การบรรยายธรรมของ หลวงพ่อชา สุภัทโท
เรื่อง
ตุจโฉโปฏฐิละ
บรรยายที่วัดหนองป่าพง
 
 

ตุจโฉโปฏฐิละ
          การบำรุงพระพุทธศาสนานั้นมีสองประการ หนึ่งคืออามิส
บูชา คือปัจจัยสี่ ได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัช นี่บำรุงพระ
พุทธศาสนาโดยการบำรุงผู้ที่จะปฏิบัติตามพระพุทธศาสนา ให้มี
ความเป็นอยู่ได้ แล้วถ่ายทอดออกมาถึงการปฏิบัติ ส่วนการปฏิบัติก็
ถ่ายทอดออกไปถึงข้อปฏิบัติตามความเป็นจริง ให้พระพุทธศาสนา
เจริญยิ่งขึ้น
          เหมือนกันกับต้นไม้ต้นหนึ่ง มันมีราก โคน ลำต้น ใบ ใบทุก
ใบ กิ่งทุกกิ่ง ทั้งลำต้น อาศัยรากดูดกินอาหารส่งขึ้นไปหล่อเลี้ยง ต้น
ไม้ก็อาศัยรากเป็นเค้ามูลเอาอาหารไปหล่อเลี้ยง เรานี้ก็เหมือนกัน ทั้ง
กายทั้งวาจานี้ หรืออายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่เปรียบเหมือน
กิ่ง ก้าน ลำต้น ใจเปรียบเป็นรากสำหรับดูดกินอาหารแล้วก็แบ่งขึ้นสู่
ลำต้น แบ่งไปหากิ่งหาใบ ให้เป็นดอกออกผล จิตของเรานี้ ถ้ามันตั้ง
อยู่ในสภาพใด เช่นว่ามันตั้งอยู่ในความถูกต้อง หรือว่าตั้งอยู่ในความ
เห็นผิด ก็แสดงความเห็นผิดไปถึงสุดขีดของมัน ความเห็นถูกก็แสดง
ออกไปถึงที่สุด คือทางกาย และวาจาของเราเหมือนกัน
          ฉะนั้น การบำรุงพระพุทธศาสนานี้ด้วยการปฏิบัติจึงสำคัญ
มาก โดยตรงเข้าไปไม่มีอะไร มีแต่ข้อวัตรตรงไปตรงมา เช่น เรา
สมาทานศีลทุกวัน พระท่านก็บอกสิ่งที่ผิดทุกวัน พระให้พากัน
สมาทาน แต่ถ้าสมาทานเฉยๆ ไม่ได้ภาวนา ไม่ได้พิจารณาตามเหตุ
ผล มันก็เป็นไปได้ยาก หาข้อประพฤติปฏิบัติไม่ได้ การบำรุงพระพุทธ
ศาสนานี้ก็บำรุงอย่างนั้น คือปฏิบัติบูชา คือการปฏิบัติให้มันเป็นศีล
จริง ให้เป็นสมาธิจริง ให้เป็นปัญญาจริง มันจึงจะรู้เรื่อง ถ้าไม่รู้โดย
การปฏิบัติ ไม่รู้เรื่องพระพุทธศาสนา ถึงจะเรียนจบพระไตรปิฎกก็ยัง
ไม่รู้จัก
          ในสมัยก่อนครั้งพุทธกาล มีสาวกองค์หนึ่งชื่อว่า ตุจโฉโปฏฐิ
ละ ตุจโฉโปฏฐิละนี้มีปัญญามาก แตกฉานในคัมภีร์ แตกฉานในพระ
ไตรปิฎก มีวัดสาขาตั้งสิบแปดแห่ง เป็นครูเป็นอาจารย์ จนประชาชน
ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายนับหน้าถือตาโดยทั่วถึง ถ้าใครได้ยินชื่อว่า ตุจ
โฉโปฏฐิละ ก็กลัวเกรง ไม่กล้าพูดไม่กล้าเถียงเมื่อท่านอธิบายธรรมะ
กลัวอำนาจที่ท่านได้เรียนมากจนแตกฉานในพระไตรปิฎก ฉะนั้นท่าน
ตุจโฉโปฏฐิละ จึงเป็นพระเถระผู้ยิ่งใหญ่ในครั้งพุทธกาล เพราะการ
เรียน
          วันหนึ่ง ท่านไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า ขณะท่านกำลัง
กราบลงสาธุการ พระพุทธองค์ตรัสว่า “มาแล้วหรือพระใบลานเปล่า”
ซึ้งในใจ แล้วก็เลยพูดกันไป พอท่านจบประโยคพอสมควรแล้ว จะลา
พระพุทธองค์กลับวัด “กลับอาวาสแล้วหรือพระใบลานเปล่า” พระ
พุทธองค์ตรัสแค่คำนั้น มาก็ “มาแล้วหรือพระใบลานเปล่า” จะกลับก็
“กลับแล้วหรือพระใบลานเปล่า” ไม่ได้หน้าได้หลัง ท่านเทศน์อยู่เท่า
นั้น ตุจโฉโปฏฐิละเป็นอาจารย์ใหญ่ก็คิดในใจว่า “เอ ทำไมพระพุทธ
องค์จึงรับสั่งอย่างนั้น? เป็นอะไรหนอ” คิดไปคิดมา คิดตามการ
ศึกษาย้อนไปพิจารณาไปจนเห็นว่า “เออ มันจริงที่พระองค์ว่า” พระ
ใบลานเปล่า คือพระเรียนเฉยๆ ไม่ได้ปฏิบัติ เมื่อมาดูจิตใจของตนก็
เหมือนกันกับฆราวาส ฆราวาสอยากได้อะไรก็อยากได้เหมือนเขา
ฆราวาสยินดีอย่างไรเราก็ยินดีอย่างเขา ความเป็นสมณะไม่มี ไม่มี
ธรรมะอันซึ้งบังเกิดขึ้นในจิตใจ ที่จะมาข่มจิตของตนให้สงบระงับด้วย
การอบรมทั้งหลายได้
          จึงเกิดความสนใจอยากจะออกปฏิบัติ แต่ว่าการจะออก
ปฏิบัตินั้นไม่มีทางที่จะไป ไปหาอาจารย์นั่นอาจารย์นี่ ล้วนแต่เป็นลูก
ศิษย์ของท่านทั้งหมด เขาก็เลยไม่รับ ธรรมดาคนเราเห็นครูบา
อาจารย์ก็เคารพเกรงกลัว ไม่กล้าพูด ก็เลยไม่กล้ารับให้ท่านมาปฏิบัติ
ด้วย ไปสำนักผู้ใดก็ตามไม่กล้ารับ ท่านมีความรู้มาก มีปัญญามาก
