จุลลกเศรษฐีชาดก
Logo003poet2543.gif (2019 bytes)

Tale002.gif (3475 bytes)

นิทานชาดก    นิทานนานาชาติ    นิทานเด็ก

จุลลกเศรษฐีชาดก

[จุน-ละ-กะ-เสด-ถี-ชา-ดก]

ชาดก..ว่าด้วยความฉลาดในการสร้างฐานะ

หัวข้อประจำเรื่อง
สถานที่ตรัสชาดก   สาเหตุที่ตรัสชาดก   เนื้อหาชาดก   ประชุมชาดก  ข้อคิดจากชาดก  อธิบายศัพท์  พระคาถาประจำชาดก

สถานที่ตรัสชาดก

วัดชีวกัมพวัน กรุงราชคฤห์

สาเหตุที่ตรัสชาดก

ครั้งหนึ่ง ในสมัยพุทธกาล มีธิดาของเศรษฐีผู้หนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ ลอบได้เสียกับทาสชายในบ้าน แล้วเกรงว่า ถ้าเรื่องทราบถึง บิดามารดา ตนจะต้องถูกลงโทษ อย่างหนัก จึงพากันหนีออกจากบ้าน ไปอยู่เสียที่เมืองอื่น

ต่อมา นางได้ตั้งครรภ์ เมื่อครรภ์แก่ นางคำนึงถึงสวัสดิภาพ ของทารกในครรภ์ จึงชวนสามี กลับไปยัง บ้านเดิมของตน เพื่อจะได้อาศัย บิดามารดา ช่วยเหลือดูแล ในระหว่างการคลอด ฝ่ายสามี ยังเกรงความผิด ของตัวอยู่ จึงได้แต่ผลัดวัน ประกันพรุ่ง ไม่ยอมออกเดินทาง วันหนึ่งขณะที่สามีไม่อยู่บ้าน นางจึงตัดสินใจ ออกเดินทาง ไปตามลำพัง

ครั้นสามีกลับมา ทราบความแล้ว ก็รีบเดินทางติดตามไปพบว่า นางได้คลอดบุตร ในระหว่างทางแล้ว จึงพากัน กลับบ้าน ของตน แล้วตั้งชื่อ บุตรชาย ตามเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นว่า ปันถก แปลว่า หนทาง

ต่อมาไม่นานนัก นางตั้งครรภ์บุตรคนที่สอง เหตุการณ์ก็เป็นไป ในทำนองเดียวกันอีก คือ นางได้คลอดบุตรชาย ในระหว่างทาง จึงเรียกบุตรคนแรกว่า มหาปันถก บุตรคนรองว่า จุลลปันถก

เมื่อบุตรชายทั้งสองของนางโตขึ้น เห็นเพื่อน ๆ มีญาติผู้ใหญ่ทั้ง ลุง ป้า น้า อา มาเยี่ยมเยียนดูแล ให้ความอบอุ่น ตลอดจน มีขนมนมเนย มาฝาก แต่ตนเอง ไม่มีญาติ แม้สักคนเดียว ให้รู้สึกว้าเหว่ หงอยเหงา เป็นกำลัง จึงถามมารดาว่า ทำไมเรา ไม่มีญาติบ้างเลย นางก็ตอบว่า ญาติของเรามีมาก แต่ทว่า อยู่ที่กรุงราชคฤห์โน้น คุณตาของเจ้า ก็เป็นเศรษฐีอยู่ที่นั่น เด็กทั้งสอง ก็ยังซักต่ออีกว่า แล้วทำไมเรา จึงไม่ไปอยู่กับ ญาติของเรา ที่โน่นล่ะ นางก็ได้แต่อ้ำอึ้ง ครั้นถูกบุตรทั้งสอง รบเร้า ขอไปหา คุณตาคุณยาย อยู่บ่อย ๆ และนางเห็นว่า เหตุการณ์ ก็ล่วงเลย มานานแล้ว อย่างไรเสีย บิดามารดา ก็คงจะให้อภัย เพราะเห็นแก่ หลานตาดำ ๆ ซึ่งกำลังน่ารัก ทั้งสองคนจึงตัดสินใจ ให้สามี พาครอบครัว เดินทางกลับ กรุงราชคฤห์

เมื่อถึงกรุงราชคฤห์แล้ว นางให้สามี รออยู่ที่ประตูเมือง ส่วนตนเองพา บุตรทั้งสอง ตรงไปยัง คฤหาสน์ของบิดา ครั้นถึงแล้ว นางก็สั่งคนใช้ ให้เข้าไป กราบเรียนให้ บิดามารดาทราบ

ฝ่ายเศรษฐียังไม่หายขุ่นเคืองใจ จึงสั่งฝากคนใช้มาว่า

“บรรดาชาวโลกทั้งหลาย ผู้ท่องเที่ยวอยู่ใน สังสารวัฏ ย่อมไม่มีใคร ที่ไม่เคยเกิด เป็นบุตร เป็นบิดา กันเลย แต่เขาทั้งสอง กระทำความผิด ไว้อย่างมหันต์ ฉะนั้น   เราจึงไม่ต้องการ เห็นหน้าอีก จงนำทรัพย์ จำนวนนี้ ไปมอบให้เขา แล้วให้รีบ ไปอยู่ เสียที่อื่น แต่เด็กทั้งสอง ไม่มีความผิด จงส่งมาอยู่กับเรา”

