ค้ำประกัน

ค้ำประกัน

ค้ำประกันคืออะไร
ค้ำประกัน
คือ สัญญาที่บุคคลหนึ่ง เรียกว่า "ผู้ค้ำประกัน" สัญญาว่าจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ถ้าหากลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้ (ป.พ.พ.มาตรา ๖๘๐)
ตัวอย่าง ก. กู้เงินจาก ข. เป็นจำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท โดยนาย ค. เซ็นชื่อค้ำประกัน หรือรับรองว่าหาก ก.ไม่ชำระหนี้เงินกู้กังกล่าวแล้ว นาย ค. จะชำระหนี้แทน ก. เอง สัญญาดังกล่าว เรียกว่า "สัญญาค้ำประกัน" โดยนาย ก. เรียกว่า "ลูกหนี้" นาย ข. เรียกว่า "เจ้าหนี้" นาย ค. เรียกว่า "ผู้ค้ำประกัน"
หนี้ที่ค้ำประกัน นี้จะเป็นหนี้อะไรก็ได้ทั้งสิ้น เช่น หนี้เงินกู้ , หนี้ค่าสินค้า , หนี้การก่อสร้าง เป็นต้น

หลักเกณฑ์ในการทำสัญญาค้ำประกัน
สัญญาค้ำประกันต้องทำตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวต่อไปนี้
๑. ต้องทำหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง
และ
๒. ต้องลงลายมือชื่อของผู้ค้ำประกัน
จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีให้ผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้ หากไม่ได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือ
ชื่อผู้ค้ำประกันแล้วก็จะไม่ได้ประโยชน์เพราะไม่สามารถฟ้องบังคับผู้ค้ำประกันได้

ชนิดของสัญญาค้ำประกัน
สัญญาค้ำประกันอาจแบ่งออกได้เป็น ๒ ชนิด คือ
๑. สัญญาค้ำประกันอย่างไม่จำกัดจำนวน
กล่าวคือ ลูกหนี้ต้องรับผิดชดใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้เป็นจำนวนเท่าใดผู้ค้ำประกันก็ต้องชดใช้ให้แก่เจ้าหนี้
ในจำนวนเท่ากันกับลูกหนี้ด้วย คือ ต้องรับผิดในต้นเงิน ดอกเบี้ย ค่าเสียหายในการผิดนัดชำระหนี้ ค่าภาระติดพันตลอดจนค่าธรรมเนียมในการฟ้องร้องบังคับคดีด้วย
ตัวอย่าง ก. ได้กู้เงินจากธนาคารเป็นจำนวน ๑ ล้านบาท ข. เข้าทำสัญญาค้ำประกันในหนี้ของ ก. โดย
ไม่จำกัดความรับผิดดังนี้ หาก ก. ไม่ชำระหนี้ดังกล่าว ธนาคารก็มีสิทธิฟ้องให้ ข. ชำระหนี้ตามสัญญาเงินกู้ที่ ก.
เป็นหนี้ธนาคารได้ทั้งจำนวน รวมทั้งดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการฟ้องคดีด้วย
๒.สัญญาค้ำประกันจำกัดความรับผิด
กล่าวคือ ผู้ค้ำประกันได้ระบุจำนวนไว้ว่าจะรับผิดไม่เกินจำนวนตามที่ได้ระบุไว้เท่านั้น ดังนั้น
หากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้แล้ว ผู้ค้ำประกันก็จะใช้หนี้ดังกล่าวแทนลูกหนี้เฉพาะเท่าจำนวนที่ตนระบุไว้เท่านั้น
ตัวอย่าง นาย ก. ได้กู้เงินจากธนาคารเป็นจำนวนเงิน ๑ ล้านบาท โดยมีนาย ข. เข้าทำสัญญาค้ำประกัน
การชำระหนี้ของนาย ก. เป็นจำนวนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ดังนี้ หาก นาย ก. ผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร นาย ข.ก็รับผิดใช้เงินแทนนาย ก. ให้แก่ธนาคารเป็นจำนวนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท

เจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้เมื่อใด
เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้เมื่อใด เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้เมื่อนั้น
ตัวอย่าง นาย ก. กู้เงิน นาย ข. เป็นเงิน ๑ หมื่นบาท กำหนดใช้คืนในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๒ โดยมีนาย ค.เป็นผู้ค้ำประกันเมื่อถึงวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๒ นาย ก. ไม่ชำระหนี้ นาย ข. ก็มีสิทธิเรียกให้นาย ค. ชำระหนี้ได้ทันที

