การวัดสายตาในเด็ก

HOME

การวัดสายตาในเด็ก / การทดสอบระดับสายตาในเด็ก

Vision screening in Children: -

Visual System ในเด็กแรกเกิด จะยังไม่มีพัฒนาการเต็มที่ แต่จะต้องอาศัย stimuli ภายนอกมากระตุ้นการพัฒนาอย่างรวดเร็วในขวบปีแรก และพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวัยเรียน คือ ประมาณ 5-6 ปี การที่ได้ทำ
early vision screening จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาทางสายตาในเด็กเหล่านี้ ก่อนที่จะสายเกินจะแก้ไขได้

The American Academy of Ophthalmology และ The American Academy of Pediatrics ได้เห็นพ้องร่วมกันว่าควรจะมีการทำ Vision screening ดังต่อไปนี้

จะเห็นได้ว่าการตรวจวัดสายตาในเด็กวัยต่างๆ กันนั้น นอกจากจะจำเป็นในการป้องกันและรักษาโรคที่พบ โดยเฉพาะ Amblyopia แล้วยังเป็น guideline ในการดูความคืบหน้าของการรักษาในเด็กแต่ละคนด้วย

 

การทำ Vision screen มี 2 ระยะ คือ

  1. Early vision screening เพื่อตรวจหา Amblyopia หรือตาเหล่ เพื่อป้องกัน Visual impairment
  2. Late vision screening ในวัยเรียน เพื่อดูเรื่อง refractive error ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเรียน

 

Early vision screening

ขวบปีแรกนั้นสำคัญมากในการพัฒนาของสายตา โดยเฉพาะการพัฒนาของ Retina อย่างรวดเร็ว รวมทั้ง visual pathways และสมอง ทำให้มีการพัฒนาของการมองเห็นได้ดีขึ้น จนเท่าผู้ใหญ่เมื่ออายุ 6 เดือน และจำเป็นต้องอาศัยการมองเห็นภาพที่ชัดเจน และการรวมภาพที่ถูกต้องเพื่อทำให้เกิดการพัฒนาของสายตาทั้ง 2 ข้างที่เท่ากัน (Binocular vision) และการรวมภาพเป็นภาพเดียวกัน

การประเมินการมองเห็น (Vision screening) ทำได้ 2 วิธี คือ

  1. โดยดูจากพฤติกรรมการมองเห็นที่เด็กแสดงออก
  2. โดยการใช้เครื่องมือวัดระดับสายตา (Qualification of vision)

 

 

พฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก 0-12 เดือน

0-1 เดือน มองตามไฟ

มองตามในแนวนอน

มองจ้องหน้าแม่ เมื่ออายุ 6-8 สัปดาห์

2-3 เดือน มองตามแม่ จ้องหน้าแม่

มองตามแนวตั้ง และมองตามเป็นวงกลม

สนใจในเครื่องเล่น mobiles

อ่านปากได้

3-6 เดือน จ้องมือของตัวเอง

เอื้อมมือหยิบของได้

มองตามวัตถุที่หล่นและกลิ้งออกไปได้

กวาดตาจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งได้

ลานสนามของสายตากว้างขึ้น

7-10 เดือน สามารถสังเกตเห็นเศษขนมเล็กๆ และหยิบขึ้นมาได้โดยใช้ 2 นิ้วหยิบ

สนใจในรูปภาพ

ค้นหาวัตถุที่แอบซ่อนบางส่วนได้

11-12 เดือน สามารถจำผู้คน

มองผ่านหน้าต่างเห็นภาพได้

จำภาพต่างๆ ได้

เล่นซ่อนหาได้

การใช้เครื่องมือวัดระดับของสายตา

การใช้เครื่องมือต่างๆ ตามความเหมาะสมกับอายุที่ทดสอบแต่เครื่องมือเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเจาะจงเฉพาะอายุที่กำหนดไว้เท่านั้น แต่สามารถปรับใช้กับเด็กแต่ละคนตามความเหมาะสมและการตอบสนองเฉพาะตัวของแต่ละคนได้ กรณีที่ใช้เครื่องมือที่อยู่ในช่วงอายุที่กำหนดแล้วทำให้ไม่ได้ ก็อาจจะถอยลงไปอีกขั้น หรือลดลงไปเรื่อยๆ จนมีการตอบสนอง กลับกันถ้าสามารถทำได้ดีก็อาจจะเพิ่มการทดสอบอีกขั้นหรือเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนทำได้ตามปกติ

เครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบในเด็กก่อนวัยเรียน จะเรียงลำดับจากง่ายไปยาก ดังนี้

    1. Nystagmus drum
    2. Fixation target :- penlight, LEA fixation
    3. Grating acuity test :- LEA grating, Teller Acuity cards
    4. LEA 3D
    5. รูปภาพ Allen chart, รูปเรือ
    6. E game
    7. Snellen chart ตัวเลข

 

 

  1. Nystagmus drum
  2. เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทดสอบว่าเด็กเห็นหรือไม่ ใช้ทดสอบได้ตั้งแต่ แรกเกิดเป็นต้นไป

    วิธีทดสอบ ถือกระป๋องลายห่างจากหน้าเด็กประมาณ 30-50 ซม. หมุนกระป๋องรอบแกนด้วยความเร็ว 4 รอบ/sec. แล้วคอยสังเกตดูตาเด็ก ถ้ามี Nystaqmus แสดงว่า +ve = เด็กมองเห็น ในกรณีที่ไม่มี Nystaqmus แสดงว่า -ve = เด็กไม่เห็น อาจจะเกิดจากโรคของลูกตาเอง หรือระดับสมอง เช่น Cortical Blind or Mental retard

  3. Fixation target
  4. มีหลายแบบ ตั้งแต่ง่ายสุด คือ Penlight เพื่อดูว่ามีการมองไฟหรือไม่ เป็นการทดสอบในขั้นแรกสุด ตั้งแต่แรกเกิดเป็นต้นไป

    วิธีทดสอบ โดยถือ penlight ฉายไฟเล่นกับเด็กข้างหน้า ขั้นแรก สังเกตว่าเด็กมองไฟหรือไม่ ขั้นที่ 2 ฉายไฟไปมาช้าๆ และสังเกตว่าเด็กมองตามไฟหรือไม่

    ในรายที่มองตามไฟ และเด็กมีอายุ 3 เดือนขึ้นไป ก็สามารถทดสอบขั้นที่ 3 ได้โดยใช้ Fixation target เป็น
    LEA fixation หรือของเล่นสีสดๆ ทดสอบว่าเด็กมองตามหรือไม่ ถ้ายังเห็นดี ก็ลดขนาดลงให้เล็กลงตามลำดับ

  5. Grating acuity test ใช้ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี หรือในเด็กเล็กๆก่อนวัยเรียน เราไม่สามารถวัดระดับสายตาได้แบบเดียวกับผู้ใหญ่ จำเป็นต้องแปลงออกมาในรูปแถบดำสลับขาวซึ่งมีขนาดของแถบต่างๆ กับตามระดับของสายตา ซึ่งเรียกว่า grating activity ที่ใช้อยู่มี 2 ชนิด คือ

    1. LEA grating มีลักษณะเป็นพัดกลมๆ มีด้าม ประกอบด้วยแกนดำสลับขาวขนาดเล็กถึงใหญ่ตามลำดับ ซึ่งขนาดสามารถนับจำนวนแถบต่อเซนติเมตร ซึ่งถ้าถือ Grating นี้ห่างจากเด็กที่ตรวจ 57 ซม. หรือประมาณ 2 ฟุต 1 ซม.จะเท่ากับ 1 องศาของ Visual angle

วิธีทดสอบ จะถือแถบดำขาวใหญ่สุดไว้หน้าทารกที่มาทดสอบ ในกรณีที่ทารกอายุน้อยประมาณ 3-6 เดือน อาจจะทำการทดสอบประมาณ 1 ฟุต คือใกล้เข้ากว่าปกติ (2 ฟุต) และถือแถบลายใหญ่สุดคู่กับพื้นเรียบสีเทา สังเกตดูว่าเด็กเหลือบตามองอันไหน ในกรณีที่เห็นเด็กเหลือบตามาดูแถบดำขาว