นางรับทรัพย์จำนวนนั้นแล้ว คำนึงถึง อนาคตของ ลูกน้อยทั้งสอง จึงตัดใจมอบบุตร ให้กับเศรษฐีผู้บิดา พร้อมกับ รับทรัพย์ จำนวนนั้นมา แล้วจากไป ด้วยน้ำตานองหน้า เด็กทั้งสอง จึงเติบโตในตระกูล ของคุณตาสืบมา

ครั้นท่านเศรษฐีเห็นว่า มหาปันถก โตพอรู้ความแล้ว จึงพาไปฟัง พระธรรมเทศนา เฉพาะพระพักตร์ พระสัมมา สัมพุทธเจ้า อยู่เสมอ ๆ เป็นเหตุให้บังเกิด ความศรัทธา เลื่อมใส ในพระศาสนา ใคร่จะบวช ท่านเศรษฐี จึงพาหลานไปกราบ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อขอบวช

เมื่อบวชแล้ว สามเณรมหาปันถก ตั้งใจศึกษาพุทธธรรม อย่างจริงจัง เมื่ออายุครบแล้ว ก็ได้อุปสมบทเป็น พระภิกษุ และตั้งใจ บำเพ็ญสมณธรรม อย่างเคร่งครัด ต่อมาไม่นาน ก็สามารถสำรวมใจ ให้สงบหยุดนิ่ง ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เข้าถึงธรรม หมดกิเลสโดย สมุจเฉทปหาน เป็นพระอรหันต์ องค์หนึ่งในพระพุทธศาสนา

พระมหาปันถกเสวยสุข ที่เกิดจากการ บรรลุคุณธรรม อันวิเศษแล้ว ปรารถนา จะให้น้องชาย คู่ทุกย์คู่ยาก ได้รับ ความสุข อันเป็นอมตะ เช่นท่านบ้าง จึงกลับไปรับ จุลลปันถก มาบวชเป็น สามเณร อยู่ด้วย

สามเณรจุลลปันถก ซึ่งแต่เดิมเป็น คนมีสติปัญญา เฉลียวฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบดี อย่างไม่มีใครเทียบได้ ก็กลับกลาย เป็นคนโง่ทึบ ไปอย่างกะทันหัน แม้พระมหาปันถก สอนให้ ท่องคาถาสั้น ๆ เพียง 1 บท เท่านั้น ท่องอยู่ถึง 4 เดือน ก็ยังไม่ได้ แม้ต่อมา อุปสมบทเป็น พระภิกษุแล้ว ก็ยังคงโง่ทึบอยู่เช่นเดิม จึงเข้าใจว่า ภิกษุน้องชาย คงจะอาภัพ เกียจคร้าน ไม่เอาจริง แล้วไล่ให้สึกเสีย ฝ่ายพระจุลลปันถก ไม่ปรารถนาจะสึก ยังมีความอาลัย ในพุทธธรรมอย่างยิ่ง

สมัยนั้น พระมหาปันถกรับหน้าที่เป็น ภัตตุเทศก์ เมื่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ มานิมนต์พระภิกษุทั้งวัด ให้ไปฉัน ภัตตาหาร ยังบ้านของตนในวันรุ่งขึ้น โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นประมุข พระมหาปันถก จึงรับนิมนต์ไว้หมด เว้นแต่ พระจุลลปันถกรูปเดียว เพราะเห็นว่า เป็นคนโง่ทึบ ไม่ควรให้ไปร่วม ฉันภัตตาหารด้วย

ฝ่ายพระจุลลปันถกทราบดังนั้น ก็คิดน้อยใจว่า พี่ชายของเรา คงหมดเยื่อใย ในเราแล้ว อย่างแน่นอน จะมีประโยชน์ อะไร ที่จะบวชอยู่ต่อไป ควรสึก ไปเป็นคฤหัสถ์ สร้างบุญสร้างกุศล ไปตามกำลังจะดีกว่า จึงตัดสินใจว่า จะสึกในเช้ามืด วันรุ่งขึ้น

เช้ามืดวันนั้นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอดส่อง พระญาณ ตรวจดูสัตว์โลกว่า จะมีใคร ควรแก่การ บรรลุธรรม บ้าง จะได้เสด็จไปโปรด ถึงคราวที่ กุศลกรรม ที่เคยทำในอดีต จะส่งผล ภาพพระจุลลปันถก ปรากฏขึ้น ในข่าย พระญาณ พระพุทธองค์ จึงเสด็จไป ประทับยืน ดักรออยู่ บริเวณหน้า ซุ้มประตูวัดนั้น

ขณะนั้นพระจุลลปันถกเดินร้องไห้ผ่านมา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสให้สติว่า

“จุลลปันถก เธอบวชในสำนักของเรา เมื่อถูกพี่ชายขับไล่ ทำไม ไม่ไปหาเราเล่า มาเถอะ มาอยู่ในสำนัก ของเรา” แล้วทรงนำ พระจุลลปันถก ไปยังพระคันธกุฎี