ถ้าเจ้าหนี้เรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนลูกหนี้แล้ว ผู้ค้ำประกันมีสิทธิอย่างไรบ้าง
เมื่อเจ้าหนี้เรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แล้ว ผู้ค้ำประกันมีสิทธิดังต่อไปนี้ คือ
๑. ผู้ค้ำประกันจะขอให้เจ้าหนี้ไปเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนได้
เว้นแต่ว่า ลูกหนี้ตกเป็นคนล้มละลายหรือไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ไปอยู่ ณ ที่ใด
๒.แม้ว่าเจ้าหนี้จะได้เรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนแล้วจึงมาเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ซึ่งทำให้ผู้ค้ำ
ประกันไม่สามารถใช้สิทธิตามข้อ๑.ดังกล่าวแล้วได้ก็ตาม ถ้าผู้ค้ำประกันพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้นั้นมี
ีทางชำระหนี้ได้และการที่จะชำระหนี้นั้นไม่เป็นการยาก ดังนี้ เจ้าหนี้จะต้องไปบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อน
ตัวอย่าง นาย ก. ได้กู้เงินจาก นาย ข. เป็นเงิน ๑ หมื่นบาท โดยมีนาย ค. เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมานาย ก.
ผิดนัดไม่ชำระหนี้นาย ข. จึงได้ทวงถามจากนาย ก. นาย ก. ก็เพิกเฉย นาย ข. จึงทวงให้ นาย ค. ชำระหนี้แทน
ดังนี้ ถ้านาย ค. พิสูจน์ได้ว่า นาย ก.มีเงินฝากธนาคารอยู่เป็นเงิน ๑ หมื่นบาท ซึ่งหากนาย ข. ฟ้องให้นาย ก.ชำระเงินโดยการอายัดเงินจำนวนดังกล่าวแล้วก็สามารถทำได้โดยง่าย เช่นนี้ นาย ข. จะต้องฟ้องให้นาย ก. ชำระเงินก่อน
๓.ในกรณีที่เจ้าหนี้มีทรัพย์ของลูกหนี้ยึดถือไว้เป็นประกันเมื่อผู้ค้ำประกันร้องขอเจ้าหนี้จะต้องเอาทรัพย์
นั้นเป็นการชำระหนี้ก่อน หากไม่พอชำระหนี้จึงเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระส่วนที่เหลือได้
ตัวอย่าง นาย ก. กู้เงินจากนาย ข. เป็นเงิน ๑ หมื่นบาท โดยจำนำแหวนราคา ๕,๐๐๐ บาท ไว้เป็นประกัน
ด้วยโดยมีนายค.เป็นผู้ค้ำประกันต่อมา
นายก. ผิดนัดไม่ชำระหนี้ นายข. จะต้องบังคับจำนำแหวน
ดังกล่าวโดยการขายทอดตลาดก่อนได้เงินมา ๕,๐๐๐ บาท นาย ข. จึงเรียกให้นาย ค. ชำระหนี้ส่วนที่เหลืออีก ๕,๐๐๐ บาทได้
ข้อยกเว้น
แต่ถ้าผู้ค้ำประกันระบุไว้ในสัญญาค้ำประกันวาจะร่วมกันรับผิดกับลูกหนี้ในฐานะลูกหนี้ร่วมแล้ว ผู้ค้ำประกันก็ไม่สามารถจะใช้สิทธิตามข้อ ๑ - ๓ ดังกล่าวได้ กล่าวคือ เจ้าหนี้สามารถบังคับให้ผู้ค้ำประกันเพียงคนเดียวชำระหนี้ให้แก่ตนโดยจะไม่บังคับเอาจากลูกหนี้ก่อนก็ได้
ตัวอย่าง นาย ก. กู้เงินจากธนาคารเป็นจำนวนเงิน ๑ ล้านบาท โดยมีนาย ข. เป็นผู้ค้ำประกันโดยในสัญญาค้ำประกันระบุว่านาย ข. จะรับผิดในหนี้ของ นาย ก. ในฐานะลูกหนี้ร่วมกับ นาย ก. ต่อมา นาย ก. ผิดนัดไม่ชำระหนี้
ธนาคารมีสิทธิเรียกให้นาย ข. เพียงคนเดียวหรือร่วมกันกับนาย ก. ทั้งสองคนชำระหนี้จำนวน ๑ ล้านบาทได้ทันที โดยไม่ต้องไปเรียกให้นาย ก. ชำระหนี้ก่อนแล้วจึงจะเรียกให้นาย ข. ชำระหนี้

