากหน้าอกอันแบนราบ)
สัตว์เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีเต้า เพราะท่าเพียงท่าเดียวที่ใช้ในการร่วมสังวาสคือท่าข้างหลัง
(back position
หรือที่เพื่อน นัค วิชาการ บางท่านเรียกว่า ท่าหมา) จึงไม่จำเป็นต้องมีเต้าไว้บีบหรือมอง
มนุษย์เป็นลิงพันธุ์เดียวที่มีเต้า !
สิ่งสำคัญกว่าที่สัตว์เพศผู้ต้องการดู
ก็คือ ก้น ครับ เพราะบรรพบุรุษของเรา (ลิง) จะเกิดอาการ หื่น
มากเมื่อได้เห็นอวัยวะเพศหญิงที่ถูกล้อมกรอบด้วยก้อนสองก้อนที่กลมกลึงและเกลี้ยงเกลา
ดังนั้นในลิงและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ขนาดของก้นจึงใหญ่ขึ้นและแฟบลงตามรอบเดือน
คือเมื่อไข่ตกก้นก็จะนูนโป่งออกมา เชื้อเชิญให้สัตว์ตัวผู้เข้ามาหา พอหมดฤดูสืบพันธุ์ก้นก็จะแบนลงไป
ส่วนบั้นท้ายของมนุษย์เพศหญิงนั้น
แม้จะไม่ขึ้นๆ ลงๆ ตามรอบเดือน แต่ก็เป็นสัญญาณเชิญชวนเพศชายได้อย่างดีเยี่ยม
สังเกตได้ว่ารูปปั้นของหญิงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ (pre-historic
women) จะมีบั้นท้ายที่โป่งนูนเป็นพิเศษ
จนเมื่อสังคมมนุษย์ได้พัฒนามาเรื่อยๆ ความโป่งนูนของบั้นท้ายจึงเปลี่ยนไปตามศาสนา
แฟชั่น และวัฒนธรรม ผมจำได้ว่าในอเมริกาช่วง 1990s
เพื่อนสาวๆ ของผม จะกลัวที่จะมีก้นใหญ่
(big
ass) กันมาก
จนปลายทศวรรษดังกล่าว แฟชั่นก้นใหญ่เริ่มกลับมา ถึงขนาดที่ผู้หญิงต้องไปสรรหากางเกงแบบที่มีเสริมก้นข้างในกันเลย
เรียกได้ว่า เป็นการหวนกลับไปสู่สัญชาตญาณสัตว์ที่แท้จริงก็ว่าได้
ในเมื่อบรรพบุรุษของเราไม่จำเป็นต้องมีเต้า แล้วเต้าของมนุษย์นั้น
มีไว้ทำไมเล่า
คุณ
Desmond อธิบายว่า เต้า -- ตราบใดที่พอจะมีอยู่บ้าง
ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ล้วนแต่มีบทบาทเสริมให้ผู้หญิงดูเซ็กซี่ขึ้น จะเห็นว่าขนาดของเต้าจะสวยหรือไม่สวยนั้นขึ้นอยู่กับสังคมและตัวบุคคล
บางสังคมก็เห็นว่าเต้าที่ยานเป็นถุงกาแฟ เป็นสิ่งที่สวยงาม อย่างเช่นสังคมของชนเผ่าอาฟริกาบางเผ่า
จะนิยมให้เด็กสาวดึงเต้าให้ยาน เพื่อความสวยงาม ส่วนบางสังคมที่เคร่งจัดเช่นคริสเตียนพวก
puritan และสเปนในสมัยศตวรรษที่
17 จะนิยมทำให้เต้าเล็กโดยการเอาผ้ามารัดเต้าของเด็กที่กำลังจะโต
ไม่ให้มันโตขึ้นมา แม้แต่ชายบางกลุ่มในอเมริกาปัจจุบัน
ก็มีความหมกมุ่นกับสาวตัวเล็ก เต้าเล็ก อย่างดาราโป๊เชื้อสายเอเชีย (Asian
American) อย่าง Charmane
Star
หรือ Kobe Tai
นะครับ
นี่ล่ะครับ
เรื่องของนมน้องแนท ผมว่ามันเป็นตัวอย่างหนึ่งครับที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราน่าจะมาร่วมวิเคราะห์วิชาชีววิทยา(กับผม)
ให้มากกว่านี้ แทนที่จะไปเสียเวลากับการกล่าวหาเธอเรื่อง ศีลธรรม
นะครับ
[ ขออนุญาตไปหรี่แอร์ครับ
]
|