ใครๆก็ไม่กล้าตักเตือน ไม่กล้าสอน ถึงแม้ว่าท่านนั่งอยู่ที่นั้นจะเทศนา
ว่ากล่าว ก็ยังเกรงกลัวอำนาจของท่าน
          ท่านจึงไปหาสามเณรน้อยซึ่งเป็นอริยบุคคล ท่านตุจโฉโปฏฐิ
ละ ก็ไปขอปฏิบัติกับเณรน้อย เณรบอกว่า “พระคุณเจ้าจะมาปฏิบัติ
กับผม ถ้าทำจริงก็มาได้ แต่ถ้าทำไม่จริงมาไม่ได้” ตุจโฉโปฏฐิละจึง
มอบกายถวายชีวิตสามเณรให้ห่มผ้า เมื่อห่มผ้าเรียบร้อยแล้ว เผอิญ
มีหนองอยู่ใกล้ๆที่เป็นเลน เณรก็บอกว่า “เอ้าให้วิ่งเข้าไปในหนองนี่
วิ่งลงไป ถ้ายังไม่บอกให้หยุดอย่าหยุดนะ ถ้ายังไม่บอกให้ขึ้นอย่าขึ้น
นะ เอ้า วิ่ง” ตุจโฉโปฏฐิละห่มผ้าดีๆแล้ว ก็วิ่งลงไปในหนอง ต่ำลงๆๆ
เณรน้อยไม่ได้บอกให้หยุด ท่านก็ลงไปจนตัวเปียกหมด เปื้อนตมและ
ขี้เลนหมด สามเณรจึงบอก “เอาละ หยุดได้” ท่านจึงหยุด สามเณร
บอกว่า “เอาละขึ้นมา” ท่านจึงขึ้นมา แสดงให้เห็นว่าท่านละทิฐิของ
ท่านแล้วจึงยอมรับ ถ้าไม่ยอมรับจะไม่ยอมลงขี้ตมหรอก คนผู้ใหญ่
ขนาดนั้น แต่ว่าท่านยอมไป สามเณรเห็นแล้วรู้อุปนิสัยแล้วว่า ตุจโฉ
โปฏฐิละเอาจริงๆ
          เมื่อท่านขึ้นมาแล้วสามเณรจึงสอนให้ โดยใช้วิธีกำหนด
อารมณ์ จับอารมณ์ให้รู้จักจิตของตน ให้รู้จักอารมณ์ของตน เณรก็ยก
อุบายอันหนึ่งขึ้นมาว่า ให้ใช้วิธีที่บุรุษทั้งหลายจะจับเหี้ย เหี้ยตัวหนึ่ง
เข้าไปในโพรงจอมปลวกซึ่งมีรูอยู่หกรู ถ้าเหี้ยเข้าไปในที่นั้นจะทำ
อย่างไร เราจึงจะจับมันได้ จะต้องปิดไว้สักห้ารู เอาอะไรมาปิดมันไว้
ให้เหลือแค่รูเดียวสำหรับให้เหี้ยออก นอกนั้นปิดไว้หมด แล้วให้นั่ง
จ้องมองอยู่ที่รูนั้น ครั้นเหี้ยวิ่งออกก็จับ อันนี้ฉันใดการกำหนดจิตก็ฉัน
นั้น ตาก็ปิดไว้ หูก็ปิดไว้ จมูกก็ปิดไว้ ลิ้นก็ปิดไว้ กายก็ปิด เหลือแต่
จิตอันเดียว ตา หู จมูก ลิ้น กาย ปิดมันไว้ คือสำรวมสังวร ให้กำหนด
จิตอย่างเดียว
          การภาวนาก็เหมือนกันกับบุรุษจับเหี้ย อย่างเราจะกำหนด
ลมหายใจให้มีสติ สติ คือความระมัดระวังรู้อยู่ว่า เดี๋ยวนี้เราทำอะไร
อยู่ สัมปชัญญะ คือรู้ตัวว่าเรากำลังทำอันนั้นอยู่ ผู้รู้ รู้ว่ามันเป็นอย่าง
นั้นอยู่ ให้กำหนดลมหายใจเข้าด้วยการมีสติความระลึกได้
สัมปชัญญะความรู้ตัว การที่ว่าจะระลึกได้ คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นใน
จิต ไม่ใช่การที่เราไปศึกษาที่ไหนมา ให้รู้จักแต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมา
จิตมันอยู่เฉยๆมันก็มีความรู้สึกขึ้นมา อันนี้แหละเป็นความรู้สึก สตินี้
ควบคู่กันกับความรู้สึก มีสติอยู่คือความระลึกได้ว่าเราพูดอยู่ หรือเรา
ทำอยู่ หรือเราไปเดินอยู่ หรือเรานั่งอยู่ จะไปจะมาก็รู้ นั่นเรียกว่าสติ
ระลึกได้ สัมปชัญญะคือความรู้ตัวว่าบัดนี้เรากำลังเดินอยู่ เรานั่งอยู่
เรานอนอยู่ เรารับอารมณ์อะไรอยู่เดี๋ยวนี้ สองอย่างนี้ ทั้งสติความ
ระลึกได้ และสัมปชัญญะความรู้ตัว ในการที่เราระลึกได้อยู่เสมอนั้น
เราก็จะสามารถรู้ใจของเราว่าในเวลานี้มันคิดอย่างไร เมื่อถูกอารมณ์
ชนิดนั้นมามันคิดอย่างไร อันนี้เราจะรู้จัก
          ผู้ที่รับรู้อารมณ์นั้นคือตัวจิต อารมณ์คือสภาวะที่มันจรเข้ามา
เช่น มีเสียง เช่นเสียงเขาไสกบอยู่นี่ มันเข้าทางหูแล้ว จิตก็รับรู้ว่า
เสียงกบนั่น ผู้ที่รับรู้อารมณ์ รับรู้เสียงกบนั้น เรียกว่าจิต ที่นี้จิตที่รับรู้
นี่เป็นจิตที่หยาบๆ (หมายเหตุ 1) เป็นจิตที่ปกติของจิต บางทีเรานั่ง
ฟังเสียงกบอยู่รำคาญ ในความรู้สึกของผู้ที่รับรู้ เราจะต้องอบรมผู้ที่
รับรู้นั้นให้มันรู้ตามเป็นจริงอีกทีหนึ่ง ที่เรียกว่าพุทโธ ถ้าหากว่าเราไม่รู้
แจ้งตามเป็นจริง เราอาจจะรำคาญในเสียงคนหรือเสียงรถหรือเสียง
กบ มีแต่จิตเฉยๆ รับรู้ว่ารำคาญ รู้ตามสัญญา ไม่ได้รู้ตามความเป็น
จริง เราจะต้องให้มันรู้ในญาณทัศนะ คืออำนาจของจิตที่ละเอียด
ให้รู้ว่าเสียงกบที่ดังอยู่นั้น ก็สักแต่ว่าเสียงเฉยๆ ถ้าหากว่าไม่ยึดมั่นถือ
