สมาธิภาวนา
ผู้แสวงบุญทั้งหลายที่มารวมกันแล้ว
เพื่อจะได้ฟังธรรมต่อไป
(หมายเหตุ
1) ให้ฟังธรรมอยู่ในความสงบ
การฟังธรรมในความสงบ
นั้น
คือทำจิตให้เป็นหนึ่ง
หูเรารับฟัง
สัมผัสถูกต้อง
แล้วก็ปล่อยไป
อย่างนี้เรียกว่า
ทำจิตให้สงบ
การฟังธรรมนี้ก็เป็นประโยชน์มาก
ส่วนหนึ่งก็เกี่ยวแก่การ
ปฏิบัติธรรมะ
ดังนั้นการในฟังธรรมะ
ท่านจึงให้ตั้งกายตั้งใจให้เป็น
สมาธิ
ในครั้งพุทธกาลนั้น
ฟังธรรมให้เป็นสมาธิเพื่อรู้ธรรมะ
สาวก
บางองค์ได้ตรัสรู้ธรรมะในอาสนะที่นั่งนั้นก็มีอยู่มาก
สถานที่นี้เป็นที่สมควรที่จะทำกรรมฐานมาก
อาตมามาพัก
อยู่ที่นี่คืนสองคืนมาแล้ว
รู้ว่าสถานที่นี้เป็นที่สำคัญมาก
สถานที่ข้าง
นอกสงบแล้ว
ยังแต่สถานที่ข้างในคือจิตใจของเราเท่านั้น
ดังนั้นพวก
เราทั้งหลายที่มานี้
ขอให้ตั้งใจทุกคน
ถึงแม้ว่ามันจะสงบบ้าง
ไม่สงบ
บ้าง
ก็เป็นเรื่องธรรมดา
ทำไมเราจึงได้มารวมทำความสงบอยู่ที่นี่
(หมายเหตุ 2)
เพราะจิตใจของเรายังไม่รู้สิ่งที่ควรรู้
คือยังไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า
อะไรมันเป็นอะไร
อะไรมันผิด
อะไรมันถูก
อะไรมันทำความทุกข์ให้
เรา อะไรมันทำความสงสัยให้เราอยู่
เราจึงมาทำความสงบกันก่อน
เหตุที่เราต้องมาทำความสงบระงับในที่นี้
เพราะว่าจิตใจไม่สบาย
จิต
ใจไม่สงบ
จิตใจไม่ระงับ
ยังวุ่นวายสงสัย
จึงนัดมา ณ ที่นี่
เพราะ
ฉะนั้นวันนี้จงตั้งใจฟังธรรมะ
(หมายเหตุ 3)
การฟังธรรมะของอาตมานั้น
อยากให้ตั้งใจฟังให้ดี
อาตมา
ชอบพูดรุนแรงหน่อย
ชอบพูดรุนแรงหน่อยเพราะนิสัยเป็นอย่างนี้
แต่
จะพูดรุนแรงอย่างไรก็ตามเถอะ
อาตมายังมีความเมตตาอยู่ตลอด
กาล ตลอดเวลาอยู่นั่นเอง
การพูดบางสิ่งบางอย่างนั้นขออภัยด้วย
ทุกๆคน
เพราะว่าประเพณีเมืองไทยกับชาวตะวันตกนี้มันไม่คล้ายกัน
มันคนละอย่าง
บางทีมันอาจทำให้ไม่ค่อยสบายใจก็ได้
พูดรุนแรง
หน่อยก็ดีนะ
มันตื่นเต้น
ไม่งั้นมันหลับเฉย
ไม่รู้ว่าอะไรมันนอนใจอยู่
อย่างนั้น
มันนิ่งอยู่ไม่ลุกขึ้นมาฟังธรรม
การปฏิบัตินี้ก็มีหลายอย่าง
แต่มันก็มีอย่างเดียว
เช่นว่าการ
ปลูกต้นไม้ที่ได้รับผลนั้น
บางทีอยากได้กินเร็วๆ
คือเอาทาบกิ่งมันเลย
อันนี้เรียกว่ามันไม่ทนทาน
อีกอย่างหนึ่งเอาเมล็ดมันมาเพาะ
ปลูก
จากเมล็ดมันเลย
อันนี้มีความแน่นหนาถาวรดีมาก
ตามความจริง
เป็นอย่างนี้
เป็นธรรมดาทุกคน
ตัวอาตมาเองก็เป็นอย่างนี้
เมื่อไม่รู้จัก
ว่าอะไรเป็นอะไรนั้น
ก็ไปนั่งทำกรรมฐานลำบากมาก
จนร้องให้ตั้ง
หลายเวลาหลายครั้งเหมือนกัน
บางอย่างมันคิดสูงไป
บางอย่างมัน
คิดต่ำไป
ไม่ถึงความพอดีของมัน
เพราะว่าการปฏิบัติที่สงบนี้ไม่สูง
แล้วก็ไม่ต่ำ
คือความพอดี
แล้วก็มาเห็นญาติโยมทั้งหลายที่นี้มันยุ่งมาก
คือต่างคนต่าง
ฝึกมา
ต่างคนต่างมีครูบาอาจารย์หลายเหลือเกิน
แล้วก็มารวมทำนี่
ก็เกิดความสงสัยมาก
อย่างอาจารย์นั้นต้องทำอย่างนั้น
อาจารย์นี้
ต้องทำอย่างนี้
ครูนั่นต้องทำอย่างนั้น
มานั่งเถียงกันเลยวุ่น
มันหลาย
เกินไป
มากเกินไป ไม่รู้ว่าจะเอาอันไหน
ไม่รู้จักเนื้อจักตัว
มันเลยวุ่น
มันหลายเกินไป
มันมากเกินไป
ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไห้มันเป็นหนึ่งได้
สงสัยตลอดเวลา
ฉะนั้นพวกเราอย่าคิดให้มันมาก
ถ้าจะคิดให้มันรู้จักอย่างนี้
ไม่รู้หรอก
ต้องทำจิตเราให้สงบเสียก่อน
(หมายเหตุ 4) ที่มันไม่รู้ไม่
ต้องคิด
(หมายเหตุ 5) ความรู้สึกมันจะเกิดมาในที่นี้เอง
มันจึงเป็น
ปัญญา
คิดนั้นไม่ใช่ปัญญา
ไม่ใช่ตัวปัญญา
มันคิดเรื่อยไปไม่รู้เรื่อง
ยิ่งคิดยิ่งวุ่นวาย
ฉะนั้นมาถึงที่นี่ก็ต้องพยายามอย่าให้คิด
อยู่ในบ้านเราเคย
คิดมากๆแล้วไม่ใช่เหรอ
มันกวนใจให้รู้อย่างนั้น
คิดมากๆไปน้ำตามัน
ไหลออกด้วย
ละเมอหลงคิดไปนะ
ไม่ใช่ความจริง
ไม่ใช่ปัญญา
พระ
พุทธองค์ท่านมีปัญญามาก
ท่านจึงหยุดคิด
อย่างที่เรามาฝึกนี้ก็เพื่อ
ให้มันหยุดคิด
นั่งให้สงบ ให้มีความสงบ
ถ้าคิดปัญญาไม่เกิด
ธรรมะ
ไม่เกิด
เกิดแต่สังขารปรุงแต่งไปเรื่อยๆ
ถ้าสงบแล้วไม่ต้องคิด
แล้ว
ปัญญาจะเกิดขึ้นตรงนั้น
เมื่อเราคิดอยู่ปัญญาไม่เกิด
เมื่อเรามีความ
สงบแล้ว
ความรู้สึกจะเกิดขึ้นมาในความสงบนั้นจะมีพร้อมกันทั้ง
ความคิดมีพร้อมกันทั้งปัญญา
เป็นคู่กันเลย
ถ้าจิตใจเราไม่สงบ
ปัญญาไม่มี
มีแต่จะคิดอย่างเดียวเท่านั้น
มันถึงยุ่ง
การนั่งสงบจิตนี่
ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย
บัดนี้เราจะต้องทำ
จิตอันนี้อย่างเดียว
ไม่ปล่อยจิตของเราให้มันพุ่งไปข้างขวา
ข้างซ้าย
ข้างหน้า
ข้างหลัง ข้างบน
ข้างล่าง จะทำอะไร
จะทำอันนี้
จะทำจิต
คืออานาปานสตินี่
กำหนดจากศีรษะลงไปหาปลายเท้า
กำหนด
ปลายเท้าขึ้นมาหาศีรษะ
กำหนดศีรษะลงไป
ดูด้วยปัญญาของเราอัน
นี้ เพื่อให้เป็นเหตุ
ให้รู้จักร่างกายของเราก่อน
แล้วก็นั่งกำหนดว่า
บัด
นี้ ธุระหน้าที่ของเรานั้นก็คือให้ดูลมหายใจเข้าออก
อย่าไปบังคับให้
มันสั้น
หรือบังคับให้มันยาว
ปล่อยตามสบาย
ไม่ให้กดดันมัน
ให้มี
ความปล่อยวางอยู่ในช่วงลมหายใจเข้าออกเสมออย่างนี้