ข้อปฏิบัติในการเข้าทำสัญญาค้ำประกัน
ผู้ใดจะเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในการชำระหนี้ของบุคคลอื่นนั้น ควรปฏิบัติดังนี้
๑. อ่านสัญญาค้ำประกันให้ครบถ้วนทุกข้อก่อนลงชื่อในสัญญาค้ำประกัน
๒.หากประสงค์ที่จะค้ำประกันหนี้เพียงบางส่วนก็ให้เขียนระบุไว้โดยแจ้งชัดในสัญญาค้ำประกันว่า
ประสงค์ที่จะค้ำประกันเป็นจำนวนเท่าใด
๓. หากไม่ประสงค์ที่จะรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ในฐานะลูกหนี้ร่วมกันแล้ว ก็ต้องดูในสัญญาว่ามีข้อความ
ที่ระบุว่า ให้ตนรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้หรือไม่ ถ้าไม่มีจึงค่อยลงชื่อในสัญญาค้ำประกัน

ถ้าผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว ผู้ค้ำประกันมีสิทธิอย่างไร
ถ้าผู้ค้ำประกันได้ชำระให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาคืนจากลูกหนี้เท่าจำนวนที่ตนได้
ชดใช้แทนลูกหนี้ไปแล้ว
ตัวอย่าง นาย ก. กู้เงิน นาย ข. เป็นจำนวน ๑ หมื่นบาท โดยมีนาย ค. เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมานาย ก. ผิดนัด
นาย ค. จึงชำระหนี้แทน นาย ก. เป็นเงิน ๑ หมื่นบาทให้แก่นาย ข. นาย ค. มีสิทธิเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากนาย ก.ได้ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเหนือทรัพย์สิน
ของลูกหนี้ เมื่อผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว ผู้ค้ำประกันย่อมรับช่วงสิทธิ
ิดังกล่าวไปด้วย
(ป.พ.พ. มาตรา ๖๙๓)
ตัวอย่าง นาย ก. กู้เงินจากนาย ข. เป็นเงิน ๑ หมื่นบาท โดยนำที่ดินราคา ๕,๐๐๐ บาท ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว และยังมีนาย ค. เป็นผู้ค้ำประกันในหนี้จำนวนดังกล่าวด้วย ต่อมานาย ก. ผิดนัดนาย ค. จึงชำระหนี้ให้แก่นาย ข. แทน นาย ก. ตามสัญญาค้ำประกัน เช่นนี้ นาย ค. มีสิทธิไล่เบี้ยเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากนาย ก. และยังรับช่วงสิทธิจำนองในที่ดินของนาย ก. ดังกล่าวด้วย นาย ค. จึงมีสิทธิบังคับจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวได้

ในกรณีดังต่อไปนี้ผู้ค้ำประกันย่อมพ้นจากความรับผิด ไม่ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้
๑.ถ้าหนี้ที่ตนค้ำประกันนั้นได้กำหนดวันชำระหนี้ไว้แน่นอนแล้วต่อมาเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้
แล้วผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด
(ป.พ.พ.มาตรา ๗๐๐)
ตัวอย่าง นาย ก. กู้เงินจากนาย ข. กำหนดชำระคืนภายใน ๑ ปี โดยมีนาย ค. เป็นผู้ค้ำประกันต่อมานาย ข.
ขยายเวลาการชำระหนี้จาก ๑ ปี เป็น ๒ ปี โดยนาย ค. ไม่ได้ยินยอมด้วย นาย ค. เป็นอันหลุดพ้นความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันแต่ถ้า นาย ค.ยินยอมด้วยในการผ่อนเวลาดังกล่าว
ยังคงต้องรับผิดชอบตามสัญญาค้ำประกันอยู่
๒. เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วผู้ค้ำประกันขอชำระหนี้แทนลูกหนี้ ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันก็เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด
(ป.พ.พ. มาตรา ๗๐๑)
ตัวอย่าง นาย ก. กู้เงินจากนาย ข. กำหนดชำระคืนในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๒ โดยมีนาย ค. เป็นผู้ค้ำประกันครั้นถึงกำหนดแล้ว นาย ก. ไม่ชำระหนี้ นาย ค. จึงนำเงินไปชำระแทน แต่ นาย ข. ไม่ยอมรับเช่นนี้ นาย ค.เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด

หมายเหตุ ป.พ.พ. = ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตราตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ควรดูประกอบ มาตรา ๖๘๐ - ๗๐๑
เอกสารอ้างอิงรวมกฎหมายที่ประชาชนควรรู้จัดพิมพ์โดยสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือประชาชน
(สคช.)สำนักงานอัยการสูงสุด


 

 

1