happybox  

Data of Buddha's home

จัดทำโดย ธเนศ อุ่นศิริ    กรรมการบริหารพุทธธรรมสภา สภาผู้แทนราษฎร
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี   กรรมการบริหารพุทธธรรมสภา  สภาผู้แทนราษฎร

การเป็นมาและเป็นไปแห่งพระพุทธศาสนา
๑.  พระพุทธเจ้าคือใคร 
  ๒.  พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่แดนแห่งใดแห่งหนึ่งอันมีชื่อเรียกว่าแดนแห่งนิพพานจริงหรือไม่
   ๓.  พระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์ได้จริงหรือ 
   ๔.  เทวดามีจริงหรือ 
  ๕.  อะไรสร้างโลกนี้ขึ้นมา
   ๖.   เพราะเหตุใด ในพระพุทธศาสนาจึงมีการรับรู้ได้หกทาง  (ในเมื่อทางวิทยาศาสตร์มีประสาทสัมผัสเพียง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย) แก้ไขแล้ว 
  ๗.    คนระลึกชาติได้จริงหรือ ทำไมเราจึงจำอดีตชาติไม่ได้ 
   ๘.   พุทธศาสนาต่างกับศาสนาอื่นๆ อย่างไร
   ๙.   นิพพานคืออะไร 
1. พระพุทธเจ้าคือใคร       พระองค์ทรงเป็นผู้รู้แจ้งธรรมะทั้งปวง
1.1 จักรวาลประกอบด้วยดวงดาวต่างๆ นับแสนนับหมื่นล้านดวง
                           และเกิดมีมาเป็นเวลายาวนานจนนับเวลาไม่ได้ ดวงดาวต่างๆ
                           มีเกิดมีดับสู­สลายไป แล้วก็มีดาวดวงใหม่เกิดขึ้นมา
                           จักรวาลเคยมีพระพุทธเจ้ามาแล้วนับพระองค์ไม่ถ้วน
                           และก็จะยังมีต่อไป ในช่วงเวลาอันยาวนานช่วงหนึ่งที่เรียกว่ากัปนั้น
                           ถ้าเป็นกัปที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้จะเรียกว่าพุทธกัป
                           พุทธกัปหลังสุดนั้น (มีชื่อว่าภัทรกัป)
                           มีพระพุทธเจ้ามาแล้วสี่พระองค์
                           ทุกพระองค์ตรัสรู้และทรงสั่งสอนพระธรรมอย่างเดียวกัน
                           แต่ช่วงเวลาระหว่างพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นั้นยาวนานจนพระธรรมคำสั่งสอนสู­สิ้นไปก่อนแล้ว
                           ช่วงเวลาที่ว่างเว้นไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้เรียกว่าพุทธันดร
                           เป็นช่วงเวลาที่มีแต่ความไม่รู้หรืออวิชชา 
1.2  พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงพระธรรมคำสั่งสอนมาสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว
                           และทรงทำนายไว้ว่าพระธรรมของพระองค์จะคงอยู่ไปได้ห้าพันปี
                           จึงมีคำกล่าวว่าเวลานี้เป็นช่วงกึ่งหรือครึ่งพุทธกาล
                           พระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปที่จะมาทรงตรัสรู้พระธรรมเดียวกันนี้มีชื่อว่า
                           เมตเตยยะ หรือพระศรีอาริยเมตไตรย หรือ พระศรีอาริย์
                           ในเวลาอีกนานมากนับจากนี้เมื่อพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้
                           (ผู้ทรงมีพระนามเดิมก่อนเสด็จออกบรรพชาว่าสิทธัตถะ
                           และเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้วเรียกกันตามโคตรหรือสกุลว่า
                           พระสมณโคดม แปลว่านักบวชแห่งสกุลโคตมะ)
                           สู­สิ้นไปไม่เหลือแล้ว 
                           {อ่านเพิ่มเติมได้ใน พรรณนาวงศ์พระกกุสันธพุทธเจ้าที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์} 
๒.   พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่แดนแห่งใดแห่งหนึ่งอันมีชื่อเรียกว่าแดนแห่งนิพพานจริงหรือไม่ 
ดินแดนแห่งนิพพานไม่มี
                           พระพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วก็พ้นจากสังสารวัฏ
                           ไม่มีเกิดดับ ไม่มีอยู่อีกไม่ว่าจะในสภาพใดๆ 
๒.๑ นิพพานคือความสุขอย่างยิ่งนั้น
                           หมายถึงการดับสู­แห่งอายตนะทั้งปวง แม้แต่การรับรู้ทางใจ
                           ไม่ประกอบด้วยทรัพย์ศฤงคาร ลาภ ยศ สรรเสริ­ สักการะทั้งปวง
                           ไม่ใช่ภาวะการบรรลุฌานขั้นสูง
                           หรือภาวะแห่งการเสวยสุขจากผลของกุศลกรรมใดๆ ทั้งสิ้น.
๒ ข้อความตอนหนึ่งใน "ปรมัตถธรรมสังเขป"
                           ของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐
                           บทที่ ๑๕ หน้า ๓๒๗-๓๒๙ มีว่า สมัยนี้บางท่านกล่าวว่า
                           พระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้วก็ยังมีตัวตนอยู่ และกล่าวว่า
                           ได้ไปเฝ้าและถวายภัตตาหารแก่พระผู้มีพระภาค
                           ซึ่งก็ควรจะได้พิจารณาข้อความในพระไตรปิฎก คือ ในสังยุตตนิกาย
                           สฬายตนวรรค ผัคคุณสูตร ข้อ ๙๙... 
                           (ท่านพระผัคคุณะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลถามว่า
                           เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ยังจะมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
                           อยู่อีกหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ไม่มี) 
                           เมื่อปรินิพพานแล้วทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีอีกเลย
                           ไม่ใช่ว่าปรินิพพานแล้วไปสู่สถานที่หนึ่งสถานที่ใด
                           แล้วมาเป็นประมุขของการทำบุ­ถวายทาน
                           ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่พ้นจากโลก เพราะยังมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  เกิดดับ จึงยังต้องมีทุกข์ จึงยังพ้นทุกข์ไม่ได้ 
๓. พระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์ได้จริงหรือ     เป็นความจริง
                           พระองค์ทรงศึกษาฝึกฝนด้านสมาธิภาวนาจนเจนจบรอบรู้ทุกประการเท่าที่มีสอนอยู่ในยุคสมัยนั้น
                           อีกทั้งได้เคยทรงบำเพ็­สมาธิภาวนานี้มาเมื่อครั้งเสวยพระชาติก่อนๆ
                           อีกนับไม่ถ้วน จึงทรงแสดงปาฏิหาริย์ได้ทุกอย่าง
                           และทรงแสดงได้เป็นเลิศกว่าผู้อื่นใดทั้งปวง 
๓.๑  พระพุทธองค์ทรงศึกษาด้านสมาธิจากอาจารย์สองท่านคืออุทกดาบสและอาฬารดาบสจนรู้เจนจบเสมออาจารย์
                           อาจารย์ทั้งสองก็ทูลขอให้ประทับอยู่ด้วยเพื่อสอนวิชาให้แก่ผู้อื่น
                           แต่ทรงปฏิเสธเพราะทรงทราบว่าปาฏิหาริย์และผลอย่างอื่นๆ
                           ที่ได้จากการบำเพ็­สมาธิภาวนานั้นมิใช่ปั­­าอันแท้จริง
                           มิใช่สิ่งที่จะดับทุกข์ได
๔. เทวดามีจริงหรือ  ภพภูมิที่เหนือกว่าความเป็นมนุษย์มีจริง ภพภูมิที่ต่ำกว่าก็มีจริง
                           ในสังสารวัฏนี้เราเคยเกิดในภพภูมิต่างๆ มาแล้วทั้งสิ้น 
๔.๑ ในโลกเรานี้เองก็ยังมีสิ่งมีชีวิตที่เราไม่ได้พบเห็นแต่เรารู้ว่ามีอยู่
                           เช่นสัตว์ที่อยู่ในถ้ำใต้ทะเลลึกล้ำที่สุดของห้วงมหาสมุทร
                           ชีวิตเราไม่เคยได้สัมผัสเกี่ยวข้องกับสัตว์เหล่านั้นเลยทั้งๆ
                           ที่ได้ชื่อว่าอยู่ในโลกเดียวกัน เวลาเดียวกัน 
๔.๒ พระพุทธองค์ตรัสว่าภพภูมิมีทั้งสิ้น 31 ภพภูมิ เป็นอบายภูมิ
                           (คือภูมิที่ปราศจากความเจริ­) 4 ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย
                           และเดรัจฉาน โลกมนุษย์ 1 สวรรค์ 6 ชั้น (เรียกว่าฉกามาพจร)
                           พรหมโลกที่เป็นรูปพรหม 16 ชั้น ที่เป็นอรูปพรหม 4 ชั้น 
๕. อะไรสร้างโลกนี้ขึ้นมา โลกซึ่งเป็นวัตถุที่เรายึดถือกันนั้นเป็นสสารที่เกิดขึ้นสืบเนื่องและมีอิทธิพลต่อกันมานานจนนับเวลาไม่ได้
                           ก่อให้เกิดการคิดฝันจินตนาการผูกโยงเป็นเรื่องเป็นราวต่างๆจนนับไม่ถ้วน
                           แต่พระพุทธองค์ทรงแสดงโลกที่เป็นความจริงให้เราได้ทราบว่า
                           เรารับรู้ทุกอย่างได้จากประสาทสัมผัสหกทาง คือ ตา หู จมูก ลิ้น
                           กาย และใจ เรารับรู้สิ่งต่างๆ ที่เรายึดถือว่าเป็นโลกจากทางทั้งหกนี้
๕.๑ เราเข้าใจตัวเราอย่างแท้จริงแล้วหรือ
                           อะไรคือสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นตัวของเรา มีประสาทสัมผัสอยู่หกทาง
                           คือตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เรามีความคิดยึดมั่นว่าสิ่งนี้คือตัวเรา
                           ที่เกิดมา ดำรงอยู่และอยู่เรื่อยไปจนกระทั่งตาย
                           แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่เราเรียกว่าตัวตนของเรานั้นอยู่ที่ไหน อยู่ที่ตา
                           หรือหู หรือจมูก หรือลิ้น หรือกาย หรือใจอย่างนั้นหรือ
                           เพราะเหตุใดเราจึงควบคุมสิ่งที่เราเรียกว่า "ตัวเรา" ไม่ได้เลย
                           ไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปก็ไม่ได้ ไม่ให้แก่ชราก็ไม่ได้
                           ไม่ให้เป็นทุกข์ก็ไม่ได้ เราห้ามไม่ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "อุบัติเหตุ"
                           หรือ "ความเจ็บไข้" ไม่ได้เลย เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมะ
                           เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย 
   ๕.๒ คำสอนของพระพุทธองค์อาจทำให้เรางงในชั้นแรก
                           เพราะพระองค์ตรัสว่าไม่มีตัวตนที่ดำรงคงอยู่เลย
                           แต่เป็นสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่อกันตามเหตุปัจจัยแล้วเรายึดถือว่าเป็นตัวตน
                           ไม่มีสิ่งที่เรายึดถือว่าเป็นโลก
                           มีแต่สิ่งที่ปรากฏชั่วขณะแก่ทวารหรือทางรับรู้ของจิต
                           แยกกันได้หกทางไม่ปะปนกัน การเห็นก็ต่างกับการได้ยิน
                           การได้ยินก็ต่างกับการได้กลิ่น ฯลฯ
                           ทั้งหกทางนี้เราไปยึดถือรวมกันเป็นโลกอันกว้างให­่
                           มีตัวมีตนมีสัตว์บุคคล 
                           {อ่านเพิ่มเติมได้ใน จตุตถสมิทธิสูตร สารัตถปกาสินี สังยุตตนิกาย
                           สฬายตนวรรค}
๖. เพราะเหตุใดในพระพุทธศาสนาจึงมีการรับรู้ได้หกทาง  (ในเมื่อทางวิทยาศาสตร์มีประสาทสัมผัสเพียง 5 คือ ตา หู จมูก  ลิ้น และกาย) 
   เนื่องจากการรับรู้ทางใจหรือสมองนั้นเป็นการรับรู้ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด
                           และสำคั­ที่สุดทางหนึ่ง จิตจึงเป็นสิ่งที่เป็นให­่ในการรู้
                           จิตรู้ทุกอย่างจากทวารทุกทาง และจดจำไว้
                           จิตเป็นที่สั่งสมกรรมทุกอย่าง ทั้งกุศลและอกุศลโดยอัตโนมัติ
                           อาจทำให้เราเร่าร้อนด้วยความโกรธ หนาวสั่นด้วยความกลัว
                           เขินอายด้วยความประหม่า และซีดสลดด้วยความเศร้า
                           จิตเป็นธาตุรู้ จึงเป็นเรื่องยากที่จิตจะรู้จักธรรมชาติของจิตนั้นเอง 
๖.๑ สภาพธรรมในพุทธศาสนามี 2 อย่าง คือ ธาตุรู้
                           กับสิ่งที่ไม่ใช่ธาตุรู้ ดิน ลม ไฟฟ้า ปรมาณู เป็นสิ่งที่ไม่รู้อะไร
                           การรับรู้ทั้งหกเป็นธาตุรู้ที่รับรู้สิ่งต่างๆ ได้
                           และเป็นสิ่งที่ทำให้เราต่างกับซากศพที่มีอวัยวะในการรับรู้ครบทุกอย่างเหมือนกับที่คนเป็นมี
                           (ทางวิทยาศาสตร์จึงมีการเปลี่ยนอวัยวะที่ชำรุด
                           กับอวัยวะที่ได้รับจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้วได้
                           เมื่อเหตุสมควรแก่ผล) ๖.๒ ประสาทรับรู้เป็นสิ่งที่ทำให้คนตาดีต่างกับคนตาบอด
                           คนหูดีต่างกับคนหูหนวก ฯลฯ
                           จิตทำให้คนที่หลับสนิทหรือคนที่อยู่ในภาวะสลบไสลไม่รู้สึกตัวต่างกับคนตาย
                           จิตเป็นสิ่งที่รับรู้ประสาทสัมผัสต่างๆ ตลอดจนความนึกคิด
                           จิตยังเป็นที่สั่งสมกรรมกิเลสตลอดเนื่องมาทุกภพทุกชาติมาจนถึงชาติปัจจุบัน
                           และจนถึงชาติต่อๆ ไป
                           เมื่อภพชาติหนึ่งสิ้นสุดไปก็จะมีภพชาติใหม่เกิดขึ้นทันที 
                           {อ่านเพิ่มเติมได้ใน ยมกวรรคที่ ๒ ปฐมสัมโพธสูตร สังยุตตนิกาย
                           สฬายตนวรรค}
๗. คนระลึกชาติได้จริงหรือ ทำไมเราจึงจำอดีตชาติไม่ได้     มีคนทำการศึกษาไว้ว่าเวลาคนถูกสะกดจิต
                           บางคนจะจำรายละเอียดของเหตุการณ์ได้มากกว่าเมื่อตื่นอยู่เป็นปรกติ
                           ความจำของมนุษย์ในสภาพที่รู้ตัวมีเพียงนั้น
                           เราจะจำรายละเอียดของชีวิตเราเมื่อยังเป็นเด็กไม่ได้ทั้งหมด
                           จำเวลาที่เรายังอยู่ในครรภ์มารดาไม่ได้
                           จึงยากที่จะเชื่อว่าใครจะจำได้ไกลกว่านั้น
                           คนที่มีความรู้พิเศษเท่านั้นจึงจะทำได้
                           ส่วนให­่แล้วจะถือว่าเป็นปาฏิหาริย์ 
๗.๑ มีวิธีฝึกฝนที่ว่ากันว่าจะช่วยให้ระลึกถึงความหลังได้
                           ซึ่งก็เช่นเดียวกับการฝึกฝนในด้านอื่นๆ
                           คือต้องทำตามวิธีอย่างเข้มแข็งจริงจังที่สุดเท่านั้นจึงจะเกิดผล
                           ทางทฤษฎีมีอยู่ว่าต้องเริ่มฝึกให้จำย้อนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ให้ได้ถูกต้องชัดเจนทุกนาที
                           แล้วก็นึกย้อนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อน เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน
                           หนึ่งเดือนก่อนจนกระทั่งเชี่ยวชา­มากพอที่จะระลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่าวันใดเวลาใดได้ในทันที
                           ระลึกย้อนได้ไกลขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ดี
                           การฝึกฝนเช่นนี้ไม่มีประโยชน์ใดๆ
                           เลยในการสั่งสมสติปั­­าซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายหลักของพระพุทธองค์
                           และไม่ใช่หัวใจของคำสอนของพระพุทธศาสนา 
๗.๒ คนเราจะระลึกชาติได้หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่มีความหมายต่อการแสวงหาทางดับทุกข์และอวิชชาในชาตินี้
                           เพราะว่าอดีตที่ผ่านไปแล้วจะแก้ให้ไม่เกิดไม่ได้
                           ปัจจุบันคือขณะที่เราจะต้องประพฤติถูกปฏิบัติถูก
                           สั่งสมการกระทำถูกความเข้าใจถูก
                           การหมกมุ่นครุ่นคิดเสียใจสิ่งที่ทำผิดไปแล้วเป็นการไร้ประโยชน์และรังแต่จะทำให้เกิดอกุศล
                           ความเข้าใจถูกต้องเกิดในขณะปัจจุบัน ไม่เกี่ยวข้องกับชาติที่แล้วๆ
                           เลย การที่คนจะระลึกชาติได้หรือไม่นั้นก็ไม่ได้มีความหมายอะไร
                           อนึ่ง เราจะเชื่อได้จริงหรือเวลาที่มีคนบอกว่าเขาระลึกชาติได้ 
๘. พุทธศาสนาต่างกับศาสนาอื่นๆ อย่างไร   ศาสนาอื่นๆ ทุกศาสนามีเทพ พระเจ้า หรือสิ่งที่เคารพบูชาสูงสุด
                           ศาสนาพุทธเป็นเรื่องของสภาพธรรมและการเข้าใจสภาพธรรมโดยถูกต้อง
๘.๑ ศาสนาอื่นทุกศาสนาจะเชื่อเรื่องว่ามีพระเจ้าหรืออำนาจหรือพลังที่เหนือมนุษย์
                           สามารถบงการหรือชี้นำชีวิตมนุษย์ได้
                           ผู้นับถือศาสนาจึงต้องมีศรัทธาหรือความเชื่อโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
                           เป็นความภักดีอย่างหมอบราบคาบแก้ว
                           ยอมปฏิบัติตามความประสงค์ทุกอย่าง เพื่อจะได้สิ่งดีๆ
                           ที่ตนปรารถนาในโลกนี้หรือโลกหน้า
                           ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้เชื่ออย่างงมงาย
                           พระพุทธองค์ทรงสอนเราไม่ให้เชื่อโดยไม่ได้คิดหาเหตุผลด้วยตนเองก่อน
                           ไม่ปิดกั้นความรู้อย่างในบางศาสนา แต่ต้องมีความรู้แจ้งจึงบรรลุได
๘.๒ ศาสนาอื่นนั้นขึ้นอยู่กับความประสงค์ของพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้
                           ไม่ว่าจะเป็นความยิ่งให­่ ความสูงศักดิ์ ลาภยศสักการ
                           ความอุดมสมบูรณ์แห่งพืชผล หรือลูกให้ได้ชื่นชม
                           ตลอดไปจนถึงฟ้าร้องฟ้าผ่า ไฟไหม้ โรคระบาด
                           แม้กระทั่งโรคมะเร็งและโรคเอดส์
                           พระพุทธองค์นั้นทรงสอนว่ากรรมทุกอย่างเกิดจากเหตุ
                           ทุกอย่างมีปัจจัยให้เกิดขึ้นและเป็นไป
                           และในเรื่องภพชาตินั้นในสังสารวัฏอันยาวนานหาที่เริ่มต้นและสิ้นสุดไม่ได้นี้
                           เราเคยเกิดเป็นมาแล้วทุกอย่าง
                           ตั้งแต่สวรรค์ชั้นพรหมลงไปจนถึงนรก
                           เคยเป็นมาแล้วทั้งเทพยดาและสัตว์เดรัจฉาน
                           แล้วแต่กรรมดีและกรรมชั่วจะชักนำไป
                           เราเกิดมาและสร้างเหตุปัจจัยให้ต้องเกิดมามี
                           ชีวิตอยู่ตามวิบากกรรมนั้นๆ
                           เพียงเพื่อจะสร้างกรรมที่ส่งผลให้ต้องกลับมาเกิดอีก          ตลอดสี่สิบห้าพรรษาพระพุทธองค์ทรงสั่งสอนแนวทางที่เราจะได้หลุดพ้นจากวังวนแห่งการเกิดดับอันไม่มีที่สิ้นสุดและได้พบความสุขอันสูงสุดคือนิพพาน๙. นิพพานคืออะไร 
 สภาพที่ไม่เกิดดับ เป็นความสงบอย่างที่สุด 
๙.๑ นิพพานคือการดับทุกข์ทั้งมวล 
๙.๒ นิพพานคือการสิ้นสุดการเป็นอย่างนี้
                           ไม่มีการเกิดอีกหลังจากปรินิพพาน จึงไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
                           ไม่มีการรับรู้สี กลิ่น รส สัมผัส และความนึกคิด
                           ไม่มีทั้งกุศลและอกุศล มีแต่ความสงบสูงสุด 
                           {อ่านเพิ่มเติมได้ใน ชัมพุขาทกสังยุต นิพพานปั­หาสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค} 
๑๐. เราจะละอวิชชาได้อย่างไร   ด้วยการเจริ­สติปัฏฐาน
๑๐.๑ ด้วยการเข้าใจสภาพธรรมะอย่างที่เป็นอยู่จริงว่ามีแต่นามและรูป
                           ไม่มีตัวตนสัตว์บุคคล
                           เราสั่งสมเหตุปัจจัยให้เกิดสติได้และเกิดปั­­ารู้สภาพธรรมที่เกิดในปัจจุบันขณะนี้
                           สติก็จะเจริ­ถึงขั้นที่เกิดปั­­ารู้แจ้งว่าทุกอย่างเป็นเพียงสภาพธรรม
                           ไม่ใช่ตัวตนสัตว์บุคคล 
๑๐.๒  ความเข้าใจในคำสั่งสอนจะทำให้น้อมไปสู่การประพฤติถูกปฏิบัติถูก
                           ซึ่งจะทำให้สั่งสมปั­­าละความไม่รู้ไปทีละขั้น
                           และในที่สุดก็ทำให้ดับจากทุกข์ทั้งมวลเป็นสมุจเฉทคือละกิเลสได้โดยสิ้นเชิงไม่มีวันเกิดขึ้นอีกเลย
                           {อ่านเพิ่มเติมได้ใน อนนุสสุตวรรคที่ ๔ สังยุตตนิกายมหาวารวรรค} 
พระพุทโธวาท ในเรื่องการปฎิบัติ
       วิธีการปฎิบัติตนให้ ถึงความพ้นทุกข์ (สมถ-วิปัสสนากรรมฐาน)
          บูชาธรรมรวบรวมโดย ธเนศ อุ่นศิริ  นบ.
การทำทาน หรือที่ส่วนให­่เรียกว่าทำบุ­นั้น เป็นคนละส่วนกับการทำบาป
อันหมายถึง บุ­(ทาน) ก็อยู่ส่วนบุ­ บาปก็อยู่ส่วนบาป ไม่อาจจะทดแทน
หรือชดใช้กันได้

เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้ทำบุ­(ทาน) สลับกับการทำบาป จึงต้องได้รับผลแห่งบุ­บ้าง
ได้รับผลแห่งบาปบ้าง เช่นนี้เรื่อยไป

นี่คือคติความเชื่อโดยทั่วๆไปของชาวพุทธ
เพราะฉะนั้น บุคคลที่ได้ทำบาปทำอกุศลไว้แล้ว ไม่ว่าในอดีตหรือในชาติปัจจุบันก็ตาม
หากประสงค์จะละบาปบำเพ็­บุ­เล่า จะต้องทำอย่างไรกัน

ในเรื่องนี้ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม (ขุนพลให­่แห่งกองทัพธรรมสายพระอาจารย์
มั่น ภูริทัตโต) แห่งวัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ได้กล่าวไว้ว่า
"ก็ต้องตอบได้ง่ายๆ ว่า ไม่มีวิธีอย่างอื่นนอกจาก วิธีแก้จิต เพราะเหตุว่า
วิธีแก้จิตนี้ เป็นหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา และเป็นหัวใจแห่งสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน

ในพระบาลีก็แสดงให้รู้แจ้งอยู่แล้วว่า พระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสงฆ์สาวกเจ้าก็ดี ล้วนแต่
ได้ทรงแก้จิตมาแล้วทั้งนั้น จึงสำเร็จพระโพธิ­าณ และสาวกบารมี­าณ พ้นจากทุกข์
ในวัฏสงสารไปได้

เมื่อบุคคลมาแก้ไขซึ่งจิตของตนให้บริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว บาปอกุศลที่ตนทำไว้ทั้งหลาย
ก็หลุดหายไปเอง อุทาหรณ์ข้อนี้ พึงดูพระองคุลิมาลเป็นตัวอย่าง

วิธีแก้จิตก็คือการปฏิบัติสมาธินั่นเอง แต่ก็เป็นของที่ขาดคราวมานาน
จนผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาเข้าใจผิดไปว่า หมดคราว หมดสมัย หมดเขตมรรคผล
ธรรมวิเศษเสียแล้ว จึงทำตนให้เป็นคนท้อแท้ปราชัย ไม่สามารถหาอุบายแก้ไขซึ่งจิตของตน
ต่อไปได้

สำหรับการปฏิบัติธรรมสมาธิภาวนานี้ มีอยู่หลายแบบด้วยกัน แต่ในที่นี้จะยกสมาธิวิธี
ของพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ผสมผสานกับ การเจริ­ฌาณ ของ พระอริยคุณาธาร
(เส็ง ปุสโส) มาแนะนำต่อท่าน พระอาจารย์ทั้งสองเป็นพระปฏิบัติ
สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ให­่แห่งกองทัพธรรมฝ่ายปฏิบัติ

การนั่งสมาธิ 
ให้นั่งสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาวางทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง คือ ไม่ให้เอียงไปข้างซ้าย
ข้างขวา ข้างหน้า ข้างหลัง และอย่าก้มนัก หรือ อย่าเงยหน้า พึงดูพระพุทธรูปปางสมาธิ
เป็นตัวอย่าง ไม่ควรนั่งพิงหลัง เพราะส่วนให­่แล้ว มักจะก่อให้เกิดอาการง่วงเหงาหาวนอน
แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ อันจะเป็นด้วยหลังไม่ค่อยดีก็อาจพิงได้เป็นครั้งคราว หรือพิงได้แต่ไม่ควร
เกินบั้นเอวขึ้นมา การนั่งขัดสมาธิดังกล่าวนี้ ถ้าจะนั่งให้สบายและทนนานต้องนั่งตัวตรง
หากปูด้วยฟางข้างหรือที่นั่งที่นิ่มและหาพอประมาณ จะไม่รู้สึกเกิดอาการเป็นเหน็บชาขึ้น
และทำให้นั่งทนนานยิ่งขึ้น สำหรับสตรีไทยนั้น ถนัดการนั่งแบบพับเพียบ โดยขาข้างหนึ่ง
คู้พับไปข้างหลัง อีกข้างหนึ่งคู้เข้ามายันเข่าข้างหนึ่งไว้ ท่านี้ผู้ชายไม่ค่อยถนัด
แต่ในหมู่บรรพชิตก็ใช้กันบ่อย แต่นั่งทนนานสู้ขัดสมาธิไม่ได้

ตั้งจิตให้ตรง คืออย่าส่งใจไปทางตา (หลับตาเบาๆ) ทางหู (หาที่สงัดๆ) ทางจมูก
(อย่าไปนั่งในสถานที่กลิ่นอับ กลิ่นไม่ดี หรือใกล้คนที่ใช้น้ำหอม) ทางลิ้น (อย่าอมหรือเคี้ยว)
ทางกาย(อย่านั่งติดกัน) และอย่าส่งใจไปข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา
พึงกำหนดรวมเข้าไว้ในจิต

สำรวมจิต

สำรวมจิตให้ดี คือให้นึกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ใจ พระธรรมอยู่ที่ใจ พระสงฆ์สาวกอยู่ที่ใจ
นึกอยู่อย่างนี้ จนใจอยู่ที่ใจจริงๆ แล้วทอดธุระเครื่องกังวลลงได้ว่า ไม่ต้องกังวลอะไร
อื่นอีก จะกำหนดเฉพาะที่ใจแห่งเดียวเท่านั้น จึงตั้งสติกำหนดใจนั้นไว้ นึกคำบริกรรมรวมใจเข้า

นึกคำบริกรรม

ให้ตรวจดูจิตเสียก่อน ว่าจิตอยู่ในอารมณ์อะไร ในอารมณ์อันนั้นเป็น
อารมณ์ที่น่ารักหรือน่าชัง เมื่อติดใจในอารมณ์ที่น่ารัก จิตนี้ลำเอียงไปด้วยความรัก
เมื่อติดใจในอารมณ์ที่น่าชัง พึงเข้าใจว่า จิตนี้ลำเอียงไปด้วยความชัง ไม่ตั้งเที่ยง
พึงกำหนดส่วนทั้งสองนั้น ให้เป็นคู่กันเข้าไว้ที่ตรงหน้า ซ้ายขวา แล้วตั้งสติกำหนดใจ
ตั้งไว้ในระหว่างกลาง ทำความรู้เท่าส่วนทั้สอง เปรียบอย่างถนนสามแยกออกจากจิต
ตรงหน้าอก ระวังไม่ให้จิตแวะไปตามทางเส้นซ้าย เส้นขวา ให้เดินตรงตามเส้นกลาง
แต่ระวังไม่ให้ไปข้างหน้า ให้กำหนดเฉพาะจิตอยู่กับที่นั้นก่อน

แล้วนึกคำบริกรรมที่เลือกไว้จำเพาะพอเหมาะกับใจคำใดคำหนึ่ง เป็นต้นว่า
พุทโธ ธัมโม สังโฆ ๆ ๆ เป็นอารมณ์
เพ่งจำเพาะจิตจนกว่าจิตนั้นจะวางความรัก ความชัง ให้ขาด ตั้งลงเป็นกลางจริงๆ แล้ว
จึงกำหนดรวมทวนกระแสประชุมลงในภวังค์ ตั้งสติตามกำหนดจิตในภวังค์นั้น
ให้เห็นแจ่มแจ้ง ไม่ให้เผลอ

สังเกตจิตเข้าสู่ภวังค์ พึงสังเกตจิต ในเวลากำลังนึกคิดบริกรรมอยู่นั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งลงเป็นกลาง
วางความรักความชังทั้งสองนั้นได้แล้ว จิตย่อมเข้าสู่ภวังคจิต (คือจิตเดิม)
มีอาการต่างๆ กัน บางคนรวมผับลง บางคนรวมปึบลง บางคนรวมวับแวมเข้าไป
แล้วสว่างขึ้น ลืมคำบริกรรมไป บางคนก็ไม่ลืม แต่รู้สึกเบาในกาย ในใจ ที่เรียกว่า
"กายลหุตา จิตตลหุตา" กายก็เบา จิตก็เบา
 

เรื่องของความเกิด-ดับ
ของ พระนิโรธรังสีคัมภีรปั­­าจารย์
วัดหินหมากเป้ง, อ.ศรีเชียงใหม่, จ.หนองคาย 
 

ต้นตอที่ทำให้เกิดทุกข์และดับทุกข์

ในโลกนี้นอกจากรูปกับนาม คือกายกับใจแล้วจะมีอะไรอีก สุขและทุกข์ก็ดี นอกจากทุกข์กายและทุกข์ ใจแล้วจะมีอะไรและที่ไหนอีกเมื่อของทั้งสองอย่างนั้นเกิดขึ้นแล้วหากไม่ตั้งอยู่บนกายและบนใจนี้แล้วก็ไม่ ทราบว่ามันจะตั้งอยู่ได้อย่างไรและที่ไหน จิตก็เหมือนกันถ้าบุคคลจะทำการใด ๆ เพื่อให้พ้นไปจากทุกข์ ถ้าไม่ทำให้พ้นไปจากกายจากใจนี้แล้วก็จะเพื่อประโยชน์อันใด แต่ทุกข์ก็มีอิทธิพลเหนือคำสอนของครูบา อาจารย์และใคร ๆ ทั้งหมด ทุกข์นั้นแหละเป็นเครื่องหล่อหลอมคนให้เป็นคน ให้มีความขยัยหมั่นเพียรให้พึ่ง ตนเองได้ ให้เป็นครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนคนอื่นอย่างดีที่สุด ทุกข์เป็นมัคคุเทศก์นำทางให้คนตั้งตัวได้ทุกข์ เป็นเครื่องดึงดูดให้คนสร้างความดีความงามมีทำทานรักษาศีลเป็นต้น ทุกข์เป็นเครื่องวัดความสุขเสมือนปรอทเป็นเครื่องวัดอุณหภูมิ ผู้มีความสุขมากสุขน้อยต้องเอาทุกข์เข้าไปวัดเทียบ ผู้เกลียดทุกข์ไม่ชอบทุกข์ก็คือผู้ที่ไม่มีปรอท ผู้ชอบทุกข์รักทุกข์ก็คือผู้มีมปรอดแต่ไม่ได้ทำการวัด ผู้เจริ­ฌามและนิวรณ์ห้าได้ก็ต้องใช้ปรอทนี้เป็นเครื่องวัด กายกับใจนี้เป็นพื้นฐานของโลก (คือทุกข์) ผู้มีปั­­าทั้งหลายหยิบยกเอาทุกข์อันนี้ขึ้นมาพิจารณา จนทราบเรื่องของทุกข์พร้อมด้วยมูลเหตุให้เกิดทุกข์แล้วปล่อยวาง ทุกข์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ด้วยอุบายปั­­าอันชอบ จนบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ก็ล้วนแล้วแต่มาตั้งต้นดำเนินไปจากกายกับใจ (คือทุกข์) นี้ทั้งนั้น
--------------------------------------------------------------------------------

จะเห็นกายกับใจแบ่งภาคกันได้
ต่อเมื่อจิตเข้าถึงฌาน-สมาธิ แล้ว
 

จิตเป็นของหาตัวตนมิได้ ต่อเมื่อประสมโรงกันเข้ากับกายแล้ว จึงจะแสดงอาการออกมาให้ปรากฎแก่ สายตาของของคนอื่นได้ จิตเป็นสภาว-ธรรมอันหนึ่ง ซึ่งใคร ๆ ชี้ไม่ออกบอกไม่ถูก แต่ตัวของมันรู้ตัวมันเอง ถ้ามันส่งส่ายออกมาตามประสาทต่าง ๆ เช่นส่งออกมาตามจักษุประสาท เป็นต้น เรียกว่าจิต ถ้ามันไปรับเอาแสงสะท้อนของรูปที่มากระทบจักษุประสาทนั้น เรียกว่าวิ­­าณ ถ้ามันไปยึดเอา รูปนั้นเข้ามาไว้ เรียกว่าอารมณ์ ถ้าเกิดพอใจ ดีใจ เสียใจ อะไรขึ้นมา เรียกว่าเวทนา ถ้าเกิดความอยากให้ มันเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดไป หรือไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นอีก เรียกว่าตัณหา ชื่อของจิตนี้มีมากเรียกตาม อาการลักษณะของมันที่มันแสดงออกมา ที่สมมุติเรียกชื่อมานี้ เป็นแต่เพียงเล็กน้อยตามความเข้าใจของ ผู้เขียนเท่านั้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายอาจเรียกได้มากและสมมุติได้มากกว่านี้ หรืออาจเรียกชื่อผิดแผกออกไป จากนี้ก็ได้ ที่แสดงมานี้พอให้เข้าใจถึงเรื่องที่ว่า จิต-วิ­­าณ-อารมณ์-เวทนา ยังก่อนยังไม่จัดเข้าเป็น กิเลสพอเข้าเขตตัณหาแล้วนั้นแล จิตตอนนั้นจึงจะมืดมนเศร้าหมอง ที่เรียกว่า กิเลส ตัณหา ก็ต้องเกิดตาม สายรูปธรรม มีรูป-เสียง เป็นต้น ฉะนั้นเพียงแต่ลำพัง จิต-วิ­­าณ-อารมณ์- เวทนา จึงยังไม่เกิดกิเลส พอถึง ขั้นตัณหาจึงเกิดกิเลส ที่ท่านแสดงถึงเรื่องกิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปดก็จัดตามสายนี้เอง เรื่องทั้งหมดที่ อธิบายมานี้ ถ้าหากจิตยังไม่เข้าถึง ฌานสมาธิ ระงับอารมณ์ภายนอกให้ขาดออกจากจิตเสียก่อนแล้ว ถึงแม้ ชื่อและนามของกิเลสเราจะจำได้แม่นยำสักปานใดก็ตาม จะไม่มีวันรู้หน้าตาตัวจริงของกิเลสเลย เพราะกิเลส เป็นสภาวธรรมอันหนึ่งเหมือนกัน เมื่อจิตที่อบรมดีแล้วแบ่งภาคออกมาจากรูปธรรมได้ นั่นแลจิตจึงจะ สามารถรู้ตัวกิเลสได้ถูกต้อง กิเลสของจิตเมื่อผู้มาเข้าใจโดยนัยนี้แล้ว สามารถชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ได้ ส่วนกายเป็นรูปธาตุ จะชำระอย่างไรๆภายในใจก็ยังสกปรกอยู่เช่นเดิม ดีหน่อยเมื่อชำระใจให้สะอาดดีแล้ว อาการกิริยาของกายมันจะเรียบร้อยขึ้น
กายกับใจเมื่อประสมโรงกันเข้าแล้วย่อมสามารถกระทำกรรมใดๆได้ทุกอย่างไม่เลือก แล้วแต่จิตจะ บั­ชา แต่ผลกรรมหรือผลงานที่เรียกว่าวิบาก ที่ทั้งสองร่วมกันกระทำนั้น เมื่อยังอยู่ร่วมกันก็ร่วมกันรับร่วม กันเสวยต่อไป เมื่อรูปแตกกายดับเขาหนีไปตั้งทัพอยู่เฉพาะเขา คือเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ตามสภาพของมันแล้ว คราวนี้จิตเป็นผู้รับเคราะห์กรรมแต่คนเดียว เหมือนลูกไม้มีทุเรียนเป็นต้น เมื่อแก่สุกงอมแล้วหลุดหล่นลง จากต้นโดยมิได้บอกกล่าวลาต้นเลย ได้เมล็ดได้เนื้อสุกหอมหวานแล้วก็ไป เมื่อเมล็ดยังไม่ลีบไม่เน่าเขาไปสร้าง ต้นสร้างผลงอกงามขึ้นอีก จิตก็เช่นนั้นเหมือนกัน เมื่อกายแตกดับไม่รับรู้อะไรแล้ว จิตเป็นผู้รับภาระผล กรรมแต่ผู้เดียว ผลกรรมนี่แหละที่จะนำจิตให้ไปก่อเกิดในภพนั้นๆต่อไป สมดังพุทธภาษิตว่า กัมมัสสกา จิตสร้างกรรมอันใดไว้ กัมมทายาทา จิตผู้สร้างกรรมนั้นแลจักได้รับผลของกรรมนั้นต่อไป กัมมโยนิ กรรมเป็นผู้ให้กำเนิด กัมมพันธุ กรรมเป็นต้นตระกูลของความเกิด กัมมปฏิสรณา กรรมเป็นที่พึ่งของจิต หรือจิตอาศัยกรรมเป็นที่ดำเนินก็ว่า
--------------------------------------------------------------------------------

จิตที่จะไปเกิดในกามภูมิ

รูปกับนามหรือกายกับจิตนี้ เป็นที่อยู่อาศัยของกามกิเลส ถ้าจิตยังกอปรด้วยกามกิเลสอยู่แล้ว จำต้องมา เกาะเกี่ยวเกิดในกามภูมินี้อีกต่อไป กามภูมิเป็นศูนย์กลางของภูมิทั้งหลาย ผู้ที่จะไปเกิดในสุคติกามาพจรทั้ง 6 เป็นต้น ก็ต้องมาสร้างสมเสบียงเอาจากนี้ ผู้จะไปสู่อบายภูมิมีสัตว์ดิรัจฉานเป็นต้น ก็ต้องมาสร้างสมเอาบาปกรรม ณ ที่นี้ทั้งนั้น แม้ผู้ที่ท่านจะถึงมรรคผลนิพพาน ก็ต้องมาสร้างบารมีเอา ณ ที่นี้ทั้งนั้นเหมือนกัน กามภูมิเป็นสถานที่น่าอภิรมย์ชื่นใจของผู้ยังไม่อิ่มไม่พอในกามทั้งหลายจึงได้นามเรียกว่า กามคุณห้า ได้แก่ รูป-เสียง-กลิ่น-รส-โผฏฐัพพะทั้งห้านี้อำนวยคุณประโยชน์ให้แก่ผู้ยังต้องการและปรารถนาอยู่นั้นเองแต่ผู้มี ปั­­าพิจารณาเห็นโทษของกามคุณทั้งห้าแล้ว รู้สึกอิ่มพอและเบื่อหน่ายสละถอนเสีย ดังได้อธิบายมาแล้วใน กามาทีนพฯ
จิตที่พอใจรักใคร่ติดมั่นอยู่ในกามภูมิ ย่อมยินดีพอใจอยู่กับอารมณ์ทั้งห้ามีรูปเป็นต้น แม้จะประกอบ กรรมใดๆ ก็ย่อมหวังผลเพื่ออารมณ์ทั้งห้านี้ทั้งนั้น เมื่อกายกับใจยังร่วมกันสร้างกรรมที่เป็นกามาพจรกุศลอยู่ ผลที่ได้รับก็ร่วมกันเสวยต่อไป เมื่อกายทรงอยู่ตลอดกาลอายุขัยดับไปแล้ว ผลกรรมนั้นยังไม่สิ้นจิตก็รับภาระ ต่อไป กรรมจะเป็นมัคคุเทศก์นำจิตให้ไปเกิดในคติที่เป็นกามภูมิต่อไป จึงสมกับพุทธภาษิตที่ว่า กัมมังสัตเต วิภชติ ความว่ากรรมที่สัตว์ทั้งหลายทำไว้แล้วนั้นแล จะเป็นผู้จำแนกสัตว์ให้เป็นไปตามอำนาจของมัน คนเราจะตกแต่งเอาตามชอบใจไม่ได้ ผู้มาพิจารณาเห็นโดยนัยนี้แล้ว จึงควรสร้างแต่กรรมดีอันจะนำตนให้ไปเกิดในภูมิอันสุขที่ตนปรารถนา ก่อนจะถึงโอกาศนั้น
--------------------------------------------------------------------------------
กายแตกดับ แต่จิตที่ยังมีกิเลสอยู่ยังไม่ดับ

กายและจิตเมื่อยังปกติดีอยู่ย่อมทำงานร่วมกันได้ทุกๆกรณี หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชำรุดพิการนั้นแล จึงจะทำร่วมกันไม่ได้ เพราะขาดสายสื่อสัมพันธ์กัน สายสื่อสัมพันธ์ที่ว่านี้ หลักวิชาแพทย์เขาเรียกว่า เซลล์เช่นเซลล์สมอง สั่งงานให้คิดให้ส่งส่วยไปต่างๆ นานาเป็นต้น ทางพุทธศาสนาเรียกว่าประสาท เช่น ประสาทตา ทำให้เห็นรูป ประสาทหูทำให้ได้ยินเสียงเป็นต้น แต่บางทีหมอเขาก็เรียกคนที่มีความคิดไม่ปกติว่าคนประสาทเสื่อมเหมือนกัน จะอย่างไรก็ตาม นักอบรมจิตหรือผู้ภาวนากรรมฐาน เชื่อมั่นลงแน่แน่วทีเดียวว่า คนตายจิตออกจากร่างแล้วไม่ยอมรับรู้ไม่ร่วมทำงานด้วยเซลล์หรือประสาท เซลล์หรือประสาทก็จะไม่มีผลอันใดทั้งหมด เมื่อความอบอุ่นยังมีอยู่เซลล์หรือประสาทก็อาจยังมีปรากฎอยู่ก็ได้ แต่ไม่มีอันใดเป็นเครื่องรับรอง เพราะจิตผู้รับรู้ไม่มีเสียแล้ว เรื่องนี้เราจะสังเกตเห็นได้จากสัตว์ที่ตายใหม่ๆ ยังมีไออบอุ่นอยู่ ประสาทหรือเส้นเลือดของมันยังกระตุกเต้นอยู่เลย นั้นแสดงว่าเซลล์หรือปะสาทมันยังทำงานอยู่ แต่ชีพจรหรือลมมันอ่อนจนไม่ปรากฎเสียแล้ว
ที่อธิบายมาทั้งหมดนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า เซลล์หรือประสาทมิใช่จิตเป็นผู้รับสัมผัสนั้นๆเท่านั้น จิตต่างหากเป็นผู้รับรู้สัมผัสนั้นๆ แล้วก็ยังไม่ทำให้เกิดกิเลสอันใดขึ้นมาก่อน ต่อเมื่อเกิด ตัณหา อุปาทาน ดังได้อธิบายแล้ว จึงจะเกิดกิเลสขึ้นมา ฉะนั้นถึงเซลล์หรือประสาทจะร่วมทำกรรมด้วยกันกับจิตก็ตาม เมื่อยังอยู่ร่วมกันก็ร่วมกันเสวยผลของกรรมนั้นสืบไป เมื่อเซลล์หรือประสาทชำรุดทำงานตามปกติร่วมใจไม่ได้แล้วกายแตกดับ ผลของกรรมนั้นใจจะเป็นคนรับเอาแต่ผู้เดียว แล้วผลกรรมคือวิบากนั้นแลจะเป็นมัคคุเทศก์นำจิตให้ไปเกิดในที่นั้นๆ ส่วนเซลล์หรือประสาทอันเป็นรูปธาตุไม่สามารถสลายตัวหนีไปจากกามภูมิพื้นดินอันนี้ได้ สลายตัวจากนี้แล้วก็ไปก่อตัวขึ้นในที่อื่นอีกต่อไป
พระอริยเจ้าที่ท่านชำนา­ในการเข้าฌานบังคับจิตให้อยู่ในองค์ฌานอย่างเต็มที่ เข้านิโรธสมาบัติอยู่ได้ตั้งอาทิตย์ ลมหยาบๆไม่ปรากฎระบายออกมาทางจมูกเลย เรียกว่าดับลมหายใจเข้าออก แต่ยังไม่ตาย ร่างกายทุกส่วนยังปกติอยู่ตามเดิม แต่หมดความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น ส่วนลมอันละเอียดที่ซาบซ่านไปตามสรรพางค์กายยังมีอยู่ ถึงเซลล์หรือประสาทจะยังทำงานอยู่ก็ตาม แต่จิตไม่มารับรู้ด้วยแล้ว พอจะสรุปได้แล้วว่า คนเรานี้เมื่อรูปกับนามคือกายกับใจยังปกติอยู่ก็ทำงานร่วมกันไป บางทีจิตคิดจะทิ้งกายก็ทิ้งเอาเฉยๆ โดยกายไม่ยอมรับรู้ด้วยก็มีดังกล่าวมาแล้ว บทกายจะเบี้ยวจิตก็มิใช่ย่อยเหมือนกันอยู่ดีๆ บางทีช็อคตาย รถทับตาย ตกเครื่องบินตาย เสันโลหิตแตกตาย ฯลฯ จิปาถะ ทั้งๆที่จิตมิได้มีเรื่องอะไรกับกายเลย มันแปลก กายกับจิตนี้ก่อนเขาจะมาอยู่ร่วมกันก็ไม่ได้สนิทสนมกันมาแต่ก่อนเลย เวลาเขาจะแยกทางกันไปก็ไม่ได้บอกเล่าเก้าสิบอะไร โดยเขาไม่ได้มีเรื่องอะไรกันสักนิดเดียว แล้วก็ไม่มีใครจะอาลัยอาวรณ์ถึงกันและกันเลย แยกทางกันไปแล้วก็แล้วกัน ถ้าอย่างนั้น อะไรเล่าเมื่อเจ็บหรือจวนจะตายทำให้เป็นทุกข์เดือดร้อน พระพุทธเจ้าตรัสว่า-นั่นคือกิเลส ใจมันไปหอบเอากิเลสมาไว้ที่ใจ คนเราเลยถือว่าใจเป็นกิเลส หากใจเป็นกิเลสเสียเอง แล้วใครเล่าจะชำระใจให้บริสุทธิ์ได้ใจมิใช่กิเลส กิเลสมิใช่ใจ แต่ใจไปรับช่วงเอาผัสสะอันเกิดจากอายตนะ เช่นตาเห็นรูปเป็นต้น แล้วเอามายึดไว้ที่ใจจนเกิดความรักใคร่พอใจ หรือเกลียดโกรธไม่พอใจ จึงทำใจให้มัวหมอง เพราะของสิ่งนั้นเป็นเหตุต่างหาก จึงเรียกว่า กิเลส ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ เป็นบั­­ัติธรรมบอกให้รู้ว่า สิ่งนั้นชื่อว่าอย่างนั้นมีหน้าที่อย่างนั้นๆต่างหาก จิตเป็นผู้เข้าไปยึดเอาบั­­ัติธรรมมาเป็นตนเป็นตัว เมื่อบั­­ัติธรรมทำงานตามหน้าที่ของมันอยู่ จิตก็เลยถือว่าตนเป็นผู้รับหน้าที่ทำงานไปเสียเอง จึงเข้าใจว่าจิตของตนเป็นกิเลส ธาตุแท้ของตะกั่วก็เป็นตะกั่วอยู่ตามเดิม ถึงแม้จะประสมเข้ากันกับทองคำแล้วก็ตาม เมื่อไล่ทองคำออกแล้ว ตะกั่วก็ต้องเป็นตะกั่วอยู่ตามเดิมนั้นเอง กายเป็นรูปธาตุ จิตเป็นนามธรรม สังขารเป็นอาการของจิตคิดปรุงแต่งรูปธาตุมาเป็นพาหนะให้ชั่วระยะหนึ่ง เมื่อหมดความจำเป็นแล้วก็ทอดทิ้งไว้ที่เดิมของมัน สังขารจิตรกรช่างให­่สร้างโลกไม่มีที่สิ้นสุดไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย โลกนี้จึงกว้างให­่ไพศาลหากประมาณมิได้ ผู้เขียนรู้ตัวว่า เรามิใช่นักกายวิภาคชีววิทยา ที่อธิบายไปนั้นเป็นเพียงมติของตนเอง เพื่อประโยชน์แก่อารมณ์ของผู้เจริ­กรรมฐานเท่านั้น อาจผิดหรือถูกก็ได้ จึงขออภัยแด่ท่านผู้รู้ทั้งหลายไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย หากผิดพลาดจะกรุณาเพิ่มเติมหรือให้ความสว่างอีกผู้เขียนก็ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย
 

--------------------------------------------------------------------------------
 

กรรมนิมิตและคตินิมิตเป็นผู้นำให้ไปเกิดในคตินั้นๆ
 

ผลผลิตของกายกับใจร่วมกันกระทำไว้นั้นเรียกว่า "กรรม" ผลของกรรมที่จะนำไปให้เกิดผลนั้น หาตัวตนมิได้ แต่จะปรากฎเกิดขึ้นเฉพาะในใจของผู้กระทำเท่านั้น หากจะแสดงให้ปรากฏออกมาทางกาย และวาจาบางกรณี เช่นคนผู้เคยฆ่าหมูเป็นอาชีพโดยมิได้กระดากใจเลยแม้แต่น้อย เวลากายทรุดโทรมจวนจะตายอาจแสดงอาการส่อถึงบาปกรรมของเขาที่กระทำไว้นั้น เช่นร้องออกมาเป็นเสียงสุกร แสดงปฏิกิริยาเหมือนสุกรจะตาย หรือทำท่าทีฆ่าสุกรแล้วโฆษณาให้คนอื่นเขาเห็นโดยตนเอง ไม่ตั้งใจจะทำเช่นนั้นแต่มันเป็นไปเอง ดังนี้เป็นต้น นั้นมันเป็นการแสดงถึงผลกรรมที่เขากระทำไว้ เพียงเพื่อผู้ได้เห็นแล้วอนุมานเอาให้ใกล้ต่อความจริงเท่านั้น แต่ตัวกรรมและผลกรรมที่แท้จริงแล้ว ไม่มีใครรู้เห็นด้วยนอกจากตัวของผู้กระทำเท่านั้น กรรมนี้ท่านแสดงไว้ในธรรมวิภาคปริเฉท ๒ หลักสูตรนักธรรมโท มีถึง ๑๒ แต่ในที่นี้จะไม่ขอนำมาอธิายอีก เพราะในนั้นท่านอธิบายไว้ดีแล้ว ในที่นี้จะแสดงเฉพาะกรรมนิมิตและคตินิมิตอันเป็นทูตของยมบาลเท่านั้น ใครจะทำกรรมดีกรรมชั่วไม่ว่าในที่ลับและที่แจ้ง อย่าได้คิดว่าทูตของยมบาลจะไม่รู้ไม่เห็นเลย เขาตามรู้ตามเห็นได้ทุกโอกาสทีเดียว
คนเราก่อนกายจะแตกดับเมื่อจิตปล่อยวางร่างกายไม่มีความรู้สึกแล้ว จะมีภาพอันหนึ่งเกิดขึ้นให้ปรากฏเห็นเฉพาะใจตนคนเดียวโดยที่เราจะตั้งใจดูหรือไม่ก็ตาม ภาพอันนั้นถ้าจะเปรียบให้เห็นง่ายๆ ก็คล้ายกับภาพนิมิตในความฝัน ภาพนิมิตอันนั้นแลมันจะมาแสดงผลกรรมของเราที่เราได้กระทำไว้แล้วในอดีต บางทีเราอาจลืมไปแล้วนาน แต่มันมาปรากฏให้เราเห็นและระลึกขึ้นมาได้ เป็นต้นว่าเราเคยได้สร้างโบสถ์วิหารถวายกฐินทานเป็นอาทิ วัตถุทานนั้นก็จะมาปรากฏขึ้นให้เราเห็น แต่ภาพนิมิตนี้จะสวยสดงดงาม และวิเศษยิ่งกว่าที่เราได้กระทำไว้นั้น จนเป็นเหตุให้เมื่อเราได้เห็นเข้าแล้วเกิดปีติ อิ่มอกอิ่มใจจนหาที่เปรียบมิได้ แล้วจิตจะไปจดจ้องจับเอานิมิตนั้นมาไว้เป็นอารมณ์ ให้เกิดความสุขโดยส่วนเดียวที่เรียกว่า "สัคคะ" ผู้สร้างบุ­กุศลจะเห็นผลชัดแจ้งด้วยใจตนเองก็ตอนนี้ ที่นี้จิตมิได้เกี่ยวข้องด้วยกายอีกแล้ว กายจะเจ็บจะแตกจะดับจิตไม่รับรู้ทั้งนั้น ท่านแสดงไว้ว่า สัตว์จะตาย จิตทอดทิ้งร่างกายไปก่อนแล้วกายจึงกับภายหลัง แต่เมื่อเกิด รูปเกิดก่อน แล้วจิตจึงมาปฏิสนธิทีหลัง ที่ว่านี้คือจิตผู้รู้สึกซึ่งรับช่วงมาจากเซลล์หรือประสาท ไม่ปรากฏเสียแล้ว ณ ที่นั้น แต่เซลล์หรือประสาทยังสามารถทำงานอยู่ดังกล่าวแล้วเพราะความอบอุ่นยังมีอยู่ ความอบอุ่นนี้มันเกิดจากสวาบหรือกระบังลม กระบังลมยังไหวตัวอยู่ ลมก็ยังซ่านไปตามส่วนต่างๆของร่างกายได้อยู่ประสาทหรือเซลล์ก็ยังปรากฏอยู่ แต่ลมนั้นยังเหบือน้อยจนไม่สามารถจะยังชีพให้เป็นอยู่ได้ตามปกติ และในที่นั้นจิตผู้รับรู้ช่วงจากเซลล์หรือประสาทก็ไม่ปรากฏเสียแล้วจึงเรียกว่า ตาย
ที่นี้เมื่อจิตได้รับความสุขโดยมโนทวารอันปราศจากเซลล์หรือประสาทดังกล่าวแล้ว มันเป็นความสุขอันหาประมาณมิได้ ฉะนั้นท่านจึงแสดงความสุขของผู้ทำบุ­แล้วไปเกิดในสวรรค์ว่า เป็นความสุขยิ่งยอดแล้วก็เสวยความสุขนั้นอยู่นานแสนนาน ถ้าจะเทียบอายุของชาวสวรรค์ชั้นจาตุมฯ กับของมนุษย์แล้ว ร้อยวันร้อยคืนของมนุษย์นี้ จึงจะเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของเขา แล้วอายุของเขาก็ยืนนานนับเป็นหมื่นๆปีเหมือนกันถ้าจะเปรียบพอจะอนุมานความสุขที่นั้น เหมือนความสุขที่ได้รับในขณะที่นอนฝัน ความสุขในขณะนั้นสุขมาก เพราะมิได้เอาเซลล์หรือประสาทมาใช้ร่วม สุขเฉพาะใจล้วนๆ ความสุขของพระอริยเจ้าที่ท่านเข้านิโรธสมาบัติก็ทำนองเดียวกัน ตรงกันข้ามผู้ที่กระทำกรรมชั่วไว้ กรรมนิมิต ก็จะเกิดในขณะเดียวกัน แต่จะเป็นเรื่องทนทุกข์ทรมานมากจนเหลือจะอดทนเพราะกรรมตามสนอง ความทุกข์ทรมานของกายถึงขนาดร่างกายจะแหลกเหลวเปื่อยเน่าไปก็ตาม แต่มันก็ยังมีชีวิตอยู่ไม่ตาย ท่านเทียบอายุของสัตว์ในนรกไว้ว่า ร้อยวันร้อยคืนของชาวสวรรค์ชั้นจาตุมฯจึงจะเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของสัตว์ในนรก แล้วก็มีอายุยืนนานเป็นหมื่นๆปีเหมือนกัน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะความทุกข์มันเป็นของเผ็ดร้อนทนได้ยากไม่มีใครปรารถนา ถึงทุกข์จะเป็นของน้อยแต่มันมีน้ำหนักมาก ที่อธิบายมานี้เรียกว่ากรรมนิมิต ขณะที่มีชีวิตอยู่จิตย่อมร่วมกันทำงานกับเซลล์หรือประสาท แล้วสังขารเป็นผู้ปรุงแต่งให้กระทำกรรมนั้นๆอย่างสนุกสนาน แต่เมื่อกายแตกดับ เซลล์หรือประสาทก็จะละหน้าที่ของตนเสีย กรรมที่ได้ร่วมกันทำไว้นั้น ก็จะมาปรากฏให้ใจเห็นเป็นผู้รับมรดกแต่ผู้เดียว แล้วกรรมนิมิตนั้นแล จะเป็นผู้บั­ชาให้ไปเกิดในคตินั้นๆ อีกต่อไป ตามอำนาจและวิสัยของตน
เท่านั้นยังไม่พอ ด้วยพลังอำนาจของกรรม ยังให้เกิดคตินิมิตอีกอันจะชักนำให้ผู้กระทำกรรมนั้นๆแล้วไปเกิดในที่นั้นๆ แล้วก็เกิดในลำดับเดียวกันกับกรรมนิมิตนั้นเอง ให้ผลเป็นสุขเป็นทุกข์ก็เหมือนกัน แต่มันส่อแสดงให้เห็นสภาพหรือสถานที่อันตนจะพึงได้ไปเกิด ชักจูงให้จิตเลื่อมใสพอใจในอันที่จะน้อมจิตให้เข้าไปยึดมั่นยิ่งขึ้น เช่นผู้ที่ได้สร้างบุ­กุศลไว้ มีการทำทานเป็นต้นดังกล่าว จะเห็นสถานที่ที่ตนจะต้องไปเกิดหรือไปเสวยอานิสงส์นั้นอย่างน่ารื่นรมย์รโหฐาน หร้อมด้วยเครื่องบริขารที่ตนได้ทำบุ­ไว้ แต่มันเป็นของวิเศษยิ่งกว่าที่เราได้ทำไว้นั้นเป็นไหนๆ เมื่อเห็นเข้าแล้วใจก็ปลื้มปีติอย่างยิ่ง บางทีอาจมีผู้มาชี้ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นสถานที่นั้นเป็นอานิสงส์ของท่านที่ได้ทำบุ­ไว้แล้ว หรืออาจมีผู้คนมารับแห่แหนไปด้วยความมีเกียรติก็ได้ ส่วนคติกรรมชั่วตรงกันข้าม มันให้เกิดความทุกข์แสนสาหัสเหลือที่จะอดกลั้น
นิมิตทั้งสองคือกรรมนิมิตและคตินิมิต ขณะที่มันปรากฏเกิดขึ้นให้เห็นด้วยใจนั้น ผู้ทำกรรมไว้แล้วจะระลึกถึงกรรมหนหลังที่ตนได้กระทำไว้แล้วในอดีตตลอดได้หมด ถ้าได้เห็นกรรมดีพร้อมทั้งนิมิตที่ดีเป็นพยานก็จะอิ่มใจเพลิดเพลินอย่างยิ่ง ถ้าได้เห็นกรรมชั่วพร้อมทั้งนิมิตที่เป็นอัปมงคล ใจก็จะหดหู่เดือดร้อนเป็นทุกข์มากแสนทวีคูณ เรื่องที่อธิบายมาทั้งหมดนี้ สมัยครั้งพุทธกาลก็เคยได้มีมาแล้ว แม้ในปัจจุบันนี้ก็มักจะได้ยินกันบ่อยๆผู้สนใจคงจะได้ทราบดีอยู่บ้างแล้วในเรื่องนี้ นิมิตทั้งสองนี้บางทีกรรมนิมิตเกิดก่อนแล้วคตินิมิตจึงเกิดภายหลังก็มี ไม่แน่นอน ถึงนิมิตใดจะเกิดก่อนเกิดหลังก็จะนำทางให้เข้าถึงจุดเดียวกันนั้น 
นิมิตทั้งสองนี้เปรียบเหมือนตำรวจที่ซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรมของยมบาล ตามสืบราชการลับทั่วทุกหนทุกแห่งตลอดเวลา ไม่ว่าใครจะทำกรรมดีกรรมชั่วทั้งในที่ลับและที่แจ้ง เขาทั้งสองจะต้องตามรู้ตามเห็นไปทั้งหมด ใครจะปกปิดอำพรางหรือแก้ตัวอย่างไรๆ ไม่ได้ทั้งนั้นและคนที่ซื่อสัตย์สุจริตเที่ยงตรงรู้ดีกว่าตำรวจทั้งนายนี้ก็คือ ใจของตนเองนั้นแลเป็นคนแรก, บางคนอาจเข้าใจว่า กรรมดีและกรรมชั่วที่บุคคลได้กระทำไปแล้วให้ผลในปัจจุบันนี้เอง เช่นสร้างกรรมดีไว้ย่อมมีผู้ยกย่องสรรเสริ­ให้เกียรติรางวัลเป็นต้น ทำกรรมชั่วไว้ได้รับโทษทรมานเช่นประหารชีวิตและถูกจำจองเป็นต้น ผลอนาคตไม่มี นั่นมันเป็นเรื่องของอุจเฉททิฏฐิ เห็นว่าโลกหน้าไม่มี บุ­กรรมที่ทำแล้วไม่มีผล มันเป็นภัยแก่สัจจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างร้ายแรง ในทางพระพุทธศาสนาถือว่า ผู้ทำกรรมดีกรรมชั่วยังมีกิเลสอยู่ ภพชาติก็ยังมีอยู่ กิเลสนั้นแลเป็นมัคคุเทศก์นำทางให้ไปเกิดในภพชาตินั้นๆ และได้เสวยผลกรรมที่ยังเหลืออยู่ในที่นั้นๆ การได้รับผลกรรมไม่ว่าดีหรือชั่วในปัจจุบันเป็นแต่ผลกรรมมีประมาณเล็กน้อยในปัจจุบันเท่านั้น ผู้เจริ­รูปฌานก็จะเพ่งเอานิมิตรรูปที่มาปรากฏเป็นกสิณอยู่ที่ใจนั้นเป็นอารมณ์ ให้นำไปเกิดในรูปภูมิ ผู้เจริ­อรูปฌานก็จะเพ่งเอาความว่างอันเป็นอารมณ์ของฌานนั่นแลมาเป็นนิมิต เป็นอารมณ์ให้นำไปเกิดในภูมิที่มีแต่ความว่าง รูปภูมิเป็นภพที่มีรูปละเอียด ไม่ได้ใช้เซลล์หรือประสาทอย่างธรรมดาสามั­ เช่นมนุษย์ของพวกเราทั้งหลายนี้ แต่เป็นรูปของจิต ท่านผู้เข้าถึงแล้วย่อมทราบได้ดีในเรื่องนี้ คนธรรมดาสามั­อย่างพวกเราทั้งหลายนี้ พูดไปมากก็เลอะเลือนไปเปล่าไม่เข้าที ยิ่งอรูปฌานแล้วก็ยิ่งเป็นของเหลือวิสัยที่พวกเราจะอนุมานเอาได้ ยิ่งอนุมานก็มีแต่จะผิดหนักเข้าทุกที
สรุปแล้วนิมิตเป็นผู้นำทางให้ผู้ยังมีกิเลสอยู่ไปเกิดในคตินั้นๆ ผู้เข้าถึงรูปฌานและอรูปฌานแล้วก็ยังตกอยู่ในคติเดียวกันนั้น บางท่านอาจเข้าใจไปว่า เวลาจวนจะตายจึงจะระลึกเอาแต่นิมิตที่ดีเพื่อให้นำทางไปสู่สุคติ ข้อนั้นอย่าพึงคิดเลยเสียเวลาเปล่า เป็นเรื่องของการแก้ตัวของผู้ประมาทแล้วต่างหาก คนเราเกิดมาแต่ละชาติมา สร้างกรรมชั่วมากกว่ากรรมดี แม้แต่ละวัน หากจะมาหักลบกันแล้ว อยู่ดีๆปกตินี่แหละ ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ของแต่ละบุคคลนั้น จะเหลือทุจริตมากกว่าสุจริตเป็นอเนกทีเดียว แล้วเมื่อจวนจะตายยิ่งจะไม่ร้ายไปกว่านี้อีกหรือ ขนาดผู้บำเพ็­กุศลระลึกเอาผลอานิสงส์ของความดีงามไว้เป็นอนุสสติตลอดกาล นอนหลับนอนฝันก็ปรากฏเห็นเป็นภาพนิมิตอยู่อย่างนั้น นั่นก็มิใช่จะพ้นจากทุกข์ไปได้ทีเดียว มันเป็นแต่ทางให้เข้าถึงสุคติเท่านั้น