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงระลึกชาติหนหลัง ด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ พบว่า ในอดีตชาติ พระจุลลปันถก เคยเกิด เป็นพระราชา ขณะกำลังทรง เลียบพระนคร พระเสโท ไหลจาก พระนลาฎ ก็เอาผ้าขาวผืนใหญ่ เช็ด ผ้านั้น ก็เปรอะเปื้อน หมองคล้ำไป จึงเกิดความ สลดใจรำพึงว่า

“ผ้าขาวสะอาดหมดจด แต่เมื่อถูกกายของเราเข้า เท่านั้น ก็กลับกลายเป็นของเศร้าหมองไป สังขารของคนเรา ไม่น่า ชื่นชม อย่างนี้เอง ชีวิตของพวกเรา ไม่เที่ยงอย่างนี้เอง”

พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า พระจุลลปันถก มีอุปนิสัยในการ พิจารณาเช่นนี้มาก่อน จึงทรงเนรมิต ผ้าขาว บริสุทธิ์ ผืนหนึ่ง ด้วยพุทธานุภาพ ประทานแก่ พระจุลลปันถก ตรัสสั่งให้นั่งหันหน้า ไปทางทิศตะวันออก แล้วลูบคลำ ผ้าผืนนั้น พร้อมกับ บริกรรม ภาวนาว่า “รโชหรณํ รโชหรณํ (ผ้าเช็ดธุลี ผ้าเช็ดธุลี)” ไปเรื่อย ๆ

ครั้นถึงเวลาฉันภัตตาหาร พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เสด็จนำพระภิกษุสงฆ์ทั้งวัด ไปยังบ้านหมอชีวก

ฝ่ายพระจุลลปันถก นั่งมองดูดวงอาทิตย์ไป มือก็ลูบผืนผ้าขาวไป พร้อมกับ บริกรรมภาวนา ตามที่พระสัมมา สัมพุทธเจ้า ตรัสสั่งไว้ ทุกประการ ชั่วครู่ เมื่อก้มดูผ้าในมือ ก็เห็นหมองคล้ำ จึงบังเกิด ความสลดใจว่า

“ผ้าขาวบริสุทธิ์แท้ ๆ โดนกายเรา เพียงครู่เดียว เท่านั้น ก็กลับกลายเป็น ผ้าสกปรก เปรอะเปื้อน ถึงปานนี้ ทำให้ฉุกคิด ขึ้นมาว่า สังขารทั้งหลาย ที่ว่าสวยงามนั้น ที่แท้แล้ว เป็นที่จับเกาะของ ละอองธุลี ทั้งหลาย เป็นที่รองรับ การไหลออก ของเหงื่อไคล โดยปกติ ร่างกาย มักสกปรก เปรอะเปื้อน ต้องคอย ชำระล้าง ให้สะอาด อยู่เสมอ สังขาร ทั้งหลาย แท้ที่จริงแล้ว มีแต่ ความไม่เที่ยง ต้องเสื่อมไป ทุกขณะ เป็นธรรมดา ”

ขณะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับฉันภัตตาหาร อยู่ที่บ้าน หมอชีวก ทรงทราบด้วย พระญาณว่า ใจของ พระจุลลปันถก นุ่มนวล ควรแก่การ เข้าถึงธรรมแล้ว จึงเปล่งพระรัศมีมา ปรากฏดัง ประทับอยู่ เฉพาะหน้า พระจุลลปันถก แล้วตรัสว่า

“ผ้านั้นเศร้าหมองได้ ด้วยฝุ่นธุลีฉันใด ใจของคนเรา ก็ฉันนั้น ย่อมเศร้าหมองได้ ด้วยธุลี คือ กิเลส อันได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ เธอจงชำระธุลี แห่งใจคือ ราคะ โทสะ โมหะ ทั้งสามประการนี้ ออกเสียให้สิ้น”

จบพระธรรมเทศนา พระจุลลปันถก สามารถประคองใจ ให้หยุดนิ่ง ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว   ได้บรรลุธรรม สำเร็จเป็น พระอรหันต์ พร้อมด้วย ปฏิสัมภิทาญาณ 4 ณ ตรงนั้นเอง

ฝ่ายหมอชีวกน้อมนำ ทักษิโณทก เข้าไปถวาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงปิดบาตร   ด้วยพระหัตถ์ แล้วตรัสว่า

“ชีวก ในวัดยังมีภิกษุอีกรูปหนึ่งมิใช่หรือ ? “

พระมหาปันถกกราบทูลว่า

“ภิกษุทั้งหลายมาหมดแล้วพระเจ้าข้า”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า

“ยังมีอีก ชีวก”