มั่นมันก็ไม่น่ารำคาญอะไร เสียงก็ดังของมันไป เราก็นั่งรับรู้ไป อันนั้น
ก็เรียกว่ารู้ถึงอารมณ์ขึ้นมา นี่ถ้าหากว่าเราภาวนาพุทโธ มีความรู้แจ้ง
ในเสียงกบ เสียงกบนั้นไม่ได้มากวนใคร มันก็ดังอยู่ตามสภาวะ เสียง
นี้ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนเราเขา เรียกว่าเสียงเท่านั้น มันก็
ทิ้งไป วางไป
          ถ้ารู้อย่างนี้ คือจิตรู้โดยสภาวะที่เรียกว่า พุทโธ คือความรู้แจ้ง
ตลอด เบิกบาน รู้ตามความเป็นจริง เสียงก็ปล่อยไปตามเรื่องของ
เสียงไม่ได้รบกวนใคร นอกจากเราจะไปยึดมันว่า “เออ เรารำคาญ
ไม่อยากจะได้ยินคนพูดอย่างนั้น ไม่อยากได้ยินเสียงอย่างนั้น” ก็เลย
เกิดทุกข์ขึ้นมา นี่เหตุให้ทุกข์เกิดขึ้นมา เหตุที่มีทุกข์ขึ้นมาก็เพราะ
อะไร ก็เพราะเราไม่รู้จักเรื่องตามความจริง ยังไม่ได้ภาวนาพุทโธ ยัง
ไม่เบิกบาน ยังไม่ตื่น ยังไม่รู้จัก มีแต่เฉพาะจิตล้วนๆที่ยังไม่บริสุทธิ์
เป็นจิตที่ใช้การงานอะไรยังไม่ได้เต็มที่
          ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงให้ฝึกหัด ฝึกจิตนี้ให้มีกำลัง การทำจิต
ให้มีกำลังกับการทำกายให้มีกำลังมีลักษณะอันเดียวกัน แต่มีวิธีการ
ต่างกัน การฝึกกำลังกายเราย่อมเคลื่อนไหวอวัยวะ มีการนวดกาย
เหยียดกาย เช่นวิ่งตอนเช้าตอนเย็นเป็นต้น นี่เรียกว่าออกกำลังกาย
กายนั้นก็จะมีกำลังขึ้นมา จะคล่องแคล่วขึ้นมาเลือดลมจะมีกำลังวิ่ง
ไปมาสะดวกตามเส้นประสาทต่างๆได้ กายจะมีกำลังดีกว่าเมื่อไม่ได้
ฝึก
          แต่การฝึกจิตให้มีกำลัง ไม่ใช่ให้มันวิ่งให้มันเคลื่อนไหวอย่าง
กับการออกกำลังกาย คือ ทำจิตให้มันหยุด ทำจิตให้พักผ่อน เช่น เรา
ทำสมาธิ ยกอันใดอันหนึ่งขึ้นมา เช่นว่าอานาปานสติ ลมหายใจเข้า
ออกอันนี้เป็นรากฐาน เป็นเป้าหมายในการเพ่ง ในการพิจารณา เราก็
กำหนดลมหายใจ การกำหนดก็คือการรู้ตามลมนั่นเอง กำหนดลม
เข้าแล้วกำหนดลมออก กำหนดให้รู้ระยะของลม ให้มีความรู้อยู่ในลม
ตามรู้ลมเข้าออกสบาย แล้วพยายามปล่อยสิ่งทั้งหลายออก จิตของ
เราก็จะมีกำลัง เพราะว่ามีอารมณ์เดียว ถ้าหากว่าเราปล่อยให้จิตคิด
อย่างนั้นอย่างนี้สารพัด มีหลายอารมณ์ มันไม่รวมเป็นอารมณ์เดียว
จิตเราก็จะหยุดไม่ได้ ที่ว่าจิตหยุดได้นั้น ก็คือมันหยุดในความรู้สึก ไม่
คิดแล่นไปทั่ว (หมายเหตุ 2) เช่นว่าเรามีมีดเล่มหนึ่งที่เราลับไว้ดีแล้ว
แล้วมัวแต่ฟันหิน ฟันอิฐ ฟันหญ้าไปทั่ว ถ้าเราฟันไม่เลือกอย่างนี้ มีด
ของเราก็จะหมดความคม เราจึงต้องฟันแต่สิ่งที่จะเกิดประโยชน์ จิตนี้
ก็เหมือนกัน ถ้าเราปล่อยให้จิตแล่นไปในสิ่งที่ไม่เป็นสาระประโยชน์ ก็
จะไม่ได้ประโยชน์อะไร จิตนั้นจะไม่มีกำลัง ไม่ได้พักผ่อน ถ้าจิตไม่มี
กำลัง ปัญญามันก็ไม่เกิด จิตไม่มีกำลัง คือจิตที่ไม่มีสมาธิเลย
          ถ้าจิตไม่ได้หยุด จะเห็นอารมณ์นั้นไม่ได้ชัดเจน ถ้าเรารู้จักว่า
จิตนี้เป็นจิต อารมณ์เป็นอารมณ์ นี่คือหัวข้อแรกที่จะตั้งพระพุทธ
ศาสนาขึ้นมาได้ นี่คือตัวศาสนา เราบำรุงให้จิตนี้เกิดขึ้นเป็นลักษณะ
ของการปฏิบัติ ให้เป็นสมถะ ให้เป็นวิปัสสนา รวมกันเข้าเป็นสมถะ
วิปัสสนา เป็นข้อปฏิบัติมาบำรุงจิตใจให้มีศีลมีธรรม ให้จิตได้หยุด ให้
จิตได้เกิดปัญญา ให้รู้เท่าตามความเป็นจริงของมัน
          ถ้าพูดตามความเป็นจริง อย่างที่ว่าเราเกิดมาเป็นมนุษย์
กิริยาที่เราอยู่ กิริยาที่เรากิน กิริยาที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้ เราก็เหมือน
กันกับเด็กน้อย เด็กน้อยมันไม่รู้เรื่องอะไร ถ้าผู้ใหญ่มามองดูกิริยาของ
เด็ก การเล่นการกระโดดนั้น มันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร จิตเราที่ไม่
ได้ฝึกก็เหมือนกัน เป็นจิตที่ไม่มีกำลัง จะพูดก็ไม่มีสติ การกระทำก็ไม่
มีปัญญา เสื่อมไม่รู้จักว่ามันเสื่อม เสียก็ไม่รู้จักว่ามันเสีย ไม่รู้เรื่อง
เล่นไปตามประสาเด็ก จิตเราที่ไม่รู้จัก จะเป็นอย่างนั้น
          ฉะนั้นจึงควรฝึกจิตของเรา พระพุทธเจ้าตรัสว่า ฝึกจิตอันนี้
