24-Jan-2004
 
 
 
 
 
     
 
 
 
         
 
TOPOGRAPHIC DESIGN OFFICE......... SURVEY & LANDSCAPE CONSULTANT..........CHIENGMAI THAILAND
 
 

ย้ายไปที่ เวปใหม่ http://thaitopo.page.tl/คลิกที่นี่

HEAVY SCAPE ? (out-law & out-kara landscape ) in thailand

( ภูมิทัศน์ นอกกะลา ) การปฏิวัติยุคสมัย ด้วยสายไฟเส้นเดียว

คนส่วนใหญ่ มักจะเข้าใจคำว่า " ภูมิสถาปัตยกรรม หรือเทคโนโลยีภูมิทัศน ์ " คือวิชาที่เกี่ยวกับการจัดสวนจัดบริเวณเท่านั้น



 

 

 

 

..ข้อชี้แจง

.................เนื่องด้วยข้อเขียนต่าง ๆ ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ผู้เขียนขอชี้แจงให้ทราบก่อนว่ามิได้มีเจตนาบิดเบือน เบี่ยงเบน หรือมีวัตถุประสงค์ที่จะเขียนตำรา การออกแบบในงานภูมิสถาปัตยกรรม หรือ เทคโนโลยี -ภูมิทัศน์ นี้ขึ้นมาใหม่ เพื่อลบล้างตำราเก่าหรือลบหลู่ครูบาอาจารย์ ผู้ที่เคยให้ความรู้มาแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ผู้เขียนอาจจะจำเป็นต้องกล่าวถึงในบางเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวิชานี้ ซึ่งแต่เดิมขอบเขตและคำจำกัดความของวิชาที่เคยเล่าเรียนกันมามันดูจะยิ่งใหญ่ เสียจนเราวางตัวกันไม่ถูกและเข้าร่วมกับคนอื่น ๆ ในสังคมได้ลำบาก และไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่และควรอยู่ ณ จุดไหนกัน แล้วควรจะเอาอะไรไปวัดความสามารถแข่งกับเขา ให้สังคมยอมรับเรา อย่างเช่นในต่างประเทศได้ โดยที่จะไม่ใช่พอใจเป็นแค่เพียงนักภูมิทัศน์เท่ ๆ หรือเป็นภูมิสถาปนิกแบบไทยๆ กันตามโอกาสที่มีของแต่ละคนอย่างเช่นสังคมปัจจุบันนี้ที่ผ่าน ๆ มา

ซึ่งผู้เขียนมีเจตนา อยากให้มีการพัฒนาแข่งขันในด้านความสามารถให้ถูกจุด ตลอดจนฝึกฝนมุมมองความคิด วิชาการ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการประยุกต์ใช้ให้ทันโลกทันสังคม อย่างเหมาะสมและสามารถเข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์งานร่วมกับคนในสาขาวิชาชีพอื่น ๆ ให้เป็นที่ยอมรับในสังคมให้ได้ในอนาคต (มิใช่ ONE MAN SHOW) ดังนั้น ข้อเขียนบทความต่าง ๆที่กล่าวถึง จึงเป็นการสื่อความหมายโดยตรง เพื่อผู้อ่านเข้าใจง่าย และผู้เขียนเขียนด้วยประสบการณ์จริง จึงไม่ค่อยจะถูกต้องเป็นระเบียบตามหลักการทางอักขระวิธีของการเขียนนัก และการใช้ถ้อยคำบางครั้ง อาจจะดูไม่เหมาะสมต่อสถานการณ์ของผู้อ่านทั่วไปนัก จึงต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย เนื่องจากข้อเขียนนี้ผู้เขียนทราบดีว่า ผู้ที่อ่านนั้นล้วนเป็นผู้ที่อยู่ในระดับอุดมศึกษาหรือสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ในชั้นสูงและมีประสบการณ์ในสังคมกันมาเเล้ว จึงเป็นผู้มีวิจารณญาณพอเพียงที่จะสามารถแยกแยะเรื่องราว ที่ดูอาจไร้สาระแต่ก็พอจะเป็นวิชาการนี้ได้

พนาดร สุนทรยาตร์ Email. thaitopo@yahoo.com


ทำความเข้าใจกันก่อน..

สืบเนื่องมาจากการเริ่มต้นด้วยความสับสนวุ่นวาย ของความหลากหลายแหล่งวิชาการที่ผ่านๆมา ต่างคนจากหลายๆ สถานศึกษาต่างกาลเวลา อีกมากมายตำราทั้งในและนอกประเทศ ที่ได้เคยกล่าวอ้างได้อ่านกันผ่านมา ต่างก็ได้เกริ่นบรรยายพรรณาอ้างถึงเกี่ยวกับสรรพคุณวิชา LANDSCAPE ที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ ไว้ในแบบที่ไปในคนละทิศทางเดียวกันมาตลอด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการตีความหมายไปตามศัพย์ภาษา หรืออาจจะเป็นเจตนาดีเพื่อที่จะทำให้วิชาเป็นกลาง ๆ แต่ความจริงกลับหนักไปข้างเดียว เสียจนมองแล้วเคว้งคว้าง ดูมันกว้างขวางใหญ่โตเกินไป จนอาจไปไม่ถึงอาชีพนี้ได้กันสักคน ซึ่งจะขอยกตัวอย่างความเป็นจริงจากความหมายของคำต่อไปนี้ ให้พิจารณา คือ

LAND ความหมายในที่นี้ หมายถึง แผ่นดิน

SCAPE หมายถึง ภาพสิ่งที่มองเห็น (ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก) LANDSCAPE หมายรวมว่า ภาพที่ชวนมองบนแผ่นดิน หรือวิวทิวทัศน์บนโลกนี้ ที่มีนิยาม เรียกว่า “ภูมิทัศน์” โดยในที่นี้ จะหมายรวมถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาด้วยก็ได้

LANDSCAPE ARCHITECT คือ ผู้ที่มีหน้าที่ที่จะช่วยสร้างเสริมวิวทิวทัศน์และสิ่งแวดล้วม ของทั้งโลกให้น่า มองขึ้น ซึ่งเรียกตัวเองว่า “ภูมิสถาปนิก”

LANDSCAPE ARCHITECTURE คือ ภูมิสถาปัตยกรรม วิชาแห่ง ศิลปและวิชาการ ตลอดจน เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ที่ต้องเรียนรู้ในวิธีการที่จะสร้างสรรค์ จรรโลงโลก และพิทักษ์สิ่งแวด ล้อม เพื่อทำงานร่วมกับผู้รู้ในวิชาการแขนงอื่น ๆ ต่อไปในสังคม ซึ่งเรากำลังจะกล่าวถึงและต้อง รับรู้เข้าใจร่วมกัน ในความหมายให้ดีขึ้นกว่าเรื่องราวที่ได้กล่าวผ่าน ๆ มาในเบื้องต้นนี้กันต่อไป


นิยามความหมายของงาน..