--------------------------------------------------------------------------------
ทางให้ถึงความดับภพดับชาติ
ภพชาติเป็นตั้งของกองทุกข์ ทุกข์ทั้งหลายมากองอยู่ที่ผู้ยังมีภพชาตินี้ทั้งนั้น ภพชาติจะเกิดมีขึ้นมาได้ก็ต้องอาศัยผู้ยังมีกิเลสอันเป็นคู่กันกับนิมิต นำให้ไปเกิดในที่นั้นๆ ผู้ต้องการอยากจะให้ดับภพดับชาติ ก็ต้องพยายามอย่าให้นิมิตทั้งสองนั้นเกิดขึ้นได้ในเมื่อจวนจะแตกดับนิมิตทั้งสองเราจะแต่งเอาตามปรารถนาไม่ได้ แต่มันเป็นไปตามบุ­กรรมกิเลสของแต่ละบุคคลที่ได้สร้างเอาไว้ดังกล่าวแล้ว
๑. เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราจะทำอย่างไร จึงจะไม่ให้นิมิตเกิดขึ้นได้ในเมื่อจวนจะแตกดับ
ตอบ เมื่อเราเกิดมาจมอยู่ในกองแห่งทุกข์ทั้งหลายในป่าดงของกิเลสอันน่ากลัว แล้วเห็นผลของกรรมชั่วอันน่าสยดสยองอย่างยิ่ง จึงพอกันที แล้วบำเพ็­แต่กรรมดีที่ให้ผลเป็นความสุข จนอิ่มพอในความสุขที่กรรมดีมอบให้นั้น แล้วละความสุขนั้นเสียไม่หลงมัวเมาเอามาเป็นของตนของตัวอย่างจริงจัง เรียกว่าละทั้งดีและชั่วเพราะอิ่มแก่ความต้องการทั้งหมดแล้ว นิมิตทั้งสองนั้นจึงจะไม่เกิด
๒. หากจะมีคำถามว่า เมื่อยังไม่อิ่มในกรรมทั้งสองนั้นจะทำอย่างไร
ตอบก็ต้องสร้างกรรมดีต่อไป แต่อย่าไปสร้างกรรมชั่วเพิ่มขึ้นมาอีก เพราะกรรมชั่วเราได้สร้างมามากแล้ว จนมีผลเหลือที่จะเก็บและจำหน่ายออกได้แล้ว
๓. เมื่อชีวิตยังมีอยู่ กรรมดีกรรมชั่วก็ไม่ทำแล้ว แล้วจะอยู่และทำอะไรอีก
ตอบเมื่อชีวิตยังมีอยู่ การเคลื่อนไหวก็ต้องมี การเคลื่อนไหวอันได้แก่กรรม แต่ก็อย่าให้มีกรรมชั่ว จงให้มีแต่กรรมดี เพราะกรรมดีคนดีทำง่าย แต่คนชั่วทำได้ยาก คนดีทำกรรมดีไม่ปรารถนาผลตอบแทนถึงแม้จะทำกรรมดีอยู่ก็ไม่ชื่อว่าทำกรรม เรียกว่ากิริยา ฉะนั้นพระพุทธเจ้าก่อนจะดับภพดับชาติได้ คือถึงพระสัพพั­­ุต­าณ ท่านได้สร้างบารมีมาแล้วเป็นอเนกชาติ มีทานบารมีเป็นต้น ผลสุดท้าย เมื่อบารมีของท่านอิ่มพอแล้ว จึงละโลกนี้ที่มีกรรมเป็นมูลฐานดับแล้ว ไม่มีเชื้อเหลืออยู่อีกต่อไป

--------------------------------------------------------------------------------
 

บทส่งท้าย
 

มนุษย์คนเราก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในจำพวกของสัตว์ทั้งหลาย ที่มีอยู่ในโลกนี้ พร้อมกันนั้นสัตว์ทุกๆประเภทต่างก็เกลียดทุกข์ ดิ้นรนเพื่อแสวงหาความสุขตามปรารถนาของตนๆ แต่ความสุขที่เขาเหล่านั้นต้องการอาจไม่เหมือนกัน เพราะความแตกต่างในฐานะชั้นภูมิของเขาเหล่านั้นไม่เหมือนกัน ความหวังและความปรารถนาที่ว่านั่นแล มันเป็นเครื่องดึงดูดให้เขาเหล่านั้นรักโลกนี้อันเต็มไปแล้วด้วยกองทุกข์ ให้เขาลืมเสียจากทุกข์เหล่านั้นเป็นพักๆไป แล้วเขาก็เห็นว่าโลกนี้เป็นสุข ความเสมอภาคของสัตว์เหล่านั้น นอกจากจะมีความแก่ ความเจ็บ ความตายแล้ว ยังมีทุกข์มีสุขประจำ มีการหลับการนอน การร้องไห้ และหัวเราะเพื่อแก้กลุ้ม ก็มีแก่สัตว์ทั่วไป ข้อสำคั­คือการสืบพันธุ์เพื่อเป็นมรดกตกทอดมาให้แก่คนอื่นสัตว์อื่น เพื่อสร้างทุกข์ของโลกนี้ให้เจริ­สืบไป หรืออาจเพื่อเป็นรังเรือนทุกข์ในอนาคตแก่ตนเองอีกด้วยก็ได้สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้วล้วนแล้วแต่เล็งผิดเป้าหมายของตนทั้งนั้น โดยเฉพาะคนเราแล้วพลาดมากเป็นพิเศษ คือมีความต้องการไม่แน่นอน ปรารถนาสิ่งใดเมื่อได้สิ่งนั้นมาตามปรารถนาแล้ว แทนที่จะอิ่มจะพอแก่ความต้องการแล้ว แต่ก็ยังไม่พออีก สิ่งที่ได้มากลับเป็นของที่ไม่จุใจไปอีกแล้ว มันหิวไม่อิ่มอยู่ตลอดกาลอย่างนี้ ฉะนั้นคนเราจึงยุ่งและทุกข์มากกว่าสัตว์เหล่าอื่นเป็นไหนๆ ถึงแม้จะมีข้อกฏกติกาและระเบียบบังคับอย่างเฉียบขาด แต่ก็ยากที่จะเอาให้อยู่ได้ พร้อมกันนั้นสิ่งที่ผู้ประมาทแล้วไม่ค่อยคำนึงถึงเลย คือความแก่และความตายค่อยด้อมๆตามหลังมาอย่างเงียบๆ หากมันได้โอกาสเมื่อไรแล้ว มันจะตะครุบฟัดเหวี่ยงเอาอย่างไม่มีปรานีเลยทีเดียว มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฉลาดเฉียบแหลมกว่าเพื่อนมาก แต่เป็นที่น่าเสียดาย แทนที่จะนำเอาความฉลาดเฉียบแหลมนั้น มาใช้สร้างความสุขความเจริ­ให้แก่ตนและคนอื่น กลับมาสร้างความทุกข์เดือดร้อนให้แก่ตนและคนอื่นสัตว์อื่นไปเสียฉิบ สู้ความแหลมของหนามทุเรียนไม่ได้ ซึ่งมันมีไว้เพื่อป้องกันตัวเท่านั้น แต่ใครอย่าไปแตะต้องมันนะ แล้วก็อย่าไปใกล้ต้นมันเวลามันหล่น
คนเราเป็นสัตว์ร้ายกว่าเขาทั้งหมด เกิดมาเพื่อทำลายโลกแท้ เริ่มต้นแต่สืบพันธุ์มนุษย์มาเพื่อให้มาตาย เมื่อเกิดมามากๆ ตามไม่ทันก็คิดทำลายล้างผลา­กัน เมื่อใช้อาวุธที่มีประจำตัวของแต่ละบุคคลทำลายกันไม่ทันกับความต้องการ ก็คิดสร้างอาวุธที่ร้ายแรงประหารกันตามทีละเป็นร้อยๆพันๆ ใครว่ามนุษย์เกิดมาสร้างโลกให้เจริ­นั้นไม่จริง ความจริงแล้วจะสร้างความเจริ­ให้เฉพาะแก่ตัวเองและหมู่คณะในวงแคบๆของตนเอง หรือเฉพาะสถานที่ที่ตนต้องการเท่านั้น แต่มันไปทำลายบุคคลอื่นและสถานที่อื่นให้เดือดร้อนราบเรียบไปหมด สมัยนี้ผู้ที่เกิดมาหาความสุขเพื่อตนและหมู่คณะของตนพอแล้ว คิดอิจฉาริษยาคนอื่นไม่ยักให้เขามาเกิดอีกด้วย คนผู้เห็นแก่ตัวมองพุทธศาสนาในแง่ร้ายว่า สอนให้คนอยู่กับที่ไม่ก้าวหน้า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิดศาสนา พระองค์ทรงพิจารณาเห็นความเสื่อมโทรมของโลกโดยพระปั­­าอันชัดแจ้งแล้ว จึงทรงสละความสุขของพระองค์ทุกๆวิถีทางเพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลก ทรงอาศัยพระมหากรุณาอันยิ่งให­่ แล้วทรงตั้งพระหฤทัยอนุเคราะห์ แนะนำพร่ำสอนเวไนยสัตว์ ให้ปฏิบัติเป็นผู้เสียสละตามพระบาทยุคล
ผู้ไม่หลงผิด ปฏิบัติติดตามคำสอนของพระองค์แล้ว ย่อมได้รับความสุขความเจริ­ทั้งแก่ตนและบุคคลอื่น ได้ชื่อว่าพระองค์เกิดมาเพื่อทำโลกนี้ให้เจริ­ด้วยสติ อันเป็นที่ปรารถนาของเหล่าประชาสัตว์โดยแท้จริง
 

 

­าณ 16 สำหรับผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจะพบ
โสฬสญาณ

สันตินันทอุบาสก
บูชาธรรมโดย ธเนศ อุ่นศิริ  นบ.
พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นศาสดาเอกของโลก ทรงแสดงกาลามสูตรว่า อย่าเชื่อเพราะฟังตามกันมา อย่าเชื่อเพราะถือสืบๆ กันมา อย่าเชื่อเพราะคำเล่าลือ อย่าเชื่อเพราะอ้างคัมภีร์และตำรา อย่าเชื่อเพราะการใช้ตรรก อย่าเชื่อเพราะการอนุมาน อย่าเชื่อเพราะการคิดตามแนวเหตุผล อย่าเชื่อเพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีเดิม อย่าเชื่อเพราะเห็นรูปลักษณะว่าน่าจะเป็นไปได้ และอย่าเชื่อเพราะเห็นว่าผู้สอนเป็นครูของเรา

ต่อเมื่อใดรู้และเข้าใจด้วยตนเองจึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น ปัจจุบันมีสำนักสอนปฏิบัติเป็นจำนวนมาก ยากที่ผู้เริ่มปฏิบัติจะจำแนกแยกแยะได้ว่า คำสอนใดเป็นคำสอนที่แท้จริงทางพระพุทธศาสนา และคำสอนใดเป็นความคิดเห็นโดยอัตโนมัติของผู้เป็นอาจารย์

หนทางที่ดีที่สุดก็คือ ผู้ปฏิบัติควรทำใจให้เป็นกลางต่อคำสอนทั้งปวง เปิดใจให้กว้าง พยายามศึกษาเปรียบเทียบว่า คำสอนนั้นตรงตามหลักตัดสินธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้หรือไม่ เช่นธรรมนั้นเป็นไปเพื่อความหน่ายและความคลายกำหนัดหรือไม่ เป็นไปเพื่อพ้นจากความอยากหรือไม่ และเป็นไปเพื่อความสงบวิเวกหรือไม่ เป็นต้น นอกจากนี้อาจศึกษาเปรียบเทียบกับหลักปริยัติธรรม แล้วทดสอบด้วยการปฏิบัติจนเข้าใจความจริง นั่นแหละจึงควรเชื่อถือว่าธรรมนั้นเป็นของจริง 

มีหลักธรรมเรื่องหนึ่งคือเรื่องโสฬส­าณหรือวิปัสสนา­าณ 16 ขั้น ที่มีการนำมาสั่งสอนอย่างผิดพลาดในปัจจุบัน ความจริงเรื่อง­าณ 16 นี้ ไม่ใช่คำสอนโดยตรงของพระพุทธเจ้า ไม่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ชั้นพระไตรปิฎก แต่เป็นเรื่องที่พระอรรถกถาจารย์รุ่นหลังแต่งขึ้น ปรากฏในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ และวิสุทธิมัคค์ 

อย่างไรก็ตาม การลำดับ­าณมีความถูกต้อง สอดคล้อง ลงกันได้กับการปฏิบัติธรรม จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายที่เราจะศึกษากัน แต่จะไม่ศึกษาก็ได้ เพราะหากปฏิบัติธรรมถูกต้อง จิตจะดำเนินไปตามลำดับ­าณโดยอัตโนมัติ การที่จิตดำเนินไปตามลำดับ­าณนั้น อย่าไปสำคั­ผิดว่าจิตจะดำเนินเป็นขั้นๆเหมือนการเรียนหนังสือที่เลื่อนไปปีละชั้น ในความเป็นจริงของการปฏิบัตินั้น เมื่อเราเจริ­สติสัมปชั­­ะอย่างถูกต้อง คือมีสติ ระลึกรู้ปัจจุบันอารมณ์ที่กำลังปรากฏด้วยความรู้ตัว ไม่หลงส่งจิตไปตามอารมณ์นั้น เมื่อจิตสะสมความรู้เพียงพอแล้ว จิตจะรวมลงเป็นสมาธิ อาจจะรวมเพียงขณะจิตเดียว หรือรวมเป็นอัปปนาสมาธิก็ได้ พอจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว วิปัสสนา­าณจะเกิดขึ้น อาจเกิดรวดเดียวตลอดสายบรรลุมรรคผลเลยก็ได้ หรือเกิดแล้วไปหยุดอยู่ในลำดับ­าณใดก็ได้ มากน้อยแล้วแต่กำลังปัญญาอันเกิดจากการเจริญสติสัมปชัญญะ 

แต่ถ้าในระหว่างเจริ­สติสัมปชั­­ะอยู่นั้น จิตเกิดความอ่อนแอเฉื่อยชาลง มีโมหะเข้าแทรก แทนที่จิตจะรวมลงเป็นสมาธิ จิตจะกลับพลิกไปสู่ฌานโดยไม่รู้ตัว เป็นการตกภวังค์วูบวาบบ้าง โงกง่วงบ้าง ลืมตัวไปบ้าง แล้วเกิดความรู้ความเห็นต่างๆ ไปตามอำนาจของกิเลส เมื่อกลับรู้ตัวในภายหลัง ก็สำคั­ผิดว่าความรู้ความเห็นนั้นเป็นวิปัสสนา­าณ ทั้งที่เป็นความรู้ของกิเลสทั้งสิ้น 

ผู้ที่ติดอยู่ตรงนี้จะเชื่อตัวเองอย่างงมงาย อันเป็นอาการของวิปัสสนูปกิเลสสนั่นเอง ขอยกตัวอย่างคำสอนเรื่องโสฬส­าณ ซึ่งมีผู้นำหลักปฏิบัติเข้ามาจากพม่า และอาศัยการตีความพระอภิธรรมด้วยการตรึกตรองเทียบเคียงอาการของจิตที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติ แล้วบั­­ัติเทียบเคียงเข้ากับลำดับ­าณตามตำรา นำออกสั่งสอนแพร่หลาย เป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติที่มุ่งตรงต่อมรรคผลนิพพาน การชี้ประเด็นความผิดพลาดนี้ ไม่ได้มุ่งติเตียนตัวบุคคล แต่เป็นการวิจารณ์เพื่อความสะกิดใจของผู้สนใจปฏิบัติ โดยจะเทียบเคียงคำสอนที่ผิดพลาดนั้นกับหลักปริยัติธรรมและลำดับ­าณที่พบเห็นมาจากการปฏิบัติจริง ผู้อ่านไม่ควรเชื่อว่าการเทียบเคียงนี้ถูกหรือผิด จนกว่าจะได้ปฏิบัติรู้เห็นด้วยตนเอง จึงจะรู้ว่าคำสอนเรื่องโสฬส­าณที่แพร่หลายนั้นผิด หรือคำวิจารณ์นี้ผิด หากปักใจเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งเสียก่อนแล้ว ย่อมไม่ใช่ชาวพุทธที่ดีจริง 

การเปรียบเทียบลำดับญาณ 

นามรูปปริจเฉทญาณ

คำสอนที่เผยแพร่ เห็นว่าพองกับยุบเป็นคนละอัน บางคนมีนิมิตเห็นตัวเองอยู่ข้างหน้า หรือข้างหลัง เป็นการเห็นด้วยอำนาจของ­าณเครื่องรู้อันวิเศษที่เราซักล้างด้วย อินทรีย์สังวรศีล ด้วยน้ำใจอันบริสุทธิ์สะอาดของเรา ตัวที่เห็นอยู่ข้างหน้าข้างหลังนั้นคือรูปใจที่รู้ว่านั่นคือเราคือนาม 

ปริยัติธรรม (ขอใช้พจนานุกรมพุทธศาสตร์ของพระเทพเวที ประยุทธ์ ปยุตโต เป็นหลัก เนื่องจากท่านผู้นี้เป็นบัณฑิตเอกทางปริยัติธรรมในยุคปัจจุบัน ซึ่งวงการศึกษายกย่องว่าเป็นเอกในยุครัตนโกสินทร์) ระบุว่านามรูปปริจเฉท­าณคือ­าณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป คือรู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม และอะไรเป็นนามธรรม 

ความรู้จากการปฏิบัติ ผู้แรกปฏิบัติจะต้องมีเครื่องระลึกของสติ ซึ่งจะเป็นรูปหรือนามก็ได้ เช่นกำหนดยุบพอง(รูป) กำหนดลมหายใจ(รูป) กำหนดอิริยาบถยืน-เดิน-นั่ง-นอน (รูป) กำหนดบริกรรมพุทโธ-สัมมาอรหัง(นาม) หรือกำหนดควบรูปนามก็ได้ เช่นกำหนดยุบพองพร้อมทั้งบริกรรมหนอ เป็นต้น ผู้ปฏิบัติจะต้องจำแนกให้ได้ว่า รูปก็ดี นามก็ดีที่กำลังกำหนดรู้ในปัจจุบันนั้น เป็นเพียงอารมณ์ที่ถูกจิตรู้ ตัวจิตผู้รู้อยู่ต่างหาก หากยังแยกจิตกับอารมณ์ หรือผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ไม่ได้ ยังไม่จัดเป็นวิปัสสนา­าณ แต่เป็นเพียงการทำสมถะเท่านั้น ผลอันเกิดจากการทำสมถะคือนิมิต เช่นเห็นตัวเองนั่งอยู่ข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง มันเป็นนิมิตทั้งสิ้น ซึ่งสามารถรู้เห็นได้เพราะกำลังสมถะ ไม่ใช่เพราะอำนาจของ­าณเครื่องรู้อันวิเศษที่เราซักล้างด้วยอินทรีย์สังวรศีล หรือด้วยน้ำใจอันบริสุทธิ์สะอาดของเราแต่อย่างใด เพียงจิตสงบเล็กน้อยก็เห็นได้แล้ว แต่บางคนแม้จะสงบเท่าใดก็ไม่เห็น ซึ่งไม่ใช่สาระสำคั­แต่อย่างใด 

ปัจจยปริคคหญาณ

คำสอนที่เผยแพร่ รู้ปัจจัยของรูปนาม พอมันสุดพองมันก็ต้องยุบ พอมันสุดยุบมันก็ต้องพอง รู้เหตุปัจจัยของรูปนามว่า หน้าที่ของเขาทำงานตามหน้าที่ ตาก็เห็นหนอ หูก็ได้ยินหนอ ใจที่รู้รูปรู้เสียงเป็นนาม รู้ปัจจัยว่าเกิดดับ รู้ว่าสังขารปรุงแต่งจิต ต่อมาจิตสงบมากขึ้น เริ่มเป็นอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ พองยุบจึงหายไปก็ให้กำหนดหายหนอ

ปริยัติธรรม ­าณกำหนดรู้ปัจจัยของรูปนาม คือรู้ว่ารูปนามทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัยและเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนวปฏิจจสมุปบาทก็ดี ตามแนวกฎแห่งกรรมก็ดี ตามแนววัฏฏะ 3 ก็ดี

ความรู้จากการปฏิบัติ การรู้ว่าสุดยุบแล้วพอง สุดพองแล้วยุบ ไม่ใช่การรู้ของปัจจยปริคคห­าณ แต่เป็นการรู้ว่ายุบก็ไม่เที่ยง พองก็ไม่เที่ยง ส่วนที่ว่าต่อมาจิตเป็นสมาธิพองยุบก็หายไปให้มากำหนดว่าหายหนอนั้น จิตจะเป็นสมาธิจริงหรือไม่ ยังไม่แน่ เพราะพองยุบอาจหายไปเพราะขาดสติก็ได้ ไม่ใช่หายเพราะสมาธิ นอกจากนี้เรื่องของสมาธิกับเรื่องของวิปัสสนา­าณก็เป็นคนละส่วนไม่ควรนำมาอธิบายปะปนกัน ปัจจยปริคคห­าณจริงๆ นั้น คือความหยั่งรู้ของจิตที่เห็นว่า เหตุปัจจัยของรูปนามคือวิญญาณ (ความรับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) สมดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างแจ้งชัดว่า"วิญญาณ ปัจจยา นามรูปัง" คือวิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป กล่าวคือเมื่อเราเจริญสติสัมปชัญญะ โดยมีสติระลึกรู้ปัจจุบันอารมณ์ที่เป็นรูปหรือนามก็ตาม เราจะค่อยๆ เรียนรู้ว่า แท้จริงแล้วรูปนามปรากฏขึ้นได้เป็นคราวๆ ก็เพราะจิตส่งออกไปรู้มันเข้า โดยวิ­­าณหยั่งเข้าที่รูป รูปก็ปรากฏ วิญญาณหยั่งเข้าที่นาม นามก็ปรากฏ หากวิญญาณไม่หยั่งลง สิ่งนั้นก็ไม่ปรากฏมาสู่ภูมิความรับรู้ของจิต เช่นในขณะที่อ่านหนังสืออยู่นั้น เราเห็นตัวหนังสือ สลับกับการรู้ความหมายของมัน เพราะเรามีวิญญาณทางตาและวิญญาณทางใจ แต่ในขณะนั้นเราไม่ได้ยินเสียงเพลงจากวิทยุ เพราะเราไม่มีวิญญาณทางหู เสียงจึงไม่ปรากฏทั้งๆ ที่มีเสียงอยู่ เราจะรู้ความจริงว่า รูปนามเป็นของแยกต่างหากจากจิตชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะเห็นชัดว่า รูปนามปรากฏได้เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย 

สัมมสนญาณ 

คำสอนที่เผยแพร่ สำนึกรู้บาปบุ­คุณโทษ จิตใจเยือกเย็น เสียงนิ่ม เสียงอ่อนโยนกว่าเดิม และนึกถึงบุ­คุณของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย แล้วต่อด้วยปิติทั้ง 5 เช่นขนลุก ตัวโยก ตัวเบา ฯลฯ 

ปริยัติธรรม ­าณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน 

ความรู้จากการปฏิบัติ การรู้สำนึกบาปบุ­คุณโทษเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่เรื่องของวิปัสสนา­าณซึ่งเป็นเรื่องที่มุ่งเรียนรู้ธรรมชาติทั้งปวงตามความเป็นจริง ว่ามันเป็นไตรลักษณ์ ตามธรรมดาคนที่จิตสงบลง บรรดาจิตใต้สำนึกหรือวิบากกรรมที่เก็บไว้ในภวังคจิตมักจะโผล่ขึ้นมา เช่นเคยจับลิงกดน้ำก็จะระลึกได้ถึงบาปที่ทำ เคยเลวร้ายต่อพ่อแม่ก็จะระลึกได้ ที่ว่าจิตใจเยือกเย็น เสียงนิ่ม เสียงอ่อนโยนนั้น เป็นอาการของจิตที่ติดอารมณ์สงบทั้งสิ้น บรรดาท่านไม่ได้ติดในอารมณ์สมถะ ท่านเคยพูดอย่างไรท่านก็พูดอย่างนั้น เพียงแต่จิตของท่านประกอบด้วยเมตตา ไม่มีอาการเสียงอ่อนเสียงนิ่มเป็นคราวๆ แต่อย่างใด และยิ่งสอนว่าเกิดปิตินั้น ยิ่งเป็นการฟ้องให้เห็นว่าสิ่งที่เข้าใจว่าทำ­าณนั้น จริงๆ คือการทำสมถะเท่านั้นเอง สัมมสน­าณ เป็นสภาวะต่อเนื่องจากปัจจยปริคคห­าณ คือเมื่อเราเห็นว่านามรูปมีวิ­­าณ (ความรับรู้) เป็นปัจจัยให้มันปรากฏ เมื่อเจริ­สติสัมปชั­­ะมากขึ้น จิตจะเห็นความจริงชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยสัมมสน­าณว่า ทั้งรูปและนามล้วนแต่ปรากฏเป็นคราวๆ ถ้าจิตไม่ไปรู้มันเข้า มันก็ไม่ปรากฏ และสิ่งที่ปรากฏนั้นมันตกอยู่ใต้กฎของไตรลักษณ์ คือมันไม่เที่ยง (อนิจจัง) และเป็นของที่ทนอยู่ได้ชั่วขณะแล้วก็ดับหรือเปลี่ยนสภาพไป (ทุกขัง) ทั้งนี้เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน และสิ่งที่ปรากฏให้จิตรู้นั้น เป็นของภายนอกที่ถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเราหรือของเรา(อนัตตา) ความรู้เหล่านี้เป็นเรื่องของปั­­าล้วนๆ ไม่มีอาการของสมถะเข้ามาปะปนเลย 

อุทยัพพยญาณ 

คำสอนที่เผยแพร่ เห็นการเกิดดับของรูปนาม เช่นกำหนดยุบหนอพองหนออยู่ จิตสงบเงียบ งีบผงะไปข้างหลัง ใช่แล้วได้­าณที่ 4 หรือเดินจงกรมอยู่มีอาการเหมือนตกวูบ อันนี้ชื่อว่าเห็นการเกิดดับของรูปนามแล้ว 

ปริยัติธรรม ­าณอันตามเห็นความเกิดและความดับ คือพิจารณาความเกิดขึ้นและดับไปแห่งขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไป ล้วนเกิดขึ้นแล้วดับไปทั้งหมด ในตำราอื่นๆ กล่าวถึงอุทยัพพย­าณว่ามี 2 ระดับคือ (1) ตรุณอุทยัพพย­าณ เป็น­าณอย่างอ่อน และหากดำเนินผิดพลาดจะเกิดวิปัสสนูปกิเลส และ (2) พลวอุทยัพพย­าณ เป็น­าณเห็นความเกิดดับที่มีความเข้มแข็ง พ้นจากวิปัสสนูปกิเลส 

ความรู้จากการปฏิบัติ อาการผงะ หรือตกวูบ เป็นอาการของจิตที่ขาดสติอย่างหนึ่ง หรือเป็นอาการที่จิตรวมเพราะอำนาจสมถะแต่ขาดความชำนา­อีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่มีปั­­า แต่มันเกิดจากการที่สติอ่อนเกินไป ในทางปฏิบัติจะสอดคล้องกับปริยัติธรรม คือ­าณนี้จำแนกเป็น 2 ช่วงตอน ได้แก่ 

ตรุณอุทยัพพยญาณ ­าณช่วงนี้เป็นอุทยัพพย­าณขั้นเริ่มต้น ได้แก่การมีสัมปชั­­ะคือความรู้ตัว และมีสติระลึกรู้อารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกายและธรรมารมณ์(ความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆ) เช่นรู้รูปนั่ง รูปเดิน รูปยุบ รูปพอง รู้ความคิด รู้บริกรรมพุทโธ รู้บริกรรมสัมมาอรหัง รู้บริกรรมหนอ และรู้ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ตามสั­­าอารมณ์ เช่นรู้ว่ากำลังคิดถึงบ้าน และคิดถึงลูก เป็นต้น ผู้ปฏิบัติจะเห็นว่าอารมณ์ที่ถูกรู้ทั้งปวงนั้นเกิดดับสืบต่อกันไปเรื่อยๆ ในขั้นนี้หากสัมปชั­­ะคือความรู้ตัวอ่อนลง จิตจะไหลตามสติไปเกาะอยู่กับอารมณ์ที่จิตรู้ เช่นกำลังเดินจงกรม จิตก็ไปอยู่ที่เท้า กำลังเคลื่อนไหวมือ จิตก็ไปอยู่ที่มือ กำลังบริกรรมพุทโธหรือบริกรรมหนอ จิตก็ไปอยู่กับพุทโธหรือหนอ สภาพนี้คือจิตพลิกจากการทำวิปัสสนาซึ่งต้องประกอบด้วยความรู้ตัวไม่หลงตามอารมณ์ ไปเป็นสมถะคือการที่จิตหลงตามสติไปเกาะอยู่กับอารมณ์อันเดียว ในขั้นนี้หากสิ่งใดปรากฏขึ้น เช่นเกิดแสงสว่าง เกิดปั­­าแตกฉาน เกิด­าณพิเศษต่างๆ เกิดการตั้งสติแข็งกล้าจนอึดอัด ฯลฯ ผู้ปฏิบัติจะเกิดสำคั­มั่นหมายว่า สิ่งที่เกิดนั้นเป็นของดีของวิเศษ เกิดมานะอัตตารุนแรงนั่นคือวิปัสสนูปกิเลส 

พลวอุทยัพพย­าณ เป็นอุทยัพพย­าณที่มีกำลังเข้มแข็ง คือแทนที่ผู้ปฏิบัติจะหลงดูแต่อารมณ์หยาบๆ เช่นรูปนั่ง รูปเดิน หรือคำบริกรรม หรือความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆ ผู้ปฏิบัติที่มีกำลังของสัมปชั­­ะและสติปั­­ามากขึ้น สามารถดูเข้าไปถึงปฏิกิริยาของจิตที่เกิดขึ้นเมื่อจิตไปรู้อารมณ์ต่างๆ เช่นในขณะที่เดินจงกรมเกิดความรู้สึกตัวเบา แทนที่สติจะรู้แค่ว่าเดินและตัวเบา สติกลับเห็นลึกซึ้งต่อไปว่า ในขณะนั้นจิตมีความเบิกบาน เพลิดเพลินยินดีมีราคะที่ตัวเบาสบาย และมีตัณหาอยากให้ตัวเบาอยู่อย่างนั้นนานๆ หรือบริกรรมหนออยู่ จิตเกิดอึดอัด สติก็รู้ว่าจิตไม่ชอบใจหรือมีโทสะต่อความอึดอัด และจิตมีตัณหาคืออยากให้หายจากความอึดอัด หรือในขณะนั้นความจำ (สั­­า) เกี่ยวกับลูกเกิดขึ้น แล้วจิตคิดกลุ้มใจไปต่างๆ นานาๆ สติปั­­าก็กล้าแข็งพอที่จะเห็นว่า จิตส่งออกไปเกาะเกี่ยวพัวพันเรื่องลูก จิตเป็นทุกข์ไม่สบาย เห็นโทสะที่เกิดขึ้น และเห็นความอยากจะให้ความทุกข์ดับไป หรือขณะนั้นนั่งดูจิตเห็นว่างๆ ประเดี๋ยวความคิดผุดขึ้นไม่ว่างเสียแล้ว เดี๋ยวคิดดี เดี๋ยวคิดร้าย เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ และเห็นปฏิกิริยาของจิตต่ออารมณ์ที่จิตไปรู้เข้า เป็นราคะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง เป็นบุ­บ้าง เป็นกลางๆบ้าง สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปไม่ขาดสาย นี่เป็นอุทยัพพย­าณที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น อีกชั้นหนึ่ง คือเปลี่ยนจากการเห็นสิ่งที่มากระทบ เป็นการเห็นปฏิกิริยาของจิตต่อสิ่งที่มากระทบนั้น และเป็นขั้นที่วิปัสสนูปกิเลสแผ้วพานไม่ได้ เพราะจิตฉลาดรู้เท่าทันกลมายาของกิเลส เนื่องจากอ่านจิตใจของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

ภังคญาณ 

คำสอนที่เผยแพร่ เห็นความเกิดดับถี่เข้า บางทีก็วืบบ่อย บางทีได้ยินยังไม่ทันจะหนอก็วืบที่หู บางทียก(มือ)ยังไม่ทันจะหนอก็แวบที่มือ คือการขาดความรู้สึกขณะหนึ่ง บางทีร่างกายหายไปเป็นท่อนๆ เดี๋ยวมือหาย เดี๋ยวแขนหาย เดี๋ยวก็หายหมดทั้งตัว 

ปริยัติธรรม ­าณอันตามเห็นความสลาย คือเมื่อเห็นความเกิดดับแล้ว คำนึงเด่นชัดในส่วนความดับอันเป็นจุดจบสิ้น ก็เห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนจะต้องสลายไปทั้งหมด 

ความรู้จากการปฏิบัติ อาการวืบก็ดี กายหายไปทั้งหมดหรือบางส่วนก็ดี เป็นอาการของสมถะ ยิ่งยอมรับว่าเป็นการขาดความรู้สึกชั่วขณะ ยิ่งเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับการเจริ­สติและสัมปชั­­ะซึ่งหมายถึงความรู้ตัวไม่เผลอ เมื่อเห็นอารมณ์เกิดดับบ่อยเข้า และเห็นปฏิกิริยาของจิตต่ออารมณ์บ่อยเข้า ผู้ปฏิบัติที่มีสติสัมปชั­­ะเข้มแข็งจะพบว่า เมื่อจิตเกิดปฏิกิริยาใดๆ ต่ออารมณ์เพียงแวบเดียว พอรู้ทัน ปฏิกิริยานั้นก็จะดับไปทันที เช่นกำลังรู้ตัวอยู่ ได้ยินเสียงลูกร้องไห้เสียงดัง จิตมีปฏิกิริยาต่อเสียงคือเกิดความโกรธผ่านแวบเข้ามา สติรู้ทันความโกรธที่กำลังปรากฏ จิตไม่เผลอไปตามความโกรธ ความโกรธจะดับวับไปต่อหน้าต่อตาทันที แม้อารมณ์อื่นเกิดแล้วพอรู้ก็ดับเช่นกัน จิต จะกลับเข้าสู่สภาวะดั้งเดิมคือเป็นกลางและรู้ตัว จะขาดความรู้ตัวไม่ได้เลย 

สภาวะที่เห็นปฏิกิริยาของจิตต่ออารมณ์ขาดหายไปต่อหน้าต่อตานั้นคือภังค­าณ ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า อารมณ์ภายนอกที่มากระทบนั้น มันเกิดดับไปตามเหตุปัจจัยภายนอก เช่นลูกร้องไห้ เราก็ได้ยินเสียงร้องไห้ จะห้ามไม่ให้ได้ยินไม่ได้ สิ่งที่เราแก้ไขได้ก็คือ เมื่อเราได้ยินเสียงนั้นแล้ว หากจิตไม่เป็นกลาง เช่นเกิดโกรธหรือเกิดห่วงใย สติจะรู้ทันอย่างว่องไว แล้วปฏิกิริยาของจิตเช่นความโกรธหรือความห่วงใยจะดับไป จิตกลับเข้าสู่ความเป็นกลางดังเดิม 

ภยญาณ 

คำสอนที่เผยแพร่ แปลว่ากลัวภัยในวัฏสงสาร โยคีจะเกิดความหวาดกลัว กลัวอะไรบอกไม่ถูก บางทีเหมือนคนมานั่งแอบข้าง จะลืมตาก็ไม่กล้าลืม อยากลืมก็อยากลืม หวาดๆ ว่าผีหลอก บางทีคนมาเดินตามหลังเหลียวไปก็ไม่มี บางทีกลัวผี มันปรุงแต่งจิตให้กลัวเองโดยอำนาจของ­าณ บางทีนิมิตเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย เห็นเด็ก บางทีเอ๊กซเรย์ตัวเองเห็นโครงกระดูก น่ากลัวเหลือเกิน บางทีนิมิตให้เกิดปัญญา เช่นนิมิตอสุภะตัวขึ้นอืด ตัวบวม นิ้วมือเน่า ลืมตาขึ้นดูไม่มีอะไร 

ปริยัติธรรม ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว คือเมื่อพิจารณาเห็นความแตกสลายอันมีทั่วไปแก่ทุกสิ่งนั้นแล้ว สังขารทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นไปในภพใดคติใด ก็ปรากฏเป็นของน่ากลัว เพราะล้วนแต่จะต้องสลายไปไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น 

ความรู้จากการปฏิบัติ ที่เกิดความกลัวต่างๆ นั้นเพราะจิตไปหลงตามอารมณ์ปรุงแต่งของจิตที่รักตัวกลัวตายด้วยความยึดมั่นถือมั่น แล้วไม่มีปั­­ารู้เท่าทันจิตตนเอง อย่าว่าแต่ผู้ปฏิบัติจะกลัวเป็นเลย แม้แต่มดหรือยุงมันก็กลัวเป็น ทั้งที่ไม่มี­าณทัศนะใดๆ ส่วนการเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ล้วนแต่เป็นนิมิต อันเป็นเครื่องแสดงว่าที่ปฏิบัติอยู่นั้นคือสมถะทั้งสิ้น ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ปฏิบัติจะพบว่า ไม่ว่าอารมณ์ชนิดใดเกิดขึ้น จะเป็นอารมณ์ภายนอกเช่นรูปและเสียง หรืออารมณ์ภายในเช่นความสุขและความทุกข์ ความดีและความชั่ว ความฟุ้งซ่านและความสงบ อันเป็นปฏิกิริยาของจิตต่อสิ่งที่มากระทบก็ตาม ก็ล้วนแต่จะต้องดับไปทั้งสิ้น แม้กระทั่งอารมณ์ที่ละเอียดประณีต เช่นฌานสมาบัติ แม้กระทั่งความว่างของจิต ก็ยังเป็นของไม่เที่ยง อันแสดงว่าภพชาติทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง พึ่งพาอาศัยถาวรไม่ได้ (ภพก็คือจิตที่เกาะเกี่ยวอารมณ์อันใดอันหนึ่ง ถ้าเกาะอารมณ์ละเอียดก็เป็นภพละเอียดเช่นเทวดาและพรหม ถ้าเกาะภพหยาบก็เป็นสัตว์ในอบายภูมิ มีความทุกข์ความเร่าร้อนมาก) ผู้ปฏิบัติไม่ได้เกิดความกลัวตายเพราะความรักตัวกลัวตาย แต่กลัวเกิดเพราะเห็นว่าไม่ว่าเกิดเป็นอะไรก็ต้องทนทุกข์เวียนว่ายไม่รู้จบสิ้น 

อาทีนวญาณ 

คำสอนที่เผยแพร่ เห็นทุกข์เห็นโทษของรูปนาม ­าณที่ 6, 7, 8 และ 9 เหมือนกัน เป็นอันเดียวกันโดยจะมีอาการหวาดๆกลัวๆ ­าณที่ 7 ไม่เคยเจ็บก็เจ็บ ไม่เคยปวดก็ปวด ทุกข์ทรมานมาก เพราะโรคภัยไข้เจ็บเริ่มถูกทำลายจึงออกอาการ เป็นการใช้หนี้ตามกฏแห่งกรรม 

ปริยัติธรรม ­าณอันคำนึงเห็นโทษ คือเมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงซึ่งล้วนต้องแตกสลายไป เป็นของน่ากลัวไม่ปลอดภัยทั้งสิ้นแล้ว ย่อมคำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษ เป็นสิ่งที่มีความบกพร่องจะต้องระคนอยู่ด้วยทุกข์ 

ความรู้จากการปฏิบัติ ­าณเหล่านี้ไม่ใช่­าณขี้กลัว และไม่ใช่­าณใช้หนี้กรรม เพราะกรรมนั้นแม้ไม่มี­าณก็ต้องใช้หนี้อยู่แล้วตามธรรมดา แต่เป็นปั­­าของจิตที่เห็นว่าภพทั้งปวงเป็นที่พึ่งอาศัยไม่ได้ ภพทั้งปวงล้วนแล้วแต่มีความทุกข์ระคนอยู่เสมอ ไม่ว่าภพหยาบหรือละเอียด สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือทุกข์ สิ่งที่ดับไปก็คือทุกข์ นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ มันเป็นปั­­าเห็นความจริงของภพทั้งปวง หรืออารมณ์ทั้งปวงนั่นเอง 

นิพพิทาญาณ 

คำสอนที่เผยแพร่ ­าณนี้จะเกิดอาการเบื่อเอามากๆ อยากกลับบ้านไม่อยากภาวนาต่อไป 

ปริยัติธรรม ­าณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่ายคือเมื่อพิจารณาเห็นสังขาร(ความปรุงแต่งต่างๆ) ว่าเป็นโทษแล้ว ย่อมเกิดความหน่ายไม่เพลิดเพลินติดใจ 

ความรู้จากการปฏิบัติ ความเบื่อหรืออยากกลับบ้านเป็นอารมณ์ธรรมดาไม่ใช่­าณใดๆ ทั้งสิ้นเพราะจิตติดอยู่ในกามสุข เมื่อจากบ้านมาปฏิบัติ และต้องปฏิบัติอย่างเหน็ดเหนื่อยก็อยากกลับบ้านเป็นธรรมดา แม้แต่นกกาหากินเหนื่อยอ่อนแล้ว ก็ยังอยากกลับรัง ทั้งที่มันไม่เคยมี­าณทัศนะใดๆ เลยนิพพิทา­าณไม่ใช่อารมณ์เบื่อแบบโลกๆ แต่มันเป็นสภาพที่จิตหมดความเพลิดเพลินมัวเมาในภพหรืออารมณ์ต่างๆ เพราะเห็นจริงแล้วว่าภพทั้งปวงเจือระคนด้วยทุกข์โทษ ในขณะที่คนทั่วไปเพลิดเพลินมัวเมาในภพ คือจิตมีเยื่อใยยึดเกาะรุนแรงในอารมณ์ทั้งปวงที่จรมา 

มุญจิตุกัมยตาญาณ 

คำสอนที่เผยแพร่ เป็น­าณอยากหนี อยากหลุด อยากพ้น จะมีความรู้สึกอึดอัดหรือแน่น บางทีก็มีแมลงหรือมดตัวโตๆมาไต่มาเกาะ ญาณที่ 2 - 3 จะเป็นแมลงตัวเล็ก พอถึงญาณที่ 9 ตัวโตแล้ว เช่นรู้สึกว่ามดง่ามหรือผึ้งเข้าไปในผ้าซิ่น กำลังนอนมืดๆ รู้สึกว่าแมลงสาปวิ่งเข้ามาไต่ 

ปริยัติธรรม ­าณอันคำนึงด้วยความใคร่จะพ้นไปเสียคือเมื่อหน่ายสังขารทั้งหลายแล้วย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปจากสังขารเหล่านั้น 

ความรู้จากการปฏิบัติ ความอึดอัดแน่นเกิดจากการที่ไปพยายามบังคับจิต ส่วนความรู้สึกว่าสัตว์มาไต่ตอมเป็นอาการของนิมิตเช่นกัน รวมความแล้วจนถึง­าณที่ 9 ก็ยังเป็นเรื่องของนิมิตอยู่นั่นเอง เพราะสิ่งที่ปฏิบัติบังคับจิตใจตนเองนั้น คือการทำสมถะเบื้องต้นทั้งนั้น ที่จริง­าณนี้เป็นปั­­าที่เมื่อหมดความเพลิดเพลินในอารมณ์ต่างๆแล้ว จิตจะมีปฏิกิริยาอยากจะข้ามพ้นภพชาติทั้งปวง คืออยากพ้นจากอารมณ์อย่างสิ้นเชิง จิตจะมีความเพียรพยายามค้นคว้าพิจารณา เพื่อพ้นเด็ดขาดจากอารมณ์ แต่ก็สามารถพ้นได้ชั่วคราว พออารมณ์หนึ่งแก้ไขได้ ก็มีอารมณ์ใหม่มาให้พิจารณาแก้ไขอีก เป็นช่วงที่จิตหมุนตัวติ้วๆ เพื่อหาทางออกจากภพ 

ปฏิสังขาญาณ 

คำสอนที่เผยแพร่ ­าณนี้มีความเข้มแข็ง ขยัน อดทน ตายเป็นตาย สู้ยิบตาเลยตั้งใจนั่งสมาธิ เดินจงกรม ความปิติต่างๆก็แก่กล้าขึ้น เดินเป็นชั่วโมงๆ ตัวก็เบา ­าณนี้จะรู้สึกเสียดายเวลาว่า น่าจะพบทางปฏิบัติตั้งนานแล้ว มีความเข้มแข็งสุขกายสุขใจ กายไม่เจ็บปวด จิตไม่เศร้าหมอง 

ปริยัติธรรม ­าณอันคำนึงพิจารณาหาทางคือเมื่อต้องการพ้นไปเสีย จึงกลับมายกเอาสังขารทั้งหลายทั้งปวงขึ้นมาพิจารณากำหนดด้วยไตรลักษณ์ เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออกไป 

ความรู้จากการปฏิบัติ การที่จิตเข้มแข็งเดินจงกรมได้นานตัวเบา ก็เพราะปิติ อันเป็นผลของสมถะอีกเช่นกัน ในความเป็นจริง เมื่อจิตค้นคว้าพิจารณาที่จะออกจากภพหรือพ้นจากอารมณ์ปรุงแต่งด้วยอุบายต่างๆ มากมาย แต่ไม่สามารถพ้นไปได้ จิตจะค่อยๆ สังเกตเห็นว่า เราไม่สามารถดับอารมณ์ทั้งปวงได้ ตราบใดที่มันมีเหตุ มันก็ต้องเกิด เมื่อหมดเหตุมันก็ดับ อารมณ์ทั้งปวงหมุนเวียนเกิดดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบั­ชาของเรา นั่นคือการเริ่มเห็นว่า อารมณ์ต่างๆ ไม่เที่ยง เป็นของทนอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเราของเรา ไม่อยู่ในบังคับบั­ชา ซึ่งก็คือเห็นไตรลักษณ์นั่นเอง 

สังขารุเบกขาญาณ 

คำสอนที่เผยแพร่ ญาณนี้มีอะไรมากระทบพอเห็นหนอก็ดับ กระทบแล้วดับทันทีเป็นกิริยาของพระอรหันต์ วางเฉยต่อรูปนาม คนหนึ่งตาเหล่และหูหนวก ก็หาย ปั­­าอ่อนก็หายสามารถแต่งกลอนสดุดีแม่อย่างไพเราะ 

ปริยัติธรรม ­าณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร คือเมื่อพิจารณาสังขารต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามความเป็นจริง ว่ามีความเป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา จึงวางใจเป็นกลางได้ ไม่ยินดียินร้ายในสังขารทั้งหลาย แต่นั้นมองเห็นนิพพานเป็นสันติบท ­าณจึงแล่นมุ่งไปยังนิพพาน เลิกละความเกาะเกี่ยวกับสังขารเสียได้ 

ความรู้จากการปฏิบัติ เรื่องหายหูหนวก ตาเหล่ หรือปั­­าอ่อนนั้น ก็พอเป็นได้ด้วยอำนาจของบุ­ที่อุตส่าห์ทำสมถภาวนา แต่ไม่ใช่เรื่องของสังขารุเบกขา­าณแต่อย่างใด เมื่อจิตพิจารณาเห็นว่าอารมณ์เป็นไตรลักษณ์ จิตจะรู้ความเกิดดับของอารมณ์ด้วยความเป็นกลางไม่ยินดียินร้าย สติ สมาธิ ปั­­า ก็จะเข้มแข็งขึ้นตามลำดับ แต่ในขั้นนี้คงเห็นว่าอารมณ์เป็นไตรลักษณ์เท่านั้น แต่ตัวจิตเองยังรู้สึกเป็นตัวตนของตน ไม่เห็นเป็นไตรลักษณ์ไปด้วย ­าณนี้เป็น­าณที่สำคั­มาก หากจิตของผู้ปฏิบัติมีสัมปชั­­ะคือรู้ตัว เป็นกลางและไม่เผลอเลื่อนไหลไปตามอารมณ์ มีสติระลึกรู้ปัจจุบันอารมณ์ที่กำลัง ปรากฏ ตามที่มันเป็นจริง จิตจะเห็นอารมณ์ทั้งปวงผ่านมาแล้วผ่านไป เหมือนนั่งอยู่บนฝั่งน้ำเห็นสิ่งของลอยตามน้ำมา เป็นของดีของสวยเช่นดอกไม้บ้าง ของสกปรกเช่นสุนัขเน่าบ้าง แต่จิตก็เป็นกลางระหว่างทั้ง 2 สิ่งนั้น ไม่ยินดีกับดอกไม้ ไม่ยินร้ายกับสุนัขเน่า จิตรู้ว่าดอกไม้ลอยมาแล้วก็ต้องลอยไป สุนัขเน่าลอยมาแล้วก็ต้องลอยไป ไม่มีความอยากเจือปนว่า อยากให้ดอกไม้ลอยมาอีก หรือไม่อยากให้ดอกไม้ลอยตามน้ำไป แม้ความไม่อยากให้สุนัขลอยมาอีก หรือลอยมาแล้วอยากให้รีบลอยพ้นๆ ไป ก็ไม่มีเช่นกัน นี่คือสภาวะของการเจริ­มหาสติปัฏฐานที่แท้จริง มันเกิดขึ้นโดยไม่ต้องข่มบังคับจิตให้เป็นกลาง ­าณนี้เป็นทางแยก ผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิจะก้าวล่วงเข้าสู่ความเป็นพระโพธิสัตว์ส่วนผู้ที่ปรารถนาสาวกภูมิ จิตจะดำเนินพัฒนาต่อไป 

อนุโลมญาณ 

คำสอนที่เผยแพร่ อนุโลม­าณมีมาแล้วตั้งแต่­าณที่ 3 อย่างแก่ เป็นญาณพี่เลี้ยงมาเรื่อย คอยปลอบใจสอนใจให้อดทนต่อสู้กับความยากลำบากในการปฏิบัติ จะตั้งอกตั้งใจเรียกรวมพลคือโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ เรียกว่ามรรคสมังคีอยู่ตรงนี้ 

ปริยัติธรรม ­าณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ คือการวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และ­าณแล่นตรงไปสู่นิพพานแล้ว ­าณอันคล้อยต่อการรู้อริยสัจจ์ ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปเป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนา­าณ 

ความรู้จากการปฏิบัติ การปลุกปลอบใจหรือสอนใจตนเองเป็นความคิดหรือสังขารฝ่ายดีเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับอนุโลม­าณ และมรรคสมังคีก็ไม่ได้เกิดที่ตรงนี้ อนุโลม­าณนั้นเป็นสภาวะสืบต่อจากสังขารุเบกขา­าณ คือเมื่อจิตเป็นกลางรู้สังขารหรืออารมณ์ที่เกิดดับต่อเนื่องเฉพาะหน้าตามความเป็นจริงแล้ว จิตจะมาถึงอนุโลม­าณ คือหมดความดิ้นรนที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานเพื่อให้พ้นจากอารมณ์ทั้งปวง สิ่งใดจะเกิดมันก็เกิด สิ่งใดจะดับมันก็ดับ ความอยากพ้นจากความเกิดดับไม่มีเลย มีแต่การอนุโลมยอมรับสภาพว่า สิ่งทั้งหลายเมื่อมีเหตุมันก็เกิด เมื่อหมดเหตุมันก็ดับ 

โคตรภูญาณ 

คำสอนที่เผยแพร่ หากบารมีแก่กล้าก็วืบเดียวอนุโลม­าณ แล้วโคตรภู­าณมัคค­าณ ผล­าณ ปัจจเวกขณ­าณ เกิดสืบต่อกัน 

ปริยัติธรรม ­าณครอบโคตรคือความหยั่งรู้ที่เป็นหัวต่อแห่งการข้ามพ้นจากภาวะปุถุชนเข้าสู้ภาวะอริยบุคคคล 

ความรู้จากการปฏิบัติ ถึงขั้นนี้ทั้งคำสอนที่เผยแพร่กัน และคำสอนทางปริยัติธรรมเข้าไม่ถึงเสียแล้ว จึงไม่สามารถจำแนกอธิบายลักษณาการของโคตรภู­าณได้ แล้วเอาคำว่าวืบมาใช้ ความจริงไม่มีคำว่าวืบ หรือวูบ เพราะขณะนั้นสติสัมปชั­­ะจะแจ่มใสตลอด โคตรภู­าณเป็น­าณหยั่งรู้ว่า ขณะนั้นกระแสจิตที่ส่งออกนอกไประลึกรู้อารมณ์จะปล่อยวางอารมณ์แล้วถอยย้อนคืนเข้าหาตัวจิตผู้รู้ มันไม่ได้เกาะเกี่ยวกับอารมณ์จึงไม่อาจจัดเป็นโลกีย­าณ และไม่ได้เข้าถึงธาตุรู้อันบริสุทธิ์แท้จริง จึงไม่ใช่โลกุตร­าณแต่เป็นรอยต่อตรงกลางนั่นเอง ในช่วงที่จิตถอยออกจากอารมณ์นั้น เป็นการรวมของจิตคล้ายกับอัปปนาสมาธินั่นเอง แต่อาจเป็นการผ่านฌานที่ 1 แล้วเข้าถึงจิตผู้รู้เลย หรือผ่านฌานที่ 2 - 8 แล้วจึงเข้าถึงจิตผู้รู้ก็ได้ แล้วแต่กำลังฌานของแต่ละบุคคล (จุดที่ต่างจากอัปปนาสมาธิคือ มันไม่ได้ถอยมาหยุดเฉยอยู่กับจิตผู้รู้อย่างกับอารมณ์ฌาน หากแต่เป็นการถอยเข้ามารวมกำลังของกุศลธรรมฝ่ายการตรัสรู้เข้าไว้ด้วยกันที่จิตผู้รู้ เพื่อแหวกมโนวิ­­าณที่ปกคลุมธาตุรู้อันบริสุทธิ์ให้แตกกระจายออกไปในขั้นของมัคค­าณ) 

มัคคญาณ 

คำสอนที่เผยแพร่ อธิบายไม่ได้แล้ว 

ปริยัติธรรม ­าณหยั่งรู้ในอริยมัคค์ คือความหยั่งรู้ที่ให้สำเร็จภาวะอริยบุคคลแต่ละขั้น

ความรู้จากการปฏิบัติ เมื่อสติซึ่งเคยระลึกรู้อารมณ์ย้อนตามโคตรภู­าณเข้ามาระลึกรู้จิตผู้รู้ ซึ่งตัวจิตผู้รู้เองก็มีสัมปชั­­ะอยู่ก่อนแล้ว ทั้งสติ ทั้งสัมปชั­­ะ ทั้งกุศลธรรมฝ่ายการตรัสรู้ทั้งปวงที่รวมเรียกว่าโพธิปักขิยธรรม ประชุมรวมลงที่จิตผู้รู้ดวงเดียว ในขณะนั้นมโนวิ­­าณที่ห่อหุ้มธาตุรู้ถูกกำลังของมรรคหรือมัคคสมังคีแหวกออก ธาตุรู้ซึ่งถูกห่อหุ้มมานับกัปป์กัลป์ไม่ถ้วนก็ปรากฏตัวขึ้นมา สภาพที่มัคคสมังคีแหวกมโนวิ­­าณอันนั้นเกิดในขณะจิตเดียว บางคนตามรู้ได้ บางคนตามรู้ไม่ทันเพราะปั­­าอบรมมาได้ไม่เท่ากัน 

ผลญาณ 

คำสอนที่เผยแพร่ อธิบายไม่ได้แล้ว 

ปริยัติธรรม ­าณในอริยผล คือความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยบุคคลขั้นนั้นๆ

ความรู้จากการปฏิบัติ เมื่อมโนวิ­­าณถูกแหวกออกแล้ว ธาตุรู้อันบริสุทธิ์หรือจิตอันบริสุทธิ์แท้จริงก็ปรากฏขึ้น มันไม่มีรูปร่างตัวตนใดๆทั้งสิ้น ปรากฏเป็นแสงสว่าง ว่างบริสุทธิ์ เป็นตัวของตัวเอง มีอาการเบิกบานร่าเริงโดยปราศจากอารมณ์ปรุงแต่ง 

ปัจจเวกขณญาณ

คำสอนที่เผยแพร่ บางคนอ่อนก็พูดไม่เป็น บางคน­าณแก่ก็พูดได้ประกาศร้อง ตะโกนว่าเรารู้แล้ว มรรคนี้ถูกต้องแล้ว พิจารณากิเลสที่ละได้ และกิเลสที่ยังเหลืออยู่ 

ปริยัติธรรม ­าณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือสำรวจรู้มรรคผลและกิเลสที่ ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน 

ความรู้จากการปฏิบัติ ในขณะที่บังเกิดมรรคผลนั้น ปราศจากความคิดมีแต่ความ รู้ เมื่อมัคค­าณยังไม่ถึงขั้นอรหัตมัคค์ ย่อมมีกำลังไม่มากพอที่จะส่งผลให้จิตจริงแท้หลุดพ้นได้ถาวร แต่จะปรากฏเพียงเล็กน้อยก็จะถูกมโนวิ­­าณกลับเข้ามาห่อหุ้มปกคลุมอีก เมื่อสั­­าเกิดขึ้นแล้ว ผู้ปฏิบัติจะคิดนึกได้และรู้ชัดว่า อ้อพระพุทธเจ้ามีจริง ทรงสอนธรรมเป็นของจริง ปฏิบัติแล้วหลุดพ้นได้จริง ผู้ปฏิบัติสามารถหลุดพ้นเป็นอริยสาวกตามพระองค์ได้จริง จะรู้ชัดว่าความเป็นตัวตนไม่มีอยู่จริง โดยเฉพาะจะเห็นชัดว่าจิตไม่ใช่ตัวเรา ความเป็นตัวเราหรือสักกายทิฏฐิเกิดจากสังขารหรือความคิดเข้ามาปรุงแต่งหลอกลวงจิตเท่านั้น จะหมดความลังเลสงสัยในพระศาสนาสิ้นเชิง ไม่มีทางปฏิบัตินอกลู่นอกทางใดๆ ได้อีก กล่าวโดยย่อ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส เป็นอันหมดไปเด็ดขาด กิเลสในจิตใจเหลือมากน้อยเพียงใดก็รู้ชัดในใจตนเอง

ความเข้าใจผิดที่ต่อเนื่องจากเรื่องโสฬส­าณ 

ในสำนักที่เผยแพร่คำสอนเกี่ยวกับ­าณ 16 ที่ว่าผิดเพี้ยนนั้น มีความสำคั­ผิดอย่างร้ายแรงว่านิพพานเป็นสภาพที่หมดความรู้สึก ผู้ปฏิบัติจะนั่งตัวแข็งไปชั่วขณะแม้หลังบรรลุมรรคผลแล้ว ต่อมาเมื่อเข้าผลสมาบัติ ซึ่งเป็นการระลึกรู้อารมณ์นิพพานก็จะมีอาการดังนี้ "เมื่อเข้าสมาบัติ ตัวแข็งแจ้งชัด ประสาทหยุดงานหมดความรู้สึก คิดนึกทุกสถาน อารมณ์นิพพาน บรมสุขสันต์"  แท้จริงสภาวะที่ปราศจากความรู้สึกนึกคิดนั้น เป็นสภาวะของอสั­­ีพรหม หรือพรหมลูกฟัก คือมีแต่รูปกายนั่งตัวแข็งเป็นก้อนหินอยู่ ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวข้องกับการสำเร็จมรรคผลนิพพานแต่ประการใดเลย

บทสรุปเกี่ยวกับโสฬสญาณ 

โสฬส­าณเป็นพัฒนาการทางปั­­าของจิตที่เจริ­สติและสัมปชั­­ะอย่างถูกต้อง มีความต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ โดยเริ่มตั้งแต่การรู้จักจำแนกรูปและนามอันเป็นสิ่งที่ถูกรู้หรือเป็นอารมณ์เครื่องระลึกของสติ ออกจากจิตผู้รู้ (­าณ 1) รู้ว่ารูป หรือนามปรากฏเป็นคราวๆ เมื่อจิตไปรู้มันเข้า (­าณ 2) รู้ว่ารูปนามทั้งปวงนั้นปรากฏเป็นคราวๆ เมื่อถูกรู้และรูปนามทั้งปวงนั้น ล้วนหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ตกอยู่ใต้กฎของไตรลักษณ์ (­าณ 3) รู้ว่ารูปนาม และปฏิกิริยาของจิตต่อรูปนามที่จิตไปรู้เข้า ล้วนแต่เกิดดับต่อเนื่องกันไป (­าณ 4) ต่อมาพอจิตมีปฏิกิริยาใดๆ ต่อสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ถ้าสติสัมปชั­­ะบริบูรณ์ ปฏิกิริยานั้นจะดับไปทันที (­าณ 5) ผู้ปฏิบัติจะเห็นว่า ภพชาติทั้งปวง อันหมายถึงการที่จิตเข้าไปอิงอาศัยอารมณ์ต่างๆ นั้น เป็นของไม่ปลอดภัย เนื่องจากอารมณ์ทั้งปวงล้วนแต่เกิดดับ (­าณ 6) ในระหว่างที่อิงอาศัยอารมณ์นั้น จิตไม่ได้มีความสุขจริง เพราะภพชาติทั้งปวงล้วนแต่มีทุกข์มีโทษในตัวของมันเอง (­าณ 7) จิตคลายความเพลิดเพลินพึงพอใจในภพชาติต่างๆ (­าณ 8) จิตพยายามดิ้นรนแสวงหาทางออกจากภพหรือการตกอยู่ใต้อำนาจของอารมณ์ต่างๆ (­าณ 9) จิตพบว่าหนีจากอารมณ์หรือภพไม่ได้ เพราะมันไม่อยู่ในอำนาจบังคับของเรา จึงจำเป็นต้องอยู่กับมัน (­าณ 10) จิตเป็นกลางต่ออารมณ์ เพราะเห็นแล้วว่ามันเป็นของเกิดดับ และหนีมันไม่ได้ ยิ่งพยายามไปปฏิเสธมัน ยิ่งเป็นทุกข์มากขึ้น จิตจึงไม่ปฏิเสธอารมณ์ เป็นกลางต่ออารมณ์ (­าณ 11) จิตปล่อยวางอะไรจะเกิดมันก็เกิด ไม่ได้ปรารถนาแม้กระทั่งมรรคผลนิพพาน (­าณ 12) เมื่อจิตหมดความอยาก(ไม่มีตัณหา - พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ละตัณหาอันเป็นตัวสมุทัย แล้วนิโรธจะปรากฏเอง) จิตก็ปล่อยวางอารมณ์ทั้งปวง ถอยเข้าหาจิตผู้รู้อย่างอัตโนมัติ (­าณ 13) สติ สัมปชั­­ะ สมาธิ ปั­­า และธรรมฝ่ายการตรัสรู้ทั้งปวงรวมลงที่จิตดวงเดียวเป็นมรรคสมังคี กำลังของมรรคแหวกมโนวิ­­าณซึ่งห่อหุ้มปิดบังธาตุรู้ออก (­าณ 14) ธาตุรู้ปรากฏตัวขึ้น เป็นความว่าง สว่าง บริสุทธิ์ หมดความปรุงแต่ง หมดการแสวงหา หมดกิริยาของจิต แต่ไม่ใช่หมดความรู้สึกอันเป็นการขาดสติสิ้นเชิง (­าณ 15) ต่อมาสั­­าเกิดขึ้น จิตจะรู้ว่า เมื่อครู่นั้นเกิดอะไรขึ้น รู้จักพระรัตนตรัยที่แท้จริง รู้แล้วว่าทางปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นอย่างไร รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นแล้วต้องดับไปทั้งสิ้น เป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อยังอยู่กับโลกก็ต้องอยู่อย่างสร้างเหตุดี เพื่อเอาผลของกรรมดีเป็นที่อาศัยอันสบาย (­าณ 16)ตลอดสายของโสฬส­าณ ไม่มีเรื่องของนิมิตแปลกปลอมใดๆ เลย 

แต่ผู้ใดเจริ­สติและสัมปชั­­ะไม่ถูกต้อง หลงทำสมถะอยู่แล้วคิดว่าเป็นวิปัสสนา จะหลงไปเอานิมิตมาอธิบายเป็นวิปัสสนา­าณ และเห็น­าณต่างๆ ขาดจากกันเป็นท่อนๆ ไม่เห็นความสืบต่อเป็นสายโซ่ของ­าณทั้ง 16 ขั้นตอน 

ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ใช่มุ่งโจมตีผู้อื่น แต่เพราะสงสารหมู่เพื่อนผู้ปฏิบัติจะเกิดสำคั­ผิดหลงทาง จึงเขียนเพื่อจะสะกิดใจให้คิดสักนิดว่า จะฝึกหัดปฏิบัติธรรมอย่าหลงเชื่ออาจารย์อย่างเดียว ให้รู้จักศึกษาไตรตรองให้รอบด้านและรอบคอบ สิ่งที่ผู้เขียนเขียนขึ้นนี้อาจจะไม่จริงหรืออาจจะจริงก็ได้ ไม่ได้ต้องการให้เชื่อ เพียงแต่อย่าหลงงมงายขาดเหตุผลเชื่ออาจารย์ไปข้างเดียว ถ้าผิดขึ้นมาจะเสียประโยชน์ของตนเอง ผู้เขียนไม่ได้เสียประโยชน์หรือได้ประโยชน์ใดๆ ด้วย
 

--------------------------------------------------------------------------------
 

18 กันยายน 2539 

สันตินันทอุบาสก 

วิปัสสนา­าณ
 
 

เมื่อปฏิบัติธรรมถูกต้อง เอากายและใจนี้เป็นที่ตั้งของสมาธิ เห็นตามจริงชัดเจนจากภายในว่ากายนี้เป็นอย่างไร มีอาการอย่างไร เคลื่อนไหวอย่างไร กับทั้งทราบชัดถึงการปรากฏของจิต ความคิด และความแปรปรวนไปต่างๆของการปรุงแต่งในหัว รู้ทั่วทั้งกายและใจโดยปราศจากความเห็นมีตัวตน ไม่เห็นมีอัตตาแฝงอยู่ ณ อณูใดๆ เมื่อนั้นนับเข้าเป็น­าณเห็นนามรูป หรือนามรูปปริจเฉท­าณ เป็นปากทาง เป็นฐานยืนของวิปัสสนา­าณขั้นสูง

­าณแปลว่าปรีชาหยั่งรู้ หรือปรีชากำหนดรู้ นับเป็นความรู้อันยิ่ง มีระดับที่อยู่เหนือความรับรู้สามั­อันเกิดจากตาเห็น หูได้ยิน และใจตรึกนึก เมื่อบังเกิดปรากฏแล้ว หมายความว่าจิตเข้าถึงสิ่งที่รู้จริงๆ

หากเทียบให้เข้าใจง่าย ก็คงต้องยกตัวอย่างเช่นสั­ชาต­าณ อันแปลว่าความรู้ที่เกิดขึ้นเอง ติดตัวสิ่งมีชีวิตแต่ละประเภทมาคนละแบบคนละอย่าง เช่นเมื่อคนเราเห็นอะไรจะวิ่งเข้าชน ก็เกิดความตื่นตัวหาทางหลบโดยไม่ต้องพักคิด เพราะรู้โดยไม่ต้องรอให้เกิดการกระทบว่าชนแล้วเจ็บแน่ ความรู้ชนิดนี้แม้ไม่เคยมีใครสอน ไม่เคยเห็นตัวอย่าง ก็เกิดขึ้นเองได้

ทว่า­าณเช่นนามรูปปริจเฉท­าณนั้น จู่ๆเกิดขึ้นเองไม่ได้ อย่างน้อยต้องมีสมาธิขั้นต้นเป็นฐานยืน มีสติครอบกายเห็นทั่วพร้อมได้ชั่วขณะหนึ่งโดยไม่ต้องฝืนเพ่งอะไรมาก โครงกระดูกสันหลัง สัณฐานกะโหลกศีรษะ ลำตัว และระยางแขนขา ตลอดจนมือเท้าถูกรับรู้ตามจริงโดยปราศจากมโนภาพหน้าตาหรือบุคลิกของใครครอบงำ

สัณฐานขององคาพยพจะปรากฏชัดกับจิตเพียงใด มีรายละเอียดแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังจิตโดยตรง ยิ่งมีสมาธิแน่นเท่าไหร่ ความชัดจะทวีตัวขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เริ่มปฏิบัติธรรมมักเข้าใจว่า­าณเห็นนามรูปเป็นวิปัสสนา­าณขั้นสูง เนื่องจากโลกภายในและโลกภายนอกล่มสลายหายสู­ไป เป็นประสบการณ์แปลกประหลาดพ้นสภาพบุคคล บ้างก็สำคั­ตนว่าเข้าถึงสัจธรรมยิ่งให­่ มีความรู้เห็นเหนือสามั­ชนแล้ว

ความจริง­าณเห็นนามรูปไม่ใช่ของให­่ ของลึกซึ้ง แม้ฤาษีชีไพรก่อนยุคพุทธกาลก็ได้กันเป็นธรรมดาเมื่อปฏิบัติภาวนาสมาธิแค่ระดับกลางๆ หรือแม้คนเมืองที่ทำงานบางประเภทหนักๆ ก็อาจได้สติและสมาธิแน่นพอจะใช้พิจารณารูปนามด้วยซ้ำ เพียงรู้หลักในการพิจารณา เช่นอิริยาบถ 4 มียืน เดิน นั่ง นอนเป็นต้น

จึงเป็นการสมควรที่เราจะทำความรู้จักกับสิ่งที่เรียก "­าณ 16" เพื่อใช้เป็นกรอบในการตรวจสอบว่าความหยั่งรู้ที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติภาวนานั้น อยู่ในเส้นทางตรง หรือทางอ้อมสู่นิพพาน

­าณทั้ง 16 ชนิดที่จะกล่าวถึงนี้ แม้โดยธรรมชาติจะบังเกิดขึ้นตามลำดับ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนขั้นหนึ่ง สอง สาม ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคั­อันได้แก่การสั่งสมบารมีไว้แก่กล้าเพียงใดในแต่ละบุคคล ทั้งในด้านของทาน ศีล สมาธิ และปั­­า โดยเฉพาะปั­­านี้ เป็นตัวนำหลัก เป็นชนวนสำคั­สูงสุดให้เกิดพัฒนาการ

นามรูปปริจเฉท­าณ หมายถึง­าณกำหนดแยกนามรูป อาการที่เกิดคือจิตเห็นสัณฐานของกายชัดเจนทั่วพร้อม หรือสัณฐานของกายที่จุดใดจุดหนึ่งอย่างละเอียดโดยไม่เห็นอัตตาแฝงอยู่เลย ขณะเดียวกันเมื่อกลุ่มความคิดผุดขึ้น หรือเกิดสุขทุกข์ หรือกระทั่งสภาพความเป็นตัวรู้เฝ้ามองตนเองของจิต ก็เป็นที่รับทราบจะแจ้งโดยปราศจากอุปาทานเห็นอัตตาแฝงอยู่ในที่ใด เมื่อ­าณนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก จะเหมือนโลกเดิมล่มหายไป ทั้งที่ยังคุ้นอยู่กับผัสสะเดิมๆ ความคิดเดิมๆ เหตุเพราะหมุดให­่คืออุปาทานในอัตตาดับลงชั่วขณะเพียงตัวเดียว 
นามรูปปัจจัยปริคคห­าณ หมายถึง­าณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป การปฏิบัติเบื้องต้นจะเน้นไปทางการปรุงแต่งจิต เช่นเมื่อเกิดความขุ่นข้องขึ้นมา ก็สามารถพิจารณาเห็นทันทีว่าเกิดมาจากสิ่งกระทบใด อาจเป็นเสียงที่ตกกระทบแก้วหู ทั้งนี้ขณะนั้นสัณฐานที่ตั้งของแก้วหูบังเกิดในมโนภาพอย่างชัดเจน กระแสเสียงที่เข้ามาดังในหัวผ่านแก้วหูก็ถูกจับได้ไล่ทัน และผลสุดท้ายก็มารวมลงที่ความขุ่นข้องใจ ความเห็นเช่นนี้สำคั­มาก เพราะจะทำให้จิตเริ่มซึมซับว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นจากเหตุ ใช่ว่าปรากฏลอยๆโดยปราศจากที่มา แม้อุปาทานเห็น "ตัวเรา" เป็นผู้ขุ่นข้องก็ไม่อาจเกิดขึ้นถ้าปราศจากเสียงตกกระทบแก้วหู ความคลี่คลายและความสัมพัทธ์สัมพันธ์กันระหว่างรูปนามจะต้องถูกเฝ้ารู้อย่างต่อเนื่องระยะหนึ่ง จึงจะถือว่าความรู้จักรู้แจ้งในเหตุปัจจัยแห่งรูปนามเป็นอย่างไร

จะเห็นว่าหากปราศจากเจตนาตั้งใจตามดูเหตุปัจจัย ­าณขั้นนี้จะเกิดขึ้นเองไม่ได้ ตัวเจตนาตามดูเหตุปัจจัยนั้น จัดว่าเป็นตัวตั้งพุทธิปั­­าขั้นพื้นฐาน ความเห็นที่เกิดขึ้นนั้น ถือเป็นตัวปั­­าชนิดหนึ่ง 
สัมมสน­าณ หมายถึง­าณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์ อาการที่เกิดขึ้นคือเมื่อจับพิจารณารูปหรือนามใด เช่นเสียงที่เกิดขึ้น หรืออารมณ์สุขทุกข์ที่เกิดขึ้นจากเสียง ก็เห็นชัดถึงความเป็นกระแส นับแต่จุดที่เกิดขึ้น จุดหนึ่งๆขณะดำรงอยู่ และจุดที่กำลังจางดับไป ความหยั่งรู้ที่เกิดนั้นไม่ขึ้นกับความสั้นยาวของกระแสรูปนามที่เกิด ทว่าเป็นความเห็นชัดลงไปในตัวความเป็นกระแส เห็นสิ่งที่เรียก "เวลา" ซึ่งเป็นเนื้อเดียวกันกับรูปนาม ตั้งอยู่โดยปราศจากการเลื่อนไปตามมิติของเวลาในตัวเองไม่ได้

บางคนถนัดพิจารณาวัตถุหรืออารมณ์หนึ่งๆตามแนวอนัตตา เช่นอาจเคยเรียนรู้ เคยครุ่นคิดเกี่ยวกับความไร้ตัวไร้ตนอันประจักษ์ได้ในตำราวิทยาศาสตร์หรือตำราแพทย์ทั่วไปไว้มาก เมื่อพิจารณาเหตุปัจจัยของรูปหนึ่งๆ นามหนึ่งๆ ก็อาจสืบสายได้อย่างรวดเร็ว เช่นทำใจปลงเห็นเสียงและอารมณ์ที่เกิดจากเสียงเป็นอนัตตาได้ทันที

­าณขั้นนี้ ยังคงต้องอาศัยเจตนานำ อาจเกิดขึ้นพร้อมกันกับ­าณขั้นก่อน ต้องอาศัยความน้อมพิจารณาธรรมตามที่ปรากฏต่อความรับรู้จริงๆอย่างตรงไปตรงมาเป็นหลัก หากมีสมาธิและสติเข้มแข็ง ก็เกิดความรู้เห็นหนักแน่น หากมีสมาธิและสติอ่อน ก็เกิดความรู้เห็นเพียงแผ่ว แต่ไม่ว่าเห็นจริงจังหนักแน่นหรือแผ่วจาง ก็สงเคราะห์รวมเป็นบารมีธรรมได้ ควรทำให้มี ทำให้มากทั้งสิ้น 
อุทยัพพยานุปัสสนา­าณ หมายถึง­าณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนาม นับเป็น­าณขั้นแรกที่พ้นจากความหยั่งรู้แบบผิวๆ เกิดขึ้นไม่ได้ด้วยปั­­าพิจารณาธรรมดาเหมือน­าณสามขั้นต้น

­าณขั้นนี้เป็นธรรมชาติของจิตที่เข้าล็อคการจับรู้สิ่งที่เป็นนาม ภาพของกายและการปรุงแต่งจิตที่ปรากฏต่อความรับรู้นั้น แม้ยังปรากฏคล้ายธรรมดาที่เคยเป็นมา ทว่าจะประจักษ์ถึงสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเข้าสู่ความรับรู้มาก่อน นั่นคือในกระแสความไหลเลื่อนของรูปนามนั้น ประกอบขึ้นด้วยวูบแห่งการเกิดและวูบแห่งการดับตลอดเวลา

อย่างเช่นเมื่อพิจารณาอาการนั่งนิ่งรู้เห็นกายและภาพที่ปรากฏต่อสายตาตรงหน้า บางครั้งเมื่อสติจะเคลื่อนจากภาพตรงหน้า (โฟกัสของตาเปลี่ยนวิถี) ก็จะเห็นในใจคล้ายเป็นความมืดวูบหนึ่ง

เมื่อจิตมีความละเอียดเข้า ความเห็นสิ่งปรุงแต่งใจจะยิ่งไวขึ้น เห็นความเกิดดับต่อเนื่องขึ้นเป็นจังหวะ และรับรู้ลึกซึ้งว่าเมื่อดับแล้วเกิดอีกทีนั้น เป็นคนละตัวกัน ที่เคยเหมารวมเป็นตัวเดียวกันก็เพราะอุปาทานเห็นอัตตาในแต่ละขณะ สืบทอดความจำจากระลอกหนึ่งไปถึงอีกระลอกหนึ่งเหมือนคลื่นทะเล ซึ่งวิ่งมาไม่ใช่น้ำกลุ่มเดียวกัน แต่เห็นสำคั­ว่าเป็นลูกคลื่นเพียงตัวตนเดียวเท่านั้น

หากปฏิบัติถึงขั้นนี้ ใจจะเริ่มสลดและตระหนักถึงสิ่งที่เรียก "สัจจะ" อย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก เพราะเห็นว่าแม้ใจหรือความนึกคิด ก็เป็นเพียงการสืบสายคลี่คลายมาของนามธรรมปรุงแต่งจิต นอกจากความปรุงแต่งจิตที่เกิดดับเป็นช่วงๆเหมือนฉากละครแล้ว ไม่เหลือตัวตนใดให้จับยึดได้เลย 
ภังคานุปัสสนา­าณ หมายถึง­าณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา ­าณขั้นนี้ไม่ได้หนีไปจาก­าณขั้นที่แล้ว เป็นอันเดียวกัน แต่จิตจะรับรู้ชัดถึงความดับ ราวกับว่าความปรุงแต่งจิตมีแต่ความดับ พาให้ใจรู้สึกว่าทุกสิ่งในโลกมีแต่การดับไปเป็นขณะๆ เกิดขึ้นไม่ได้ด้วยเจตนา เป็นล็อคของจิตที่อยู่ในวิถี­าณเอง 
ภยตูปัฏฐาน­าณ หมายถึง­าณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว ต้องทำความเข้าใจว่า "ความกลัว" ในที่นี้ หมายเอาความรู้สึกรุนแรงที่เกิดขึ้นจาก­าณเห็นความเกิดดับแห่งนามเป็นหลัก

บางคนพิจาณาอสุภะเช่นซากศพ แล้วมองย้อนกลับมาหากายตนด้วยกำลังสมาธิของแต่ละคน ก็เห็นในกายปรากฏเป็นขยะปฏิกูล สกปรกเน่าเหม็นยิ่งกว่าถุงใส่อึ ก็เกิดความกลัว (ขยะแขยง) สังขารขึ้นได้ หรือบางคนทำมรณสติ ระลึกถึงความตายอันต้องมีเป็นธรรมดาแก่กายนี้ เกิดความหวาดกลัว (ไม่อยากตาย) ขึ้นมา ก็สงเคราะห์เข้าเป็นความกลัวสังขารเช่นกัน

ทว่าทั้งความกลัวอันเกิดจากการพิจาณาอสุภะและการทำมรณสติต่างก็มิใช่วิปัสสนา­าณ เนื่องจากต้นทางเป็นเจตนาย้อมจิตให้แหนงหน่ายสังขาร เป็นตัวเสริมวิปัสสนา­าณให้เข้มแข็ง ไม่หลงเหลือความหวัง ความไยดีในอะไรอีก

สรุปแล้วตัวความกลัวที่แท้จริงและเป็นวิปัสสนา­าณนั้น หยั่งรากลึกลงไปถึงจิต เกิดจากจิตที่เห็นความเกิดดับจนสลดหดหู่ แม้มีอาการขนลุกขนชันไม่ต่างจากความขยะแขยงกายอันสกปรกและความกลัวตาย ก็ให้ผลเป็นความสลดที่ผิดแผกแตกต่างกันมาก ระดับพุทธิปั­­าที่เกิดขึ้นก็เหลื่อมล้ำกันอยู่

ยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ มีกลุ่มผู้ปฏิบัติเห็นความน่าขยะแขยงของสังขารแล้วระอิดระอารุนแรง ชักชวนแทงมีดฆ่ากันและกันเพื่อหนีสภาพน่าสะอิดสะเอียนของกายนี้

แต่สำหรับผู้เกิดความเห็นสังขารเป็นของน่ากลัวตามจริง เป็นวิปัสสนา­าณอันไหลมาแต่การเห็นความเกิดดับ จะไม่คิดฆ่าตัวตายเลย เพราะตระหนักชัดว่าความเกิดดับนี้เป็นสันตติ เมื่อดับแบบไม่สิ้นกิเลสแล้วย่อมเกิดใหม่ในทางใดทางหนึ่ง ถูกกักขังอยู่กับความทุกข์ ความไม่รู้ต่างๆนานาไม่จบสิ้น 
นิพพิทานุปัสสนา­าณ หมายถึง­าณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย แน่นอนว่าเมื่อเนื้อแท้ของกายและจิตคือการเกิดดับสืบเนื่อง ไม่มีอะไรเป็นสาระยึดได้ หวังได้ มีแต่ต้องเปลี่ยนจากความเป็นอย่างหนึ่งไปสู่ความเป็นอีกอย่างหนึ่ง ก็ย่อมเป็นสิ่งน่าหน่ายแหนงโดยธรรมชาติ โดยเนื้อหาของความเป็นเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม ความหน่ายแหนงน่าอึดอัดจะไม่ทำความรำคา­ให้กับผู้ปฏิบัติมากมายเหมือนความเบื่อแบบโลกๆ เพราะการเกิดวิปัสสนา­าณที่แท้ย่อมมีสมาธิและสติรองรับ จะเห็นว่าผู้เริ่มปฏิบัติไม่ควรด่วนสำคั­ตนว่าเกิดนิพพิทานุปัสสนา­าณ เพียงเพราะเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย หรือมองไปแล้วเห็นอะไรไม่เจริ­หูเจริ­ตาไปเสียหมด

เบื่อแบบโลกๆนั้นมักมีแต่ทางตันเป็นที่รอ หรือเมื่อพบสิ่งใหม่แปลกหูแปลกตาก็หลงตื่นเต้น เลิกเบื่อไปได้ แต่เบื่อในวิปัสสนา­าณนั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว และพยายามปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ไม่เลิก ไม่ท้อเสียก่อน ก็จะจำเริ­ขึ้นเป็น­าณขั้นถัดไป 
มุจจิตุกัมยตา­าณ หมายถึง­าณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไป ความอยากจะหลุดพ้นจากภาวะความปรุงแต่ง ภาวะดำรงอยู่ด้วยความไหลเลื่อนแปรปรวนนี้ เฉียดๆใกล้กับความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายของคนสิ้นหวัง ผิดก็แต่ว่าความรู้ในการทำตัวให้พ้นภัยนั้นต่างกัน

ผู้สิ้นหวังในชีวิตย่อมเห็นการทำลายกายให้ดับลงเป็นทางง่าย ได้ผลจริง ทว่าผู้ปฏิบัติธรรมย่อมเห็นการทำลายกิเลสเท่านั้นเป็นทางออก และต้องทำลายกันด้วยปั­­า ไม่ใช่มือถือมีด ความรู้สึกในขั้นนี้จะคล้ายไม่เอากับบ้านหลังนี้แล้ว อยากผละ อยากทิ้งไปเสียทีแล้ว 
ปฏิสังขานุปัสสนา­าณ หมายถึง­าณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง ผู้เป็นศิษย์พระตถาคตทุกคนย่อมทราบดีในทางหนังสือว่าการดับกิเลสต้องใช้ปั­­าพิจารณา ตัดตัณหา ตัดอุปาทาน ทว่าจิตอันแสวงวิถีตัดนั้น บอกผ่านหนังสือไม่ได้

ขณะแห่งจิตอันทบทวนหาทางพ้นนั้น เกินวิสัยอธิบายเป็นคำพูด ต้องเป็นจิตที่มีกำลัง มีสติอันหนักแน่น บางครั้งคิดด้วยความคิดปกติ ใคร่ครว­พิจาณากายและจิตโดยนัยของความไม่เที่ยง ไม่ทน และไม่ใช่ตัวตนเพื่อจุดชนวนภาวะปล่อยว่างวางจริง แต่บางครั้งจิตก็พลิกตัวเองหากระแสหลุดพ้นอย่าง "รู้" หรือ "สำเหนียก" ถึงกระแสดังกล่าว หากปราศจากการสั่งสมที่ถูกต้องตามแนววิสุทธิมรรค ก็จะไม่มีทางเกิดกระแสรู้ทางดังกล่าวได้ 
สังขารุเปกขา­าณ หมายถึง­าณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร ­าณนี้อาจหมายถึงเพียงขณะจิตช่วงหนึ่งที่วางว่าง ไม่ยินยลกับกายและจิต เลิกหน่าย เลิกคิด เลิกค้นหาทาง เป็น­าณที่เกิดขึ้นด้วยเจตนาปล่อยวางเฉยๆไม่ได้ แต่จิตรู้ทางวางเฉยหลังจากพ้นภาวะการหาทางมาแล้ว เป็นความนิ่งในภายในที่ลึกซึ้ง 
สัจจานุโลมิก­าณ หมายถึง­าณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ ซึ่งเน้นไปถึงอริยสัจจ์ข้อที่ว่าด้วยการดับทุกข์และวิธีเข้าถึงการดับทุกข์ด้วยจิตอันทรงกำลังสัมมาสติและสัมมาปั­­า เปรียบได้กับผู้ได้ดวงตาใหม่หลังจากมืดบอด พร้อมจะเห็นอีกมิติหนึ่งที่พ้นความเป็นจิตไป ­าณขั้นนี้เป็นวิปัสสนาขั้นสุดท้าย ก่อนจะก้าวล่วงเข้าโลกุตตร­าณในขั้นถัดไป 
โคตรภู­าณ หมายถึง­าณครอบโคตร คือหัวต่อที่ข้ามพ้นภาวะปุถุชน หากลุถึงขั้นนี้จะเปรียบเหมือนคนสองโลกแล้ว คือเข้าใจทั้งภาวะความเป็นสิ่งมีชีวิตในไตรภพ แต่ก็สามารถเข้าใจสิ่งที่อยู่เหนือภาวะและอสภาวะ 
มัคค­าณ หมายถึง­าณในอริยมรรค เป็นช่วงจิตขณะเดียวก่อนการบรรลุผลเป็นพระอริยบุคคลระดับใดระดับหนึ่ง ปัจจัยอันเหมาะสมต้องเข้าประชุมพร้อมเพรียงกัน ไม่ว่าจะเป็นปีติ ความเข้าถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือพร้อมกัน ตลอดจนกระทั่งความปล่อยวางถึงที่สุด 
ผล­าณ หมายถึง­าณในอริยผล เป็นการผุดโพลงสว่างว่างเป็นอนันต์ชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนทุกสิ่งถูกทำลายหายไป จิตอันเป็นธาตุรู้ก็ปฏิรูปเป็นอีกธาตุที่ไม่มีอะไรเปรียบเทียบได้ 
ปัจจเวกขณ­าณ หมายถึง­าณที่พิจารณาทบทวน เมื่อจิตตกกลับมาอยู่ในระนาบเดียวกับสังขาร ก็บอกตัวเองว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น ทราบเองได้ว่าตนเข้าถึงมรรคผลระดับใด เหมือนคนที่นอนราบอยู่ เมื่อจะลุกขึ้นยืนก็สามารถทราบได้ว่าขณะหนึ่งๆตนเพิ่งยันตัวหยัดขึ้น หรือกำลังครึ่งๆกลางๆระหว่างลุกกับนั่ง หรือว่ายืนขึ้นเต็มตัวแล้ว 
­าณ 16 หรือโสฬส­าณนี้ สำหรับบางคนอาจเกิดขึ้นเรียงลำดับในช่วงเวลานับปี สำหรับบางคนอาจเกิดขึ้นสลับไปสลับมาเพราะมีของเก่าแก่รอบอยู่ข้างในแล้ว และพร้อมจะปรากฏแสดงตามจังหวะเหมาะ แต่สำหรับบางคนอาจเกิดขึ้นรวดเดียวจบ ขณะที่บางคนไม่มีโอกาสได้สัมผัสจนชั่วชีวิต เพราะไม่รู้จักพระศาสนา หรือรู้จักแต่ไม่ศึกษาปฏิบัติ หรือศึกษาปฏิบัติทว่าไขว้เขวผิดทางตามบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐะ

อีกจุดหนึ่งที่สำคั­ แม้ปฏิบัติดีปฏิบัติตรงแล้ว ก็อาจพบอุปสรรคให­่ที่เรียก "วิปัสสนูปกิเลส" ซึ่งหมายถึงสภาพน่าชื่นชมแต่ที่แท้เป็นโทษ เป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งวิปัสสนา ชวนเข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว ไม่ต้องปฏิบัติให้ก้าวหน้าต่อไป มีอยู่ 10 ข้อคือ

โอภาส แสงสว่าง 
ปีติ ความอิ่มใจ 
­าณ ความหยั่งรู้ประการต่างๆ 
ปัสสัทธิ ความสงบกายและจิตยิ่ง 
สุข ความสบายกายสบายจิต 
อธิโมกข์ ความน้อมใจเชื่อ 
ปัคคาหะ ความเพียรที่พอดี 
อุปฐาน สติชัด 
อุเบกขา ความวางจิตเป็นกลาง 
นิกันติ ความพอใจ 
เมื่อเกิดภาวะความเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่งที่กล่าวมานี้ ขอให้ตระหนักว่าไม่ใช่มรรคผล
พระอาจารย์ชา สุภัทโท 
***ถ้าคิดปั­­าไม่เกิด ธรรมะไม่เกิด 
เกิดแต่สังขารปรุงแต่งไปเรื่อย ๆ 
ถ้าสงบแล้วไม่ต้องคิด 
แล้วปั­­าจะเกิดขึ้นตรงนั้น 
**พระบรมครูของเราท่านเห็นว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง 
เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้พวกเราทั้งหลายปล่อยวาง 
เมื่อถึงเวลาสุดท้ายของทุกคน 
เพราะว่ามันเอาไปไม่ได้ 
จำเป็นมันก็ต้องวางอยู่นั่นเองล่ะ 
แต่เราก็วางมันไว้ก่อนเสียไม่ดีกว่าหรือ ? 
เราแบกก็รู้สึกว่ามันหนัก 
เมื่อมันหนักเราแล้วเราก็ทิ้งมันเสียก่อนจะไม่ดีหรือ ? 
จะไปกวนแบกมันทำใม ? 

***ดวงตาเห็นธรรมคือดวงตาเห็นอะไร 
คือดวงตาเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นเบื้องต้น 
ความแปรไปเป็นท่ามกลางความดับเป็นที่สุด 
สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็คือทั้งหมด 
จะเป็นรูปก็ช่าง จะเป็นนามก็ตาม 
สิ่งใดสิ่งหนึ่งครอบรวมเลยทีเดียว 
ได้แก่ธรรมชาติทั้งหมดเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 
จะเป็นรูปธรรมก็ช่าง จะเป็นนามธรรมก็ตาม 
เกิดขึ้นแล้วแปรดับไป 
อย่างตัวสกลร่างกายของเราก็เหมือนกัน 
มันเกิดแล้วก็แปรไปตามธรรมดาของมัน แล้วมันก็ดับไป

--พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) 
*** ถ้ามนุษย์ไม่พัฒนาตนไม่ฝึกฝนตนแล้ว 
ก็จะเป็นสัตว์ที่ต่ำทรามที่สุด 
มนุษย์นั้นแพ้สัตว์ดิรัจฉานในด้านสั­ชาต­าณ 
สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายส่วนมาก 
พอเกิดมาก็ดำรงชีวิตได้ด้วยสั­ชาต­าณ 
มันรู้จักเป็นอยู่ รู้จักหากิน ดำรงชีวิตได้ทันที 
แต่มนุษย์นั้นไม่ได้เรื่องเลย  ไม่รู้สักอย่าง 
ถ้าจะปล่อยก็ตายทันที 
ต้องเอาใจใส่เลี้ยงดู ฝึกสอน 
จึงจะอยู่รอดและเจริ­เติบโตได้ 
นับว่าตรงกันข้าม 
แต่มนุษย์นั้นมีศักยภาพที่พัฒนาได้ 
 เมื่อพัฒนาแล้วก็เป็นสัตว์ที่ประเสริฐสุด 
สัตว์อื่นนั้นพัฒนาได้แค่เป็นละครสัตว์ เก่งแค่เป็นละครสัตว์ 
หรือเอามาให้มนุษย์ใช้งาน 
เป็นได้สองอย่าง 
แต่ว่าที่จริง ถึงเป็นละครสัตว์ก็คือให้มนุษย์เอามาใช้งานนั่นแหละ 
ได้อย่างดีก็ให้มนุษย์ใช้งาน 
เอามาเป็นลิงขึ้นต้นมะพร้าวบ้าง 
เอามาเป็นช้างลากซุงบ้าง 
และที่ฝึกให้ทำอย่างนั้นได้ ก็ต้องให้มนุษย์ฝึกให้ 
แต่มนุษย์นั้นฝึกตนเองได้ 
และฝึกแล้วประเสริฐสุด 
-พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต 
*** ความอยากดีมีมากมักหลากจิต 
ให้เที่ยวคิดวุ่นไปจนใจเหิม 
สรรพชั่วมัวหมองก็ต้องเติม 
ผิดยิ่งเพิ่มจากไปไกลจากธรรม 
*** ธรรมชาติของจิตเป็นของผ่องใสกว่าอะไรทั้งหมด 
แต่อาศัยของปลอม กล่าวคือ อุปกิเลสที่สั­จรเข้ามาปกคลุม 
จึงทำให้หมดรัศมี ดุจพระอาทิตย์ เมื่อเมฆบดบัง 
ฉะนั้น อย่าพึงเข้าใจว่า พระอาทิตย์เข้าไปหาเมฆ 
เมฆเข้ามาบดบังพระอาทิตย์ต่างหาก 
ฉะนั้นผู้บำเพ็­เพียรทั้งหลาย 
เมื่อรู้โดยปริยายนี้แล้ว 
พึงกำจัดของปลอมด้วยการพิจารณาโดยแยบคาย 

***เมื่อยังมีดีใจเสียใจในการบำเพ็­บุ­กุศลอยู่ 
ก็ตกอยู่ในโลกธรรม 
เมื่อตกอยู่ในโลกธรรม จึงเป็นผู้หวั่นไหวไปมา 

พุทธทาสภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์) 
*** เราจะทำสติอย่างไร จะปฏิบัติอย่างไร 
เมื่ออารมณ์มากระทบ 
ต้องหยุดชะงักไว้ก่อน 
ก่อนที่จะคิดนึกตัดสินลงไปว่า จะทำอย่างไร 
เพื่อจะมีสติทัน เรื่องนับสิบก่อน นี่เคยพูดหลายหน 
หัดให้เป็นนิสัยว่า จะไม่ทำอะไรพรวดพราดออกไป 
ไม่ทำอะไรพรวดพราดออกไป 
โดยไม่ทำความรู้สึกสติก่อน 
*** ความทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นมาจาก การเอา - การเป็น 
หรือความอยากเอา อยากเป็นทั้งนั้น 

*** การจะทำอะไร จะเคลื่อนไหวอะไรไป 
ต้องรู้ตัวก่อนว่าจะทำอะไร 
เช่นเราจะออกประตู 
เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะออกประตู 
เมื่อเราจะไป ก็ต้องรู้ก่อนว่าเราจะไป 
เราจะใส่กุ­แจประตู ก็รู้ว่าจะใส่กุ­แจประตู 
ต้องรู้ก่อนทำเสมอ 
แล้วมันจะมีนิสัยนึกได้ก่อนทำเสมอ 
แล้วมันก็จะไม่ลืมใส่กุ­แจประตู 
เพราะมันหัดจนเชยชินเป็นนิสัยว่า 
จะต้องรู้สึกตัวก่อนทำเสมอ

ตายแล้วเกิดหรือไม่ 
ขอนำเสนอปุจฉา วิสัชชนา
ระหว่าง พระเจ้ามิลินท์ และ พระนาคเสน
จากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ฉบับรวมเล่ม, มิลินทปั­หา
โดย..วัฒนไชย
บูชาธรรม โดย ธเนศ อุ่นศิริ ,ธีรวัส บำเพ็ญบารมี
ถามเรื่องปฏิสนธิ (เกิด)
พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า "ข้าแต่พระนาคเสน ผู้ที่ตายไปแล้วจะไม่กลับมาเกิดอีกมีหรือไม่?"
พระนาคเสนตอบว่า "คนบางจำพวกก็กลับมาเกิดอีก บางจำพวกก็ไม่กลับมาเกิดอีก"
"ใครกลับมาเกิดอีก ใครไม่กลับมาเกิดอีก?"
"ผู้มีกิเลส ยังกลับมาเกิดอีก ส่วนผู้ไม่มีกิเลส ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก"
"ก็พระผู้เป็นเจ้าเล่า จะกลับมาเกิดอีกหรือไม่?"
"ถ้าอาตมภาพยังมีอุปทาน คือการยึดถืออยู่ ก็จักกลับมาเกิด ถ้าอาตมภาพไม่มีการยึดถือแล้ว ก็จัก ไม่กลับมาเกิดอีก"
"ถูกแล้ว พระผู้เป็นเจ้า"

ถามเรื่องมนสิการ (การกำหนดจิต)
พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า "ข้าแต่พระนาคเสน ผู้ใดไม่เกิดอีก ผู้นั้นย่อมไม่เกิดอีกด้วย โยนิโสมนสิการ (คือการกำหนดจิตด้วยอุบายที่ชอบธรรม) ไม่ใช่หรือ?"
พระเถระตอบว่า "ขอถวายพระพร บุคคลไม่เกิดอีกด้วย โยนิโสมนสิการ คือด้วย ปั­­า และด้วย กุศลธรรมอื่นๆ"
"ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โยนิโสมนสิการ กับ ปั­­า เป็นอันเดียวกันหรืออย่างไร?"
"ไม่ใช่อย่างเดียวกัน คือ โยนิโสมนสิการ ก็อย่างหนึ่ง ปั­­า ก็อย่างหนึ่ง แพะ แกะ สัตวํเลี้ยง กระบือ อูฐ โค ลา เหล่าใดมี มนสิการ แต่ปั­­าย่อมไม่มีแก่สัตว์เหล่านั้น ขอถวายพระพร"
"ชอบแล้ว พระนาคเสน"

ถามลักษณะมนสิการ
พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามต่อไปว่า "ข้าแต่พระนาคเสน มนสิการ มีลักษณะอย่างไร ปั­­า มี ลักษณะอย่างไร?"
พระนาคเสนตอบว่า "มหาราชะ มนสิการ มีความ อุตสาหะ เป็นลักษณะ และมีการ ถือไว้ เป็นลักษณะ ส่วน ปั­­า มีการ ตัด เป็นลักษณะ"
"ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า มนสิการ มีการถือไว้เป็นลักษณะอย่างไร ปั­­า มีการตัดเป็น ลักษณะอย่างไร ขอจงอุปมาให้แจ้งด้วย?"
 

อุปมาคนเกี่ยวข้าว 
"มหาบพิตรทรงรู้จักวิธีเกี่ยวข้าวบ้างไหม?"
"อ๋อ...รู้จัก พระผู้เป็นเจ้า"
"วิธีเกี่ยวข้าวนั้นคืออย่างไร?"
"ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า คือคนจับกอข้าวด้วยมือซ้าย แล้วเอาเคียวตัดให้ขาดด้วยมือข้างขวา"
"มหาราชะ ข้อนี้มีอุปมาฉันใด คือ พระโยคาวจรถือไว้ซึ่ง มนสิการ คือกิเลสอันมีในใจของตนแล้ว ก็ตัดด้วย ปั­­า ฉันนั้น
มนสิการ มีลักษณะถือไว้ ปั­­า มีลักษณะตัด อย่างนี้แหละ ขอถวายพระพร"
"ถูกดีแล้ว พระนาคเสน"

อธิบาย 
คำว่า มนสิการ มีลักษณะ ถือไว้ หมายถึงการกำหนดจิตพิจารณา ขันธ์ ๕ คือ ร่างกายว่ามีสภาพเป็นอย่างไร
ส่วน ปั­­า มีลักษณะ ตัด หมายถึงยอมรับนับถือกฎธรรมดาว่า ร่างกายมีสภาพเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ยึดถือว่า "มันเป็นเราเป็นของเรา" ดังนี้

ถามลักษณะศีล
พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า "ข้าแต่พระนาคเสน พระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวไว้ในข้อก่อน (ปั­หาเรื่องมนสิการ) ว่า บุคคลไม่เกิดอีกด้วยได้กระทำ กุศลธรรมเหล่าอื่น ไว้ โยมยังไม่เข้าใจ จึงขอถามว่า ธรรมเหล่าไหน... เป็นกุศลธรรมเหล่านั้น?"
พระเถระตอบว่า "มหาราชะ ศีล ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปั­­า เหล่านี้แหละ เป็นกุศลธรรมเหล่านั้น"
"ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ศีล มีลักษณะอย่างไร?"
"มหาราชะ ศีล มีการ เป็นที่ตั้ง เป็นลักษณะ คือศีลเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งปวง อันได้แก่ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ สติปัฎฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ กุศลธรรม ทั้งปวงของผู้ตั้งอยู่ในศีลแล้วไม่เสื่อม"
"ขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดอุปมา"

อุปมา ๕ อย่าง 
"มหาราชะ อันต้นไม้ใบห­้าทั้งสิ้น ได้อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่ในแผ่นดินแล้ว จึงเจริ­งอกงามขึ้นฉันใด พระโยคาวจร ได้อาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงทำให้เกิด อินทรีย์ ๕ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปั­­า ขึ้นได้ฉันนั้น"
"โปรดอุปมาให้ยิ่งขึ้นไป"
"มหาราชะ การงานทั้งสิ้นที่ทำบนบก ต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่ในแผ่นดิน จึงทำได้ฉันใด พระโยคาวจรก็อาศัย ศีล ตั้งอยู่ในศีล จึงทำให้เกิดอินทรีย์ ๕ ขึ้นได้ฉันนั้น"
"โปรดอุปมาให้ยิ่งขึ้นไปอีก"
"มหาราชะ บุรุษที่เป็นนักกระโดดโลดเต้น ประสงค์จะแสดงศิลปะ ก็ให้คนถากพื้นดิน ให้ปราศจากก้อนหินก้อนกรวด ทำให้สม่ำเสมอดีแล้ว จึงแสดงศิลปะบนพื้นดินนั้นได้ฉันใด พระโยคาวจรก็อาศัยศีลตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงทำให้ เกิดอินทรีย์ ๕ ขึ้นได้ฉันนั้น"
"นิมนต์อุปมาให้ยิ่งขึ้นกว่านี้"
"มหาราชะ นายช่างประสงค์จะสร้างเมือง ให้ปราบพื้นที่จนหมดเสี้ยนหนามหลักตอ ทำพื้นที่ให้สม่ำเสมอดีแล้ว จึงกะถนนต่างๆ มี ถนน ๔ แพร่ง ๓ แพร่ง เป็นต้น ไว้ภายในกำแพง แล้วจึงสร้างเมืองลงฉันใด
พระโยคาวจรก็อาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงทำให้เกิดอินทรีย์ ๕ ขึ้นได้ฉันนั้น"
"ขอจงอุปมาให้ยิ่งขึ้นกว่านี้อีก"
"มหาราชะ พลรบผู้เข้าสู่สงคราม ตั้งมั่นอยู่ในพื้นที่อันเสมอดี กระทำพื้นที่ให้เสมอดีแล้ว จึงกระทำสงคราม ก็จักได้ชัยชนะให­่ในไม่ช้าฉันใด พระโยคาวจรก็อาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงทำให้เกิดอินทรีย์ ๕ ให้เกิด ได้ฉันนั้น
ข้อนี้ สมกับที่สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาตรัสไว้ว่า "ภิกษุผู้มีความเพียรรู้จักรักษาตัว มีปั­­าตั้งอยู่ ในศีลแล้ว ทำจิตและปั­­าให้เกิดขึ้น ย่อมสะสางซึ่งความรุงรังอันนี้ได้
ศีลนี้เป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย เหมือนกับพื้นธรณี อันเป็นที่อาศัยแห่งสัตว์ทั้งหลาย
ศีลนี้เป็นรากเหง้าในการทำกุศลให้เจริ­ขึ้น ศีลนี้เป็นหัวหน้าในศาสนาขององค์สมเด็จพระชินสีห์ทั้งปวง" กองศีลอันดี ได้แก่ พระปาฏิโมกข์ ขอถวายพระพร"
"ชอบแล้ว พระนาคเสน"
ยังมี ปุจฉา วิสัชชนา ที่น่าสนใจอีกมากมาย 
ไว้อ่านต่อเดือนหน้านะครับ, เยอะไปเดี๋ยวจะเบื่อกันเสียก่อน 
เมื่อกำลังเดินกันอยู่ในป่าพระพุทธเจ้าท่านกำใบไม้ที่เรี่ยราดอยู่
ขึ้นมากำมือหนึ่ง แล้วถามภิกษุทั้งหลายในที่นั้นว่า 
ใบไม้ที่กำขึ้นมานี้กับใบไม้หมดทั้งป่ามันมากน้อยกว่ากันกี่มากน้อย
ภิกษุทุกคนในที่นั้น ตอบว่า มันต่างกันมาก จนเทียบกันไม่ไหว
พระพุทธเจ้าจึงบอกว่านี่มันอย่างนี้
เรื่องที่ตรัสรู้และรู้นั้นมันมากเท่ากับใบไม้ทั้งป่า แต่เรื่องจำเป็นที่ควรรู้ ควรนำมาสอนและนำมาปฏิบัตินั้นเท่ากับใบไม้กำมือเดียว
 

คราวหนึ่ง มีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า โดยทูลว่าพระพุทธวจนะทั้งหมดที่ตรัส ถ้าจะสรุปให้สั้นเพียงประโยคเดียวได้หรือไม่จะว่าอย่างไร
พระพุทธเจ้าท่านว่าได้ พระองค์ตรัสว่า
สพฺเพ ธฺมา นาลํ อภินิเวสาย แล้วพระองค์ทรงย้ำว่า
ถ้าใครได้ฟังข้อความนี้คือได้ฟังทั้งหมดในพระพุทธศาสนา
ถ้าได้ปฏิบัติข้อนี้ก็คือได้ปฏิบัติทั้งหมดในพระพุทธศาสนา
ถ้าได้รับผลจากการปฏิบัติข้อนี้ก็คือได้รับผลทั้งหมดในพุทธศาสนา
 

สัพเพ ธรรมมา แปลว่า สิ่งทั้งปวง
นาลัง แปลว่า ไม่ควร
อภินิเวสาย แปลว่า เพื่อจะยึดมั่นถือมั่น
สพฺเพ ธฺมา นาลํ อภินิเวสาย: สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

ความหมายที่แท้จริงของคำว่า ความตาย
     หมวดที่ ๔ มรณจตุกะ
มรณะ แปลว่า จุติ หรือ ดับ หรือ ตาย จำแนกได้เป็น ๓ ประเภท คือ
๑. ขณิกมรณะ การดับของรูปนามตามนัยของอุปปาทะ ฐีติ ภังคะ
๒. สมมติมรณะ การดับ การตายของคน ของสัตว์ อันเป็นโวหารของโลกที่ ใช้กันทั่ว ๆ ไป อยู่เสมอ
๓. สมุจเฉทมรณะ การปรินิพพานของพระอรหันต์
มรณะจตุกะ ที่จะกล่าวในหมวดนี้ กล่าวถึง สมมติมรณะ และ สมุจเฉท มรณะ รวม ๒ ประเภทเท่านั้น ส่วนขณิกมรณะไม่เกี่ยวข้องที่จะต้องพูดถึงในที่นี้
สมมติมรณะของคนและสัตว์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความตายของคนและสัตว์ นั้น หมายถึง การสิ้นไปแห่งอนุบาลธรรม ๓ ประการ คือ
๑. ความสิ้นไป หมดไปแห่งอายุ คือ กัมมชรูป
๒. ความสิ้นไป หมดไปแห่งอุสมาเตโช ซึ่งเป็นธาตุไฟที่ยังความอบอุ่นให้แก่ ร่างกาย
๓. ความสิ้นไป หมดไปแห่งวิ­­าณ คือ ภวังคจิต (เฉพาะข้อนี้ ต้องเว้น อสั­­สัตต เพราะไม่มีวิ­­าณ)
มรณุปปัตติ ความตายที่อุบัติขึ้นนั้นมี ๔ ประการดังนั้นจึงชื่อว่า มรณจตุกะ ความตาย ๔ ประการนั้น ได้แก่
(๑) อายุกขยมรณะ ตายเพราะสิ้นอายุ
(๒) กัมมักขยมรณะ ตายเพราะสิ้นกรรม
(๓) อุภยักขยมรณะตายเพราะสิ้นทั้ง ๒อย่าง(คือสิ้นทั้งอายุและสิ้นทั้งกรรม)
(๔) อุปัจเฉทกมรณะ ตายโดยยังไม่ทันสิ้นอายุ และสิ้นกรรม
อายุกขยมรณะตายเพราะสิ้นอายุ ๑, กัมมักขยมรณะตายเพราะสิ้นกรรม ๑ และอุภยักขยมรณะตายเพราะสิ้นทั้งอายุสิ้นทั้งกรรม ๑ มรณะทั้ง ๓ อย่างนี้เรียกว่า กาลมรณะ คือ ถึงกาลเวลาที่ควรตาย
ส่วนอุปัจเฉทกมรณะ ตายโดยยังไม่ทันสิ้นอายุและสิ้นกรรมนั้น เรียกว่า อกาลมรณะ คือยังไม่ถึงกาลเวลาที่ควรตาย แต่มาตายลงเพราะภัยเพราะอันตราย อย่างใดอย่างหนึ่ง
๑. อายุกขยมรณะ
การตายเพราะสิ้นอายุนั้น หมายถึง ตายเมื่อแก่ คือ ถึงซึ่งความชราแล้วจึง ตาย เพราะสังขารร่างกายได้ดำรงคงอยู่มานานพอควรแล้ว ก็ย่อมเสื่อมโทรมลงจน ถึงวาระที่แตกดับทำลายไป
ในสมัยพุทธกาล คนเรามีอายุ ๑๐๐ ปี โดยประมาณ นับแต่สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานแล้ว อายุคนก็ลดน้อยลงในอัตรา ๑๐๐ ต่อ ๑ คือ กาลเวลาล่วงไป ๑๐๐ ปี อายุขัย หรืออายุกัปป์ของคนเราก็ลดน้อยลงไป ๑ ปี จนถึงบัดนี้กาลเวลาได้ล่วงเลย ๑๐๐ ปี ไปถึง ๒๕ รอบแล้ว อายุขัย อายุกัปป์ ก็ลดลง ๒๕ ปี ดังนั้นอายุขัยของคนในปัจจุบันจึงประมาณ ๗๕ ปีเท่านั้น ถ้าผู้ใด อยู่ถึง ๗๕ ปี แม้จะน้อยไปหน่อย หรือมากไปสักนิดแล้วจึงตาย ดังนี้เรียกว่าตาย เพราะสิ้นอายุ
อีกนัยหนึ่ง ท่านกล่าวว่า การตายของปุถุชนทั้งหลาย ตลอดจนการตายของ พระเสกขบุคคล นั่นแหละ จึงเรียกว่า อายุกขยมรณะ ตายเพราะสิ้นอายุ
๒. กัมมักขยมรณะ
ตายเพราะสิ้นกรรม หมายถึงว่า ผู้ที่ตายนั้นอายุยังน้อย ยังเป็นเด็ก เป็นหนุ่ม เป็นสาวอยู่ ยังไม่ถึงอายุขัยก็มาตายลง เป็นอันหมดกรรมที่จะต้องได้รับในชาตินี้ แต่เพียงเท่านี้ ดังที่กล่าวกันธรรมดาสามั­ว่า หมดเวรหมดกรรมกันเสียที หรือว่า ผู้ที่ตายนั้นมีอายุมากมายจนแก่หง่อมหนักหนาจึงได้ตาย การที่ได้อยู่จนถึงกับแก่ หง่อม งก ๆ เงิ่น ๆ หลง ๆ ลืม ๆ เช่นนี้ ก็เพราะยังไม่หมดกรรมที่ตนจะต้องได้รับ ในชาตินี้ (แม้จะหมดอายุขัยแล้วก็ตาม) จึงต้องทนทุกข์อยู่ไปจนกว่าจะตาย ที่เรียก กันว่า หมดบุ­ ก็คือสิ้นกรรม นั่นเอง
อีกนัยหนึ่ง ท่านกล่าวว่า พระอรหันต์ทั้งหลายที่เข้าสู่ปรินิพพานนั่นแหละ เป็นการตายอย่างกัมมักขยมรณะโดยตรง เพราะท่านสิ้นกรรมหมดกรรมโดยแท้ เป็น การสิ้นกรรมหมดกรรมอย่างเด็ดขาด เป็นสมุจเฉทจริงๆ ไม่เหมือนกับที่กล่าว ในวรรคต้นอันเป็นการสิ้นกรรมหมดกรรมเฉพาะภพนั้นชาตินั้นแต่ชาติเดียว อันเป็น การกล่าวได้โดยปริยาย หาใช่หมดกรรมสิ้นกรรมโดยแท้ไม่
๓. อุภยักขยมรณะ
ตายเพราะสิ้นทั้งอายุ และสิ้นทั้งกรรม หมายถึงว่า ไม่ได้ตายแต่เด็กแต่เล็ก ต่อเมื่อถึงอายุขัยจึงตาย ประจวบกับหมดกรรมด้วยพอดี ไม่ต้องทรมานรับกรรม ใช้ กรรมจนแก่หง่อมดังกล่าวแล้วในข้อต้น ดังนี้แหละ ที่เรียกว่า อุภยักขยมรณะ
อีกนัยหนึ่ง ท่านกล่าวว่า การปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และการปรินิพพานของ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๒ พระองค์เท่านี้แหละ จึงจะเรียกได้ ว่าเป็น อุภยักขยมรณะ เพราะท่านต้องอยู่จนถึงอายุขัย (ที่มีเงื่อนไข) แม้ใครจะ ประทุษร้ายอย่างใด ก็ไม่ทำให้ตายได้ และท่านเป็นผู้ที่หมดกรรมแล้วโดยสิ้นเชิง
๔. อุปัจเฉทกมรณะ
ตายโดยยังไม่ทันสิ้นอายุและสิ้นกรรม เพราะมีภัย มีอันตรายอย่างหนึ่งอย่างใด มารบกวนตัดรอนทอนอายุให้ขาดลงไป ภัยหรืออันตรายที่มาทำให้ถึงตาย เช่น ศัตราวุธ ถูกวางยาเบื่อ ถูกสัตว์อื่นทำร้าย ถูกรถทับ ไฟครอก จมน้ำ อดน้ำ อดข้าว เป็นโรค ตลอดจนตายด้วยแรงโลภะ แรงโทสะ เหล่านี้เป็นต้น ไม่ได้ตายอย่างปกติ ธรรมดาสามั­เหมือน ๓ อย่างตรงข้างต้นนั้น จึงได้เรียกว่าเป็นอุปัจเฉทกมรณะ ซึ่งจัดเป็นอกาลมรณะ เพราะว่าถ้าหากว่าไม่ได้รับภยันตรายเช่นนั้น อาจจะยังไม่ถึง แก่มรณะก็ได้
ก่อนที่สัตว์จะถึงแก่มรณะ ไม่ว่าจะมรณะอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ อย่าง ที่กล่าวแล้วนี้ จะต้องมีมรณาสันนวิถีเกิดขึ้นทุกตัวสัตว์ เว้นอสั­­สัตตพรหม แต่อย่างเดียวเท่านั้น ที่ก่อนจุติไม่มีมรณาสันนวิถี เพราะอสั­­สัตตพรหม ไม่มีจิต จึงไม่มีวิถีจิต
มรณาสันนวิถี
วิถีจิตสุดท้ายที่สัตว์จะถึงแก่มรณะนั้น เรียกว่า มรณาสันนวิถี เมื่อสุดมรณา สันนวิถีแล้ว จุติจิตก็เกิดขึ้นแน่นอน สัตว์นั้นก็ถึงแก่มรณะ จุติจิตเป็นจิตดวงสุดท้าย ของภพนั้นชาตินั้น เป็นอันสิ้นภพสิ้นชาติในภพนั้นชาตินั้น กันเสียที
ต่อจากจุติจิต คือเมื่อจุติจิตดับลงไปแล้ว ปฏิสนธิจิตก็เกิดติดต่อกันในทันที ทันใด โดยไม่มีจิตอื่นใดมาเกิดคั่นในระหว่างนั้นเลย ปฏิสนธิจิตเป็นจิตดวงแรกที่ เกิดสืบต่อก่อภพใหม่ ชาติใหม่ต่อไปอีก (เว้นจุติจิตของพระอรหันต์ จึงไม่มีปฏิสนธิ จิตมาสืบต่อ เพราะพระอรหันต์ไม่ต้องเกิดต่อไปอีกแล้ว)
มรณาสันนวิถี มีได้ทั้งทางปั­จทวารและมโนทวาร กล่าวคือ ถ้ามีรูป เสียง กลิ่น รส การสัมผัสถูกต้องเป็นอารมณ์ มรณาสันนวิถีนั้น ก็เรียกว่า มรณาสันนวิถี ทาง จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร เป็นต้น ตามควรแก่อารมณ์ที่มาปรากฏนั้น ถ้ามีความคิดนึกทางใจก็เรียกว่า มรณาสันนวิถีทางมโนทวาร
มรณาสันนวิถี ไม่ว่าจะเกิดทางปั­จทวาร หรือทางมโนทวารก็ตาม วิถีนั้นมี ชวนะเพียง ๕ ขณะเท่านั้น เพราะจิตใจที่กำลังอ่อนเต็มที จะขาดใจอยู่แล้ว มรณา สันนวิถีมี ๔ อย่าง คือ
ก. มรณาสันนวิถี ที่จุติจิตเกิดขึ้นในที่สุดแห่ง ชวนะ
ข. มรณาสันนวิถี ที่จุติจิตเกิดขึ้นในที่สุดแห่ง ชวนะ ภวังค
ค. มรณาสันนวิถี ที่จุติจิตเกิดขึ้นในที่สุดแห่ง ชวนะ ตทาลัมพนะ
ง. มรณาสันนวิถี ที่จุติจิตเกิดขึ้นในที่สุดแห่ง ชวนะ ตทาลัมพนะ ภวังคะ
มรณาสันนวิถีทางปั­จทวาร แต่ละทวารมี ๔ วิถี ดังนี้
ภ  ตี  ตี  ตี  น  ท  ป  วิ  สํ  สัน  วุ  ช  ช  ช  ช  ช  จุติ  ปฏิ  ภ
ภ  ตี  ตี  ตี  น  ท  ป  วิ  สํ  สัน  วุ  ช  ช  ช  ช  ช   ภ  จุติ  ปฏิ  ภ
ภ  ตี  น  ท  ป  วิ  สํ  สัน  วุ  ช  ช  ช  ช  ช  ต  ต  จุติ  ปฏิ  ภ
ภ  ตี  น  ท  ป  วิ  สํ  สัน  วุ  ช  ช  ช  ช  ช  ต  ต   ภ  จุติ  ปฏิ  ภ
มรณาสันนวิถีทางมโนทวาร มี ๔ วิถี เช่นเดียวกัน
ภ  น  ท  มโน  ช  ช  ช  ช  ช  จุติ  ปฏิ  ภ
ภ  น  ท  มโน  ช  ช  ช  ช  ช   ภ  จุติ  ปฏิ  ภ
ภ  น  ท  มโน  ช  ช  ช  ช  ช   ต   ต  จุติ  ปฏิ  ภ
ภ  น  ท  มโน  ช  ช  ช  ช  ช   ต   ต   ภ  จุติ  ปฏิ  ภ
อารมณ์ของสัตว์ที่มรณะ
อารมณ์ของสัตว์ที่มรณะหมายถึงอารมณ์ของชวนะจิต ๕ ขณะในมรณาสันนวิถี
ในกาลแห่งสัตว์อันใกล้มรณะนั้น จะต้องมีอารมณ์อันมีชื่อเรียกเป็นพิเศษโดย เฉพาะว่า กรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ หรือคตินิมิตอารมณ์ อย่างใด อย่างหนึ่งมาปรากฏแก่ชวนะจิตในมรณาสันนวิถี อารมณ์นี้จะต้องเกิดทั่วทุกคนทุก ตัวสัตว์ เว้นแต่ อสั­­สัตตพรหม และพระอรหันต์
ที่เว้น อสั­­สัตตพรหม เพราะอสั­­สัตตพรหมไม่มีจิต จึงไม่มีอารมณ์ ส่วนที่เว้นพระอรหันต์ด้วยนั้น เพราะพระอรหันต์ไม่ต้องไปเกิดอีกแล้ว จึงไม่มี อารมณ์ที่มีชื่อเฉพาะ ๓ อย่างนี้ อันเป็นเครื่องหมายแห่งการเกิด
ชวนะจิตในมรณาสันนวิถี (บางทีก็เรียกกันสั้น ๆ ว่า มรณาสันนชวนะ) แต่ ชาติก่อนมีสิ่งใดเป็นอารมณ์ จิตที่เป็นปฏิสนธิและภวังค ตลอดจนจุติจิตในปัจจุบัน ชาตินี้ ก็ถือเอาสิ่งนั้นเป็นอารมณ์ ปฏิสนธิจิต ภวังคจิต และจุติจิตในภพ เดียวกัน ในชาติเดียวกันในบุคคลเดียวกัน เป็นจิตดวงเดียวกันและมีอารมณ์ อย่างเดียวกันด้วย
กรรมอารมณ์
กรรมอารมณ์ที่เป็นฝ่ายกุสล คือ ตนได้ให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม หรือเจริ­ ภาวนามานั้น เคยทำอย่างไร ก็นึกก็คิดเหมือนอย่างที่ทำอยู่อย่างนั้น มรณาสันน ชวนะก็ถือเอาเป็นอารมณ์
ที่เป็นฝ่ายอกุสล คือ ตนเคยฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ฉ้อ ชิง เฆี่ยนตี จำจองสัตว์ อย่างไร ก็นึกก็คิดเหมือนอย่างที่ได้ทำอยู่อย่างนั้น มรณาสันนชวนะก็น้อมเอามา เป็นอารมณ์
กรรมอารมณ์นี้ ปรากฏทางมโนทวารทางเดียว ไม่ปรากฏทางทวารทั้ง ๕ เพราะกรรมอารมณ์นี้ นึกถึง คิดถึง การกระทำในอดีต เป็นอดีตอารมณ์ เป็น กรรมในอดีตที่ตนได้ทำแล้วอย่างไรก็หน่วงโน้มนำใจให้คิด ให้นึกเหมือนดังที่ได้ทำ อยู่อย่างนั้น เป็นแต่นึก เป็นแต่คิด ไม่ถึงกับมีเป็นภาพ เป็นนิมิตมาปรากฏ
เมื่อมีกรรมอารมณ์เป็นกุสล ก็จะต้องไปสู่สุคคติ ถ้าหากว่ามีกรรมอารมณ์เป็น อกุสล ก็จะต้องไปสู่ทุคคติ
กรรมนิมิตอารมณ์
กรรมนิมิตอารมณ์ หมายถึง เครื่องมือ เครื่องใช้ที่ตนได้ใช้ในการกระทำกรรม นั้น ๆ 
ที่เป็นฝ่ายกุสลก็เห็นเครื่องที่ตนได้ทำกุสล เช่น เห็นโบสถ์ เห็นพระพุทธรูปที่ ตนสร้าง เห็นพระที่ตนบวชให้ เห็นเครื่องสักการะที่ตนใช้บูชา เห็นผ้าผ่อนที่ตนให้ ทาน เหล่านี้เป็นต้น มรณาสันนชวนะก็หน่วงเอามาเป็นอารมณ์
ที่เป็นฝ่ายอกุสล เช่น เห็นแห อวน หอก ดาบ มีด ไม้ ปืน เครื่องเบียด เบียนสัตว์ ที่ตนเคยใช้ในการทำบาป เป็นต้น มรณาสันนชวนะก็น้อมมาเป็นอารมณ์
ทั้งนี้ ถ้าเป็นแต่เพียงคิด เพียงแต่นึกถึงเครื่องมือ เครื่องใช้นั้น ๆ ก็ปรากฏ ทางมโนทวาร เป็นอดีตอารมณ์ แต่ถ้าได้เห็นด้วยนัยน์ตาจริง ๆ ด้วย ได้ยินทางหู จริง ๆ ด้วย ได้กลิ่นทางจมูกจริง ๆ ด้วย ก็เป็นทางปั­จทวาร และเป็นปัจจุบัน อารมณ์ด้วย
เมื่อมีกรรมนิมิตอารมณ์เป็นกุสล ก็นำไปสู่สุคคติ แต่ถ้าหากว่ามีกรรมนิมิต อารมณ์เป็นอกุสล ย่อมนำไปสู่ทุคคติ
คตินิมิตอารมณ์
คตินิมิตอารมณ์ คือ นึกเห็นเครื่องหมายที่จะนำไปสู่สุคติ หรือทุคคติ
ถ้าจะไปสู่สุคคติ ก็จะปรากฏเป็นวิมาน เป็นปราสาททิพยสมบัติ เป็นนางเทพ อัปสร เป็นรั้ววัง เป็นวัดวาอาราม เป็นภิกษุสามเณร เป็นครรภ์มารดา เป็นต้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ดี
ถ้าจะไปสู่ทุคคติ ก็จะปรากฏเป็นเปลวไฟ เป็นเหว เป็นถ้ำอันมืดมัว เป็นนาย นิรยบาล เป็นสุนัข แร้ง กา จะมาเบียดเบียนทำร้ายตนเป็นต้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ เลวร้าย
ทั้งนี้ปรากฏทางมโนทวารแต่ทางเดียว คือ เห็นทางใจ และจัดเป็นปัจจุบัน อารมณ์ เพราะกำลังนึกเห็นอยู่
อารมณ์ของกามาวจรปฏิสนธิ คือ จะไปเกิดในกามภูมินั้น มรณาสันนชวนะ จะมีกรรมอารมณ์ หรือ กรรมนิมิตอารมณ์ หรือคตินิมิตอารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ได้ และอารมณ์เหล่านั้นล้วนแต่เป็นกามธรรม คือ กามอารมณ์ทั้งสิ้น
อารมณ์ของรูปาวจรปฏิสนธิ คือ จะไปเกิดในรูปาวจรภูมิเป็นรูปพรหมนั้น มรณาสันนชวนะมีเฉพาะกรรมนิมิตอารมณ์แต่อย่างเดียวเท่านั้น โดยมีบั­­ัติธรรม เป็นอารมณ์ กล่าวคือ ตนได้ฌานด้วยอารมณ์กัมมัฏฐานใด มรณาสันนชวนะก็มี กัมมัฏฐานนั้นแหละเป็นอารมณ์
อารมณ์ของอรูปาวจรปฏิสนธิ คือ จะไปเกิดในอรูปาวจรภูมิ เป็นอรูปพรหม นั้น มรณาสันนชวนะก็มีเฉพาะกรรมนิมิตอารมณ์แต่อย่างเดียวเหมือนกัน โดยมี บั­­ัติธรรม หรือมหัคคตธรรมเป็นอารมณ์ ตามควรแก่อรูปฌานที่ตนได้
จุติ แล้ว ปฏิสนธิ
สัตว์ที่จุติแล้วปฏิสนธิ เป็นอสั­­สัตตพรหม ซึ่งมีแต่รูปไม่มีนามจิต และ นามเจตสิกด้วยเลย เพราะเหตุนี้ อสั­­ีสัตว์จึงชื่อว่า รูปปฏิสนธิ
สัตว์ที่จุติแล้วปฏิสนธิเป็นอรูปพรหม ซึ่งมีแต่นามจิต และนามเจตสิกเท่านั้น ไม่มีรูปด้วยเลย เพราะเหตุนี้อรูปสัตว์ จึงชื่อว่า อรูปปฏิสนธิ
สัตว์ที่จุติแล้วปฏิสนธิเป็นสัตว์อย่างอื่น ไม่ใช่เป็นอสั­­ีสัตว์ หรืออรูปสัตว์ แล้วก็เป็นสัตว์ที่มีทั้งรูปทั้งนาม ดังนี้จึงชื่อว่า รูปารูปปฏิสนธิ
สัตว์ใดจุติแล้วปฏิสนธิเป็นอะไร มีแสดงไว้ดังนี้
อรูปพรหมจุติ ย่อมไม่ปฏิสนธิในอรูปภูมิชั้นที่ต่ำกว่าเดิม แต่ถ้าปฏิสนธิใน กามภูมิ ต้องเป็นไตรเหตุฯ
รูปพรหมจุติ ถ้าปฏิสนธิในกามภูมิ ก็เป็นไตรเหตุ หรือทวิเหตุ ไม่เป็นอเหตุก สัตว์ และอบายสัตว์
อธิบาย
๑. อรูปพรหมจุติ ย่อมได้ปฏิสนธิจิต ๘ ดวง คือ
ก. เกิดในอรูปพรหมอีก (ปฏิสนธิด้วยอรูปวิบาก ๔) ย่อมเกิดในอรูปพรหม ชั้นนั้นหรือชั้นที่สูงกว่า ไม่ปฏิสนธิในชั้นที่ต่ำกว่า เพราะเป็นธรรมดาของอรูปพรหม ที่ย่อมเว้นหรือหน่ายจากฌานเบื้องต่ำ
ข. เกิดในกามภูมิย่อมเกิดเป็นไตรเหตุ ที่เรียกว่ากามติเหตุกปฏิสนธิ (ปฏิสนธิ ด้วยมหาวิบาก­าณสัมปยุตต ๔)
อนึ่งอรูปพรหมที่เป็นพระอริยนั้น จะไม่กลับมาเกิดในกามภูมิอีกเลย และ เฉพาะเนวสั­­านาสั­­ายตนพรหมที่เป็นพระอริยนั้น ก็จะไม่ไปเกิดในภูมิอื่นเลย จะต้องสำเร็จเป็นพระอรหันต์ และปรินิพพานในเนวสั­­านาสั­­ายตนภูมินั่นเอง

