การสะสมแสตมป์สมัยแรก
การสะสมแสตมป์สมัยแรก
"วิชากร ชวนะศักดิ์"
คำนำ
"การสะสมแสตมป์เป็นราชาของงานอดิเรกทั้งปวง"
คำๆ นี้นักสะสมแสตมป์ทุกคนคงจะเคยได้ยินกันบ้างแล้ว การสะสมแสตมป์นั้น สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นพร้อมๆ
กับการมีแสตมป์ดวงแรกเกิดขึ้นในโลกเลยทีเดียว และในปัจจุบันการสะสมแสตมป์ได้กลายเป็นงานอดิเรกที่มีชื่อเสียง
และเป็นที่นิยมไปทั่วโลก
การสะสมแสตมป์ในต่างประเทศ
"เซอร์ โรว์แลนด์
ฮิลล์"
ผู้ให้กำเนิดแสตมป์
ดวงแรกของโลก
การสะสมแสตมป์ในต่างประเทศ ได้มีขึ้นพร้อมกับการมีแสตมป์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก เมื่อเดือนพฤษาคม คริสต์ศักราช 1840 คือ แสตมป์แบล็คเพนนี ของประเทศอังกฤษ โดยแสตมป์เป็นเพียงกระดาษสีดำเล็กๆ มีราคา 1 เพนนี แต่สมัยนั้นใช้เก็บกันไว้สำหรับเป็นเครื่องประดับความสวยงามของบ้านเรือน คือใช้ปิดฝาผนัง แทนกระดาษธรรมดา หรือเก็บกันเพื่อการแข่นขัน คือในช่วงเวลาจำกัด ใครจะเก็บได้มากกว่ากัน ในสมัยแรกมีการกล่าวถึงแสตมป์ในหนังสือพิมพ์บ้างแล้ว โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ เด็กนักเรียนซึ่งมีความตั้งใจในการเก็บสะสมแสตมป์ และต่อมาไม่นานความสนใจในเรื่องแสตมป์ก็แพร่ขยายมาถึงผู้ใหญ่ ซึ่งผู้เริ่มสะสมแสตมป์อย่างจริงจังและถูกต้องคือ ดอกเตอร์ เกรย์ ท่านผู้นี้ทำงานอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของประเทศอังกฤษ และมีส่วนช่วย เซอร์ โรว์แลนด์ ฮิลล์ ในการวางระบบไปรษณีย์ให้ถูกต้องและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ฟิปลิปเป เฟอราลี
อีกท่านหนึ่งคือ ฟิปลิปเป เฟอราลี ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักสะสมแสตมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เฟอราลี เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 1848 ที่กรุงปารีส เนื่องจากเฟอราลีมีฐานะร่ำรวย ไม่ว่าแสตมป์จะแพงขนาดไหนเขาก็สามารถซื้อมาเป็นเจ้าของได้ ทำให้เฟอราลีมีแสตมป์ซึ่งจัดเป็นชุด Classic ของโลกอยู่มากมาย มีผู้ประมาณว่าเขาใช้จ่ายเงินในการซื้อแสตมป์มากถึง 1,250,000 เหรียญ ซึ่งในสมัยนั้นเป็นเงินจำนวนมากมายมหาศาล บั้นปลายของชีวิต เฟอราลียกรังแสตมป์ทั้งหมดให้กับพิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์ของประเทศเยอรมัน แต่ขณะนั้นเยอรมันกำลังทำสงครามกับฝรั่งเศส และเยอรมันเป็นผู้แพ้สงคราม ฝรั่งเศษจึงยึดแสตมป์ทั้งหมดของเฟอราลี และนำประมูลออกขาย เพื่อนำเงินที่ได้เป็นค่าชดใช้จากสงคราม
คาล ลินเดนเบอร์ก