การกระทำนี้
ให้เข้าใจว่าเป็นการกระทำด้วยการปล่อยวาง
แต่มีความรู้สึกอยู่
ไห้มีความรู้สึกอยู่ในการปล่อยวางลมหายใจ
เข้า
ออกสบาย
ไม่ให้กดดัน
ปล่อยตามธรรมชาติ
ให้มันสบาย
ให้คิดว่า
ธุระหน้าที่อย่างอื่นของเราไม่มี
ความคิดที่ว่าการนั่งอย่างนี้มันจะเป็น
อะไร แล้วมันจะเห็นอะไรอย่างนี้จะเกิดขึ้นมา
ก็ให้หยุด หยุดไม่เอา
มันจะเป็นอะไร
มันจะรู้อะไร
มันจะเห็นอะไรไหม
แม้ความคิดเช่นนี้
มันจะเกิดขึ้นมาในเวลานั้นก็ตามที
เมื่อเรานั่งอยู่นั่น
ไม่ต้องรับรู้อารมณ์
เมื่ออารมณ์ที่มากระทบ
กระทั่ง
รู้สึกเมื่อไร
รู้สึกในจิตของเราแล้วปล่อยมันไป
มันจะดีจะชั่วก็
ช่างมัน
ในเวลานั้นไม่ใช่ธุระหน้าที่ของเราจะไปจัดแจงในสิ่งทั้งหลาย
เหล่านั้น
ปล่อยมันออกไปเสียก่อน
แล้วกำหนดลมเอาคืนมา
ให้มี
ความรู้สึกแต่ลมอย่างเดียว
เข้าออกแล้วให้มันสบาย
อย่าให้มันทุกข์
เพราะมันสั้น
ทุกข์เพราะมันยาว
อย่าให้มันทุกข์
ดูลมหายใจอย่าให้มี
ความกดดัน
คืออย่ายึดมั่น
รู้แล้วให้ปล่อยตามสภาวะของมันอย่าง
นั้น
ให้ถึงความสงบ
ต่อไปจิตมันก็จะวาง
ลมหายใจมันก็จะเบา
เบา
ไป ผลที่สุดลมหายใจมันก็จะน้อยไป
น้อยไป จนกระทั่งปรากฏว่ามัน
ไม่มีลม
ในเวลานั้นจิตมันก็จะเบา
กายมันก็จะเบา
การเหน็ดเหนื่อย
เลิกหมดแล้ว
มีเหลือความรู้อันเดียวอยู่อย่างนั้น
นั้นเรียกว่าจิตมัน
เปลี่ยนไปหาความสงบแล้ว
นี่พูดถึงการกระทำในเวลาเรานั่งสมาธิ
อย่างเดียว
ถ้าหากว่าจิตใจมันวุ่นวายมาก
ก็ตั้งสติขึ้นสูดลมเข้าให้มัน
มากจนไม่มีที่เก็บ
แล้วก็ปล่อยมันหมดจนกว่าที่มันไม่มีในนี้
แล้วก็
หายใจเข้ามาอีก
สูดมันให้เต็มแล้วก็ปล่อยไปสามครั้ง
ตั้งจิตใหม่
มี
ความสงบขึ้น
ถ้ามีอารมณ์วุ่นวายอีกก็ทำอย่างนี้อีกทุกครั้ง
จะเดินจง
กลมก็ตาม
จะนั่งสมาธิก็ตาม
ถ้าเดินจงกลมมันวุ่นวายมากก็หยุดนิ่ง
กำหนดให้ลงในที่สงบ
ตั้งใหม่ให้รู้
จิตจึงจะเกาะ
แล้วก็เดินต่อไป
นั่ง
สมาธิก็เหมือนกันอย่างนั้น
เดินจงกลมก็เหมือนกันอย่างนั้น
มันต่าง
กันแต่อิริยาบถนั่งกับอิริยาบถเดินเท่านั้น
บางทีความสงสัยก็มีบ้าง
ต้องให้มีสติ
มีผู้รู้ ที่มันวุ่นวายเป็น
อย่างๆ
ก็ติดตามอยู่เสมอ
อาการนี้เรียกว่ามีสติ
สติตามดูจิต
จิตเป็น
ผู้รู้
อาการที่ตามดูจิตของเรานั้น
อยู่ในลักษณะอันใดก็ให้เรารู้อย่าง
นั้น
อย่าเผลอไป
อันนี้เป็นเรื่องสติกับจิต
ควบคุมพอถึงกันแล้วก็จะมีความรู้สึก
อย่างหนึ่ง
ถ้าจิตมันพอที่จะสงบแล้ว
จิตที่มันถูกคุมขังอยู่ในที่สงบ
เหมือนกับเรามีไก่ตัวหนึ่งที่ใส่ไว้ในกรงนั้น
ไก่ที่อยู่ในกรงนั้นมันไม่
ออกไปจากกรง
แต่ว่ามันเดินไปเดินมาได้ในกรงนั้น
อาการที่มันเดิน
ไปเดินมานี่ไม่เป็นอะไร
เพราะมันเดินไปเดินมาอยู่ในกรง
ความรู้สึก
ของจิตที่เรามีสติสงบอยู่นั้น
มีความรู้สึกในที่สงบนั้น
ไม่ใช่เรื่องที่มัน
ให้เราวุ่นวาย
คือเมื่อมันคิด
มันรู้สึก ให้มันรู้สึกอยู่ด้วยความสงบ
ไม่
เป็นอะไร
บางคนเมื่อมีความรู้สึกขึ้นมา
ก็ไม่ให้มันมีความรู้สึกอะไร
อย่างนี้ผิดไป
ไม่ได้ มีความรู้สึกอยู่ในที่สงบ
รู้สึกอยู่ด้วยความสงบ
รู้สึกอยู่ก็ไม่รำคาญ
นี่สงบอยู่อย่างนี้ไม่เป็นไร
ตัวที่มันสำคัญก็คือตัวที่
มันออกจากกรงไป
เช่นว่าเรามีลมหายใจเข้าออกอยู่อย่างนี้
ลืมไป
ลมหายใจไปเที่ยวในบ้าน
ไปเที่ยวในตลาด
ไปเที่ยวโน้น
สารพัดอย่าง
บางทีครึ่งชั่วโมงถึงมาอ้าวอะไรตายไม่รู้เรื่อง
นี่ตัวสำคัญระวังให้ดี
ตัว
นี้สำคัญ
มันออกจากกรงไปแล้วนี่
มันออกจากความสงบไปแล้วนี่
ต้องระวัง ต้องให้มีสติมารู้
ต้องพยายามดึงมันมา
ที่ว่าดึงมัน
มานี่ก็คือ
ไม่ใช่ดึงหรอก
มันไม่ไปที่ไหนหรอก
คือเปลี่ยนความรู้สึก
เท่านั้นเอง
ให้มันอยู่ที่นี่
มันก็มีอยู่ที่นี่
มีสติที่นี่เมื่อไหร่
ก็มีอยู่ที่นี่
แต่
สมมุติว่าดึงมันมา
มันไม่ได้ไปที่ไหนหรอก
มันเปลี่ยนแปลงอยู่ที่จิต
เรานี้
ที่สังเกตว่ามันไปโน่นไปนี่
ความจริงมันไม่ได้ไป
มันเปลี่ยน
แปลงอยู่ตรงนี้
มีสติพรึบเข้ามาแล้ว
มันก็มาทันที
มันไม่มาจากอะไร
มันรู้สึกอยู่ที่นี่เอง
ให้เข้าใจอย่างนั้น
อันนี้เรื่องจิต
จิตเราที่อยู่มีอะไรเป็นเครื่องหมายไหม
คือมีความรู้บริบูรณ์
ติดต่อกัน
ไม่ได้ขาด รู้ตลอดเวลา
นั้นเรียกว่าจิตของเราอยู่ตรงนี้
ถ้า
เราไม่รู้ลมอะไรมันไปที่ไหน
นั่นเรียกว่าขาด
ถ้าหากว่ารู้เมื่อไร
มีลมก็
มีจิต
มีลมมีความรู้สึกสม่ำเสมอนี้ตัวเดียว
อันนั้นนะอยู่กับเราแล้ว
อัน
นี้พูดถึงอาการจิต
มันจะต้องเป็นอย่างนี้
มันจะต้องมีสติ
มีสัมปชัญญะ
สติคือ
ระลึกได้
สัมปชัญญะคือรู้ตัวอยู่เดี๋ยวนี้
รู้ตัวกับอะไร
รู้กับลมอยู่อย่าง
นี้
ทำมีสติ มีสัมปชัญญะปรากฏ
ที่มันแบ่งกันอยู่อย่างนี้
ถ้า
หากว่าเรารู้ตัวอยู่
มันก็จะเป็นคล้ายๆกับคนที่ยกไม้
ยกวัตถุที่มัน
หนักๆอยู่สองคน
มันหนักจนจะทนไม่ไหวอย่างนี้
จะมีคนมีเมตตา
คือ
ปัญญา
มองเห็น ปัญญาก็วิ่งเข้ามาช่วย
นี่อย่างนี้
มีสติ มี
สัมปชัญญะรู้ตัวอยู่
แล้วก็มีปัญญาเกิดขึ้นมาตรงนี้
ช่วยกันมีสติ
มี
สัมปชัญญะ
มีปัญญา มาช่วยกันอย่างนี้