อบรมจิตอันนี้ให้มาก ถึงแม้ว่าเราบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยปัจจัยสี่
ปัจจัยลาภทั้งหลายก็จริง ก็เป็นเพียงสิ่งที่ผิวเผิน เป็นแต่เศษเปลือกๆ
เป็นแต่กะพี้ การบำรุงพระพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้น ก็คือการปฏิบัตินี่
เอง ไม่มีอันอื่นไกลอะไร ที่เราฝึกอยู่นี่ ฝึกกาย ฝึกวาจา ฝึกจิตของเรา
นี้เรียกว่าข้อประพฤติปฏิบัติ แล้วมันจะถ่ายทอดไปหลายแห่งๆ ถ้า
หากว่าคนเรามีความซื่อสัตย์ มีความสุจริต มีศีลธรรม การประพฤติ
ปฏิบัติในกาลอนาคต มันก็เจริญทั้งนั้นแหละ ไม่มีเรื่องอิจฉา ไม่มี
เรื่องพยาบาท ศาสนาก็สอนให้เป็นอย่างนั้น ให้เข้าใจอย่างนั้น
เหมือนกับพวกเราทั้งหลายสมาทานศีลกันนี่เอง ไม่ใช่โดยลักษณะที่
ทำตามประเพณีรับศีลเฉยๆ สิ่งที่ท่านแนะนำสั่งสอนนั้น มันเป็นเรื่อง
จริง ถึงพูดเราก็พูดได้ ถึงเรียนเราก็เรียนได้ ถึงว่าเราก็ว่าได้ ยังเหลือ
แต่การปฏิบัติเท่านั้น เราจึงยังไม่รู้เรื่อง
          ถ้าหากว่าการปฏิบัติ คือปฏิบัติบูชานี้ ไม่เกิดขึ้นเมื่อไร มันก็
จะทำให้เราไม่เข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตลอดชีวิต
หลายๆชีวิตก็ได้ หรือจะพูดง่ายๆ ว่าจะไม่รู้เรื่องหลักพระพุทธศาสนา
นี้เลยก็ได้ คล้ายกับผลไม้ชนิดหนึ่ง ที่เขาเล่าว่ามันหวาน หรือเปรี้ยว
หรือมัน เมื่อไม่ได้กิน จะยังไม่เกิดประโยชน์โดยสมบูรณ์ ถึงแม้ว่ามัน
จะเป็นพันธุ์ที่ดีก็ตามเถอะ เราไม่รู้เรื่อง ถ้าเราไม่รู้จักผลไม้ตามความ
เป็นจริง เรื่องพระพุทธศาสนานี้ก็เหมือนกัน ถ้าเราขาดจากการ
ภาวนา เราจะไม่รู้เรื่องทาน ไม่รู้เรื่องศีล ไม่รู้เรื่องภาวนา
          ฉะนั้นการปฏิบัตินี้จึงเป็นกุญแจ กุญแจภาวนา แม่กุญแจนั้น
จะเป็นอะไรก็ช่างมันเถอะ เราถือลูกกุญแจมันไว้ในมือเรา ถึงมันจะ
ปิดแน่นเท่าไรก็ช่าง ถ้าเราเอาลูกกุญแจไปเปิดเมื่อไร ก็สำเร็จ
ประโยชน์เมื่อนั้น ถ้าหากว่ากุญแจไม่มีลูก ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ของ
อยู่ภายในลังเราก็เอาไม่ได้ อันนี้เหมือนกันฉันนั้น ฉะนั้นพระพุทธเจ้า
จึงให้เรียนรู้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้
          ความรู้มีอยู่สองอย่าง คนที่รู้จักธรรมะนั้น ท่านไม่ได้เอาความ
จำมาพูด แต่ท่านเอาความจริงมาพูด คนทางโลกก็เอาความจำมาพูด
กัน และก็พูดในแง่ที่ว่ายกหูชูหางขึ้นไป เช่นว่า เราพรากกันมานาน
แล้วไปอยู่ต่างประเทศกันหรืออยู่ต่างจังหวัดกันมานาน อีกวันหนึ่งขึ้น
รถก็บังเอิญพบกันเข้า “แหม ผมดีใจเหลือเกิน ผมนึกว่าจะไปเยี่ยม
คุณอยู่เร็วๆนี้” อันนี้ไม่ใช่ ความเป็นจริงไม่เคยนึกเลย แต่ไปปรุงขึ้นใน
เดี๋ยวนั้น คือพูดด้วยความดีใจในปัจจุบัน ก็เป็นเรื่องโกหกขึ้นมา
โกหกอย่างนั้นแหละ แต่ไม่รู้ตัว ความจริงไม่ได้คิดว่าจะไปเยี่ยม ไม่
เคยได้คิดสักที มันมีความรู้สึกเกิดขึ้นในเวลานั้น จึงพูดขึ้นในเวลานั้น
นี่โกหก โดยที่ไม่รู้จักตัวเองอย่างนี้ก็มี นี่เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง คือไม่ได้
เป็นความจริงในคำที่เราพูดในเวลานั้น แต่มันปรุงแต่งขึ้นให้ทำได้ นี่
เป็นเรื่องโกหกอย่างละเอียด และคนเราชอบพูดกันอย่างนั้น ชอบพูด
อย่างนั้น ชอบว่าอย่างนั้น
          ฉะนั้นเรื่องจิตใจนี้ พระตุจโฉโปฏฐิละก็ทำตามที่สามเณรว่า
หายใจเข้าหายใจออก พิจารณามีสติ มีสัมปชัญญะ มีความรู้รอบ
คอบอยู่ จึงเห็นความโกหกของมัน โกหกเรื่องจิตใจของตัวเอง เห็น
กิเลสทั้งหลายเมื่อมันออกมา เหมือนกับเหี้ยออกมาจากโพรง พอโผล่
ขึ้นมาก็เห็นทันที จบเรื่องมันเลย เดี๋ยวมันก็เกิดปรุงขึ้นมา เดี๋ยวมันก็
เกิดแต่งขึ้นมา เกิดปรุงโดยวิธีนั้น เกิดแต่งโดยวิธีอันนี้ ความคิดของ
เรานั้นเป็นสังขตะธรรม คือปัจจัยมันปรุงได้แต่งได้ ไม่ได้เป็นอสังขตะ
ธรรม คือสิ่งที่ปัจจัยไม่ได้ปรุงไม่ได้แต่ง