หมอชีวกจึงส่งคนไปดูที่วัด ขณะนั้น พระจุลลปันถกรู้ด้วยญาณของท่าน   จึงอธิษฐานจิต เนรมิตตน เป็นภิกษุ จำนวน พันรูป กำลังทำกิจต่าง ๆ ไม่ซ้ำกันเลย อยู่เต็มวัด บ้างก็ กวาดลานวัด บ้างก็ ซักสบงจีวร บ้างก็ เดินจงกรม ฯลฯ เมื่อคนรับใช้ เห็น ภิกษุมากมาย ถึงปานนั้น จึงรีบกลับมารายงานว่า ที่วัดมีภิกษุเต็มไปหมด พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสสั่งให้ คนรับใช้ กลับไป ที่วัด อีกครั้งหนึ่ง แล้วให้บอกว่า พระบรมศาสดา ตรัสเรียกหา พระจุลลปันถก คนรับใช้ ทำตามคำสั่ง ภิกษุทั้งพันรูป ก็ขานรับว่า ตนชื่อ จุลลปันถก เขาจึงรีบกลับมาทูลว่า ภิกษุทั้งวัดชื่อ จุลลปันถก เหมือนกัน พระพุทธองค์ จึงตรัสสั่งให้ คนรับใช้ กลับไปอีกครั้งที่สาม และให้คอยจ้องดูให้ดี ๆ ว่า ถ้ารูปใดขานรับขึ้นก่อน ให้จับมือภิกษุรูปนั้นไว้

ครั้นคนรับใช้ทำตามรับสั่ง ภาพภิกษุรูปอื่นทั้งวัด ก็หายไปทันที คนรับใช้จึงนิมนต์ พระจุลลปันถก ไปยังบ้าน หมอชีวก

เมื่อพระจุลลปันถกมาถึงแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสสั่งให้หมอชีวก จัดภัตตาหารถวาย และกำหนดให้เป็น ผู้กล่าวอนุโมทนาอีกด้วย

วันรุ่งขึ้น พระภิกษุประชุมสนทนากันในธรรมสภา ต่างพากันสรรเสริญพระคุณของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็น อเนกประการ ที่ทรงพระปรีชา สามารถ ช่วยให้พระจุลลปันถก บรรลุธรรมเป็น พระอรหันต์ พร้อมด้วย ปฏิสัมภิทาญาณ 4 แทงทะลุปรุโปร่งใน พระไตรปิฎก ตลอด 84,000 พระธรรมขันธ์ ชั่วระยะ เวลาเพียงเล็กน้อย ก่อนฉันภัตตาหารเท่านั้น

ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบความแล้ว จึงทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ แล้วตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตได้ช่วยพระจุลลปันถกไม่เฉพาะแต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็เคยช่วยให้ พระจุลลปันถก ได้เป็นเศรษฐีมาแล้ว เช่นกัน”

แล้วตรัสเล่า จุลลกเศรษฐีชาดก ดังต่อไปนี้

เนื้อหาชาดก

ครั้งหนึ่งในอดีตกาล มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อ จุลลกะ เป็นผู้มีความสามารถพยากรณ์ เหตุการณ์ล่วงหน้า ได้อย่างแม่นยำ โดยอาศัยเหตุจากนิมิตต่าง ๆ วันหนึ่ง จุลลกเศรษฐีนั่งรถม้าผ่านมาก เห็นหนูตายตัวหนึ่ง อยู่บนถนน พิจารณาดูแล้ว ทำนายว่า

“ถ้าใครมีปัญญา ย่อมสามารถนำหนูตายตัวนี้ ไปเป็นทุนประกอบการค้า ให้เจริญรุ่งเรือง เป็นเศรษฐีได้”

ชายหนุ่มยากจนคนหนึ่งได้ยินเข้า ก็คิดว่าท่านเศรษฐีผู้นี้เป็น บัณฑิต  ย่อมไม่พูดพล่อย ๆ ถ้าไม่แน่ใจจริงแล้ว คงไม่พูดเช่นนั้น จึงนำหนูตายตัวนั้น ไปขายให้ ยายแก่ใจบุญคนหนึ่ง สำหรับเป็นอาหารแมว ได้เงินมา 1 กากณึก เท่านั้น

วันรุ่งขึ้นเขาได้นำเงินนั้น ไปซื้อน้ำอ้อย จากต้นแหล่ง ซึ่งอยู่นอกเมือง (เพราะราคาถูก) แล้วนำไปตั้งไว้ที่ ประตูเมือง คู่กับ น้ำดื่ม อีกหม้อหนึ่ง เมื่อ คนเก็บดอกไม้กลับจากป่า กำลังกระหายน้ำเต็มที่ผ่านมา ก็เชิญชวนให้ดื่มน้ำนั้น ครั้นหาย เหนื่อยแล้ว คนเหล่านั้น ก็ให้ดอกไม้แก่เขา คนละกำเป็นการตอบแทน

วันต่อมา ชายหนุ่มนั้น ก็นำเงินที่ได้จาก การขายดอกไม้ ไปซื้อน้ำอ้อย และจัดเตรียมน้ำดื่ม เช่นเดิมอีก คราวนี้ เขานำไปให้ คนเก็บดอกไม้ ถึงในป่าทีเดียว จึงได้รับดอกไม้ตอบแทน ถึงครึ่งหนึ่ง ของที่เก็บได้ แล้วนำไปขาย เช่นเคย เขาทำอยู่อย่างนี้ ไม่นาน ก็สามารถ รวบรวมทรัพย์ ได้ถึง 8 กหาปณะ