เมื่อมีปัญญาเข้ามาช่วย
มันจะรู้จักอารมณ์
เช่นมานั่ง
อาการ
จิตมันมีสติ
มีสัมปชัญญะ
แล้วก็มีปัญญา
อารมณ์ผ่านเข้ามา
มันเกิด
ความรู้สึกถึงเพื่อน
ไม่ใช่ ช่างมัน
หยุด เลิก พรุ่งนี้เราจะไปโน้น
อือเลิก
ไม่เอา ตอนนี้ก็คิดถึงคนอื่น
เอ้อ ไม่ใช่
เออ ไม่เอา
ไม่เอา
อะไรทั้งสิ้น
ปล่อยมันทั้งนั้น
ไม่เอา อย่ามายุ่งเลย
ไม่แน่นอน ของไม่
แน่นอน
ทำสมาธิอยู่มันจะเป็นอย่างนั้น
ไม่แน่ ไม่แน่
ทำสมาธิอยู่
มันจะรู้อย่างนี้
ให้เลิกคิด
เลิกพูด เลิกสงสัย
เลิกหมด อย่าเอามากวนใน
เวลานั้น
ถ้ามันเลิกหมดแล้ว
มันจะเหลือแต่เพียงสติ
สัมปชัญญะ กับ
ปัญญาล้วนๆ
ถ้าหากว่ามันอ่อนเมื่อไร
มันก็เกิดความสงสัยขึ้นมา
เลิกๆๆ
ให้เหลือแต่เพียงสติสัมปชัญญะเท่านั้น
พยายามให้มีสติที่
สุดอย่างนี้
ทำอย่างนี้เรื่อยๆไปจนตลอดเวลานั่นเหละ
แล้วจะได้เห็น
ตัวสติ
เห็นสัมปชัญญะ
แล้วก็เห็นปัญญา
แล้วก็เห็นตัวสมาธิ
เห็น
ครบไปหมดทุกอย่าง
เมื่อเราเพ่งเข้าไปตรงนั้น
สติเราก็จะเห็นได้
สัมปชัญญะเราก็
จะเห็นได้
สมาธิเราก็จะเห็นได้
ปัญญาก็จะเห็นได้
ครบในที่นั่นเลย
มี
อารมณ์จรมาข้างนอก
เราจะชอบใจก็ตามเถอะว่า
เออ ไม่แน่
ไม่
ชอบใจก็
อือ ไม่แน่
มันเป็นนิวรณ์ทั้งนั้น
สิ่งทั้งหลายให้กวาดให้มัน
เตียนหมด
ให้เหลือแต่สติคือความระลึกได้
สัมปชัญญะความรู้สึกตัว
สมาธิความตั้งใจมั่น
ปัญญารอบรู้
ให้เข้าใจอย่างนี้
อันนี้พูดถึงการก
ระทำแล้ว
จบแค่นี้ก่อนนะ
ทีนี้จะพูดถึง
เครื่องอุปกรณ์ทั้งหลายที่จะช่วยการปฏิบัติ
สมาธิภาวนา
เราจะต้องเป็นผู้มีจิตใจเผื่อแผ่โอบอ้อมอารี
ที่เรียกว่า
เมตตาธรรม
ให้เป็นผู้มีเมตตาเป็นคุณธรรม
เช่นว่า เราจะกำจัดตัวโลภะ
หรือตัวเห็นแก่ตัวออก
ทางพระ
ท่านว่าการให้ทาน
การให้คือทาน
คนเราถ้าเห็นแก่ตัวแล้วไม่สบาย
เห็นแก่ตัวแล้วไม่ค่อยสบาย
แต่คนชอบจะเห็นแก่ตัวหลาย
แต่ไม่รู้สึก
เจ้าของ
(ไม่รู้สึกตัว)
จะรู้ได้ในเวลาไหน
รู้ในเวลาเราหิวอาหาร
(หมาย
เหตุ
6) ถ้าเราได้แอปเปิ้ลมาลูกหนึ่งขนาดนี้
เราจะแบ่งคนอื่น
จะแบ่ง
ให้เพื่อน
คิดแล้วคิดอีก
อยากจะให้เพื่อนก็อยากจะให้
แต่ว่าอยากจะ
เอาลูกเล็กๆให้
จะเอาลูกใหญ่ให้ก็แหมเสียดายเหลือเกิน
คิดยากนัก
หนา เอาไป
เอาไป เอาลูกนี้ไป
เราก็ให้ลูกเล็ก
ให้แอปแปิ้ลลูกน้อยๆ
ไป แต่เอาลูกใหญ่ไว้
นี่ความเห็นแก่ตัวชนิดนี้อันหนึ่ง
แต่คนไม่ค่อย
จะเห็น
เคยมีไหม เคยเป็นไหม
การให้ทานนี่การทรมานจิตนะ
มันอยากให้เขาลูกเล็กๆ
อุตสาห์บังคับเอาลูกใหญ่ให้เพื่อน
พอให้แล้ว เออสบายนะ
นี่การ
ทรมานจิตอย่างนี้
ต้องบังคับจิตให้มันรู้จักให้
ให้มันรู้จักละ
ไม่ให้มัน
เห็นแก่ตัว
เมื่อเราให้คนอื่นเสียแล้วมันก็สบายหรอก
ถ้าเรายังไม่ให้
นี่
จะให้ลูกไหนหนอ
มันลำบากมากเหลือเกิน
กล้าตัดสินว่าให้ลูกใหญ่นี่
หนา เสียใจนิดหน่อยนะ
แต่พอตกลงใจไห้เขาแล้ว
มันก็แล้วไป
นี่
เรียกว่าทรมานจิตในทางที่ถูกมันเป็นอย่างนี้
ถ้าเราทำให้ได้อย่างนี้
เรียกว่าเราชนะตัวเอง
ถ้าเราทำไม่ได้
อย่างนี้
เรียกว่าเราแพ้ตัวเอง
เห็นแก่ตัวเรื่อยไป
ก่อนนี้เรามีความเห็น
แก่ตัว
อันนี้ก็เป็นกิเลสอันหนึ่งเหมือนกัน
ต้องขจัดออก
ทางพระเรียก
ว่าการให้ทาน
การให้ความสุขแก่คนอื่น
อันนี้เป็นเหตุช่วยให้ชำระ
ความสกปรกในใจของเราได้
และต้องให้เป็นคนมีจิตใจอย่างนี้
ให้
พิจารณาอย่างนั้น
อันนี้ประการหนึ่งที่ควรทำไว้ในใจของเรา
บางคนอาจจะเห็นว่าอย่างนี้ก็เบียดเบียนตัวเอง
นี่ไม่ใช่เบียด
เบียนตัว
แต่เป็นการเบียดเบียนกิเลสตัณหาต่างหากหละ
ถ้าในตัว
มันมีกิเลสขึ้นมา
ให้กิเลสมันหายไป
กิเลสนี่เหมือนแมว
ถ้าให้กินตามใจ
มันก็ยิ่งมาเรื่อยๆ
แต่มี
วันหนึ่งมันจะข่วนนะถ้าเราไม่ให้อาหารมัน
ไม่ต้องให้อาหารมัน
มัน
จะร้องแงวๆอยู่
เราไม่ให้อาหารมันสักวันหนึ่งสองวันเท่านั้น
ก็ไม่เห็น
มันมาแล้ว
เหมือนกันแหละ
กิเลสไม่มากวนเรา
เราก็จะได้สงบใจต่อ
ไป (หมายเหตุ
7) ทำให้กิเลสกลัวเรา
อย่าทำให้เรากลัวกิเลส
ให้กิเลส
กลัวเรา
นี่พูดให้เห็นธรรมในปัจจุบัน
ในใจของเราอย่างนี้
ธรรมะของพระพุทธเจ้าของเราอยู่ที่ไหน
อยู่ที่ความรู้
ความ
เห็นในใจของเราอย่างนี้
รู้ได้ทุกคน
เห็นได้ทุกคน
ไม่ใช่อยู่ในตำรา
ไม่
ต้องไปเรียนให้มันมาก
พิจารณาเดี๋ยวนี้ก็เห็น
ที่อาตมาพูดก็เห็นได้ทุก
คน เพราะมันอยู่ในใจทุกคน
เรามีกิเลสทุกคนใช่ไหม
ถ้ามันได้เห็น
อย่างนี้ก็รู้จัก
แต่ก่อนนี้เราต้องการเลี้ยงกิเลสไว้
ให้รู้จักกิเลส
อย่าให้
มันมากวนเรา
อันนี้เป็นอันหนึ่งที่ยังไม่บังเกิด
ให้ทำให้เกิดขึ้น
ที่เกิด
แล้วก็ทำให้มากขึ้น
ทีนี้ข้อปฏิบัติต่อไปคือการรักษาศีล
ศีลนี้จะดูแลธรรมะให้
เจริญขึ้น
(หมายเหตุ 8) เหมือนพ่อแม่กับลูก
การรักษาศีลคือการเว้น
การเบียดเบียน
และทำการเกื้อกูลช่วยเหลือ
อย่างต่ำนี้ให้มีห้าข้อคือ
ข้อหนึ่ง ให้เมตตาสัตว์และมนุษย์ทั้งหมด
ไม่ให้ทำร้ายเบียด
เบียน
ตลอดจนถึงการฆ่า
ข้อสอง ให้มีความสุจริต
อย่าไปมองข้ามสิทธิ์ของกันและกัน
พูดง่ายๆก็คือไม่ให้ขโมยของกันนั่นเอง