ในกรณีที่แถบลายใหญ่เห็นแล้วก็ลดขนาดไปจนกระทั่งเด็กไม่สนใจมองแถบแต่มองสีเทาแทน ในกรณีนี้เราสามารถจดระดับการมองเห็นได้จากตัวเลขที่กำกับอยู่ และเปรียบเทียบกับคราวต่อไปได้ในกรณีที่ต้องการ follow up ดูพัฒนาการทางสายตา

ในกรณีที่ต้องการความละเอียดกว่า LEA grating ก็จะมี visual teller activity chart ซึ่งเป็นแผ่นลายซึ่งละเอียดมากกว่า เพื่อช่วยในการทดสอบ โดยใช้หลักการเดียวกัน คือ ถ้าเด็กมองเห็นแถบก็จะหันหน้าไปด้านที่มีแถบแทนแผ่นเรียบ จนกระทั่งมองไม่เห็นแถบก็จะมองผิดทาง ก็จะสามารถหาระดับของสายตาได้ ซึ่งในแผ่นลายแต่ละอันก็จะมีขนาด cpd (circle per degree) กำกับวัตถุขึ้นกับระยะห่างที่ทดสอบ

การทดสอบอย่างนี้สามารถใช้ได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป หรือมากกว่า

  1. LEA 3D ใช้ในเด็กอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป
  2. เป็น Block รูปไม้ใส่ในช่องของมัน รูป

    ตอนแรกๆ ต้องให้เด็กคุ้นกับรูป 4 รูปนี้จนสามารถใส่ลงในช่องของมันได้อย่างถูกต้อง โดยอาจให้พ่อแม่เล่นของเล่นที่เป็น Block กับเด็กเป็นการบ้าน เพื่อเตรียมวัดสายตาต่อไป ครั้งต่อไปก็ให้เด็กใส่รูปตามช่องของรูป เมื่อใส่ถูกแล้วก็ให้วางรูปให้ตรงกับรูปบน chart โดยวาง chart บนตักแม่หรือผู้ตรวจให้เด็กวางให้ตรงกับภาพโดยวางภาพโตสุดก่อน เมื่อทำได้แล้วก็ทดสอบต่อไป โดยทำทีละแถวโดยเอากระดาษขาวหรือดำปิดแถวอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปก่อน แล้วค่อยๆ ลดระดับที่ทำได้เพื่อเปรียบเทียบต่อไป กรณีที่ทำใกล้ๆ ได้ ก็ให้จดไว้ด้วย ค่อยๆถอยห่างจนได้ระยะ 3 เมตร แล้วค่อยๆให้เด็กหยิบภาพให้ตรงกับที่เราชี้ ถ้าถูกก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อย เขียนระดับที่ได้ตามหมายเลขกำกับ และต้องเขียนระยะห่างที่ทดสอบด้วยเพื่อเปรียบเทียบครั้งต่อไป

    ในกรณีที่ทำได้ทั้ง 2 ตาแล้ว ค่อยๆ ทำทีละตา อาจจะผ่านไปเร็วๆ ในแถวต้นๆ และทำละเอียดในแถวท้ายๆ ที่ทำได้ต่อไป

    ถ้าทั้ง 2 ตาทำได้ในระดับใกล้เคียงกัน ก็จะหมดปัญหาเรื่อง Amblyopia ได้ แต่ในกรณีมีตำแหน่งดี อีกตำแหน่งทำไม่ได้ก็ให้สงสัยว่ามีปัญหาของสายตานั้นๆ ซึ่งต้องหาและรักษา Amblyopia ต่อไป

  3. Allen chart ในกรณีเด็ก 3-4 ปี
  4. ถ้าเด็กเข้าอนุบาลก็อาจจะรู้จักรูปภาพ อาจจะทดสอบใกล้โดยใช้ภาพต่างๆ ว่ารู้จักหรือไม่

    ในระยะไกล อาจจะใช้ Projector ที่เป็นรูปภาพได้ เช่น มือ, นก, ปลา เป็นต้น โดยทำ 2 ตาก่อน ถ้าเด็กยอมก็ปิดทีละตาเลย

  5. E game ในกรณี 5-6 ปี

ใช้ E game ได้ โดยให้เด็กถือ E และเราถือ E บอกให้หันขา E ไปตามผู้ตรวจ แล้วก็ชี้ตาม chart