ภูมิสถาปัตยกรรม ในเเง่ของผู้เขียน ถ้าจะกล่าวถึงความเห็นจากตำราหลาย ๆ เล่ม หลาย ๆ ผู้เขียน ก็คงจะเป็นการเสียเวลา เสียอารมณ์และความรู้สึกที่ดีบางส่วนไปในความหมายที่ไม่ตรงประเด็นนัก แต่ในความหมายที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นความจริงที่ใกล้ตัว ที่จะทำให้ผู้อ่านหรือผู้ที่ต้องการเป็นภูมิสถาปนิกที่ดีแห่งประเทศไทย ในอนาคตนำไปเป็นแนวทางและกำลังใจในการต่อสู้ เพื่อเชิดชูวิชาชีพนี้ให้ประจักและประกาศตัวให้เป็นที่ยอมรับในสังคมเราได้ด้วยตัวเอง

ซึ่งนิยามนี้ ผู้เขียนขออนุญาตคัดลอกบนความบางส่วนของผู้ที่เคยเขียนไว้มาแล้วบ้าง และคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำมากล่าวซ้ำ ณ ที่นี้ เพราะเป็นเรื่องของหลังวิชาที่ต้องเรียนรู้ ชีแจงเรื่องราวและอ้างถึง กล่าวคือ วิชาการเกี่ยวกับงานภูมิสถาปัตยกรรมนั้นเป็นวิชาที่กว้างไกล ครอบคลุม และเชื่อมโยงกันกับวิชาการสาขาอื่น ๆ หลายสาขา(INTER DISCIPCINE) เช่น วิศวกรรม, ภูมิศาสตร์, นิเวศวิทยา, ธรณีวิทยา, มนุษย์วิทยา, สังคมวิทยา, เกษตรกรรม, สถาปัตยกรรม, ศิลปกรรม, ผังเมือง, สิ่งแวดล้อม ฯลฯ

ดังนั้น ผู้ที่จะศึกษาวิชาทางภูมิสถาปัตยกรรม จริง ๆ แล้ว อาจจะมีพื้นฐานหลักวิชามาได้จากหลาย ๆ สาขาที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้นนี้ได้ โดยต้องมาศึกษาวิชาการทางด้านอื่น ๆ ประกอบเพิ่มเติมเพื่อที่จะออกมาประกอบวิชาชีพเป็นภูมิสถาปนิกต่อไป

ซึ่งแต่เดิมคนส่วนใหญ่ มักจะเข้าใจคำว่า ภูมิสถาปัตยกรรม หรือเทคโนโลยีภูมิทัศน์ คือวิชาที่เกี่ยวกับการจัดสวนจัดบริเวณเท่านั้น ซึ่งแม้แต่คนในวงการออกแบบทางสถาปัตยกรรมเอง ส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจถึงขอบเขตวิชาชีพทางภูมิสถาปัตยกรรมที่แท้จริงเท่าใดนัก ซึ่งอาจเป็นเพราะจากคำเรียกชื่อที่ต่างกันของคำว่า “ภูมิสถาปัตยกรรม” และ “เทคโนโลยีภูมิทัศน์” ในเมืองไทยเรา จึงทำให้เบี่ยงเบนเอนเอียง ลืมนึกถึงและศึกษาความหมายหลักขอบเขตงานของวิชาที่แท้จริง และความเป็นสากลของ งาน LANDSCAPE ที่ทั่วโลกยอมรับ ซึ่งเป็นที่มาของวิชาเดียวกันนี้ ให้เป็นไปในคนละทิศทางเดียวกัน และเกิดความสับสนอย่างเช่นในปัจจุบัน ดังนั้นต่อไปนี้ เราจะใช้คำว่างาน “LANDSCAPE” แทนทั้งสองคำนี้


ทำความเข้าใจขอบข่ายในเรื่องงานทาง LANDSCAPE..

งาน LANDSCAPE เป็นงานที่ผนวกเอา ศิลป และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เข้าด้วยกัน เช่นเดียวกับงานทางสถาปัตยกรรม ซึ่งภูมิสถาปนิก และสถาปนิก ต่างก็ใช้หลักการออกแบบโดยใช้องค์ประกอบทางศิลป (DESIGN ELEMENTS) เหมือนกันก็คือ FORM, COLOR. TEXTURE, CONTRAST, HARMONY ฯลฯ แต่มีองค์ประกอบปัจจัยที่เพิ่มขึ้นทางภูมิทัศน์ (LANDSCAPE FACTORS) ซึ่งได้แก่ สภาพแวดล้อม, ดิน, น้ำ, ภูมิอากาศ, อาคารสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ จะเป็นตัวกำหนด ลักษณะการออกแบบเพื่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอยเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากความงาม โดยภูมิสถาปนิก และ สถาปนิก มีหน้าที่คล้ายกันตรงที่เป็นแกนกลางผู้ประสานงานในการออกแบบทางกายภาพ (PHYSICAL DESIGN) ร่วมกับวิศวกรในสาขาต่าง ๆ เพื่อให้เกิดระบบที่ดี และสุนทรียภาพของงานอาคาร (BUILDING SYSTEM) ซึ่งความแตกต่างกันที่เห็นได้ชัดได้เเก่ ในงานของทางวิศวกรรมและ สถาปัตยกรรมของงานอาคาร นั้นจะวิ่งขึ้นในทางสูงหรือแนวดิ่ง แต่ระบบต่าง ๆ ในผังบริเวณ (SITE SYSTEM) ของงาน LANDSCAPE มักจะวิ่งไปในแนวราบ ซึ่งกล่าวได้ว่า งานออกแบบทาง LANDSCAPE คือ งานที่ออกแบบที่เกี่ยวกับพื้นดินและการใช้พื้นดิน ในทุกๆ สิ่งที่จะสร้างให้เกิดมุมมองสิ่งแวดล้อมที่ดีภายนอกอาคาร

ซึ่งงานหลักจริง ๆ ได้แก่ การจัดการออกแบบและวางแผนเกี่ยวกับงานดินโดยรอบอาคาร หรือกลุ่มอาคาร (LAND & MANIPULATION) หรือในขอบเขตระดับผังที่ใหญ่ขึ้น ( LANDSCAPE PLANNING) เช่นการวางแผนเกี่ยกับที่ดิน (LAND PLANNING) โดยพิจารณาความเหมาะสมของที่ดินต่อการพัฒนาในแง่ต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และในขณะเดียวกันก็จะให้ข้อเสนอแนะถึงความเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ของในแต่ละพื้นที่ หรือชี้ให้เห็นปัญหาผลกระทบที่จะเกิดกับการจัดการ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตและแนวทางแก้ไขต่อไป โดยจะใช้หลักการและเหตุผลทางวิชาการจากการทำการศึกษา วิเคราะห์พื้นที่ ( SITE ANALYSIS) ซึ่งวิธีการและรายละเอียดจะขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละพื้นที่ที่ไม่เหมือนกัน เเละจะกล่าวถึงวิธีการและรายละเอียดนี้ในขั้นต่อไป