ข้อสาม ให้รู้จักประมาณในกามบริโภค
อยู่ในฆราวาสวิสัยก็
ต้องมีครอบครัว
มีพ่อบ้านแม่บ้าน
แต่ถ้ารู้จักประมาณก็ปฏิบัติธรรมะ
ได้ ให้รู้จักพ่อบ้านของเรา
รู้จักแม่บ้านของเราเท่านั้น
ให้รู้จักประมาณ
อย่าทำให้เกินประมาณ
ให้มีขอบเขต
แต่โดยมากคนจะไม่มีขอบเขต
เสียด้วยนะ
บางทีมีพ่อบ้านคนเดียวก็ไม่พอ
มีสองคนบ้าง
บางทีมีแม่
บ้านคนเดียวก็ไม่พอ
ต้องมีสามด้วย
อย่างนี้ก็มี
อาตมาว่าคนเดียวก็
กินไม่หมดแล้ว
จะมีไปสองคนสามคนนี่มันเรื่องสกปรกทั้งนั้น
นี่อย่าง
นี้ต้องพยายามชำระ
พยายามฝึกใจให้มันรู้จักประมาณ
ความรู้จัก
ประมาณนี้
มันบริสุทธิ์ดี
ที่ไม่รู้จักประมาณนี่มันไม่มีขอบเขต
ถึงได้
อาหารเอร็ดอร่อยอย่างนี้
อย่าไปนึกถึงความเอร็ดอร่อยมันมาก
ให้รู้
จักท้องของเรา
ให้รู้จักประมาณ
ถ้าเรากินมาก
ก็ลำบากเหมือนกัน
ให้รู้จักประมาณ
ความรู้จักประมาณนี่ดีที่สุด
ให้มีแม่บ้านคนเดียวก็
พอแล้ว
มีพ่อบ้านคนเดียวก็พอแล้ว
มีสองมีสาม
เกินขอบเขตแล้ววุ่น
วาย
ข้อสี่ คือความซื่อสัตย์
นี่ก็เป็นเครื่องกำจัดกิเลสเราเหมือนกัน
เป็นคนตรงมีสัจจะ
เป็นคนซื่อสัตย์
ข้อห้า เป็นคนที่ไม่ดื่มสุราน้ำเมา
อย่างนี้ก็ให้รู้จักประมาณ
ให้เลิกเสียก็ดี
คนเราเมามัวก็มากแล้ว
เมาลูกเมาหลาน
เมาทรัพย์
สมบัติหลายอย่าง
มันก็พอแล้ว
ยิ่งเอาเหล้ามากินเข้าไปอีก
มันก็มืด
เท่านั้นแหละ
อันนี้บริษัททั้งหลายไม่รู้
ดูตัวเราเอง
ถ้าหากว่ามันมาก
ใครมีมากก็ค่อยๆปัดเป่ามันออกไป
ปัดเป่ามันออกไปให้หมด
ต้องขอโทษด้วยนะ
พูดด้วยความปรารถนาดีนะ
อยากจะให้
ดี อยากจะให้รู้จัก
เราต้องรู้จักว่าอะไรเป็นอะไร
ที่เรามาทุกวันนี้
อะไร
มันกดดันอยู่
แล้วเพราะอะไรการกระทำเหล่านั้นจึงกดดันเรา
ทำดีมัน
ก็ได้ดี
ทำชั่วมันก็ได้ชั่ว
อันนี้เป็นเหตุ
อันนี้ขอฝากไว้นะ
ขอโทษด้วย
นะ ไม่อยากพูดหรอกแต่พระพุทธเจ้าบอกให้พูด
ทั้งหมดที่พูดมานี้
เป็นเครื่องอุปกรณ์อันหนึ่ง
ให้เราปฏิบัติกันดูนะ
ทีนี้เมื่อมีศีลบริสุทธิ์ดีแล้ว
มีความรักกัน
ซื่อสัตย์ ก็จะมีความ
สุข ความเดือดร้อนไม่มีนะ
เมื่อความเดือดร้อนไม่มีแล้ว
เพราะไม่เคย
เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
อย่างนี้ก็มีความสุข
นี่คืออยู่ในเมืองสวรรค์
แล้ว
สบาย กินก็สบาย
นอนก็สบาย มีความสุข
สุขเกิดจากศีล
เมื่อมี
การกระทำอย่างนี้
ก็เป็นเหตุให้อันนี้เกิดขึ้นมา
ละความชั่วเช่นนี้เป็น
กฎอันหนึ่ง
เพื่อความดีนี้เกิดขึ้นมา
นี่ถ้าเรามีศีลอย่างนี้
ความชั่วหนี
ไป ความสุขเกิดขึ้นมา
นี่ละเกิดเพราะการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ทีนี้ยังไม่จบแค่นี้นา
คนเราถ้ามีความสุขแล้ว
ชอบเผลอ
เหมือนกันนา
ชอบเผลอ ไม่อยากไปที่ไหน
ชอบติดสุขอยู่ที่นั่น
แล้วไม่
อยากไปที่ไหนหรอก
ชอบสุข มันเป็นสวรรค์
ถ้าพูดตามบุคลาธิษฐาน
เป็นเมืองสวรรค์
(หมายเหตุ 9) ผู้ชายก็เป็นเทวบุตร
ผู้หญิงก็เป็น
เทวดา
สบายไม่รู้เนื้อรู้ตัว
อันนี้ให้ทำความพิจารณาอีกทีหนึ่ง
อย่า
หลงมัน
ให้พิจารณาอีก
ให้พิจารณาโทษของความสุขอีกว่า
ความสุข
นี่มันไม่แน่นอนเหมือนกัน
มีความสุขแล้วไม่ช้านานเท่าไร
ความสุข
นั้นก็จะละเลิกจากเรา
นี่เป็นของไม่แน่เหมือนกัน
เมื่อความสุขเลิก
จากเรา
ความทุกข์เกิดขึ้นมา
เราก็ร้องให้อีกเหละ
นางเทวดาร้องให้
แล้วสิ
เทวบุตรยังร้องให้เป็นทุกข์แล้ว
ท่านให้เราพิจารณาโทษของมัน
เห็นโทษของมันว่า
โทษของความสุขมีอยู่
แต่ในเวลาที่มันสุขนี้
ไม่รู้
จักมันประการหนึ่งละ
ความสงบเที่ยงแท้แน่นอน
มีความสุขนี่มันปิด
ทำให้เรามองไม่เห็นทุกข์หรอก
ทีนี้ ความสุขนี้ยังไม่ใช่ความสงบเที่ยงแท้แน่นอนเหมือนกัน
เป็นกิเลสอันหนึ่ง
เป็นกิเลสอย่างละเอียดที่คนทั้งหลายชอบกัน
ทุก
คนชอบมีความสุข
ที่เป็นสุขก็เพราะเราไปชอบมันเองน่ะ
เมื่อหาก
เวลาที่ไม่ชอบนี่
มันจะทุกข์เกิดขึ้นมา
อันนี้ให้พิจารณาทับมันขึ้นไป
อีกทีหนึ่งว่า
สุขนี้มันก็ไม่แน่เหมือนกัน
ให้เห็นโทษของความสุข
เมื่อ
มันเปลี่ยนขึ้นมาแล้วมันมีทุกข์เกิดขึ้น
นี่คือของไม่แน่เหมือนกัน
อย่า
ไปหมายมั่นมัน
อันนี้เรียกว่า
อาทีนวกถา คือให้พิจารณาความสุขอีก
ทีหนึ่ง
อย่าปล่อยเฉยอย่างนั้น
ให้เห็นเช่นนี้
ให้เห็นความสุขนั้นว่า
เป็นเรื่องไม่แน่นอน
เมื่อเห็นเป็นของไม่แน่นอนเช่นนั้น
เราก็ต้องไม่
เข้าไปจับอย่างเต็มที่
เราไม่ยึดอย่างเต็มที่
มันก็ยึดมาโดยปล่อยวาง
ไม่ใช่ยึดไม่วาง
ให้เห็นความสุขอย่างนี้
ให้ครึ่งหนึ่งเป็นส่วนดี
ครึ่งหนึ่ง
เป็นส่วนชั่ว
ถ้าเรารู้จักประมาณว่าความสุขนี้มันก็เป็นโทษเหมือนกัน
ให้พิจารณาอย่างนี้
มีสุขก็พิจารณาสุขให้ดี
แล้วเห็นโทษของความสุข
นี้ อันเป็นคุณสมบัติของผู้ประพฤติปฏิบัติ
ทีนี้เมื่อมองเห็นว่า
อันนั้นก็เป็นทุกข์
อันนี้ก็เป็นทุกข์
จิตใจ
มันก็เห็น
เนกขัมมกถา
แล้วก็ จิตใจมันก็ต้องออก
เบื่อแล้ว เบื่อแล้ว
ว่า รูปก็เป็นอย่างนั้น
เสียงก็เป็นอย่างนั้น
กลิ่นก็เป็นอย่างนั้น
รสก็
เป็นอย่างนั้น
ความรักก็เป็นอย่างนั้น