มีผู้แรกเริ่มในประเทศเยอรมันคือ คาล ลินเดนเบอร์ก ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น บิดาแห่งวงการแสตมป์เยอรมัน โดยลินเดนเบอร์กสามารถรวบรวมแสตมป์ชุด Classic ของเยอรมัน ที่นับได้ว่าดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา จึงส่งผลให้เขามีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก แม้แต่ในปัจจุบันก็มีการตั้งเหรียญรางวัลลินเดนเบอร์ก ในการประกวดแสตมป์ของประเทศเยอรมัน
แสตมป์ Treskilling
สีเหลือง ของสวีเดน
แสตมป์ที่แพงที่สุดในโลก
ในช่วงคริสต์ศักราช
1856 ผู้ใดสามารถสะสมแสตมป์ได้หลายแบบมากกว่า 400 ดวงขึ้นไป ก็นับได้ว่ามีหน้ามีตาพอสมควรทีเดียว
ครั้นต่อมาอีก 10 ปีคือคริสต์ศักราช 1866 ประเทศต่างๆ ได้ออกแสตมป์กันมากขึ้นรวมแล้วประมาณ
1,500 แบบ อเมริกา 400 แบบ นอกจากนั้นเป็นประเทศอื่นๆ ในสมัยนั้นถ้าผู้ใดสะสมแสตมป์ต่างๆ
กันได้มากถึง 1,500 ดวง ก็นับว่าเกือบมีครบทุกประเทศแล้ว
การแลกเปลี่ยนแสตมป์ได้เริ่มมีขึ้นในปีคริสต์ศักราช
1861 ในกรุงลอนดอน ซึ่งมีผู้สนใจสะสมแสตมป์มากขึ้น จึงได้มีการจัดตั้งสถานที่สำหรับแลกเปลี่ยนและจำหน่ายแสตมป์ขึ้นที่ตำบล
เบอร์ซินเลน เป็นสถานที่กลางแจ้ง (คงจะเหมือนกับตลาดนัดแสตมป์ที่ไปรษณีย์กลาง)
ซึ่งแสตมป์ที่จัดเป็นชุด Classic ของโลกในปัจจุบันนี้ล้วนแล้วแต่ผ่านเบอร์ซินเลนมาแล้วทั้งสิ้น
ยีน แบติส เมอร์
คู่มือการสะสมแสตมป์ มีเกิดขึ้นในปีคริสต์ศักราช 1862 โดยชาวเบลเยียม ชื่อ ยีน แบติส เมอร์ ซึ่งเขาผู้นี้เป็นพ่อค้าแสตมป์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่ง ในช่วงคริสต์ศตวรรษ 1800 โดยลูกค้าคนสำคัญของเขาก็คือ เฟอราลี นั้นเอง
สแตนเล่ย์ กิบบอนส์
ในประเทศอังกฤษ การค้าแสตมป์ได้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อปีคริสต์ศักราช 1863 โดย สแตนเล่ย์ กิบบอนส์ พ่อค้าแสตมป์ในกรุงลอนดอน ได้ซื้อแสตมป์จากกะลาสีเรือที่กลับมาจากเคปทาวน์คือแสตมป์ Cape of Good Hope ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในชุด Classic ของโลก เขาซื้อประมาณ 10,000 ดวง ด้วยราคาเพียง 5 ปอนด์ ในไม่ช้าเขาสามารถขายได้ถึง 500 ปอนด์ ทุกวันนี้ในประเทศอังกฤษนิยมสะสมแสตมป์กันมาก จนถึงกับมีหนังสือพิมพ์รายเดือนเกี่ยวกับแสตมป์โดยเฉพาะ ซึ่งประเทศอื่นๆ ก็ได้ออกหนังสือพิมพ์ทำนองเดียวกันนี้ตามประเทศอังกฤษด้วยเช่นกัน
การสะสมแสตมป์ในประเทศไทย
หลักฐานเก่าแก่ที่สุดเท่าที่ผู้เขียนพบในขณะนี้
ซึ่งกล่าวถึงการสะสมแสตมป์ในประเทศไทยคือ หนังสือ "วชิรญาณวิเศษ" ฉบับวันอาทิตย์ที่
30 มิถุนายน ร.ศ. 108 เท่ากับ พ.ศ. 2432 (ช่วงกลางสมัยรัชการที่ 5) เล่ม 4 หน้า
408 ลงเรื่อง "ของเล่นต่างๆ" เรียบเรียงโดย "หม่อมเจ้าเพิ่ม"