......เเละสำหรับงานในระดับที่ใหญ่ขึ้น(LANDSCAPE PLANNING) ก็จะเป็นการวิเคราะห์ในการจัดวางแผนการใช้ที่ดินระดับภาค ( REGIONAL PLAN) เป็นผังการใช้ที่ดินขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถนำเสนอชี้แนะ การวางองค์ประกอบต่าง ๆ ของการใช้ที่ดินลงไป ซึ่งควรจะต้องมีนักวิชาการด้านอื่น ๆ เช่นผู้ที่มีความรู้ ทางวิศวกรรม, นักผังเมือง, นักเศรษฐศาสตร์ ฯลฯ ร่วมพิจารณาในเหตุผลด้านอื่น ๆที่เกี่ยวข้องนี้ด้วย ซึ่งผลจากการวิเคราะห์เบื้องต้นนี้จะทำให้ทราบและตัดสินใจได้ว่า บริเวณใดควรจะเป็นที่พักอาศัย, แหล่งพาณิชยกรรม, อุตสาหกรรม, ทางสัญจร ฯลฯ ซึ่งก็หมายถึงแผนผังการใช้ที่ดิน (LANDUSE PLAN) พร้อมทั้งควรให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ (RECOMMENDATIONS) ซึ่งจะต้องส่งไปใช้ในการออกแบบในขั้นตอนรายละเอียดของสถาปนิก และมัณฑนากรต่อไป

และขั้นตอนที่สำคัญอีกอย่าง คือ การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ ในด้านทำเลที่ตั้ง และความคุ้มค่า คุ้มทุนให้กับเจ้าของโครงการ ซึ่งมักจะคิดความเป็นไปได้ในด้านการตลาดเพียงด้านเดียว และมองข้ามปัญหา ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นตามมา ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีความรู้ในกระบวนการจัดการ และปรับปรุงพื้นที่ให้ดี ให้เหมาะสม ตั้งแต่ต้นก่อน

โดยปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรงในขั้นตอนแรกนี้คือ การวิเคราะห์และออกแบบการจัดการเรื่องดินและน้ำให้เสร็จสิ้นก่อนลงมือทำอย่างอื่น จะทำให้ปัญหาที่ตามมาน้อยลงได้ โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม แล้วนำปัจจัยด้านอื่น ๆ เช่น การตลาด การเงินและด้านเทคนิคพิเศษที่จะช่วยให้การทำงานวางแผนได้สะดวกมาประยุกต์ให้ประกอบต่อไป ซึ่งวิธีการจัดการงานดินเบื้องต้นก็คือ ต้องออกแบบปรับแต่ระดับดิน (GRADING) ให้กระทบต่อสภาพภูมิทัศน์ให้น้อยที่สุด และประหยัดงบประมาณงานดิน (EARTH WORK) โดยรักษาสมดุลย์ของดินตัดและติดถม (CUT & FILL) เพื่อให้เหมาะสมแก่การใช้งาน ดูแลรักษาง่าย และป้องกันการกัดเซาะ พังทลาย (EROSION CONTROL) โดยออกแบบทางไหลของน้ำให้ไหลออกจากบริเวณใช้งาน (DRAINAGE DESION) และรักษาทางไหลของน้ำตามธรรมชาติ (EXISTING DRAINAGE WAY) โดยการออกแบบรูปลักษณ์ของพื้นดิน (LANDFORM) ด้วยความเข้าใจ และรู้หลักวิธีการสำรวจของที่มาข้อมูลภูมิประเทศเบื้องต้นอย่างถูกต้อง และตรวจสอบได้ ก่อนการออกแบบ เพื่อความถูกต้องเกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มค่าและไม่เกิดผลกระทบ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อการถูกรบกวน (SENSITIVE TO IMPACTS) เเละพื้นที่มีปัญหาอื่นๆ


จากที่ท้าวความมา..

ดังที่กล่าวเกริ่นมาทั้งหมดข้างต้นนี้ เพราะมีคนส่วนมากที่มักเข้าใจว่า คนที่ทำงานทาง LANDSCAPE คือ นักจัดสวนเพียงอย่างเดียว หรืออาจเรียกให้สวยหรูว่า นักเทคนิคทางภูมิทัศน์ (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร) โดยไม่มีความเข้าใจขอบเขตของงานที่เเท้จริง ซึ่งความเป็นจริงเเล้วการออกแบบโดยการใช้ต้นไม้ (PLANTING -DESIGN) ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานออกแบบ LANDSCAPE เท่านั้น โดยจะต้องมีจุดมุ่งหมายในเชิงของการออกแบบในงาน LANDSCAPE นี้ ซึ่งนอกเหนือจากความงามแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการเจริญเติบโตในระยะเวลาต่อไป (TIME SPAN) ด้วย มิใช่การจำลองสวนหย่อมไว้ดูเล่นชั่วขณะอย่างที่เห็นกันทั่วไป โดยต้องผสานวัตถุประสงค์ในการใช้สอยตามความต้องการในองค์ประกอบของทฤษฎีความงามทางศิลปด้วย เช่นการใช้บังคับมุมมองสายตา, การสร้าง SPACE, การใช้ร่มเงา, การกรองฝุ่น, การป้องกันเสียง, ป้องกันลม ฯลฯ ซึ่งก็เป็นเพียงองค์ประกอบเพียงส่วนเดียวของงานเท่านั้น และยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึงดังที่ได้กล่าวมาแล้วอีกมากมาย ที่ต้องศึกษาเพิ่มพูนทักษะพัฒนาความรู้ เพื่อสร้างสรรค์งานในอนาคตต่อไป โดยไม่ให้ใครมาตีความในนิยามของงาน LANDSCAPE ให้เเตกเเยกเเบ่งชั้นอย่างเช่นทุกวันนี้ได้อีกต่อไป

..........ดังนั้น จากข้อเขียนและบทความข้อมูลประกอบโดยย่อเบื้องต้นนี้ คงทำให้เข้าใจและเกิดความรู้สึกที่ดีต่อวิชาชีพ LANDSCAPE ที่พอจะมีวิถีทางชัดเจนขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นเเต่เพียงความหมายที่ดูเเล้วกว้างเเต่ช่องทางกลับคับเเคบจนเกินไป อย่างที่เคยเป็น เคยคิดกัน และการที่จะเป็นนักออกเเบบที่สมบูรณ์ในงาน LANDSCAPE นี้ได้ เเละเป็นที่ยอมรับของสังคมได้ในอนาคตนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวของเเต่ละบุคคล หากมีความพยายามฝึกฝน พัฒนาความสามารถในส่วนที่แต่ละคนขาดไป และประยุกต์ใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมในแต่ละโอกาส อย่างเป็นขั้นตอนและถูกต้องชัดเจน ด้วยความมั่นใจก็จะต้องมีทางประสปความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องเรียกร้องหรือรอให้ใครมายกย่องเป็น “ภูมิสถาปนิก” หรือเเค่ “นักเทคนิคทางต้นไม้”อีกต่อไป


เราจะเริ่มกันตรงไหนดี ..

