| ค่าขึ้นศาล
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 150
วางหลักกฎหมายไว้ว่า
ในคดีที่คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์นั้นอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้
ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์
ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาท
ตาราง
1 ค่าขึ้นศาล (เสียในเวลายื่นคำฟ้อง)
ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความแพ่ง
ได้วางหลักไว้ว่า
คำฟ้องทั่วไป
ให้เรียกโดยอัตรา
2.50 บาท ต่อ ทุนทรัพย์ 100
บาท แต่ไม่ให้เกิน 200,000
บาท
เว้นแต่ฟ้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาด
ของอนุญาโตตุลาการ
หรือขอให้บังคับจำนอง
ให้เรียกโดยอัตรา
ร้อยละ 1 บาท
ต่อทุนทรัพย์ 100 บาท
แต่ไม่ให้เกิน 80,000 บาท
และ 100,000 บาท ตามลำดับ
กรมสรรพากรฟ้องขอให้จำเลยชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีต่างกัน
โจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างไร
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
1220/2543 ว่า
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร
พ.ศ.2528
และข้อกำหนดคดีภาษีอากร
พ.ศ.2539 มิได้บัญญัติ
เรื่องค่าขึ้นศาลไว้โดยเฉพาะ
ดังนั้นจึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง
ป.วิ.พ.
มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม
ม.17 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว
ซึ่งตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.
เรื่องค่าขึ้นศาลมิได้บัญญัติว่าคดีหนึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลไม่เกิน
200,000 บาท ดังนั้น ในการ
พิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด
จำต้องพิจารณาคำฟ้องเป็นเกณฑ์
ซึ่ง ป.วิ.พ.ม.1(3)
บัญญัติว่า คำฟ้อง
หมายความว่า
กระบวนพิจารณาใด ๆ
ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาลฯ
ดังนี้
การเรียกค่าขึ้นศาลจึงต้องดุว่าคำฟ้องที่เสนอ
ต่อศาลมีกี่ข้อหา
แต่ละข้อหาเกี่ยวข้องกันหรือแยกจากกันได้
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ
รอบระยะเวลาบัญชีปี 2537
ข้อหาหนึ่ง ปี 2538
ข้อหาหนึ่ง และปี 2539
อีกข้อหาหนึ่ง
คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการเสนอ
ข้อหาต่อศาล 3 ข้อหา
ที่ไม่เกี่ยวข้องกันสามารถแยกออกจากกันได้
โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลทั้งสามข้อหา
คำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
ปี 2543 เล่ม 3 หน้า 104)
Thailegal
12/01/44
|