          จิตที่อบรมดีแล้ว มีความรู้สึกดีแล้ว อารมณ์มันปรุงไม่ได้ แต่ง
ไม่ได้ ไม่ได้เชื่อใคร ตรัสรู้ตามความเป็นจริง เรียกว่าอริยสัจ รู้ตามอริย
สัจ คือรู้ตามความเป็นจริง อารมณ์มันจะบิดพลิ้วว่าอันนั้นดี อันนั้น
งาม อันนั้นอย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่ามีพุทโธในใจก็โกหกไม่ได้ คือรู้จิต
ตามเป็นจริงของมันแล้ว อารมณ์จะปรุงแต่งไม่ได้ เห็นอารมณ์ก็เห็น
ว่ามันเป็นของไม่เที่ยง อารมณ์นี้มันเป็นทุกข์ ผู้ไปยึดอารมณ์นั้นก็จะ
เป็นทุกข์ เพราะอารมณ์นั้นมันไม่เที่ยงอยู่แล้ว
          เพราะฉะนั้น จะไปอยู่ในทิศไหนก็ตาม ผู้รู้เป็นอย่างนั้น ตุจโฉ
โปฏฐิละก็มารู้อย่างนั้น ดูอารมณ์ที่มันเกิดขึ้นกับจิต ดูเรื่องจิตมันเป็น
ไป โกหกหลายอย่าง ท่านก็รู้เรื่องของมัน จับตัวของมันได้ว่า “เออ
อันนี้ตัวโกหก มันเป็นตัวสำคัญนะ อันนี้มันพาให้เราดีใจจนเกินพอดี
พาให้เราเสียใจจนเกินพอดี ให้เราวนเวียนอยู่ในวัฏฏะสงสารนี้ ทั้งสุข
ทั้งทุกข์ ทั้งดี ทั้งชั่ว ตลอดเวลาก็เพราะตัวนี่เอง” ตุจโฉโปฏฐิละรู้เรื่อง
ของมันแล้ว ท่านก็จับตัวมันได้ เหมือนกันกับบุรุษจับตัวเหี้ย คือจับตัว
การมันได้
          เรานี่ก็เหมือนกัน มีจิตตัวเดียวนี่แหละเป็นสิ่งที่สำคัญ ฉะนั้น
ท่านจึงให้อบรมจิต จิตก็เรียกว่าจิต จะเอาอะไรมาอบรมมันอีกล่ะ จิต
นี้? ถ้าเรามีสติ มีสัมปชัญญะอยู่เสมอเสมอแล้ว เราก็รู้จักจิต ผู้รู้อัน
นั้นคือรู้เหนือว่าจิตขึ้นไปอีก คือผู้รู้สภาวะของจิตนั้น จิตนี้ก็เป็นจิต ผู้
ที่รู้ว่าจิตนี้สักแต่ว่าจิต นั่นแหละเรียกว่าผู้รู้ ผู้รู้เหนือกว่าจิตของเราไป
อีก จึงได้ตามรักษาจิตของตน จึงสอนจิตของตนให้รู้ว่าอันนี้ผิด อันนี้
ถูกได้ ในที่สุดพูดตามธรรมชาติแล้ว มันก็สุดแต่จิตเท่านั้นมนุษย์เรา
มันสุดแต่จิตที่มันเพียงแต่แต่งไปแต่งมา ถ้ามันแต่งไปแต่งมา และไม่
มีสิ่งที่รู้ยิ่งไปกว่านั้นอีก จิตของเราก็เป็นหมัน ฉะนั้นอาศัยจิตอันนี้เป็น
ผู้รับฟัง ท่านจึงเรียกว่าภาวนาพุทโธ คือความรู้แจ้ง รู้เบิกบานตลอด รู้
ถึงที่สุด รู้เหนือกว่าจิตของเราอีก รู้เรื่องของจิตทุกอย่าง ฉะนั้นพระ
พุทธเจ้าจึงให้อบรม คือการภาวนา เอาพุทโธนั้นไปบริกรรมให้มันรู้จิต
ให้มันรู้เหนือกว่าจิต (หมายเหตุ 3) ให้เห็นแต่จิตนี้ จะคิดดีก็ตาม คิด
ชั่วก็ตาม จนกว่าผู้รู้นั้นรู้ว่า จิตนี้สักแต่ว่าจิตเท่านั้น ไม่ใช่บุคคล ตัว
ตน เรา เขา นี้เรียกว่า จิตตานุปัสสนา ถ้าเห็นอย่างนี้แล้ว จิตเป็น
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตอันนั้นยังไม่เป็นของเราอีก ยังโกหกเราได้
อีก
          สรุปความได้ว่า จิตก็เป็นผู้รับรู้อารมณ์ อารมณ์ก็เป็นอารมณ์
จิตนี้ก็เรียกว่าจิต ผู้รู้ทั้งจิตทั้งอารมณ์นั้น มันเหนือกว่าจิต เหนือกว่า
อารมณ์ไปอีก มันเป็นของมันอย่างนั้น แล้วมันก็มีสิ่งที่มันซับซ้อนอยู่
เสมอ ท่านเรียกว่าสติ สตินี้ก็มีทุกคน แมวมันก็มีเวลาที่ตะครุบหนูกิน
สุนัขมันก็มีสติเวลามันจะเห่าคนกัดคน อันนั้นก็เรียกว่าสติเหมือนกัน
แต่ไม่ใช่สติโดยธรรมะ คนทุกคนก็มีสติเหมือนกัน ก็เหมือนกันกับกาย
ให้เราพิจารณากายของเรา “จะพิจารณาอะไรกายนี่ ใครจะไม่เห็นมัน
เกศาก็เห็น โลมาก็เห็น นขาก็เห็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เห็นหมด
แล้วจะให้มันรู้อะไรอีก” แน่ะ มันก็เป็นอย่างนี้คนเรา เห็นอยู่แต่ว่าไม่
เห็นถึงที่สุดของความเห็น ไม่เห็นโดยพุทโธ ผู้รู้แล้ว ตื่นแล้ว เห็นตาม
ธรรมชาติ คือเห็นกายเป็นกาย เห็นกายเฉยๆก็ยังไม่พอ ถ้าเห็นกาย
เฉยๆมันเสียหาย ให้เห็นภายในกายเข้าไปอีกทีหนึ่ง มันจึงจะชัดเจน
เข้าไป ถ้าเห็นแต่กายส่วนเดียวมันก็หลงกาย ก็ยังรักสวยรักงาม ไม่
เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงเป็น กามฉันทะ ยังติดอยู่ในรูป ในเสียง
ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ผู้เห็นกายก้อนนี้คือตาเนื้อธรรมดา เห็น