๒. รูปพรหมจุติ แบ่งได้เป็น ๓ จำพวก คือ
จำพวกที่ ๑ เป็นพระอนาคามีที่เป็นรูปพรหมในสุทธาวาสภูมิ ๕ พระ อนาคามีในสุทธาวาสภูมินี้ ถ้าไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์และปรินิพพานในชั้นนั้นแล้ว เมื่อจุติก็ต้องปฏิสนธิในสุทธาวาสภูมิชั้นที่สูงกว่าตามลำดับไป จนกว่าจะปรินิพพาน ไม่มีการเกิดซ้ำชั้นเลย
จำพวกที่ ๒ เป็นรูปพรหมใน ๑๐ ภูมิ คือ เว้นสุทธาวาสภูมิ ๕ และอสั­­ สัตตภูมิ ๑, รูปพรหม ๑๐ ภูมินี้ ย่อมได้ปฏิสนธิจิต ๑๗ ดวง คือ
ก. เกิดในอรูปพรหม (ปฏิสนธิด้วย อรูปาวจรวิบาก ๔)
ข. เกิดในรูปพรหมอีก (ปฏิสนธิด้วย รูปาวจรวิบาก ๕)
ค. เกิดในกามสุคติภูมิ ๗ (ปฏิสนธิด้วยมหาวิบาก ๘) ย่อมเกิดเป็นไตรเหตุ บ้าง ทวิเหตุบ้าง แต่ไม่เกิดเป็นอเหตุกสัตว์
อนึ่งรูปพรหมที่เป็นพระอริยนั้น จะไม่มาเกิดในกามภูมิอีกเลย และไม่เกิดใน รูปพรหมชั้นที่ต่ำกว่าด้วย สำหรับพระอริยที่เป็นรูปพรหมในชั้นเวหัปผลาภูมิ เมื่อยัง ไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็ไม่เกิดย้ายไปภูมิอื่น ต้องเกิดซ้ำอยู่ในชั้นเวหัปผลาภูมินั้น จนกว่าจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ และปรินิพพานในเวหัปผลาภูมินั้นเอง
จำพวกที่ ๓ เป็นอสั­­สัตตพรหม เมื่อจุติแล้วย่อมไปเกิดแต่ในกามสุคติภูมิ ๗ เท่านั้น เป็นไตรเหตุบ้าง เป็นทวิเหตุบ้าง
๓. เทวดาและมนุษย์จุตินั้น ปฏิสนธิไม่เที่ยง บางทีก็ไปเกิดในอบายภูมิบ้าง ในมนุษย์บ้าง ในเทวดาบ้าง ในรูปพรหมบ้าง ในอรูปพรหมบ้างตามควรแก่บาป และ บุ­
เป็นอันว่า กามสุคติบุคคลจุตินั้น ย่อมได้ปฏิสนธิทั้ง ๒๐* เกิดได้ทั้ง ๓๑ ภูมิ
๔. อบายสัตว์จุติ ย่อมได้ปฏิสนธิจิต ๑๐ ดวง คือ ไปเกิดในอบายอีกบ้าง ในมนุษย์บ้าง ในเทวดาบ้าง แต่ไม่สามารถไปเกิดในพรหมโลกชั้นหนึ่งชั้นใดเลย
ปฏิสนธิจิต ภวังคจิต วิถีจิต และจุติจิต ในภพนี้ ชาตินี้ สืบเนื่องกันฉันใด ในภพหน้า ชาติหน้า ก็เป็นเหมือนกันฉันนั้นอีก
บัณฑิตทั้งหลาย พิจารณาเห็นสังขารนี้ว่า ไม่ยั่งยืน เพียรให้ถึงซึ่ง ธรรมอัน ไม่จุติ ตัดขาดจากความเยื่อใยที่ผูกมัดอยู่เสียได้จนหมดสิ้นแล้ว ก็ไม่ต้องสืบต่อภพ ใหม่ชาติใหม่อีก ได้แต่เสวย วิมุตติสุข อันประเสริฐกว่าสุขทั้งปวง
* หมายเหตุ ปฏิสนธิ ๒๐ คือ อุเบกขาสันตีรณจิต ๒ มหาวิบากจิต ๘ มหัคคตวิบากจิต ๙ และรูปปฏิสนธิ ๑

จบปริจเฉทที่ ๕ ชื่อวิถีมุตตสังคหวิภาค

ทำลายความเห็นที่ผิด (มิจฉาทิฏฐิ)
                 ปรมัตถธรรมสังเขป
      บูชาธรรม โดย ธเนศ อุ่นศิริ นบ.
               ในอดีตสมัย ณ สาลวันอันเป็นที่แวะพักแห่งพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงดับขันธปรินิพพานระหว่างไม้สาละคู่
หมดโอกาสที่สัตว์โลกจะได้สดับพระธรรมเทศนาจากพระโอษฐ์อีกต่อไป
พระผู้มีพระภาคประทานพระธรรมวินัยที่ทรงแสดงแล้ว ทรงบั­­ัติแล้ว
ไว้เป็นศาสดาแทนพระองค์เมื่อทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้ว [ฑีฆนิกาย มหาวรรค
มหาปรินิพพานสูตร ข้อ ๑๔๑] 
               พุทธบริษัทย่อมถวายความนอบน้อมสักการะพระธรรมอันประเสริฐสุดของพระผู้มีพระภาค
ตามความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัย แม้ผู้ใดเห็นพระวรกายของพระองค์
ได้สดับพระธรรมเทศนาจากพระโอษฐ์ หรือแม้ได้จับชายสังฆาฏิติดตามพระองค์ไป แต่ไม่รู้ธรรม
ไม่เห็นธรรม ผู้นั้นก็หาได้เห็นพระองค์ไม่ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นได้ชื่อว่าย่อมเห็นตถาคต [ขุททกนิกาย
อิติวุตตกะ สังฆาฎิสูตร ข้อ ๒๗๒] 
               พระพุทธศาสนา คือ พระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มี ๓ ขั้น 
               ๑. ขั้นปริยัติ  ศึกษาพระธรรมวินัย 
               ๒. ขั้นปฏิบัติ  เจริ­ธรรมเพื่อบรรลุธรรมที่ดับกิเลสดับทุกข์ 
               ๓. ขั้นปฏิเวธ  รู้แจ้งธรรมที่ดับกิเลส ดับทุกข์ 
               พระพุทธดำรัสที่ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นตถาคต หมายถึงการเห็นธรรม
รู้แจ้งธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ คือ โลกุตตรธรรม ๙
การเห็นธรรมขั้นปฏิเวธเป็นผลของการเจริ­ธรรมขั้นปฏิบัติ การเจริ­ธรรมขั้นปฏิบัติต้องอาศัยปริยัติ
ด้วยเหตุนี้ปริยัติ คือการศึกษาพระธรรมวินัยจึงเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง
เป็นทางนำไปสู่พระพุทธศาสนาขั้นปฏิบัติและขั้นปฏิเวธ เป็นลำดับไป 
               พระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคได้จดจำสืบต่อกันมาโดยมุขปาฐะ คือ
การท่องจำจากพระอรหันตสาวกผู้กระทำสังคายนาพระธรรมวินัยเป็น ๓ ปิฏก เรียกว่า พระไตรปิฏก
การท่องจำได้กระทำสืบต่อกันมาตราบจนกระทั่งได้จารึกเป็นตัวอักษร
พระธรรมวินัยซึ่งพระอรหันตสาวกได้สังคายนาเป็น ๓ ปิฏกนั้น คือ 
               ๑.  พระวินัยปิฏก 
               ๒.  พระสุตตันตปิฏก 
               ๓.  พระอภิธรรมปิฏก 
               พระวินัยปิฎก เกี่ยวกับระเบียบข้อประพฤติปฏิบัติเพื่อพรหมจรรย์ขั้นสูงยิ่งขึ้นเป็นส่วนให­่
พระสุตตันปิฏกเกี่ยวกับหลักธรรมที่ทรงเทศนาแก่บุคคลต่างๆ ณ สถานที่ต่างๆ เป็นส่วนให­่
พระอภิธรรมปิฏกเกี่ยวกับสภาพธรรมพร้อมทั้งเหตุและผลของธรรมทั้งปวง 
               พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ภาคธรรมพร้อมทั้งเหตุและผลของธรรมทั้งปวง
พระองค์ทรงแสดงธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก
ตั้งแต่สมัยตรัสรู้ตราบจนถึงสมัยปรินิพพานด้วยพระปั­­าคุณ พระบริสุทธิคุณ
และพระมหากรุณาธิคุณ อันไม่มีผู้ใดเปรียบปาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงบำเพ็­พระบารมีเพื่อบรรลุธรรมเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยสัมปทา [อภิธัมมัตถวิภาวินีฏีกา]  คือ เหตุสัมปทา ผลสัมทา สัตตูปการสัมปทา 
               เหตุสัมปทา การถึงพร้อมด้วยเหตุ คือ
การทรงบำเพ็­พระบารมีจนถึงพร้อมเพื่อตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 
               ผลสัมปทา การถึงพร้อมด้วยผล มี ๔ อย่าง คือ 
               ๑.  ­าณสัมปทา ได้แก่ มัคค­าณ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งพระสัพพั­­ุต­าณและพระทศพล­าณ
เป็นต้น ซึ่งมีมัคค­าณนั้นเป็นมูล 
               ๒.  ปหานสัมปทา ได้แก่ ละกิเลสทั้งสิ้นพร้อมทั้งวาสนา
วาสนาคือกิริยาอาการทางกายวาจาที่ไม่งาม ที่ประพฤติจนเคยชิน
ซึ่งถ้าไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ละไม่ได้ 
               ๓.  อานุภาวสัมปทา  ได้แก่  ความเป็นให­่ในการทำให้สำเร็จได้ตามที่ปรารถนา 
               ๔.  รูปกายสัมปทา ได้แก่  พระรูปสมบัติอันประกอบด้วยพระมหาปุริสลักษณะและอนุพยั­ชนะ
อันเป็นที่เจริ­ตา เจริ­ใจของชาวโลกทั้งมวล 
               เมื่อเหตุ คือ บารมีถึงพร้อมแล้ว ก็ทำให้ถึงพร้อมด้วยผลสัมปทา คือ
การตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
มิใช่ทำให้พระองค์พ้นทุกข์แต่พระองค์เดียว พระบารมีที่ได้ทรงบำเพ็­มานั้น
ก็เพื่อการตรัสรู้และบรรลุความเป็นพระสัพพั­­ูในธรรมนั้น
เพื่อทรงแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์เช่นเดียวกันกับพระองค์
ถ้าพระองค์ทรงบำเพ็­บารมีเพื่อดับกิเลสพ้นทุกข์แต่พระองค์เดียวเท่านั้นพระองค์ก็จะไม่ทรงพระนามว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะพระพุทธเจ้านั้นมี ๒ ประเภท คือ 
               ๑.  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า [ปุคคลบั­­ัติปกรณ์ เอกนิทเทส ข้อ ๓๘ นวกนิทเทส ข้อ ๑๕๑]
ผู้ตรัสรู้ด้วยพระปั­­าอันยิ่งซึ่งสัจจะด้วยพระองค์เองในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน
ทรงบรรลุความเป็นพระสัพพั­­ูในธรรมนั้น และทรงบรรลุความเป็นผู้มีความชำนา­ในธรรมที่เป็นกำลังทั้งหลาย 
               ๒.  พระปัจเจกพุทธเจ้า [ปุคคลบั­­ัติปกรณ์ เอกนิทเทส ข้อ ๓๙ นวกนิทเทส ข้อ ๑๕๑] 
ผู้ตรัสรู้ซึ่งสัจจะทั้งหลายด้วยพระองค์เองที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน
แต่มิได้บรรลุความเป็นพระสัพพั­­ูในธรรมนั้น
และไม่ถึงความเป็นผู้ชำนา­ในธรรมที่เป็นกำลังทั้งหลาย 
               ฉะนั้น การบำเพ็­เหตุ คือ บารมี เพื่อบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผลจึงมากน้อยต่างกัน 
               สัตตูปการสัมปทา คือ การถึงพร้อมด้วยพระอัธยาศัยและอุตสาหะอุปการะแก่สัตว์โลกเป็นนิจ
แม้ในเหล่าสัตว์ผู้มีความผิด มีท่านพระเทวทัต เป็นต้น
กับการรอเวลาแก่กล้าแห่งอินทรีย์ของเวไนยสัตว์ผู้มีปั­­ินทรีย์ยังไม่แก่กล้า
และพระองค์ทรงแสดงพระธรรมอันจะนำสัตว์ออกจากทุกข์ทั้งปวงโดยมิได้ทรงเพ่งลาภสักการะ
เป็นต้น 
               เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงถึงพร้อมด้วยเหตุสัมปทาและผลสัมปทาแล้ว
พระองค์ก็ทรงโปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์ เป็นการถึงพร้อมด้วยสัตตูปการสัมปทา
การเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นการถึงพร้อมด้วยสัมปทาทั้งสาม 
               ด้วยเหตุนี้ พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศนาจึงเป็นธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้
การตรัสรู้ธรรมทำให้พระองค์ทรงหมดกิเลส
และพระองค์ทรงแสดงธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้ก็เพื่อให้ผู้ปฏิบัติตามหมดกิเลสด้วย 
               ฉะนั้น พุทธศาสนานิกจึงควรพิจารณาและศึกษาให้รู้ว่าธรรมและความจริงที่พระองค์ตรัสรู้นั้นคืออะไร
ความจริงที่พระองค์ทรงตรัสรู้ต่างกับความจริงที่เราคิดนึกหรือเข้าใจอย่างไรบ้าง 
               ความจริงที่พระองค์ทรงตรัสรู้
และทรงเทศนาสั่งสอนพุทธบริษัทให้เข้าใจและปฏิบัติตามจนเห็นความจริงนั้นๆ
ก็คือสิ่งทั้งหลายที่ปรากฏนั้นเป็นธรรมแต่ละชนิดแต่ละประเภท ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล
ธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นเพราะปัจจัยปรุงแต่งจึงเกิดขึ้นได้ เช่น ความโลภ ความโกรธ ความเสียใจ
ความทุกข์ ความสุข ความริษยา ความตระหนี่ ความเมตตา ความกรุณา การเห็น การได้ยิน เป็นต้น
ล้วนแต่เป็นสภาพธรรมแต่ละชนิด สภาพธรรมแต่ละชนิดแต่ละประเภทนั้นต่างกัน
เพราะเกิดจากเหตุปัจจัยต่างๆ กัน 
               การที่หลงยึดความโลภ ความโกรธและสภาพธรรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์
เป็นบุคคลนั้น เป็นความเห็นผิดเป็นความเข้าใจผิดเพราะธรรมเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแลัวก็ดับไปหมดไป
เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย การหลงเข้าใจผิดว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์
เป็นบุคคลนั้นก็เพราะไม่รู้ความจริงของธรรมทั้งปวง
เมื่อเห็นขณะใดก็ยึดการเห็นซึ่งเป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่งว่าเป็นตัวตน เป็นเราเห็น
เมื่อได้ยินก็ยึดสภาพธรรมที่ได้ยินนั้นเป็นตัวตน เป็นเราได้ยิน
เมื่อได้กลิ่นก็ยึดสภาพธรรมที่ได้กลิ่นนั้นเป็นตัวตน เป็นเราได้กลิ่น
เมื่อได้ลิ้มรสก็ยึดสภาพธรรมที่ลิ้มรสนั้นเป็นตัวตน เป็นเราลิ้มรส
เมื่อคิดนึกเรื่องใดก็ยึดสภาพธรรมที่คิดนึกเป็นตัวตน เป็นเรานึกคิด เป็นต้น 
               เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมทั้งปวงแล้ว
พระองค์ก็ทรงเทศนาสั่งสอนพุทธบริษัท ให้รู้ว่าสภาพธรรมทั้งปวงนั้นไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์
ไม่ใช่บุคคล เป็นปรมัตถธรรม คือ เป็นสภาพธรรมที่มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างๆ
ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงลักษณะของธรรมสภาพนั้นๆ ได้ ไม่ว่าใครจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม
ใครจะเรียกสภาพธรรมนั้นด้วยคำใดภาษาใดหรือไม่เรียกสภาพธรรมนั้นด้วยคำใดๆ เลยก็ตาม
สภาพธรรมนั้นก็เป็นสภาพธรรมที่ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้เลย สภาพธรรมใดที่เกิดขึ้น
สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป
ดังที่พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมแก่ท่านพระอานนท์ว่า สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว
มีความทำลายเป็นธรรมดา [ทีฆนิกาย มหาวารวรรค มหาปรินิพพานสูตร ข้อ ๑๓๕] 
               เมื่อความไม่รู้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและยึดถือสภาพธรรมที่เกิดดับว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์
เป็นบุคคลแล้ว ก็ย่อมทำให้เกิดความยินดีพอใจ หลงยึดถือเพิ่มพูนยิ่งขึ้นในยศฐาบรรดาศักดิ์ ชาติตระกูล
วรรณะ เป็นต้น ความจริงนั้นสิ่งที่มองเห็นเป็นเพียงสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏทางตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์
ไม่ใช่บุคคล เสียงที่ได้ยินก็ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล
เป็นสภาพธรรมแต่ละชนิดที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยต่างๆ กัน 
               การหลงยึดสภาพธรรมทั้งหลายว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลนั้น
อุปมาเหมือนคนเดินทางในที่ซึ่งย่อมเห็นเหมือนกับว่ามีเงาน้ำอยู่ข้างหน้า แต่เมื่อเข้าใกล้
เงาน้ำก็หายไปเพราะแท้จริงหามีน้ำไม่ เงาน้ำที่เห็นเป็นมายา เป็นภาพลวงตา ฉันใด
การเข้าใจผิดว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลเพราะความไม่รู้ เพราะความจำ
เพราะความยึดถือก็ฉันนั้น 
               คำว่า สัตว์ บุคคล ห­ิง ชาย เป็นต้นนั้น เป็นเพียงคำบั­­ัติให้รู้ความหมายของสิ่งที่เห็น ที่ได้ยิน
เป็นต้น อีกประการหนึ่ง ย่อมจะเห็นได้ว่าวัตถุสิ่งของต่างๆ เสียงต่างๆ กลิ่นต่างๆ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง
ตึง ไหว และเรื่องต่างๆ นั้น ถึงแม้จะวิจิตรสักเพียงใด ก็จะปรากฏให้รู้ไม่ได้
ถ้าไม่มีสภาพธรรมที่เป็นสภาพรู้ ซึ่งได้แก่การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้เย็น รู้ร้อน
รู้อ่อน รู้แข็ง รู้ตึง รู้ไหว การรู้ความหมายของสิ่งต่างๆ และการคิดนึก 
               สภาพธรรมที่รู้สิ่งต่างๆ เช่น สภาพธรรมที่รู้สี สภาพธรรมที่รู้เสียง สภาพธรรมที่รู้กลิ่น
สภาพธรรมที่ลิ้มรส สภาพธรรมที่รู้เย็น รู้ร้อน รู้อ่อน รู้แข็ง รู้ตึง รู้ไหว
สภาพธรรมที่รู้ความหมายของสิ่งต่างๆ และสภาพธรรมที่คิดนึกเรื่องต่างๆ เป็นต้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบั­­ัติเรียกสภาพรู้สิ่งต่างๆ นั้นว่า จิต 
                                                                                     ปรมัตถธรรมมี ๔ ประเภท
               จิต เป็นสภาพธรรมที่เป็นให­่ในการรู้สิ่งที่ปรากฏ เช่น เห็น ได้ยิน เป็นต้น จิตทั้งหมดมี ๘๙
ประเภท หรือ ๑๒๑ ประเภท โดยพิเศษ
               เจตสิก เป็นสภาพธรรมอีกประเภทหนึ่งที่เกิดร่วมกับจิตรู้สิ่งเดียวกับจิต ดับพร้อมกับจิต
และเกิดที่เดียวกับจิต เจตสิก แต่ละละเจตสิกมีลักษณะและกิจต่างกันตามประเภทของเจตสิกนั้นๆ
เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท 
               รูป เป็นสภาพธรรมที่ไม่ใช่สภาพรู้ เช่น สี เสียง กลิ่น รส เป็นต้น รูปทั้งหมดมี ๒๘ ประเภท 
               นิพพาน เป็นธรรมที่ดับกิเลส ดับทุกข์ นิพพาน ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น
นิพพานจึงไม่เกิดดับ 
                                                                                                              จิตปรมัตถ์
               ขณะที่เห็นสีต่างๆ ทางตานั้น ตาไม่เห็นอะไร ตาเป็นเพียงปัจจัยที่ทำให้เกิดการเห็นซึ่งเป็นจิต
เมื่อเสียงกระทบหู หูไม่ใช่จิต เพราะเสียงและหูไม่รู้อะไร
แต่สภาพธรรมที่ได้ยินเสียงหรือรู้เสียงนั้นเป็นจิต ฉะนั้น จิตปรมัตถ์จึงเป็นสภาพธรรมที่รู้สี รู้เสียง
รู้สิ่งต่างๆ ปรมัตถธรรมคือ สภาพธรรมที่มีจริงนี้เป็นอภิธรรม เป็นธรรมที่เป็นอนัตตา
ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบั­ชาของผู้ใดทั้งสิ้น เป็นสภาพธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย
แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ประสูติและตรัสรู้สภาพธรรมทั้งหลายก็ย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยอยู่แล้ว [อังคุตตรนิกาย
อุปปาทสูตร ข้อ ๕๗๖] พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระบรมศาสดา
เพราะพระองค์ทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวงด้วยพระองค์เองว่า ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์
ไม่ใช่บุคคล และธรรมทั้งปวงไม่อยู่ในอำนาจบังคับบั­ชาของผู้ใดทั้งสิ้น 
               คำว่าอภิ แปลว่ายิ่งให­่ อภิธรรมคือธรรมที่ยิ่งให­่ เพราะเป็นอนัตตา
ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบั­ชาของผู้ใด เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว
พระองค์ทรงเทศนาธรรมทั้งปวงที่ทรงตรัสรู้
พร้องทั้งเหตุปัจจัยของธรรมทั้งปวงนั้นโดยสภาพความเป็นจริงของธรรมนั้นๆ
พระองค์ทรงเคารพธรรมที่ทรงตรัสรู้ [สังยุตตนิกาย คารวสูตรที่ ๒ ข้อ ๕๖๐]
พระองค์มิได้ทรงเทศนาว่าธรรมทั้งปวงอยู่ในอำนาจของพระองค์
แต่ทรงเทศนาว่าแม้พระองค์เองก็ไม่สามารถบันดาลให้ผู้ใดพ้นทุกข์หรือบรรลุมัคค์ ผล นิพพานได้
การประพฤติปฏิบัติธรรมเท่านั้นที่เป็นปัจจัยให้ผู้ปฏิบัติบรรลุมัคค์ ผล นิพพาน และพ้นทุกข์ได้ 
               ปรมัตถธรรมหรืออภิธรรมนั้น มิใช่ธรรมที่เหลือวิสัยที่จะเข้าใจได้
เพราะปรมัตถธรรมเป็นธรรมที่มีจริง ฉะนั้น ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก
จึงเป็นการรู้ความจริงของปรมัตถธรรมตามสภาพลักษณะของปรมัตถธรรมนั้นๆ 
               จิตเป็นปรมัตถธรรมที่เกิดขึ้นรู้สี รู้เสียง รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส รู้สิ่งต่างๆ ตามประเภทของจิตนั้นๆ
เช่น จิตที่เกิดขึ้นเห็นสีทางตาเป็นจิตประเภทหนึ่ง จิตที่เกิดขึ้นได้ยินทางหูเป็นจิตประเภทหนึ่ง
จิตที่เกิดขึ้นรู้เย็น รู้ร้อน รู้อ่อน รู้แข็ง รู้ตึง รู้ไหวทางกายเป็นจิตประเภทหนึ่ง
จิตคิดนึกที่เกิดขึ้นรู้เรื่องต่างๆ ทางใจเป็นจิตประเภทหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น
ทั้งนี้ตามประเภทของจิตและตามปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตประเภทนั้นๆ 
              ในขณะที่จิตกำลังเห็นสิ่งใดอยู่นั้น ขณะนั้นมิได้มีแต่เฉพาะจิตที่เห็นเท่านั้น
หรือมิได้มีแต่เฉพาะสิ่งที่จิตเห็นเท่านั้น แต่ต้องมีทั้งจิตเห็นและสิ่งที่จิตเห็น
เมื่อมีสิ่งที่ถูกเห็นขณะใดก็แสดงว่าขณะนั้นต้องมีสภาพเห็น คือจิตเห็นด้วย
แต่ถ้ามุ่งสนใจแต่เฉพาะวัตถุหรือสิ่งที่ถูกเห็นเท่านั้นก็จะทำให้ไม่รู้ความจริงว่าสิ่งที่ถูกเห็นนั้นจะปรากฏได้ก็เพราะจิตเกิดขึ้นทำกิจเห็นสิ่งนั้น
ในขณะคิดนึกก็เช่นเดียวกัน เมื่อจิตคิดนึกเรื่องใด เรื่องราวนั้นเป็นคำที่จิตกำลังคิดนึกอยู่ขณะนั้น
เมื่อจิตเกิดขึ้นรู้สิ่งใด สิ่งที่จิตรู้นั้น ภาษาบาลีเรียกว่า อารมฺมณ 
               คำว่า อารมฺมณ (อารมณ์) หรือ อาลมฺพน ในพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
หมายถึงสิ่งที่จิตรู้ ขณะใดที่จิตเกิดขึ้น เห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา
สิ่งที่ปรากฏทางตาก็เป็นอารมณ์ของจิตนั้น ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นได้ยินเสียง
เสียงก็เป็นอารมณ์ของจิตขณะนั้น ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นรู้กลิ่น กลิ่นก็เป็นอารมณ์ของจิตขณะนั้น
ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นลิ้มรส รสก็เป็นอารมณ์ของจิตขณะนั้น ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นรู้เย็น รู้ร้อน รู้อ่อน รู้แข็ง
รู้ตึง รู้ไหว เย็นร้อนอ่อนแข็งตึงไหวก็เป็นอารมณ์ของจิตขณะนั้น
ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นคิดนึกถึงเรื่องราวต่างๆ เรื่องราวต่างๆ
ก็เป็นอารมณ์ของจิตที่กำลังคิดนึกขณะนั้นดังนี้ เป็นต้น เมื่อมีจิตก็ต้องมีอารมณ์คู่กันไปทุกครั้ง
จิตเกิดขึ้นขณะใดจะต้องรู้อารมณ์ขณะนั้น เมื่อจิตเกิดขึ้นแล้วไม่รู้อารมณ์ไม่ได้
หรือจะมีแต่จิตซึ่งเป็นสภาพรู้โดยไม่มีอารมณ์ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้ก็ไม่ได้ 
               จิตซึ่งเป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์นั้นมิใช่มีแต่ในพระพุทธศาสนา หรือเฉพาะในมนุษย์เท่านั้น
จิตเห็น จิตได้ยิน เป็นต้นนั้นเป็นปรมัตถธรรม ไม่ใช่เชื้อชาติใดๆ ทั้งสิ้น
การที่บั­­ัติว่าเป็นบุคคลนี้เห็น สัตว์นั้นได้ยิน เป็นต้น ก็โดยอาศัยรูปและการจำ ถ้าไม่มีรูปและการจำ
ก็ย่อมจะบั­­ัติจิตเห็น จิตได้ยินนั้นๆ ว่าเป็นบุคคลนี้เห็น หรือเป็นสัตว์นั้นได้ยินไม่ได้
จิตเป็นปรมัตถธรรม ไม่ว่าจะเป็นจิตเห็นของสัตว์ใดบุคคลใด
จิตเห็นที่เกิดขึ้นนั้นก็จะต้องเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา จิตได้ยินก็จะต้องได้ยินเสียง จิตเห็นจะรู้เสียงไม่ได้
และจิตได้ยินจะรู้สิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ได้
ไม่มีผู้ใดมีอำนาจบังคับบั­ชาให้ปรมัตถธรรมเปลี่ยนลักษณะ และสภาพของปรมัตถธรรมนั้นๆ
เป็นอย่างอื่นได้ จิตซึ่งเป็นปรมัตถธรรมที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น เกิดขึ้นได้เพราะมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น
เมื่อไม่มีปัจจัย จิตก็เกิดไม่ได้ เช่น เมื่อเสียงไม่เกิดขึ้นกระทบหู จิตได้ยินก็เกิดขึ้นไม่ได้
เมื่อกลิ่นไม่เกิดขึ้นกระทบจมูก จิตรู้กลิ่นก็เกิดไม่ได้
จิตแต่ละประเภทจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตประเภทนั้นๆ ฉะนั้น
จิตที่เกิดขึ้นจึงต่างกันเป็น ๘๙ ประเภท หรือ ๑๒๑ ประเภท โดยพิเศษ (ซึ่งเรียกว่า ๘๙ ดวงหรือ ๑๒๑
ดวง) และปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตประเภทหนึ่งๆ นั้นก็ไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียว แต่ต้องมีหลายปัจจัย เช่น
จิตเห็นเกิดขึ้นเพราะมีปัจจัย คือตาซึ่งได้แก่จักขุปสาท และรูป คือสิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นต้น 
               จิตเป็นปรมัตถธรรมที่ไม่ใช่รูป ปรมัตถธรรมใดไม่ใช่รูป ปรมัตถธรรมนั้นเป็นนามธรรม จิต
เจตสิก นิพพานเป็นนามธรรม รูปเป็นรูปธรรม [ธรรมสังคณีปกรณ์ นิกเขปกัณฑ์ ข้อ ๘๔๔] 
                                                                                                        เจตสิกปรมัตถ์
              ในขณะที่จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น
มีนามปรมัตถอีกประเภทหนึ่งเกิดร่วมกับจิตและรู้อารมณ์เดียวกับจิต นามปรมัตถนั้นคือเจตสิก
เจตสิกได้แก่ ความโกรธ ความรัก ความสุข ความทุกข์ ความตระหนี่ ความริษยา ความเมตตา
ความกรุณา เป็นต้น สภาพธรรมเหล่านี้เป็นเจตสิกปรมัตถ์ ไม่ใช่จิตปรมัตถ์ 
               ความโกรธ ความรัก ความสุข ความทุกข์ เป็นต้นนั้น เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ไม่ใช่ตัวตน
ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เป็นสภาพธรรมที่ต้องเกิดกับจิต ถ้าไม่มีจิต เจตสิกคือ ความโกรธ ความรัก
ความทุกข์ เป็นต้นนั้น ก็เกิดไม่ได้ เจตสิกปรมัตถ์มี ๕๒ ประเภทหรือเรียกว่า ๕๒ ดวง เช่น ความโกรธ
(โทสะ) ก็เป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง มีลักษณะหยาบกระด้างดุร้าย ความรักก็เป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง คือ
โลภเจตสิก มีลักษณะยึดติด ไม่สละและปรารถนาอารมณ์ จะเห็นได้ว่า
เจตสิกแต่ละประเภทเป็นสภาพธรรมแต่ละอย่าง ไม่ใช่สภาพธรรมอย่างเดียวกัน
นอกจากมีลักษณะต่างกัน กิจของเจตสิกแต่ละอย่างก็ต่างกัน ผลคืออาการที่ปรากฏก็ต่างกัน
และเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดเจตสิกแต่ละประเภทก็ต่างกัน 
               จิตปรมัตถ์และเจตสิกปรมัตถ์เป็นนามธรรมที่รู้อารมณ์และเกิดร่วมกัน เจตสิกเกิดพร้อมกับจิต
ดับพร้อมกับจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิต และเกิดที่เดียวกับจิต คือ จิตเกิดดับที่ไหนเจตสิกก็เกิดดับที่นั่น
จิตปรมัตถ์และเจตสิกปรมัตถ์นั้นไม่แยกกัน คือไม่เกิดดับแต่เพียงปรมัตถ์เดียว
จิตเป็นให­่เป็นประธานในการรู้อารมณ์ ส่วนเจตสิกต่างๆ ที่เกิดร่วมกับจิตก็รู้อารมณ์เดียวกับจิต
แต่มีลักษณะและหน้าที่ในการรู้อารมณ์นั้นต่างกันไปตามลักษณะและกิจการงานของเจตสิกแต่ละประเภท
เพราะเหตุที่จิตแต่ละดวงที่เกิดขึ้นนั้นมีเจตสิกเกิดขึ้นร่วมด้วยมากน้อยต่างๆ กัน
และเป็นเจตสิกต่างประเภทกัน จึงทำให้จิตต่างกันเป็น ๘๙ หรือ ๑๒๑ ประเภท โดยพิเศษ
จิตแต่ละประเภทนั้นไม่เหมือนกัน โดยรู้อารมณ์ต่างกันบ้าง โดยทำกิจต่างกันบ้าง
โดยเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยต่างกันบ้าง เช่น จิตบางดวงมีสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอารมณ์
จิตบางดวงมีเสียงเป็นอารมณ์ จิตบางดวงทำกิจเห็น จิตบางดวงทำกิจได้ยิน เป็นต้น
จิตบางดวงมีโลภเจตสิกเกิดร่วมด้วย จิตบางดวงมีโทสเจตสิกเกิดร่วมด้วย ดังนี้เป็นต้น 
 เมื่อเวไนยสัตว์ฟังพระอภิธรรมก็พิจารณาสภาพปรมัตถธรรมที่ปรากฏ
ด้วยปั­­าที่ได้อบรมสะสมมาแล้วในอดีต จึงรู้ความจริงของปรมัตถธรรมในขณะนั้นได้
ด้วยเหตุนี้ในครั้งพุทธกาล เมื่อพระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมจบลง
จึงมีผู้บรรลุมรรคผลนิพพานเป็นจำนวนมาก
เพราะท่านเหล่านั้นฟังพระธรรมเข้าใจและพิจารณารู้ความจริงของสภาพปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนั้น
เช่น เมื่อพระองค์ทรงเทศนาว่า จักขุวิ­­าณคือ จิตที่ทำกิจเห็นนั้นไม่เที่ยง
ท่านเหล่านั้นก็มีสติสัมปชั­­ะ
รู้สภาพลักษณะของจิตในขณะที่กำลังเห็นนั้นได้ถูกต้องว่าเป็นสภาพธรรมที่เป็นนามธรรม ไม่ใช่ตัวตน
ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ในขณะที่กำลังได้ยิน
ท่านเหล่านั้นก็มีสติสัมปชั­­ะรู้ลักษณะของสภาพธรรมในขณะที่กำลังได้ยินนั้น
เมื่อปั­­ารู้แจ้งลักษณะไม่เที่ยงเกิดดับเป็นทุกข์ของปรมัตถธรรมที่ปรากฏในขณะนั้น
แล้วก็ละคลายความยินดีเห็นผิดที่ยึดถือปรมัตถธรรมเหล่านั้นเป็นตัวตน เที่ยง และเป็นสุข ฉะนั้น
พึงเข้าใจให้ถูกต้องว่า พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงเทศนาสั่งสอน
ซึ่งได้รวบรวมบันทึกไว้เป็นพระไตรปิฎกนั้นเป็นเรื่องความจริงของสภาพธรรมทั้งปวง
เมื่อศึกษาและเข้าใจปรมัตถธรรมแล้วก็ควรพิจารณาปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏ
เพื่อรู้แจ้งลักษณะความจริงของ  ปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏนั้น
จึงจะละความสงสัยและความไม่รู้ในสภาพลักษณะของปรมัตถธรรมได้อย่างแท้จริง 
               การศึกษาเพื่อให้เข้าใจปรมัตถธรรมนั้น จะต้องพิจารณาถึงเหตุผลจึงจะเข้าใจได้แจ่มแจ้ง เช่น
จะต้องรู้ว่าสภาพที่เห็นกับสภาพที่ได้ยินนั้นเหมือนกันหรือไม่ ถ้าเหมือนกัน เหมือนกันอย่างไร
ถ้าไม่เหมือน ไม่เหมือนกันอย่างไร สภาพเห็นและสภาพได้ยินเป็นจิตปรมัตถ์ก็จริง แต่ไม่ใช่จิตเดียวกัน
เพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดต่างกัน
จิตเห็นนั้นต้องอาศัยสิ่งที่ปรากฏทางตากระทบกับจักขุปสาทเป็นปัจจัยจึงจะเกิดได้
ส่วนจิตได้ยินต้องอาศัยเสียงกระทบกับโสตปสาทเป็นปัจจัยจึงจะเกิดได้
จิตเห็นและจิตได้ยินมีกิจต่างกันและเกิดจากปัจจัยต่างกัน 
                                            รูปปรมัตถ์
               รูปปรมัตถ์เป็นสภาวะธรรมที่ไม่รู้อารมณ์ [ธรรมสังคณีปกรณ์ รูปกัณฑ์ ข้อ ๕๐๓]
มีปัจจัยปรุงแต่งจึงเกิดขึ้นและดับไปเช่นเดียวกันกับจิตและเจตสิก 
               รูปปรมัตถ์มี ๒๘ รูป หรือ ๒๘ ประเภท และมีความหมายไม่มีเหมือนที่เข้าใจกันว่า
โต๊ะเป็นรูปหนึ่ง เก้าอี้เป็นรูปหนึ่ง หนังสือเป็นรูปหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น ในรูปปรมัตถ์ ๒๘ ประเภทนั้น
มีรูปที่จิตรู้ได้ทางตา คือ มองเห็นได้เพียงรูปเดียว คือ สิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น ส่วนอีก ๒๗ รูปนั้น
จิตเห็นไม่ได้ แต่รู้ได้ทางอื่นตามประเภทของรูปนั้นๆ เช่น เสียงรู้ได้ทางหู เป็นต้น 
               ถึงแม้ว่าจะเห็นจิตและเจตสิกด้วยตาไม่ได้เช่นเดียวกับรูป ๒๗ รูปที่มองไม่เห็น
แต่จิตและเจตสิกก็ไม่ใช่รูปปรมัตถ์ เพราะจิตและเจตสิกเป็นปรมัตถธรรมที่รู้อารมณ์
ส่วนรูปเป็นปรมัตถธรรมที่ไม่รู้อารมณ์ รูปปรมัตถธรรมเป็นสังขารธรรม มีปัจจัยปรุงแต่งจึงเกิดขึ้น
รูปๆ หนึ่งอาศัยรูปอื่นเกิดขึ้น ฉะนั้น จะมีรูปเกิดขึ้นเพียงรูปเดียวไม่ได้
ต้องมีรูปที่เกิดพร้อมกันและอาศัยกันเกิดขึ้นหลายรูปรวมกันเป็น ๑ กลุ่มเล็กๆ
ซึ่งแยกออกจากกันไม่ได้เลย ภาษาบาลีเรียกว่า ๑ กลาป 
               รูปเป็นสภาพธรรมที่เล็กละเอียดมาก เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา
รูปกลาปหนึ่งเกิดขึ้นจะดับไปเมื่อจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ซึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก
เพราะจิตที่เห็นและจิตที่ได้ยินขณะนี้ ซึ่งปรากฏเสมือนว่าพร้อมกันนั้น ก็เกิดดับห่างไกลกันเกินกว่า ๑๗
ขณะจิต ฉะนั้น รูปที่เกิดพร้อมกับจิตที่เห็น ก็ดับไปก่อนที่จิตได้ยินจะเกิดขึ้น 
               รูปแต่ละรูปเล็กละเอียดมาก ซึ่งเมื่อแตกย่อยรูปที่เกิดดับรวมกันอยู่ออกจนละเอียดยิบ
จนแยกต่อไปไม่ได้อีกแล้วนั้น ในกลุ่มของรูป (กลาปหนึ่ง) ที่เล็กที่สุดที่แยกอีกไม่ได้เลยนั้น
ก็มีรูปรวมกันอย่างน้อยที่สุด ๘ รูป เรียกว่า อวินิพโภครูป ๘ คือ 
               มหาภูตรูป (รูปที่เป็นให­่เป็นประธาน) ๔ ได้แก่ 
              ปฐวีธาตุ  (ธาตุดิน) เป็นรูปที่อ่อนหรือแข็ง ๑ รูป 
              อาโปธาตุ  (ธาตุน้ำ) เป็นรูปที่เอิบอาบหรือเกาะกุม ๑ รูป 
              เตโชธาตุ  (ธาตุไฟ) เป็นรูปที่ร้อนหรือเย็น ๑ รูป 
              วาโยธาตุ  (ธาตุลม) เป็นรูปที่ไหวหรือตึง ๑ รูป 
               มหาภูตรูป ๔ นี้ต่างอาศัยกันเกิดขึ้น จึงแยกกันไม่ได้เลย และมหาภูตรูป ๔ นี้เป็นปัจจัย
โดยเป็นที่อาศัยเกิดของรูปอีก ๔ รูปที่เกิดร่วมกับมหาภูตรูปในกลาปเดียวกัน คือ 
              วัณโณ (แสงสี)   เป็นรูปที่ปรากฏทางตา   ๑ รูป 
              คันโธ (กลิ่น)   เป็นรูปที่ปรากฏทางจมูก  ๑ รูป 
              รโส (รส)  เป็นรูปที่ปรากฏทางลิ้น  ๑ รูป 
              โอชา (อาหาร)  เป็นรูปที่เป็นปัจจัยให้เกิดรูป ๑ รูป 
               รูป ๘ รูปนี้แยกกันไม่ได้เลย
เป็นกลุ่มของรูปที่เล็กที่สุดที่เกิดพร้อมกันและดับพร้อมกันอย่างรวดเร็ว จะมีแต่มหาภูตรูป ๔ โดยไม่มี
อุปาทายรูป (รูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด) ๔ รูปนี้ไม่ได้เลย 
               มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยโดยเป็นที่อาศัยของอุปาทายรูปที่เกิดร่วมกันในกลาปเดียวกัน
แต่แม้ว่าอุปทายรูปจะเกิดพร้อมกับมหาภูตรูปในกลาปเดียวกัน
แต่อุปทายรูปก็ไม่ได้เป็นปัจจัยให้มหาภูตรูปเกิด ฉะนั้น มหาภูตรูป ๔ จึงเกิดพร้อมกับอุปาทายรูป
โดยมหาภูตรูปเป็นปัจจัย คือเป็นที่อาศัยของอุปาทายรูป
และอุปาทายรูปเกิดพร้อมกับมหาภูตรูปโดยอาศัยมหาภูตรูป แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยให้มหาภูตรูปเกิด 
               รูปทั้งหมดมี ๒๘ รูป เป็นมหาภูตรูป ๔ เป็นอุปาทายรูป ๒๔ เมื่อมหาภูตรูป ๔ ไม่เกิด
อุปาทายรูป ๒๔ ก็มีไม่ได้เลย 
               การกล่าวถึงรูป ๒๘ รูปนั้นกล่าวได้หลายนัย แต่จะขอกล่าวโดยนัยที่สัมพันธ์กัน
เพื่อสะดวกแก่การเข้าใจและการจำดังนี้ คือ 
               กลุ่มของรูปแต่ละกลุ่ม หรือแต่ละกลาป นั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วยังไม่ดับไปทันที สภาวรูป
มีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ 
               เมื่อรูปเกิดขึ้นขณะแรกนั้นเป็น  อุปจยรูป ๑ 
               ขณะที่รูปเจริ­ขึ้นเป็น  สันตติรูป ๑ 
               ขณะที่รูปเสื่อมลงเป็น   ชรตารูป ๑ 
               ขณะที่รูปดับเป็น   อนิจจตารูป ๑ 
               รวมเป็น ลักขณรูป ๔ 
               ลักขณรูป ๔ นี้เป็น อสภาวรูป คือ เป็นรูปที่ไม่มีสภาวะต่างหากเฉพาะของตน
แต่สภาวรูปทุกรูปนั้นย่อมมีลักษณะที่ต่างกันเป็น ๔ ลักษณะ คือ
ขณะที่รูปเกิดขึ้นไม่ใช่ขณะที่รูปเจริ­ขึ้น และขณะที่รูปเสื่อมก็ไม่ใช่ขณะที่กำลังเจริ­
และขณะที่ดับก็ไม่ใช่ขณะที่เสื่อม กล่าวได้ว่าอุปจยรูปและสันตติรูปคือขณะที่เกิดแล้วยังไม่ดับ
ส่วนชรตารูปและอนิจจตารูปนั้น คือ ขณะที่ใกล้จะดับและขณะดับ 
               รวมอวินิพโภครูป ๘ + ลักขณรูป ๔ เป็น ๑๒ รูป 
               นอกจากนั้นยังมี 
               ปริจเฉทรูป คือ อากาสรูป ซึ่งคั่นอยู่ระหว่างกลาปทุกๆ กลาป ทำให้รูปแต่ละกลาปไม่ติดกัน
ไม่ว่ารูปจะปรากฏเล็กให­่ขนาดใดก็ตาม ให้ทราบว่ามีอากาสรูปคั่นอยู่ระหว่างทุกๆ
กลาปอย่างละเอียดที่สุด ทำให้รูปแต่ละกลาปแยกออกจากกันได้ถ้าไม่มีปริจเฉทรูปคั่นแต่ละกลาป
รูปทั้งหลายก็ติดกันหมด แตกแยกกระจัดกระจายออกไม่ได้เลย แต่แม้รูปที่ปรากฏว่าให­่โต
ก็สามารถแตกย่อยออกได้อย่างละเอียดที่สุดนั้นก็เพราะมีอากาสธาตุ คือ ปริจเฉทรูปคั่นอยู่ทุกๆ
กลาปนั่นเอง ฉะนั้นปริจเฉทรูปจึงเป็นอสภาวรูปอีกรูปหนึ่งซึ่งไม่มีลักษณะเฉพาะของตนที่เกิดขึ้นต่างหาก 
แต่เกิดคั่นอยู่ระหว่างกลาปต่างๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมๆกันนั่นเอง 
               รวมอวินิพโภครูป ๘ + ลักขณรูป ๔ + ปริจเฉทรูป ๑ เป็น ๑๓ รูป 
               ไม่ว่ารูปจะเกิดที่ใด ภพภูมิใดก็ตาม จะเป็นรูปที่มีใจครองหรือไม่มีใจครองก็ตาม จะปราศจากรูป
๑๓ รูปนี้ไม่ได้เลย 
               ส่วนรูปที่มีใจครอง ซึ่งเป็นรูปของสัตว์ บุคคลต่างๆ ในภพภูมิที่มีขันธ์ ๕ นั้น
มีปสาทรูปซึ่งเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน (ปัจจัย) ดังนี้ คือ 
               จักขุปสาทรูป เป็นรูปที่กระทบกับสิ่งที่ปรากฏทางตาได้  ๑  รูป
               โสตปสาทรูป  เป็นรูปที่กระทบกับเสียงได้ ๑  รูป
               ฆานปสาทรูป   เป็นรูปที่กระทบกับกลิ่นได้  ๑ รูป
               ชิวหาปสาทรูป  เป็นรูปที่กระทบกับรสได้   ๑     รูป
               กายปสาทรูป เป็นรูปที่กระทบกับเย็น ร้อน (ธาตุไฟ) ๑     อ่อน แข็ง (ธาตุดิน) ๑ ตึง ไหว (ธาตุลม)  ๑ 
          1   รวมอวินิพโภครูป ๘ + ลักขณรูป ๔ + ปริจเฉทรูป ๑ + ปสาทรูป ๕ เป็น ๑๘ รูป 
รูปที่มีใจครองคือมีจิตเกิดกับรูปนั้น จิตทุกขณะจะต้องเกิดที่รูปตามประเภทของจิตนั้นๆ คือ
จักขุวิ­­าณทำกิจเห็นเกิดที่จักขุปสาทรูป โสตวิ­­าณทำกิจได้ยินเกิดที่โสตปสาทรูป
ฆานวิ­­าณทำกิจได้กลิ่นเกิดที่ฆานปสาทรูป ชิวหาวิ­­าณทำกิจลิ้มรสเกิดที่ชิวหาปสาทรูป
กายวิ­­าณทำกิจรู้โผฏฐัพพะ (ธาตุ ดิน ไฟ ลม) เกิดที่กายปสาทรูป 
               จิตอื่นๆ นอกจากนี้เกิดที่รูปๆ หนึ่ง เรียกว่า หทยรูป เพราะเป็นรูปซึ่งเป็นที่เกิดของจิต 
               รวมอวินิพโภครูป ๘ + ลักขณรูป ๔ + ปริจเฉทรูป ๑ + ปสาทรูป ๕ + หทยรูป ๑ เป็น ๑๙ รูป 
               รูปที่เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐานทุกๆ กลาป จะต้องมี ชีวิตินทริยรูป เกิดร่วมด้วยทุกกลาป
ชีวิตินทริยรูปรักษารูปที่เกิดร่วมกันในกลาปหนึ่งๆ ให้เป็นรูปที่ดำรงชีวิต ฉะนั้น
รูปของสัตว์บุคคลที่ดำรงชีวิตจึงต่างกับรูปทั้งหลายที่ไม่มีใจครอง 
               รวมอวินิพโภครูป ๘ + ลักขณรูป ๔ + ปริจเฉทรูป ๑ + ปสาทรูป ๕ + หทยรูป ๑ + ชีวิตินทริยรูป
๑ เป็น ๒๐ รูป 
               การที่สัตว์บุคคลทั้งหลายโดยทั่วไปต่างกันเป็นห­ิงและชายนั้นเพราะภาวรูป ๒ คือ 
               อิตถีภาวรูป เป็นรูปที่ซึมซาบอยู่ทั่วกาย ทำให้ปรากฏเป็นทรวดทรง สัณฐาน อาการ กิริยา
ท่าทางของเพศห­ิง 
               ปุริสภาวรูป เป็นรูปที่ซึมซาบอยู่ทั่วกาย ทำให้ปรากฏเป็นทรวดทรง สัณฐาน อาการ กิริยา
ท่าทางของเพศชาย 
               ในแต่ละบุคคลจะมีภาวรูปหนึ่งภาวรูปใด คือ อิตถีภาวรูป หรือปุริสภาวรูปเท่านั้น
และบางบุคคลก็ไม่มีภาวรูปเลย เช่น พรหมบุคคลในพรหมโลก และผู้ที่เป็นกระเทย 
               รวมอวินิพโภครูป ๘ + ลักขณรูป ๔ + ปริจเฉทรูป ๑ + ปสาทรูป ๕ + หทยรูป ๑ + ชีวิตินทริยรูป
๑ + ภาวรูป ๒ เป็น ๒๒ รูป 
               การที่รูปของสัตว์บุคคลทั้งหลายเคลื่อนไหวไปได้เพราะมีจิตนั้น
ก็จะต้องมีรูปที่เกิดจากจิตเป็นสมุฏฐานด้วย เพราะถ้ามีเพียงรูปที่เกิดจากกรรมเท่านั้น
จะเคลื่อนไหวไปมาทำกิจธุระใดๆ ไม่ได้เลย การที่รูปร่างกายจะเคลื่อนไหวทำกิจการงานต่างๆ ได้นั้น
จะต้องมี วิการรูป ๓ รูป คือ 
               ลหุตารูป เป็นภาวะที่เบา ไม่หนักของรูป ดังเช่น อาการของคนไม่มีโรค 
               มุทุตารูป เป็นภาวะที่อ่อน ไม่กระด้างของรูป ดังเช่น หนังที่ขยำไว้ดีแล้ว 
               กัมมั­­ตารูป เป็นภาวะที่ควรแก่การงานของรูป ดังเช่น ทองคำที่หลอมไว้ดีแล้ว 
               วิการรูป ๓ รูปนี้เป็นอสภาวรูป เป็นรูปที่ไม่มีสภาวะต่างหากเฉพาะของตน
เป็นอาการวิการของมหาภูตรูปคือเบา อ่อนและควรแก่การงาน 
               วิการรูป ๓ เป็นรูปที่เกิดภายในสัตว์บุคคลเท่านั้นรูปที่ไม่มีใจครองไม่มีวิการรูป ๓ เลย
และวิการรูป ๓ นี้ไม่แยกกันเลย ในกลาปใดมีลหุตารูป กลาปนั้นก็มีมุทุตารูปและกัมมั­­ตารูปด้วย
นอกจากนั้น เมื่อจิตต้องการเคลื่อนไหว ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย
ร่างกายส่วนนั้นจะต้องมีวิการรูปที่เกิดจากอุตุ (ความสม่ำเสมอของธาตุเย็นร้อน)
เป็นสมุฏฐานและมีวิการรูปที่เกิดจากอาหาร (โอชารูป) เป็นสมุฏฐานด้วย มิฉะนั้นแล้ว
แม้จิตต้องการจะเคลื่อนไหว รูปก็เคลื่อนไหวไม่ได้ เช่น ผู้ที่เป็นอัมพาตหรือเคล็ดยอกขัด
กระปลกกระเปลี้ย เป็นต้น 
               รวมอวินิพโภครูป ๘ + ลักขณรูป ๔ + ปริจเฉทรูป ๑ + ปสาทรูป ๕ + หทยรูป ๑ + ชีวิตินทริยรูป
๑ + ภาวรูป ๒ + วิการรูป ๓ เป็น ๒๕ รูป 
               รูปที่มีใจครองนั้น เมื่อจิตต้องการให้รูปแสดงความหมายทางกายตามที่จิตรู้ในอาการนั้นขณะใด
ขณะนั้นจิตเป็นสมุฏฐานให้ กายวิ­­ัติรูป คือ
อาการพิเศษที่มีความหมายของรูปเกิดขึ้นตามที่จิตรู้ในอาการนั้นทางตา หรือทางหน้าหรือท่าทาง เช่น
ถลึงตา ยิ้มเยาะ เหยียดหยาม หรือห้ามปราม เป็นต้น เมื่อจิตไม่ต้องการให้รูปแสดงความหมาย
กายวิ­­ัติรูปก็ไม่เกิด 
               ขณะใดที่จิตเป็นปัจจัยให้เกิดเสียงทางวาจา ซึ่งเป็นการพูด การเปล่งเสียงให้รู้ความหมาย
ขณะนั้นจิตเป็นสมุฏฐาน คือ เป็นปัจจัยให้ วจีวิ­­ัติรูป เกิดขึ้นกระทบฐานที่เกิดของเสียงต่างๆ เช่น
ริมฝีปาก เป็นต้น ถ้าวจีวิ­­ัติรูปไม่เกิด การพูด หรือการเปล่งเสียงต่างๆ ก็มีไม่ได้ 
               กายวิ­­ัติรูปและวจีวิ­­ัติรูปเป็นอสภาวรูปที่เกิดและดับพร้อมกับจิต 
               รวมอวินิพโภครูป ๘ + ลักขณรูป ๔ + ปริจเฉทรูป ๑ + ปสาทรูป ๕ + หทยรูป ๑ + ชีวิตินทริยรูป
๑ + ภาวรูป ๒ + วิการรูป ๓ + วิ­­ัติรูป ๒ เป็น ๒๗ รูป 
               ในบางแห่งจะรวมวิการรูป ๓ และวิ­­ัติรูป ๒ เป็นวิการรูป ๕ 
               เสียงหรือ สัททรูป ไม่ใช่วจีวิ­­ัติรูป เสียงเป็นรูปที่กระทบกับโสตปสาทรูป
เป็นปัจจัยให้เกิดโสตวิ­­าณจิต เสียงบางเสียงก็เกิดจากจิต และบางเสียงก็ไม่ได้เกิดจากจิต เช่น
เสียงฟ้าร้อง เสียงลมพายุ เสียงเครื่องยนต์ เสียงกลอง เสียงวิทยุ เสียงโทรทัศน์ เป็นต้น
               รวมอวินิพโภครูป ๘ + ลักขณรูป ๔ + ปริจเฉทรูป ๑ + ปสาทรูป ๕ + หทยรูป ๑ + ชีวิตินทริยรูป
๑ + ภาวรูป ๒ + วิการรูป ๓ + วิ­­ัติรูป ๒ + สัททรูป ๑ เป็น ๒๘ รูป 
               ในบางแห่งแสดงจำนวนของรูปต่างกัน เช่น ในอัฏฐาสาลินี รูปกัณฑ์ ปกิณณกกถา แสดงรูป ๒๕
คือ รวมธาตุดิน ไฟ ลม เป็นโผฏฐัพพายตนะ (รูปที่กระทบกายปสาท) ๑ รูป รวมกับหทยรูปอีก ๑ รูป
จึงเป็นรูป ๒๖ 
               เมื่อรูปๆ หนึ่งเกิดขึ้นจะเกิดพร้อมกับรูปอีกกี่รูป รวมกันเป็นกลาปหนึ่งๆ นั้น
ย่อมต่างกันไปตามประเภทของรูปนั้นๆ และการจำแนกรูป ๒๘ รูปมีหลายนัย
ซึ่งจะกล่าวถึงพอสมควรในภาคผนวก 
                                                                                                      นิพพานปรมัตถ์
               ปรมัตถธรรมอีกประเภทหนึ่ง คือ นิพพานปรมัตถ์ พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า นิพพาน
เพราะออกจากตัณหาคือวานะ [อรรถกถา ขุททกนิกาย ธาตุสูตร ข้อ ๒๒๒] 
               นิพพานปรมัตถ์เป็นสภาพธรรมที่ดับทุกข์ จิต เจตสิก รูป เป็นทุกข์เพราะไม่เที่ยง
เกิดขึ้นแล้วดับไป การที่จะดับทุกข์ได้นั้นจะต้องดับตัณหา เพราะตัณหาเป็นสมุทัย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
เป็นสมุทัยให้เกิดขันธ์ ซึ่งได้แก่ จิต เจตสิก รูป
การที่จะดับตัณหาได้นั้นก็ด้วยการอบรมเจริ­ปั­­าจนรู้แจ้งชัดในลักษณะเกิดดับของจิต เจตสิก รูป
แล้วละคลายความยินดียึดมั่นเห็นผิดในจิต เจตสิก รูป ได้ด้วย
การรู้แจ้งนิพพานซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ดับตัณหา ดับทุกข์ ดับขันธ์ นิพพานจึงเป็นธรรมที่มีจริง
เป็นปรมัตถธรรม เป็นสภาพธรรมที่รู้แจ้งได้ 
               นิพพานปรมัตถ์ โดยปริยายแห่งเหตุมี ๒ อย่าง [ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ธาตุสูตร ข้อ ๒๒๒
และอรรถกถา] คือ 
                สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑ 
                อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑ 
               คำว่าอุปาทินี้ เป็นชื่อของขันธ์ ๕ คือ จิต เจตสิก รูป สอุปาทิเสสนิพพาน
คือความสิ้นไปของกิเลสทั้งหมด แต่ยังมีขันธ์เกิดดับสืบต่ออยู่ อนุปาทิเสสนิพพาน
คือการดับขันธ์ทั้งหมด เป็นการปรินิพพานของพระอรหันต์ 
               คำว่าโดยปริยายแห่งเหตุ คือ การอ้างถึงมีขันธ์เหลือและไม่มีขันธ์เหลือ
ซึ่งเป็นเหตุในการบั­­ัตินิพพาน ๒ 
               เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์พระองค์ทรงบรรลุสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
กิเลสและธรรม (ซึ่งได้แก่จิตและเจตสิกอื่นๆ) ที่เกิดร่วมกับกิเลสนั้นดับหมดสิ้นและไม่เกิดอีกเลย
แต่ยังมีขันธ์ คือ จิต เจตสิก (ที่ปราศจากกิเลส) และรูปเกิดดับสืบต่ออยู่
พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สอุปาทิเสสนิพพานเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว
ปลงภาระลงได้แล้ว มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว มีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้ว
เพราะรู้โดยชอบ ภิกษุนั้นย่อมเสวยอารมณ์ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ
ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่เพราะความที่อินทรีย์ ๕ เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย อินทรีย์ ๕
เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นไปแห่งราคะความสิ้นไปแห่งโทสะ
ความสิ้นไปแห่งโมหะของภิกษุนั้น นี้เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ [ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ
ธาตุสูตร ข้อ ๒๒๒ และอรรถกถถา] 
               อนุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานที่ไม่มีขันธ์เหลือ
เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงดับขันธปรินิพพานระหว่างไม้สาละคู่เป็นอนุปาทิเสสนิพพาน [ทีฆนิกาย
ปาฏิกวรรค ปาสาทิกสูตร ข้อ ๑๒๐] ดับขันธ์หมดสิ้นโดยรอบ
ดับสนิทซึ่งภพทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ดับจิต เจตสิก รูป ทั้งหมด ไม่มีการเกิดอีกเลย 
               พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี เป็นพระเสกขบุคคล
เพราะยังต้องศึกษาเจริ­ธรรมยิ่งๆ ขึ้นเพื่อดับกิเลสที่เหลืออยู่ให้หมดไป
ส่วนพระอรหันต์เป็นพระอเสกขบุคคล เพราะดับกิเลสทั้งหมดเป็นสมุจเฉทได้แล้ว
ไม่ต้องศึกษาเพื่อดับกิเลสอีก [ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส อชิตมานวกปั­หานิทเทส ข้อ ๙๒] 
               นิพพานปรมัตถ์ ว่าโดยความแตกต่างแห่งอาการ มี ๓ อย่าง คือ 
                สุ­­ตะ  ๑ 
                อนิมิตตะ ๑ 
                อัปปณิหิตะ ๑ 
               พระนิพพาน ชื่อว่า สุ­­ตะ เพราะเป็นสภาพสู­จากสังขาร ทั้งปวง ชื่อว่า อนิมิตตะ
เพราะไม่มีนิมิตคือสังขารทั้งปวงชื่อว่า อัปปณิหิตะ เพราะไม่มีที่ตั้งคือสังขารทั้งปวง 
               เมื่อบุคคลมนสิการสภาพธรรมโดยเป็นสภาพไม่เที่ยงย่อมหลุดพ้นไป (คือรู้แจ้งอริยสัจจธรรม)
ด้วยอนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยสภาพเป็นทุกข์ย่อมหลุดพ้นไปด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์
เมื่อมนสิการโดยสภาพเป็นอนัตตาย่อมหลุดพ้นไปด้วยสุ­­ตวิโมกข์ 
           วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ [ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามัคค์ วิโมกขกถา ข้อ ๕๐๙]คือ 
               ๑. ด้วยความเป็นให­่ บุคคลเมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
อนิมิตตวิโมกข์ย่อมเป็นให­่ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ย่อมเป็นให­่
เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สุ­­ตวิโมกข์ย่อมเป็นให­่ 
               ๒. ด้วยความตั้งมั่น บุคคลเมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
ย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์
เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์
เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตาย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยสามารถแห่งสุ­­ตวิโมกข์ 
               ๓. ด้วยความน้อมจิตไป บุคคลเมื่อมนสิการโดนความเป็นสภาพไม่เที่ยง
ย่อมน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งอนิมิตวิโมกข์
เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ย่อมน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมข์
เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตาย่อมน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งสุ­­ตวิโมกข์ 
               ๔. ด้วยความนำออกไป
บุคคลเมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์
เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับด้วยสามารถแห่งอัปณิหิตวิโมกข์
เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตาย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับด้วยสามารถแห่งสุ­­ตวิโมกข์
                                                                                     สงเคราะห์ปรมัตถธรรม ๔
               จิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นปรมัตถธรรม เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ที่รู้ว่าจิต เจตสิก รูป
เป็นสภาพธรรมที่มีจริงเพราะ จิต เจตสิก รูป เกิดดับสืบต่อกัน จึงปรากฏให้รู้ได้เช่น ขณะที่เห็นรูป
ได้ยินเสียง และนึกคิด เป็นต้น จิตเกิดดับสืบต่อกันทำกิจการงานต่างๆ เช่น จิตบางดวงเห็นสี
บางดวงได้ยินเสียง บางดวงคิดนึก เป็นต้น ทั้งนี้ตามประเภทของจิตและเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตนั้นๆ
การเกิดดับสืบต่อกันของจิต เจตสิก รูปนั้น เป็นไปอย่างรวดเร็วมากจนทำให้ไม่เห็นการเกิดดับ
ทำให้เข้าใจว่ารูปค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป และทำให้เข้าใจว่าจิตนั้นเกิดขึ้นเมื่อคนหรือสัตว์เกิด
จิตนั้นดับเมื่อคนหรือสัตว์ตาย ถ้าไม่ศึกษา ไม่พิจารณา
และไม่อบรมเจริ­สติและปั­­าให้รู้ลักษณะของจิต เจตสิก รูปที่กำลังปรากฏ ก็จะไม่
รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม คือ จิต เจตสิก รูป ซึ่งเกิดดับสืบต่อกันอยู่ตลอดเวลา 
               สภาพธรรมใดที่เกิดขึ้น สภาพธรรมนั้นต้องมีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น เมื่อไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิด
ท่านพระสารีบุตรเกิดความเลื่อมใสในคำสอนของพระผู้พระภาค
ก็เพราะได้เห็นท่านพระอัสสชิซึ่งเป็นภิกษุรูปหนึ่งในภิกษุปัจจวัคคีย์
ท่านพระสารีบุตรเห็นท่านพระอัสสชิมีความน่าเลื่อมใสเป็นอันมากจึงได้ตามท่านพระอัสสชิไป
และถามท่านพระอัสสชิว่าใครเป็นศาสดา และศาสดาของท่านสอนท่านว่าอย่างไร
ท่านพระอัสสชิตอบว่า 
               เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตํ ตถาคโต (อาห) 
               เตส­ฺจ โย นิโรโธ เอวํวาที มหาสมโณติ ฯ 
               [พระวินัยปิฏก มหาวรรค ภาค ๑ มหาขันธกะ ข้อ ๖๕] 
               ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้ 
               ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดงธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้พร้อมทั้งเหตุปัจจัยของธรรมนั้นๆ
ก็จะไม่มีผู้ใดรู้ว่าธรรมใดเกิดจากเหตุปัจจัยใด ไม่มีผู้ใดรู้ว่าจิตปรมัตถ์ เจตสิตปรมัตถ์ รูปปรมัตถ์
แต่ละประเภทนั้นเกิดขึ้น เพราะมีธรรมใดเป็นปัจจัย พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวง
พระองค์จึงได้ทรงแสดงว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดจึงเกิดขึ้น
และทรงแสดงเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดธรรมนั้นๆ ธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นนั้นจะเกิดขึ้นโดยไม่มีปัจจัยไม่ได้ 
               ที่กล่าวว่า คนเกิด สัตว์เกิด เทวดาเกิด เป็นต้นนั้น คือ จิต เจตสิก รูป เกิดนั่นเอง เมื่อจิต เจตสิก
ประเภทหนึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับรูปก็บั­­ัติว่าคนเกิด เมื่อจิต เจตสิก
เกิดขึ้นพร้อมกับรูปของเทวดาก็บั­­ัติว่าเทวดาเกิด เป็นต้น การเกิดของคน สัตว์ เทวดา เป็นต้นนั้น
ต่างกันเพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดนั้นต่างกัน เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดนั้นมีมากและสลับซับซ้อนมาก
แต่ด้วยพระสัพพั­­ุต­าณของพระผู้มีพระภาคผู้ทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวง
พร้อมทั้งเหตุปัจจัยของธรรมทั้งปวงนั้น
พระองค์จึงได้ทรงแสดงธรรมตามสภาพความจริงของธรรมแต่ละประเภทว่าธรรมใดเกิดขึ้น
ธรรมนั้นมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นธรรมที่เกิดขึ้นเป็นสังขารธรรม 
               ที่รู้ได้ว่ามีจิต เจตสิก รูป ก็เพราะว่า จิต เจตสิก รูปเกิดขึ้น และที่จิต เจตสิก
รูปเกิดขึ้นก็เพราะมีปัจจัย จิต เจตสิกและรูปเป็นสังขารธรรม 
               พระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคนั้น สมบูรณ์ พร้อมทั้งอรรถและพยั­ชนะ
ธรรมข้อใดที่อาจจะมีผู้เข้าใจผิดได้พระองค์ก็ทรงบั­­ัติคำกำกับให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เพื่อไม่ให้ผู้ใดเข้าใจความหมายของธรรมข้อนั้นผิด
เมื่อพระองค์ทรงบั­­ัติว่าธรรมที่เกิดขึ้นมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นเป็นสังขารธรรม
เพื่อไม่ให้ผู้ใดเข้าใจผิดว่าธรรมที่เกิดขึ้นนั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ตั้งอยู่ตลอดไปเรื่อยๆ
พระองค์จึงทรงบั­­ัติว่า ธรรมที่เป็นสังขารธรรม (ธรรมที่มีสภาพปรุงแต่ง) นั้นเป็นสังขตธรรม
(ธรรมที่ปรุงแต่งแล้ว) สังขตธรรม คือ ธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไป [อังคุตรนิกาย ติกนิบาต จูฬวรรคที่ ๕
สังขตสูตร ข้อ ๔๘๖] พระองค์ทรงบั­­ัติคำว่าสังขตธรรมกับคำว่าสังขารธรรม
เพื่อให้รู้ว่าธรรมใดที่เกิดขึ้น ธรรมนั้นมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น เมื่อปัจจัยดับ
ธรรมที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยนั้นก็ต้องดับไป สังขตธรรมคือธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไป
ฉะนั้นสังขารธรรมคือธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งนั้นจึงเป็นสังขตธรรม [ธรรมสังคณีปกรณ์ นิกเขปกัณฑ์
จูฟันตรทุกะ ข้อ ๗๐๒]  จิตปรมัตถ์ เจตสิกปรมัตถ์ รูปปรมัตถ์ เป็นสังขารธรรม เป็นสังขตธรรม 
               สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาฯ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง 
               สพฺเพ สงฺขารา ทุกขาฯ   สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ 
               สพฺเพ  ธมฺมา อนตฺตาฯ   ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา [ขุททกนิกาย มหานิทเทส
สุทธัฎ­กสุตตนิทเทส ข้อ ๑๓๑] 
                                                                                            สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
               สังขารธรรมทั้งหมดไม่เที่ยง ความเสื่อม ความไม่เที่ยงของรูปธรรมนั้นพอจะปรากฏให้เห็นได้
แต่ความไม่เที่ยงของนามธรรมนั้นรู้ยาก ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลาย ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า 

                ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับจะพึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง
ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า ความเจริ­ก็ดี
ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔
นี้ย่อมปรากฏ…แต่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจจะเบื่อหน่ายคลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า จิตเป็นต้นนี้อันปุถุชนผู้มิได้สดับรวบรัดถือไว้โดยตัณหา
ยึดถือด้วยทิฏฐิว่านั่นของเรา นั่นของเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ ตลอดกาลช้านาน ฯลฯ
จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและในกลางวัน [สังยุตตนิกาย
อัสสุตวตาสูตรที่ ๒ ข้อ ๒๓๕-๖] 
               แม้ว่าจิต เจตสิก รูป จะเกิดดับอยู่ตลอดเวลาก็ยากที่จะรู้และเบื่อหน่าย ละความยินดี
คลายคลายความยึดถือในนามรูปได้ การที่จะเบื่อหน่าย ละความยินดี
ความยึดถือในรูปนามนั้นต้องพิจารณาเห็นด้วยปั­­า ดังที่ได้ทรงแสดงว่า 
               สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ป­ฺ­าย ปสฺสติ 
               อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา ฯ 
               สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ยทา ป­ฺ­าย ปสฺสติ 
               อถ นิพฺพินฺทติ ทุกเข เอส มคฺโค วิสุทธิยา ฯ 
               สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ยทา ป­ฺ­าย ปสฺสติ 
               อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทธิยา ฯ 
               [ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ข้อ ๓๐] 
               เมื่อใด บุคคลพิจารณาเห็นด้วยปั­­าว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง 
               เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความบริสุทธิ์ 
               เมื่อใด บุคคลพิจารณาเห็นด้วยปั­­าว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ 
               เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความบริสุทธิ์ 
               เมื่อใด บุคคลพิจารณาเห็นด้วยปั­­าว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา 
               เมื่อนั้น  เขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความบริสุทธิ์ 
               ผู้ใดที่ไม่เห็นความเกิดขึ้นและดับไปของนามธรรมและรูปธรรมจนละคลาย
ผู้นั้นจะบรรลุอริยสัจจ์ ๔ เป็นพระอริยบุคคลไม่ได้ พระอริยบุคคลเห็นความเป็น "พุทธ" 
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเห็นธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้ ไม่ใช่เพียง
แต่ศึกษาพระธรรมที่พระองค์ทรงเทศนาเท่านั้น
พระอริยบุคคลหมดความสงสัยในพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เพราะพระอริยบุคคลได้บรรลุธรรมนั้น
[สังยุตตนิกาย เสขสูตร ข้อ ๑๐๓๑-๗] และได้ประจักษ์ในความเป็น "พุทธ" ว่า
พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงนั้นไม่ใช่โดยคาดคะเน
แต่โดยตรัสรู้ธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริงของธรรมนั้นๆ ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นย่อมเห็นตถาคต
[สังยุตตนิกาย วักกลิสูตร ข้อ ๑๑๘] ผู้ใดศึกษาและปฏิบัติเพื่อให้รู้แจ้งธรรม
ผู้นั้นย่อมสามารถรู้แจ้งธรรมและดับกิเลสเป็นพระอริยบุคคลตามลำดับ คือ ตั้งแต่พระโสดาบัน
พระสกทาคามี พระอนาคามี จนถึงพระอรหันต์ [ขุททกนิกาย อุทาน อุโปสถสูตร ข้อ ๑๑๘] 
                                                                                           สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
               สังขารธรรมทั้งปวงเกิดแล้วก็ดับไป ไม่ว่าจะเป็นจิตประเภทดีหรือจิตประเภทไม่ดี
รูปงามหรือไม่งาม เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเหมือนกันหมด
การเกิดไม่เที่ยงนี่แหละเป็นทุกข์เพราะไม่ดำรงอยู่
สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์นั้นไม่ใช่แต่เฉพาะทุกข์กายที่เจ็บปวด ป่วยไข้ หรือทุกข์ที่ต้องลำบากเดือดร้อน
ทุกข์ที่พลัดพรากจากสิ่งที่รัก หรือทุกข์ที่ประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักเท่านั้น
สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์เพราะสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จึงไม่ควรยึดถือว่าเป็นสุข
บางท่านอาจสงสัยว่าจิตที่เพลิดเพลินยินดีเป็นสุขก็มี เหตุใดจึงว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
ที่ว่าเป็นทุกข์นั้นเพราะจิตที่เพลิดเพลิน ยินดี เป็นสุขนั้นก็ไม่เที่ยงฉะนั้น สังขารธรรม คือ จิต เจตสิก
รูปทั้งหมดเป็นทุกข์ เพราะจิต เจตสิก รูปทั้งหมดไม่เที่ยง 
                                                                                        ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
               ธรรมทั้งปวง ได้แก่ปรมัตถธรรมทั้ง ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา คือ
ไม่ใช่ตัวตนไม่อยู่ในอำนาจบังคับบั­ชาของบุคคลใด 
               นิพพานเป็นปรมัตถธรรม เป็นธรรมที่มีจริง นิพพานไม่ใช่สังขารธรรม เป็นวิสังขารธรรม คือ
เป็นธรรมที่ไม่เกิด [ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ­าณกถา ข้อ ๒๘]  ตรงกันข้ามกับสังขารธรรม
สังขารธรรม คือธรรมที่เกิดขึ้น มีปัจจัยปรุงแต่ง วิสังขารธรรมคือธรรมที่ไม่เกิดขึ้น ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง 
               นิพพาน เป็นอสังขตธรรม ไม่ใช่สังขตธรรม [อังคุตตรนิกาย อสังขตสูตร ข้อ ๔๘๗]  สังขตธรรม
คือธรรมที่เกิดดับ อสังขตธรรมคือธรรมที่ไม่เกิดดับ นิพพานไม่มีปัจจัยจึงไม่เกิดดับ 
               จิต เจตสิก รูป เป็นสังขารธรรม เป็นโลกียะ คำว่าโลกียะ หมายถึงแตกดับทำลาย
ส่วนนิพพานเป็นวิสังขารธรรมเป็นโลกุตตระ คำว่า โลกุตตระ หมายถึง พ้นจากโลก 
               นามธรรม [ธรรมสังคณีปกรณ์ นิกเขปกัณฑ์ ข้อ ๘๔๔ วิภังคปกรณ์ ขันธวิภังค์ ข้อ ๑]  จิตปรมัตถ์
๘๙ หรือ ๑๒๑ 
               (รู้อารมณ์)  เจตสิกปรมัตถ์ ๕๒  สังขารธรรม 
               รูปธรรม  รูปปรมัตถ์ ๒๘   สังขตธรรม 
               นามธรรม๑  นิพพานปรมัตถ์   วิสังขารธรรม 
               (ไม่รู้อารมณ์)  นิพพานปรมัตถ์   อสังขตธรรม 

                                                     ขันธ์ ๕
           ขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สั­­าขันธ์ สังขารขันธ์ วิ­­าณขันธ์ [วิภังคปกรณ์ ขันธวิภังค์ข้อ ๑] 
                                               ปรมัตถธรรม ๔ โดยขันธ์ คือ
               จิต  เป็นวิ­­าณขันธ์ 
               เจตสิก  เป็นเวทนาขันธ์ สั­­าขันธ์ สังขารขันธ์ 
               รูป  เป็นรูปขันธ์ 
               นิพพาน  ไม่ใช่ขันธ์ นิพพานเป็นขันธวิมุตติ คือ พ้นจากขันธ์ 
               คำว่า ขันธ์ หมายถึงสภาพธรรมที่จำแนกเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายใน ภายนอก หยาบ
ละเอียด ทราม ประณีต ไกล ใกล้ [วิภังคปกรณ์ ขันธวิภังค์ ข้อ ๑-๓๑] ฉะนั้น ขันธ์จึงได้แก่สังขตธรรม
ซึ่งเป็นธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดดับ จึงเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นต้น ส่วนอสังขตธรรม คือ
นิพพานนั้นเป็นธรรมที่ไม่เกิด ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง จะกล่าวว่าเป็นธรรมเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ได้
ว่าเป็นธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ ว่าเป็นธรรมที่จักเกิดขึ้นก็ไม่ได้ [ธรรมสังคณีปกรณ์ อัตถุทธารกัณฑ์
ข้อ ๘๙๔] จะกล่าวว่าเป็นอดีตก็ไม่ได้ ว่าเป็นอนาคตก็ไม่ได้ ว่าเป็นปัจจุบันก็ไม่ได้ [ธรรมสังคณีปกรณ์
อัตถุทธารกัณฑ์ ข้อ ๘๙๕] เพราะฉะนั้น วิสังขารธรรม คือ นิพพาน จึงไม่ใช่ขันธ์ เป็นขันธวิมุตติ คือ
พ้นจากขันธ์ 
               พระผู้มีพระภาคทรงแสดงขันธ์ ๕ และอุปทานขันธ์ ๕ ดังนี้ 
              ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงขันธ์ ๕ และอุปาทานขันธ์ ๕ เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ขันธ์ ๕ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน
เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกล หรือที่ใกล้นี้เรียกว่ารูปขันธ์
เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สั­­าอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฯลฯ
วิ­­าณอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด
เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ นี้เรียกว่าวิ­าณขันธ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่าขันธ์ ๕
[สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ปั­จขันธสูตร ข้อ ๙๕-๖] 
              ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุปทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต
อนาคต ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้
เป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นปัจจัยแก่อุปาทานนี้เรียกว่าอุปาทานขันธ์ คือ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ
เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สั­­าอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฯลฯ
วิ­­าณอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน…อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ เป็นไปกับด้วยอาสวะ
เป็นปัจจัยแก่อุปาทานนี้เรียกว่าอุปาทานขันธ์ คือวิ­­าณ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เหล่านี้เรียกว่าอุปาทานขันธ์ ๕ 
                                              ปรมัตถธรรม ๓ เป็นขันธ์ ๕
               จิตปรมัตถ์  ๘๑ หรือ ๑๒๑ ประเภท ทุกประเภทเป็นวิ­าณขันธ์ 
               เจตสิกปรมัตถ์  ๕๒ ประเภท 
                  เวทนาเจตสิก  ๑  เป็นเวทนาขันธ์ 
                  สั­­าเจตสิก  ๑  เป็นสั­­าขันธ์ 
                  เจตสิก      ๕๐  เป็นสังขารขันธ์ 
               รูปปรมัตถ์  ๒๘ ประเภท 
                  ทุกประเภทเป็นรูปขันธ์ 
                          ขันธ์ ๕ เป็นปรมัตถธรรม ๓
               รูปขันธ์  ได้แก่ รูปปรมัตถ์ ๒๘ 
               เวทนาขันธ์ ได้แก่ เวทนาเจตสิก ๑ ดวง เจตสิก ๕๒ 
               สั­­าขันธ์ ได้แก่ สั­­าเจตสิก ๑ ดวง เจตสิก ๕๒ 
               สังขารขันธ์ ได้แก่ เจตสิก  ๕๐  ดวง เจตสิก ๕๒ 
               วิ­­าณขันธ์ ได้แก่ จิตปรมัตถ์ ๘๙ ดวง 
                  หรือ  ๑๒๑ ดวง 
                        คำถามทบทวน

              ๑. ปรมัตถธรรมอะไรบ้าง เป็นสังขารธรรม 
              ๒. สังขารธรรม เป็นสังขารขันธ์ ใช่ไหม 
              ๓. วิสังขารธรรม เป็นสังขตธรรม ใช่ไหม 
              ๔. อสังขตธรรม เป็นขันธ์อะไร 
              ๕. อสังขตธรรม เป็นโลกียะ หรือโลกุตตระ 
              ๖. จิต เป็นสังขารขันธ์ ใช่ไหม 
              ๗. เจตสิก เป็นสังขารขันธ์ ใช่ไหม 
              ๘. เวทนาขันธ์ เป็นปรมัตถธรรมอะไร 
              ๙. ขันธ์อะไร ไม่ใช่ปรมัตถธรรม 
              ๑๐. ปรมัตถธรรมอะไร ไม่ใช่ขันธ์ 

 

เทวดา มีจริงหรือไม่ ตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้าตรัสถึงสวรรค์ นรก เทวดา พรหม ไว้ในที่นับไม่ถ้วนในพระไตรปิฎก
ความสงสัยเรื่องเทวดานี้มีมาแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล ไม่ใช่เพิ่งมีในสมัยนี้
เล่ม 13 หน้า 429 พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริ­ ก็เทวดามีจริงหรือพระเจ้าข้า" ซึ่งพระพุทะเจ้าทรงซักว่าเหตุใดจึงถาม
    พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลตอบโดยถามต่อไปว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริ­ ถ้าเทวดามีจริง เทวดาเหล่านั้นมาสู่โลกนี้หรือไม่มาสู่โลกนี้พระเจ้าข้า" พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า
   "ดูกรมหาบพิตร เทวดาเหล่าใดมีทุกข์ เทวดาเหล่านั้นมาสู่โลกนี้ เทวดาเหล่าใดไม่มีทุกข์ เทวดาเหล่านั้นไม่มาสู่โลกนี้ ขอถวายพระพร”
    ตรงนี้เห็นจะต้องขยายความเล็กน้อยว่า คำถามว่ามาสู่โลกนี้หรือไม่มาสู่โลกนี้
น่าจะหมายถึงการกลับมาเกิด ซึ่งพระพุทธเจ้าตอบว่าเทวดาที่ยังไม่พ้นทุกข์ก็กลับมาเกิด ไม่ใช่หมายถึงเทวดาที่มีความทุกข์ร้อน (ทั้งนี้ เพราะว่าเทวโลกนั้น ท่านอธิบายว่าเป็นโลกที่มีความสุขโดยส่วนเดียวไม่มีความทุกข์)
เทวดาที่ไม่ประมาทอาจบำเพ็­ทางจิตไปสู่พระนิพพานได้โดยไม่ลงมาเกิด พวกที่ที่ไม่พ้นทุกข์ก็ลงมาเกิดอีก คำตอบของพระพุทธเจ้าเป็นการสอนธรรมะไปในตัว
เล่ม 13 หน้า 431 "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริ­ ก็พรหมมีจริงหรือ" คำถามคำตอบดำเนินไปอย่างเดียงกับคำถามเรื่องเทวดา
    ดังนั้น เห็นได้ชัดว่าทรงยืนยันเรื่องมีเทวดามีพรหม
เล่ม 25 หน้า 267 กล่าวถึงนิมิต 5 ประการ ซึ่งแสดงว่าถึงเวลาที่เทวดาจะต้องจุติ(ตาย)แล้วคือ
- ดอกไม้(ในวิมาน)เหี่ยวแห้ง
- ผ้าเศร้าหมอง
- เหงื่อไหลจากรักแร้
- ผิวพรรณเศร้าหมอง
- ไม่ยินดีในทิพยอาสน์ของตน
   เมื่อได้นำมาแสดงถึงแค่นี้ ก็ควรจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงรับรองว่ามีเทวดา มีพรหมแน่นอน แต่เพื่อป้องกันความสงสัย จึงขอกล่าวรวมๆไว้ว่า
   ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงเทวดา 6 ชั้น ชั้นดาวดึงส์ (ชั้นที่ 2) มีพระอินทร์เป็น
ผู้ปกครองเท่านั้น ไม่ได้มีพระอิศวร พระนารายณ์ พระวิษณุ พระพิฆเณศร์อะไรเหล่านั้น
ซึ่งเป็นเทพของศาสนาพราหมณ์เขา เทวดาทางพุทธที่มีบทบาทมากเห็นจะเป็นเทวดาทหาร คือ เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา มีหัวหน้าให­่ทิศละองค์ เรียกว่า
ท้าวมหาราชหรือท้าวจาตุโลกบาล มีลูกน้องตามลำดับลงมาตั้งแต่อินทกะ อากาศเทวา ภุมมเทวา รุกขเทวา ฯลฯ ส่วนพรหมมี 16 ชั้น มีท้าวสหัมบดีพรหมเป็นหัวหน้าเล่ม 14 หน้า 254 พระอนุรุจกล่าวกับพระกัจจายนะว่า " ผมเคยอยู่ร่วม เคยเจรจาร่วมและเคยสนทนาร่วม กับเทวดาเหล่านั้นมานานแล" 
เล่ม 10 หน้า 229 "­าณ เป็นเครื่องเห็นพวกอมนุษย์"
เล่ม 13 หน้า 529 "ผู้ใด รู้­าณเครื่องระลึกชาติก่อนได้ เห็นสัตว์และอบายและบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นชาติ เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์"
เล่ม 14 หน้า 333 "ถูกต้อง เจโตสมาธิ มีรูปทำนองที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วย่อมเล็งเห็นบุคคลโน้นผู้มักทำชีวิตให้ตกล่วง …ฯลฯ ผู้นั้นตายไปแล้วเข้าถึงอบาย
ทุคติ วิ นิ บ า ต น ร ก ได้ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์"
เล่ม 20 หน้า 189 "ผู้ใดตรัสรู้ บุพเพนิวาสานุสติ­าณ เห็นเห็นสวรรค์เห็นอบาย" 
เล่ม 24 หน้า 170 โกกาลิกภิกษุ (กลุ่มของเทวทัต) กล่าวโทษพระสารีบุตรกับ
พระโมคคัลลานะว่า "เป็นผู้มีความปรารถนาลามก"
พระพุทธเจ้าทรงห้ามและให้ถอนคำถึง 3 วาระก็ไม่ยอมถอน ต่อมาไม่นานมีตุ่มเล็กๆขึ้นทั่วตัว แล้วให­่ขึ้นจนมีขนาดเท่าผลมะตูมและแตกออก
มีตุทิยปัจเจกพรหมมาหาและบอกว่า "ดุกร โกกาลิกะ ท่านจงยังจิตให้เลื่อมใสในพระสาลีบุตรและพระโมคคัลลานะเถิด
เพราะพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก" พระโกกาลิกะกลับเอ็ดเอาว่า เป็นพระอนาคามีแล้วยังจะมายุ่งอีก ลงท้ายเมื่อตายไป
พระพุทธเจ้าทรงบอกแก่ภิกษุทั้งหลายว่าไปเกิดในปทุมนรก (มีกำหนดระยะเวลานานนนับไม่ไหว)
คำถามอีกประการหนึ่งที่ชอบถามกันคือว่า เหตุใดพระพุทธเจ้าซึ่งสอนให้ไปนิพพานจึงต้องอ้างเทวดาหรือสอนให้เห็นความดีของการไปแค่สวรรค์ด้วย
ความจริง จะอ้างเทวดา อ้างสวรรค์ นรกหรือไม่ก็ตาม การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าในด้านอริยสัจ 4 และปฏิบัติตามมรรค 8
ก็สามารถทำให้หลุดพ้นได้อยู่แล้ว แต่ความจริงก็มีอยู่ว่า ด้วยความเป็น "สารถี" ที่ดีของพระองค์ ท่านจึงได้ต้องสอนให้เหมะสมกับวิสัยของผู้ฟังแต่ละครั้ง
หากไม่เหมาะสมที่จะสอนถึงระดับนิพพาน ท่านก็ต้องสอนเฉพาะที่วิสัยของตนผู้นั้นจะสามารถเข้าใจและเข้าถึงได้ ว่ากันไปทำไมมี
ขอท่านผู้อ่านจงถามตัวเองแล้วตอบด้วยสุจริตใจซิว่า ท่านรักพระนิพพานหรือไม่ 
ถ้ารัก ท่านได้เอาจิตจับอยู่ที่นิพพานตลอกเวลาหรือไม่
ท่านรู้หรือว่าถ้าจะเข้าพระนิพพานต้องทำอย่างไร และท่านกำลังปฏิบัติตัวเพื่อเข้าพระนิพพานอยู่หรือเปล่า ลองตอบดู เชื่อว่ามากกว่า 90 เปอร์เซนต์ต้องตอบว่าเปล่า
ฉะนั้น ไม่ต้องไปหาพยานที่ไหนก็ได้สำหรับบุคคลประเภทนี้ยังไงๆ จับขึ้นสวรรค์ไปก่อนก็ยังดีกว่าปล่อยให้ตกนรก นี่เป็นเหตุผลว่าเหตุใดจึงยังต้องสอนเรื่องสวรรค์ทั้งๆที่ตรัสว่าจุดหมายปลายทาง คือพระนิพพาน
เล่ม 25 หน้า 127
 "ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงกำหนดใจของบริษัททุกหมู่เหล่าด้วยพระทัยแล้ว ได้ทรงกระทำไว้ในพระทัยว่าในบริษัทนี้ใครหนอที่ แลควรจะรู้แจ้งธรรม" พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติเช่นนี้ทุกครั้งก่อนแสดงธรรม
 (อย่าลืมว่าในตถาคตพล 10ประการนั้นทรงรู้ถึงความยิ่งและความหย่อนของอินทรีย์บุคคล) 
   แสดงว่าท่านเลือกคนที่จะโปรดเหมือนกัน หากในบริษัทนั้นไม่มีผู้ใดมีวิสัยเป็น
พระอรหันต์ได้ ท่านก็เทศน์ในระดับต่ำลงมาให้เหมาะกัน และสำหรับคนทั่วๆไปแล้ว คงจะควรแก่ระดับสวรรค์เสียเป็นส่วนมาก ท่านจึงเทศน์แต่สวรรค์ในครั้งนั้น
อันที่จริง สำหรับภิกษุในพุทธศาสนาซึ่งอุทิศตัวแล้วเพื่อพระนิพพาน ถ้าผู้ใดหวังเป็นแค่เทวดา ท่านก็ทรงตำหนิเอา ดัง เล่ม 12 หน้า 166 เครื่องผูกพันใจได้แก่
1. ไม่ปราศจากความกำหนัดในกาม
2. ไม่ปราศจากความกำหนัดในร่างกาย
3. ไม่ปราศจากความกำหนัดในรูป
4. ประกอบความสุขในการนอน
5. ปรารถนาเทพนิกายอันใดอันหนึ่ง
"ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไม่ละตะปูตรึงใจ 5 ประการนี้ ไม่ถอนเครื่องผูกพันใจ 5 ประการนี้ ภิกษุนั้นหนอจักถึงความเจริ­งอกงามไพบูลย์ในพระธรรมวินัยนี้
ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้"
เท่าที่กล่าวมาแล้วนี้เป็นปั­หาเรื่องที่ว่าเทวดามีหรือไม่มีกันแน่เท่านั้น จะเห็นได้ว่าไม่ได้กล่าวถึงประโยชน์หรือความจำเป็นของเทวดาเลยหรือว่าถ้าไม่มีเทวดาแล้วคำสอนของพระพุทธเจ้าจะเป็นไปไม่ได้ หรือพระพุทธศาสนาจะอ้างเทวดาเพื่อให้คนเลื่อมใสกระมัง คำตอบอยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม 25 หน้า 221 ว่า
"ดุกร ภิกษุ ทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้ภิกษุไม่อยู่ประพฤติเพื่อหลอกลวงประชาชน ไม่อยู่ประพฤติเพื่อประจบคน ไม่อยู่ประพฤติเพื่ออานิสงส์ คือ ลาภ สักการะ
ความสรรเสริ­ ไม่อยู่ประพฤติด้วยคิดว่าชนจงรู้จักเราด้วยอาการอย่างนี้ 
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ที่แท้พรหมจรรย์นี้ ภิกษุย่อมอยู่พระพฤติเพื่อการสำรวม และเพื่อการละ” เรื่องนี้ใครๆ ก็เห็นได้ว่าเป็นความจริง ยกตัวอย่างพระพุทธเจ้าท่านเคยเป็นกษัตริย์ พระสารีบุตรพระโมคคัลลานะมีทรัพย์คนละ 80 โกฏิ
ท่านก็ละเสียมาบิณฑบาติข้าวชาวบ้านกิน (หากไม่มีใครใส่ก็อด) เมื่อท่านพระพฤติเข่นนี้ คำกล่าวที่ว่าการปั้นเรื่องเทวดาเพื่อให้คนเลื่อมใสย่อมเป็นเรื่องที่ขัดกันอย่างยิ่ง
เท่าที่ค้นพบ เห็นมีเทวดามาเกี่ยวข้องในบทธรรมอยู่แห่งเดียวคือ ในอนุสติ 6 
(พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ ศีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ) ในเล่ม 22 หน้า 325
 "อีกประการหนึ่ง อริยะสาวกย่อมระลึกถึงเทวดาว่า เทวดาเหล่าจาตุมหาราชมีอยู่ เทวดาเหล่าดาวดึงส์มีอยู่ เทวดาเหล่ายามามีอยู่ เทวดาเหล่าดุสิตมีอยู่ เทวดาเหล่านิมมานนรดีมีอยู่ เทวดาเหล่าปรนิมมิตวสวัสตีมีอยู่ เทวดาที่สูงกว่านั้นมีอยู่ เทวดาเหล่านั้นประกอบด้วยศรัทธาเช่นใด จุติจากโลกนี้แล้ว อุบัติในเทวดาชั้นนั้น ศรัทธาเช่นนั้นแม้ของเรามีอยู่ เทวดาเหล่านั้นประกอบด้วยศีลเช่นใด ด้วยสุตะเช่นใด ด้วยจาคะเช่นใด ด้วยปั­­าเช่นใด จุติจากโลกนี้แล้วอุบัติในชั้นนั้น ปั­­าเช่นนั้นแม้ของเราก็มีอยู่ 
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใดอริยะสาวกย่อมระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปั­­าของตนและเทวดาเหล่านั้น สมัยนั้นเป็นจิตไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม ไม่ถูกโมหะกลุ้มรุม เป็นจิตดำเนินไปตรงทีเดียว เป็นจิตออกไป พ้นไปหลุดไปจาความอยาก
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่าอยากนี้เป็นชื่อของเบ­จกามคุณ สัตว์บางพวกในโลกนี้ทำเทวดานุสสติแม้นี้แล้วให้เป็นอารมณ์ ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยประการฉะนี้"
บทธรรมนี้ ท่านทรงสอนให้ใช้เทวดาเป็นประโยชน์ โดยพิจารณาทบทวนดูตัวเราเองว่า คุณความดีอย่างเทวดา (ซึ่งดีกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป) ของเราก็มีอยู่
แล้วจิตจะบริสุทธิ์ได้ ท่านไม่ได้สอนให้อ้อนวอนเทวดา อันที่จริงท่านระบุไว้ทีเดียวว่าการอ้อนวอนนั้นไม่ให้เกิดผลอะไร ดัง เล่ม 22 หน้า 47 ว่า
   "ดูกร คฤหบดี ธรรม 5 ประการนี้ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก 5 ประการเป็นไฉน คือ อายุ1 วรรณะ1 สุขะ1 ยศ1 สวรรค์1 ดูกรคฤหบดี ธรรม 5
ประการนี้ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลกนี้ เรามิได้กล่าวว่าจะพึงได้เพราะเหตุแห่งการอ้อนวอนหรือเพราะเหตุแห่งความปรารถนา" ฉะนั้น
        การอ้อนวอนเทวดาก็ไม่ได้อะไรในธรรม 5 ประการนี้
เป็นที่น่าคิดว่า เมื่อพระพุทธเจ้ามิได้มีการกล่าวยกย่องเทวดาอย่างมากมาย เพียงแต่ให้ใช้เป็นตัวอย่างสำหรับการบำเพ็­ความสงบให้จิตบริสุทธิ์เท่านั้น
เหตุใดในพระไตรปิฎกจึงมีเรื่องเกี่ยวกับเทวดาและนรกสวรรค์มากมายเล่า ปั­หาข้อนี้น่าจะตอบได้หลายทาง คือ
   1 เป็นเพราะวิธีการบันทึกพระสูตรเอง กล่าวคือ เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไรก็บันทึกอย่างนั้น เช่นเทวดามาเฝ้า เทวดามาทูลถามปั­หา เป็นต้น
ถ้าเราจะสงสัยว่าทำไมปัจจุบันเทวดาจึงไม่ปรากฏบ้างล่ะ เราก็ควรจะตอบตัวเองได้ว่า ประการแรก เพราะสมัยนี้ไม่มีพระพุทธเจ้าปรากฏอยู่ แล้วเทวดาจะมาหาใคร
มนุษย์ธรรมดาก็ต่ำกว่าเทวดาทั้งนั้น โดยเฉพาะในสมัยที่วัตถุเจริ­ ศีลธรรมเสื่อม เทวดาย่อมไม่เห็นประโยชน์ที่จะมาสงเคราะห์ หรืออีกนัยหนึ่งไม่มีผู้ที่สมควรแก่การสงเคราะห์ โดยเฉพาะผู้ไปรื้อศาลพระภูมิเพื่อให้เทวดาปรากฏ ก็ยิ่งไม่มีทางได้เห็น
2.เป็นเพราะเทวดาเป็นภูมิหนึ่งในวงของวัฏฏะสงสาร กล่าวคือ ในเมื่อเราตั้งคำถามว่า หากเรายังไปไม่ถึงนิพพานในชาตินี้ เราตายแล้วจะไปไหน คำตอบก็มีว่าไปอยู่ตามคติต่างๆ ตามกรรมที่ทำไว้ คือ อาจไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน หรือ เทวดา พรหม อรูปพรหม ในเมื่อคติเหล่านี้มีอยู่ ภูมิที่มีอยู่ตามธรรมชาติของเขาก็ทรงนำมาบอกตามที่มีอยู่ เปรียบเหมือนการเดินทางรอบโลกทางเรือก็ต้องผ่านทวีปต่างๆ การถามว่าทำไมต้องพูดถึงเทวดา นรก สวรรค์ ก็เท่ากับถามในการเดินทางรอบโลกว่า ทำไมต้องพูดว่ามีทวีปอาฟริกา ทวีปอเมริกา ด้วยนั่นเอง
   3 ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนนั้นส่วนมากไม่ทรงสอนถึงตัวเทวดาโดยตรง แต่มักทรงเน้นเรื่องสวรรค์ นรกเป็นพิเศษอยู่บ่อยๆ (ตามที่เหมาะสมกับวิสัยของผู้ฟัง)
ที่เป็นดังนี้ก็เพราะพระเมตตาคุณของพระองค์นั่นเอง ความจริงจุดหมายที่ทรงกล่าวถึงสุคติ(โลก สวรรค์เป็นต้น) นั้นน่าจะไม่ทรงมุ่งที่ตัวสวรรค์เองเท่าใดเลย
หากจุดมุ่งสำคั­ คือ ทรงป้องกันไม่ให้คนลงนรกต่างหาก ถ้าใครยังไปนิพพานไม่ได้ อย่างน้อยก็ควรไปได้ถึงสวรรค์ อย่าได้พลัดลงนรกไปเลย เล่ม 22 หน้า 365
"เราย่อมไม่พิจารณาเห็นเรือนจำอื่นเพียงแห่งเดียว ซึ่งร้ายกาจเป็นทุกข์ กระทำอันตรายต่อนิพพาน ซึ่งเป็นธรรมเกษมจากโยคะ หาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้อย่างนี้
เหมือนเรือนจำคือ นรก หรือเรือนจำคือกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานเลย"
  คนบางคนไม่กลัวนรก คงคิดว่านรกก็เหมือนคุกในเมืองมนุษย์ คงอยากจะลองดูซักล่ะมั้งว่ามันจะแน่แค่ไหน
เล่ม 25 หน้า 413 (คาถาประพันธ์ของพระพุทธเจ้า)
"สัตว์นรกทั้งหลาย จะพูดก็พูดไม่ได้ จะวิ่งหนีก็ไม่ได้ ไม่มีที่ต้านทานเลย" ความย่อไปนี้บอกว่านายนิรบาลทำอะไรกับสัตว์นรกเหล่านั้นบ้าง ขอย่อมาดังนี้
- ลากขึ้นไปนอนบนภูเขาถ่านเพลิง ย่อมเข้าไปสู่กองไฟอันลุกเพลิง
- เอาข่ายเหล็กพัน ตีด้วยค้อนเหล็ก
- เอาเข้าไปลอยในหม้อเหล็กที่มีไฟลุกโพลง ฯลฯ
  รายละเอียดการลงทัณฑ์น่าจะไม่จำเป็นต้องกล่าว เพราะเพียงถูกน้ำร้อนลวกนิดนึงหรือไฟแลบไหม้นิ้วนิดเดียว เราก็ปวดแสบปวดร้อนแทบแย่อยู่แล้ว
  ไม่ควรประมาทคิดว่านรกเป็นที่จะอยู่ได้สบายๆ
  นอกจากความทุกข์ทรมานแสนสาหัสเช่นนี้แล้ว ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่านรกเป็นศัตรูให­่ของพระนิพพานนั้น น่าจะอยู่ที่ความนานของระยะเวลาในการรับโทษด้วย
  ยกตัวอย่างการตกปทุมนรกของพระโกกาลิกะที่เล่ามาแล้ว พวกภิกษุได้ฟังแล้วเกิดอยากทราบว่าปทุมนรกจะตกนานเท่าใดจึงทูลถาม
 "เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเช่นนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า ประมาณอายุในปทุมนรกนานเท่าใดหนอ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ประมาณแห่งอายุในปทุมนรกนานแล อันใครๆไม่กระทำได้โดยง่าย เพื่ออันนับว่าเท่านี้ปีหรือว่าเท่านี้ร้อยปี หรือว่าเท่านี้พันปี หรือว่าเท่านี้แสนปี
   ภิกษุนั้นทูลถามว่า พระเจ้าข้า พระองค์อาจจะทรงกระทำอุปมาได้หรือ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกร ภิกษุ เราอาจอยู่ แล้วตรัสว่า 
     ดูกรภิกษุ เปรียบเหมือนเกวียนบรรทุกงาแห่งชาวโกศลซึ่งบรรทุกงาได้ 20 ขารี
บุรุษพึงเก็บงาแห่งชาวโกศลซึ่งบรรทุกงาได้ 20 ขารีนั้น พึงถึงความสิ้นไปหมดไปเพราะความเพียรนี้เร็วกว่า ส่วนอัมพุทนรกหนึ่งยังไม่ถึงความหมดสิ้นไปเลย
ดูกรภิกษุ” 20 อัมพุทนรก เป็นหนึ่ง นิรัพพุทนรก   20 นิรัพพุทนรก เป็นหนึ่ง อพพนรก
20 อพพนรก เป็นหนึ่ง อฏฏนรก     ดูกร ภิกษุ      20 อฏฏนรก เป็นหนึ่ง อหหนรก
20 อหหนรก เป็นหนึ่ง กุมุทนรก                       20 กุมุทนรก เป็นหนึ่ง โสคันธิกนรก 
ดูกร ภิกษุ 20 โสคันธิกนรก เป็นหนึ่ง อุปปลกนรก 20 อุปปลกนรก เป็นหนึ่ง ปุณฑริกนรก
20 ปุณฑริกนรก เป็นหนึ่ง ปทุมนรก
   "ดูกร ภิกษุ ก็ภิกษุโกกาลิกะ เข้าถึงปทุมนรกแล้วแล เพราะจิตอาฆาตในภิกษุชื่อว่าสารีบุตรและโมคคัลลานะ” ลองสมมุติว่า เมล็ดงา 1 เล่มเกวียนมี 10 ล้านเมล็ด(ควรจะมากกว่า) ถ้า 100 ปีหยิบออก 1 เมล็ด ก็จะกินเวลา 1000 ล้านปีจึงจะหยิบออกหมด เป็นระยะเวลาของ 1 อัมพุทนรก คำนวณดูแล้ว ถ้าตกปทุมนรกจะต้องอยู่ที่นั่นประมาณ 500 ล้านล้านล้านปี (เลข 5 ตามด้วยเลขศูนย์ 20 ศูนย์) หลุดจากที่นั่นยังมาผ่านการเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดียรัจฉาน และมนุษย์ไม่สมประกอบอีกมายมายจึงจะเป็นคนที่สมบูรณ์โดยปกติ ถ้ามาเกิดในที่ไม่มีพุทธศาสนา หรือมีแต่ไปเกิดในประเทศที่ไม่ได้ยินถึงพระพุทธศาสนาเข้าอีกด้วยก็ยิ่งแย่ คนเราเมื่อลงนรกเสียครั้งหนึ่งแล้วโอกาสที่จะกลับมาเกิดเป็นคนอีกนั้นยากนักหนา ดังเล่ม 14 หน้า 274 กล่าวๆไว้ว่า "ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษโยนทุ่นมีห่วงตาเดียวไปในมหาสมุทร ทุ่นนั้นถูกลมตะวันออกพัดไปทางทิศตะวันตก ถูกลมทิศตะวันตกพัดไปทางทิศตะวันออก ถูกลมเหนือพัดไปทางใต้ ถูกลมใต้พัดไปทางทิศเหนือ มีเต่า ตาบอดอยู่ในมหาสมุทรนั้น ล่วงไป ร้อยปีจะผุดขึ้นครั้งหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคั­ข้อนั้นเป็นไฉน เต่าตาบอดตัวนั้นจะพึงเอาคอสวมเข้าที่ทุ่นมีบ่วงตาเดียวบ้างไหมหนอ" "ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลยพระพุทธเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริ­ ถ้าจะเป็นไปได้บ้างบางครั้งบางคราวก็โดยล่วงระยะกาลนานแน่นอนพระเจ้าข้า"
  "ดูกรภิกษุทั้งหลาย เต่าตาบอดตัวนั้นจะพึงเอาคอสวมเข้าที่ทุ่นมีบ่วงตาเดียวนั้นได้ยังจะเร็วกว่า 
เรากล่าวว่าความเป็นมนุษย์ที่คนพาลผู้ไปสู่วินิบาตคราวหนึ่งจะพึงได้ยังยากกว่านี้ นั้นเพราะเหตุไร 
  ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เพราะในตัวคนพาลนี้ไม่มีความประพฤติธรรม
ความประพฤติสงบ การทำกุศล การทำบุ­ มีแต่การกินกันเอง การเบียดเบียนคนอ่อนแอ ฯ " 
  "ดูกร ภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั้นนั่นแล ถ้าจะมาสู่ความเป็นมนุษย์ ในบางครั้งบางคราวไม่ว่ากาลไหนๆโดยล่วงระยะกาลนาน ก็ย่อมเกิดในสกุลต่ำ คือสกุลคนจัณฑาลหรือสกุลพรานล่าเนื้อหรือสกุลคนจักสานหรือสกุลช่างรถหรือสกุลคนเทขยะ เห็นปานนั้นในบั้นปลายอันเป็นสกุลคนจน มีข้าว น้ำ และโภชนาหารน้อย มีชีวิตเป็นไปลำบาก ซึ่งเป็นสกุลที่จะได้ของกินและเครื่องนุ่งห่มโดยฝืดเคือง และเขาจะมีผิวพรรณทราม น่าเกลียดชัง ม่อต้อ มีโรคมาก เป็นคนตาบอดบ้าง เป็นคนค่อมบ้าง เป็นคนกระจอกบ้าง เป็นคนเปลี้ยบ้าง ไม่ได้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และเครื่องตามประทีป เขาจะประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ครั้นแล้ว เมื่อตายไปจะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกฯ”
จบการแสดงธรรมในหมวดปุจฉา-วิสัชนา บูชาธรรมโดย ธเนศ อุ่นศิริ นบ.,ธีรวัส บำเพ็­บุ­บารมี

 

ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราตถาคต(พระพุทธเจ้า)
. . . . . "ภิกษุทั้งหลาย! ถ้าแม้ภิกษุจับที่ชายสังฆาฏิของเราแล้ว พึงเป็น
                                  ผู้ติดตามไปข้างหลัง ๆ เดินไปตามรอยเท้าของเราอยู่ไซร้ แต่ภิกษุนั้นเป็น 
            ผู้มีความโลภเป็นปกติ มีความกำหนัดแรงกล้าในกามทั้งหลาย มีจิตพยาบาท สังฆาฏิสูตร๒๕/๒๗๙                                     มีความดำริแห่งใจชั่วร้าย มีสติหลงสืม ไม่รู้สึกตัว มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุน
                                  ไปผิด ไม่สำรวมอินทรีย์ โดยที่แท้ภิกษุนั้น อยู่ห่างไกลเรามาก ทีเดียว
                                  และเราก็อยู่ห่างไกลภิกษุนั้น
                                  . . . . . ข้อนั้นเพราะเหตุไร?
                                  . . . . . เพราะภิกษุนั้นย่อมไม่เห็นธรรม เมื่อไม่เห็นธรรมย่อมชื่อว่า
                                  ไม่เห็นเรา
                                  . . . . . ภิกษุทั้งหลาย! ถ้าแม้ภิกษุนั้นพึงอยู่ในที่ประมาณ ๑๐๐ โยชน์ไซร้
                                  แต่ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่มีความโลภ ไม่มีความกำหนัดอันแรงกล้าในกามทั้งหลาย 
         ไม่มีจิตพยาบาท ไม่มีความดำริแห่งใจชั่วร้าย มีสติมั่น รู้สึกตัว
                                  มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว สำรวมอินทรีย์ โดยที่แท้ภิกษุนั้น อยู่ใกล้ชิด
                                  เรามากทีเดียว และเราก็อยู่ใกล้ชิดภิกษุนั้น
                                  . . . . . ข้อนั้นเพราะเหตุไร?
                                  "เพราะภิกษุนั้นย่อมเห็นธรรม เมื่อเห็นธรรมย่อมชื่อว่าเห็นเรา."                                  คำศัพท์พุทธศาสนา             สังฆาฏิ - ผ้าผืนหนึ่งในชุดสามผืน คือ สบง(ผ้านุ่ง) จีวร(ผ้าห่ม) และ
                                  . . . . . สังฆาฏิ(ผ้าห่มทับ กันหนาวได้ นอกจากนี้จะห่มในงานพิธีด้วย)
                                  กำหนัดในกาม - ความอยากความใคร่ในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส ไม่จำกัดว่าต้อง
                                  . . . . . เกี่ยวกับเรื่องเพศตรงข้ามเท่านั้น เช่น ติดเพลง ติดรส ก็นับด้วย
                                 ความดำริ - ความคิดว่าจะพูด จะกระทำ  สำรวมอินทรีย์ - เฝ้าระวังสิ่งที่จะ
        เข้ามาทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่ให้ก่ออกุศลได้
                                 จิตตั้งมั่น มีอารมณเดียว - จิตเป็นสมาธิ
                                  เห็นธรรม - เห็นอริยสัจจ์ ๔ หมายถึงการหลุดพ้นจากกิเลส อันเป็นเหตุแห่งทุกข์
ข้อสังเกต                     ความเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ที่ร่างกายของเจ้าชายสิทธัตถะ หากอยู่แต่อยู่ที่
                                พระพุทธคุณ คือพระวิสุทธิคุณ(ความบริสุทธิ์) พระปั­­าธิคุณ และ
       พระมหากรุณาธิคุณ ต่างหาก ดังนั้น หากบุคคลตั้งใจปฏิบัติเพื่อเข้าถึง
                                ความบริสุทธิ์ อยู่นั้น จึงถือว่าอยู่ใกล้ "ความเป็นพระพุทธเจ้า" มากกว่า 
                                ผู้ที่อยู่ใกล้พุทธสรีระ  อันไม่เที่ยง และแตกดับไปตามธรรมชาติของสังขาร

 
สมถกรรมฐาน (วิธีทำให้จิตสงบ 40 วิธี)
                 กรรมฐาน ๔๐
บูชาธรรมโดย ธเนศ อุ่นศิริ นบ.
การฝึกกรรมฐานนั้น ควรพิจารณาในเบื้องต้นว่าตัวเราเองถูกจริตกับกรรมฐานของไหนมากที่สุด ก็ให้ใช้สิ่งนั้นเป็นตัว
กำหนดเพิจารณา หรือถ้าอยากจะลองหลายๆ อย่างก็ได้ เพื่อดูว่าสิ่งใดเหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด ที่ว่าเหมาะสมก็คือ การที่เราเพิ่ง
พิจารณาแล้ว ทำให้เรามีใจที่สงบ เห็นสภาพตามความเป็นจริงในสิ่งที่นำมาพิจารณานั้นโดยเนื้อแท้ แต่ถ้าจะให้ดีควรจะลองให้
มากกว่า ๑ อย่างขึ้นไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว ทั้งหมดนี้ก็คืออุบายในการโน้มใจเราให้เข้าถึงธรรมชาติ เกิดความเบื่อหน่ายในสภาพร่าง
กายที่เป็นอยู่ และเห็นธรรม เกิดปั­­ารู้แจ้ง เห็นตามความเป็นจริงตามสภาพของวัตถุธาตุและกระบวนการของขันธ์ ๕ นั่นเอง 
รวมแล้วมี ๔๐ อย่างดังนี้ 
๑. วัตถุที่ใช้เพ่งรวมจิตให้สงบนิ่ง (กสิณ ๑๐) 
๒. สิ่งที่ไม่สวยงาม ของเน่าเสีย (อสุภะ ๑๐) 
๓. ใช้การระลึกถึง (อนุสติ ๑๐) 
๔. ธรรมที่ใช้สำหรับดำเนินชีวิตอันประเสริฐ (อัปปมั­­า ๔) 
๕. อาหารที่ต้องเน่าเสีย (อาหาเร ปฏิกูลสั­­า) 
๖. ใช้การพิจารณาธาตุทั้ง ๔ ในกาย (จตุธาตุววัฏฐาน) 
๗. ใช้สิ่งที่ไม่มีรูป จับต้องไม่ได้เป็นอารมณ์ (อรูป ๔)

--------------------------------------------------------------------------------

๑.วัตถุที่ใช้สำหรับเพ่งเพื่อโน้มน้าวรวมจิตให้เกิดสมาธิได้มี ๑๐ อย่าง (กสิณ ๑๐) ได้แก่
๑.ดิน (ปฐวีกสิณ) ๖.สีเหลือง (ปีตกกสิณ) 
๒.น้ำ (อาโปกสิณ) ๗.สีแดง (โลหิตกสิณ) 
๓.ไฟ (เตโชกสิณ) ๘.สีขาว (โอทาตกสิณ) 
๔.ลม (วาโยกสิณ) ๙.แสงสว่าง (อาโลกกสิณ) 
๕.สีเขียว (นีลกสิณ) ๑๐.ที่ว่างเปล่า (อากาสกสิณ) 

๒.สิ่งที่ไม่สวยงามสามารถนำมาใช้เป็นอารมณ์ในการทำกรรมฐานได้ ๑๐ อย่าง (อสุภ ๑๐) มีดังนี้คือ
๑.ซากศพที่เน่าพอง (อุทธุมาตกะ) ๖.ซากศพที่หลุดออกเป็นส่วนๆ (วิกขิตตกะ) 
๒.ซากศพที่มีสีเขียวคล้ำคละสีต่างๆ (วินีลกะ) ๗.ซากศพที่ถูกสับเป็นท่อนๆ (หตวิกขิตตกะ) 
๓.ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มปริออกมา (วิปุพพกะ) ๘.ซากศพที่มีโลหิตไหลอาบอยู่ (โลหิตกะ) 
๔.ซากศพที่ขาดจากกันเป็น ๒ ท่อน (วิจฉิททกะ) ๙.ซากศพที่เต็มไปด้วยหนอน (ปุฬุวกะ) 
๕.ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกินแล้ว (วิกขายิตกะ) ๑๐.ซากศพที่เหลือแต่กระดูก (อัฏฐิกะ) 

๓. ใช้การระลึกถึงเป็นอารมณ์ในการทำกรรมฐาน (อนุสติ ๑๐) มี๑๐ อย่างดังนี้
๑.ระสึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า (พุทธานุสติ) ๖.นึกถึงพระคุณของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย (เทวดานุสติ) 
๒.ระลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอน (ธัมมานุสติ) ๗.ใช้ความตายเป็นอารมณ์ (มรณสติ) 
๓.ระลึกถึงพระสงฆ์ (สังฆานุสติ) ๘.พิจารณาส่วนประกอบในร่างกายเรา (กายคตาสติ) 
๔.ระลึกถึงศีลที่เราปฏิบัติ (สีลานุสติ) ๙.ใช้จิตกำหนดที่ลมหายใจ (อานาปานสติ) 
๕.นึกถึงการบริจาคทานที่เราเคยทำ (จาคานุสติ) ๑๐.ระลึกถึงคุณของพระธรรม(อุปสมานุสติ) 

๔. ระลึกถึงธรรมที่ประเสริฐที่ใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ หรือที่เรียกกันว่าพรหมวิหาร ๔ นั่นเอง (เรียกอีกอย่างว่า อัปปมั­­า)
๑.เมตตา คือความปรารถนาที่อยากให้ผู้อื่นมีความสุข 
๒.กรุณา คือความคิดรู้สึกสงสารอยากให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์ 
๓.มุทิตา คือความรู้สึกยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นมีสุข 
๔.อุเบกขา คือการวางเฉย เป็นกลางในความประพฤติและความคิด
๕. ใช้อาหารเป็นอารมณ์ในการพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลง เน่าเสีย บูดและกินไม่ได้ (อาหาเร ปฏิกูลสั­­า)
๖.พิจารณาธาตุทั้ง ๔ ในร่างกาย (จตุธาตุววัฏฐาน)
๑.ธาตุที่กินพื้นที่นั่นก็คือธาตุดิน (ปฐวีธาตุ) 
๒.ธาตุที่เป็นของเหลวนั่นก็คือธาตุน้ำ (อาโปธาตุ) 
๓.ธาตุที่มีความร้อนนั่นก็คือธาตุไฟ (เตโชธาตุ) 
๔.ธาตุที่ทำให้สั่นไหวนั่นก็คือธาตุลม (วาโยธาตุ) 

๗. ใช้สิ่งที่ไม่มีรูปคือจับต้องไม่ได้เป็นอารมณ์มี ๔ อย่าง (อรูป ๔) ได้แก่
๑.ภาวะของฌาณที่ใช้ช่องว่าง หรือความว่างเปล่าอันหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ (อากาสานั­จายตนะ) 
๒.ภาวะของฌาณที่ใช้ความหาที่สุดไม่ได้ของวิ­­าณเป็นอารมณ์ (วิ­­าณั­จายตนะ) 
๓.ภาวะของฌาณที่ใช้ภาวะที่ไม่มีอะไรกำหนดเป็นอารมณ์ (อากิ­จั­­ายตนะ) 
๔.ภาวะของฌาณที่ว่ามีสั­­าก็ไม่ใช่ ไม่มีสั­­าก็ไม่ใช่ (เนวสั­­านาสั­­ายตนะ)
-------------------------------------------------------------------------------
การทำสมาธิเบื้องต้น
สมาธิคือการที่มีใจตั้งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอย่างแน่วแน่ กล่าวในภาษาชาวบ้านก็คือ การมีใจจดจ่ออยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง 
การทำสมาธิแบบนี้ไม่ได้เน้นการเข้าถึงนิพพาน หรือความสิ้นไปของอาสวะ แต่ก็เป็นพื้นฐานที่ดีหากต้องการปฏิบัติต่อไปในขั้นสูง หากแต่มีประโยชน์ที่เห็นได้ทันทีก็ได้จากในชีวิตประจำวัน ทำให้เรามีจิตใจผ่องใส ประกอบกิจการงานได้ราบรื่นและคิดอะไรก็รวดเร็วทะลุปรุโปร่ง เพราะว่าระดับจิตใจได้ถูกฝึกมาให้มีความนิ่งดีแล้ว เมื่อมีความนิ่งเป็นสมาธิดีแล้ว ย่อมมีพลังแรงกว่าใจที่ไม่มีสมาธิ ดังนี้เมื่อจะคิดทำอะไร ก็จะทำได้ดี และได้เร็วกว่าคนปกติ ที่ไม่ได้ผ่านการฝึกสมาธิมาก่อน วิธีการทำสมาธิที่ได้ผลและเป็นที่นิยม ได้ถูกนำมากล่าวแนะนำไว้ในที่นี้แล้ว เริ่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน และขั้นตอนต่างๆ โดยท่านสามารถอ่านทีละหัวข้อตามลำดับดังต่อไปนี้ 
๑.การจะทำสมาธิสามารถทำได้ทุกขณะอิริยาบถ 
๒.ข้อแนะนำและการเตรียมตัวก่อนการทำสมาธิ 
๓.การทำสมาธิโดยการนับเพื่อฝึกการควบคุมจิต
--------------------------------------------------------------------------------
๑.การทำสมาธิสามารถทำได้ทุกขณะอิริยาบถ 
ท่านพ่อลี (พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร) พระสายธุดงที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งแห่งภาคอีสาน ได้เคยให้คำอธิบายวิธีการทำสมาธิในชีวิตประจำวัน เวลาที่จะทำสมาธินั้นท่านได้อธิบายอย่างง่ายๆไว้ว่าทำได้ทั้งยืน เดิน นั่ง และนอน ในอิริยบททั้ง ๔ นี้เมื่อใดที่ใจเป็นสมาธิก็ถือว่าเป็นภาวนามัยกุศล ซึ่งถือเป็นกุศลกรรมสิทธิ์เฉพาะตัว ถือว่าได้บุ­ด้วยอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงพอสรุปจากคำแนะนำของท่านไว้ได้ดังนี้คือ 
การยืน ทำโดยยืนให้ตรง วางมือขวาทับมือซ้าย คว่ำมือทั้งสอง หลับตาหรือลืมตาสุดแท้แต่จะสะดวกในการทำ แล้วเพ่งไปที่คำว่า พุทโธ จนจิตตั้งมั่นได้ 
การเดิน เรียกว่าเดินจงกรม ให้กำหนดความสั้น ความยาว ของเส้นทางที่จะเดินสุดแท้แต่เราเอง ควรจะหาสถานที่ และเวลาที่เหมาะสม ไม่อึกทึกครึกโครม และไม่มีสิ่งรบกวนจากรอบข้าง นอกจากนั้นที่ที่จะเดินไม่ควรสูงๆ ต่ำๆ แต่ควรเรียบเสมอกัน เมื่อหาสถานที่และเวลาที่เหมาะสมได้แล้วก็ตั้งสติ อย่าเงยหน้าหรือก้มหน้านัก ให้สำรวมสายตาให้ทอดลงพอดี วางมือทั้งสองลงข้างหน้าทับกันเหมือนกับยืน การเดินแต่ละก้าวก็ให้จิตตั้งมั่นอยู่กับคำบริกรรมว่า พุทโธ โดยเดินอย่างสำรวม ช้าๆ ไม่เร่งรีบ กำหนดรู้ในใจ 
การนั่ง คือนั่งให้สบาย แล้วเพ่งเอาจิตไปที่การบริกรรมคำว่า พุทโธ ท่องภาวนาไว้เป็นอารมณ์ให้กำหนดรู้อยู่ในใจ 
การนอน คือให้นอนตะแคงข้างขวา เอามือขวาวางรองศีรษะ ยืดมือซ้ายไปตามตัว ไม่นอนขด นอนคว่ำ หรือนอนหงาย แล้วก็สำรวมสติตั้งมั่นด้วยการภาวนาคำว่า พุทโธ ให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว เช่นเดียวกัน 

--------------------------------------------------------------------------------
๒.ข้อแนะนำและการเตรียมตัวก่อนการทำสมาธิ 
๒.๑ การหาเวลาที่เหมาะสม เช่นไม่ใช่เวลาใกล้เที่ยงเป็นต้นจะทำให้หิวข้าว หรือทำใกล้เวลาอาหาร และไม่ทานอิ่มเกินไปเพราะจะทำให้ง่วงนอน  หรือเวลาที่คนในบ้านยังมีกิจกรรมอยู่ ยังไม่หลับเป็นต้น 
๒.๒ การหาสถานที่ที่เหมาะสม ไม่ใช่ที่อึกทึก นอกจากได้สมาธิในขั้นต้นแล้ว และต้องการฝึกการเข้าสมาธิในที่อึกทึก 
๒.๓ เสร็จจากธุระภาระกิจต่างๆ และกิจวัตรประจำวันแล้ว เช่นหลังจากอาบน้ำแล้ว ขับถ่ายเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้มีนัดหมายกับใครแล้วเป็นต้น 
๒.๔ อยู่ในอาการที่สบาย คือการเลือกท่านั่งที่สบาย ท่าที่จะทำให้อยู่นิ่งๆ ได้นานโดยไม่ปวดเมื่อยและเกิดเหน็บชา อาจจะไม่ใช่การนั่งขัดสมาธิก็ได้ แต่การนั่งขัดสมาธิถ้าทำได้ถูกท่าและชินแล้ว จะเป็นท่าที่ทำให้นั่งได้นานที่สุด อย่างไรก็ตามไม่ควรอยู่ในท่าเอนหลังหรือนอน เพราะความง่วงจะเป็นอุปสรรค เมื่อร่างกายได้ขนานกับพื้นโลกจะทำให้ระบบของร่างกายพักการทำงานโดยอัตโนมัติ ทำให้ต้องใช้กำลังใจในการทำสมาธิมากกว่าการนั่ง 
๒.๕ ไม่ควรนึกถึงผล หรือปรารถนาในลำดับชั้นของการนั่งในแต่ละครั้ง เช่นว่าจะต้องเห็นโน่นเห็นนี่ให้ได้ในคืนนี้เป็นต้น เพราะจะเป็นการสร้างความกดดันทางใจโดยไม่รู้ตัว และเกิดความกระวนกระวายทำให้ใจไม่เกิดสมาธิ ใจไม่นิ่ง ต้องทำใจให้ว่างมากที่สุด 
๒.๖ ตั้งเป้าหมายในการนั่งแต่ละครั้ง เช่นตั้งใจว่าจะต้องนั่งให้ครบ ๑๕ นาทีก็ต้องทำให้ได้เป็นต้น และพยายามขยายเวลาให้นานออกไป เมื่อเริ่มฝึกไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว เพื่อให้สมาธิได้สงบนิ่งได้นานยิ่งขึ้น 
๒.๗ เมื่อได้เริ่มแล้วก็ให้ทำทุกวันจนเกิดความเคยชินเป็นนิสัยติดตัว เพราะว่าการทำสมาธิต้องอาศัยความเพียรในการฝึกฝน เพื่อให้เกิดความเคยชินและชำนา­ การที่นานๆทำสักครั้ง ก็เหมือนกับการมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

--------------------------------------------------------------------------------
๓.การทำสมาธิโดยการนับเพื่อฝึกการควบคุมจิต 
การทำสมาธิโดยวิธีนี้นั้นมีหลักการนับอยู่หลายวิธี  และแต่ละวิธีก็ล้วนแต่มีจุดหมายเดียวกันคือ เป็นอุบายหลอกล่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นเวลานานได้ ทำให้เราเรียนรู้ที่จะเป็นนายของจิต ควบคุมมันได้ วิธีนับแบบต่างๆพอกล่าวโดยย่อได้ดังต่อไปนี้คือ 
๓.๑ นับโดยการบวกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ 
๓.๒ นับลมแบบอรรถกถา 
๓.๓ นับลมเป็นคู่
*   ๓.๑ การนับโดยการบวกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ทีละหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น พอหายใจเข้าก็นับหนึ่ง พอหายใจออกก็นับสอง หายใจเข้าต่อไปก็นับสาม และหายใจออกต่อไปก็นับสี่ บวกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆทีละหนึ่ง ตัวเลขที่นับมันก็จะไม่รู้จบ แต่ท่านอาจจะกำหนดตัวเลขจำนวนสูงสุดก็ได้ อาทิเช่นพอถึงหนึ่งร้อย ก็เริ่มนับหนึ่งใหม่เป็นต้น คงไม่ต้องยกตัวอย่าง วิธีนี้เป็นวิธีเริ่มต้นที่ง่าย และใช้สมาธิไม่มากนัก เพราะเหตุที่เราคุ้นเคยกับการนับในชีวิตประจำวันอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ เพียงแต่เอาการนับมาควบเข้ากับจังหวะการหายใจเข้า-ออก เพื่อให้มีจิตรู้ตัวอยู่เสมอนั่นเอง 
    ๓.๒ การนับลมแบบอรรถกถา เป็นวิธีของท่านพระอรรถกถาจารย์ ที่ได้นำเอาตัวเลข มาเป็นเครื่องกำหนดร่วมกับการกำหนดลมหายใจ ตามหลักคำสอนของท่านพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากหนังสือพุทธธรรม ของพระราชวรมุนี หน้า (๘๖๕) หลักการนับแบบนี้ช่วยฝึกให้ใจมีสมาธิจดจ่อมากกว่าวิธีแรก  วิธีนับมีสองแบบ แบบแรกให้นับเป็นคู่ คือเมื่อหายใจเข้า ก็ให้นับว่า ๑ เมื่อหายใจออกให้นับว่า ๑ พอเที่ยวต่อไปหายใจเข้าให้นับว่า ๒ หายใจออกก็ให้นับว่า ๒ สรุปก็คือลมหายใจเข้าและออกถือเป็นหนึ่งครั้ง จนถึงคู่ที่ ๕ ก็ให้ตั้งต้นมานับ ๑ ไปใหม่จนถึงเลข ๖ ก็ให้มาตั้งต้นนับ ๑ ไปจนถึง ๗ ถึง ๘ ถึง ๙ และ ๑๐ แล้วตั้งต้นนับ ๑ ไปจนถึง ๕ และนับต่อไปถึง ๑๐ อีก ลองศึกษาดูที่ตารางข้างล่างนี้เพื่อทำความเข้าใจอีกครั้ง 
 แบบนับเป็นคู่พร้อมกับลมหายใจ เช่น (๑-๑) หนึ่งตัวแรกคือลมหายใจครั้งที่ ๑ หนึ่งตัวที่สองคือการนับ เที่ยวที่ ๑ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ 
เที่ยวที่ ๒ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ 
เที่ยวที่ ๓ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ ๗-๗ 
เที่ยวที่ ๔ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ ๗-๗ ๘-๘ 
เที่ยวที่ ๕ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ ๗-๗ ๘-๘ ๙-๙ 
เที่ยวที่ ๖ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ ๗-๗ ๘-๘ ๙-๙ ๑๐-๑๐ 
อีกแบบหนึ่งคือการนับเดี่ยว นับแต่ตัวเลขอย่างเดียว ไม่ต้องคำนึงว่าเป็นลมหายใจเข้าหรือออก แต่ท่านควรจะทำแบบแรกให้คล่องเสียก่อน แล้วจึงมาลองแบบที่สองนี้ ลองศึกษาทำความเข้าใจกับตารางข้างล่างนี้สำหรับการนับเดี่ยว เที่ยวที่ ๑ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ 
เที่ยวที่ ๒ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ 
เที่ยวที่ ๓ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ 
เที่ยวที่ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ 
เที่ยวที่ ๕ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ 
เที่ยวที่ ๖ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ 
ทั้งสองแบบนี้ใช้วิธีการนับทวนไปทวนมา จนกระทั่งเราเกิดสมาธิ อย่างไรก็ตามขอให้ถือหลักความเพียรเข้าไว้ วันนี้ใจยังว้าวุ่นอยู่ก็ไม่เป็นไร ลองพรุ่งนี้อีกที ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสงบใจให้เชื่องอยู่ใตับังคับบั­ชาของเรา และเมื่อนั้นแหละคุณภาพทางจิตและร่างกายของท่านได้ถูกพัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่งแล้ว 