ความเกลียดก็เป็นอย่างนั้น
เบื่อ
ไม่อยากจะยึดมั่นต่อไป
ไม่อยากจะยึดมั่นถือมั่นแล้ว
ออกจาก
อุปาทานนั้นมายืนอยู่ตรงนี้ให้สบาย
มองดูเฉยๆ ไม่ต้องไปยึดมั่นถือ
มั่น
นั่นก็คือความสงบของการปฏิบัติ
ฉะนั้น วันนี้ก็ให้โยมทั้งหลายรู้จักพิจารณา
และก็ให้อภัยด้วย
นะ วันนี้พูดมากเสียด้วย
พูดมากก็เพราะว่ารักโดยธรรมะ
อยากจะถามถึงการปฏิบัติของญาติโยม
เราทั้งหลายซึ่งได้ทำ
กรรมฐานมานี้
ว่าเราแน่ใจแล้วหรือยังกับการทำกรรมฐาน
ถามอย่าง
นี้ ว่ามีความแน่ใจแล้วหรือยัง
(หมายเหตุ 10) เพราะว่าอาจารย์ที่สอน
กรรมฐานทุกวันนี้มีมาก
มีทั้งพระสงฆ์ด้วย
มีทั้งฆราวาสหลายคนเป็น
อาจารย์กรรมฐาน
ดังนั้นกลัวญาติโยมจะลังเลสงสัยในการกระทำนี้
จึงได้ไต่ถามอย่างนั้น
เรื่องของพระพุทธศาสนา
คำสอนของพระพุทธ
ศาสนาที่เราปฏิบัตินี้
ไม่มีอะไรอื่นจะยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว
ถ้าเราเข้าใจ
ให้ชัดเจน
จะทำจิตใจของเราให้สงบได้เป็นมั่นคง
การทำจิตให้สงบ
เรียกว่าการทำสมาธิ
หรือเรียกว่าการทำ
กรรมฐาน
จิตของเรานี้มันเป็นสิ่งที่กลับกลอกมาก
ดูที่เราทำกันมา
เห็นไหมละ
บางวันนั่งสมาธิพักเดียวก็สงบแล้ว
บางวันนั่งยังไงก็ไม่
สงบ มันดิ้นออกมาอยู่จนได้
บางวันก็สบาย
บางวันมันก็ไม่สบาย
มัน
แสดงอาการขึ้นมาให้เราเห็นอย่างนี้
ให้เข้าใจว่า
มรรค มีองค์แปดประการนั้น
มันรวมอยู่ที่
ศีล
สมาธิ
ปัญญา ไม่ได้รวมอยู่ที่อื่น
เมื่อเรารวมเข้ามาแล้ว
มันมีศีล มี
สมาธิ
มีปัญญา เช่นเราทำกรรมฐานปัจจุบันนี้
ก็คือเราทำมรรคให้
เกิดขึ้นนั่นเอง
ไม่ใช่อื่นไกลหรอก
วิธีการนั่ง
ท่านให้หลับตา
ไม่ให้มองเห็นสิ่งต่างๆ
เพราะว่า
ท่านจะให้รู้จิตของเรานั่นเอง
ให้มองดูจิตของเราน่ะ
ถ้าหากว่าเรา
หลับตาเข้าไป
มันจะกลับเข้ามาข้างใน
มันจะมีความรู้หลายๆอย่าง
เกิดขึ้นมาในที่นั่น
นี่ก็เป็นวิธีอันหนึ่งที่จะเป็นวิธีที่ให้เกิดสมาธิ
เมื่อเรานั่งหลับตา
ให้ยกความรู้ขึ้นไว้เฉพาะที่ลมหายใจ
เอา
ลมหายใจเป็นประธาน
เรียกว่าน้อมความรู้สึกตามลมหายใจไว้
เรา
จึงจะรู้ว่า
สติมันจะมารวมอยู่ตรงนี้
ความรู้สึกมันจะมารวมอยู่ตรงนี้
เมื่อมรรคนี้มันสามัคคีกันเมื่อไร
เราจะมองเห็นได้ว่าลมเราเป็นอย่างนี้
ความรู้สึกเราเป็นอย่างนี้
จิตเราเป็นอย่างนี้
อารมณ์เราเป็นอย่างนี้
แล้วจึงจะรู้จักที่รวมของสมาธิ
รวมแห่งมรรคสามัคคี
ในที่แห่งเดียว
กัน
เมื่อเราทำสมาธิ
กำหนดจิตกับลม
นึกในใจว่า
ที่นี่เรานั่งอยู่
คนเดียว
รอบๆข้างเรานี่ไม่มีใครไม่มีอะไรทั้งนั้น
ทำความรู้สึกอย่างนี้
เรานั่งอยู่คนเดียว
ให้กำหนดอย่างนี้
จนกว่าจิตของเรามันวางข้าง
นอกหมด
รู้ลมเข้าออกอย่างเดียวเท่านั้น
(หมายเหตุ 11) มันวางข้าง
นอก อย่ามีความนึกว่าคนนี้นั่งอยู่ตรงโน้น
คนโน้นนั่งอยู่ตรงนี้อะไรให้
วุ่นวาย
อย่าให้มันเข้ามา
เราเหวี่ยงมันออกเสียดีกว่า
ไม่มีใครอยู่ที่นี่
มีแต่เราคนเดียวนั่งอยู่ตรงนี้
จนกว่าทำสัญญาอย่างนี้ให้มันหมดไป
จนกว่าจะไม่มีความสงสัยในรอบๆข้างเรานี้
แล้วก็กำหนดลมเข้าออก
อย่างเดียว
ปล่อยลมให้เป็นธรรมชาติ
ปล่อยลมหายใจออกและเข้า
ให้เป็นธรรมชาติ
อย่าไปบังคับลมให้มันยาว
อย่าไปบังคับลมให้มัน
สั้น
อย่าไปบังคับลมให้มันแรง
ปล่อยสภาพมันให้พอดี
แล้วก็นั่งดูลม
หายใจนี่เข้าออก
เมื่อมันปล่อยอารมณ์ข้างนอก
เสียงรถยนต์ก็ไม่รำคาญ
เสียง
อะไรก็ไม่รำคาญ
ไม่รำคาญสักอย่างหนึ่งข้างนอก
จะเป็นรูป เป็น
เสียง
ไม่รำคาญทั้งนั้นแหละ
เพราะว่ามันไม่รับแล้ว
มันมารวมอยู่ที่
ลมหายใจเรานี้
ถ้าจิตเราวุ่นวาย
สิ่งต่างๆมันไม่ยอมรวมเข้ามา
ก็ต้องสูดลม
เข้าให้มากที่สุดจนกว่าไม่มีที่เก็บ
แล้วปล่อยลมออกให้มากที่สุดจน
กว่ามันจะหมดในท้องเรา
สักสามครั้ง
ก็ตั้งอยู่ในอยู่ในความรู้ใหม่
รวมอีกต่อไป
เราตั้งขึ้นใหม่พักหนึ่ง
มันก็สงบไปเป็นธรรมดาของมัน
สงบไปอีกสักพักหนึ่ง
มันก็ไม่สงบอีก
ก็มีวุ่นวายติดมา
เมื่อ
มันเป็นเช่นนั้นขึ้นมาอีก
ก็กำหนดจิตเราให้ตั้งมั่น
แล้วก็สูดลมเข้าให้
มากที่สุด
ปล่อยลมออกไปให้หมดในท้องเรา
แล้วก็สูดลมเข้ามาให้
มากที่สุด
พักหนึ่ง แล้วก็ตั้งใหม่อีก
กำหนดลมนั่นต่อไปอีก
แล้วก็
กลับมาตั้งสติกับลมหายใจออกเข้า
ทำความรู้สึกต่อไปอีกอย่างนี้
ในเมื่อเป็นเช่นนี้หลายครั้งจะได้ชำนาญ
มันจะวางข้างนอก
มันจะไม่มีอะไร
อารมณ์ข้างนอกก็จะส่งเข้ามาไม่ถึง
เมื่อส่งเข้ามาไม่
ถึงแล้วก็จะเห็นจิตของเรา
จิตคือความรู้สึกอย่างหนึ่ง
แล้วก็ลมหนึ่ง
แล้วก็อารมณ์หนึ่ง
รวมอยู่ที่ปลายจมูกเรานี้
ตั้งสติมั่นดูลมเข้าออกสบายต่อไปอีก
ถ้าจิตสงบ ลมที่มัน
หยาบแล้วมันจะน้อยเข้า
น้อยเข้า น้อยเข้าไปทุกที
มันน้อยเข้าไป
อารมณ์มันละเอียด
อารมณ์ละเอียดมันจะน้อยเข้าไปๆ
ร่างกายเรา
มันก็เบา
จิตเรามันก็เบาขึ้น
มันก็วางอารมณ์ข้างนอก
ดูข้างในต่อไป
ต่อนั้นไป ความรู้ข้างนอกมันจะรวมเข้ามาข้างใน
เมื่อรวมเข้า
ข้างในแล้ว
ให้ความรู้สึกอยู่ในที่ๆมันรวม
เมื่อเราหายใจนั้นมันจะเห็น
ลมชัด
เห็นลมเข้าลมออกชัด
แล้วมันจะมีสติชัด