แต่รักคนนั้นเกลียดคนนี้ อันนั้นสวยอันนั้นไม่สวย พระพุทธเจ้าสอน
ว่าอันนั้นยังไม่พอ ต้องรู้ด้วยตาของจิตอีกทีหนึ่ง ให้เห็นกายในกาย
ถ้าเห็นกายในกาย มองเข้าไปในกายมันมีอะไรบ้าง อ้อ มันไม่น่าดู
เลยนะ ของวันนี้ก็มี ของแต่เมื่อวานนี้ก็มีอยู่ในนั้น ไม่รู้ว่าอะไรเป็น
อะไร อย่างนี้มันจะเห็นแจ้งเหนือขึ้นไปอีก พิจารณาให้เห็นด้วยตาจิต
ด้วยปัญญาจักษุ เห็นด้วยปัญญา
          ไอ้ความเห็นมันต่างกันอย่างนั้น บางคนถ้าสอนให้พิจารณา
เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ ก็ไม่รู้จะพิจารณาอะไร ผม ขน เล็บ ฟัน
หนัง ก็เห็นอยู่แล้ว แต่มันไม่เห็นนะ เห็นด้วยตาเท่านั้น ตาผีบ้านี่มันดู
แต่สิ่งที่น่าดู สิ่งใดไม่น่าดูก็ไม่ได้ดูสิ่งเหล่านั้น มันเลือกอย่างนั้นนะ
คำว่าเห็นกายในกาย คือเห็นให้มันแจ้งกว่านั้น ดังนั้นให้พิจารณา
กาย แล้วพิจารณาเห็นกายในกาย มันก็เห็นชัดเข้าไปอีก มันละเอียด
กว่ากันเท่านั้น
          ตัวนี้เป็นตัวพิจารณาถอนความยึดมั่นในขันธ์ห้าได้ ถ้าถอน
ความยึดมั่นถือมั่น มันก็เหมือนกันกับถอนทุกข์ออกด้วย ก็เพราะสิ่ง
ทั้งหลายนั้นเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด ถ้าทุกข์เกิดมันจะเกิดในที่นี่คือ
อุปาทานขันธ์ห้า ไม่ใช่ว่าขันธ์ห้าเป็นทุกข์นะ ตัวอุปาทานขันธ์ห้า ยึด
มั่นขันธ์ห้าว่าเป็นเรา นั่นแหละเป็นทุกข์ ถ้าเราเห็นเช่นนั้นตามความ
จริง คือการภาวนา มันก็จะคลายออกเหมือนเกลียว เหมือนน็อต
หมุนทางซ้ายเรื่อยๆ มันก็ถอนออกมาเรื่อยๆ มันไม่แน่น มันไม่หนา
มันไม่ตึง ไม่เหมือนเราหมุนเข้าทางขวา มันถอย มันวาง มันละ ไม่ตึง
ในความดี ในความชั่ว ในลาภ ในยศ ในสรรเสริญ สุข ทุกข์ นินทา
ประการใด ถ้าเราไม่รู้จักสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ มันก็หมุนเข้าไปเรื่อยๆ
หันเข้าไปบีบตัวเองเรื่อยๆ ก็เป็นทุกข์หมดทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเรารู้เรื่อง
เหล่านี้มันก็เหมือนกับคลายเกลียวออกมา ในทางธรรมะท่านเรียกว่า
เกิด นิพพิทา คือความเบื่อหน่าย เบื่อหน่ายแล้วก็คลายความกำหนัด
รักใคร่ ความยึดมั่นถือมั่น ถ้าหากว่าเราคลายความยึดมั่นถือมั่นมัน
แล้ว มันก็สบายล่ะ
          ยกตัวอย่าง เช่น ศีรษะของเรา ในเมืองไทยเรา หัวนี้เป็นสิ่งที่
สำคัญแท้ๆ แตะมันไม่ได้ จะไปจับหัวกันกลางทางก็ตีกันเลย คือมัน
ยังไม่ยอม ถ้ายอมเหมือนนายพลนายพันทั้งหลาย ที่มาหาอาตมา ให้
เป่าศีรษะก็ไม่เป็นไร จับศีรษะได้สบาย เขากลับมีกำลังใจอีกด้วยซ้ำ
แต่ว่าเขายอมเสียสละคราวหนึ่ง ถ้าเจอกันตามทาง ไปจับศีรษะอย่าง
นั้นตีกันเลย นี่มันเกิดทุกข์ตรงตัวนี้ มันยึดมั่น ถือมั่นตัวนี้ อาตมาเคย
ไปในประเทศต่างๆ เขาจับหัวกันเลย ผู้หญิงก็ตาม ผู้ชายก็ตาม จับ
หัวกันเลย มันก็จริงของเขานะนี่ ถ้าไม่ยึดมั่นมากมันก็ผาสุกจริงๆ ถ้า
มาในเมืองไทยนี่ จะจับหัวเข่านี่ก็ไม่เป็นไร เราไม่ได้ถือกัน ถ้าจับหัวก็
ถือกันจริงๆ ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด นี่คือความยึด ความหมายมั่น ที่
จริงทุกๆส่วนในร่างกายนี้มันก็เท่าๆกัน แต่ส่วนที่เรายึดแท้ๆ นี่คนเราก็
ผูกพันไว้ซึ่งความยึดมั่นถือมั่น
          อันนั้นแหละเป็นเหตุ ที่นั้นเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด ฉะนั้นเราดับ
เหตุเสีย ไม่ให้มันมีรากฐาน อย่าให้มันมีพื้นฐานที่ทุกข์จะเกิด เช่นว่า
เราพิจารณาร่างกายของเรา มันก็เสมอกันทั้งนั้น ทางล่างกับทางหัว
มันก็พอปานกัน ข้างๆกับทางหัว มันก็พอปานกัน มันก็พอปานเก่าอยู่
ถ้าเราคิดให้ดีๆ เขามาตบตัวเรามันก็พอปานเก่าอยู่ไม่เป็นไร นี่คือผู้ที่
ละเหตุได้ มันมีเรื่องเท่านี้แหละ มนุษย์เรานี้มีความยึดมั่นรูปเดียวเท่า
นี้ อาศัยรูปเดียวเท่านี้ก็ฆ่ากันเลย มันก็เรื่องเท่านี้เอง ไม่มีเรื่องมาก
พูดถึงส่วนบุคคลก็เป็นเรื่องเท่านั้น เรื่องครอบครัวก็เรื่องเท่านี้ เรื่อง