    ๓.๓ แบบนับลมเป็นคู่ 
วิธีนี้จะง่ายกว่าแบบอรรถกถาข้างต้นเล็กน้อย เพราะว่าให้เริ่มนับไปได้เลย วิธีมีดังนี้คือ 
แบบนับตามลม เวลาหายใจเข้า ก็ให้กำหนดลมหายใจที่เข้ามากระทบไว้ที่ปลายจมูก หรือโพรงจมูกด้านใน ตรงที่รู้สึกว่าลมกระทบตรงนั้น แล้วเริ่มต้นนับหนึ่งในใจ แล้วก็เอาใจตามลมหายใจเข้ามาจนผ่านปอด ให้ความรู้สึกว่าไปสุดปลายที่ท้องเลยทีเดียว ถึงตรงนี้ก็คือถือเป็นสิ้นสุดการหายใจเข้า 
เวลาหายใจออก ก็ให้ต้นลมอยู่บริเวณท้องแล้วก็นับหนึ่งใหม่ในใจ พร้อมกับหายใจออกแล้วตามลมเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปลายจมูกที่เดิม ถือว่าครบหนึ่งรอบ 
เพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้น ให้ศึกษาดูจากตารางนี้อีกเที่ยวหนึ่ง เที่ยวที่ ๑ ๑-๑ 
เที่ยวที่ ๒ ๑-๑ ๒-๒ 
เที่ยวที่ ๓ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ 
เที่ยวที่ ๔ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ 
เที่ยวที่ ๕ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ 
เที่ยวที่ ๖ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ 
เที่ยวที่ ๗ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ ๗-๗ 
เที่ยวที่ ๘ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ ๗-๗ ๘-๘ 
เที่ยวที่ ๙ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ ๗-๗ ๘-๘ ๙-๙ 
เที่ยวที่ ๑๐ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ ๗-๗ ๘-๘ ๙-๙ ๑๐-๑๐ 
*ตัดตอนบางส่วนมาจากหนังสือสมาธิภาวนา โดยธรรมรักษา 
--------------------------------------------------------------------------------
 

สาระธรรมจากพระธรรมปิฎก
                                              มาตรฐานชีวิตของชาวพุทธ
                                  บูชาธรรมโดย  ธเนศ อุ่นศิริ นบ.
                 มาตรฐานชีวิตของชาวพุทธ สรุปตามพุทธพจน์ได้ดังนี้
                                                     หมวดหนึ่ง พื้นฐานชีวิต
                 จัดระเบียบชีวิตและระบบความสัมพันธ์ในสังคมให้เป็นพื้นฐานที่มั่นคง ด้วยวินัยของคฤหัสถ์ ดังนี้ 
กฎ ๑ เว้นชั่ว ๑๔ ประการ
           ก. เว้นกรรมกิเลส (กรรมที่ทำให้มัวหมอง) ๔ คือ
                 ๑) ปาณาติบาต ทำร้ายร่างกายทำลายชีวิต
                 ๒) อทินนาทาน ลักทรัพย์ละเมิดกรรมสิทธิ์
                 ๓) กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤติผิดทางเพศ
                 ๔) มุสาวาท พูดเท็จโกหกหลอกลวง
           ข. เว้นอคติ (ความลำเอียง/ประพฤติคลาดธรรม) ๔ คือ
                 ๑) ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะชอบ
                 ๒) โทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง
                 ๓) ภยาคติ ลำเอียงเพราะขลาด
                 ๔) โมหาคติ ลำเอียงเพราะเขลา
           ค. เว้นอบายมุข (ช่องทางเสื่อมทรัพย์อับชีวิต) ๖ คือ
                 ๑) ติดสุรายาเมา
                 ๒) เอาแต่เที่ยวกลางคืน
                 ๓) จ้องจะดูการเล่น
                 ๔) ไม่เว้นการพนัน
                 ๕) มั่วสุมมิตรชั่ว
                 ๖) มัวแต่เกียจคร้าน
           กฎ ๒ เตรียมทุนชีวิต ๒ ด้าน
           ก. เลือกสรรเสวนาคน เพื่อนำชีวิตไปในทางแห่งความรุ่งเรืองและสร้างสรรค์ โดยหลีกเว้นมิตรเทียม คบหาแต่มิตรแท้ คือ
                 ก) รู้ทันมิตรเทียม หรือ ศัตรูผู้มาในร่างมิตร(มิตรปฏิรูป) ๔ ประเภท
                 ๑. คนปอกลอก มีแต่ขนเอาของเพื่อนไป มีลักษณะ ๔ 
                      ๑) คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
                      ๒) ยอมเสียน้อย โดยหวังจะเอาให้มาก
                      ๓) ตัวมีภัย จึงมาช่วยทำกิจของเพื่อน
                      ๔) คบเพื่อน เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์
                 ๒. คนดีแต่พูด มีลักษณะ ๔
                      ๑) ดีแต่ยกของหมดแล้วมาปราศรัย
                      ๒) ดีแต่อ้างของยังไม่มีมาปราศรัย
                      ๓) สงเคราะห์ด้วยสิ่งที่หาประโยชน์มิได้
                      ๔) เมื่อเพื่อนมีกิจ อ้างแต่เหตุขัดข้อง
                 ๓. คนหัวประจบ มีลักษณะ ๔
                      ๑) จะทำชั่วก็เออออ
                      ๒) จะทำดีก็เออออ
                      ๓) ต่อหน้าสรรเสริ­
                      ๔) ลับหลังนินทา
                 ๔. คนชวนฉิบหาย มีลักษณะ ๔
                      ๑) คอยเป็นเพื่อนดื่มน้ำเมา
                      ๒) คอยเป็นเพื่อนเที่ยวกลางคืน
                      ๓) คอยเป็นเพื่อนเที่ยวดูการเลˆน
                      ๔) คอยเป็นเพื่อนไปเล่นการพนัน
                 ข) รู้ถึงมิตรแท้ หรือ มิตรด้วยใจจริง(สุหทมิตร) ๔ ประเภท 
                 ๑. มิตรอุปการะ มีลักษณะ ๔
                      ๑) เพื่อนประมาท ช่วยรักษาเพื่อน
                      ๒) เพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สินของเพื่อน
                      ๓) เมื่อมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้
                      ๔) มีกิจจำเป็น ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก
                 ๒. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มีลักษณะ ๔
                      ๑) บอกความลับแก่เพื่อน
                      ๒) รักษาความลับของเพื่อน
                      ๓) มีภัยอันตรายไม่ละทิ้ง
                      ๔) แม้ชีวิตก็สละให้ได้
                 ๓. มิตรแนะนำประโยชน์ มีลักษณะ ๔
                      ๑) จะทำชั่วเสียหาย คอยห้ามปรามไว้
                      ๒) แนะนำสนับสนุนให้ตั้งอยู่ในความดี
                      ๓) ให้ได้ฟังได้รู้สิ่งที่ไม่เคยได้รู้ได้ฟัง
                      ๔) บอกทางสุขทางสวรรค์ให้
                 ๔. มิตรมีใจรัก มีลักษณะ ๔
                      ๑) เพื่อนมีทุกข์ พลอยไม่สบายใจ (ทุกข์ ทุกข์ด้วย)
                      ๒) เพื่อนมีสุข พลอยแช่มชื่นยินดี (สุข สุขด้วย)
                      ๓) เขาติเตียนเพื่อน ช่วยยับยั้งแก้ให้
                      ๔) เขาสรรเสริ­เพื่อน ช่วยพูดเสริมสนับสนุน
           ข. จัดสรรทุนทรัพย์ คือ ขยันหมั่นหาหมั่นทำหมั่นเก็บออมโดยธรรม ให้ทรัพย์เพิ่มพูน ดุจผึ้งสร้างรังหรือตัวปลวกก่อจอมปลวก
           และวางแผนการใช้จ่าย ดังนี้
                 หนึ่งส่วน เลี้ยงตัว ครอบครัว คนเกี่ยวข้อง และทำความดี
                 สองส่วน ลงทุนทำกิจการงาน
                 หนึ่งส่วน เก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น
           กฎ ๓ รักษาความสัมพันธ์ ๖ ทิศ
                 ก. ไหว้ทิศรอบตัว โดยปฏิบัติหน้าที่ต่อบุคคลที่สัมพันธ์กับตนให้ถูกต้องตามฐานะทั้ง ๖ คือ
                 ทิศที่ ๑ ในฐานะที่เป็นบุตรธิดา พึงเคารพบิดามารดา ผู้เปรียบเสมือน ทิศเบื้องหน้า ดังนี้
                      ๑. ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ
                      ๒. ช่วยทำกิจธุระการงานของทˆาน
                      ๓. ดำรงวงศŒสกุล
                      ๔. ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท
                      ๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุ­อุทิศให้ท่าน
                 บิดามารดาอนุเคราะห์บุตรธิดา ตามหลักปฏิบัติดังนี้
                      ๑. ห้ามปรามป้องกันจากความชั่ว
                      ๒. ดูแลฝึกอบรมให้ตั้งอยู่ในความดี
                      ๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา
                      ๔. เป็นธุระในเรื่องจะมีคู่ครองที่สมควร
                      ๕. มอบทรัพย์สมบัติให้เมื่อถึงโอกาส
                 ทิศที่ ๒ ในฐานะที่เป็นศิษย์ พึงแสดงความเคารพนับถืออาจารย์ ผู้เปรียบเสมือน ทิศเบื้องขวา ดังนี้
                      ๑. ลุกต้อนรับ แสดงความเคารพ
                      ๒. เข้าไปหา เพื่อบำรุง รับใช้ ปรึกษา ซักถาม รับคำแนะนำ เป็นต้น
                      ๓. ฟังด้วยดี ฟังเป็น รู้จักฟังให้เกิดปั­­า
                      ๔. ปรนนิบัติ ช่วยบริการ
                      ๕. เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ เอาจริงเอาจังถือเป็นกิจสำคั­
                 อาจารย์อนุเคราะห์ศิษย์ ตามหลักปฏิบัติดังนี้
                      ๑. แนะนำฝึกอบรมให้เป็นคนดี
                      ๒. สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง
                      ๓. สอนศิลปวิทยาให้สิ้นเชิง
                      ๔. ส่งเสริมยกย่องความดีงามความสามารถให้ปรากฏ
                      ๕. สร้างเครื่องคุ้มภัยในสารทิศ คือ สอนฝึกศิษย์ให้ใช้วิชาเลี้ยงชีพได้จริงและรู้จักดำรงตนด้วยดี ที่จะเป็นประกัน
           ให้ดำเนินชีวิต ดีงามโดยสวัสดี มีความสุขความเจริ­
                 ทิศที่ ๓ ในฐานะที่เป็นสามี พึงให้เกียรติบำรุงภรรยา ผู้เปรียบเสมือน ทิศเบื้องหลัง ดังนี้
                      ๑. ยกย่องให้เกียรติสมฐานะที่เป็นภรรยา
                      ๒. ไม่ดูหมิ่น
                      ๓. ไม่นอกใจ
                      ๔. มอบความเป็นให­่ในงานบ้าน
                      ๕. หาเครื่องแต่งตัวมาให้เป็นของขวั­ตามโอกาส
                 ภรรยาอนุเคราะหŒสามี ตามหลักปฏิบัติดังนี้
                      ๑. จัดงานบ้านให้เรียบร้อย
                      ๒. สงเคราะห์­าติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี
                      ๓. ไม่นอกใจ
                      ๔. รักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้
                      ๕. ขยัน ช่างจัดช่างทำ เอางานทุกอย่าง
                 ทิศที่ ๔ ในฐานะที่เป็นมิตรสหาย พึงปฏิบัติต่อมิตรสหาย ผู้เปรียบเสมือน ทิศเบื้องซ้าย ดังนี้
                      ๑ เผื่อแผ่แบ่งปน
                      ๒. พูดจามีน้ำใจ
                      ๓. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
                      ๔. มีตนเสมอ ร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วย
                      ๕. ซื่อสัตย์จริงใจ
                 มิตรสหายอนุเคราะห์ตอบ ตามหลักปฏิบัติดังนี้
                      ๑. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาป่องกัน
                      ๒. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อน
                      ๓. ในคราวมีภัย เป็นที่พึ่งได้
                      ๔. ไม่ละทิ้งในยามทุกข์ยาก
                      ๕. นับถือตลอดถึงวงศ์­าติของมิตร
                 ทิศที่ ๕ ในฐานะที่เป็นนายจ‰าง พึงบำรุงคนรับใช้และคนงาน ผู้เปรียบเสมือนทิศเบื้องล่าง ดังนี้
                      ๑. จัดงานให้ทำตามความเหมาะสมกับกำลัง เพศ วัย ความสามารถ
                      ๒. ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งานและความเป็นอยู่
                      ๓. จัดสวัสดิการดี มีช่วยรักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ เป็นต้น
                      ๔. มีอะไรได้พิเศษมา ก็แบ่งปันให้
                      ๕. ให้มีวันหยุด และพักผ่อนหย่อนใจ ตามโอกาสอันควร
                 คนรับใช้และคนงาน แสดงน้ำใจต่อนายดังนี้
                      ๑. เริ่มทำงานก่อน
                      ๒. เลิกงานทีหลัง
                      ๓. เอาแต่ของที่นายให้
                      ๔. ทำการงานให้เรียบร้อยและดียิ่งขึ้น
                      ๕. นำความดีของนายงานและกิจการไปเผยแพร่
                 ทิศที่ ๖ ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน พึงแสดงความเคารพนับถือต่อพระสงฆ์ ผู้เปรียบเสมือน ทิศเบื้องบน ดังนี้
                      ๑. จะทำสิ่งใด ก็ทำด้วยเมตตา
                      ๒. จะพูดสิ่งใด ก็พูดด้วยเมตตา
                      ๓. จะคิดสิ่งใด ก็คิดด้วยเมตตา
                      ๔. ต้อนรับด้วยความเต็มใจ
                      ๕. อุปถัมภ์ด้วยปัจจัย ๔
                 พระสงฆ์อนุเคราะห์คฤหัสถ์ ตามหลักปฏิบัติดังนี้
                      ๑. ห้ามปรามสอนให้เว้นจากความชั่ว
                      ๒. แนะนำสั่งสอนให้ตั้งอยู่ในความดี
                      ๓. อนุเคราะห์ด้วยความปรารถนาดี
                      ๔. ให้ได้ฟังได้รู้สิ่งที่ยังไม่เคยรู้ไม่เคยฟัง
                      ๕. ชี้แจงอธิบายทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้เข้าใจแจ่มแจ้ง
                      ๖. บอกทางสวรรค์ สอนวิธีดำเนินชีวิตให้ประสบความสุขความเจริ­
                 ข. ช่วยเหลือทั่วทุกคน โดยร่วมสร้างสรรค์ประสานสังคมให้ดีงามสามัคคีมีเอกภาพ ตามหลักสังคหวัตถุ ๔ คือ
                 ๑) ทาน เผื่อแผ่แบ่งปัน (ช่วยด้วยเงินด้วยของ)
                 ๒) ปิยวาจา พูดอย่างรักกัน (ช่วยด้วยถ้อยคำ)
                 ๓) อัตถจริยา ทำประโยชน์แก่เขา (ช่วยด้วยกำลังแรงงาน)
                 ๔) สมานัตตตา เอาตัวเข้าสมาน (ช่วยด้วยร่วมสร้างสรรค์และแก้ปั­หา)
                                                     หมวดสอง จุดหมายชีวิต
                 ดำเนินชีวิตให้บรรลุ อัตถะ คือประโยชน์ที่เป็นจุดหมายของชีวิต ๓ ขั้น ดังนี้
           ขั้นที่ ๑ ทิฏฐธัมมิกัตถะ จุดหมายขั้นตาเห็น หรือ ประโยชน์ปัจจุบัน
                 ก) มีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ไร้โรค งามสง่า อายุยืน
                 ข) มีเงินมีงาน มีอาชีพสุจริต พึ่งตนได้ทางเศรษฐกิจ
                 ค) มีสถานภาพดี เป็นที่ยอมรับนับถือในสังคม
                 ง) มีครอบครัวผาสุก ทำวงศ์ตระกูลให้เป็นที่นับถือ
                 ทั้งหมดนี้ พึงให้เกิดมีโดยธรรม และใช้หรือปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สุขโดยชอบ ทั้งแก่ตนและผู้อื่น
           ขั้นที่ ๒ สัมปรายิกัตถะ จุดหมายขั้นเลยตาเห็น หรือ ประโยชน์เบื้องหน้า
                 ก) ความอบอุ่นซาบซึ้งสุขใจ ด้วยศรัทธา มีหลักใจ
                 ข) ความภูมิใจ ในชีวิตสะอาด ที่ได้ประพฤติแต่การสุจริต
                 ค) ความอิ่มใจ ในชีวิตมีคุณค่า ที่ได้เสียสละทำประโยชน์
                 ง) ความแกล้วกล้ามั่นใจ ที่มีปั­­าแก้ปั­หานำชีวิตได้
                 จ) ความโล่งจิตมั่นใจ ว่าได้ทำกรรมดี มีทุนประกันภพใหม่
           ขั้นที่ ๓ ปรมัตถะ จุดหมายสูงสุด หรือ ประโยชนŒอย่างยิ่ง 
                 ก) ไม่หวั่นไหวไปตามความผันผวนปรวนแปรต่างๆ
                 ข) ไม่ผิดหวังเศร้าบีบคั้นจิตเพราะความยึดติดถือมั่น
                 ค) ปลอดโปร่ง สงบ ผ่องใส สดชื่น เบิกบานใจตลอดเวลา
                 ง) เป็นอยู่และทำการด้วยปั­­าซึ่งมองที่เหตุปัจจัย
                ถ้าบรรลุจุดหมายชีวิตถึงขั้นที่ ๒ ขึ้นไป เรียกว่าเป็น "บัณฑิต"
           จุดหมาย หรือประโยชน์ ๓ ขั้นนี้ แยกเป็น ๓ ด้าน
                 ด้านที่ ๑ อัตตัตถะ จุดหมายเพื่อตน หรือ ประโยชน์ตน คือ ประโยชน์ ๓ ขั้นข้างต้น ซึ่งพึงทำให้เกิดขึ้น แก่ตนเอง
           หรือพัฒนาชีวิตของตนให้ลุถึง
                 ด้านที่ ๒ ปรัตถะ จุดหมายเพื่อผู้อื่น หรือ ประโยชน์ผู้อื่น คือ ประโยชน์ ๓ ขั้นข้างต้น ซึ่งพึงช่วยเหลือให้ผู้อื่น
           หรือเพื่อนมนุษย์ได้บรรลุถึง ด้วยการชักนำสนับสนุนให้เขาพัฒนาชีวิตของเขาเองขึ้นไปจนเข้าถึงตามลำดับ
                 ด้านที่ ๓ อุภยัตถะ จุดหมายร่วมกัน หรือ ประโยชนŒทั้งสองฝ่าย คือ ประโยชน์สุขและความดีงามร่วมกันของ ชุมชนหรือสังคม
           รวมทั้งภาวะและปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ซึ่งพึงช่วยกันสร้างสรรค์บำรุงรักษา เพื่อเกื้อหนุนให้ทั้งตน และผู้อื่นก้าวไปสู่จุดหมาย ๓ ขั้นข้างต้น
พุทธธรรมกับชีวิตในสังคมเทคโนโลยี
           นำเรื่อง
           ท่านสหธรรมิกทั้งหลาย
           ขอเจริ­พร ประธานกลุ่มปฏิบัติการเผยแพร่พุทธธรรม ท่านผู้ทรงคุณวุฒิ และท่านสาธุชนผู้สนใจใฝ่ธรรมทุกท่าน
                 อาตมภาพขออนุโมทนาด้วย ในการที่คณะผู้จัดงานครั้งนี้ได้จัดกิจกรรมต่างๆ ในทางธรรมขึ้น โดยปรารภวันครบรอบ อายุ ๘๒ ปี
           ของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า ท่านพุทธทาสภิกขุ การปรารภโอกาส
           เช่นนี้แล้วจัดกิจกรรมที่เป็นการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาขึ้น นับว่าเป็นการทำสิ่งที่เป็นบุ­เป็นกุศล ซึ่งคงจะทำให้ท่าน
           เจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์พอใจหรือยอมรับได้ เพราะการเผยแผ่พุทธธรรมเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนนั้นเป็นงานที่ท่าน
           เองกระทำอยู่ และส่งเสริมอยู่แล้ว และนับว่าเป็นการปฏิบัติในสิ่งที่เรียกว่าปฏิบัติบูชา คือ การบูชาด้วยการปฏิบัติ 
                 ในวันนี้ หัวข้อปาฐกถาได้ตั้งไว้ว่า "พุทธธรรมกับชีวิตในสังคมเทคโนโลยี" แต่ผู้พูดเองมานึกว่า พูดไปก็อาจจะไม่เข้า
           กับชื่อหัวข้อของเรื่องนี้ ก็เลยนึกว่าน่าจะเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ โดยอาจจะเปลี่ยนเป็นว่า เทคโนโลยีกับชีวิต สังคมและพุทธธรรม
           คือแทนที่จะเอาพุทธธรรมไว้หน้า ก็เอาเทคโนโลยีมาไว้หน้า เอาพุทธธรรมไปไว้หลัง ทั้งนี้ เรื่องที่พูดจะเข้ากับหัวข้อไหนได้ ดีกว่า
           ก็อยู่ที่ว่าเนื้อหาสาระจะเป็นอย่างไร
           ชีวิตในสังคมเทคโนโลยี
                 ยุคสมัยนี้เราพูดได้ในแง่หนึ่งว่าเป็นยุคของเทคโนโลยี ความจริงนั้นยุคนี้มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง จะเรียกอย่างไรก็
           แล้วแต่จะเน้นให้อะไรเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเจริ­ที่สำคั­ของยุค แต่ไม่ว่าจะเรียกเป็นยุคอุตสาหกรรมก็ดี เป็นยุคอวกาศ ก็ดี
           หรือจะเป็นยุคที่กำลังมีศัพท์ขึ้นมาใหม่ว่ายุคอินฟอร์เมชั่น คือ ยุคข่าวสารข้อมูลก็ดี สิ่งที่เป็นเครื่องแสดงถึงความเจริ­ใน ด้านต่างๆ
           เหล่านั้นทั้งหมดก็คือเทคโนโลยีนั่นเอง เพราะฉะนั้น คำว่า ยุคเทคโนโลยี จึงเป็นคำหนึ่งที่ใช้ได้และครอบคลุมความ หมายที่ต้องการ 
                 เป็นอันว่า สิ่งที่แสดงถึงความเจริ­ หรือเครื่องหมายแห่งความเจริ­ของโลกหรือของมนุษย์ ก็คือเทคโนโลยี เมื่อ
           เทคโนโลยีมีความสำคั­ เป็นเจ้าของบทบาทที่ทำให้โลกมีความเจริ­อย่างนี้ เราก็ควรจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ ในฐานะ
           เป็นสิ่งที่มีอิทธิพล ซึ่งอาจจะเรียกว่า ครอบงำสังคมมนุษย์อยู่ หรือพูดในทางสุภาพหน่อยก็ว่า เป็นเครื่องส่งเสริมชีวิตและสังคม ของมนุษย์
           ทีนี้ การที่จะพูดถึงเทคโนโลยีก็ทำได้หลายแง่หลายประการ แต่จะพูดทั่วไปให้ครอบคลุมทุกแง่ ก็คงไม่ได้ ตอนแรกนี้ จึงคิดว่า
           จะยกเอาเรื่องราวเหตุการณ์ที่โด่งดังในทางเทคโนโลยีขึ้นมาพูดเสียก่อน
           สั­­าณเตือนภัยจากเทคโนโลยี
                 เหตุการณ์ทางเทคโนโลยีที่ดังมากๆ นึกไปตอนนี้ก็ยังไม่เห็นมีอะไรที่ให­่กว่าเหตุการณ์เมื่อสองปีมาแล้ว ใน พ.ศ.๒๕๒๙
           ตอนปลายเดือนเมษายน ได้เกิดข่าวให­่ขึ้นมาข่าวหนึ่ง คือเรื่องโรงงานพลังนิวเคลียร์ที่เชอร์โนบิล (Chernobyl) ในโซเวียต
           รัสเซียได้เกิดระเบิดขึ้น เชอร์โนบิลนี้เป็นตำบลที่อยู่ใกล้เมืองเคียฟ (Kiev) ห่างจากกรุงมอสโคว์ประมาณ ๖๐๐ กิโลเมตร
           เมื่อเกิดระเบิดขึ้นแล้ว ก็มีกัมมันตภาพรังสีแผ่กระจายออกไปทั้งในประเทศสหภาพโซเวียตเอง และมีกระแสลมพัดพาไปทาง
           ยุโรปตะวันออก ไปยังสแกนดิเนเวีย และต่อไปจนกระทั่งถึงยุโรป ตะวันตก ผู้คนก็ตื่นเต้นตกใจกันมาก โดยเฉพาะคนที่รู้เรื่องดี
           ว่ากัมมันต-ภาพรังสีมีอันตรายแค่ไหนเพียงไร ก็จะมีความหวั่นวิตกมากเป็นพิเศษ และคนในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายเหล่า
           นั้นก็เป็นคนที่มีการศึกษาดี เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น จึงได้ตื่นเต้นตกใจกันเป็นอย่างยิ่ง เขาเรียกกันว่าเป็นอุบัติเหตุนิวเคลียร์
           ที่ร้ายแรงที่สุดในโลก 
                 ถอยหลังไปก่อนหน้านั้นปีเดียว รองผู้อำนวยการสถาบันพลังงานนิวเคลียร์ที่โซเวียต ได้เขียนลงพิมพ์ในหนังสือโซเวียต
           ไลฟ์(Soviet Life) ว่า ก่อนสิ้นศตวรรษหน้า พลังงานทั้งหมดที่ใช้ในโลก ๒ ใน ๓ ส่วน จะมาจากโรงงานนิวเคลียร์ และเขาก็บอกว่า
           ในสหภาพโซเวียตได้ดำเนินการศึกษาเรื่องพลังงานนิวเคลียร์นี้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว ได้พิสูจน์อย่างบริบูรณ์สิ้นเชิงว่า โรงงาน
           พลังนิวเคลียร์ไม่มีอะไรกระทบหรือมีผลเสียต่อสุขภาพของประชากร เขาพูดอย่างนี้ก่อนหน้าเกิดอุบัติเหตุปีเดียว 
                 ใกล้กว่านั้นเข้ามาอีก ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุครั้งให­่เพียงเดือนเดียว คือเมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๒๙ รัฐมนตรีพลัง
           งานของสหราชอาณาจักรอังกฤษได้บอกว่า พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่มนุษย์รู้จัก 
                 นี่ขนาดผู้รู้ ซึ่งมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีดีได้กล่าวกันอย่างนี้ ยืนยันถึงกับว่าเป็นสิ่งที่ปลอดภัยไร้โทษ แต่เมื่อเกิดเหตุนี้ ขึ้นมาแล้ว
           คำพูด ท่าที อาการกิริยาก็เปลี่ยนไป 
                 หัวหน้านักวิทยาศาสตร์โซเวียตที่เกิดเหตุ ได้พูดว่า ไม่มีใครในโลก ได้เคยเผชิ­กับอุบัติเหตุชนิดนี้มาก่อนเลย หนังสือ
           พิมพ์ปราฟดา (Pravda) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของโซเวียต วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๒๙ ได้ลงพิมพ์ข้อความว่า อารยธรรมสมัย
           ใหม่ช่างเสี่ยงต่อภัยทางเทคโนโลยีเสียเหลือเกิน ถ้อยคำนี้ทำให้นึกถึงคำพูดของเซอร์ ยอร์จ พอร์เตอร์ (Sir George Porter) ซึ่ง
           เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับรางวัลโนเบลทางวิทยาศาสตร์สาขาเคมี (พ.ศ. ๒๕๑๐) ท่านผู้นี้ได้บอกว่า มนุษย์ยังไม่เติบโตเพียงพอที่จะได้
           รับมอบความไว้วางใจให้มีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ อันนี้แสดงว่า ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องพลังนิวเคลียร์ซึ่งเป็นความเจริ­ทาง
           เทคโนโลยีที่สำคั­นี้ ยังมีความขัดแย้งกันอยู่ในหมู่ผู้ที่มีความรู้เรื่องนี้ 
                 ทีนี้ เมื่อเกิดเหตุขึ้นมาแล้ว ทางการโซเวียตก็ต้องรีบจัดการอพยพ ผู้คนออกจากบริเวณโดยรอบในรัศมี ๑๐ กิโลเมตร จำนวน
           ๔๖,๐๐๐ คน (หนังสือ Funk & Wagnalls New Encyclopedia 1986, vol. 19, p. 256 ว่า เคลื่อนย้ายคนออกจาก บริเวณในรัศมี ๑,๖๐๐
           กิโลเมตร จำนวนประมาณ ๑๓๕,๐๐๐ คน) กัมมันตภาพรังสีได้พุ่งขึ้นไปสูงราว ๕๐๐ เมตร ซ้ำลมก็พัด พาไป
           กัมมันตภาพรังสีก็ตกลงมากับฝนบ้าง แพร่ไปตามสายลมบ้าง ครอบคลุมระยะทาง ๑,๕๐๐ กิโลเมตร ชาวยุโรปใน
           เส้นทางนั้นหวาดผวากันมาก ถึงกับต้องให้เด็กเก็บตัวอยู่ในบ้าน กลัวว่าออกไปจะถูกกัมมันต-ภาพรังสี ชาวบ้านไม่กล้าซื้อผัก ผลไม้
           ไม่กล้าดื่มนม ไม่กล้าลงไปว่ายน้ำ แม้แต่เสื้อผ้าก็ต้องระวังไม่ให้ฝุ่นจับ ประเทศสมาชิกประชาคมยุโรป ได้สั่งห้ามการนำ
           เข้าสินค้าและผลไม้ หรือผลิตภัณฑ์นม เนย เนื้อ และสัตว์จากยุโรปตะวันออกซึ่งรวมทั้งโซเวียตด้วย 
                 คนตายในที่เกิดอุบัติเหตุเพียง ๒ คนเท่านั้น แต่เข้าโรงพยาบาลตอนนั้น ๙๗ คน ต่อมาตายเพิ่มเป็น ๙ และ ค่อยๆ ตายต่อมาเป็น
           ๒๓ แล้วก็เลย ๓๐ และความน่ากลัวก็ยังแฝงอยู่ต่อไปว่า คนจำนวนหลายแสน คนที่ได้รับรังสีจะประสบผลร้าย ระยะยาว
           ในทางที่เป็นพิษภัยต่อสุขภาพพลานามัยต่อไป เป็นเรื่องที่ยังไม่สิ้นสุด เหตุการณ์นี้สิ้นสุดไปแล้ว แต่ภัยที่เกิดขึ้นหาได้ สิ้นสุดตามไปไม่ 
                 อุบัติเหตุครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์สำคั­ที่ทำให้ความหวังจากการใช้พลังงานนิวเคลียร์แทบจะสิ้นหายไปเลย เขาเรียกกัน
           ว่าเป"นการจบสิ้นของความใฝ่ฝันที่ฝากไว้กับนิวเคลียร์ นับแต่นั้น การต่อต้านการเปิดโรงงานนิวเคลียร์ต่างๆ ก็มีมากขึ้น และ
           การที่จะเปิดหรือสร้างโรงงานพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศทั้งหลาย ต่อมาก็รู้สึกว่าแทบจะเงียบหายไปเลย 
                 ถอยหลังไปก่อนหน้านั้น ในประเทศอเมริกาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ ก็ได้เกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ครั้งให­่มาแล้ว ที่เกาะทรี ไมล์ (Three
           Mile Island) ในรัฐเพนน์ซิลเวเนีย ซึ่งทำให้คนตื่นเต้นหวาดกลัวกันมาก ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้วงการนิวเคลียร์ ยอมรับกันว่า
           มนุษย์มีความ พลั้งพลาดเผอเรอที่ยากจะหลุดพ้นอุบัติเหตุเหล่านี้ไปได้ และเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วคนก็ตระหนกตก ใจตื่นเต้นตะลึง
           ทำอะไรกันไม่ค่อยถูก อย่างในคราวเกิดอุบัติเหตุที่เกาะทรีไมล์ ในอเมริกานั้น ประธานกรรมาธิการควบคุม นิวเคลียร์ ของรัฐบาลสหรัฐฯ
           จัดประชุมติดต่อกัน ๕ วัน เพื่อควบคุมสถานการณ์ ก็ได้แต่บอกกับพรรคพวกว่า พวกเราทำงาน เหมือนคนตาบอด เพราะไม่รู้ข่าว
           ไม่รู้ข้อมูล ทางฝ่ายรัฐเจ้าของที่เกิดเหตุก็รู้ข้อมูลคลุมเครือ ฝ่ายคณะกรรมการหรือกรรมาธิ การชุดนั้นเองก็ไม่รู้เรื่อง
           เป็นเหมือนคนตาบอดสองคน กำลังหาทางตัดสินใจกันไปเปะ ๆ ปะ ๆ 
                 นี้เป็นเหตุการณ์นิวเคลียร์ที่เกิดขึ้น ซึ่งยกมาพูดเพียง ๒ ครั้ง แต่ความจริง ตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ได้เกิดอุบัติเหตุ
           นิวเคลียร์ครั้งสำคั­มาแล้ว ๑๔ ครั้ง มาเกิดเหตุครั้งเชอร์โนบิลนี้นับว่าเป็นครั้งให­่ที่สุด ที่ทำให้ความหวังอันรุ่งโรจน์จากพลัง นิวเคลียร์
           ว่าจะเป็นแหล่งให­่ของพลังงานให้แก่มนุษย์นั้น แทบจะปิดรายการไปเลย และถึงแม้ว่ามนุษย์จะเลิกเล่นกับมัน แต่
           พิษภัยที่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่ได้หยุดเลิกไปด้วย พิษภัยเหล่านี้ จะก่ออันตรายแก่มนุษย์รุ่นต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน หรือไม่ใช่หลาย ชั่วอายุคน
           แต่ตลอดอายุของประเทศชาติหลายประเทศ หรืออารยธรรมทั้งหมดของมนุษย์ก็ได้ 
                 ไม่ใช่แต่เพียงแค่อุบัติเหตุ แม้จะไม่มีอุบัติเหตุ เวลาทำงานเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์นี้ จะมีสิ่งที่เรียกว่ากากหรือขยะ นิวเคลียร์
           (nuclear waste) ซึ่งมีอันตรายมาก จะต้องหาที่ทิ้งโดยเก็บให้มิดชิด ปั­หาในการเก็บกากนิวเคลียร์หรือขยะ นิวเคลียร์นี้เป็นเรื่องให­่มาก
           เช่นในอเมริกา ก็มีปั­หาว่าจะเก็บที่ไหน จะเอาไปฝังที่ไหน แม้แต่เมื่อได้ที่ฝังที่เก็บแล้ว ก็ยังมี ปั­หาว่าจะขนส่งไปอย่างไร
           เวลาขนส่งไปบางรัฐก็จะห้ามไม่ให้รถที่ขนขยะนิวเคลียร์นี้ผ่าน เพราะกลัวว่าอาจจะพลาดพลั้งรถ เกิดอุบัติเหตุก็จะเป็นอันตราย
           จึงเกิดเรื่องเป็นปั­หากันยุ่งยากมาก 
                 ขยะนิวเคลียร์นี้มีอายุยืนนาน และจะเป็นพิษภัยตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น ธาตุพลูโตเนียม (Plutonium) ซึ่งเป็นธาตุ
           ชนิดหนึ่งที่ใช้ในการทำพลังงานนิวเคลียร์นี้ เป็นธาตุซึ่งมีกัมมันตภาพรังสีเป็นพิษร้ายแรงมากมีอายุยืนที่สุดถ้าเอากากนิวเคลียร์
           ของธาตุพลูโตเนียมนี้ไปฝังไว้ ก็จะต้องใช้เวลาถึง ๕ แสนปีจึงจะหมดพิษ 
                 ที่อังกฤษมีโรงงานพลังนิวเคลียร์ที่วินด์สเคล (Windscale) ซึ่งเป็นที่เกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ร้ายแรงครั้งแรกของโลก เมื่อ พ.ศ.
           ๒๕๐๐(ค.ศ. ๑๙๕๗) โรงงานแห่งนี้ได้ปล่อยพลูโตเนียมลงทะเลมาตามลำดับ เดี๋ยวนี้มีอยู่ใต้ท้องทะเลในไอร์แลนด์ ทั้งหมดประมาณ ๑
           ใน ๔ ตัน ซึ่งจะมีกัมมันตภาพรังสีอยู่ต่อไปประมาณ ๒ แสน ๕ หมื่นปี หลังจากนั้น กัมมันตภาพรังสีจึงจะ ลดลงไปเหลือน้อย
           จนกระทั่งในราว ๕ แสนปีจึงจะหมด อันนี้ก็เป็นภัยอันตรายอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงที่เชอร์โน บิลนี้แล้ว
           ก็ได้ทำให้คนเกิดความสนใจ มีการตื่นตัวกันมากขึ้น ตระหนักถึงภัยจากเทคโนโลยีขึ้นมาจริงจัง 
                 ขอยกตัวอย่างอีกกรณีหนึ่ง ถอยหลังไปประมาณสักยี่สิบกว่าปี เป็นเรื่องที่เบาๆ ถึงแม้จะเป็นอันตรายแต่ก็สงบเงียบ หน่อย
           ตอนนั้นวงการแพทย์ได้ชื่นชมกับยากล่อมประสาทใหม่ชนิดหนึ่งมีชื่อว่า ทาลิโดไมด์ (Thalidomide) ได้มีการพิสูจน์
           ทดลองกันเป็นอย่างมาก แล้วก็มีความแน่ใจ ประกาศออกมาว่าเป็นยาที่ปลอดภัย ถึงกับใช้คำว่าปลอดภัยเป็นพิเศษ และ
           เพราะเหตุที่ว่าปลอดภัยเป็นพิเศษจากการพิสูจน์ทดลองกันแล้วนี้ ก็ทำให้แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปเปิดให้ประชาชน
           ซื้อหายาทาลิโดไมด์ได้ โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ 
                 ตามปกติในประเทศทางยุโรปอเมริกานั้น การซื้อยาหายา มีการควบคุมเข้มงวดมาก ถ้าจะซื้อยาที่ต้องระวังอันตราย
           จะต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ แต่ยาทาลิโดไมด์นี้แพทย์มีความมั่นใจถึงกับว่าไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ก็ได้ 
                 ยาทาลิโดไมด์นี้รักษาอาการกลุ้มหรืออาการทางประสาท เช่น ปวดศีรษะ ที่เรียกว่าไมเกรน หรือนอนไม่หลับ เป็นต้น
           ทำให้สงบสบาย ก็ขายกันมานานประมาณ ๕ ปี จาก พ.ศ. ๒๕๐๐ ถึง ๒๕๐๔ จึงได้พบว่า ผู้ห­ิงมีครรภ์กินยานี้แล้วคลอดลูก ออกมา
           แขนด้วน ขากุด และมีลักษณะผิดประหลาดไม่สมประกอบ พิกลพิการต่างๆ เป็นอันมาก เป็นไปต่างๆ นานา ทำให้เกิด
           ความตระหนกตกใจ จึงสอบสวนกันดูก็ปรากฏว่า ยานี้ทำให้มีปั­หาแก่ห­ิงมีครรภ์ และแก่เด็กที่อยู่ในครรภ์นั้น ก็เลยต้องงด
           ถอนยานี้ออกจากตลาด เลิกขายกัน แต่ก่อนจะยกเลิกยานี้ก็ปรากฏว่า มีเด็กแขนกุด ขาด้วนมาแล้วทั้งหมด ๘,๐๐๐ กว่าราย
           เป็นกรณีที่เกิดในประเทศอังกฤษประเทศเดียว ประมาณ ๔๐๐ ราย 
                 เด็กพิกลพิการ ๘,๐๐๐ รายนี้อาจจะเป็นประเภทที่สำรวจได้ง่ายในประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนในประเทศที่ยังด้อย
           พัฒนาหรือกำลังพัฒนาการสำรวจอาจจะไม่ทั่วถึงก็ได้ จึงเป็นไปได้ว่าความจริงอาจจะมีมากกว่านี้ หรือในอีกแง่หนึ่งก็เป็นไปได้ ว่า
           ในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย อาจจะไม่ค่อยมีคนได้ประสบเหตุนี้มากมายนัก เพราะว่าโรคอย่างที่ว่านี้ เช่น โรคกลุ้ม กังวล นอนไม่หลับ
           มักจะเป็นโรคของประเทศที่เจริ­หรือประเทศพัฒนา ประเทศที่ด้อยพัฒนาไม่ค่อยเป็น คนในประเทศด้อยพัฒนา
           ก็เลยอาจจะไม่ค่อยได้ใช้ยานี้ ก็เป็นความอุ่นใจอย่างหนึ่ง 