จะเห็นอารมณ์ชัดขึ้น
ทุกอย่าง
ในตรงนั้นมันจะเห็นศีล
เห็นสมาธิ เห็นปัญญา
โดยอาการที่
มันรวมกันอยู่นี่
เรียกว่า มรรคสามัคคี
เมื่อความสามัคคีเกิดขึ้นมา
แล้ว
มันก็ไม่มีอาการที่วุ่นวายในจิตใจของเรา
มันก็รวมลงเป็นหนึ่ง
เรียกว่าสมาธิ
เมื่อเรามองในที่อันเดียว
คือลมหายใจเข้าออกนั้น
มันจึงมี
ความรู้สึกเห็นชัด
เพราะว่าเรามีสติอยู่เสมอ
จะเห็นลมชัด
เห็นลมชัด
มันมีสติขึ้นมาแล้ว
มีความรู้สึกชัดขึ้นมาหลายอย่าง
เห็นจิตอยู่ในที่
นั่นรวมเป็นอันเดียวกัน
มีความรู้สึกเข้าข้างใน
ไม่ส่งออกไปข้างนอก
ข้างนอกคล้ายๆกันหมด
ไม่มีใครได้ทำงานหรอก
อยู่ข้างในบ้านรวม
เป็นก้อนหนึ่ง
สบาย
ความรู้สึกนั้นวางจากข้างนอก
บางทีมันก็มีความรู้สึกอยู่กับ
ลมหายใจ
นานไปดูลมหายใจเข้าไปอีก
จนกว่าที่มันละเอียดเข้าไป
อีก แล้วความรู้สึกถึงลมนั้นมันก็จะหมดไป
หมดไปจากลมหายใจก็ได้
อื้อ
ลมหายใจนี่หมดไปได้
มีความรู้สึกอันหนึ่งขึ้นมา
ลมหายใจมันจะ
หายไป
คือมันละเอียดจนเกินไปน่ะ
บางทีนั่งอยู่เฉยๆ
ลมไม่มี ที่จริงมันมีอยู่
แต่เหมือนว่ามันไม่มี
เพราะอะไร
เพราะว่าจิตตัวนี้มันละเอียดมากที่สุด
มันมีความรู้เฉพาะ
ของมัน
มีเหลือความรู้อันเดียว
ถึงลมมันหายไปแล้ว
ความรู้ที่ว่า
ลม
มันหายไปก็ตั้งอยู่
ทีนี้จะเอาอะไรเป็นอารมณ์ต่อไปอีก
(หมายเหตุ 12)
ก็เอาความรู้นี่แหละเป็นอารมณ์ต่อไปอีก
อารมณ์ที่ว่า
ลมไม่มี ลมไม่
มี อยู่อย่างนี้เสมอ
นี่เรียกว่ามีความรู้อันหนึ่งตั้งขึ้นมาอีก
ในจุดนี้บางคนอาจมีความสงสัยขึ้นมาก็ได้
เพราะตรงนี้มัน
จะเกิดนิมิตขึ้นมาก็ได้
เสียงก็มีได้
รูปก็มีได้
มันมีทุกอย่างได้
สิ่งที่เรา
คาดไม่ถึงมันเกิดขึ้นมาได้ตรงนี้
เมื่อหากว่านิมิตเกิดขึ้นมาตรงนี้
(นิมิต
นี้บางคนมันก็มี
บางคนก็ไม่มี)
ก็ให้เรารู้ตามเป็นจริง
อย่าสงสัย อย่า
ตกใจ
ทีนี้ท่านจงตั้งใจให้ดี
ตั้งสติให้มาก
บางคนเห็นว่าลมหายใจ
ไม่มีแล้วก็ตกใจ
ตกใจเพราะธรรมดาลมมันมีอยู่
(หมายเหตุ 13) เมื่อ
เรามาพบว่าลมไม่มีแล้ว
ก็ตกใจว่าลมไม่มี
กลัวว่าเราจะตายก็ได้
ตรง
นี้ก็ให้ตั้งความรู้สึกขึ้นมา
อันนี้มันเป็นอย่างนี้ของมัน
เราจะดูอะไร
ดูลมไม่มีนั่นอีกต่อไปเป็นความรู้
นี้ท่านจัดว่า
เป็นสมาธิอันแน่แน่วที่สุดของสมาธิ
มีอารมณ์เดียวแน่นอนไม่หวั่น
ไหว เมื่อสมาธิถึงจุดนี้
จะมีความแตกต่างสารพัดอย่างที่จะรู้ในจิต
ของเรา
ร่างกายนี้บางทีมันเบาที่สุด
เมื่อมันเบาที่สุด
บางทีก็ไม่มีร่าง
กาย คล้ายๆนั่งอยู่ในอากาศอย่างนี้
เบาทั้งหมด
มองนึกดูที่ไหนไม่มี
แล้ว
อยู่กลางอากาศอย่างนี้
ถึงแม้ทีเรานั่งอยู่นี่ก็เปล่าทั้งนั้น
ว่าง อัน
นี้มันเป็นของแปลก
อันนี้ก็ให้เข้าใจว่า
ไม่เป็นอะไร
เราทำความรู้สึก
อย่างนั้นไว้ให้มั่นคง
เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่ง
เพราะว่าไม่มีอารมณ์อะไรเข้ามาเสียด
แทง อยู่นานเท่าไรก็ได้
ไม่มีรู้สึกเวทนาเจ็บปวดอะไรอยู่อย่างนั้น
การ
ทำสมาธิมาถึงที่นี่
เราจะออกจากสมาธิก็ได้
ไม่ออกก็ได้
ออกจาก
สมาธินี่ก็เรียกว่าออกสบาย
ออกอย่างสบาย
ไม่ไช่ออกเพราะขี้เกียจ
ไม่ใช่ออกเพราะว่าเหน็ดเหนื่อย
ออกเพราะว่าสมควรแล้วก็ออกมา
ถอยออกมา
อย่างนี้อยู่ก็สบาย
ออกมาสบาย ไม่มีอะไร
นี้เรียกว่าสมาธิ
จิตใจมันจะสบายถ้าเรามีสมาธิอย่างนี้
อย่าง
นั่งวันนี้
มาเข้าสมาธิกันอยู่สักสามสิบนาทีหรือชั่วโมงหนึ่ง
จิตใจของ
เราจะเยือกเย็นไปตั้งหลายวัน
เมื่อจิตเยือกเย็นหลายวันนั้น
จิตเราจะ
สะอาด
เห็นอะไรจะรับพิจารณาทั้งนั้น
อันนี้มันเป็นเบื้องแรกของมัน
นี้เรียกว่า
ผลที่เกิดจากสมาธิ
สมาธิมีหน้าที่ทำให้สงบ
สมาธินี้ก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง
ศีลก็มี
หน้าที่อย่างหนึ่ง
ปัญญานี่ก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง
อาการที่เรากำหนดใน
ที่นั้น
มันจะเป็นวงกลมอย่างนี้
ตามที่ปรากฏในใจของเรา
มันจะมีศีล
อยู่ตรงนี้
มีสมาธิอยู่ตรงนี้
จะมีปัญญาตรงนี้
เมื่อจิตเราสงบแล้ว
มันก็
จะมีการสำรวมเข้าด้วยปัญญา
ด้วยกำลังสมาธิ
เมื่อสำรวมเข้า
ละเอียดเข้า
มันจะเป็นกำลัง
มันจะไปทำกำลังช่วยศีลให้บริสุทธิ์ขึ้น
มามากๆ
เมื่อศีลบริสุทธิ์ขึ้นมามากแล้ว
มันก็ช่วยสมาธิให้เกิดขึ้นได้
มาก ดีขึ้นมาก
เมื่อสมาธิเกิดแล้วจะช่วยปัญญา
มันจะช่วยกันอย่างนี้
เป็นปัจจัยไวพจน์ซึ่งกันและกัน
ต่อไปเป็นวงรอบอย่างนี้
จนกว่ามรรค
คือ ศีล
สมาธิ ปัญญา
นี่รวมเข้าเป็นข้อตัวเดียวกันแล้วน่ะ
ทำงาน
สม่ำเสมอกัน
เราจะต้องรักษากำลังอย่างนี้
อันนี้เป็นกำลังที่จะทำให้
เกิดวิปัสสนา
คือปัญญา
ตอนนี้ปัญญามันเกิดขึ้นมาแล้ว
ถึงแม้ว่ามันจะสงบหรือไม่
สงบ ก็จะมีกำลังแล้ว
เออมันไม่สงบก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลย
สงบก็
อย่าไปยึดมั่นเลยเช่นนี้
เราจะได้ปล่อยภาระอันนี้
ใจเรามันจะเบา
จะ
ได้อารมณ์ที่ดีก็สบายใจ
อารมณ์ที่ไม่ชอบใจก็สบายใจ
มีความสงบ
อยู่อย่างนั้น
อีกอันหนึ่งที่สำคัญคือ
เมื่อเราหยุดทำกรรมฐานแล้ว
