แนวคำตอบ

http:www.oocities.org/thailegal ศูนย์รวมความรู้ทางด้านกฎหมายไทย Update everyweek

 <Home> <Webboard> <Guestbook> <Condition> <About Me> <Education> <Legal Word> <Cooffee Break> <The Rule of Law>
 <
แพ่งและพาณิชย์> <วิธีพิจารณาความแพ่ง> <วิธีพิจารณาความอาญา>
<
อาญา> <คำคม>

เนติบัณฑิต สมัยที่ 52 ภาค 2 


กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ข้อ 2. โจทก์ฟ้องคดีสำนวนหลังโดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยต้องรับผิดค่าธรรมเนียมและค่าภาษีอากรในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน พิพาทตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย ส่วนคดีสำนวนแรกข้ออ้างที่โจทก์อาศัย เป็นหลักแห่งข้อหาคือ จำเลยผิดสัญญาไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้ แก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย ทำให้โจทก์เสียหาย แต่ข้อหาของ โจทก์ทั้งสองคดีเป็นเรื่องจำเลยผิดสัญญาอันเนื่องมาจากหนังสือสัญญาจะซื้อ จะขายเดียวกัน แม้ว่าฟ้องของโจทก์ในคดีสำนวนแรก โจทก์จะขอบังคับ จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ส่วนสำนวนคดีหลังเป็นเรื่องโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าภาษีอากรในการโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก็เนื่องมาจากมูลฐาน เดียวกันคือจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทหรือไม่ ทั้งค่าธรรมเนียม และค่าภาษีอากรในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทที่จำเลยต้องรับผิดตาม หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายนั้น โจทก์สามารถตรวจสอบจากเจ้าพนักงานที่ดิน ได้ จึงถือได้ว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีสำนวนแรกแล้ว ซึ่งโจทก์ อาจฟ้องเรียกจากจำเลยได้ในคดีดังกล่าว แต่โจทก์หาฟ้องไม่ ฟ้องโจทก์คดี สำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์ในคดีสำนวนแรก กรณีต้องด้วย ป.วิ.พ. ม.148 ที่ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัย โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในคดีสำนวนหลัง (ฎ.3564/2542)



สารบัญข้อสอบ

 

Webmaster : Thailegal
more information,contact : thailegal@yahoo.com
Copyright(c)2000,Thailegal,All Right Reserved