ได้กล่าวถึง สิ่งของต่างๆ ที่มีผู้นิยมเก็บเลือกเล่นกันอยู่ในพระราชอาณาจักรสยาม
ไว้ดังนี้
1. ตั๋วตราไปรสนีย์
2. ตราอักษรชื่อ หรือยี่ห้อเครื่องหมายในกระดาษเขียนหนังสือ
3. เงินตรา
4. รูปถ่าย
5. เครื่องแก้วเจียระไน
6. ถ้วยปั้น และเครื่องกระเบื้อง
7. กล้องสูบยาสูบบุหรี่
8. ต้นไม้
9. ของแช่ดองด้วยสุราหรือยาอื่น เช่น สัตว์ดอง ผลไม้ดอง
10. เขาโค
11. ไม้เท้า ด้ามมีด
12. หอยและหินต่างๆ
จากหลักฐานดังกล่าวนี้ ถูกบันทึกไว้หลังจากที่มีแสตมป์ชุดแรกเพียง
6 ปี ย่อมแสดงให้เห็นว่า การสะสมแสตมป์ในประเทศไทยนั้นเป็นที่นิยม และเกิดขึ้นพร้อมๆ
กับการมีแสตมป์ชุดแรกของไทย แต่ในระยะนั้น ผู้เขียนสันนิษฐานว่า นักสะสมแสตมป์จะเป็นชาวต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่
จะมีนักสะสมคนไทยอยู่บ้างก็เพียงส่วนน้อยๆ เท่านั้น จึงทำให้ในปัจจุบันนี้แสตมป์ไทยมีราคาแพงและหายาก
ตกไปอยู่ในมือของชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้เขียนมีหลักฐานมาประกอบ คือ
"โฆษณารับแลกแสตมป์แล้วของต่างๆ" ซึ่งลงโฆษณาไว้ในหนังสือพิมพ์ Bangkok
Times (ภาพที่ 1)
1. Bangkok Times
17 พฤษภาคม ค.ศ. 1893
(พ.ศ. 2436)
จากโฆษณานี้ทำให้ทราบถึงความนิยมในแสตมป์ไทย เพราะโฆษณานี้ลงไว้ หลังจากที่ประเทศไทยมีการไปรษณีย์เพียง 10 ปี เท่านั้น และพ่อค้าแสตมป์รายนี้ก็ไม่ได้มีถิ่นพำหนักอาศัยอยู่ในเมืองไทย แต่อยู่ที่ประเทศอังกฤษ และโฆษณานี้ยังบอกให้ทราบอีกว่า พ่อค้ารายนี้รับแลกของต่างๆ แต่แสตมป์อาจซื้อด้วยเงินสด
2. บางกอกปั๊ก
เล่มที่ 1 พ.ศ. 2457
พ่อค้าแสตมป์ที่เป็นคนไทยนั้น ผู้เขียนพบหลักฐานว่า มีในสมัยรัชการที่ 6 ดังปรากฏอยู่ในหนังสือ บางกอกปั๊ก (ภาพที่ 2) เป็นโฆษณาของ "ร้านสยามแสตมป์กำปนี" และในหนังสือข่าวตำรวจ (ภาพที่ 3) เป็นโฆษณา "ร้านศรืมาศ" รับซื้อขายแลกเปลี่ยนของสะสมต่างๆ ที่นิยมเล่นกัน เช่น แสตมป์ รูปยาซิกาแร็ต หน้าไม้ขีดไฟ เหรียญ ปลอกซิการ์ ซึ่งร้านศรีมาศนี้ไม่ปรากฏอีกแล้วในปัจจุบัน
3. ข่าวตำรวจ
วันศุกร์ที่ 1 พฤษาคม พ.ศ. 2468
ที่ผู้เขียนต้องกล่าวถึงร้านค้าแสตมป์นั้น ก็เนื่องมาจากการที่จะวัดกันว่าวงการสะสมแสตมป์ในบ้านเรากว้างขวาง แพร่หลายเท่าใดนั้น วิธีหนึ่งคือ การดูจากปริมาณร้านค้าแสตมป์ เพราะถ้าหากการสะสมแสตมป์ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายแล้ว ก็คงจะไม่มีใครกล้าลงทุนตั้งร้านค้าแสตมป์อย่างแน่นนอน
--------------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลจาก
หนังสือที่ระลึกงานแสดงตราไปรษณียากรแห่งชาติ
ครั้งที่ ๑๓ พ.ศ. ๒๕๔๒ หน้าที่ 31
--------------------------------------------------------------------------------