จะขอย้อนเกริ่นถึงสิ่งที่กล่าวยกมาในเบื้องต้นไว้ อีกสักนิด ซึ่งจริง ๆ แล้วเรื่องที่ได้กล่าวผ่าน ๆ มา มิใช่เนื้อหาสาระทั้งหมดของวิชา LANDSCAPE ซึ่งความเป็นจริง มีรายละเอียดเรื่องราวที่มาของขั้นตอนวิธีการ ที่ยุ่งยากอีกมากมาย ในที่นี้จึงเป็นเพียงบทนำของภาพรวมและสาระที่สามารถเห็นได้ชัดขึ้น เพื่อประติดประต่อเรียบเรียงขั้นตอน ให้ดำเนินต่อไปได้โดยถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของวิชา LANDSCAPE และในที่นี้จะไม่ขอกล่าวในรายละเอียด เรื่องราววิชาการไปมากกว่านี้ ซึ่งก็จะเป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน และคงจะไม่กลับย้อนไปถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ ศิลปให้ไปไกลโพ้นเพื่อนับญาติกัน ถึงยุค อียิปต์ กรีก โรมัน หรือสวนบนสวรรค์ชั้นฟ้า (PARADIS GARDEN) ให้เสียเวลา และสับสนวุ่นวายรกสมองอย่างที่เคยทราบกันมาดีอยู่แล้ว ในระบบของการศึกษาที่ผ่านมา ชึ่งคงไม่จำเป็นเท่าใดนัก

ในส่วนนี้ เรามาเริ่มมองปัญหาในส่วนของงาน LANDSCAPE เเละการเป็นนักออกเเบบ จริง ๆกัน บ้างดีกว่า โดยอาจจะมีบางส่วนชึ่งค้างคาใจอยู่ และยังไม่กล้าพอ หรือคงเป็นเพราะความไม่พร้อมของความสามารถในแต่ละบุคคล หรือความไม่ชัดเจนที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่ เนื่องจากที่ได้กล่าวมาในข้างต้นที่ได้ชี้ให้เห็นความหลากหลาย ที่เห็นได้ในตัวของวิชา LANDSCAPE ต่อการทำงาน ที่ต้องมีความรู้ มีเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาชีพอื่น ๆ ต่าง ๆ อีกมากมายด้วย ซึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง ที่บุคคลคนเดียว จะมีความรู้ความสามารถเก่งกาจไปได้ในทุกด้าน แต่ในการที่จะปฏิบัติตัวเพื่อเป็นภูมิสถาปนิกนักออกเเบบที่ดีในวิชาชีพนี้ จริงๆเเล้ว ก็ควรจะต้องรู้ไปพร้อมกันในทุกเรื่อง แต่อาจจะต้องมีความรู้ ความชำนาญเฉพาะด้าน ที่เป็นพิเศษเฉพาะตัวอยู่เป็นหลักบ้าง เพราะขอบเขตของงานมีกว้างขวาง และจะเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เข้าสู่สังคม เพื่อสร้างสรรค์งานร่วมกับผู้อื่น โดยตัวเราเป็นหลักที่ดีให้ได้ และยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นในสาขาวิชาชีพที่เราไม่ถนัด และพัฒนาตัวเองหาความรู้เพิ่มประสบการณ์ ทำงานอย่างมีเหตุผลและยอมรับกระบวนการทางเทคโนโลยีสมัยใหม่นำ มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับงานและตัวเอง ให้ทันยุคทันสมัยอยู่เสมอต่อไป

ดังนั้น แนวทางในการพัฒนาวิชาชีพ LANDSCAPE ที่เป็นอยู่ในปัจจุปัน จึงควรต้องมีการปรับแนวทางให้เป็นกลาง โดยไม่แยกฝ่ายไปเป็น HARDSCAPE & SOFTSCAPE อย่างที่เป็นอยู่กันตามความถนัดและความรู้สึกของแต่ละคนอย่างเช่นทุกวันนี้ จนทำให้เกิดปมเด่น และปมด้อยของวิชาชีพขึ้นในสังคม ซึ่งแยกกลุ่มแยกพวก เพื่อกลบเกลื่อนจุดด้อยของตน โดยในความเป็นจริงแล้ว สาระของวิชา LANDSCAPE ไม่มีใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง หรือต้องเอนเอียงไปทางใด แต่เป็นวิชาที่สร้างสรรค์จรรโลงโลก ซึ่งท้าทายความสามารถของทุกคน และต้องการให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันสร้างความถูกต้อง สวยงามให้แก่โลกและสังคมของเรา ด้วยความเข้าใจเเละสำนึก


เริ่มที่ตัวเราดีกว่า..

ตอนนี้เรากำลังตัดปัญหาที่ไร้สาระต่าง ๆ เบื้องต้นทิ้งไว้ตรงนั้นก่อน ปล่อยให้เขาแก้กันต่อไป เพราะมันเป็นปัญหาที่เขาสร้างไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2496 เราเกิดกันไม่ทัน ดังนั้นเรามาพูดกันถึง นักออกเเบบหรือภูมิสถาปนิกหลังปี ค.ศ 2000 ว่า ควรจะเป็นอย่างไรดีกว่า และควรจะอยู่ตรงไหนในสังคม และต้องเอาชนะคู่แข่งที่สำคัญของเราให้ได้ ด้วยวิธีใด ซึ่งก็คือตัวเรานั่นเอง โดยการเริ่มประติดประต่อเรื่องราวที่ได้เคยเรียนรู้มาทั้งหมด และนำมาประยุกต์ใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม สำดับขั้นตอนความสำคัญของงานให้ดี พัฒนาความรู้ความสามารถในส่วนที่ขาดไปให้ครอบคลุมเเละรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ร่วมกับการนำเทคนิคใหม่ ๆ มาใช้ เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด และเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นโลกยุคของการสื่อสารไร้พรมแดน และงานออกแบบเราเองก็ไม่ต่างกัน เพราะมันก็เป็นงานการสื่อสารสื่อภาษาภาพ ที่คนทุกชาติ ทุกภาษาจะต้องเข้าใจได้เหมือนกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญหลักอยู่แล้ว ดังนั้นหากมีการพัฒนางานให้เป็นไปได้ในทิศทางเดียวกัน โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีส่วนช่วย หรือเป็นองค์ประกอบหลักในการออกแบบได้ ก็จะทำให้วิชาชีพเเละผลงานทางด้านงาน LANDSCAPE เราเป็นระดับสากลขึ้นมาทัดเทียมกันในต่างประเทศได้ โดยไม่ยาก


การพัฒนาพื้นฐานที่ควรเรียนรู้..