           เทคโนโลยี: ผู้นำความหวังอันอัศจรรย์
                 ที่ว่ามานี้เป็นตัวอย่างของปั­หาที่พ่วงมากับความเจริ­ทางด้านเทคโนโลยี ผู้ที่ได้ฟังบางท่านก็อาจจะบอกว่า
           อาตมานี้พูดมาเสียยืดยาว แต่รู้สึกว่าจะมองเทคโนโลยีในแง่ร้ายสักหน่อย ความจริงเทคโนโลยีก็มีส่วนดีมากมาย ทำไมไม่พูด ฉะนั้น
           ในเมื่อพูดในแง่ร้ายมาสองเรื่อง ก็ควร จะต้องหยุดแง่ร้ายไว้บ้าง 
                 ก็ยอมรับว่าเทคโนโลยีนี้มีประโยชน์ มีความดีมากมายเหลือเกิน อย่างที่เรามานั่งร่วมกิจกรรมกันสะดวกสบายอยู่ใน ปัจจุบันนี้
           ก็เป็นเรื่องของการอาศัยเทคโนโลยีทั้งสิ้น ผู้พูดก็อาศัยไมโครโฟน มีเครื่องขยายเสียง ผู้ฟังก็นั่งอยู่ในห้องประชุมที่ แสนสบาย
           มีเครื่องปรับอากาศให้มีความเย็น และมีระบบแสง ระบบเสียงที่ดี อะไรต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องที่แสดงถึงคุณ
           ประโยชน์ของเทคโนโลยีทั้งนั้น และดังที่กล่าวแล้วว่าเทคโนโลยีนั้นเป็นเครื่องหมายของความเจริ­ของยุคปัจจุบัน 
                 ความเจริ­ของยุคปัจจุบันนั้นมีมากมายเพียงไร ไม่จำเป็นจะต้องพรรณนากันยืดยาว แต่เขามักจะมองไปที่อนาคตว่า
           ต่อไปโลกของเรานี้จะมีเทคโนโลยีที่เจริ­ขึ้น แล้วก็จะมีความสะดวกสบาย มีความสมบูรณ์พูนสุขมากขึ้นอย่างไร ความฝันใน
           ทางเทคโนโลยีเหล่านี้ก็อิงอาศัยพัฒนาการด้านต่างๆ ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ สาขาของเทคโนโลยีที่กำลังเจริ­
           ขึ้นใหม่นำหน้าก็มีสองสายที่สำคั­มาก คือ เทคโนโลยีทางชีววิทยา ที่เรียกว่า ไบโอเทคโนโลยี (biotechnology) และไมโครอี เลคโทรนิคส์
           (micro-electronics) อย่างพวกคอมพิวเตอร์ก็จัดอยู่ในประเภทหลังนี้ สองด้านนี้กำลังเป็นความหวังใหม่ของ
           มนุษย์ที่ว่าจะเจริ­พรั่งพร้อมบริบูรณ์อย่างไร 
                 ในด้านไบโอเทคโนโลยี นั้น เราจะได้ยินเรื่องเกี่ยวกับความเจริ­ที่เรียกว่า พันธุวิศวกรรม หรือเยนเนติค เอนจิเนียริ่ง (genetic
           engineering) ซึ่งกำลังเจริ­มากขึ้น และมีความหวังกันว่า ความเจริ­ในด้านนี้จะแก้ปั­หาให้โลกมนุษย์ได้มาก มายหลายอย่าง เช่น
           ในเรื่องอาหาร จะไม่มีความขาดแคลนในโลกนี้อีกต่อไป เพราะว่าด้วยพันธุวิศวกรรมศาสตร์นี้ ก็จะทำให้
           คนเราสามารถเพาะพืชพันธุ์ธั­­าหารแบบใหม่ขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นพืชพันธุ์ธั­­าหารชนิดพิเศษที่เราแน่ใจได้ว่า จะทำให้เกิด
           ความอุดมสมบูรณ์ เช่นว่า ที่ไหนแห้งแล้ง เราก็เพาะพืชชนิดที่เติบโตได้ในที่แห้งแล้งนั้นขึ้นมา ถ้าดินเค็มเราก็เพาะพืชชนิดที่
           เจริ­เติบโตงอกงามในที่ดินเค็มนั้นขึ้นมาได้ และนอกจากจะมีความทนทานสูง สามารถงอกงามในที่แห้งแล้ง หรือในดินและ
           สภาพแวดล้อมที่ไม่เกื้อกูลได้แล้ว ก็ยังได้ผลผลิต มาก อีกทั้งเป็นพืชที่สามารถกำจัดโรคพืชได้เอง ต้านทานศัตรูพืชได้ สร้างปุ๋ย
           ขึ้นมาได้ในตัวของมันเอง 
                 ในด้านพลังงาน เรากำลังมีปั­หา พลังงานจะขาดแคลน แหล่งพลังงานบางอย่างเช่นน้ำมันจะหมดไปจากโลก พลังงาน
           นิวเคลียร์ก็อย่างที่พูดเมื่อกี้ว่ามีปั­หา พลาดพลั้งขึ้นมาก็เกิดภัยอันตรายร้ายแรง ต่อไปพันธุวิศวกรรมนี้ก็อาจจะสร้าง
           แบคทีเรียขึ้นมาชนิดหนึ่ง เป็นแบคทีเรียที่มีความ สามารถเปลี่ยนแสงแดดเป็นพลังงาน โดยไม่ต้องใช้วิธีการแบบที่กำลังทำกัน อยู่
           แต่เป็นการก้าวไปสู่วิธีการทางชีววิทยา ใช้แบคทีเรียที่สร้างขึ้นใหม่มาผลิตพลังงาน แล้วก็จะหมดปั­หาเกี่ยวกับเรื่องพลัง งานกันเสียที 
                 นอกจากนั้น ยังฝันใฝ่กันต่อไปว่าจะสร้างเมืองขึ้นในอวกาศ เมืองในอวกาศนี้จะสร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อมได้ ตามต้องการ
           ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ถ้ามีสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่น่าพอใจ ก็กำจัดดัดแปลงแก้ไขได้ ทำการผลิตสิ่งต่างๆ ในอวกาศ
           ได้โดยสะดวกและได้ผลดียิ่งขึ้น เพราะการผลิตในอวกาศนี้จะไม่ถูกขัดขวางจากแรงดึงดูดของโลก ไม่มีความจำกัดของสถานที่
           และสามารถทำอุณหภูมิให้สูงต่ำได้ตามความต้องการ 
                 ในทะเลก็จะสร้างเมืองลอยน้ำขึ้นมา มีโรงงานลอยน้ำ ผลิตอาหารและยาจากสารในทะเล ตลอดจนสร้างเชื้อเพลิง อย่างใหม่ขึ้นมา
           เป็นอันว่าจะไม่มีทางขาดแคลนอาหารและพลังงาน 
                 แม้แต่จะสร้างมนุษย์พันธุ์ใหม่ขึ้นมา ก็ทำได้ ให้เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษที่มีความเฉลียวฉลาด เรียกว่าเป็นซูเปอร์เรซ (superrace)
           ในการสงครามก็อาจจะสร้างพันธุ์มนุษย์ขึ้นมาชนิดหนึ่ง ให้มีคุณสมบัติพิเศษสำหรับทำหน้าที่เป็นทหารโดย เฉพาะ 
                 ในทางการแพทย์ก็จะมีธนาคารอวัยวะต่างๆ เป็นธนาคารตับ ธนาคารไต ธนาคารปอด ฯลฯ เป็นอะไหล่ไว้สำหรับ
           กรณีที่เกิดปั­หาจะต้องเปลี่ยน เมื่อใครมีโรคภัยไข้เจ็บ หรือประสบอุบัติเหตุเกี่ยวกับอวัยวะ เหล่านี้ ก็ผ่าตัดเปลี่ยนใหม่ได้ ทั้ง
           หมดนี้นับว่าเป็นความเจริ­ที่น่าฝันใฝ่เป็นอย่างมาก 
                 อีกด้านหนึ่งที่สำคั­ ก็คือด้านคอมพิวเตอร์ ต่อไปคอมพิวเตอร์ก็จะมีใช้กันแพร่หลายมาก อย่างที่ฝรั่งบอกว่า ทุกบ้าน
           จะต้องมีคอมพิวเตอร์เหมือนกับมีห้องส้วม หมายความว่า บ้านหนึ่งๆ มีห้องส้วมฉันใด ก็ต้องมีคอมพิวเตอร์ฉันนั้น อันนี้คงจะ
           หมายถึงบ้านในประเทศอเมริกา สำหรับบ้านในประเทศไทยก็คงจะอีกนาน 
                 การสื่อสารคมนาคมก็จะสะดวกมาก เราจะทำงานอยู่กับบ้านก็ได้ เพราะมีเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ก็ต่อกับสาย
           โทรศัพท์แล้วทำงาน สั่งงานและส่งงานกันทางคอมพิวเตอร์ จะเรียนหนังสือก็เรียนที่บ้านได้ และก็จะมีคอมพิวเตอร์ชนิดที่พิเศษ ขึ้นไปอีก
           ทำงานมีประสิทธิภาพสูงอย่างยิ่ง เขาเรียกว่า ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (supercomputer) 
                 พร้อมกันนั้น อีกด้านหนึ่งก็จะมีคอมพิวเตอร์รุ่นต่อไปที่เรียกว่าเป็นคอมพิวเตอร์รุ่นที่ ๕ (fifth-generation computer)
           ซึ่งมีสมองเทียม มีสติปั­­าคล้ายมนุษย์ ที่เขาเรียกว่า artificial intelligence ซึ่งบางคนแปลว่า ปั­­าประดิษฐ์ คอมพิวเตอร์
           ชนิดนี้สามารถรู้กลิ่นได้ อ่านหนังสือได้ ฟังคนพูดได้ และก็พูดได้อย่างคน ตลอดจนสามารถคิดเหตุผลได้ สามารถพิจารณาตัด
           สินปั­หาต่างๆ ได้ด้วย 
                 ในการสื่อสาร ระบบโทรคมนาคมจะก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง เดี๋ยวนี้ดาวเทียมก็เชื่อมแทบทุกส่วนของโลกให้ถึงกันแล้ว
           ติดต่อกันได้ทันที โทรทัศน์และโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้ว ก็พัฒนาให้ประณีตลึกล้ำมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีเครื่องโทรสาร คนอยู่กัน
           คนละทวีปก็ติดต่อกันได้ง่าย จะทำหนังสือสั­­าตกลงกันก็ใช้โทรสารเซ็นสั­­ากันได้ ณ ที่ทำงาน ที่นั่น เดี๋ยวนั้น ไม่ต้องเสีย
           เงินค่าเครื่องบินและเสียเวลาเดินทางไป 
                 แม้แต่สายโทรศัพท์ โทรทัศน์ และการติดต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ ที่เคยต้องใช้สายลวดทองแดง ก็จะเปลี่ยนไปใช้เส้น
           ใยนำแสงที่เรียกว่า อ๊อฟติคัลไฟเบอร์ (optical fiber) ซึ่งราคาถูกและเบามาก แต่นำข่าวสารได้ดีกว่า มากกว่า และแม้แต่จะมี ฟัาร้อง ฟ้าแลบ
           ฟ้าผ่า ก็จะไม่เข้าไปรบกวนระบบการสื่อสารนั้น 
                 นอกจากนั้นก็มีเครื่องเลเซอร์ (laser) ซึ่งสร้างขึ้นมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ แล้วก็เจริ­พัฒนาขึ้นมาเรื่อย นำมาใช้
           ประโยชน์ได้กว้างขวางขึ้น ในการสื่อสารบ้าง การแพทย์บ้าง เช่น ในการแพทย์ก็ใช้ทำการผ่าตัดได้ละเอียดลออ สามารถผ่าตัด
           โดยไม่ต้องเสียเลือด หรือผ่าตัดสิ่งเล็กๆ ละเอียดอ่อน เช่น นัยน์ตา ในการอุตสาหกรรมก็นำเอาเครื่องเลเซอร์มาใช้ได้มาก 
                 ยิ่งเอาเทคโนโลยีในแขนงต่างๆ ที่เจริ­มากเหล่านี้ มาประสานกัน ก็ยิ่งทำให้เกิดความเจริ­ก้าวหน้ามากมายยิ่งขึ้น เช่น
           ต่อไปนี้คนเรานั่งอยู่บ้านก็สามารถผลิตสินค้าที่โรงงานได้เอง เขาเรียกว่าเป็นระบบการผลิตโดยลูกค้า (custom production) ยกตัวอย่างว่า
           เราต้องการจะตัดเสื้อสักตัวหนึ่ง ก็อยู่ที่บ้านนั่นแหละ ต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านเข้ากับโทรศัพท์ แล้วก็ป้อนข้อมูล คือสเปค (spec หรือ   specification) แบบของเสื้อที่เราต้องการสำหรับตัวเราเข้าไป เสร็จแล้วทางปลายสาย อีกด้านหนึ่งที่โรงงาน
           เครื่องคอมพิวเตอร์ทางด้านนั้นก็สั่งปืนเลเซอร์ที่ต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น ตัดเสื้อให้ตามสเปคหรือตาม แบบที่ต้องการของลูกค้า
           ทั้งที่ผลิตทีละหน่วย แต่ก็ผลิตได้รวดเร็วมาก ในยุคอุตสาหกรรมปัจจุบันนี้ที่ผลิตเสื้อผ้ากันทีละเป็น จำนวนมากๆ
           ก็ยังช้ากว่าทำทีละหน่วยด้วยเครื่องเลเซอร์ชนิดนี้ 
                 แม้แต่รถยนต์ก็เหมือนกัน เขาคาดหมายว่า ต่อไปลูกค้าจะสามารถผลิตรถยนต์ได้เองด้วยวิธีคล้ายๆ กันนี้ คือนั่งอยู่ที่
           บ้านแล้วป้อนสเปคที่ต้องการของรถยนต์ที่ตัวจะใช้เข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วที่ปลายด้านโน้น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่โรง
           งานก็จะดำเนินการสร้างรถยนต์ให้ตามที่เราต้องการ 
                 นี้ก็เป็นเรื่องของความเจริ­ในทางเทคโนโลยีมากมายหลายประการด้วยกัน ซึ่งผู้ที่อยู่ในวงการเทคโนโลยีอาจจะพูด
           ได้มากมายกว่านี้ และที่พูดมานี้หลายอย่างก็เป็นจริงแล้ว หลายอย่างกำลังจะเป็นจริง บางอย่างก็จะเป็นจริงต่อไป แต่จะสำเร็จ จริงหรือไม่
           ยังไม่ใช่เรื่องสำคั­เท่าไร สิ่งสำคั­ที่จะต้องเน้นในที่นี้ซึ่งสำคั­ไม่น้อยกว่าตัวเทคโนโลยีเอง ก็คือ ท่าทีและการ ปฏิบัติต่อเทคโนโลยี
           ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของวิทยาศาสตร์
                 การที่คนเราพูดถึงแต่ส่วนที่ดี ด้านดีที่เป็นคุณประโยชน์ และความหวังต่างๆ ที่เทคโนโลยีจะสนองความต้องการให้นั้น
           พูดไปด้านเดียวอาจจะเป็นการกล่อมให้เกิดความเคลิบเคลิ้มหลงใหล หมกมุ่น มัวเมา และอยู่กันด้วยความฝัน เพราะฉะนั้น
           เราจึงต้องมีท่าทีและการปฏิบัติต่อเทคโนโลยีให้ถูกต้อง 
                 ท่าทีอย่างที่หนึ่งก็คือ การมองและรู้จักมันตามเป็นจริง ซึ่งก็เป็นหลักการของธรรม หรือพุทธธรรม เพราะฉะนั้น ในเรื่อง
           เทคโนโลยีนี้ ท่าทีอย่างแรกที่เราจะต้องทำให้ถูกต้องคือ จะต้องมองดูให้รู้จักมันตามความเป็นจริง มองดูรู้จักมันตามเป็นจริง ก็
           เพื่อให้ครบถ้วนรอบด้าน แล้วก็จะได้ไปคุมไปคานกับความเคลิบเคลิ้มหลงใหล ความฝันเฟื่อง ที่ได้เล่ามาแล้วนั้น 
                 การที่จะมองดูรู้จักตามเป็นจริงได้ก็ต้องดูทั้งคุณและโทษ คือ จะศึกษาเรื่องใดก็ต้องมองให้เห็นคุณและโทษ มองเห็น
           ขอบเขตและขีดจำกัดว่ามันทำอะไรได้แค่ไหน ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ นอกจากผลดีแล้ว ในด้านเสียจะมีผลร้าย หรือจุดอ่อน
           ข้อบกพร่องอะไรบ้าง ไม่ใช่มองไปเห็นแต่คุณแล้วก็ฝันว่าเทคโนโลยีนั้นทำให้ได้ทุกอย่าง ดีเลิศทุกประการ เมื่อเห็นขอบเขตของ
           มันแล้วก็โยงว่าเทคโนโลยีนี้มีความสัมพันธ์กับด้านอื่นๆ ของชีวิตมนุษย์อย่างไร โยงให้เห็นกันตลอดทุกระบบตลอดสาย แล้วต่อ
           จากนั้นก็มองให้เห็น ฟัง และรู้ให้ทันว่า ในวงการเทคโนโลยีเองเขามีปั­หาอะไรกันบ้าง มีความวิตกกังวลอะไร และแนวโน้มต่อ
           ไปจะเป็นอย่างไร มองกันให้รอบด้าน ทั่วตลอดทุกอย่าง ซึ่งจะเป็นการมองตามความเป็นจริง ไม่ใช่อยู่ด้วยความฝัน 
                 ท่าทีและการปฏิบัติต่อเทคโนโลยีอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งก็จัดเข้าในเรื่องของการมองดูรู้จักตามเป็นจริงด้วย ก็คือ เราเข้าใจ
           กันว่าเทคโนโลยีคืออะไร เกิดขึ้นมาอย่างไร เทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งหลายนี้ ล้วนแต่เป็นการนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ ประโยชน์
           สนองความต้องการของมนุษย์ทั้งสิ้น 
                 วิทยาศาสตร์คืออะไร วิทยาศาสตร์ก็คือความรู้ในธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เมื่อมีความรู้ความเข้าใจใน
           ตัวธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติแล้ว เราก็สามารถเอาความรู้นั้นมาใช้ประโยชน์ เอามาจัดสรรกระบวนการ ปรุงแต่ง เหตุปัจจัย
           ทำการประดิษฐ์สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ นำมาใช้ประโยชน์สนองความต้องการของเราได้ การนำเอาความรู้ในวิทยา
           ศาสตร์มาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ สนองความต้องการของเราได้นั้นเป็นเทคโนโลยี ตัวความรู้เองเป็นวิทยาศาสตร์ ส่วนการนำความ
           รู้นั้นมาใช้สร้างสรรค์สนองความต้องการ เป็นเทคโนโลยี ดังนั้น เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีก็จะต้องพูดโยงไปถึงวิทยาศาสตร์ด้วย
           เทคโนโลยีจะเจริ­ไปได้เพียงไร ก็อยู่ในขอบเขตแห่งความเจริ­ของวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์เจริ­ไปได้มาก ก็สามารถ
           ผลักดันความเจริ­ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีขึ้นไปได้มาก 
                 ทีนี้ ความเจริ­ก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นั้นมีมากเท่าใด ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เท่าที่เป็นมาจนถึงปัจจุบันนี้ พูดได้
           ว่าเป็นความรู้เพียงบางด้านบางส่วนของธรรมชาติ หรือกฎธรรมชาติ ซึ่งยังจะต้องศึกษากันต่อไป เพราะว่ายังรู้ไม่จบสิ้น รู้เท่าไร
           ก็นำมาใช้เท่าที่ใช้ได้ เอามาใช้ประโยชน์สร้างเทคโนโลยีกันไป ก็เจริ­ต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ 
                 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เจริ­ขึ้นมาและรู้เพียงบางแง่บางส่วนนั้น เช่น สมัยหนึ่งว่าอย่างนี้ถูกต้อง ต่อมาอีกสมัย หนึ่งก็พบว่า
           อ้าว! ไม่ถูกเสียแล้ว ที่สมัยหนึ่งว่าอย่างนี้เป็นจริง ต่อมากลายเป็นเท็จ เรื่องเช่นนี้ปรากฏอยู่เสมอในวงการวิทยา ศาสตร์ เช่น
           ในสมัยโบราณทีเดียว เมื่อวิทยา-ศาสตร์เริ่มเจริ­ มีการค้นพบอะตอม (atom) หรือปรมาณู ตอนนั้นถือว่าเป็นการ ค้นพบที่ยิ่งให­่
           แล้วก็เข้าใจว่า อะตอมนี้เป็นสิ่งที่เล็กที่สุด เป็นหน่วยย่อยสุดท้าย เป็นสิ่งที่แบ่งแยกออกไปอีกไม่ได้ จึงตั้งชื่อว่า อะตอม 
                 คำว่าอะตอมนั้นเอง ก็แปลว่า สิ่งที่แบ่งแยกไม่ได้ แต่ต่อมาอีกนานก็มีผู้ค้นพบเปิดเผยออกมา ที่ว่าปรมาณูแบ่งแยกไม่ ได้
           เป็นต้นเดิมของสิ่งทั้งหลายในทางวัตถุนั้น มันไม่เป็นจริงเสียแล้ว อะตอมเป็นสิ่งที่แบ่งแยกได้ อะตอมหรือปรมาณูนั้นเกิด
           จากอนุภาคเล็กลงไป มีนิวตรอน โปรตอน อิเลคตรอนประกอบกันขึ้น อะไรทำนองนี้ ก็กลายเป็นว่า ความรู้เก่าที่ว่ากันมาผิดเสีย แล้ว คำว่า
           อะตอมก็ใช้ไปแล้ว ทำไงได้ จะเปลี่ยนเดี๋ยวก็จะแปลกเกินไป ก็ใช้กันไปสักแต่ว่าเป็นชื่อ ที่จริงความหมายไม่ตรงแล้ว
           อะตอมแปลว่าแบ่งแยกไม่ได้ (indivisible) แต่ที่จริงมันแบ่งแยกได้ ก็ใช้อย่างรู้กัน ชื่อนั้นก็เป็นเพียงคำเรียกไปอย่างนั้นเอง 
                 สมัยหนึ่ง นิวตัน (Sir Isaac Newton) ได้ค้นพบเรื่องแรงดึงดูดของโลก ที่เรียกว่า กฎความโน้มถ่วง (the law of gravitation)
           ก็ว่าเป็นความเจริ­ทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก แต่ต่อมาไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ (the theory of relativity)
           ขึ้นมา ก็บอกว่า ที่นิวตันว่าเป็นเรื่องแรงดึงดูดของโลกนั้นไม่ใช่ ไม่เป็นความจริง กฎไม่เป็นกฎเสียแล้ว
           สมัยหนึ่งบอกว่าแสงเดินทางเป็นเส้นตรง ต่อมาตอนหลังเจริ­ขึ้นไปอีก วิทยาศาสตร์ค้นพบบอกว่า แสงไม่ได้เดินทางเป็นเส้น ตรงหรอก
           แสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง ก็เป็นอันว่าค่อย ๆ ค้นพบกันไป 
                 วิทยาศาสตร์นี้เจริ­มาก็อย่างที่ว่า คือรู้จักความจริงในบางแง่ บางส่วน แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้เท่าที่ค้นพบมาได้นี้
           ก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ในระดับหนึ่ง อย่างเรื่องความรู้เกี่ยวกับแรงดึงดูดของโลกก็ดี เรื่องแสงเดินทางเป็นเส้นตรงก็ดี ก็นำมาใช้
           ในทางเทคโนโลยี ทำการสร้างสรรค์ได้เป็นประโยชน์มาก พอแก่ความต้องการทีเดียว พอใช้สำหรับมนุษย์ทั้งหลาย แม้แต่จะไม่รู้
           ความจริงที่เกินกว่านั้น มันก็ใช้ประโยชน์ได้อยู่แล้ว 
                 ฉะนั้น ในแง่เทคโนโลยีนี้ บางทีแม้แต่เมื่อวิทยาศาสตร์รู้เลยไปแล้ว ก็ยังไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ถึงขั้น นั้น
           เอาความรู้เก่าๆ มาก็ใช้ประโยชน์ได้ ทีนี้ที่ว่ามันเป็นปั­หาก็อยู่ตรงนี้ คือการที่รู้ความจริงไม่ทั่วตลอดนี้แหละ เมื่อนำความรู้ นั้นมาใช้
           แม้จะเป็นประโยชน์ในด้านนั้น แต่ต่อมาก็ปรากฏว่ามันเกิดเป็นปั­หาด้านอื่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว 
                 อีกอย่างหนึ่ง แม้เราจะรู้ความจริงหลายด้าน แต่เราก็รู้แยกไปในแต่ละด้านๆ ด้านนั้นเราก็รู้ ด้านนี้เราก็รู้ แต่ความรู้นั้น
           ไม่เชื่อมโยงถึงกัน เมื่อไม่เชื่อมโยงถึงกัน ในเวลาที่สร้างสรรค์ใช้เทคโนโลยี การที่ไม่สามารถเชื่อมโยงประสานความรู้ต่างด้าน เข้ามา
           ก็ทำให้เกิดปั­หาอีก กล่าวคือ บางทีมุ่งให้ได้ประโยชน์ด้านหนึ่ง หรือใช้ความรู้เพียงด้านหนึ่งทำเทคโนโลยีขึ้นมาแล้ว
           ต่อมามันกลับเป็นปั­หาขึ้นมาในด้านอื่น หรือแม้แต่รู้แล้วไม่ทันนึกก็มี คือ ไม่ทันนึกที่จะเอาความรู้มาเชื่อมโยงกัน ดังตัวอย่าง
           เมื่อกี้กรณียาทาลิโดไมด์ ที่ว่าได้พิสูจน์ทดลองกันแล้วไม่มีปั­หา ไม่เป็นพิษภัย แต่ต่อมากลายเป็นพิษภัยขึ้นมา ก็เพราะเป็น
           ความรู้ที่นึกไม่ทั่วถึง เชื่อมโยงองค์ความรู้ต่างๆ ไม่ตลอดถึงกัน ก็เกิดปั­หาขึ้นมา 
                 ฉะนั้น ปั­หาจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็จะมาในสภาพนี้อยู่เรื่อยไป กรณีอื่นๆ ก็มีอยู่มากมาย ถ้าเป็นเรื่องที่
           ปั­หาเกิดขึ้นมาไว ก็ดีไป ถึงแม้จะร้ายแรงก็มีโอกาสแก้ปั­หากันได้แต่เนิ่นๆ แต่บางเรื่องนั้นกว่าปั­หาจะปรากฏ กินเวลากว่า
           ศตวรรษก็มี และกว่าจะเกิดเป็นปั­หาขึ้นมาให้รู้ตัวกัน คนเราก็แทบจะแย่แล้ว 
                 ขอยกตัวอย่างเรื่องที่เรารู้ๆ และใช้ประโยชน์กันอยู่นี้ ก็คือพวกเชื้อเพลิงทั้งหลายที่เป็นแหล่งของพลังงานต่างๆ ที่
           สำคั­ในปัจจุบันนี้ ได้แก่ พวกน้ำมัน ถ่านหิน แก๊สธรรมชาติ ซึ่งรวมกันเรียกว่าเป็น ฟอสซิล ฟูเอล (fossil fuel) พลังงานเหล่านี้
           เราได้ใช้กันมาในกิจการอุตสาหกรรมทำโรงงานต่างๆ แม้แต่รถยนต์ เครื่องบิน และเรือทั้งหลายก็อาศัยพลังงานเหล่านี้ เราได้รับ
           คุณประโยชน์มามากมาย แต่ในระหว่างนั้นเราก็เผาผลา­มันไป ไอเสียจากรถรา และควันจากโรงงานก็ลอยขึ้นไป ออกเป็นสิ่ง
           ที่เราเรียกว่าคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ (carbon dioxide) ทีนี้เราก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำให้เกิดขึ้นมานี้จะมีผลอย่างไร 
                 ต่อมาหลังจากใช้กันเพลินมานาน คงจะเป็นศตวรรษแล้วจึงได้มาค้นพบกันขึ้นว่า บัดนี้ เจ้าคาร์บอนไดอ๊อกไซด์นั้นได้
           สะสมมากขึ้นๆ ในบรรยากาศของโลก ทำให้บรรยากาศเหนือผิวโลกร้อนยิ่งขึ้น เมื่ออุณหภูมิพื้นผิวโลกสูงขึ้น ก็ทำให้ดินฟ้า
           อากาศแปรปรวน เช่น ระบบการไหลเวียนของลมผิดเพี้ยน การตกของฝนตลอดจนฤดูกาลก็อาจจะเปลี่ยนไป 
                 ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือมันทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น การที่น้ำทะเลสูงขึ้นก็เพราะว่าความร้อนนี้เองที่เพิ่มขึ้นบนผิวโลก ทำให้
           น้ำในทะเลพองตัวหรือขยายตัว เมื่อน้ำขยายตัวระดับน้ำก็สูงขึ้น และอีกประการหนึ่ง เมื่อบรรยากาศเหนือผิวโลกร้อนขึ้น ก็ทำ
           ให้ภูเขาน้ำแข็งและผิวน้ำแข็งที่เปลือกขั้วโลกละลาย เมื่อละลายออกมาแล้วน้ำก็ไหลลงมา ทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น ตอนนี้ก็มีความ กลัวกันว่า
           ทุกวันนี้น้ำทะเลได้สูงขึ้นปีละ ๑ มิลลิเมตร ทีนี้ ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นถึง ๑ องศาเซลเชียส น้ำทะเลจะสูงขึ้นราว ๒ ฟุต ก็
           อาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมโลกอีก 
                 อีกตัวอย่างหนึ่งใกล้ๆ กันนั้น ยกเอามาดูเพื่อช่วยให้เห็นชัดขึ้น มีสารเคมีชนิดหนึ่ง เรียกว่า โคลโรฟลูโอโรคาร์บอน
           (chloro-fluorocarbon) สารชนิดนี้เริ่มใช้กันหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ นี้เอง โดยได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นสารที่ไม่มีภัยไม่มีอันตราย เลย
           จึงเอามาใช้กันมากในตู้เย็น ในเครื่องปรับอากาศ และในกระป๋องสเปรย์ที่ฉีดทำให้อากาศหอมอะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็ใช้กัน มานาน
           จนกระทั่งบัดนี้ สารชนิดนี้ ซึ่งเรียกชื่อย่อๆ ว่า ซีเอฟซี (CFC) นั้น ได้ขึ้นไปอยู่ในบรรยากาศของโลกเกิน ๑๐ ตันแล้ว 
                 ทีนี้ สารที่ว่าไม่มีพิษภัยอันตรายเลยนี้ โดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัวมันก็เกิดเป็นปั­หาขึ้นมา คือว่ามันได้ไปทำลายโอโซน (ozone)
           โดยไปทำปฏิกิริยากับแสงอุลตราไวโอเลต (ultraviolet) แล้วกลายเป็นคลอรีน (chlorine) ออกมา คลอรีนนี้ออกมา
           แล้วก็ไปทำให้โอโซนกลายเป็นออกซิเจน (oxygen) เมื่อโอโซนกลายเป็นออกซิเจนแล้ว ผิวระดับบรรยากาศที่เรียกว่าชั้นโอโซน (ozone
           layer)ก็บางลงไปเกิดเป็นรูโหว่ที่เขาเรียกว่า ozone hole ขึ้นในชั้นโอโซนนั้น และตามรายงานของคณะนักวิทยาศาสตร์
           ที่ไปสำรวจความเป็นไปในบริเวณทวีปแอนตาร์กติกา (Antarctica) ปรากฏว่ารูโหว่นั้นก็กำลังขยายกว้างออกไปๆ 
                 โอโซนนี้ช่วยกรองไม่ให้แสงอุลตราไวโอเลตลงมาที่ผิวโลกมากเกินไป เมื่อชั้นโอโซนที่เป็นตัวกันนี้มันบางลดน้อยลงไป
           มีช่องโหว่กว้างขึ้นแล้ว แสงอุลตราไวโอเลตผ่านลงมาได้มาก ก็จะเป็นอันตรายแก่ชีวิตในโลก เช่น ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังแก่ มนุษย์
           และจะลงไปทำอันตรายแก่ชีวิตเล็กๆ บนผิวโลก ในทะเล เมื่อชีวิตเหล่านั้นถูกทำลาย ตายไป ชีวิตให­่ๆ ที่อาศัยชีวิต เล็กๆ
           นั้นก็จะพลอยพินาศตามไป ตามหลักของความอิงอาศัย กันในระบบนิเวศ (ecosystems) ของโลก ระบบนิเวศก็จะเสื่อม เสียไป
           และอันตรายก็จะมาถึงมนุษย์ในที่สุด 
                 ปัจจุบันนี้ ปั­หาสภาพแวดล้อมเสียกำลังเป็นเรื่องสำคั­ยิ่ง ที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายพากันวิตกกังวลและเอา
           ใจใส่มากเป็นพิเศษ เป็นปั­หาร้ายแรงขั้นความเป็นความตายของมนุษย์ หรือความพินาศของมนุษยชาติ ที่กำลังโดดเด่นขึ้น
           มาล้ำหน้าปั­หาภัยนิวเคลียร์ ข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ปรากฏถี่ขึ้นอย่างมาก๒ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของการที่มนุษย์จะก่อภัย
           อันตรายขึ้นมาแก่ตัวเอง โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งก็เป็นปั­หาที่เกิดจากความเจริ­ทางเทคโนโลยี ที่เราจะต้องรู้ ต้องเข้าใจตาม
           ความเป็นจริง
           เทคโนโลยีกลายเป็นภัย เมื่อคนไม่มีคุณภาพ
                 ต่อไปก็จะขอพูดถึงว่า ความเจริ­ทางเทคโนโลยีนี้ ในขณะที่มันเจริ­ไป เราก็มองดูและเสพเสวยด้วยความ เพลิดเพลิน
           แต่พร้อมกับความเจริ­นั้นเองก็มีสิ่งหนึ่งเพิ่มขึ้นมาด้วย คือภาระแก่ตัวมนุษย์เอง ได้แก่ ภาระในการที่จะใช้ และใน
           การที่จะบำรุงรักษาซ่อมแซมแก้ไข เพราะว่าโดยทั่วไป เทคโนโลยียิ่งก้าวหน้ามากเท่าไร ก็จะยิ่งมีความซับซ้อน มีความละเอียด
           อ่อนมากขึ้นเท่านั้น การปฏิบัติต่อเทคโนโลยีเหล่านั้นก็ยิ่งต้องการความชำนา­ ความละเอียดถี่ถ้วนและความรอบคอบมากขึ้น
           ผิดพลาดเผลอนิดเดียวอาจเกิดความพินาศให­่โต เหมือนอย่างเรื่องที่เล่ามาแล้ว ในกรณีของโรงงานพลังนิวเคลียร์ที่เชอร์โน บิล
           และเกาะทรีไมล์เป็นต้น ก็เป็นเรื่องของความผิดพลาด ซึ่งเขายอมรับแล้วว่าเกิดจากความเผอเรอของคน 
                 ทีนี้ การที่เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นไปนั้น หาใช่เป็นหลักประกันได้ไม่ว่าคนจะมีความรอบคอบมากขึ้น ดีไม่ดีถ้าเอาแต่
           หลงมัวเมาเพลิดเพลินกันนัก ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้า คุณภาพของคนจะยิ่งเสื่อมถอย ความมีสติรอบคอบจะยิ่งลดลง ถ้าอย่างนี้
           โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ก็จะยิ่งมีมาก และยิ่งเทคโนโลยีเจริ­ก้าวหน้าซับซ้อน มีประสิทธิภาพมากเท่าใด อุบัติเหตุที่
           เกิดขึ้นก็จะยิ่งเลวร้ายและรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น คนที่ไม่มี เทคโนโลยีพลั้งพลาดเผลอสติอาจจะเดินตกหลุมตกบ่อแข้งขาหัก
           หรือหล่นเขาล้มตายไปเฉพาะตัวคนเดียว พอมีเทคโนโลยีขึ้นบ้าง เผอเรอพลาดไป อาจขับรถตกภูเขาหรือทำให้ถังแก๊สถังน้ำมัน
           ระเบิดเป็นต้น คนตายเป็นสิบเป็นร้อย ยิ่งเมื่อเทคโนโลยีสูงประณีตซับซ้อนมาก ความประมาทพลั้งเผลอนิดเดียว อาจหมายถึง
           ความพินาศของบ้านเมือง คนตายครึ่งค่อนประเทศ หรือแม้กระทั่งครึ่งค่อนโลก 
                 เป็นอันว่า ถ้ามนุษย์ยังหย่อนคุณภาพ การเกิดอุบัติเหตุทาง เทคโนโลยีก็ย่อมจะมีได้เสมอไป โดยที่อาจเกิดจากความ
           ผิดพลาดเผอเรอนี้บ้าง เกิดจากความรู้ไม่ถ่องแท้ทั่วตลอดบ้าง อย่างที่กล่าวแล้วในข้อหนึ่งว่า เพราะมนุษย์เรารู้เรื่องธรรมชาติ รู้
           ความจริงของธรรมชาติ ไม่ตลอดกระบวนการแห่งความสัมพันธ์ของเหตุปัจจัย ทั้ง ๒ อย่างนี้อย่างหนึ่งอย่างใด จะเป็นความไม่ รู้ก็ดี
           ความเผอเรอพลั้งพลาดก็ดี ก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ 
                 อีกตัวอย่างหนึ่ง ของอุบัติเหตุเนื่องจากความเผอเรอ ซึ่งเกิดจากความไม่รู้และความสะเพร่าของมนุษย์ครั้งสำคั­ ก็
           เกิดขึ้นในปีเดียวกันกับอุบัติเหตุ ที่โรงงานพลังนิวเคลียร์ในโซเวียตนั่นเอง คือก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน ในเดือนมกราคม ๒๕๒๙ มี
           ข่าวให­่มากข่าวหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา คือการระเบิดของกระสวยอวกาศแชลเลนเจอร์ (Space Shuttle Challenger)
           หลายท่านคงยังจำได้ เป็นข่าวที่โด่งดังไม่แพ้เรื่องอุบัติเหตุที่เชอร์โนบิลนั้นเลย 
                 โครงการอวกาศของสหรัฐฯในตอนนั้นกำลังเฟื่องฟูมาก มีความหวัง มีความใฝ่ฝันในการสำรวจอวกาศว่าจะเจริ­
           ก้าวหน้าอย่างเหลือเกิน แต่แล้วโดยไม่คาดฝันก็เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ขึ้น เมื่อกระสวยอวกาศขึ้นไปได้เพียง ๗๓ วินาที หรือ ๑ นาที กับ ๑๓
           วินาที ก็ระเบิด มนุษย์อวกาศตายหมดทั้ง ๗ คน 
                 ยิ่งกว่านั้น ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น ได้เกิดอุบัติเหตุให­่ในโครงการอวกาศของสหรัฐฯอีก ๓ ครั้ง คือ ยาน
           อวกาศระเบิด ๒ ครั้ง และการยิงจรวดเกิดความผิดพลาด ๑ ครั้ง ทำให้โครงการอวกาศของสหรัฐฯชะงักงันตั้งแต่บัดนั้นมาจน บัดนี้ทีเดียว
           เขาเรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่มืดมัวที่สุดในประวัติการสำรวจอวกาศของสหรัฐฯ 
                 ก่อนหน้านั้นถอยหลังไป ใน พ.ศ. ๒๕๒๒ มีอุบัติเหตุที่แทบจะทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ และก่อความพินาศครั้ง ให­่ คือ
           ที่ฐานปฏิบัติการป้องกันทางอากาศภาคอเมริกาเหนือของสหรัฐฯ ที่ภูเขาชีเอน (Cheyenne) ในรัฐโคโลราโด ซึ่งเป็นที่
           ทำการตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ถ้าโซเวียตยิงขีปนาวุธขึ้นเพื่อจะมาทำลายสหรัฐฯ ที่ฐานปฏิบัติการนี้มีระบบเครื่อง
           ตรวจสอบที่ทำให้รู้ว่า ทางโน้นยิงออกมาแล้ว และมีแผนปฏิบัติการว่าจะทำอย่างไรเพื่อตอบโต้ 
                 ทีนี้ ที่ฐานปฏิบัติการนั้นเอง อยู่ๆ ก็มีสั­­าณเตือนภัยขึ้นมา แสดงว่าทางโซเวียตได้ยิงขีปนาวุธออกมาแล้ว ทาง
           สหรัฐฯพอมีสั­­าณเตือนภัยนี้ ก็ปฏิบัติการตามแผน ส่งเครื่องบินขึ้นไปเตรียมที่จะยิงขีปนาวุธตอบโต้ แต่เพื่อความรอบคอบก็
           เลยมีการตรวจสอบกันขึ้นก่อนว่าเป็นอย่างไรกันแน่ ก็ได้พบว่า คอมพิวเตอร์ทำงานผิดพลาด รายงานผิด เกือบไป เป็นความผิด
           พลาดในเรื่องที่สำคั­ เรื่องเป็นเรื่องตาย ร้ายแรงยิ่ง หมายความว่า ถ้าสหรัฐอเมริกาผลุนผลันไม่ได้ตรวจสอบดูให้แน่ รีบยิง
           ขีปนาวุธนิวเคลียร์ตอบโต้โซเวียต โซเวียตก็ว่า อ้าว! ทำไมสหรัฐฯทำอย่างนี้ เล่นโจมตีแบบไม่รู้ตัว ฉันจะเอาบ้าง ก็เกิดสงคราม
           นิวเคลียร์ขึ้นมาแน่นอน นั่นครั้งหนึ่งแล้ว 
                 ต่อมาอีกไม่นานเท่าไร คงอีกไม่กี่เดือน ใน พ.ศ. ๒๕๒๓ ก็เกิดสั­­าณเตือนภัยผิดแบบนี้ขึ้นมาอีกครั้ง แสดงว่า
           คอมพิวเตอร์ทำงานผิดพลาด ยุ่งมาก หลังจากนั้นก็คงแก้ไขกันเป็นการให­่ จึงเงียบไป หรืออาจจะมีการผิดพลาดอีก แต่ไม่โด่ง ดังออกมา
           นี้ก็เป็นอุบัติเหตุสำคั­มากที่เราไม่ควรจะมองข้าม 
                 ข่าวสหรัฐฯและรายงานเหตุการณ์โลก ประจำวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๒๙ พูดไว้น่าฟังว่า "The most potent technologies tolerate
           the fewest mistakes" ซึ่งแปลเอาความได้ว่า "เทคโนโลยีที่มีฤทธิ์เดชมากที่สุด ยอมทนให้คนทำผิดได้ น้อยที่สุด" ดังนั้น
           เทคโนโลยียิ่งเจริ­ก้าวหน้า ความเสี่ยงภัยจากเทคโนโลยีก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น และภัยนั้นก็ยิ่งร้ายแรงมากขึ้นด้วย 
                 จากการสำรวจของ USN&WR-Cable News Network ได้ความว่า ถึงแม้คนอเมริกันส่วนให­่จะยังพูดว่า วิทยา
           ศาสตร์และเทคโนโลยีมีคุณมากกว่าโทษ แต่ตัวเลขจำนวนคนที่พูดอย่างนั้นได้ลดลงจากร้อยละ ๘๓ เมื่อสามปีก่อน เหลือเพียง ร้อยละ ๗๒
           ใน พ.ศ. ๒๕๒๙ เกือบ ๑ ใน ๔ ของคนที่สำรวจความเห็น คิดว่า ต่อไปข้างหน้าอีก ๒๐ ปี เทคโนโลยีจะก่อโทษแก่ มนุษย์ยิ่งกว่าให้คุณ 
                 เทคโนโลยีที่ทำให้คนในประเทศพัฒนาแล้วหวาดผวาหวั่นใจและกระวนกระวายมากที่สุดในปัจจุบันก็คือ พลังงาน นิวเคลียร์
           ซึ่งระยะเวลา ๑๕ ปีที่ผ่านมา (จนถึง พ.ศ. ๒๕๒๙) มีรายงานว่าได้เกิดอุบัติเหตุที่สำคั­ในโรงงานนิวเคลียร์ใน ประเทศต่างๆ ๑๔ ประเทศ
           รวม ๑๕๑ ครั้ง หลังจากเกิดอุบัติเหตุที่เชอร์โนบิลในโซเวียตแล้ว ประชามติที่สำรวจในสหรัฐฯ เมื่อ วันที่ ๗ และ ๘ พฤษภาคม ๒๕๒๙
           ปรากฏออกมาว่า คนร้อยละ ๕๒ ไม่ต้องการให้มีการสร้างโรงงานพลังนิวเคลียร์ขึ้นใหม่ และคนจำนวนร้อยละ ๒๘
           ต้องการให้ปิดโรงงานพลังนิวเคลียร์ เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันลงให้หมดสิ้น (เมื่อปี ๒๕๒๒ คนที่มีความ เห็นอย่างนี้มีจำนวนเพียงร้อยละ
           ๑๔) 
                 นอกจากอันตรายจากอุบัติเหตุในโรงงานพลังนิวเคลียร์แล้ว ภัยนิวเคลียร์ยังมาจากขยะนิวเคลียร์ ที่ต้องทิ้งจากโรง งานเหล่านั้น
           ซึ่งจะแผ่กัมมันตภาพรังสีที่น่ากลัวไปอีกนานเป็นแสนเป็นล้านปี แม้ว่าจะมีมาตร-การในการเก็บกันอย่างรัดกุมที่ สุด
           แต่ก็มีความพลั้งพลาดหลุดรอดออกมาเป็นข่าวเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะอุบัติเหตุในขณะขนขยะนิวเคลียร์นั้นไปสู่ที่ฝังเก็บ 
                 อีกอย่างหนึ่งที่น่ากลัวมากซึ่งกำลังจะเพิ่มขึ้นใหม่ ก็คือ ต่อไปข้างหน้า ภัยนิวเคลียร์กับภัยอวกาศจะมาประสานเข้า ด้วยกัน
           เพราะกระสวยอวกาศที่จะทำขึ้นใหม่ จะใช้ธาตุพลูโตเนียมเป็นเชื้อเพลิง ถ้าเกิดอุบัติเหตุอย่างในกรณีแชลเลนเจอร์ขึ้น อีก
           คราวนี้อาจจะมีผลเหมือนกับว่าแชลเลนเจอร์กับเชอร์โนบิลระเบิดขึ้นพร้อมกัน 
                 ไม่เฉพาะโรงงานพลังนิวเคลียร์เท่านั้น ที่ระเบิดแล้ว เป็นอันตรายให­่หลวง แม้แต่โรงงานให­่ๆ ที่ผลิตหรือใช้สาร เคมีบางอย่าง
           เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาก็เป็นอันตรายไม่น้อย ตัวอย่างเช่น เรื่องถังเก็บสารเคมีของบริษัทยูเนียนคาร์ไบด์ (Union Carbide Corporation)
           ซึ่งเป็นบริษัทสารเคมีให­่ที่สุดอันดับ ๓ ของอเมริกา ระเบิดที่เมืองโภปาล (Bhopal) ในประเทศอินเดีย เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๗
           ปล่อยแก๊สเมธีลไอโซไซยาเนต (methyl isocyanate) ออกมา ทำให้คนตายไปเกือบทันทีกว่า ๒,๐๐๐ คน และบาดเจ็บอีกหลายหมื่นคน
           และนี้เป็นเพียงรายที่โด่งดัง 
                 ความจริงอุบัติเหตุแบบนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ เช่น ๙ เดือนหลังจากเกิดเหตุที่โภปาล โรงงานของบริษัทยูเนียนคาร์ไบด์นั้น เอง
           แต่อีกแห่งหนึ่งในรัฐเวสท์เวอร์จิเนียของสหรัฐฯเอง ก็เกิดอุบัติเหตุแก๊สชนิดเดียวกันนั้นรั่วออกมา ต้องส่งคนเข้าโรงพยาบาล เป็นร้อย 
                 อุบัติเหตุเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต ๑ ใน ๔ ส่วนเกิดขึ้นในการขนส่ง ตามสถิติของ ข่าวสหรัฐฯและราย
           งานเหตุการณ์โลก นั้นว่า เรือที่ขนส่งสารที่เป็นอันตรายร้ายแรง เกิดอุบัติเหตุทั่วโลก เฉลี่ยวันละ ๑ ราย๑ 
                 เทคโนโลยีใหม่สุดซึ่งเสี่ยงภัยร้ายแรงพอๆ กับพลังงานนิวเคลียร์ ก็คือ พันธุวิศวกรรมศาสตร์ หรือ genetical engineering
           วิทยาการสาขานี้ กำลังโดดเด่นขึ้นมา เป็นความเจริ­ก้าวหน้าที่ให้ความหวังแก่มนุษย์อย่างมาก และตื่นเต้นกัน อย่างยิ่ง
           มนุษย์จะสามารถสร้างสรรค์ชีวิตพืชพันธุ์ชนิดใหม่ๆ ตลอดจนดัดแปลงปรับปรุงพืชและสัตว์พันธุ์ต่างๆ แม้กระทั่งพันธุ์ มนุษย์เอง
           ให้เป็นไปได้ตามใจปรารถนา เช่น สร้างจุลชีพบางชนิดขึ้นมาสำหรับสังเคราะห์แสงแดดเป็นพลังงานไฟฟ้า สร้าง
           แบคทีเรียขึ้นมาชนิดหนึ่งสำหรับป้องกันไม่ให้เกิดน้ำค้างแข็งที่จะทำลายพืชบางชนิด แต่หลายคนที่เฝ้ามองความเจริ­ของ
           เทคโนโลยีด้านชีววิทยานี้ ก็หวั่นเกรงกันว่า ชีวิตและพืชพันธุ์ใหม่ๆ เช่น แบคทีเรียเหล่านี้ มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะ
           ใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วมนุษย์ก็มองดูเฉพาะผลที่ตนต้องการนั้นเท่านั้น แต่ชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นนั้น ยังมีคุณสมบัติ
           (หรือโทษวิบัติ) อย่างอื่นอีก ซึ่งบางทีมนุษย์ก็ไม่ได้ตรวจตราและคาดไม่ถึง ชีวิตเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ถูกปล่อยแพร่ขยายพันธุ์
           ออกไปในโลก บางทีอีกนานกว่ามนุษย์จะรู้ตัวว่า มันได้ก่อให้เกิดอันตรายอย่างใหม่ขึ้นมาแก่โลกและแม้แก่ชีวิตของมนุษย์เอง
           มนุษย์อาจจะต้องเผชิ­กับภัยอันตรายเช่นโรคร้ายใหม่ๆ และอาจจะถึงคราวหนึ่งที่ชีวิตพันธุ์ใหม่ ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์นั้น
           มนุษย์ปราบไม่ไหว หรือคิดวิธีปราบไม่ทัน และมนุษย์นั้นแหละกลับเป็นฝ่ายที่ถูกมันทำลายเสียเอง 
                 นายจอห์น เฮนนิงสัน (John Henningson) รองประธานบริษัทมัลคอล์ม-เพิรนี (Malcolm-Pirnie, Inc.) ในรัฐนิวเจอร์ซี
           สหรัฐอเมริกา พูดไว้เกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีจากประสบการณ์ของเขาเองอย่างน่าฟังว่า 
                 "ผมไม่มีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง ว่าเรามีความสามารถที่จะจัดการกับอุปกรณ์เหล่านี้; สำหรับตัวเทคโนโลยีเอง ผม เบาใจเสมอ
           แต่สำหรับบุคลากรที่ทำงานกับเทคโนโลยีเหล่านั้น ผมไม่โปร่งใจเลย" 
                 ความรู้สึกที่นายเฮนนิงสันระบายออกมานี้ บ่งบอกถึงปั­หาเกี่ยวกับคุณภาพของคนที่พัฒนาไม่ทันกันกับความเจริ­
           ของเทคโนโลยี หรือ แม้ทัน แต่ไม่เพียงพอที่จะควบคุมเทคโนโลยี และสิ่งที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีไว้ในอำนาจ ไม่เฉพาะความ
           ขาดคุณธรรม เช่น ความเอาใจใส่รับผิดชอบเท่านั้น ที่ทำให้เกิดปั­หา แต่สาเหตุสำคั­อย่างหนึ่งของปั­หานั้นก็คือ ความรู้ไม่
           ทั่วถึงตลอดกระบวนการของธรรมชาติ หรือพูดง่ายๆ ว่า ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั่นเอง ที่ยังครอบงำวงการวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี
           และจะมีบทบาทอย่างสำคั­ในการสร้างปั­หาแก่มนุษย์ในยุคเทคโนโลยีต่อไป* 
                 เทคโนโลยี และจะมีบทบาทอย่างสำคั­ในการสร้างปั­หาแก่มนุษย์ในยุคเทคโนโลยีต่อไป* สภาวการณ์นี้ ถ้าจะพูดในเชิงอุปมา
           ก็เหมือนกับว่า มนุษย์ยุคปัจจุบันนี้ก้าวหน้ามากถึงขั้นมีของใช้ของเทวดา แต่ตัว มนุษย์เองก็ยังคงเป็นมนุษย์คนเดิม ที่ไม่ได้พัฒนา
           ยังมิได้ยกระดับคุณภาพของตนขึ้นไปให้เท่าทันเทวดา เมื่อมาใช้ของสำหรับ เทวดา ก็เลยก่อปั­หาทำให้เกิดโทษมากกว่าคุณ
           (แต่ตามคัมภีร์ท่านบอกว่า เทวดานั้นมีสิ่งบำรุงบำเรออำนวย ความสะดวก สบายมาก เลยหลงเพลิดเพลิน กลับมีสติน้อยกว่ามนุษย์ลงไปอีก
           มนุษย์อาจจะเดินตามรอยเทวดาในแง่นี้ก็เป็นได้) 

           เทคโนโลยีรุดไกล การพัฒนาคนจะทันหรือไม่
                 เป็นอันว่า ยิ่งสร้างเทคโนโลยีซับซ้อนสูง ก็ยิ่งต้องเพิ่มความสามารถในการใช้ และในการควบคุมดูแลบำรุงรักษาซ่อม
           แซมแก้ไขเทคโนโลยีเหล่านั้น มนุษย์จะมีภารกิจในเรื่องอย่างนี้มากขึ้นทุกที เพราะฉะนั้น เทคโนโลยิ่งสูง ยิ่งซับซ้อน ยิ่งเจริ­ ก็
           ยิ่งต้องการคนที่มีคุณภาพสูงมากขึ้น เพื่อมาใช้ มาควบคุมเทคโลโลยีให้เป็นไปอย่างราบรื่นได้ผลดี คุณภาพของคนที่เรา ต้องการนี้
           หมายถึงทั้งสองด้าน คือทั้งความรู้ความชำนา­ในทางเทคนิค และความมีสติรอบคอบ ไม่ประมาท หรือทั้งคุณภาพ
           ด้านความชำนา­เฉพาะทางและคุณภาพด้านคุณธรรมในจิตใจ แต่ปรากฏว่า ในสภาพปัจจุบัน ความเจริ­ชักจะสวนทางกัน คือ
           ในขณะที่เทคโนโลยีเจริ­มากขึ้น ซับซ้อนยิ่งขึ้น คุณภาพของคนกลับปรากฏว่าชักจะต่ำลงและต่ำลง ไม่เฉพาะในด้านของ ธรรม เช่น
           ความมีสติรอบคอบเท่านั้น แม้แต่ในเรื่องของความรู้ความชำนา­ทางเทคนิคเอง ก็เสื่อมทรามลงไปด้วย 
                 ตามที่ควรจะเป็นนั้น เราจะต้องยกระดับคนหมู่ให­่ขึ้นมา ไม่ใช่ให้คนหมู่น้อยที่สร้างเทคโนโลยีเท่านั้นมีความรู้เชี่ยว
           ชา­ทางเทคนิค แต่คนจำนวนมากจะต้องมีความรู้ความชำนา­มากขึ้นด้วย เพื่อรับภาระในการใช้และดูแลรักษา แต่แล้วใน
           อเมริกาเองก็มีปั­หานี้ขึ้น ยกตัวอย่างในด้านของความรู้ความเชี่ยวชา­ทางเทคโนโลยีนั้น เวลานี้ ในทางเทคนิคก็มีปั­หา
           เพราะว่าปัจจุบันความชำนา­ในการใช้งานและดูแลรักษามีความสำคั­มากขึ้น สำคั­ไม่น้อยกว่าความชำนา­ในการสร้าง ทีนี้ถ้ามีความ
           สามารถในการผลิตหรือสร้างเทคโนโลยี แต่ความชำนา­ความสามารถในการที่จะใช้และบำรุงรักษาซ่อมแซม แก้ไขตามไม่ทัน
           เทคโนโลยีที่สร้าง สรรค์ผลิตขึ้นมาก็จะไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร บางทีอาจจะต้องหยุดชะงักไปด้วยซ้ำ และ
           อาจจะเกิดภัยอันตรายที่เกินกว่าประโยชน์จากมัน เช่น เรื่อง พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดปั­หาขึ้นมาอย่างที่ว่าเมื่อกี้ 
                 ในขณะที่ต้องการคนงานที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น แต่จำนวนคนที่มีคุณภาพหาได้เพิ่มขึ้นไม่ อันนี้เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นในอเมริกา เอง
           อเมริกาเขาสรุปว่าอย่างนั้น 
                 เมื่อคนมีคุณภาพต่ำ มาตรฐานความปลอดภัยก็ต่ำลง ความสามารถในการใช้และดูแลรักษา ก็ไม่เพียงพอ และไม่ทัน
           กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ก็จะทำให้อันตรายเกิดมากขึ้น หรือมิฉะนั้น เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ก็จะกลายเป็นหมัน ต้อง
           ชะงักสะดุดหยุดเลิกไปเอง 
                 ขอยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันนี้ได้มีการผลิตรถยนต์ที่ออกแบบก้าวหน้ายิ่งขึ้น ใช้งานได้ผลดียิ่งขึ้น มีระบบอัตโนมัติต่างๆ มากมาย
           ทีนี้ รถยนต์เหล่านี้ก็ปรากฏว่าราคาแพงดูแลรักษายาก สิ้นเปลือง เสียทีหนึ่งก็ยุ่งยากมาก ถ้าเป็นรถส่วนตัวใช้งาน เฉพาะรายก็ปล่อยไป
           แต่ถ้าใช้ในงานส่วนรวม โดยเฉพาะเป็นกิจการสาธารณูปโภค มีตัวอย่างว่าปั­หาท่วมตัว ไปไม่ตลอด หรือไม่นานด้วยซ้ำไป
           เหตุเกิดที่รัฐสองรัฐในอเมริกา ทางการรับรถอย่างดีมีระบบอัตโนมัติมากมายมาใช้แล้วในที่สุดต้องหยุด ใช้และเก็บเอาไว้เฉยๆ
           หันไปเอารถเก่าๆ ออกมาซ่อมใช้แทน เพราะสู้ความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายไม่ไหว ยอมใช้รถเก่าต่อไปดี กว่า นี่เป็นปั­หาซึ่งเกิดขึ้นแล้ว
           ที่เมืองฮูสตันในรัฐเทกซัส (Houston in Texas) และเมืองบัลติมอร์ ในรัฐแมรีแลนด์ (Baltimore in Maryland) 
                 เขาบอกว่า การหาคนทำงานที่ดีมีคุณภาพ กำลังเป"นปั­หาของประเทศอเมริกา ถ้าไม่สามารถสร้างหรือหานัก
           เทคนิคที่มีความชำนา­มาสนองความต้องการได้เพียงพอ ก็จะต้องถูกบีบบังคับให้เลิกใช้เทคโนโลยีระดับสูงเหล่านั้นและกลับ
           ไปใช้วิธีการเก่าๆ ที่ง่ายกว่า 
                 เป็นอันว่า ปั­หาการใช้ การบำรุงรักษาซ่อมแซมแก้ไขเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้ เป"นเครื่องยืนยันถึงความต้องการวิศวกร
           นักเทคนิค ช่างซ่อมที่มีความชำนา­มากขึ้น เพราะเมื่อมีการสร้าง และทำงานด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ก็ต้องมีการแก้ปั­หา
           โดยอาศัยช่างที่ชำนา­เป็นผู้ดูแลซ่อมแซม ฉะนั้น งานหนักที่ตามมาในสังคมเทคโนโลยีก็คือ งานใช้เป็น พร้อมทั้งงานบำรุง
           รักษาและซ่อมแซม และสิ่งหนึ่งที่พ่วงมาด้วยกับกิจกรรมทุกอย่างเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงรักษา การซ่อมแซมแก้ไข หรือ
           แม้แต่การจ้างวิศวกรไว้ควบคุมการใช้งาน ก็คือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นในทุกรายการ ในเมื่อเรื่องนี้กำลังเริ่มเป็นปั­หาขึ้นมาใน
           ประเทศอเมริกาแล้ว ประเทศที่เจริ­ตามอย่างเขาก็ควรจะรับรู้ปั­หาไว้ด้วย 
                 โรงพยาบาลให­่มากแห่งหนึ่งของราชการ ในกรุงเทพฯ ได้ซื้อเครื่องปรับอากาศระบบกลางที่เรียกง่ายๆ ว่า Central Air
           ขนาดให­่ ราคา ๑๐ ล้านบาทมาติดตั้ง ใช้งานมาได้ ๑๐ ปี นอกจากมูลค่าของเครื่องที่ใช้งานเฉลี่ยปีละ ๑ ล้านบาทแล้วยัง
           ต้องเสียเงินซ่อมมาเรื่อยทุกปี จนมาถึงปีนี้ เครื่องชำรุดทรุดโทรมลง ช่างประเมินราคาค่าซ่อม ๑ ล้านบาท ไม่มีเงินจ่ายจำใจ
           ต้องทิ้งเครื่องไปเลย แล้วหันไปซื้อเครื่องปรับอากาศชนิดแยกหน่วยมาใช้เป็นแห่งๆ ไป
                 มนุษย์จะต้องสำนึกตระหนักว่า ความสุขความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีนั้น มิใช่สิ่งที่จะได้มาเปล่าๆ โดยไม่ต้องลง ทุน
           แต่เป็นความสุขและสะดวกสบายที่ต้องซื้อ และมันมาพร้อมกับภารกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งมนุษย์ผู้ที่อยากใช้ก็ควรจะต้องยินดีและ
           เต็มใจแบกรับเอา ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ หรือ air conditioner นั้น เมื่อติดตั้งไว้ที่บ้านแล้ว ในเวลาที่ไม่อยู่ไม่ใช้
           ก็ควรจะต้องเปิดเครื่องให้ทำงานอย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง มิฉะนั้น น้ำยาจะทำให้เครื่องเสีย นอกจากความสิ้นเปลืองเงินค่าใช้ จ่าย
           อันเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว ก็มีมูลค่าทางจิตใจ คือความห่วงกังวลที่จะต้องแบกภาระด้วยเช่นกัน 
                 ดังนั้น คนที่ดำเนินชีวิตในสังคมเทคโนโลยี จึงต้องเป็นคนที่มีคุณภาพเท่าทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี จะต้อง
           ได้รับการฝึกหัดอบรมเป็นอย่างดี ในด้านความมีสติรอบคอบ ความไม่ประมาท และความรับผิดชอบ เป็นต้น ตลอดจนความไม่
           เห็นแก่ตัวจนเกินไป และความเมตตากรุณา อย่างน้อยเห็นคุณค่าชีวิตของผู้อื่น พอที่จะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และคุ้มค่า
           โดยไม่ทำลายคุณภาพชีวิตและสังคมของตนเอง ตลอดจนธรรมชาติแวดล้อมที่ตนต้องอาศัย แต่ถ้าเป็นคนมักง่ายไร้ ความรับผิดชอบ
           จะเอาแต่สุขสบายอย่างเดียวแล้ว ในไม่ช้า เทคโนโลยีที่ให้ความสุขสบายนั่นแหละ จะเพิ่มพูนปั­หาและ ความทุกข์ให้
           ตลอดจนนำไปสู่หายนะในที่สุด 
                 ทีนี้ ถอยหลังย้อนลงไป การที่จะมีแรงงานที่มีความรู้ความสามารถชำนา­ในการใช้และบำรุงรักษา หรือแม้กระทั่งใน
           การที่จะสร้างเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้นได้นั้น ก็ต้องให้การศึกษาส่งต่อกันขึ้นมา เริ่มตั้งแต่การศึกษาระดับต้นๆ แต่ปั­หาก็เกิด
           ซ้อนขึ้นมาอีก เพราะปรากฏว่าการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกากำลังทรุดลง แม้แต่ในระดับประถมและมัธยม ปั­หานี้เป็น
           เรื่องที่ประเทศอเมริกาวิตกกังวลกันมาประมาณ ๒๐ ปีแล้ว 
                 มีรายงานเมื่อปี ๒๕๒๓ โดยกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ (U.S. Department of Education) และมูลนิธิวิทยาศาสตร์ แห่งชาติ
           (National Science Foundation) เตือนว่า ชาวอเมริกันส่วนมาก กำลังก้าวไปสู่ภาวะไร้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีโดยแท้
           ในอเมริกานั้นเขามีการตรวจคะแนนความสามารถในการเรียน เรียกว่า เอสเอที สคอร์ หรือ SAT scores (Scholastic Aptitude Test)
           เป็นการทดสอบความสามารถ ในการศึกษาเล่าเรียน ก่อนที่จะเข้าวิทยาลัย ซึ่งทำให้เขารู้คุณ ภาพของการศึกษาในระดับประถมและมัธยม
           และก็ปรากฏว่า ในระยะเวลา ๑๖ ปีที่ผ่านมานี้ ความสามารถในทางสติปั­­า ของนักเรียนที่จบประถมและมัธยมนั้น
           ได้ตกต่ำลดถอยลงมาโดยลำดับ 
                 สภาศึกษานโยบายอุดมศึกษาของคาร์เนกี้ (Carnegie Council of Policy Studies in Higher Education) รายงาน ว่า
           เพราะความบกพร่อง ในระบบการศึกษาระดับประถมและมัธยมของอเมริกา เด็กอเมริกันประมาณ ๑ ใน ๓ มีการศึกษา อ่อนมาก
           ไม่พร้อมที่จะดำเนินชีวิตในสังคมอเมริกัน คนไม่รู้หนังสือในสหรัฐฯตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามตัวเลขที่สำรวจกันว่า เรียนไม่จบ
           แต่เอาความจริงที่ว่าแม้เรียนจบแล้ว แต่อ่านหนังสือไม่ออก ใช้งานหนังสือไม่ได้นี้ มีจำนวน ๑๘-๖๔ ล้านคน เด็ก มัธยม
           และแม้แต่มหาวิทยาลัย จบการศึกษาแล้วไม่สามารถเขียนภาษาอังกฤษที่ยอมรับได้ หรือแม้แต่ทำเลขอย่างง่ายๆ ก็มาก มาย เขาบอกว่า 
                 "เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ที่คนรุ่นใหม่ซึ่งจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ให­่นี้ มีความรู้ความสามารถด้อยกว่า
           คนรุ่นบิดามารดาของตนเอง" 
                 เป็นอันว่า ในขณะที่สังคมกำลังต้องการคนทำงานที่มีความรู้ความชำนา­มากขึ้น แต่กลับได้กำลังคนที่มีคุณภาพลด ลง
           อันนี้เป็นปั­หาของสังคมอเมริกัน ซึ่งเป็นสังคมที่เจริ­มากในด้านเทคโนโลยี เราจะต้องรู้เข้าใจเท่าทันไว้ 
                 ด้านที่สอง คุณภาพของคน นอกจากความรู้ความ ชำนา­ทางสมอง และฝีมือในการสร้างการใช้ดูแลแก้ไขเทคโนโลยี แล้ว
           ก็คือคุณภาพในทางความมีสติรอบคอบ ความละเอียดลออเอาใจใส่ระมัดระวัง ซึ่งเป็นคุณธรรมในจิตใจ อุบัติเหตุที่เชอร์โน บิลก็ตาม
           ที่เกาะทรีไมล์ก็ตาม ในกรณีกระสวยอวกาศแชลเลนเจอร์ก็ตาม ได้พิสูจน์แล้วว่าเกิดจากความสะเพร่า ความประมาท ความขาดสติรอบคอบ
           ฉะนั้น คุณภาพของคนในด้านนี้ก็ต้องมีมากขึ้น แต่ความเจริ­ทางเทคโนโลยีที่ยั่วเย้าให้คนเสพสุขมากๆ นี้
           ถ้าไม่ระมัดระวังแล้วก็จะล่อใจและมอมเมา ให้คนมีคุณภาพในทางสติรอบคอบน้อยลง กลายเป็นคนที่มักง่ายขึ้น 
                 ว่าโดยทั่วไป ความทุกข์ความยากลำบากมักเป็นเครื่องฝึกคนให้เข้มแข็งอดทน ความบีบคั้นและภัยที่คุกคาม มักเป็น
           เครื่องกระตุ้นเร้า ให้คนดิ้นรนขวนขวายลุกขึ้นทำการด้วยความจริงจัง ในทางตรงข้าม ความสุขสะดวกสบายพรั่งพร้อมบริบูรณ์
           มักล่อให้คนเพลิดเพลินมัวเมามักง่าย และอ่อนแอ ความเกษมสำรา­มักชวนให้คนนิ่งเฉยเฉื่อยชาตลอดจนเกียจคร้านปล่อย
           ปละละเลยหน้าที่และตกอยู่ในความประมาท 
                 เทคโนโลยียิ่งเจริ­ก้าวหน้าขึ้นเท่าไร ความสะดวกสบายพรั่งพร้อม บริบูรณ์ และโอกาสที่จะมีความสุขเกษมสำรา­
           ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อความสะดวกสบายพรั่งพร้อมเช่นนั้นเกิดขึ้นแล้ว คนก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะหลงใหลมัวเมามัก
           ง่ายอ่อนแอและประมาท ดังนั้น เมื่อเทคโน-โลยีเจริ­ขึ้น คุณภาพของคนก็จึงมีแนวโน้มที่จะเสื่อมลง ทั้งนี้เพราะธรรมชาติของ
           คนเมื่อไม่ได้ฝึกฝนพัฒนาก็ย่อมเป็นเช่นนั้น สังคมใดเมื่อเจริ­มากแล้ว ก็จึงเสื่อมโทรมลง เป็นอย่างนี้กันมามากมายและเรื่อย มา 
                 ทางเดียวที่จะแก้ปั­หา ก็คือ จะต้องพัฒนาคุณภาพคนขึ้นมาจากข้างใน ไม่ให้ความเพิ่มหรือลดแห่งคุณภาพของคน
           เป็นไปตามยถากรรม โดยขึ้นต่อความเจริ­และความเสื่อมของสภาพแวดล้อมที่เป็นปัจจัยภายนอก แต่ต้องให้คุณภาพของคน ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น
           ในท่ามกลางความพรั่งพร้อม สะดวกสบายที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนับว่าค่อนข้างจะเป็นการฝืนกระแสจิตใจของคน
           และจะทำสำเร็จได้ก็ด้วยการศึกษาที่ถูกต้อง ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาคนกันอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี หรือ
           ถ้าว่าให้ถูกแท้ก็ต้องว่า ให้การพัฒนาคนเหนือกว่าการพัฒนาเทคโนโลยี 
                 ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นในสังคมเทคโนโลยีว่า จะต้องพัฒนาคน โดยพัฒนาทั้งด้านความรู้ สติปั­­า ความ
           สามารถในทางเทคนิค และในด้านภูมิธรรม เช่นที่เห็นชัดๆ คือ ความมีสติรอบคอบ ความเอาใจใส่รับผิดชอบ ไม่ประมาท ขยัน ตรวจสอบ
           ในที่นี้เราจะเห็นได้ชัดถึงหน้าที่ที่แตกต่างกันระหว่างวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี กับศาสนาและจริยธรรม ไม่ว่าวิทยา
           ศาสต์และเทคโนโลยีจะเจริ­ขึ้นไปมากมายเท่าใด ศาสนาและจริยธรรมที่ถูกต้องซึ่งทำหน้าที่ของมันเองแท้ๆ ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ ได้
           แต่ตรงข้าม ยิ่งเทคโนโลยีเจริ­มากขึ้นไปเท่าไร ความต้องการในความมีสติรอบคอบ ความเอาใจใส่รับผิดชอบและความไม่ ประมาท
           ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เพราะเทคโนโลยีที่เจริ­ก้าวหน้ามาก เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง จึง
           ต้องการจิตใจที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้งและรอบคอบอย่างเท่าทันกัน 