สามารถใช้ E game ในการทำ preschool screen เป็นทีมโดยกลับเป็น game ใครทำผิดก็คัดออก เพื่อมา screen ให้ละเอียดอีกหน โดยผู้ทดสอบถือตัว E ขนาดต่างๆ ตามต้องการ หันขา E ไปในทิศทางต่างๆ และให้กลุ่มเด็กทำตาม

Late vision screening

ในกรณีเด็กอายุมากกว่า 6 ปี หรือก่อนเข้าเรียนที่รู้จักตัวเลขแล้วสามารถใช้ Snellen chart ตรวจทีละตาแบบเดียวกับผู้ใหญ่ได้

เด็กในวัยเรียนควรได้รับการตรวจวัดปัญหาสายตาอย่างน้อย 2-3 ปีต่อครั้ง ในกลุ่มเด็กที่ใส่แว่นสายตาอยู่แล้ว และกลุ่มเสี่ยงที่ในครอบครัวมีประวัติเกี่ยวกับปัญหาทางสายตาหรือโรคตา ควรได้รับการตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง

เนื่องจาก 3 ขวบปีแรกสำคัญมากในการพัฒนาทางสายตา และมักจะเป็นเรื่องที่ยากในการตรวจหาปัญหาทางสายตาเพราะเด็กมักไม่ร่วมมือและผลก็ไม่แน่นอน ดังนั้นจึงมีการค้นคิดวิธีใหม่ๆ หรือเครื่องมือใหม่ๆมาช่วยซึ่งเรียกว่า photoscreener ซึ่งเครื่องนี้จะถ่ายภาพ Retina reflex ของเด็กที่ตอบสนองต่อแสง แล้วก็ดูภาพของ Retina reflex ที่แสดงออกซึ่งเราสามารถหาภาวะ Anisometropia, Ametropia (Refractive error) ตาเหล่ หรือ ภาวะที่ media ขุ่น เช่น ต้อกระจกหรือเนื้องอกได้ ซึ่งผลที่ได้จะแน่นอนหรือคุ้มค่ากับเครื่องมือแค่ไหนคงต้องศึกษาต่อไปเนื่องจากเครื่องนี้ยังค่อนข้างใหม่มาก

เทคนิคในการวัดสายตาในเด็ก

การวัดสายตาในเด็กมักจะทำได้สำเร็จยาก โดยเฉพาะในเด็กยิ่งเล็กยิ่งยาก เพราะเด็กมักจะไม่ร่วมมือด้วย หรือไม่ยอมชิงร้องไห้ก่อน ทำให้การตรวจหาระดับสายตาไม่ได้ หรือไม่แน่นอน ต่อไปคือเทคนิคต่างๆ ที่สามารถนำมาช่วยเพื่อให้การวัดสายตาในเด็กสำเร็จไปได้ด้วยดี