จากพื้นฐานของบุคลากรในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอาชีพ LANDSCAPE ในเมืองไทยปัจจุบันนี้ พอจะแยกออกได้ตามความถนัดของงานเป็น 2 แนวทาง คือ ผู้ที่มีความรู้ความชำนาฐทางด้าน HARDSCAPE และทางด้าน SOFTSCAPE ซึ่งต่างก็มีพื้นฐานทางการศึกษาที่ต่างกัน และพยายามแยกออกจากกันโดยไม่มีตัวเชื่อมประสานในระบบ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ขึ้นในตัวได้ ดังนั้นผู้เขียนจึงอยากจะให้เกิดมีแนวทางใหม่เพิ่มขึ้น และจะเรียกเอาเองว่า “HEAVY SCAPE” ที่จะเป็นตัวกลาง เพื่อวัดความสามารถและพัฒนาการ ของการเป็นนักออกแบบที่ดีให้เกิดขึ้นประจักชัดเจน ถูกต้อง และตรวจสอบ วิเคราะห์ผลทางวิศวกรรมได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล สมกับคำว่า LANDSCAPE ที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป ซึ่งก็คือการนำศิลปและวิชาการมาผสมผสานใช้ร่วมกันให้เกิดการสร้างสรรค์ความงดงามขึ้นอย่างมีเหตุมีผล สามารถปฏิบัติได้จริง และสื่อสารวิธีการทำงานที่ถูกต้องตามวิชาการให้กับบุคคลอื่น ในทุก ๆ สาขาอาชีพที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องและเกิดการยอมรับได้ โดยไม่ขัดแย้งหรือต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาภายหลังอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เเละจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ไม่เกิดการยอมรับในสัมคมปัจจุบัน เพราะเห็นว่างานออกแบบทาง LANDSCAPE ไม่เป็นงานทางวิชาการหรือวิศวกรรม พิสูจน์ไม่ได้ เเละเป็นเพียงจินตนาการหรือรูปวาดที่ไม่มีอะไรแน่นอน และปฏิบัติให้ถูกต้องแม่นยำจริง ๆ ไม่ได้

ซึ่งในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้ว ปัญหามันเกิดจากความผิดของตัวนักออกแบบเอง ที่ขาดความรู้ในด้านอื่นๆเเละพื้นฐานของงานด้านสำรวจ (SURVEY) โดยการทำงานในเบื้องต้นไม่สามารถตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลแผนผัง ที่ตนเองทำให้เข้าใจหรือรู้จริงถูกต้องเสียก่อน แต่ดันทุรังทำไปเพราะคิดว่าตัวเองมีความรู้พอแล้ว รีบทำงานจึงเกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมายอย่างที่ได้ชี้ให้เห็นชัด ๆ ตรงนี้


ทำไมต้องมี HEAVY SCAPE เข้ามาเกี่ยวข้อง..

HEAVY SCAPE คืออะไร ความจริงแล้ว มันก็คืองานวิศวกรรมเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องนั่นเอง (SITE ENGINEERING FOR LANDSCAPE ARCHITECTS) แต่ถูกมองข้ามไป ในสังคมของนักออกแบบไทยเรา

ซึ่งแต่เดิมมา เราถูกอบรมสั่งสอนและพยายามสร้างปลูกฝังในมาแสดงตัวเป็น Hero ในสังคมกันเท่านั้น แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องเข้าไปในทุกสาขาอาชีพ และแทบจะเป็นหลักสากลในการทำงาน โดยเฉพาะการออกแบบของเรา ซึ่งจะมีผลทำให้การทำงานต้องดำเนินไปตามระบบอย่างมีแบบแผน เพื่อความถูกต้อง แม่นยำ และสื่อสารกันได้อย่างเป็นสากล นั่นคือต้องมีการปรับตัวกันครั้งใหญ่ จากที่เราเคยเอาความรู้สึก และความรู้ ความสามารถที่มีอยู่เดิม และเคยใช้ได้ผลกันมาแล้วมาปรับปรุง Recicle ใหม่ หรือที่เขาเรียกกันว่า Reengineering เพื่อให้เกิดการพัฒนางาน และสร้างผลงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นสากล

ในที่นี้ ผู้เขียนหมายถึงการกลับไปหาจุดอ่อน ข้อบกพร่องของการทำงานที่ผ่านมา โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นตัวกลางในการพิสูจน์งาน และกลับมาวิเคราะห์ผลงานและวิธีการทำงานกันตั้งแต่จุดเริ่มต้น โดยเราจะเริ่มต้นกันตั้งแต่ การรับงาน LANDSCPAE กันสักชิ้นหนึ่ง เคยมีบ้างไหม หรือมีนักออกแบบคนใด ที่เข้าไปตรวจสอบข้อมูลที่เป็น BASE PLAN ตัวเองให้ถูกต้องเป็นจริงเสียก่อน ก่อนแล้วจึงลงมือทำงานออกแบบกัน ซึ่งส่วนมากก็อาศัยเพียงจากเอกสารของทางราชการสมัยเก่า ๆ เช่น โฉนดที่ดีนมาคัดลอก ขยายด้วยความรู้ที่พอมีอยู่ หรือพึ่งเครื่องมือที่พอหาได้ใกล้ ๆ ตัวที่คิดว่าดีที่สุด และเป็นข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดแล้ว สุดท้ายก็พลาด จริงๆ แล้วใครหล่ะที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งก็ต้องโยนความผิดกันไปมาไม่มีการจบสิ้นเหมือนที่เป็นกันอยู่ ซึ่งเราไม่ได้โทษระบบการเก็บข้อมูลของทางราชการ ซึ่งดำเนินกันมานานนมแล้ว หรือกล่าวหาท่านว่าล้าสมัย

แต่เราควรตรวจสอบ พิสูจน์กันอีกครั้งก่อนการวางผังวางแผนในขั้นตอนที่จะลงมือจริง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาในการแก้ปัญหาภายในหน้างานหน้าสนาม อย่างที่เคยเป็นกันอยู่ จนเป็นเรื่องประจำแบบธรรมดาไปแล้ว เเละก็ถูกกล่าวหาว่าวิชาชีพของเราไม่เป็นจริงพิสูจน์ไม่ได้อย่างที่เขาว่ากัน ในความเป็นจริงเเต่เดิมนักออกแบบไม่เคยใส่ใจกันเลยในจุดนี้ หรือคิดว่าไม่จำเป็นเพราะคิดว่ามีผู้รับผิดชอบข้อมูลเบื้องต้นนี้อยู่แล้ว