ต่อมาวันหนึ่ง ในต้นฤดูฝน ฝนตกหนัก พายุพัดแรง กิ่งไม้ ต้นไม้ ในพระราชอุทยาน หักโค่น ล้มระเนนระนาด ผู้รักษา พระราชอุทยาน กำลังหนักใจ เพราะไม่รู้ว่า จะขนต้นไม้ กิ่งไม้เหล่านี้ ไปทิ้งที่ไหนดี

ชายหนุ่มจึงรับอาสา ทำความสะอาด อุทยาน โดยขอต้นไม้กิ่งไม้เหล่านั้น เป็นของตอบแทน นายอุทยาน ก็ตกลง ทันที เขาจึงไปยัง สนามเด็กเล่น ชักชวนเด็ก ๆ มาดื่มน้ำอ้อย แล้วให้ช่วยกันขนต้นไม้กิ่งไม้ ไปกองไว้ที่ ประตู พระราช อุทยาน เด็กเหล่านั้น ก็ช่วยกันขน อย่างสนุกสนาน ครู่เดียวก็เสร็จ ส่วนเขาเอง ไปหาช่างปั้นหม้อ ของหลวง เสนอขายไม้ เหล่านั้น ทำฟืน ได้ทรัพย์ถึง 16 กหาปณะ และยังได้โอ่งน้ำ เนื้อดีใบใหญ่ และหม้อไหต่าง ๆ แถมมาอีก 5 ใบด้วย

เขานำโอ่งใส่น้ำดื่มไปตั้งไว้ใกล้ปากประตูเมือง เชิญชวน ให้คนเกี่ยวหญ้า เลี้ยงสัตว์ ประมาณ 500 คน ดื่มแก้กระหาย คนเกี่ยวหญ้าเหล่านั้น ดื่มน้ำแล้ว ก็คิดจะตอบแทนคุณ จึงถามว่า มีธุระสิ่งใด จะให้ช่วยบ้าง เขาตอบว่า ขณะนี้ยังไม่มี ต่อเมื่อไร มีจึงจะแจ้งให้ทราบ

อยู่ต่อมาไม่กี่วัน เขาได้ข่าวว่า วันรุ่งขึ้น จะมีพ่อค้านำม้า มาที่เมืองนี้ถึง 500 ตัว เขาจึงเอ่ยปาก ขอหญ้าจาก คนเกี่ยวหญ้า คนละฟ่อน และขอร้องว่า ถ้าเขายังไม่ได้ขายหญ้า เหล่านั้นแล้ว ก็ขอให้ คนเกี่ยวหญ้า อย่าเพิ่งขายหญ้า ของตน ไปเป็นอันขาด วันนั้น เขาได้หญ้าถึง 500 ฟ่อน เมื่อพ่อค้าม้าหาซื้อ หญ้าเลี้ยงม้า จากที่ใด ไม่ได้เลย จึงต้องซื้อ จากเขา เป็นเงินสูงถึง 1,000 กหาปณะ และยังทำให้ คนเกี่ยวหญ้า ขายหญ้าได้ในราคาดี ตามไปด้วย

อีก 2-3 วันต่อมา มีคนส่งข่าวอีกว่า บัดนี้ เรือบรรทุกสินค้า มาถึงท่าแล้ว เขาจึงรีบหาเช่ารถม้า ซึ่งมีบริวารมาด้วย อย่างโก้หรู ขับไปที่ท่าเรือ แล้วมัดจำ สินค้าทั้งหมดไว้ เมื่อพ่อค้านับร้อยคนของเมืองพาราณสีมาขอซื้อสินค้า นายเรือก็แจ้งว่า มีพ่อค้าใหญ่ มามัดจำสินค้า ไปหมดแล้ว พ่อค้าเหล่านั้น จึงขอร่วมลงทุน ในเรือสินค้า กับเขาคนละ 1,000 กหาปณะ และอีก 1,000 กหาปณะ สำหรับเป็นค่าสินค้า เขาจึงขายสินค้านั้นให้ไป ได้กำไรทันที 200,000 กหาปณะ

ชายหนุ่ม มีฐานะร่ำรวยขึ้นทันตาเห็น สมดังคำพยากรณ์ของ จุลลกเศรษฐีภายในเวลา 4 เดือนเท่านั้น เขาได้นำทรัพย์ จำนวน 100,000 กหาปณะ เป็นเครื่องสักการะ ต่างดอกไม้ ธูปเทียนไปกราบท่าน จุลลกเศรษฐี เป็นการแสดง ความ กตัญญู กตเวที แล้วเล่าเรื่อง ทั้งปวงของตน ให้ฟัง ท่านเศรษฐีเห็น ความมีสติปัญญา เฉลียวฉลาด ความอุตสาหะ พากเพียร และ ความกตัญญู กตเวทีของเขา จึงยกบุตรีให้พร้อมกับ มอบทรัพย์สมบัติให้ครอบครอง

ต่อมาภายหลังจากที่ท่านจุลลกเศรษฐีสิ้นชีวิตไปแล้ว ชายหนุ่มผู้นี้ก็ได้ตำแหน่ง เศรษฐีของเมืองพาราณสีสืบแทน