เมื่อเรา
เลิกทำกรรมฐานแล้ว
จิตที่ไม่ฉลาดก็จะเลิกไปเลย
ไม่มีความรู้สึกนึก
คิดในการปฏิบัติของเรา
(หมายเหตุ 14) ความเป็นจริงนั้นเมื่อเราจะ
ออกจากสมาธิ
เราก็รู้จักว่าเราออก
ออกมาแล้ววางเป็นปกติไว้
ให้มี
ความรู้สึก
มีสติติดต่อกันเสมอ
ไม่ใช่ว่าเราจะทำความสงบเฉพาะ
เวลานั่งสมาธิ
เพราะว่าสมาธิคือความตั้งใจมั่น
เราเดินอยู่เราก็ทำใจ
เราให้มั่น
ให้มีอารมณ์มั่นเสมอ
มีสติสัมปชัญญะอยู่ต่อไปเสมอ
ออก
จากที่นั่งนี้แล้ว
หูเราได้ยินเสียง
ตาเห็นรูป ที่เราเดินไป
นั่งรถไปก็ตาม
เถอะ เมื่อรู้สึกมีอะไรที่มันชอบใจ
(หมายเหตุ 15) หรือไม่ชอบใจ
เกิด
ขึ้นมาเป็นอารมณ์
ก็มีความรู้สึกว่าอันนี้มันไม่แน่
อันนี้ไม่เที่ยง
ตลอด
เวลาอย่างนั้น
จิตใจก็จะสงบปกติ
เมื่อจิตสงบเช่นนี้แล้ว
เราจะต้องเอาจิตอันนี้พิจารณาอารมณ์
เช่นว่า
รูปกายทั้งหมดนี้ก็ต้องพิจารณา
ถ้าพิจารณาเมื่อไรก็ได้
เรานั่ง
สมาธิก็ได้
เราอยู่บ้านก็ได้
เราทำงานอยู่ก็ได้
อะไรๆเราก็ทำได้
เรานั่ง
พิจารณาอยู่เสมอ
แม้เห็นต้นไม้
เห็นใบไม้ที่มันร่วงมาอย่างนี้
เราเดิน
ไปจะเห็นใบไม้มันร่วงลงมาอย่างนี้
อันนี้มันไม่แน่เหมือนกัน
ใบไม้
เหมือนกับเรานั่นเหละ
เมื่อมันแก่มาแล้วมันก็ร่วงไป
เราก็เหมือนกัน
อย่างนั้น
คนโน้นก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน
นี่เรียกว่ายกขึ้นสู่วิปัสสนา
จะมีการพิจารณาอยู่อย่างนี้เรื่อยไป
ทั้งการยืน
การเดิน การนั่ง
การ
นอน มีสติติดต่อกันเรื่อยสม่ำเสมอ
นี่เรียกว่าการฝึกกรรมฐานที่ถูก
ต้อง
เราจะต้องสะกดรอยติดตามอยู่เสมอ
ที่เราทำกันอยู่บัดนี้
วันนี้หนึ่งทุ่มมาทำสมาธิกันอย่างนี้
นั่งได้
ชั่วโมงหนึ่งแล้วก็หยุดกัน
ใจก็เลยหยุด
แล้วก็ไม่พิจารณาอะไรเลย
อย่างนี้ไม่ได้
การหยุดการกระทำนี้
หยุดแต่พิธีกรรมเฉยๆ
แต่ความรู้
สึกติดต่อกันเสมอไปเรื่อยนะ
อาตมาเคยให้ความเห็นบ่อยว่า
ถ้าเราทำไม่ติดต่อกันก็
เหมือนหยดน้ำ
เหมือนหยดน้ำ
เราทำไม่ติดต่อกัน
ก็เหมือนหยดน้ำ
เพราะว่าเรามีสติไม่สม่ำเสมอกัน
การกระทำนั้นไม่ใช่อย่างอื่นทำ
จิต
ทำ ไม่ใช่ร่างกายทำ
จิตเป็นผู้ทำ
จิตเป็นผู้ปฏิบัติ
ถ้าเราเข้าใจอย่าง
นั้น
ไม่ต้องไปนั่งสมาธิ
จิตเราก็รู้สมาธิ
จิตเป็นคนทำ
การปฏิบัตินั้นให้
เราเห็นในจิตของเราเช่นนั้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น
ก็จะทำความรู้สึกในจิตของเราไว้ให้สม่ำ
เสมอ
เมื่อเราจะยืนก็ตาม
จะเดิน จะนั่ง
จะนอนก็ตาม ให้ความรู้สึก
เรามันมีอยู่อย่างนั้น
เหมือนน้ำที่มันหยดๆ
อย่างนี้มันไม่ติดต่อกัน
ถ้า
เราทำสติให้มันติดต่อกันเช่นนั้น
มีความรู้สึกตัวอยู่อย่างนั้น
มันจะ
เป็นสายน้ำ
ตลอดเวลามีสติอยู่ทุกเมื่อ
รู้อารมณ์สม่ำเสมออยู่ทุกเมื่อ
ความผิดเกิดขึ้นมาก็รู้ทุกเมื่อ
ถูกเกิดขึ้นมาก็รู้ทุกเมื่อ
ความสงบเกิด
ขึ้นมาก็รู้อยู่ทุกเมื่อ
วุ่นวายเกิดทุกอย่างก็รู้
เรียกว่ามีสติอยู่
สังวรอยู่
สำรวมอยู่
สม่ำเสมออย่างนี้
จะอยู่ที่ไหนก็เป็นอยู่อย่างนั้น
ถ้าทำจิต
อย่างนี้
การทำภาวนานั่นจะเกิดเร็วมาก
ดีมาก เกิดเร็ว
อย่าไปเข้าใจผิด
เดี๋ยวนี้มีไปทำวิปัสสนากรรมฐานกัน
เข้า
สามวันก็มี
เจ็ดวันก็มี
ปฏิบัติแบบไม่ต้องพูดกัน
ไม่ต้องพูดกันสิบวันก็
มี สิบห้าวันก็มี
แล้วก็ออกมานะ
เมื่อเราออกมาแล้ว
ก็นึกว่าเราได้ไป
ทำวิปัสสนาแล้ว
ดีแล้ว ออกมาก็ไปเต้นรำทำเพลงกันสนุกสนาน
ทำ
อย่างนี้มันจะได้อะไรเล่า
มันก็ไม่มีอะไรเหลือแล้ว
ไปทำความชั่วต่างๆ
ทำจิตเราให้กระทบกระเทือนเสียหายหมด
(หมายเหตุ 16) แล้วปีหน้า
มาอีก
ไปทำกรรมฐานอีกเจ็ดวัน
สิบห้าวัน เดือนหนึ่ง
พอเสร็จก็ออก
ไปอีกแล้ว
ไปเต้นรำอีก
ไปร้องเพลงอีก
ไปกินเหล้าอีกแล้ว
อย่างนี้มัน
ไม่ใช่การปฏิบัติ
ไม่เป็นปฏิปทา
คือทางดำเนิน
ฉะนั้นเราต้องพยายามละ
ให้เห็นโทษของมัน
เห็นโทษในการ
ดื่มสุรา
เห็นโทษของการเข้าบาร์
เห็นโทษของการทำทุกสิ่งทุกอย่าง
กันจนออกนอกหน้า
มันจึงจะถอนตัวออกมาได้
ความสงบมันถึงจะมี
ให้เห็นโทษของมัน
ความสงบถึงจะมีได้
อันนี้เรียกว่าเราทำที่ถูกต้อง
ที่เราทำเจ็ดวัน
เข้าไปเจ็ดวันไม่ต้องพูดอะไรกันนั้น
(หมายเหตุ 17) ไม่
ต้องพูดอะไรกันนั้น
ไม่พูดเจ็ดวัน
แต่มาพูดอีกตั้งเจ็ดเดือน
มาร้องอีก
ตั้งเจ็ดเดือน
แต่ไม่พูดเจ็ดวันเท่านั้น
มันจะคุ้มกันยังไงเล่า
นี่ขอให้ทายกทายิกาเราทั้งหลาย
ท่านผู้รู้ทั้งหลาย
ให้เข้าใจ
อย่างนี้
พยายามทำให้มันติดต่อกัน
เห็นโทษในสิ่งนั้น
ให้มันติดต่อ
กันเสมอเรื่อยไปเท่านั่นเหละ
กิเลสมันก็จะหมดได้
แต่ถ้าอย่างที่เจ็ด
วันไม่พูดเลย
หรือไม่เล่นกันเลย
แต่อีกสี่ห้าเดือนเล่น
เล่นทั้งนั้นน่ะ
ไม่
สังวรสำรวม
มันก็หมดกันเท่านั้นแหละ
ไม่มีอะไรเหลือหรอก
ขนาด
เราหาเงินนะ
หาเงินวันนี้ได้สามปอนด์
แต่มาซื้อกินหมดห้าปอนด์
วัน
นี้มันจะมีเงินที่ไหน
มันก็หมดเท่านั้น
อันนี้ก็เหมือนกันอย่างนั้น
อันนี้เตือนน่ะ
ขอโทษด้วยนะๆ
ต้องพูดไปอย่างนั้น
ที่ผิดต้อง
เห็นให้ชัดเจน
มันจึงจะเลิกได้
ที่เราทำกันอย่างนี้เรียกว่า