แต่จงสำนึกไว้ว่า นี่ก็คืองานของเราที่รับผิดชอบอยู่ ดังนั้นเราจะละเลยในจุดนี้ไปเสียไม่ได้ และถ้าเป็นงานในระดับที่ใหญ่ ๆ ขึ้นไป ความสำคัญในจุดนี้ยิ่งเป็นเรื่องจำเป็น และอย่างน้อยเราควรรู้ที่มาที่ไปของแหล่งข้อมูลให้ชัด และแจ้งให้เจ้าของงานทราบเสียแต่เบื้องต้น และถ้าเราไม่มีความสามารถจริง ๆ ในจุดนี้ที่จะตรวจสอบได้ ก็ควรแนะนำให้มีการว่าจ้าง หรือนำช่างสำรวจที่มีความสามารถ เชื่อถือได้ มาทำในขั้นตอนนี้เสียแต่เริ่มต้น เพื่อจะไม่เป็นการผิดพลาด และถูกต่อว่าให้เสียหายกันได้ในภายหลัง เมื่อถึงตอนลงมือทำงานกันจริง ๆ

และที่สำคัญที่สุดก็คือ ในระบบเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพื่อการออกแบบนี้ โปรแกรมต่าง ๆ ที่เราจะนำมาใช้ในการทำงาน ล้วนแต่ต้องการข้อมูลเริ่มต้นที่เป็นจริงเท่านั้น แล้วมันจึงจะดำเนินขั้นตอนต่อ ๆ ไ ปได้ดี เเละถูกต้องอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงจากการเขียนด้วยมือแบบเดิม มาเป็นการเขียนรูปผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงเพื่อให้งานออกมาดูดีเท่านั้น และเราก็จะเป็นเพียง DRAF MAN คนหนึ่งในวงการออกแบบ ที่อยู๋ในสังคมร่วมกับเขาได้โดยไม่ตกยุคเท่านั้นเอง ซึ่งก็จะมิใช่นักออกแบบที่แท้จริง (DESIGNER)

ดังที่กล่าวมาแล้วว่า วิชา LANDSCAPE เราเป็นวิชาที่เป็นเหตุ เป็นผล ข้อมูลในเบื้องต้นจำเป็นต้องถูกต้องก่อนเป็นอย่างแรก ดังนั้นเราจึงควรต้องมาทบทวน ศึกษาวิชาความรู้เรื่องของการสำรวจ (SURVEY)เบื้องต้นกันใหม่อีกครั้งเพิ่มเติมในเรื่องของข้อมูลที่มา วงรอบ ขอบเขตที่ดิน (TRAVERSE) ค่าระดับเส้นชั้น ความสูง (TOPORGAPHIC MAP) ซึ่งเป็นพื้นฐานหลัก ที่จะเป็นแบบเริ่มต้นของการทำงาน (BASE MAP) ที่เป็นหัวใจสำคัญของงานจริง ๆ โดยที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องและต้องนำมาใช้ประโยชน์กับงาน เกี่ยวกับขั้นตอนการออกแบบที่ควรรู้ไว้เท่านั้น ซึ่งก็คือ วิชาการสำรวจในงานภูมิทัศน์ (LANDSCAPE SURVEYING)ที่เคยได้เรียนเป็นวิชาพื้นฐานกันมาแล้ว ไม่ใช่การเรียนวิชาช่างสำรวจ (SURVEYOR)

จะเห็นได้ว่า เราเริ่มเข้าไปก้าวก่ายงานของสาขาอาชีพอื่นเขาเข้าบ้างแล้ว ซึ่งจริง ๆ แล้ว อาจดูไม่เหมาะสม แต่จำเป็นต้องรู้ และจำเป็นต้องทำ เพราะมันเกี่ยวข้องกับงานเราโดยตรง และบุคลากรด้านนี้โดยตรงจริง ๆ ยังไม่มี

ซึ่งหมายถึงการเก็บข้อมูลสำรวจโดยช่างฯ เพื่อการออกแบบจริง ๆ และกลับมาใช้งานบนพื้นที่จริงได้ตามแบบโดยระบบเดียวกันนี้ และรับผิดชอบข้อมูลได้ 100 % ซึ่งก็คงไม่มีช่างสำรวจคนไหนในตอนนี้ กล้ารับรองอย่างนี้ได้ เพราะยังติดอยู่กับระบบเดิม ๆ กันอยู่ แต่จริง ๆ มันสามารถทำได้นานแล้วและเป็นไปได้จริง ๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ของเครื่องมือสำรวจ โดยใช้กล้องระบบอิเลคโทรนิกส์สมัยใหม่ (TOTAL STATION) นี้เอง

ซึ่งให้ค่าการสำรวจออกมาเป็น “ค่าพิกัด” ที่ถูกต้อง มิใช่การแปลงค่า และสามารถนำค่านี้มาใช้โดยตรงได้กับระบบของคอมพิวเตอร์เพื่อการออกแบบ ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึง โปรแกรม AUTOCAD ซึ่งต่อไปจะกล่าวถึง โดยเป็นหลักใหญ่ของการศึกษาการใช้งานโปรแกรมเขียนแบบทั่วไป ซึ่งยังมีโปรแกรมย่อย ๆ (THRID PARTY) แยกออกไปเฉพาะด้าน เฉพาะสาขาอาชีพ อีกหลาย ๆ ตัว ที่จะต้องกล่าวถึงในต่อไป

โดยหลังจากนำข้อมูลที่ได้มาจากกล้องสำรวจ ซึ่งอาจจะเป็นค่าสมมุติขึ้น หรือค่าจริง ๆ บนผิวโลก โดยใช้จากจุดอ้างอิงต่าง ๆ ที่พอทราบได้ด้วยวิธีการของช่างสำรวจแล้ว และสร้างจุดอ้างอิงใหม่เข้าไปในพื้นที่ไว้ไม่น้อยกว่า 2 จุด หรือถ้าจะให้ดีก็คือ 3 จุด โดยไม่ลืมเก็บค่าพิกัดตำแหน่งที่สร้างไว้ใหม่นี้กลับมาไว้ในเเบบด้วย เพื่อใช้เป็นจุดอ้างอิงเริ่มต้นของการทำงานภายในสนามครั้งต่อไป ซึ่งหลังจากนำข้อมูลเข้ามาพล๊อตรูปบนโปรแกรม AUTOCAD และทำการออกแบบเสร็จเรียบร้อย ก็สามารถนำค่าพิกัดที่ได้ในการออกแบบจาก AUTOCAD นี้กลับมาวางตำแหน่งลงบนพื้นที่จริงได้โดยถูกต้อง ด้วยระบบพิกันเช่นเดียวกันนี้หรือวิธีการอื่นๆได้

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า มันไม่ใช่กระบวนการและวิธีการอะไรเลย ที่ต้องยุ่งยากจนเราจะทำให้ความถูกต้องเป็นจริงขึ้นไม่ได้ ในขั้นตอนนี้ เพราะปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีที่เขาพยายามสร้างสรรค์กันมาก็เพื่อเอามาช่วยเหลือมนุษย์ให้ทำงานง่ายเข้า และสะดวกรวดเร็วขึ้น ซึ่งรายละเอียดและขั้นตอนวิธีการจะชี้แจงให้เข้าใจในขั้นตอนต่อไป และในตอนนี้เพียงต้องการให้ทราบเทคนิค วิธีการสมัยใหม่ ที่ไม่ต้องมาคอยบวก ลบ คูณ หาร จดจำสูตรต่าง ๆ ให้ยุ่งยากเหมือนเช่นแต่ก่อนแต่พิสูจน์ได้ จึงสามารถลดขั้นตอนการทำงานและโอกาสในความผิดพลาดไปได้มาก