ประชุมชาดก

ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงชาดกจบแล้ว จึงตรัสคาถาว่า

“คนมีปัญญาเฉลียวฉลาด ย่อมตั้งตนได้ด้วยทุนแม้น้อย ดุจคนก่อไฟกองน้อย ๆ ให้เป็นกองใหญ่ ฉะนั้น”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชุมชาดกว่า

ชายหนุ่มผู้มีปัญญา ได้มาเป็นพระจุลลปันถก
จุลลกเศรษฐี ได้มาเป็นพระองค์เอง

ข้อคิดจากชาดก

  1. บิดามารดาไม่ควรให้บุตรหญิงและชายของตนใกล้ชิดคลุกคลีกับเพศตรงข้าม จนเกิดเหตุ แม้ที่สุดระหว่าง คนใช้ชายกับบุตรสาว หรือคนใช้สาวกับบุตรชาย ตลอดจนพี่ชายกับน้องสาว ร่วมอุทรก็เช่นกัน เพราะเมื่อ กามกำเริบ ได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนยากจนหรือคนร่ำรวย มักขาดความละอายบาป กลัวบาปด้วยกันทั้งสิ้น
  2. การล้อเลียน เยาะเย้ย ถากถางเหยียบย่ำผู้ที่ด้วยกว่า เช่น โง่กว่า ขี้เหร่กว่า ยากจนกว่า ชาติ ตระกูล ฐานะ ตำแหน่ง ต่ำต้อยกว่า อ่อนแอกว่า ฯลฯ ล้วนเป็นการสร้างบาปด้วยปากทั้งสิ้น ไม่ควรทำ มิฉะนั้น จะต้องทน รับบาปกรรม นับภพนับชาติไม่ถ้วน
  3. ข้อคิดสำหรับผู้เริ่มสร้างฐานะ
    1. ไม่เป็นคนเลือกงาน หรือดูถูกว่า เป็นงานต่ำต้อย เมื่อพิจารณาว่างานนั้น เป็นสัมมา อาชีวะ ไม่ผิดศีลธรรมแล้ว ก็ควรทำ
    2. ไม่เป็นคนเกียจคร้าน ไม่เห็นแก่หลับนอน โบราณท่านว่า ทรัพย์นั้นอยู่ใกล้ หาได้ บ่ นาน  แม้นใครขี้คร้าน บ่ พานพบเลย
    3. ไม่เป็นคนทำงานสะเพร่า ทำงานหยาบ สักแต่ว่าขอไปที ขาดความสังเกต ต้องหมั่น คิดปรับปรุง แก้ไขงาน ให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ
  4. ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต จะต้องประกอบด้วยองค์คุณ 4 ประการ คือ
    1. เป็นผู้มีความรู้ดี
    2. เป็นผู้มีความสามารถดี
    3. เป็นผู้มีความประพฤติดี
    4. เป็นผู้มีบุญเก่าสร้างสมไว้ดี
  5. ไม่ว่ายุคใดสมัยใด ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนทั้งหลาย เพราะฉะนั้น บุคคลผู้หวังความสุข ความเจริญ ควรให้ทานอยู่เป็นนิจ ถ้ามีมาก ก็ให้มาก ถ้ามีน้อย ก็ให้น้อย แต่ที่จะไม่ให้เลยนั้น ไม่สมควรอย่างยิ่ง
  6. การทำงานใด ๆ ก็ตาม ไม่ว่างานใหญ่หรืองานเล็กจะต้องมีศรัทธาในงานที่ทำ มีความพยายามไม่ลดละ ตั้งใจและเอาใจใส่ในงานที่ทำอยู่เสมอ รู้จักหาวิธีการทำงานให้สำเร็จด้วยดี แต่ทั้งนี้ เราจะต้องเป็นคน ที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมด้วย จึงจะเป็นที่ยอมรับนับถือ ของผู้ที่เราร่วมงาน

ภาคผนวก

เรื่องในอดีตอีกชาติหนึ่งของพระจุลลปันถก

ในเย็นวันที่พระจุลลปันถกบรรลุธรรมนั้นเอง พระภิกษุทั้งหลาย ต่างประชุมสรรเสริญ พระคุณแห่ง องค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

“พระมหาปันถกไม่ทราบเรื่องในอดีต ของพระจุลลปันถก จึงคิดว่าพระจุลลปันถกโง่ และขับไล่ออกจาก พระวิหาร แต่พระบรมศาสดาของเรา ทรงเป็น พระธรรมราชา สามารถประทาน อรหัตผล พร้อมปฏิสัมภิทา แก่พระจุลลปันถกได้ น่าอัศจรรย์จริง”

ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบ จึงตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย จุลลปันถกมิได้เป็นคนโง่เฉพาะแต่ในบัดนี้ แม้ในกาลก่อน ก็เป็นผู้โง่มาแล้วเหมือนกัน และตถาคต ก็มิได้เป็นที่พึ่ง แก่จุลลปันถก เฉพาะแต่ในชาตินี้ แม้ในชาติก่อน ตถาคตก็ได้เป็นที่พึ่ง แก่เธอมาแล้ว ต่างกันแต่ว่า ในกาลก่อน เราได้ทำให้เธอ เป็นเจ้าของโลกียสมบัติ ส่วนบัดนี้ได้ทำให้เธอ เป็นเจ้าของโลกุตรสมบัติ”

แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาเล่า มีความโดยย่อดังต่อไปนี้

ครั้งหนึ่ง ในอดีตกาล มีมาณพผู้หนึ่งอาศัยอยู่ในนครพาราณสี ต่อมาได้เดินทางไป ศึกษาศิลปวิทยา ยังเมืองตักสิลา มาณพผู้นี้ เป็นคนขยัน หมั่นเพียร และตั้งใจศึกษา เล่าเรียน จึงเป็นที่รักของ อาจารย์ แต่เนื่องจาก เป็นคนโง่ทึบ ไม่สามารถ เรียนอะไร ได้ดังตั้งใจ จึงเกิดความ ท้อแท้ใจ ในที่สุด ก็ขอลาอาจารย์ กลับบ้าน

ก่อนกลับ อาจารย์มีความสงสารคิดจะช่วยเหลือศิษย์อีกสักครั้งหนึ่ง จึงคัดเลือกมนต์บทหนึ่ง มีความว่า

“ ฆเฏสิ ฆเฏสิ กึการณา ฆเฏสิ อหปิตํ ชานามิ ชานามิ”

แปลว่า ท่านพยายาม ท่านพยายาม ท่านพยายามทำไม เรารู้ เรารู้

แล้วเคี่ยวเข็ญมาณพนั้นให้ท่องมนต์นี้กลับไปกลับมานับร้อย ๆ ครั้ง จนแน่ใจว่า จำได้แล้ว จึงสั่งย้ำให้ ท่องบ่น มนต์นี้ไว้เป็นนิจ จักได้อาศัยมนต์บทนี้ ดำรงชีวิตได้

ในครั้งนั้น พระเจ้ากรุงพาราณสี ใคร่จะทราบทุกข์สุขของชาวบ้าน อย่างแท้จริง จึงปลอมพระองค์เป็น สามัญชน เสด็จไปตาม บ้านเรือนต่าง ๆ ในเวลาเย็น เนื่องจากทรงดำริว่า ชาวบ้านชาวเมือง ย่อมจะสนทนา ปรับทุกข์สุขกัน ในช่วง เวลาอาหารเย็น

เวลาดึกของคืนวันหนึ่ง พระองค์ทอดพระเนตรเห็น โจรกลุ่มหนึ่ง กำลังขุดอุโมงค์ เพื่อเข้าไปลักทรัพย์ ในบ้านหลัง หนึ่ง จึงประทับยืน แอบอยู่ในมุมมืด ครั้นแล้ว ทรงสดับเสียง สาธยายมนต์ ของมาณพ ในเรือนนั้นว่า “ฆเฏสิ ฆเฏสิ กึการณา ฆเฏสิ อหปิต ชานามิ ชานามิ”

เมื่อโจรเหล่านั้นได้ยินเสียง สาธยายมนต์ ก็ตกใจ คิดว่า คงมีคนบนเรือน เห็นการกระทำของตน จึงรีบหนีไปโดยเร็ว ฝ่ายพระราชา เมื่อเห็นโจรวิ่งหนี ไปแล้ว จึงเสด็จกลับพระราชวัง

วันรุ่งขึ้น พระราชาจึงมีพระราชกระแสรับสั่ง ให้มาณพนั้น มาเข้าเฝ้า ทรงขอให้มาณพนั้น สอนมนต์ให้ แล้ว พระราชทาน ทรัพย์จำนวนมาก ให้เป็น ค่าตอบแทน

ในครั้งนั้น เสนาบดีคบคิดกับ กัลบก ว่า เมื่อถึงเวลา จะแต่งพระมัสสุ ถวายพระราชา ให้กัลบก ใช้มีดโกนเชือด พระศอ เสีย เสนาบดีนั้น ก็จะได้เป็น พระราชา ส่วนตัวกัลบก จะได้เป็นเสนาบดีแทน

เมื่อถึงวันแต่งพระมัสสุ กัลบกกำลังจะเริ่ม ดำเนินการ ตามแผนที่วางไว้ แต่เกรงว่า มีดโกนจะทื่อไป จึงถอยไป ยืนลับมีดอยู่

ในขณะนั้น บังเอิญพระราชา ทรงรำลึกถึงมนต์ จึงสาธยายออกมา ดัง ๆ ว่า “ฆเฏสิ ฆเฏสิ กึการณา ฆเฏสิ อหปิตํ ชานามิ ชานามิ”

กัลบกได้ยินดังนั้นถึงกับเหงื่อตก เข้าใจผิดคิดว่า พระราชาทรงทราบเรื่องแล้ว จึงโยนมีดทิ้งไปที่พื้น แล้วหมอบกราบ แทบพระบาท พลางกล่าว ละล่ำละลักว่า

“ขอได้โปรดพระราชทานอภัยโทษแก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด”

พระราชาทราบทันทีว่า กัลบกกำลังคิดปองร้ายพระองค์จึงตรัสขึ้นว่า

“เจ้าจงสารภาพความจริงมาทั้งหมด เจ้ากัลบกใจร้าย !”