มาทำเพื่อ
จะไม่ให้ไปทำผิดอีกต่อไป
ทำความผิดเป็นอย่างไร
ทำความผิดมัน
เดือดร้อน
มันไม่ดี มันไม่สงบอยู่อย่างนั้น
ก็ต้องเป็นอย่างนั้น
ถ้าหาก
ว่าทำเจ็ดวันไม่พูดกัน
แต่ไปเล่นกันเดือนสองเดือน
แม้แต่ปฏิบัติเคร่ง
ถึงเจ็ดวัน
มันจะไปคุ้มอะไร
ก็ทำไปงั้นแหละกรรมฐาน
หลายแห่งเลย
เป็นอย่างนี้
เราจะต้องมีชีวิตของเราให้สงบระงับติดต่อกันไปเรื่อยๆ
อย่างนั้น
การทำกรรมฐาน
ต้องกำหนดต่อกันไปเรื่อย
เหมือนปลูกต้น
ไม้ ถ้าเราเอาต้นไม้มาปลูกตรงนี้สามวัน
แล้วถอนออกไปปลูกตรงนั้น
อีก ปลูกตรงนั้นได้อีกสามวัน
ถอนไปปลูกตรงโน้นอีก
ตายเลย ไม่ได้
กินหรอก
ต้นไม้ก็ตาย
กรรมฐานก็หมด
เหมือนกันอย่างนั้น
เข้าใจ
ด้วยนะ
มันเป็นอย่างนั้น
ไปพิจารณานะ
กลับไปนี่เอาต้นไม้ไปปลูกก็ได้
ปลูกตรงนี้ได้
สามวัน
ถอนไปปลูกตรงนั้นได้สามวัน
ถอนอีกอยู่นั้นน่ะ
ไม่ได้กิน
หรอก
ตายหมด ไม่มีเหลือแล้ว
กรรมฐานก็เหมือนกัน
ไปนั่งกรรมฐาน
เจ็ดวัน
ออกมาเล่นตั้งเจ็ดเดือน
ปล่อยจิตไปทำสกปรกหมด
แล้วก็อีก
เจ็ดวันก็มาทำกรรมฐานอีก
ไม่พูด เฉย แล้วก็เลิกอีก
เหมือนกับต้นไม้
แหละ ตายหมดไม่มีเหลือเลย
กรรมฐานไม่เกิดแล้ว
ต้นไม้ไม่เกิด
กรรมฐานก็เหมือนกัน
อาตมาว่าทำอย่างนี้ไม่ได้ผลหรอก
ลองดูก็ได้
กลับไปนี้เอาต้นไม้ไปปลูกก็ได้
ปลูกตรงนี้สามวัน
วันที่สี่ก็ไปถอนอีก
ไปปลูกตรงนั้น
อาตมาเห็นว่าตาย
ลองดูก็ได้นะ
เข้าใจไหมล่ะ
อาตมาไม่ค่อยอยากจะมาเทศน์
เทศน์แล้วมันอดพูดว่าไม่ได้
มันสงสารโยม
โยมทำผิดอยู่
แล้วก็ไม่บอกก็ไม่ได้
ใจมันสงสารคน
แต่
ไปบอกโยมบางคน
บางทีคนมันก็ไม่ค่อยสบายใจ
คิดว่าไปว่าเขา
ความจริงไม่ได้ว่าหรอก
ที่ไหนมันผิดก็ช่วยให้รู้จัก
บางคนคิดว่าหลวง
พ่อว่าเราแล้ว
ว่าเราแล้ว
นี่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น
อาตมานั้นนานๆถึงมา
เทศน์เสียทีหนึ่งนะ
เทศน์ทุกวันๆๆโยมจะเดือดร้อนนะ
ไม่ใช่โยมเดือด
ร้อน
กิเลสมันเดือดร้อนเท่านั้นแหละ
วันนี้พูดเท่านี้ล่ะนะ
หมายเหตุจากผู้จัดทำ
เรื่องนี้ผมใช้หนังสือ
หลวงพ่อชา เล่มสอง
ซึ่งจัดพิมพ์โดย
สำนักพิมพ์
ชมสมัย มาเป็นต้นฉบับ
พิมพ์เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์
ผมได้ปรับปรุงตำแหน่งการเว้นวรรคและย่อหน้าให้เหมาะสม
แต่ยังได้คงข้อความเดิมไว้ทั้งหมด
ยกเว้นมีการแก้ไขข้อความที่คาด
ว่าต้นฉบับเดิมจะพิมพ์ผิด
โดยได้ใส่วงเล็บกำกับไว้
ณ จุดที่แก้ไขแล้ว
ดังรายละเอียดดังต่อไปนี้
จุด 1 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
จะไดฟังธรรม
แก้เป็น
จะได้ฟังธรรม
จุด 2 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
ทำไมเราจึงมาได้รวมทำ
ความสงบอยู่ที่นี่
แก้เป็น ทำไมเราจึงได้มารวมทำความสงบอยู่ที่นี่
จุด 3 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
วันนี้จึงตั้งใจฟังธรรมะ
แก้เป็น
วันนี้จงตั้งใจฟังธรรมะ
จุด 4 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
ต้องทำจิตเราสงบให้เสีย
ก่อน
แก้เป็น ต้องทำจิตเราให้สงบเสียก่อน
จุด 5 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
ที่มันรู้ไม่ต้องคิด
แก้เป็น
ที่มันไม่รู้ไม่ต้องคิด
จุด 6 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
จะรู้ได้ในเวลาไหน
รู้ว่า
ในเวลาเราหิวอาหาร
คำว่า ว่า คงจะเกินมา
จึงแก้เป็น จะรู้ได้ใน
เวลาไหน
รู้ในเวลาเราหิวอาหาร
จุด 7 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
เราก็จะได้สอบใจ
แก้
เป็น
เราก็จะได้สงบใจ
จุด 8 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
จะดูแลธรรมะเจริญขึ้น
แก้เป็น
จะดูแลธรรมะให้เจริญขึ้น
จุด 9 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
บุคคลาธิษฐาน
แก้เป็น
บุคลาธิษฐาน
จุด 10 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
ว่าความแน่ใจแล้วหรือ
ยัง แก้เป็น
ว่ามีความแน่ใจแล้วหรือยัง
จุด 11 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
รู้ลมออกอย่างเดียวเท่า
นั้น
แก้เป็น รู้ลมเข้าออกอย่างเดียวเท่านั้น
จุด 12 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
ที่นี่จะเอาอะไรเป็น
อารมณ์ต่อไปอีก
แก้เป็น ทีนี้จะเอาอะไรเป็นอารมณ์ต่อไปอีก
จุด 13 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
ธรรมดามันลมมันมีอยู่
แก้เป็น
ธรรมดาลมมันมีอยู่
จุด 14 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
ในการทำงานของเรา
แก้เป็น
ในการปฏิบัติของเรา
จุด 15 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
ให้รู้สึกมีอะไรที่มันชอบ
ใจ แก้เป็น
เมื่อรู้สึกมีอะไรที่มันชอบใจ
จุด 16 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
ทำจิตให้เรากระทบ
กระเทือน
แก้เป็น ทำจิตเราให้กระทบกระเทือน
จุด 17 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า
เข้าไปสามวัน
แต่
ข้อความข้างๆ
เป็นเจ็ดทั้งนั้น
จึงแก้เป็น เข้าไปเจ็ดวัน