แต่มีสิ่งใหม่ ๆเพิ่มเติม ที่ควรรู้และทำความเข้าใจไว้บ้างก็คือ “ค่าพิกัด” ที่พึงกล่าวถึงผ่านมานี้ ค่าพิกัดคืออะไร จำเป็นอย่างไร ค่าพิกัด (CO-ORDINATE) ก็คือ ระบบการอ้างอิงถึงตำแหน่งที่อยู่ เป็นค่าตัวเลข โดยใช้ตัวเลขสมมุติเป็นหน่วยระยะทาง อ้างถึงค่าแนวดิ่ง และแนวราบ ซึ่งถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ การอ่านค่ากราฟในวิชาเลขคณิตสมัยเรียนชั้นประถมดี ๆ นี่เอง แต่มีค่าความสูงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น ซึ่งค่าความสูงจะเกี่ยวข้องในจุดนี้ก็ต่อเมื่อมีความต่างระดับกัน และเป็นการเก็บข้อมูล เพื่อทำเเผนที่ภูมิประเทศที่มีความต่างระดับ (TOPOGRAPHIC MAP) เพื่อประโยชน์ในการออกแบบ ปรับระดับพื้นที่ (GRADINE PLAN) หรือในเรื่องของการระบายน้ำ (DRAINAGE) ฯลฯ

แต่ในขั้นตอนนี้ เรากำลังกล่าวถึงค่าพิกัดตำแหน่งที่ใช้ในการนำมาเป็นข้อมูล ขอบเขตวงรอบ อาณาบริเวณของพื้นที่กันก่อน โดยเราจะใช้เพียงค่าแนวดิ่ง และแนวราบ ซี่งก็คือ ค่า X (ราบ) Y (ดิ่ง) ที่เรารู้จักกันดีแล้ว หรือจะใช้อีกระบบที่วงการสำรวจใช้กันก็คือ ค่า N และ E หรือค่าทิศเหนือ และตะวันออก ซึ่งความจริงแล้วมันก็คือค่าอันเดียวกัน แล้วแต่ใครจะเลือกใช้ ข้อสำคัญก็คือให้เข้าใจเหมือนกันก็แล้วกัน

ในหลักปฏิบัติเเต่เดิมจริง ๆ แล้ว เดิมทีค่าพิกัดในการสำรวจนี้ จะต้องได้มาจากการคำนวณหาค่าที่เกิดจากค่ามุมและระยะ ภายในสนามจากข้อมูลจุดทั้งหมด (FIELD WORK) เสียก่อน และจึงนำข้อมูลดิบมาแปลงแปลเป็นค่าพิกัดของตำแหน่งออกมาเพื่อใช้อีกครั้งหนึ่ง แต่ในขั้นตอนนี้ เราจะขอตัดไปไม่กล่าวถึงในวิธีการนี้ และจะกล่าวในภายหลัง เพื่อนำมาใช้ในการตรวจสอบข้อมูลที่ได้มาด้วยวิธีการใหม่นี้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการแบบนี้ เพราะข้อมูลดังกล่าวจะไม่ค่อยถูกต้อง แม่นยำนัก และมักมีการปัดตัวเลข ซึ่งหากมีการ MAKE ข้อมูลขึ้น และเป็นข้อมูลจำนวนมาก ๆ จะทำให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นตามกันไปหมด หาที่ผิดจริง ๆ ไม่ได้ แต่ก็เป็นวิธีที่พอที่จะรับได้มากที่สุดในการนำเสนอข้อมูลของช่างสำรวจในปัจจุบันนี้ ที่จะใช้งานร่วมกับระบบการออกแบบได้รวดเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก และดีกว่าใช้วิธีการลอกรูป แผนผังจากกระดาษ ที่ใครก็ไม่รู้เขียนเอาไว้ โดยไม่มีคนรับผิดชอบเช่นเเต่ก่อน

ดังนั้น จึงพอสรุปแบบรวบรัด เอาแบบง่าย ๆ ว่า ข้อมูลที่จะใช้เป็น BASE MAP (แบบเริ่มต้น) ของการเริ่มต้นการเขียนแบบ ออกแบบใด ๆ ในระบบการออกแบบยุคใหม่นี้ ควรจะเป็นข้อมูลที่ได้มาด้วยวิธีการทำการสำรวจจริงบนพื้นที่ และถ้าจะให้สะดวกยิ่งขึ้น ในการทำงานร่วมกับระบบการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์นี้ (หรือต่อไปจะเรียก AUTOCAT แทน) ควรจะใช้ข้อมูลในรูปของพิกัดหรืออย่างน้อยต้องอ้างอิงถึงมุม และระยะที่สามารถตรวจสอบได้จริงจากงานภาคสนาม จึงะเป็นการเริ่มต้นของการทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด และเกิดประสิทธิภาพดังที่ได้กล่าวไว้

AUTOCAD คืออะไร จะเกี่ยวข้องกับงาน LANDSCAPE ได้อย่างไร AUTOCAD คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการออกแบบ เขียนแบบ และผลิตงานออกแบบที่เกี่ยวข้องได้ในเกือบทุกประเภท เช่น ตั้งแต่งานแผนผังแบบชิ้นเล็ก ๆ จนกระทั่งงานใหญ่ ๆ จนถึงแผนที่โลก ด้วยความไม่มีขีดจำกัดใด ๆ ซึ่งในที่นี้เรากำลังจะกล่าวถึงเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้าน LANDACAPE เป็นหลักเท่านั้น

ซึ่งจริง ๆ แล้ว AUTOCAD เป็นโปรแกรมที่ใช้กันอย่างกว้างขวางและจะเห็นได้ชัดในการนำไปใช้งานออกแบบทางสถาปัตยกรรม, วิศวกรรม, งานสำรวจ, ตกแต่งภายใน, แผนที่ ตลอดจนงานออกแบบผลิต-ภัณฑ์และเครื่องกล ฯลฯ ที่พอมีให้เห็นและใช้กันอยู่ในเมืองไทยเราในขณะนี้ มีตัวอย่างให้เห็นอยู่มากมายพอสมควร และต่อไป AUTOCAD นี้ จะเป็นตัวหลักในการผลิตผลงานการออกแบบทั้งหมดในอนาคต และเป็นที่ยอมรับสำหรับคนทั่วโลก ในเรื่องของมาตรฐานการออกแบบโดยทั่วไป ซึ่งความสามารถของโปรแกรม AUTOCADนั้น จะทำได้ตั้งแต่งานในระบบ 2 มิติ และ 3 มิติ ตลอดจนเป็นพื้นฐานของการนำไปสู่การสร้างงาน ANIMATION (ภาพเคลื่อนไหว) และการนำเสนองาน (PRESENTATION) ในรูปแบบต่าง ๆ ในขั้นตอนต่อ ๆ ไปที่สูงขึ้น และใช้ร่วมกับโปรแกรมอื่น ๆ ได้อีกใน หลาย ๆ รูปแบบ ซึ่งในที่นี้คงจะกล่าวถึงได้แต่เพียงสั้น ๆ ให้พอเข้าใจถึงภาพรวมความสามารถของโปรแกรม AUTOCAD ที่พอจะมีส่วนเข้ามาช่วยการทำงานทาง LANDSCAPE ให้ง่าย และรวดเร็วถูกต้อง และเป็น มาตรฐานสากลขึ้นได้อย่างไร