    1. ปกติเด็กมักจะสนใจในสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะคลินิกที่มีผู้คนพลุกพล่าน มีเสียงต่างๆ หรือเสียงเด็กคนอื่นร้อง เด็กก็มักจะร้องตาม ดังนั้น ควรจะวัดสายตาในห้องที่เงียบ, ไม่มีคนพลุกพล่าน และให้เด็กคุ้นเคยกับสถานที่โดยให้เด็กนั่งเล่นกับพ่อแม่จนสบายใจก่อน จึงทำการทดสอบ
    2. พยายามทำการทดสอบเป็นการเล่นในทุกรูปแบบ เช่น ถ้าทำ LEA grating อาจจะทำแบบจ๊ะเอ๋ เล่นซ่อนหาก่อน หรือทำ LEA 3D อาจจะเล่น Block ก่อนถ้าครั้งแรกทำไม่ได้ ก็ให้แม่ไปเล่นกับลูกเป็นการบ้านและกลับมาทำการทดสอบภายหลัง
    3. เวลาทำการทดสอบต้องมีการเชียร์ให้กำลังใจเด็ก ไม่ว่าเด็กจะตอบถูกหรือผิด ก็จะไม่มีคำว่าผิด และบอกเด็กที่โตขึ้นว่าไม่มีข้อใดผิด ถูกหมดเพื่อเด็กจะมีความมั่นใจที่จะตอบ และอาจมีขนมเป็นรางวัลปลอบใจ
    4. ก่อนจะทำการทดสอบอาจจะให้เด็กดูรูปภาพ หรือสัญลักษณ์ที่ทดสอบก่อน เพื่อทำให้เข้าใจตรงกัน หรือถ้าเด็กดูรูปและเห็นเป็นรูปอะไร ก็จำตามรูปที่เด็กเรียกโดยไม่จำเป็นต้องเป็นรูปตามที่เรารู้จัก เช่นเด็กเห็นรูปนกเป็นรูปไก่ก็เป็นไก่ไปตลอด มิฉะนั้นเราอาจจะเข้าใจผิดว่า เด็กดูผิด และแปลผลผิดไปได้
    5. เวลาทำการทดสอบต้องรีบทำการทดสอบอย่างเร็วๆ และแม่นยำ ก่อนที่ความสนใจของเด็กจะหมดลง เพราะ เด็กจะมีความสนใจสั้น
    6. อย่าพยายามเคี่ยวเข็ญให้เด็กอ่าน ถ้าเด็กอ่านไม่ได้ในตัวเล็กๆอาจเพราะความสนใจไม่มี หรือเล็กเกินไป ถ้าเชียร์ไม่สำเร็จ อาจจะสลับใช้อีกอันมาทดสอบก่อนแล้วค่อยกลับมา หรืออาจชี้ตัวใหญ่ผ่านลงมาเร็วๆ จนถึงตัวเล็กๆ ลง ค่อยตรวจละเอียดอีกหน
    7. ในเด็กที่เริ่มคุ้นแล้ว ต้องระวังโดนเด็กหลอก โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาเรื่องสายตา มักจะพยายามปกปิดปมด้อยของตัวเองโดยพยายามท่องจำตัวหนังสือ หรือแอบมองโดยที่เรานึกไม่ถึง อาจจะต้องทำการทดสอบโดยการอ่านจากหลังมาข้างหน้า หรือสับแถวขึ้นลงโดยชี้สลับไปมา จึงได้ค่าที่แท้จริง
    8. การทดสอบเด็กอาจจะทำสำเร็จไม่ได้ในครั้งแรก หรือครั้งเดียว อาจจะต้องอาศัยการตรวจซ้ำอีก 2-3 หน ตามความคุ้นเคยของเด็กกับผู้ตรวจ และสถานที่ ในบางกรณีที่พ่อแม่ให้ความร่วมมือ อาจจะให้พ่อแม่เป็นผู้ช่วยตรวจ (ถาม) แล้วเราคอยเฝ้ามองดูระดับการมองเห็นก็ได้

สรุป การทดสอบระดับตาเด็กเป็นของไม่ยากแต่ไม่ง่าย ต้องอาศัยความใจเย็น และอดทน รวมทั้งความเอ็นดูเด็กในการทดสอบ หวังว่าเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ คงจะมีประโยชน์ช่วยให้การทำ vision screening ในเด็กเล็กๆ โดยเฉพาะก่อนวัยเรียนนั้น ประสบความสำเร็จ

References

  1. American Academy of Ophthalmology: Policy statement: Vision screening for infants and children.
  2. American Academy of Pediatrics: Eye examination and vision screening in infants, children and young adults. Pediatrics 1996; 98 (1): 153-7.
  3. Bacal A. Danon. MD, Rouster T. Sepideh and Hevtle W. Richard: Why early vision screening snatters. Contemporary Pediatrics 1999; 16 (2): 155-167.
  4. Day Susan: Novel and abnormal visual development, history, examination and further investigation. Pediatric Ophthalmology 1990, Taylor David ed. Blackwell Scientific Publications. Boston Oxford.
  5. Hajvarinen Lea. Early Development of vision: Vision testing manual 1995-1996, section 2.
  6. Hajvarinen Lea. Vision activity: Vision testing Manual 1995-1996; Section 4.
  7. Hajvarinen Lea. Screening: Vision testing Manual 1995-1996; Section 9.
  8. Tong Y. Patrick et al: Screening for Amblyopic in preverbal children with photoscreening photographs: Ophthalmology 1998; 105: 856-863.
1