|
เนติบัณฑิต
สมัยที่ 52 ภาค 2 |
|
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
|
|
ข้อ
2.
โจทก์ฟ้องคดีสำนวนหลังโดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า
จำเลยต้องรับผิดค่าธรรมเนียมและค่าภาษีอากรในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน
พิพาทตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย
ส่วนคดีสำนวนแรกข้ออ้างที่โจทก์อาศัย
เป็นหลักแห่งข้อหาคือ
จำเลยผิดสัญญาไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้
แก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย
ทำให้โจทก์เสียหาย
แต่ข้อหาของ
โจทก์ทั้งสองคดีเป็นเรื่องจำเลยผิดสัญญาอันเนื่องมาจากหนังสือสัญญาจะซื้อ
จะขายเดียวกัน
แม้ว่าฟ้องของโจทก์ในคดีสำนวนแรก
โจทก์จะขอบังคับ
จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์
ส่วนสำนวนคดีหลังเป็นเรื่องโจทก์
ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าภาษีอากรในการโอนกรรมสิทธิ์
ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ก็ตาม
แต่ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก็เนื่องมาจากมูลฐาน
เดียวกันคือจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทหรือไม่
ทั้งค่าธรรมเนียม
และค่าภาษีอากรในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทที่จำเลยต้องรับผิดตาม
หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายนั้น
โจทก์สามารถตรวจสอบจากเจ้าพนักงานที่ดิน
ได้
จึงถือได้ว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีสำนวนแรกแล้ว
ซึ่งโจทก์
อาจฟ้องเรียกจากจำเลยได้ในคดีดังกล่าว
แต่โจทก์หาฟ้องไม่
ฟ้องโจทก์คดี
สำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์ในคดีสำนวนแรก
กรณีต้องด้วย ป.วิ.พ.
ม.148
ที่ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัย
โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน
โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในคดีสำนวนหลัง
(ฎ.3564/2542)
|
|

|

|
|
Webmaster : Thailegal
more information,contact : thailegal@yahoo.com
Copyright(c)2000,Thailegal,All Right Reserved |
|