แต่เดิม คนทั่วไปคิดว่า AUTOCAD นั้น เป็นโปรแกรมเพื่อใช้ในงานออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งเนื่องมาจากตำราของผู้เขียน ผู้แปลต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเน้นชี้แนวทางตัวอย่างการใช้ มุ่งไปสู่การออกแบบทางสถาปัตยกรรมเป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้งานหลักอยู่ในเมืองไทยเราปัจจุบันนี้ และต่อ ๆ มา ก็มีผู้เริ่มออกมาชี้แนวทางให้เห็นการนำไปประยุกต์ใช้ในงานวิศวกรรมเครื่องกล, โยธา, งานระบบไฟฟ้า, ประปา, การทำแผนที่ ฯลฯ ซึ่งก็ยังไม่มีการใช้งานในส่วนที่กล่าวมาภายหลังนี้อย่างกว้างขวางเท่าใดนัก อาจเป็นเพราะยังไม่ค่อยมีผู้มีความรู้ ความชำนาญเฉพาะด้านในสายงานเหล่านี้มากพอ และอาจจะเป็นเพราะคนส่วนมากยังไม่กล้าเปลี่ยนระบบจากการเขียนด้วยวิธีเดิม เพราะยังขาดข้อมูลตำราชี้แนะแนวทางการทำงานเฉพาะด้านของแต่ละประเภทงานเหล่านี้อย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันนี้ ยังไม่มีผู้เขียนตำราเกี่ยวกับงานเฉพาะด้านโดยตรงเหล่านี้ออกมาให้ชัดเจน กันอย่างจริงจัง นอกจากมีเพียงคำชี้แนะจากผู้ผลิตโปรแกรม ที่ยืนยันการใช้งานได้และเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศเท่านั้น

ดังนั้น จึงมีเพียงผู้ใช้อยู่บางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับงานประเภทดังกล่าว ที่สนใจ ที่จำเป็นต้องศึกษาค้นคว้า หาวิธีประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับงานตัวเอง นอกเหนือจากงานออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่มีการใช้กันอยู่ก่อนแล้วอย่างกว้างขวาง ดังนั้น จึงเป็นการเริ่มต้นกันที่ดูยากสักนิดหนึ่ง แต่ความจริงไม่ได้มีอะไรที่ยุ่งยากขนาดนั้นหรอก สำหรับงาทางด้าน LANDSCAPE นั้นก็เช่นกัน ซึ่งเป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่า เกี่ยวข้องทั้งงานสำรวจพื้นที่, วิเคราะห์พื่นที่, งานแผนที่, งานวิศวกรรม, งานดิน งานถนน, งานระบบน้ำ, งานระบายน้ำ, งานต้นไม้ ตลอดจนฐานข้อมูลต่าง ๆ ฯลฯ ที่ล้วนอยู่นอกเหนือจากงานสถาปัตยกรรมอยู่แล้วนั้น แล้วจะใช้งาน AUTOCAD กับงาน ทาง LANDSCAPE ได้อย่างไร ซึ่งจะขออธิบายให้เข้าใจตรงนี้ให้ง่ายเข้าอีกครั้งว่า จริง ๆ แล้ว AUTOCAD เป็นโปรแกรมพื้นฐานหลักของงานออกแบบทั้งหมด ที่มีความสามารถอยู่ในตัวเองครบถ้วนอยู่แล้ว และสามารถทำได้ในทุกอย่าง ทุกขั้นตอนของการออกแบบ เขียนแบบและวิะคราะห์ข้อมูล แต่การใช้ AUTOCAD โดยตรงในการทำงานเฉพาะด้านนั้น จึงจำเป็นต้องมีขั้นตอนและกระบวนการใช้คำสั่งยุ่งยากหลายขั้นตอน ไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร

จึงทำให้เกิดการพัฒนาโปรแกรมเสริมที่เรียกว่า THIRD PARTY ขึ้นมาเพิ่มในแต่ละสาขาอาชีพ ตามประเภทสายงานต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวถึงเบื้องต้น เช่นเดียวกับงานในด้าน LANDSCAPE ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนาโปรแกรมทาง LANDSCAPE ไว้ให้ และโดยเฉพาะครบถ้วนที่พอจะให้งานขั้นตอนการทำงาน และผลิตผลงานออกมาได้ดีพร้อม และสมบูรณ์เข้าสู่ระบบมาตรฐานสากลของการออกแบบ เขียนแบบได้ โดยไม่ใช่เรื่องยากเย็นเหมือนเช่นแต่ก่อนอีกต่อไป

แต่ก็ควรจะต้องมีการศึกษาพื้นฐานเบื้องต้นของการใช้งานคำสั่งโปรแกรม AUTOCAD ไว้พอสมควรในระดับหนึ่งก่อน และเพราะโปรแกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ ก็ทำงานอยู่บนตัวโปรแกรม AUTOCAD นั้นเอง และต้องรู้ เข้าใจวิธีการ ขั้นตอน ของการเขียนแบบด้วยมือมาแล้วเป็นอย่างดีด้วย การทำงานจึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ ดังนั้น หลังจากได้ทราบที่มา และวิธีการจะใช้ประโยชน์จากโปรแกรม AUTOCAD กับงาน LANDSCAPE เบื้องต้นแล้ว สิ่งที่ต้องเตรียมตัวที่สำคัญเบื้องต้นก็คือ คำสั่งพื้นฐานที่ควรรู้ และจำเป็นต้องฝึกฝนการใช้งานให้ชำนาญก่อน ซึ่งที่จะยกมากล่าวนี้ จะพูดถึงเฉพาะที่จำเป็นในการทำงานเบื้องต้น เพื่อให้ง่ายแก่การเริ่มศึกษา และสามารถสร้างงานขั้นสูงต่อไปได้พร้อมกันโดยง่าย

ซึ่งความจริงแล้ว สามารถใช้คำสั่งของ AUTOCAD ง่าย ๆ เพียงไม่กี่คำสั่งก็สามารถสร้างงานเขียนแบบได้มากมายเพียงพอแล้ว


จบตอนที่ 1

โดย.. พนาดร สุนทรยาตร์    Email.thaitopo@yahoo.com

กลับข้างบน


 

Yahoo! GeoCities

Yahoo! GeoCities

1 1