ประเทศชาติก็ไม่มีอะไร มีเท่านี้ ไม่มีใครได้ เลยรบกัน ฆ่ากันเลย ไม่มี
ใครได้อะไรสักคน ไม่รู้เป็นอะไร ฆ่ากันเฉยๆ
          มีอำนาจ มีลาภ มียศ มีสรรเสริญ มีสุข มีทุกข์ มันเป็นโลก
ธรรม ธรรมที่ครอบงำสัตว์โลกอยู่ สัตว์โลกจึงเป็นไปตามโลกธรรม
(หมายเหตุ 4) ธรรมเหล่านี้เป็นธรรมที่ชั่ว เป็นธรรมที่นำความทุกข์มา
ให้ ถ้าไม่ภาวนา ถ้าไม่พิจารณารู้เท่า มันก็เป็นทุกข์ ฆ่ากันก็ได้ ทำ
อะไรกันก็ได้ เรื่องลาภ เรื่องยศ เรื่องอำนาจนี่ เพราะอะไร เพราะถ้า
ไม่ได้ภาวนา ไม่ได้พิจารณามันไม่สม่ำเสมอกัน เดี๋ยวเขาตั้งเป็นนั่น
เป็นนี่ขึ้นมา เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำนันขึ้น เป็นนั่น เป็นนี่เป็นขึ้นเลย
แต่ก่อนเคยมีผู้เฒ่าเล่าเรื่องผู้ใหญ่บ้านชั่วให้ฟัง พอเขาให้ยศเป็นผู้
ใหญ่บ้าน ตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านขึ้นมา ก็หลงอำนาจตน เพื่อนเก่าก็เล่น
ด้วยไม่ได้เหมือนเก่า นี่ละ มาแล้วก็ว่า “อย่ามาใกล้กันนะมันไม่
เหมือนเก่าแล้วนะ”
          มีลาภก็ดี มียศก็ดี มีสรรเสริญก็ดี มีสุข มีทุกข์ก็ดี พระพุทธ
องค์ก็ให้รู้มันเสีย ให้มันพอปานเก่าทั้งนั้นแหละ เอาไว้เพื่อใช้ในการ
งาน แล้วก็วางไว้พอปานเก่า เป็นคนผู้เดียวกับผู้เก่า ถ้าไม่รู้เท่า ลาภ
ยศ สรรเสริญ นินทา ก็ฆ่ากันเลย หลงอำนาจของตน หลงลูกหลาน
หลงหมดทุกคน ถ้ารู้จักดีแล้ว ก็เห็นว่าเป็นพวกเดียวกันเถอะ เรื่องนี้
เป็นเรื่องสมมุติแท้ๆ แต่มันเป็นกิเลสมาก ท่านเรียกว่าโลกธรรม สัตว์
โลกย่อมเป็นไปตามธรรมนี้ มีคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า เรื่องทั้ง
หลายเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาทีหลัง เมื่อเกิดมา แรกๆก็มีแต่รูปกับนาม
เกิดขึ้นมาเฉยๆ ครั้งเอานาย “ก” เข้ามาใส่นี่เป็นไปด้วยสมมุติ ต่อมา
ก็มีเรื่องนายพล นายพันขึ้นมา ถ้าไม่รู้เรื่องสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ก็ถือว่า
เป็นของจริง ก็เลยแบกไว้ แบกลาภไว้ แบกยศไว้ แบกชื่อ แบกเสียงไว้
มีอำนาจชี้นกให้เป็นนก ชี้หนูให้เป็นหนูหมดทุกอย่างก็ได้ เกิดอำนาจ
ขึ้นมา เอาคนนั้นไปฆ่าเสีย เอาคนนี้ไปติดคุกเสียอย่างนั้นแหละ จึงมี
อำนาจขึ้นมาเพราะเกียรติ คำที่เกียรตินั้น ตรงนั้นแหละมันเป็น
อุปาทาน พอมีเกียรติขึ้นมาเป็นต้น ก็สั่งเฉย ผิดๆขัดๆ ก็ทำไปด้วย
อำนาจของตน ทำไปตามอารมณ์ของตน ก็เลยไปตามความผิดอันนั้น
เรื่อย มันจึงขาดจากธรรมะ
          นี่เรื่องข้อปฏิบัติ ถ้ารู้แล้วก็ไม่ทำอย่างนั้น ความดีความชั่วมัน
มีแต่ไหนแต่ไรมา ลาภยศมันก็มีขึ้นมา ก็ให้มันมีแต่เฉพาะลาภนั้น
เฉพาะยศนั้น อย่าให้มันมีมาถึงเรา เอามาใช้เฉยๆตามการงาน แล้วก็
แล้วไป เราก็พอปานเก่า ถ้าเราได้ภาวนาเรื่องสิ่งเหล่านี้แล้ว ถึงมันจะ
ได้อะไรขึ้นมาก็ดี ก็ไม่มีหลง สบายอยู่เหมือนเก่า มีลักษณะคล้ายคลึง
กันทั้งหมด ไม่มีอะไร เรื่องนี้พระพุทธเจ้าให้พิจารณาอย่างนี้ จึงจะรู้
เรื่องมันตามเป็นจริง ถ้าเราได้อะไรขึ้นมา ไม่มีอะไรจะปรุงได้ แต่งได้
เขาตั้งให้เป็นกำนัน เป็นแต่ไม่เป็น เขาจะให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็เป็นอยู่
แต่ไม่เป็น เขาให้เป็นอันนั้นอันนี้ ก็เป็นอยู่แต่ไม่เป็น เบื้องปลายเราจะ
เป็นอะไร? มันก็ตายเหมือนเก่าเท่านั้นแหละ เขาจะให้เป็นกำนัน เป็น
ผู้ใหญ่บ้านมันก็ยังเหมือนเก่า จะว่าอย่างไร ถ้าเราคิดอย่างนั้นแล้ว
มันก็ดี แน่นหนาดี มันก็พอปานเก่าเท่านั้นแหละ นี่เรียกว่าคนไม่หลง
จะเอาอะไรมาให้ มันก็ยังเป็นอย่างนั้นแหละ มันสักแต่ว่าสังขาร ไม่มี
อะไรจะมาปรุงจะมาแต่งจิตใจอันนี้ได้อีก ไม่มีอะไรจะมาย้อมมันได้
อีก เครื่องย้อมใจให้เกิด ราคะ โทสะ โมหะ ไม่มี อันนี้แหละเป็นผู้ที่
บำรุงพระพุทธศาสนา ให้ผู้ที่ถูกบำรุงก็ดี ผู้ที่ตั้งใจบำรุงก็ดี ให้คิดใน
แง่นี้ให้มาก ให้มีศีลธรรมเกิดขึ้นในจิตใจของตน