ครั้นกัลบก กราบทูลเรื่องทั้งหมด ที่เสนาบดีวางแผนไว้แล้ว พระองค์จึงมีรับสั่งให้เนรเทศ เสนาบดีออกจากพระนคร

เมื่อเหตุการณ์สงบแล้ว พระราชาทรงสำนึกในพระราชหฤทัยว่า “เรารอดชีวิตมาได้ครั้งนี้ เพราะอาศัยอาจารย์ของเรา” จึงมีพระราชดำรัสให้ตาม มาณพผู้เป็นอาจารย์ มาเข้าเฝ้า ทรงกระทำการ ยกย่องนับถือ เป็นอันมาก และพระราชทาน ตำแหน่ง เสนาบดีแก่มาณพนั้น

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชุมชาดกว่า

มาณพในครั้งนั้น ได้มาเกิดเป็นพระจุลลปันถก
ส่วนอาจารย์ในนครตักสิลานั้น ได้มาเป็นพระองค์เอง

อนึ่ง สาเหตุที่พระจุลลปันถก หลังจากบวชแล้ว กลายเป็นคนโง่ทึบ เนื่องจากว่า ในสมัยพระกัสสป สัมมาสัมพุทธเจ้าโน้น พระจุลลปันถกเคยเกิดเป็น พระภิกษุผู้มีปัญญาไว ฉลาดปราดเปรื่องมาก แต่ขาดความสำรวม ชอบพูดล้อเลียน กระทบกระเทือน เยาะเย้ย ถากถาง พระภิกษุโง่รูปหนึ่งอยู่เสมอ ทำให้ภิกษุรูปนั้นรู้สึก อับอาย และหมดกำลังใจ ที่จะศึกษาเล่าเรียน ด้วยอำนาจอกุศลกรรมนั้น นับแต่ชาตินั้น ท่านจึงเป็นคนโง่ทึบตลอดมา

    อธิบายศัพท์

    จุลลกเศรษฐี เศรษฐีชื่อจุลลกะ
    ชีวกัมพวัน ชีวกะ+อัมพวัน (ป่ามะม่วง) คือสวนมะม่วง ที่หมอชีวกโกมารภัจจ์ สร้างเป็นวัด ถวาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    สังสารวัฏ การเวียนว่ายตายเกิด
    สมุจเฉทปหาน การตัดกิเลสได้เด็ดขาด
    ภัตตุเทศก์ พระภิกษุที่มีหน้าที่ จัดสรรปันส่วน อาหาร ให้ภิกษุด้วยกัน
    พระคันธกุฎี กุฎีที่อบแล้วด้วยของหอม ที่ประทับของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    พระเสโท เหงื่อ
    พระนลาฏ หน้าผาก
    ปฏิสัมภิทาญาณ 4 ความแตกฉานอันประเสริฐ 4 ประการ ได้แก่
    1. อัตถปฏิสัมภิทา หมายถึง ความสามารถขยายข้อธรรม ให้ละเอียดพิสดาร
    2. ธัมมปฏิสัมภิทา หมายถึง ความสามารถย่อข้อธรรม ที่ละเอียดพิสดาร ให้สั้นลง สรุปเป็นข้อความสั้น ๆ
    3. นิรุตติปฏิสัมภิทา หมายถึง ความสามารถพูดให้คนเข้าใจได้ตลอดถึงรู้ภาษาต่างประเทศ
    4. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา หมายถึง ความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กล่าวโต้ตอบ ได้ทันท่วงที มีไหวพริบดี
    ทักษิโณทก น้ำที่หลั่งให้ในเวลาทำทาน
    กากณีก ทรัพย์มีค่าเท่าค่าแห่งชิ้นเนื้อ พอให้อีกาพาไปได้ เป็นชื่อมาตราเงินอย่างต่ำที่สุด
    กหาปณะ เงินตรามีพิกัดเท่ากับ 20 มาสก หรือ 1 ตำลึง คือ 4 บาท
    มาสก ชื่อมาตราเงินในครั้งโบราณ 5 มาสก เป็น 1 บาท
    กตัญญูกตเวที กตัญญู - รู้คุณท่าน

    กตเวที - สนองคุณท่าน ประกาศคุณท่าน

    กัลบก ช่างตัดผม ช่างโกนผม
    พระมัสสุ หนวด
    พระศอ คอ

    พระคาถาประจำชาดก

    อปฺปเกนปิ เมธาวี

    สมุฏฺฐาเปติ อตฺตานํ

    ปาภเฏน วิจกฺขโณ

    อณุ อคฺคึว สนฺธมํ

    คนมีปัญญาเฉลียวฉลาด ย่อมตั้งตนได้ด้วยทุนแม้น้อย

    ดุจคนก่อไฟน้อย ๆ ให้เป็นกองใหญ่ ฉะนั้น

Ani004LHummbird.gif (2404 bytes)

7Smooth.com Group
Copy Right 1999

poet2543@hotmail.com | poet2543@7smooth.com

1