          นี่สรุปได้ว่า การบำรุงพระพุทธศาสนาที่แน่นอนต้องบำรุง
อย่างนี้ บำรุงให้อาหาร ให้การขบการฉัน ให้ที่อยู่อาศัย ให้ยาบำบัด
โรคก็ถูกเหมือนกัน แต่มันถูกแต่กระพี้ของมัน ฉะนั้นทายกทายิกาทั้ง
หลาย ที่ได้มาฟังเทศน์ฟังธรรมบำเพ็ญกุศลนั้น อย่าลืมอันนี้ ไม้มันก็มี
เปลือก มีกระพี้ มีแก่น สิ่งทั้งสามนี้อาศัยซึ่งกันและกัน จะมีแก่นได้ก็
เพราะเปลือก จะมีเปลือกได้ก็เพราะกระพี้ จะมีกระพี้ได้ก็เพราะแก่น
มันรวมกันเหมือนกับศีล สมาธิ ปัญญา ศีลคือการตั้งกายวาจาให้
เรียบร้อย สมาธิก็คือการตั้งใจมั่น ปัญญาคือการรอบรู้ในกองสังขาร
ทั้งหลาย ให้เรียนกันอย่างนี้ ให้ปฏิบัติอย่างนี้ เป็นปฏิบัติบูชา จึงจะ
เป็นผู้ที่บำรุงพระพุทธศาสนาที่ลึกซึ้ง
          ถ้าหากว่าเราไม่ได้เอาสิ่งทั้งหลายนี้มาปฏิบัติที่ใจ ที่มีลาภ
มากก็หลง มียศก็หลง จะมีอะไรก็หลงหมด ทุกอย่างมันเป็นเรื่อง
อย่างนั้น ถ้าหากว่าเราบำรุงแต่สิ่งทั้งหลายภายนอก เรื่องทะเลาะขัด
แย้งกันไม่มีหยุด เรื่องผู้นั้นก่อกรรมกับคนนี้ก็ไม่หยุด เรื่องการแทงมีด
กัน ยิงปืนกัน ก็ไม่มีหยุด ก่อนจะหยุดได้ต้องพิจารณาเรื่อง ลาภ ยศ
สรรเสริญ สุข ทุกข์ นินทา พิจารณาข้อประพฤติปฏิบัติ ให้เป็นศีล
ธรรม ให้ระลึกว่าชาวโลกเรานี้ก็เป็นก้อนเดียวกัน เห็นว่าเราก็เหมือน
เขา เห็นเขาก็เหมือนเรา เขาสุขเราก็สุข เขาทุกข์เราก็ทุกข์เหมือนกัน
มันก็พอปานกัน พิจารณาอย่างนี้ก็จะเกิดความสบาย เกิดธรรมะขึ้น
มา นี่เป็นหลักของพระพุทธศาสนา ผู้ที่บำรุงพระพุทธศาสนา ก็บำรุง
ศีล บำรุงสมาธิ บำรุงปัญญา ให้เกิดขึ้นสม่ำเสมอได้ จึงจะเป็นผู้ที่
บำรุงพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง อันนี้ให้เราไปคิดดู
          โอกาสที่บรรยายธรรมะ แก่ญาติโยมทั้งหลายก็สมควรแล้ว
ท้ายที่สุดนี้ ก็ขอให้จงพากันตั้งอกตั้งใจ จำข้อความเหล่านี้ไปพินิจ
พิจารณา ให้บำรุงด้วยการปฏิบัติอย่างแท้จริงทุกๆคน ขอให้จงเป็นสุข
เป็นสุขกันทุกๆคนเถิด
 
 

หมายเหตุจากผู้จัดทำ
          ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ ธรรมสภา ที่เอื้อเฟื้อให้ข้อมูลมาในรูป
แบบที่เป็นไฟล์คอมพิวเตอร์
          ผมได้ปรับปรุงตำแหน่งการเว้นวรรคและย่อหน้าให้เหมาะสม
แต่ได้คงข้อความเดิมไว้ทั้งหมด ยกเว้นมีการแก้ไขข้อความที่คาดว่า
ต้นฉบับเดิมจะพิมพ์ผิด ซึ่งได้ใส่วงเล็บกำกับไว้ ณ จุดที่แก้ไขแล้ว ดัง
รายละเอียดต่อไปนี้
          จุด 1 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า “ที่นี่จิตที่รับรู้นี่เป็นจิตที่
หยาบๆ” แก้เป็น “ที่นี้จิตที่รับรู้นี่เป็นจิตที่หยาบๆ”
          จุด 2 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า “ไม่คิดแล่นไปทั่วไป” แก้
เป็น “ไม่คิดแล่นไปทั่ว”
          จุด 3 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า “ให้มันรู้เหนือว่าจิต” แก้
เป็น “ให้มันรู้เหนือกว่าจิต”
          จุด 4 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า “มีนินทาหนึ่ง มีสุขหนึ่ง มี
ทุกข์หนึ่ง ท่านเรียกว่าโลกธรรม” มั่นใจผิด เพราะไม่น่าจะเป็นสาม
อย่าง มีสุข มีทุกข์ มาด้วยกันแล้ว อย่างน้อย นินทา ก็น่าจะมาพร้อม
กับ สรรเสริญ
          แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วจะต้องมีอะไรบ้าง เพราะจาก
เรื่อง “ดวงตาเห็นธรรม” มีบอกไว้ว่า โลกธรรม ประกอบไปด้วย
“ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ สรรเสริญ สุข ทุกข์ นินทา” แต่ในเรื่อง
นี้เห็นมีคำว่า อำนาจ โผล่มาด้วย ก็ไม่รู้จะเอายังไง
          เมื่อไม่แน่ใจว่าผิดแน่ แต่ไม่รู้ว่าที่ถูกมันเป็นอย่างไร ก็ขอตัด
ข้อความข้างต้นทิ้งไปเฉยๆเลยก็แล้วกัน เพราะมันจะมีกี่อย่างก็ช่าง
มันเถอะ อย่าไปยึดมั่นตัวหนังสือมากนัก เอาเป็นว่า เรื่องทำนองนี้มัน
เป็นโลกธรรมก็แล้วกัน