           เทคโนโลยี จะเอามาสร้างความก้าวหน้า หรือเอามาซ้ำเติมความด้อยพัฒนา
                 เรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ต้องระลึกไว้เสมอว่า ถ้าคิดจะมีเทคโนโลยี จะมัวนั่งฝัน เอาแต่เสวยสุข อย่างเดียว
           โดยไม่ยอมรับผิดชอบไม่ได้ ไม่มีการได้โดยไม่ต้องแลกเปลี่ยน ยิ่งในแง่เศรษฐกิจด้วยแล้ว การเสวยสุขด้วย
           เทคโนโลยีอาจมีความหมายกว้างไกลมาก ถ้าคนไม่ได้รับการพัฒนาคุณภาพของจิตใจ และขาดความสังวร การได้มาซึ่ง เทคโนโลยี
           หรือความสุขสะดวกสบายจากเทคโนโลยี อาจหมายถึงการเบียดเบียนขูดรีดเอารัดเอาเปรียบ ที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่ มนุษย์ด้วยกันอีกด้วย
           และใครจะปฏิเสธได้ว่า อันนี้ไม่ใช่เป็นเหตุปัจจัยอย่างหนึ่งของปั­หาในสังคมปัจจุบัน 
                 ในแง่เศรษฐกิจนั้น ช่าวประเทศกำลังพัฒนาเสียเปรียบประเทศพัฒนาอยู่แล้วเป็นอันมาก ในการที่จะมีเทคโนโลยีใช้
           นอกจากเป็นผู้ซื้อที่ต้องเสียเปรียบผู้ผลิตในแง่ถูกเขาตั้งราคาหากำไร และในแง่เป็นผู้ที่มีใช้ทีหลังตามไม่ทันเขาเรื่อยไปแล้ว ยัง
           ต้องบริโภคเทคโนโลยีในราคาที่แพงลิบลิ่วยิ่งกว่าประเทศพัฒนาหลายต่อหลายเท่า แพงกว่าโดยราคาซื้อขายในตลาดตามที่
           กำหนดกันไว้นั้นก็ชั้นหนึ่งแล้ว ยังแพงโดยมูลค่าแฝงอีกหลายชั้น คือ ทั้งรายได้ก็ต่ำ เงินก็ถูก แล้วยังต้องซื้อของแพง เพราะ
           ตัวสินค้าเองราคาก็สูงขึ้น เนื่องจากค่าขนส่งและภาษีอีกหลายส่วน 
                 ยกตัวอย่างเช่น คนงานในประเทศไทยได้ค่าแรงอย่างต่ำวันละประมาณ ๗๐ บาท ในขณะที่คนอเมริกันได้อย่างต่ำวัน ละประมาณ
           ๗๐๐ บาท น้ำมันรถยนต์ชนิดเบนซินซูเปอร์ในเมืองไทยลิตรละ ๘.๔๕ บาท ในสหรัฐฯถูกกว่า เป็นลิตรละ ๕ บาท
           คนงานไทยที่มีค่าแรงอย่างต่ำนั้น เอารายได้ทั้งวันไปซื้อน้ำมันรถยนต์ได้ประมาณ ๘ ลิตร เพียงซื้อน้ำมันรถยนต์อย่างเดียวก็ แทบหมดตัว
           ไม่ต้องไปใช้จ่ายอย่างอื่น แต่คนงานอเมริกันเอารายได้วันเดียวไปซื้อน้ำมันได้ตั้ง ๑๔๐ ลิตร ดังนั้น ถึงเขาจะใช้รถ ยนต์ ซื้อน้ำมันแล้ว
           ก็ยังมีเงินเหลือไปใช้จ่ายอย่างอื่นมากมาย แต่แค่นี้ก็ยังไม่กระไร ขอให้ดูตัวอย่างอื่นอีก 
                 รถยนต์­ี่ปุ่นมีชื่อเสียงมากยี่ห้อหนึ่ง ส่งไปขายในสหรัฐฯ คิดราคา เป็นเงินไทยประมาณ ๓๓๐,๐๐๐ บาท แต่ส่งเข้า มาเมืองไทย
           ขายคันละ เกือบ ๖ แสนบาท๒ ถ้าคนอเมริกันที่มีรายได้ต่ำสุดเก็บเงินทั้งหมดไว้ซื้อรถนี้ จะใช้เวลา ๘๕๗ วัน คือ ๒ ปีเศษ
           แต่คนไทยจะซื้อรถคันเดียวกันนั้นต้องรอเก็บเงิน ๘,๒๒๘ วัน หรือ ๒๒ ปีครึ่ง ถ้าเริ่มทำงานอายุ ๒๓ ปี กว่าจะซื้อรถยนต์ นี้ได้ก็อายุ ๔๕
           ปี จะแก่เฒ่าอยู่แล้ว แต่ความจริงก็คือไม่มีหวังซื้อได้เลย ตลอดชาตินั่นเอง แต่นี้ก็ยังเป็นของที่ส่งเข้ามา 
                 ทีนี้ ลองดูของที่ผลิตในอเมริกาเอง เทียบกับที่เขาส่งเข้ามาขายในเมืองไทย ตู้เย็นอย่างดีพิเศษยี่ห้อ GE ขนาด ๒๔ คิว ชนิดหนึ่ง
           ผลิตขายในอเมริกาตู้ละประมาณ ๓๓,๐๐๐ บาท ขายในเมืองไทยตู้ละเกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท คนอเมริกันเก็บเงิน ๑๐% ของรายได้ต่ำสุดเพียง
           ๑ ปี ๓ เดือนเศษ ก็ซื้อตู้เย็นชนิดพิเศษนั้นได้ แต่คนไทยใช้รายได้ต่ำสุดของตนจะซื้อตู้เย็นนั้น ถ้า สะสมรายได้ไว้ ๑๐% จะต้องใช้เวลา ๓๙
           ปี 
                 ไม่เฉพาะเทคโนโลยีประเภทอำนวยความสะดวกสบาย หรือสินค้าฟุ่มเฟือยเท่านั้น ที่คนไทยและคนในประเทศกำลัง
           พัฒนาทั้งหลายต้องเสียเปรียบ แม้แต่เทคโนโลยีที่เป็นเครื่องมือพัฒนาศักยภาพของตัวคนเอง เช่นอุปกรณ์การศึกษาและเครื่อง
           มือทำงานต่างๆ ก็เสียเปรียบเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์ชั้นดียี่ห้อหนึ่ง ผลิตขายในสหรัฐฯ ราคาเครื่องละ ๒๘,๐๐๐ บาท
           ส่งมาขายในเมืองไทยเครื่องละ ๘๓,๐๐๐ บาท คนอเมริกันที่มีรายได้ต่ำสุดเก็บออมเงินเพียง ๑๐% ของรายได้ นั้น ใช้เวลาเพียง ๑ ปี ๑
           เดือน ก็ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นได้ แต่คนไทยจะเอารายได้ต่ำสุดของตนมาซื้อ ถ้าสะสมรายได้ไว้ ๑๐% จะต้องใช้เวลาถึง ๓๒ ปี
           จึงจะซื้อได้ 
                 คนไทยทั้งหลายควรจะต้องรู้ตระหนักถึงภาวะเสียเปรียบนี้ แล้วพยายามเสริมสร้างศักยภาพด้านอื่นให้มีค่าเป็นบวก
           อย่างสูงขึ้นมาให้เกิดความสมดุลให้ได้ หรือใช้ความเสียเปรียบให้เป็นประโยชน์แก่ตน มิใช่มัวแต่ตื่นเต้นหลงเพลิดเพลินมัวเมา
           เอาสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องเชิดชูตัวอวดโก้ในหมู่พวกกันเอง 
                 เมื่อด้านวัตถุภายนอก ก็เสียเปรียบและด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างนี้อยู่แล้ว ถ้าด้านภายใน คือทางจิตใจและทาง ปั­­า
           ก็ยังขาดคุณ- ภาพอีก เช่น ทางจิตใจก็ไม่เข้มแข็งและใฝ่แต่เสพไม่ใฝ่สร้างสรรค์ ทางปั­­าก็ไม่รู้ทันและขาดหลัก ความคิด
           ก็จะยิ่งเสื่อมถอยด้อยต่ำลงไป 
                 ผลร้ายที่เห็นได้ง่ายๆ ก็คือ เมื่ออยู่ในสภาพเศรษฐกิจอย่างนี้ คนรู้ตัวอยู่ชัดๆว่า ถ้าอยากได้สินค้าฟุ่มเฟือยทันสมัย อย่างหนึ่งมาใช้
           จะต้องทำ งานตลอดทั้งชาติหรือค่อนชีวิตจึงจะได้ เขาก็จะหมดความหวังและขาดความมั่นใจในการทำงาน
           แล้วจิตใจก็จะดิ้นรนหันเหออกไปที่จะหาวิธีการทำอย่างอื่น เพื่อจะให้ได้มีได้ใช้เทคโนโลยีทันสมัยนั้นทันอกทันใจ อาจพาชีวิต
           ตกลงไปหมกจมอยู่ภายใต้กองหนี้สิน หรือแม้แต่ถึงกับทำอะไรที่เป็น การทุจริต พร้อมกับที่ต้องตกเป็นเหยื่อของระบบการ
           แสวงหาผลประโยชน์ยิ่งขึ้นไป เป็นการบ่อนทำลายทั้งชีวิตของบุคคลและความเจริ­ก้าวหน้าของประเทศชาติ 
                 เพื่อให้สังคมไทยที่อยู่ในระดับกำลังพัฒนา สามารถยืนหยัดตั้งตัวขึ้นมาได้ ไม่ถอยหลัง และมีพลังก้าวออกไปข้างหน้า ได้
           คนไทยทั้งหลายจะต้องตั้งหลักทางจิตใจและทางปั­­าขึ้นมาให้ได้ โดยเฉพาะจะต้องพัฒนาความใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์ ศึกษา
           ให้รู้เท่าทันความเป็นไปในโลกทั้งทางบวกและทางลบอย่างแท้จริง และมีแนวความคิดที่มองความหมายของความเจริ­ให้ถูก ต้อง 
                 อย่างน้อย เมื่อยังอยากเจริ­อย่างฝรั่ง ก็ต้องมองความหมายของความเจริ­อย่างฝรั่งนั้นแบบนักผลิต นักทำ นัก สร้างสรรค์
           ไม่ใช่มองได้แค่ความหมายแบบนักเสพหรือนักบริโภค 
                 นักเสพหรือนักบริโภคมองความหมายของความเจริ­อย่างฝรั่งว่า "เจริ­อย่างฝรั่ง คือมีกินมีใช้อย่างฝรั่ง" แต่นักผลิต
           และนักสร้างสรรค์มอง ความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า "เจริ­อย่างฝรั่ง คือ ทำได้อย่างฝรั่ง และทำให้ดียิ่งกว่าฝรั่ง" 
                 เพราะฉะนั้น คนในประเทศไทยนี้ เมื่อจะซื้อเทคโนโลยีมาใช้ ถ้าเป็นเทคโนโลยีประเภทหรูหราฟุ่มเฟือยหรือเพื่อคุณค่า เทียม
           ควรมีความยับยั้งชั่งใจให้มาก ถ้าเป็นเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ใช้สอยอย่างแท้จริง หรือเพื่อคุณค่าแท้ เช่น เพื่อการศึกษา
           และการพัฒนาศักยภาพ เมื่อเห็นชัดเจนว่าจะต้องใช้ ก็พึงซื้อหามาพร้อมด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่มั่นคง และคิดหาทางที่ว่า
           จะใช้ให้เป็นประโยชน์เกินคุ้ม หรือให้มีผลในทางสร้างสรรค์เกินค่ากว่าที่คนในประเทศพัฒนาเองจะใช้ประโยชน์ได้ พร้อมทั้ง
           เพียรพยายามที่จะผลิตเองให้ได้ต่อไป อย่างนี้จึงจะมีทางพัฒนาตัวขึ้นได้ มิฉะนั้น ก็จะต้องเป"นผู้ล้าหลังเขาอยู่เรื่อยไป 
                 เทคโนโลยีนั้น ถ้าปฏิบัติต่อมันไม่ถูกต้อง แทนที่จะช่วยสร้างสรรค์ ชีวิตและสังคมให้ดีงามก้าวหน้า ก็จะกลับกลาย
           เป็นเครื่องซ้ำเติมความด้อยพัฒนา
           เทคโนโลยี เพื่อวัฒนาหรือเพื่อหายนะ
                 ต่อไป ขอให้พิจารณาลึกลงไปอีกว่า มนุษย์เราสร้างสรรค์และพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่ออะไร และเราใช้เทคโนโลยี เพื่ออะไร
           ในการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีเราจะเห็นว่า กิจกรรมสำคั­ ๒ ประการของมนุษย์นี้เองเป็นเหตุให้เราสร้างเทคโนโลยีขึ้น มา คือ
           การทำมาหากิน และการต่อสู้ป้องกันภัย ซึ่งแต่เดิมมาเป็นกิจกรรมที่พ่วงไปด้วยกัน 
                 การทำมาหากิน ได้แก่การหาอาหาร และการผลิตอาหาร ในสมัยโบราณ มนุษย์ไปเก็บอาหารตามป่า เก็บผักผลไม้ใน
           ที่ที่มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และไล่สัตว์จับมาเป็นอาหาร 
                 ในการไล่จับสัตว์นั้นสิ่งที่จะต้องทำก็คือ จะหา หรือจับมันได้อย่างไร ตอนแรกก็อาจจะใช้ก้อนหินขว้างบ้าง ทุ่มลงไป บ้าง
           ต่อมาก็พัฒนาขึ้นว่าทำอย่างไรจะให้ใช้ก้อนหินนั้นได้เรื่อยๆ ไม่ใช่ขว้างไม่ถูกแล้วก็เลยพลาดโอกาสไปเลย ก็มีการทำด้าม ขึ้นมา
           ให้ก้อนหินติดอยู่ได้ ต่อมาก็ทำหินให้คมขึ้น ปรับปรุงไปมาก็กลายเป็นขวาน อะไรทำนองนี้ 
                 ส่วนในการไปเก็บพืชผักผลไม้ก็ต้องมีการขุดคุ้ย การหักเหนี่ยวเด็ดดึง ทำให้มีการพัฒนาเครื่องมือขึ้น ต่อมาอยากจะ
           ให้พืชผักต้นไม้งอกขึ้นในที่ที่ต้องการ ไม่ต้องเดินไปหาไกล ไม่ต้องรอ ก็เอามาปลูกเอง แต่จะทำอย่างไร ก็ต้องเพาะปลูกลงไปใน ดิน
           ต้องขุดดิน จะเอามือขุดก็ลำบาก ก็เลยเอาไม้มาจิ้มๆ แซะๆ ต่อมาก็คิดว่า เอ! ไม้นี้จะทำอย่างไรให้มันใช้ได้ดียิ่งขึ้น ก็พัฒนา มันขึ้นไป
           จนมีรูปมีร่างต่างๆ ใช้ประโยชน์ได้ดียิ่งขึ้น เช่นเป็นจอบเป็นเสียมอะไรขึ้นมาตามลำดับ เทคโนโลยีจึงเจริ­ขึ้นมา
           พร้อมกับการทำมาหากินของมนุษย์ ดังที่เราจะเห็นชัดเจนว่า ต่อมา มนุษย์ก็ได้พัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้เหล่านี้ขึ้นมาเรื่อยๆ มีด ขวาน
           เครื่องปั่นด้าย ทอผ้า อะไรต่างๆ ก็พัฒนาขึ้นมาในเรื่องของการทำมาหากินทั้งนั้น โดยเฉพาะก็คือเรื่องของปัจจัยสี่ นี้ ด้านหนึ่ง 
                 อีกด้านหนึ่ง ที่มาด้วยกัน ก็คือการต่อสู้ป้องกันภัย ในการไปจับสัตว์ก็ดี หรืออยู่ดีๆ ตามปกติ สัตว์ร้ายอาจจะมาทำ
           ร้ายหรือไม่ก็ไปพบกับมันเข้า หรือมนุษย์ด้วยกันไปหาอาหาร ก็มีการแย่งชิงกัน รุกล้ำถิ่นที่ของกันและกัน แม้แต่อยู่ตามปกติ
           บางทีก็มีการรังแกข่มเหงกัน ก็เกิดการต่อสู้ป้องกันภัยขึ้น การต่อสู้ป้องกันภัยนั้น ก็ทำให้มนุษย์สร้างสรรค์พัฒนาเทคโนโลยีขึ้น
           มาเพื่อจะต่อสู้ให้ได้ผล 
                 รวมความว่า เทคโนโลยีเจริ­ขึ้นมาในสองด้านที่ว่ามานี้เป็นสำคั­ การทำมาหากินและการต่อสู้ป้องกันภัยเป็นแหล่ง
           ให­่ของเทคโนโลยี ต่อมา เมื่อมีเทคโนโลยีดีขึ้นแล้ว เราก็ทำงานได้ผลในเวลารวดเร็วขึ้น และก็สามารถแบ่งงานกันทำ มีเวลา
           เหลือมากขึ้นจากการทำมาหากิน ก็มีโอกาสที่จะคิดสร้างสรรค์พัฒนาวิทยาการต่างๆ มากขึ้น ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยีขึ้น
           เพื่อใช้ในด้านอื่นๆ เพิ่มขยายกว้างออกไป ความเจริ­ของเทคโนโลยีนี้ถ้าพิจารณาในทางธรรม คือพิจารณาตามหลักความจริง
           ทั่วไปจะเห็นว่า การที่มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการคิดสร้างก็ดี การใช้ก็ดี จะแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือการ คิดสร้าง
           และใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตอย่างหนึ่ง และเพื่อสนองความต้องการในทางปรนเปรอตน
           และทำลายผู้อื่นอีกอย่างหนึ่ง 
                 ในด้านที่หนึ่ง เมื่อมนุษย์เจริ­มากขึ้น สามารถสร้างสรรค์พัฒนาเทคโนโลยี ให้ประณีตซับซ้อนมากขึ้น เราก็สร้างและ
           ใช้เทคโนโลยีนั้นในทางที่เป็นคุณประโยชน์ เพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของเรา เช่นใช้ในทางการศึกษา ก็มีการทำ
           กระดานชนวนขึ้นมา ทำชอล์คขึ้นมา ทำสมุด ทำดินสอ ปากกา หนังสือ หรือเมื่อเราต้องการความสะอาดก็ทำไม้กวาดขึ้นมา อะไรทำนองนี้
           แต่อีกด้านหนึ่งก็คือ เราคิด สร้าง พัฒนา และใช้เทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการในทางเห็นแก่ตัว ซึ่งแสดง
           ออกต่อตนเองเป็นการปรนเปรอบำรุงบำเรอ และแสดงออกต่อผู้อื่นเป็นการเบียด เบียนแย่งชิงและทำลาย 
                 ในแง่ปรนเปรอบำรุงบำเรอตนเอง เช่น ต้องการหาผลประโยชน์ ก็สร้างและใช้เทคโนโลยี เพื่อหาผลประโยชน์ให้แก่ ตัวเอง
           เรียกทางธรรมว่าใช้เทคโนโลยี หรือสร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อสนองโลภะ เพื่อสนองตัณหา ในสมัยปัจจุบันนี้จะเห็นว่า
           เทคโนโลยีมากมายเป็นเรื่องของการที่จะสนองตัณหา สนองโลภะ ปรนเปรอตนเอง ให้มีความสมอยากในทางประสาทสัมผัส
           หรือในทางเนื้อหนังมากขึ้น ดังที่ปรากฏอยู่อย่างชัดเจนว่าเทคโนโลยีเพื่อปรนเปรอสนองความอยากทางตา ทางหู ทางจมูก ทาง ลิ้น
           ทางกาย นี้ มีมากมายเกลื่อนกลาดเหลือเกิน 
                 ส่วนความเห็นแก่ตัวที่แสดงออกต่อคนอื่นก็คือ พัฒนาเทคโนโลยีหรือสร้างมันขึ้นมา เพื่อเบียดเบียนฆ่าฟันซึ่งกันและ กัน
           เป็นการสนองโทสะ นอกจากเบียดเบียนข่มเหงฆ่าฟันกันแล้ว ก็ใช้เป็นเครื่องครอบงำกันและกันให้อยู่ในอำนาจ เพื่อความ ยิ่งให­่
           เพื่อการครองอำนาจ อย่างน้อยก็ใช้เทคโนโลยีเพื่ออวดโก้ เพื่อแสดงฐานะ เป็นการสนองสิ่งที่เรียกว่ามานะ ซึ่งก็เป็น
           เรื่องของกิเลสเหมือนกัน ทั้งนี้รวมไปถึงการใช้ในทางที่จะทำให้เกิดความหมกมุ่น มัวเมา เคลิบเคลิ้ม ลุ่มหลงต่างๆ อย่างเช่น
           เทคโนโลยีในด้าน การพนัน ซึ่งมีมากมายหลายรูปแบบ ตลอดกระทั่งการใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องปกป้องรักษาและแผ่
           ขยายลัทธิศาสนาอุดมการณ์ ซึ่งเรียกว่าทิฏฐิ 
                 รวมความว่า การใช้และสร้างสรรค์เทคโนโลยี เป็นไปใน ๒ ลักษณะนี้มาก คือ ด้านหนึ่งเพื่อการพัฒนาศักยภาพและ คุณภาพชีวิต
           และอีกด้านหนึ่งเพื่อสนองความต้องการในทางเห็นแก่ตัว และทำลายกัน 
                 ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์นั้น เทคโนโลยีที่เด่นมาก ก็คือเทคโน-โลยีด้านการต่อสู้ทำศึกสงคราม จะเห็นว่า
           เทคโนโลยีด้านนี้มีมากมายอย่าง ยิ่ง โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ได้พัฒนาเป"นอย่างมาก มีอาวุธชนิดต่างๆ ทั้งทางบกทางน้ำทาง อากาศ
           เริ่มต้นตั้งแต่ขวาน หอก มีด ดาบ ธนู เกาทัณฑ์ มาถึงปืน จนถึงระเบิดชนิดต่างๆ แม้กระทั่งระเบิดนิวเคลียร์ การที่
           มนุษย์สร้างอาวุธสำหรับทำลายกัน ในการทำศึกสงครามนั้น เรียกว่าเป็นเรื่องของการสนองโทสะ แต่ไม่ใช่เรื่องของโทสะในแง่ที่
           ว่าจะทำลายศัตรูเพียงอย่าง เดียว ข้อสำคั­ก็คือมันเป็นสิ่งที่สนองความต้องการอำนาจความยิ่งให­่ด้วย 
                 การที่มนุษย์พัฒนาอาวุธและอุปกรณ์ที่ใช้ในการสงคราม ก็เพื่อจะได้มีอำนาจยิ่งให­่ แม้แต่การใช้ในทางสนองโลภะ
           เพื่อหาทรัพย์สมบัติ ก็เพื่อสร้างอำนาจความยิ่งให­่ไปด้วย จึงเป็นเรื่องที่สัมพันธ์ซึ่งกันและกันโดยโยงไปโยงมา แต่รวมความ แล้ว
           เทคโนโลยีจะเป็นแบบที่สนองโลภะ ก็ตาม สนองมานะและทิฏฐิก็ตาม จะมีลักษณะคล้ายกันคือลักษณะที่รวมเข้าสู่ศูนย์
           กลางหรือรวมศูนย์เข้าหาตนเอง เพื่อให้ได้ผลประโยชน์มากๆ ได้ครอบครองอำนาจความยิ่งให­่ ตลอดจนเพื่อเชิดชูทิฏฐิลัทธิ
           นิยมอุดมการณ์ของตน 
                 คนกลุ่มหนึ่งมีความเชื่ออย่างแรงกล้าในเทคโนโลยี ถึงกับหวังและใฝ่ฝันว่า ในอนาคต ถึงแม้โลกนี้จะหมดสภาพเป็นที่
           อยู่อาศัยได้ เพราะธรรมชาติแวดล้อมเสื่อมโทรมเสียไปก็ดี เพราะสงครามนิวเคลียร์ก็ดี มนุษย์ก็จะไปสร้างดินแดนในอวกาศอยู่
           อย่างมีความสุข บางคนก็ว่าจะไปสร้างดินแดนในดาวพระอังคารให้เป็นดังถิ่นสวรรค์ ที่มนุษย์จะอยู่อย่างสุขสมบูรณ์ ความคิด
           เช่นนี้ต้องเรียกว่าเป็นความเพ้อฝันแท้ๆ เป็นการหลีกหนีความจริง และไม่แก้ปั­หาที่สาเหตุตามหลักเหตุปัจจัย 
                 ในเมื่อไม่พัฒนาตัวคน ไม่ได้แก้ปั­หาที่ในตัวคนคือตัณหา มานะ ทิฏฐิ ที่เป็นมูลเหตุ เป็นตัวบงการความคิดและการ กระทำ
           ตัวคนที่ไปอยู่ในอวกาศก็เป็นคนคนเดิม ที่เป็นอย่างเดิม ไปจากโลกนี้ ก็นำเอาตัณหา มานะ ทิฏฐินั้นไปด้วย เมื่อรบกัน
           จนโลกนี้พังพินาศไปแล้ว ไปในอวกาศ ไปดาวพระอังคาร ก็ไปทำสงครามอวกาศ แย่งชิงดินแดนกันที่นั่นอีก ทำลายโลกนี้แล้ว
           หนีไปโลกอื่น ก็ไปทำลายโลกนั้นอีก และสงครามอวกาศจะรุนแรงยิ่งขึ้นไปกว่าสงครามในโลกนี้เสียอีก เมื่อแก้ปั­หาในโลกนี้ ไม่ได้แล้ว
           จะหวังไปอยู่อย่างสันติสุขในโลกอื่น โดยมนุษย์คนเดียวกันกับที่ก่อปั­หาในโลกนี้ ซึ่งยังไม่ได้แก้ไขปรับปรุงตัวเอง คง
           ต้องบอกว่าเป็นความเพ้อฝันที่ไม่อาจเป็นไปได้ 
                 สภาพอย่างหนึ่งที่ชี้บ่งถึงสั­ชาต­าณในการทำลาย ที่ยังเป็นไปอย่างพรั่งพร้อมในจิตใจของมนุษย์ และแสดงถึงแรง
           จูงใจในการมีและใช้เทคโนโลยีว่าโน้มไปในทางทำลาย ก็คือ เรื่องราวการแสดงต่างๆ ในภาพ-ยนตร์และทีวี ที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยี
           ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องการต่อสู้และศึกสงคราม เหมือนจะบอกว่า ถ้ามนุษย์จะพัฒนาเทคโนโลยี ก็จะนึกถึงการที่จะใช้
           เทคโนโลยีนั้นเพื่อการทำลายศัตรู เพื่อครอบงำ เพื่อแย่งชิง เพื่อมีอำนาจเหนือผู้อื่นเป็นอันดับแรก แม้แต่วีดีโอเกมส์ต่างๆ
           สำหรับเด็กที่แพร่หลายในปัจจุบัน ก็เป็นเรื่องของความรุนแรงโดยส่วนให­่ ซึ่งฟ้องอยู่ในตัวถึงปมปั­หาอะไรๆ หลาย อย่างใน
           เวลาเดียวกัน เช่น ทางด้านผู้ดูผู้ฟังผู้เล่น รวมทั้งตัวเด็กเอง ก็มีสั­ชาต­าณในการต่อสู้และการทำลายนี้เป็นตัวเด่น ทางฝ่ายผู้
           ผลิตสิ่งเหล่านี้ก็มุ่งแต่จะสนองความต้องการของผู้บริโภคโดยหวังเอาแต่ผลประโยชน์อย่างเดียว 
                 จิตใจที่พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ หาได้เป็นจิตใจที่พัฒนาแล้วแต่ อย่างใดไม่ คือ เป็นจิตใจของมนุษย์ที่ยังไม่ได้พัฒนา ตนเอง
           ความเจริ­ก้าวหน้าของเทคโนโลยี จึงมิได้เป็นหลักประกันหรือเป็นเครื่องแสดงถึงความพัฒนาของจิตใจมนุษย์ หรือ
           การพัฒนาตัวของมนุษย์เอง แต่แสดงถึงการที่ความเจริ­ของจิตใจก้าวไม่ทัน หรือไม่ได้ก้าวไปด้วยกันกับความเจริ­ของ เทคโนโลยี
           ดังนั้น ถ้ามนุษย์เคยเบียดเบียนแย่งชิงทำลายและลุ่ม หลงมัวเมาอย่างไร เทคโนโลยีก็เพียงมาช่วยเสริมให้การเบียด
           เบียนแย่งชิงทำลายและลุ่มหลงมัวเมานั้น สามารถแสดงออกและเป็นไปได้อย่างสะดวกดาย และรุนแรงเต็มขีดมากขึ้นเท่านั้น
           และดูเหมือนว่ามนุษย์ยุคปัจจุบัน จะใช้เทคโนโลยีในรูปลักษณะนี้เป็นเครื่องมือให้การศึกษาแก่มวลชน และแก่เยาวชนเป็น แนวหลัก 
                 ถ้าการศึกษาของประชาชน โดยเฉพาะของเด็กและเยาวชน เป็นไปอย่างนี้ ไม่ว่าโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ไม่ว่าจะ
           เป็นที่ยอมรับของทางการหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นการศึกษานอกระบบกระแสหลัก แล้วจะหวังความสวัสดีแก่สังคมนี้ได้อย่างไร
           เพราะที่แท้แล้วมันหาใช่การศึกษาไม่ แต่เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการศึกษาเลยทีเดียว และข้อนี้ย่อมเป็นคำอธิบายได้อย่างหนึ่งว่า
           ทำไมการพัฒนาคนจึงเดินสวนทางกับการพัฒนาเทคโนโลยี คือ ในขณะที่เทคโนโลยีเจริ­ก้าวหน้ามากขึ้น แต่คุณภาพของคน
           หรือคุณภาพของความเป็นมนุษย์กลับจะลดต่ำลง และถ้าสภาพนี้ดำเนินสืบเนื่องต่อไปนานๆ โดยไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงได้
           แม้แต่การพัฒนาเทคโนโลยี หรือการพัฒนาศักยภาพด้านขยายวิสัยแห่งอินทรีย์ของมนุษย์ที่เจริ­ล้ำดิ่งมาส่วนเดียวอย่างไม่ได้ สมดุลนี้
           ก็จะต้องถูกถ่วงดึงให้ล้าลงและหยุดชะงักไปด้วยในที่สุด เพราะคุณภาพของคนทุกด้านย่อมส่งผลสัมพันธ์โยงถึงกันทั่ว ทั้งหมด 
                 ยิ่งกว่านั้น ปั­หาสำคั­ที่สุดอย่างหนึ่งที่มักถูกมองข้ามไป ก็คือ เมื่อความเจริ­ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาประสาน
           เข้ากับระบบเศรษฐกิจแบบถือผลประโยชน์เป็นให­่ ถ้าระบบผลประโยชน์นี้เหนียวแน่นแข็งแรงลงลึกมาก การพัฒนาและการ
           ใช้เทคโนโลยี ก็จะถูกกำหนดโดยระบบผลประโยชน์ทั้งหมด จะเป็นไปเพื่อสนองความต้องการผลประโยชน์เท่านั้น และเมื่อ
           ความเข้มแข็งทางจริยธรรมไม่มีกำลังพอ สังคมก็จะมาถึงขั้นหนึ่งที่ว่า แม้คนจะยังมีจิตสำนึกทางคุณธรรมอยู่บ้าง และมีความ
           เพียรพยายามแสดงออกและทำการต่างๆ เพื่อแก้ไขปรับปรุง แต่กลไกต่างๆ ภายในระบบจะตรึงตัวเต็มไปด้วยจุดกระทบที่ทำให้
           ติดขัดไปหมด องค์ประกอบทั้งหลายของสังคมจะอ่อนแอ ไม่มีกำลังพยุงตัวเอง ได้แต่อ่อนตัวไปตามระบบ และสภาพแวดล้อม
           ของสังคมก็จะไม่เอื้อต่อการแก้ไขปรับปรุงทางจริยธรรม เมื่อถึงจุดนั้นสังคมก็อาจจะเข้าสู่ภาวะหมดความสามารถทางศีลธรรม หรือ
           ภาวะไร้สมรรถภาพทางจริยธรรม เป็นเหมือน คนที่ตกลงไปในโคลนดูด หรือพลัดลงไปในทรายดูด แม้มือและแขนจะแข็ง
           แรงก็ได้แต่ไขว่คว้าไปเปล่าๆ แม้จะมีโคลนมีทรายก็อาศัยทานแขนพยุงตัวไม่ได้ ทรายและโคลนเหล่านั้นมีแต่จะมาช่วยกันทับ
           ถมดูดตัวให้จมดิ่งลงไป 
                 ในสังคมที่มีสภาพเช่นนี้ เมื่อมีปั­หาที่จะต้องป้องกันแก้ไข หรือมีงานสร้างสรรค์ที่จะต้องจัดทำ ทั้งที่รู้ดีว่าจะต้องทำ
           อะไรบ้างอย่างไร และอยู่ในวิสัยที่จะทำได้ไม่ยาก แต่เมื่อขัดกับการแสวงหาและการที่จะได้ผลประโยชน์ส่วนตัว ก็ไม่อาจป้อง
           กันแก้ไขปั­หาหรือจัดทำสิ่งที่ดีงามให้สำเร็จ ได้ เพราะไม่มีกำลังและที่เกาะเกี่ยวยึดเหนี่ยวทางจริยธรรมที่จะให้ก้าวขาอ้าแขน
           ออกไปทำการ ทั้งที่มีเทคโนโลยีและทรัพยากรทุกอย่างพรั่งพร้อมบริบูรณ์ที่จะใช้จัดทำได้ ก็กลายเป็นหมันไปหมดสิ้น หรือไม่ก็
           เอาไปใช้แต่ในทางที่จะสนับสนุนการแสวงหาผลประโยชน์ และแม้กระทั่งกระทำในทางตรงข้าม คือ ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับขัด
           ขวางทำลายการป้องกันแก้ไขปั­หาหรือการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามนั้น สังคมจะต้องถอยตัวออกมา ก่อนที่จะถลำตกลงไปใน
           ภาวะไร้สมรรถภาพทางจริยธรรมอย่างที่กล่าวมานั้น 
                 ในเรื่องของความคิด และแรงจูงใจในการสร้างสรรค์และใช้เทคโนโลยีนี้ ตามปกติ การสร้าง โดยเฉพาะตัวความคิดที่ จะสร้าง
           หรือแรงจูงใจในการสร้างเทคโนโลยีนี้ จะเป็นตัวจำกัดขอบเขตการใช้งานของเทคโนโลยีด้วย 
                 ในสมัยก่อน ความคิด หรือแรงจูงใจในการสร้างเทคโนโลยีมักจะเป็นเรื่องกว้างๆ คลุมๆ รวมๆ กันไป ไม่ชัดลงไปว่าจะ
           ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไรจำเพาะเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้น เทคโนโลยีสมัยก่อนนั้น ทำขึ้นมาแล้วก็มักจะใช้งานได้หลาย อย่าง
           คือจะใช้ในแง่สันติก็ได้ ในแง่สงครามก็ได้ เช่น มีด เราอาจจะเอามาใช้ตัดไม้ปลูกบ้านสับอาหารปรุงกับข้าวในครัวก็ได้
           อาจจะเอามาทำร้ายกัน ฆ่าฟันคนอื่นก็ได้ แต่เมื่อเจริ­มากขึ้น ความคิดทำเพื่อความมุ่งหมายพิเศษเฉพาะอย่างก็มากขึ้น 
                 โดยเฉพาะในเมื่อมนุษย์มีความเจริ­ก้าวหน้าในวิทยาการต่างๆ แบบชำนา­พิเศษเฉพาะทาง ทำให้ความรู้ความ
           ชำนา­พิเศษเฉพาะด้าน เจริ­พุ่งออกไปในแต่ละด้านๆ การพัฒนาเทคโนโลยีก็เลยมีลักษณะจำเพาะมากขึ้นด้วย ในสมัยนี้จึง
           มีการพัฒนาเทคโนโลยีชนิดที่ใช้ได้เฉพาะกิจ เช่น ใช้ในการสงครามอย่างเดียว เอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้ 
                 ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเรามีมีด มีรถ ตลอดจนมีเครื่องบิน ในตอนแรกๆ อาจจะใช้งานได้กว้างๆ ทั่วไป ใช้ในทางสันติก็ได้
           ใช้ทำสงครามก็ได้ แต่ต่อมาเรามีปืนเอ็ม ๑๖ ปืนอาร์ก้า ซึ่งต้องใช้ในทางฆ่ากันเท่านั้น จะเอาไปใช้ในทางสันติก็ทำประโยชน์ อะไรไม่ได้
           สร้างรถขึ้นมาสำหรับใช้ในการสงครามโดยเฉพาะเช่นรถถัง รถเกราะ เครื่องบินก็พัฒนาให้เป็นเครื่องบินรบโดย เฉพาะมีเครื่องบินมิก
           เครื่องบินเอฟ. ๑๔ เอฟ. ๑๕ เอฟ. ๑๖ นอกจากระเบิดนิวเคลียร์ เรายังมีระเบิดนิวตรอน ซึ่งมุ่งให้ทำลาย เฉพาะตัวคนแท้ๆ
           โดยที่ตัวอาคารสถานที่ไม่เสียหาย อเมริกาคิดทำลูกระเบิดชนิดนี้ขึ้นมาแล้ว แต่ยังถูกท้วงอยู่ไม่ให้ใช้ เพราะ
           ถ้าใช้แล้วก็จะเกิดอันตรายมหาศาล คือทิ้งลงไปแล้วคนหรือสิ่งมีชีวิตเท่านั้นตาย แต่ตัวตึก โต๊ะ เก้าอี้ วัสดุอุปกรณ์อะไรต่างๆ จะ
           อยู่ในสภาพเป็นปรกติ ไม่แตกหัก ไม่พัง 
                 รวมความว่า มนุษย์คิดวิธีการที่จะสังหารกันได้มากมาย จนกระทั่ง ผลิตผลทางเทคโนโลยีนั้นใช้ได้จำเพาะอย่างเดียว
           เป็นเรื่องของสงคราม เป็นเรื่องของการทำร้าย ฆ่าฟันกันโดยเฉพาะ ในเมื่อมนุษย์มีความคิด มีแรงจูงใจเบื้องหลังการสร้างและ
           การใช้เทคโนโลยีแบบนี้ เทคโนโลยีก็จะมีโทษพิษภัยเป็นอันมาก ปั­หาของเราก็คือจะปฏิบัติอย่างไรในเรื่องนี้ 
                 ได้บอกเมื่อกี้แล้วว่า โดยทั่วไปเทคโนโลยีนั้นเป็นสิ่งที่ใช้ได้ทั้ง ๒ ทาง คือ จะใช้เพื่อสนองความต้องการในทางเห็นแก่
           ตัวและทำลายกันก็ได้ จะใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือพัฒนาศักยภาพของคนก็ได้ เทคโนโลยีบางอย่างใช้ได้ทั้งสองทางแล้ว
           แต่ว่าจะใช้อย่างไร แต่บางอย่างกำหนดมาจากการผลิตหรือสร้างขึ้นทีเดียว ว่าจะให้ใช้ประโยชน์ทางไหน ฉะนั้น ในยุคที่
           เทคโนโลยีเจริ­พร้อมกับความชำนา­พิเศษเฉพาะด้านนี้ ถ้าคนมีแรงจูงใจที่ชั่วร้ายไม่มีคุณธรรม ปั­หาเรื่องนี้ก็จะมีมากขึ้น 
                 ปั­หาก็คือ ทำอย่างไรจะให้มนุษย์ พยายามสร้างเทคโนโลยีชนิดที่อำนวยประโยชน์ ในทางที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต
           และพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ และใช้เทคโนโลยีนั้นในทางที่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างที่กล่าวมา 
                 ปัจจุบันนี้จะเห็นว่า นอกจากเทคโนโลยีชนิดที่ใช้ประโยชน์ได้เฉพาะแง่เดียว หรือใช้ได้อย่างเดียวในการทำลายแล้ว
           หลายอย่างก็ใช้ได้ทั้งในทางที่เป็นคุณประโยชน์ และในทางที่สนองกิเลส ดังที่เห็นๆ กันอยู่ 
                 โทรทัศน์ จะใช้ในทางดี เอามาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต ใช้เป็นเครื่องแสวงหาความรู้เสริมสร้างความคิดความเข้าใจ
           จากข่าวสารข้อมูลและสารคดีต่างๆ ตลอดจนเอามาใช้ฝึกสอนวิชาความรู้กันต่างๆ ก็ได้ หรือจะใช้เป็นเครื่องสนองกิเลสต่างๆ ก็ ได้
           ในขั้นต้นๆ ก็อาจจะเป็นเพียงรายการบันเทิง เรื่องสนุกสนานต่างๆ หรืออาจจะใช้ในการโฆษณาสินค้า ตลอดจนใช้ในการ
           เผยแพร่ข่าวสารที่อำพรางหรือเป็นเท็จ ชักนำให้หลงผิดก็ได้ แม้กระทั่งว่าชาวบ้านก็อาจจะใช้โทรทัศน์ในการเล่นการพนันอย่าง ที่เรียกว่า
           มวยตู้ อย่างนี้เป็นต้น 
                 โทรศัพท์ก็เหมือนกัน จะใช้ติดต่อกันในทางดีหรือทางร้ายก็ได้ วิทยุ วีดีโอ เครื่องบันทึกเสียง ก็ทำนองเดียวกัน หรือ อย่างในวันนี้
           ถ้าพูดเข้าข้างตัวก็ว่า เรากำลังใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต กำลังใช้ไมโครโฟนและเครื่องขยาย
           เสียงเพื่อพูดรายการเกี่ยวกับพุทธธรรม หรือ สไลด์มัลติวิชั่นเรื่องชีวประวัติท่านพุทธทาสที่ฉายให้ดูเมื่อกี้ ก็เป็นการใช้เทคโนโลยี
           ในทางที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต 
                 เป็นอันว่า ปั­หาของมนุษย์ที่เกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีในแง่ของพุทธธรรมด้านหนึ่งก็คือ ทำอย่างไรจะให้คนคิดสร้าง
           สรรค์พัฒนาเทคโนโลยีและใช้เทคโนโลยีในทางที่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ซึ่งอาจทำได้ทั้ง สองอย่าง คือ
           ผลิตหรือใช้เทคโนโลยีนั้นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยตรง และอีกอย่างหนึ่งคือใช้เทคโนโลยีนั้นเพื่ออำนวยโอกาส ให้เราสามารถพัฒนาตน
           เช่น เทคโนโลยีบางอย่างช่วยทุ่นเวลาและแรงงานของเรา เราใช้มันทำงานเสร็จโดยง่ายและเร็วไวแล้ว เรามีเวลาและแรงงานเหลืออยู่มาก
           ก็จะได้เอาเวลาและแรงงานนั้นไปใช้ประโยชน์ บางท่านก็เอาไปใช้ในการแสวงหาความรู้ ถ้า เป็นผู้สนใจธรรม
           ก็อาจเอาไปใช้ในการปฏิบัติธรรม ไปทำกรรมฐานหรือไปอ่านหนังสือธรรม หรือไปแนะนำให้ความรู้และช่วย เหลือ เพื่อนมนุษย์
           อะไรต่างๆ ทำนองนี้ เท่ากับว่า เทคโนโลยีอำนวยโอกาสแก่เรา ในการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตได้มากขึ้น แต่ ถ้าเราไม่ใช้ในทางดี
           มันก็อำนวยโอกาสเหมือนกัน แต่อำนวยโอกาสในการที่จะทำลายคุณภาพชีวิต เช่น ใช้มอมเมา สร้างความ ลุ่มหลงหมกมุ่น
           ใช้เล่นการพนัน นี้ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับทางธรรม 
                 เป็นธรรมดาที่เราจะต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี แต่ปั­หาอยู่ที่ว่า เราจะเกี่ยวข้องอย่างฉลาด ให้เป็นคุณประโยชน์ได้ อย่างไร
           พูดด้วยภาษาพระก็คือ จะใช้และเกี่ยวข้องกับมันในทางที่จะให้เกิดเป็นกุศล ถ้าเป็นไปได้ก็คือ ต้องพยายามที่จะผลิต
           หรือสร้างสรรค์เทคโนโลยีชนิดที่ใช้ประโยชน์ ได้แต่ในทางกุศลให้มากขึ้น ปัจจุบันนี้มีปั­หาว่า โลกได้ผลิตได้สร้างเทคโนโลยี
           สำหรับใช้ในทางที่เป็นอกุศลมากกว่า มีบางส่วนเท่านั้นที่เอามาใช้อำนวยประโยชน์ในทางกุศลได้ด้วย 

           เทคโนโลยี เครื่องมือพิชิตธรรมชาติ
                 ต่อไป ขอพูดเลยไปถึงเรื่องท่าทีของมนุษย์ต่อธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเหมือนกัน เรื่องนี้สัมพันธ์
           กับข้อก่อนที่ว่ามา แล้ว ได้กล่าวแล้วว่า ประวัติการคิดสร้างสรรค์เทคโนโลยีของมนุษย์ ดำเนินมาด้วยกันกับประวัติอารย ธรรมของมนุษย์
           โดยเทคโนโลยีก็เป็นส่วนสำคั­ของอารยธรรมของมนุษย์ด้วย มนุษย์เจริ­ผ่านยุคต่างๆ โดยมีลักษณะการ ดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน
           จะขอแยกแยะสิ่งที่พูดไว้ในข้อก่อนให้ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ เขาแบ่งประวัติอารยธรรมของมนุษย์เป็น ระยะ หรือยุคต่างๆ
           ซึ่งสัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตและเทคโนโลยีด้วย 
                 ยุคแรกทีเดียวอาจจะเรียกว่า ยุคบุพกาล คือก่อนที่จะมีอารยธรรม เป็นยุคที่มนุษย์เที่ยวเก็บหาอาหารซึ่งเป็นพืชพรรณ
           ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และจับสัตว์กิน ในยุคนี้ชีวิตของมนุษย์ขึ้นกับธรรมชาติโดยสิ้นเชิง เพราะอาหารที่เป็นพืชพรรณนั้น
           ขึ้นอยู่เองตามพื้นดิน มนุษย์ไปเก็บเอาตามที่มันเกิดอยู่แล้ว สัตว์ก็เกิดอยู่บนท้องทุ่งป่าเขาตามธรรมชาติ มนุษย์ก็ไปจับเอามัน มา
           ยุคนี้แทบจะไม่มีเทคโนโลยีเลย นอกจากเครื่องมือขั้นต้นเพียงเล็กน้อย 
                 ต่อมา มนุษย์มีความเป็นอยู่เจริ­ขึ้น ไม่อยากไปหาอาหารไกลๆ ต้องการให้อาหารอยู่ใกล้ในที่อยู่ของตัว หรือใกล้ที่ อยู่ของตัว
           และให้ตัวเองสามารถกำหนดปริมาณของมันได้ ตลอดจนมีพร้อมที่จะบริโภคได้ในเวลาที่ต้องการ มนุษย์ก็ดำเนิน ชีวิตก้าวหน้าขึ้นมา
           มีการเพาะปลูกพืช และมีการเลี้ยงสัตว์ แทนที่จะวิ่งไล่ตามสัตว์ไป ก็เอาสัตว์มาเลี้ยงในที่ของตัวเอง ยุคนี้ เรียกว่า ยุคเกษตรกรรม 
                 ในยุคเกษตรกรรมนี้มีการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นต้นขึ้นมาแล้ว เช่น ในการเพาะปลูก ก็มีการคิดทำจอบ ทำเสียมขึ้นมา
           ในการเลี้ยงสัตว์ก็รู้จักสร้างที่ให้มันอยู่ มนุษย์รู้จักทำอะไรที่เป็นของตนเองขึ้นมาบ้าง แต่การทำอะไรของมนุษย์ในยุคนี้ ก็เป็น
           การทำโดยกลมกลืนกับธรรมชาติ คือ มนุษย์จะต้องเรียนรู้วิถีของธรรมชาติว่าเป็นอย่างไร แล้วทำให้สอดคล้องกับวิถีของธรรม ชาตินั้น
           เช่น จะเพาะปลูกพืชก็ต้องเลือกชนิดหรือพันธุ์ ที่ถูกกับสภาพดินฟ้าอากาศของท้องถิ่น และต้องทำให้เป็นไปตามฤดู กาล
           ต้องรู้ว่าหน้าฝนจะมาในเดือนนี้ ฝนมาน้ำมีแล้ว จะต้องไถ ต้องหว่าน ต้องเก็บเกี่ยวไปตามเวลาที่สอดคล้องเป็นไปตาม ธรรมชาติ
           แม้จะรู้จักทำสิ่งที่เป็นของตนเอง แต่ก็ต้องทำให้กลมกลืนกับธรรมชาติ แต่ก็เรียกว่ารู้จักใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ มากขึ้น
           และมีเทคโนโลยีขึ้นแล้ว แม้กระนั้นก็ยังมีชีวิตที่ขึ้นกับธรรมชาติมาก ความเป็นไปในธรรมชาติที่ไม่เกื้อกูลมีผลกระทบ
           กระเทือนต่อมนุษย์มาก 
                 ชีวิตในยุคเกษตรกรรมอย่างที่กล่าวมานั้น มนุษย์ยังไม่พอใจ ก็จึงคิดหาทางที่จะมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นไปอีก ชีวิตที่ดียิ่งกว่านี้ ก็คือ
           ชีวิตที่ตนเองสามารถกำหนดความเป็นอยู่ มีอำนาจจัดสรรความสุขสมบูรณ์ของตัวเองได้มากขึ้น เมื่อพยายามดิ้นรนสร้าง สรรค์ต่อมา
           มนุษย์ก็เจริ­ขึ้นมาสู่ยุคใหม่อีกยุคหนึ่ง คือได้พัฒนาเทคโนโลยีระดับก้าวหน้าขึ้นมา มีเครื่องจักรเครื่องกล ถึงตอน
           นี้มนุษย์ก็สามารถผลิตอาหาร ผลิตปัจจัยสี่ได้ทีละมากๆ ในเวลาที่รวดเร็วขึ้น เขาเรียกว่าเป็น ยุคอุตสาหกรรม 
                 ในยุคอุตสาหกรรมนี้มนุษย์มีเวลาเหลือว่างมากขึ้น ก็จึงมีการศึกษาวิทยาการอะไรต่างๆ มีความรู้ความชำนา­พิเศษ เฉพาะด้านๆ
           มากขึ้นไปตามลำดับ เป็นยุคที่เทคโนโลยีเจริ­อย่างแท้จริง และมีความก้าวหน้ามาก เมื่อความเจริ­แบบนี้เริ่ม ต้นขึ้นใหม่ๆ
           มนุษย์พากันใฝ่ฝัน มีความหวังว่า ต่อไปในไม่ช้า โลกนี้จะมีความอุดมสมบูรณ์ มีทุกสิ่งทุกอย่าง พร้อมตามที่ มนุษย์ต้องการ
           มนุษย์จะสามารถจัดสรรและจัดการทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามปรารถนา เมื่อเริ่มยุคอุตสาหกรรมมนุษย์มีความฝัน อย่างนี้
           เหมือนกับที่มนุษย์ในยุคเทคโนโลยีแบบปัจจุบันนี้ฝันนั้นเอง 
                 หลักการสำคั­ในการสร้างความเจริ­ของมนุษย์ยุคนี้ก็คือ ความใฝ่ฝันว่าจะต้องเอาชนะธรรมชาติ หรือพิชิตธรรม ชาติ
           การที่รู้กฎธรรมชาติ แล้ว นำความรู้นั้นมาใช้จัดสรรสิ่งต่างๆ เอาชนะธรรมชาติได้ นั่นแหละคือการที่มนุษย์ประสบความ สำเร็จ
           สิ่งที่เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความก้าวหน้าในการพิชิตธรรมชาติ ก็คือ ความก้าวหน้าของวิทยาการที่มีความชำนา­ พิเศษเฉพาะด้าน
           แตกแขนงซอยถี่ออกไปมากยิ่งขึ้น และเครื่องมือพิชิตธรรมชาติที่ได้ผล ก็คือ เทคโนโลยีที่ซับซ้อน มีประสิทธิ ภาพยิ่งขึ้น
           เมื่อกล่าวโดยรวม การพยายามเอาชนะธรรมชาติ ความรู้ความชำนา­พิเศษเฉพาะด้าน และความก้าวหน้าของ เทคโนโลยี
           นับว่าเป็นลักษณะพิเศษของยุคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะความพยายามของมนุษย์ในการเอาชนะธรรมชาตินั้นได้
           แสดงออกในพฤติกรรมต่างๆ มากมาย จนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า เป็นการเบียดเบียนธรรมชาติทีเดียว 
                 มนุษย์ได้มีความเจริ­ก้าวหน้าอย่างนี้มาเป็นเวลานาน เวลาล่วงมาๆ เทคโนโลยีก็เจริ­มากขึ้นๆ จนถึงตอนหนึ่งเมื่อ
           ไม่นานมานี้เอง มนุษย์ก็เริ่มรู้ตัวขึ้นมา มองเห็นว่าปั­หาใหม่ที่ไม่เคยคิดฝัน ได้เกิดขึ้นแล้วในโลกที่มนุษย์เป็นอยู่นี้ ซึ่งที่จริงเป็น
           ปั­หาที่สะสมมานาน แต่เพิ่งโผล่ให้เห็น เราไม่รู้ตัวมาก่อน พอมันปรากฏตัวขึ้นมามนุษย์เราก็ลำบากแทบแย่เลย เพราะเป็น
           ปั­หาที่ร้ายแรงมากถึงขั้นที่ว่าโลกมนุษย์นี้อาจจะสู­สิ้นพังพินาศไปก็ได้ 
                 ภัยอันตรายที่มนุษย์รู้ตระหนักขึ้นมาใหม่ๆไม่นานนี้ คืออะไรบ้าง ที่เด่นก็คือปั­หาสภาพแวดล้อมเสีย ทรัพยากร
           ธรรมชาติร่อยหรอไป การเกิดมลภาวะต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตในธรรมชาติมาก เมื่อธรรมชาติสู­เสียหรือวิปริตผิดเพี้ยน ไป
           ผลร้ายก็สะท้อนกลับมากระทบกระเทือนแก่มนุษย์ในรูปต่างๆ เช่น โรคภัยไข้เจ็บแปลกๆ อากาศเสีย ซึ่งทำให้สุขภาพของ มนุษย์เสียไป
           โรคภัยไข้เจ็บที่รักษายากบางอย่างเช่น มะเร็ง ก็มีส่วนที่เกิดจากการทำลายสภาพแวดล้อมนี้ด้วย อันนี้เป็นปั­หา
           ให­่ที่มนุษย์ต้องให้ความสนใจ และต้องใช้พลังความคิดในการแก้ไขมาก 
                 ปั­หาต่อไป แม้จะเป็นเรื่องปลีกย่อย แต่ก็คอยก่อกวนระบบอุตสาหกรรมอยู่ตลอดเวลาก็คือ เทคโนโลยีในยุคอุตสาห
           กรรมที่ผลิตอะไรได้มากมายและรวดเร็วนี้ ได้ทำให้เกิดการว่างงาน เป็นปั­หาของสังคมปัจจุบันที่ต้องแก้ไขกันอยู่เรื่อยไป 
                 ปั­หาอีกด้านหนึ่งก็คือ ความเจริ­ในยุคอุตสาหกรรมทำให้มีวัตถุบริโภคมาก มีเครื่องอำนวยความสะดวกสบาย
           ตลอดจนปรนเปรอบำรุงบำเรอมาก ในเมื่อไม่มีการพัฒนาคุณภาพของคนควบคู่ไปด้วยอย่างเพียงพอ ก็ทำให้มนุษย์ในยุคนี้มี การแข่งขัน
           ในลักษณะของการเอารัดเอาเปรียบแก่งแย่งเบียดเบียนกันมาก เช่น แก่งแย่งเพื่อให้ได้ผลประโยชน์มากกว่า เพื่อจะ
           ได้ครองอำนาจเหนือกว่า 
                 อีกด้านหนึ่งปั­หาสำคั­ที่เด่นชัดมากขึ้นๆ ก็คือภาวะจิตใจ ซึ่งปรากฏว่า มนุษย์ในยุคนี้ โดยเฉพาะในสังคมอุตสาห
           กรรมที่มีความเจริ­ทางเทคโนโลยีสูง มีความเครียดมาก มีจิตใจที่กลัดกลุ้มกังวล มีความกระวนกระวายสูง มีสภาพจิตที่เรียก
           ว่าความรู้สึกแปลกแยกรุนแรง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เกิดจากลักษณะการทำงาน และความเป็นอยู่ในยุคอุตสาหกรรมที่เจริ­ด้วย เทคโนโลยีนี้เอง 
                 ยิ่งกว่านั้น ภาวะทางจิตใจที่มีความเครียด ความกระวนกระวาย มาก มีความรู้สึกแปลกแยกมากนั้น ก็ส่งผล
           สะท้อนกลับไปเป็นปั­หาต่อสุขภาพของมนุษย์ ทำให้มนุษย์ในประเทศที่เจริ­ด้วยอุตสาหกรรมนั้น พากันเป็นโรคหัวใจมาก
           เป็นโรคความดันโลหิตสูงกันมาก อย่างนี้เป็นต้น ดังเป็นที่รู้กันว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศอเมริกา โรคหัวใจเป็น
           สาเหตุของการตายอันดับหนึ่ง จนเรียกว่าเป็นโรคของอารยธรรม 
                 เมื่อมาเจอปั­หาเหล่านี้เข้า มนุษย์ก็เริ่มรู้สึกผิดหวังต่อความเจริ­ทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ผิดหวังต่อความ
           เจริ­ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการพัฒนาของมนุษย์ หรือการสร้างความเจริ­โดยมุ่งเอาชนะธรรมชาติ สาเหตุสำคั­ของปั­หาก็ อยู่ที่ว่า
           การสร้างความเจริ­ทางเทคโนโลยีด้วยการแข่งกัน พัฒนาความรู้ความชำนา­พิเศษเฉพาะด้านของตนพุ่งตรงออกไป
           แตกแขนงแยกกันออกไปๆ ก็ดี การมุ่งเอาชนะธรรมชาติก็ดี ล้วนนำไปสู่การสู­เสียความสมดุลและการทำลายระบบความอิง
           อาศัยสัมพันธ์กัน ทำให้เกิดความระส่ำระสาย ในเวลาที่ทำไปอย่างนี้ มนุษย์ไม่รู้ตัวว่าได้ค่อยๆ ทำลายระบบการดำรงอยู่ร่วมกัน
           ขององค์ประกอบต่างๆ ที่จะทำให้ชีวิตมนุษย์เป็นอยู่ได้ ทำให้ระบบนั้นเสียสมดุลและแตกสลายลงไปเรื่อยๆ 
           จะอยู่กับใคร: กับคนและธรรมชาติ หรือกับเทคโนโลยี
                 สิ่งที่เป็นองค์ประกอบร่วม ซึ่งช่วยให้มนุษย์อยู่ได้ด้วยดีนั้นมี ๓ อย่างคือ หนึ่ง ตัวมนุษย์เอง สอง สังคม สาม ธรรมชาติ แวดล้อม 
                 สำหรับตัวมนุษย์เองที่ประกอบด้วยกายกับใจนั้น กายกับใจก็ต้องประสานกลมกลืน มีความสมดุลพอดีต่อกัน ถ้ากาย
           กับใจอยู่ร่วมกันโดยทำงานประสานเกื้อกูลกันด้วยดี ก็เป็นชีวิตที่สมบูรณ์ และเป็นตัวมนุษย์ที่สมบูรณ์ แต่ตัวมนุษย์นี้ยังต้อง
           สัมพันธ์อาศัยสิ่งอื่นอีก จะอยู่โดดเดี่ยวโดยลำพังไม่ได้ อย่างแรก ชีวิตมนุษย์ต้องสัมพันธ์อิงอาศัยธรรมชาติ มนุษย์นั้นเกิดจาก
           ธรรมชาติและเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในธรรมชาติ และตามกฎธรรมชาติ หนีจากธรรมชาติไม่ได้ และ
           อีกอย่างหนึ่ง มนุษย์นั้นอยู่รวมกันเป็นสังคม สามอย่างนี้เป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้เกิดภาวะการดำรงอยู่ด้วยดีของมนุษย์ การที่
           มนุษย์จะดำรงอยู่ด้วยดี องค์ประกอบเหล่านี้จะต้องมีความประสานกลมกลืนสมดุลกัน 
                 ทีนี้ การพัฒนาความเจริ­ของมนุษย์ในยุคที่ผ่านมานั้นแตกแยก ออกไปเป็นด้านๆ ไม่ประสานกัน และมุ่งเอาชนะกด ขี่ธรรมชาติ
           ก็จึงผิดกฎเกณฑ์นี้ เริ่มด้วยผิดหลักการประสานกลมกลืนส่วนที่หนึ่ง กล่าวคือ เมื่อเรามุ่งเอาชนะพิชิตธรรมชาติ เรา
           ก็มีลักษณะการกระทำและมีพฤติกรรมที่เป็นการทำลายธรรมชาติไปด้วย เมื่อธรรมชาติถูกทำลาย องค์ประกอบที่จะทำให้เกิด
           ความประสานกลมกลืนพอดีมีดุลยภาพก็เสียไป เมื่อเสียดุล ขาดความพอดีและความประสานกลมกลืนไปแล้ว มนุษย์ก็ไม่
           สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยดี ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า เมื่อธรรมชาติเสียหายแล้ว ชีวิตมนุษย์ก็พลอยถูกกระทบกระเทือนไปด้วย 
                 ฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏเป็นปั­หาในสภาพปัจจุบัน ก็เกิดขึ้นกับองค์ประกอบ ๓ อย่างนี้เอง คือ ที่ตัวมนุษย์เอง ร่างกายก็มี
           โรคภัยไข้เจ็บที่น่ากลัวเกิดแพร่หลายมากขึ้น เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ซึ่งบางอย่างก็แทบจะหมดหวังในการรักษา สุขภาพกายก็ เสื่อมเสีย
           จิตใจก็เป็นทุกข์ เช่น มีความเครียด ความกลุ้มกังวล กระวนกระวายมาก มีความรู้สึกแปลกแยกมาก สุขภาพจิตก็เสีย ในด้านธรรมชาติ
           ดินน้ำอากาศก็เสีย สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม มีมลพิษมาก ถิ่นที่อยู่ของมนุษย์บางแห่งสภาพแวดล้อมเสีย มากจนอยู่ไม่ได้
           มนุษย์ต้องทิ้งถิ่นฐานอพยพออกไป ส่วนในด้านสังคม ก็มีการเอารัดเอาเปรียบแก่งแย่งแข่งขันกันมากขึ้น มนุษย์หวาดระแวงกันมากขึ้น
           ขาดความรู้สึกมีส่วนร่วมในสังคมนั้นๆ การอยู่ด้วยกันไม่มีความ อบอุ่น เต็มไปด้วยสภาพตัวใคร ตัวมัน ทีใครทีมัน 
                 ปั­หาที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นผลกระทบต่อองค์ประกอบในการอยู่ร่วมกัน ๓ อย่างนี้ทั้งสิ้น ฉะนั้น ปัจจุบันนี้มนุษย์จึง
           เริ่มเกิดความตื่นตัว ที่จะรู้เข้าใจโทษภัยของความเจริ­แบบเอาชนะธรรมชาติ เมื่อรู้สึกถึงอันตรายของความเจริ­แบบนี้ ก็คือรู้
           สึกถึงภัยของเทคโนโลยีด้วยนั่นเอง เพราะเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความเจริ­แบบนี้ เมื่อตื่นตัวแล้วก็หาทางออก
           กันเป็นการให­่ 
                 ทางออกทางหนึ่งก็อยู่ที่เทคโนโลยีนั่นเอง คือ หาทางสร้างสรรค์พัฒนาและใช้เทคโนโลยีที่ไม่เกิดโทษภัย ดังปรากฏว่า
           ปัจจุบันนี้มีกลุ่มชนไม่น้อยหันมาสนใจเทคโนโลยีตามแนวความคิดใหม่ ที่เขาเรียกว่า เทคโนโลยีระดับกลาง (intermediate technology)
           หรือบางทีเรียกว่า เทคโนโลยีที่เหมาะสม (appropriate technology) และยังมีชื่อเรียกอีกหลายอย่าง บ้างก็เรียก ว่า ซอฟท์เทคโนโลยี
           เทคโนโลยีที่นุ่มนวล (soft technology) หรือว่า เซนซิเบิลเทคโนโลยี เทคโนโลยีที่สมเหตุสมผลหรือมีความ สำนึกหน่อย (sensible
           technology) ออลเทอร์เนตีฟเทคโนโลยี เทคโนโลยีที่เป็นทางเลือก (alternative technology) อะไร ทำนองนี้ มีชื่อเรียกมากมาย
           การที่มีชื่อเรียกหลายอย่างนี้ ในแง่หนึ่งก็เป็นการแสดงว่าคนจำนวนมากได้หันมาสนใจใส่ใจ คิด เอาจริงเอาจังกับเทคโนโลยีแบบนี้ 
                 ลักษณะสำคั­ของเทคโนโลยีแบบนี้ก็คือ พยายามไม่ให้มีมลภาวะ ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะก็ใช้
           ทรัพยากรที่ทดแทนใหม่ได้ หรือใช้วัสดุที่หมุนเวียนได้ ไม่ก่อความรู้สึกแปลกแยกในจิตใจ และไม่ทำให้คนแปลกแยกจากกัน
           เช่นให้ภายในที่ทำงานมีชีวิตชีวา ไม่ทำงานอย่างเป็นเครื่องจักรเครื่องกล แล้วก็เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ผลิตสิ่งบริโภคในบ้านหรือใน ท้องถิ่น
           แทนที่จะเป็นระดับชาติระดับเมืองอย่างที่เป็นมาแต่ก่อน อันนี้ก็เป็นความเคลื่อนไหวใหม่ 
                 ท่าทีและการปฏิบัติในเรื่องเทคโนโลยี เท่าที่ว่ามาในข้อนี้ โดยสรุปก็คือ 
                 ๑. จะต้องมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับระบบความดำรงอยู่ร่วมกันด้วยดี โดยประสานกลมกลืนและเกื้อกูลกัน
           ระหว่างองค์ประกอบทั้ง ๓ คือ มนุษย์ ธรรมชาติ สังคม จะต้องสร้างความเข้าใจอย่างนี้ขึ้นมา ให้มนุษย์รู้สึกตัวสำนึกว่า องค์
           ประกอบทั้งสาม คือ มนุษย์ ธรรมชาติ และสังคม นั้นเป็นสิ่งที่อิงอาศัยซึ่งกันและกัน ควรจะอยู่ร่วมกันด้วยดี เกื้อกูลซึ่งกันและ กัน
           ไม่ใช่เอาเปรียบกันทำลายกัน ฉะนั้น เทคโนโลยีที่ทำลายธรรมชาติ เทคโนโลยีที่ทำลายสังคม ที่ก่อปั­หาแก่ชีวิต จึงควรถูก ละเลิก เลิกใช้
           เลิกผลิต แต่ที่ว่านี้ก็ยังเป็นเพียงความฝัน เพราะว่ามนุษย์ได้ก้าวหน้ามาในทางสายนี้ไกลมากแล้ว การกลับตัวไม่ ใช่เรื่องที่ง่ายนัก 
                 อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยสิ่งที่จะต้องทำประการแรกก็คือ จะต้องสร้างความตื่นตัวตระหนัก สร้างความสำนึก และ
           ความเข้าใจพื้นฐานนี้ขึ้นมา ให้เห็นความสำคั­ของการอยู่ร่วมกันด้วยดีระหว่างองค์ประกอบทั้ง ๓ คือ มนุษย์ ธรรมชาติ และ สังคม
           ให้การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นไปในทางที่จะช่วยส่งเสริมความประสานกลมกลืนและเกื้อกูลกันนี้ คือ ไม่ใช่สร้างเทคโนโลยี
           ขึ้นมาเป็นองค์ประกอบใหม่ที่ ๔ ไม่ใช่สร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเป็นตัวที่แปลกหน้า เป็นตัวที่เข้ามาแทรกแซง กั้นแยกมนุษย์ ธรรม ชาติ
           สังคม ออกจากกัน ตลอดจนกลายเป็นตัวทำลายองค์ประกอบเหล่านั้น แต่จะต้องมีท่าทีปฏิบัติต่อเทคโนโลยีใหม่ คือสร้าง
           เทคโนโลยีขึ้นให้เป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมประสานองค์ประกอบทั้ง ๓ อย่างนั้นให้เข้ามากลมกลืนเกื้อกูลและงอกงามไปด้วยกัน 
                 ๒. ตั้งเจตนาต่อธรรมชาติใหม่ ไม่มุ่งเอาชนะ ไม่มุ่งพิชิตเบียด เบียนธรรมชาติ แต่มุ่งรู้ เข้าใจ เพื่อจะได้ปฏิบัติถูกต้อง ต่อธรรมชาติ
           ในการที่จะอยู่อย่างประสานกลมกลืนและเกื้อกูลกันกับธรรมชาติ และแม้แต่จะให้สามารถช่วยเหลือธรรมชาติได้
           ในเวลาที่ธรรมชาติถูกทำให้เสียสมดุล ข้อนี้แสดง ว่า การที่มนุษย์มีความเจริ­ทางวิทยาการต่าง ๆ นี้ไม่ใช่ไร้ประโยชน์ แต่ควร
           จะมีท่าทีใหม่ต่อธรรมชาติ แล้วใช้ความรู้ในวิทยาการต่างๆ สนองท่าทีใหม่ ในทางที่สร้างสรรค์เกื้อกูลนั้น 
                 ที่ว่ามานี้ ไม่ใช่เป็นการถอยหลังกลับไปหายุคก่อน ขอให้เทียบดูในยุคต่างๆ ที่พูดมาแล้ว ในยุคแรก คือยุคบุพกาล
           มนุษย์ขึ้นกับธรรมชาติโดยสิ้นเชิง ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย ธรรมชาติเป็นอย่างไร ตัวก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น ไม่มีความเป็นอิสระ
           ต่อมาในยุคที่สอง คือยุคเกษตรกรรม มนุษย์รู้จักธรรมชาติมากขึ้น รู้จักทำสิ่งที่เป็นของตัวเองโดยให้ประสานกลมกลืนกับระบบ
           ของธรรมชาติ ยังขึ้นต่อธรรมชาติ แต่มีความเป็นตัวของตัวเอง เป็นอิสระขึ้นบ้างในระดับหนึ่ง ต่อมาอีกถึงยุคอุตสาหกรรม
           มนุษย์มุ่งเอาชนะธรรมชาติ พยายามพิชิตธรรมชาติ มีความเป็นตัวของตัวเอง เป็นอิสระขึ้นมากทีเดียว แต่เกิดความขัดแย้งกับ ธรรมชาติ
           ต่างฝ่ายต่างสู­เสีย เกิดความระส่ำระสาย แล้วเกิดผลเสียหายร่วมกัน ซึ่งกระทบต่อทั้งสองฝ่าย 
                 ตอนนี้จะขึ้นยุคใหม่เป็นยุคที่ ๔ จะต้องเปลี่ยนใหม่ ไม่ใช่หวนหลังกลับไปหาเก่าทั้งหมด แต่เป็นการปรับให้พอดี คือ รู้
           จักจัดตนเองและธรรมชาติให้ประสานกลมกลืนและเกื้อกูลต่อกัน ซึ่งมนุษย์สมัยปัจจุบันมี ความสามารถที่จะทำได้มาก
           เพราะว่ามนุษย์ได้มีความรู้ เข้าใจธรรมชาติมากขึ้นด้วยความเจริ­ทางวิทยาศาสตร์ ส่วนการปฏิบัติให้ถูกต้องก็คือการนำพุทธ
           ธรรมมาใช้นั่นเอง และนี่ก็เป็นจุดหนึ่ง ที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาบรรจบกับพุทธธรรม 
                 ๓. สร้างสรรค์ พัฒนา และใช้เทคโนโลยี เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือพัฒนาศักยภาพของคน หรือเพื่อสร้างเสริม
           โอกาสในการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือพัฒนาศักยภาพ เช่นนั้น ไม่ผลิต พัฒนา หรือใช้เทคโนโลยี เพื่อสนองความเห็นแก่ ตัว
           และการเบียดเบียนทำลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำลายมนุษย์ด้วยกัน ทำลายสังคม หรือทำลายธรรมชาติแวดล้อมก็ตาม ไม่มุ่ง สนองโลภะ
           โทสะ โมหะ หรือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ ไม่ส่งเสริมให้เกิดความลุ่มหลงมัวเมาที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นทาสของ วัตถุ
           ตลอดจนเป็นทาสของเทคโนโลยีเอง แต่ให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องส่งเสริมเอื้ออำนวย ในการที่มนุษย์จะเข้าถึงสันติสุข และอิ สรภาพ
           รวมทั้งดำรงรักษาความเป็นอิสระจากเทคโนโลยีนั้นเอง ไว้ได้โดยตลอดด้วย 
                 ที่จริงนั้น ไม่ว่ามนุษย์จะเจริ­ด้วยเทคโนโลยีมากเพียงไร แม้จะเอาชนะพยายามพิชิตธรรมชาติอย่างไรก็ตาม ก็หนี
           ความต้องการธรรมชาติไปไม่พ้น เพราะองค์ประกอบทั้ง ๓ อย่าง คือ มนุษย์ ธรรมชาติ สังคมนั้น เป็นองค์ประกอบที่มีชีวิต มี
           ฐานที่โยงถึงกัน ซึ่งดึงดูดกันอยู่เป็นธรรมดา และมนุษย์นี้ต้องการความมีชีวิตชีวา ซึ่งเทคโนโลยีไม่สามารถให้ได้โดยสมบูรณ์
           แม้ว่าเทคโนโลยีจะเจริ­พัฒนาไปมากมาย มนุษย์อาจจะตื่นเต้นไปกับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ๆ จนหลงลืมตัว ลืมเพื่อน สนิท
           มิตรร่วมตายสหายเก่า เพราะมัวสนุกสนานกับเทคโนโลยีนั้น ทำให้ลืมไปชั่วคราว ไม่นึกถึงธรรมชาติ ไม่นึกถึงสังคม ไม่นึก
           ถึงมนุษย์ด้วยกัน เห็นแก่ตัว แต่ไม่เห็นแก่ชีวิตของตน 
                 ความตื่นเต้นเตลิดไป และความมัวเมาจากการที่ได้สนองตัณหา สนองมานะ สนองความรู้สึกอวดโก้ มีความหรูหรา ฟุ้งเฟ้อ
           อะไรต่างๆ เหล่านี้ เป็นความรู้สึกที่ทำให้เราเพลิดเพลินไปได้ชั่วคราว เมื่อใดความรู้สึกตื่นเต้นฟู่ฟ่านี้จางหายหมดไป
           มนุษย์ก็จะรู้สึกว่าเทคโนโลยีนั้นเป็นของที่แห้งแล้ง จืดชืด ไม่มีชีวิตชีวา แม้คนจะเจริ­ด้วยเทคโนโลยี มีคอมพิวเตอร์ อะไรต่างๆ มากมาย
           แต่ก็หนีธรรมชาติไม่พ้น ในเวลาหนึ่งเขาจะต้องการความมีชีวิตชีวา จะต้องนึกถึงธรรมชาติ และจะต้องนึกถึงมนุษย์ ด้วยกัน 
                 แม้ว่าเทคโนโลยีจะช่วยสื่อสารให้คนพูดกันได้เห็นกันได้ทางโทรศัพท์ ติดต่อกันได้ทางคอมพิวเตอร์ สื่อสารกันได้รวด เร็ว
           รู้สึกตื่นเต้นสนุกไปชั่วคราว แต่ในที่สุด มนุษย์ก็ต้องอยากพบตัวจริงกันอยู่นั่นแหละ การมาพบปะกัน มาคุยกันต่อหน้าต่อ
           ตาและพร้อมหน้าพร้อมตา ย่อมให้ความรู้สึกเต็มอิ่มเต็มจิตเต็มใจ ดีกว่าจะใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นเป็นเครื่องติดต่อ (ในทางตรง ข้าม
           บางคนถ้าพบกันจะทำให้เสียความมีชีวิตชีวา ก็เลยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสารเพื่อจะได้หลีกเลี่ยงการพบปะ ตัวกัน
           จะได้ไม่สู­เสียความมีชีวิตชีวา) เพราะฉะนั้น ในขั้นสุดท้าย มนุษย์จะหนีธรรมชาติ หนีสังคม และหนีชีวิตที่แท้จริงของ ตนเองไปไม่พ้น
           จึงเป็นอันว่า จะต้องคำนึงอยู่ตลอดเวลาถึงองค์ประกอบ ๓ ประการนี้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบ พื้นฐานของความ เป็นมนุษย์เลยทีเดียว 
                 อนึ่ง ควรจะพูดย้ำไว้ว่า เทคโนโลยีไม่ว่าจะเจริ­ ก้าวหน้ามากเท่าใด ก็เป็นเพียงส่วนเสริมหรือเป็นตัวการพิเศษใน
           ระบบการดำรงอยู่ของมนุษย์ โดยที่มันเป็นเครื่องมือขยายวิสัยแห่งอินทรีย์ของมนุษย์ ทำให้มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างมีประ
           สิทธิภาพมากขึ้นในกระบวนการแห่งเหตุปัจจัย เป็น ปัจจัยข้างฝ่ายมนุษย์ที่เกิดเพิ่มเข้ามาในกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยนั้น เพื่อ
           สนองความประสงค์ของมนุษย์เอง ข้อพิเศษอยู่ที่ว่า แม้ว่ามันจะเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งในกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยนั้น แต่มันก็
           เป็นปัจจัยที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมนุษย์ใช้จัดสรรปัจจัยอื่นๆ เพื่อผันหรือผลักดันกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยให้ดำเนินไปตามที่
           มนุษย์ต้องการ 
                 ถึงแม้จะพูดกันถึงขั้นที่ว่า มนุษย์สามารถใช้เทคโนโลยีชั้นสูงสร้างชีวิตพันธุ์ใหม่ขึ้นมาได้ แต่แท้ที่จริงมนุษย์และ
           เทคโนโลยีก็หาได้สร้างชีวิตขึ้นมาไม่ มนุษย์ทำได้เพียงแค่ใช้เทคโนโลยีเป็นปัจจัยจัดสรรผลักดันองค์ประกอบและเหตุปัจจัยของ
           ชีวิตที่มีอยู่ในธรรมชาติให้ปรากฏผลออกมาอย่างนั้นเท่านั้น เทคโนโลยีถ้าไม่เป็นปัจจัยแปลกปลอม ก็เป็นเพียงปัจจัยเสริมเติม เท่านั้น
           มันไม่ใช่ชีวิต และไม่สามารถแทนชีวิตได้ ปั­หาสำคั­ อยู่ที่ว่า เราจะใช้มันในทางที่เกื้อหนุนชีวิต หรือในทางที่จะเบียด เบียนทำลายชีวิต 
                 เรื่องมนุษย์กับธรรมชาติและสังคมนี้ จะเห็นได้ว่า ในพระพุทธศาสนาท่านคำนึงอยู่ตลอดเวลา พระสงฆ์นั้นจะต้องไม่
           ห่างจากธรรมชาติ วิถีชีวิต การปฏิบัติบำเพ็­ต่างๆ ก็สนับสนุนให้ไปใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ ไปอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ส่วนใน
           ด้านสังคม แม้พระพุทธศาสนาจะไม่ส่งเสริมความติดพัน ไม่สรรเสริ­การคลุกคลี และแนะนำให้พระสงฆ์อยู่อย่างสงบในที่สงัด
           แต่แม้ในกรณีอย่างนั้น คือ แม้แต่พระสงฆ์ที่ต้องการวิเวก ท่านก็ไม่ให้ตัดขาดจากสังคม พระต้องเข้ามาหาชาวบ้านเพื่อรับ
           อาหารและให้ธรรม 
                 แม้ในสังคมของพระสงฆ์เองก็มีวินัยบังคับว่า พระภิกษุจะต้องมีการประชุมกัน ต้องมาพบปะกันอย่างน้อย ๑๕ วัน ครั้งหนึ่ง
           มาทำสังฆกรรม ทำอุโบสถ พระสงฆ์ตามหลักธรรมวินัย มีชีวิตแบบอยู่ร่วมกันอย่างน้อยก็เป็นชุมชนเล็กๆ ต้องเรียนรู้
           และฝึกฝนที่จะปฏิบัติต่อกันในทางสังคม ให้อยู่กันอย่างเรียบร้อยด้วยดี เกื้อกูลกัน พร้อมเพรียงกัน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว กัน
           ดำรงธรรมได้ และเป็นหลักใจของประชาชน ตามหลักสาราณียธรรม ๖ และอปริหานิยธรรม ๗ พระสงฆ์จึงไม่สามารถแยก
           ตัวตัดขาดจากสังคม 
                 การเป็นสมาชิกของสงฆ์ก็คือการอยู่ร่วมในสังคมนั้นเอง แม้แต่เป็นอริยบุคคลแล้วก็ร่วมอยู่ในอริยสงฆ์ สงฆ์ก็คือหมู่ หรือชุมชน
           ผู้ที่บรรลุธรรมชั้นสูงเป็นอริยบุคคลก็มีความรู้สึกว่าท่านมีส่วนร่วมอยู่ในสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นพระโสดาบัน พระ สกทาคามี พระอนาคามี
           หรือพระอรหันต์ แต่ละท่านก็มีส่วนร่วมอยู่ในสงฆ์ทั้งหมด ไม่ได้หนีสังคม 
                 เป็นอันว่า องค์ประกอบ ๓ ประการนี้ เป็นสิ่งที่ต้องประสาน กลมกลืนไปด้วยกัน ถ้าจะมีและใช้เทคโนโลยี ก็ต้องให้
           เทคโนโลยีนั้นส่งเสริมหลักการที่กล่าวมานี้ และนี้ก็เป็นข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีอีกอย่างหนึ่ง 
                 เมื่อพูดถึงความประสานกลมกลืน มีเรื่องที่ควรทำความเข้าใจกันเล็กน้อย ความประสานกลมกลืนนั้นตรงข้ามกับ ความขัดแย้ง
           และความเหลื่อมล้ำลักลั่นแทรกแซง เมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเจริ­งอกงามขึ้นนั้น บางทีก็ต้องมีอาการขัดแย้งและความ
           เหลื่อมล้ำลักลั่นแทรกแซงเกิดขึ้นภายในตัวก่อน ในกรณีเช่นนี้ ถ้ามีแต่ความประสานกลมกลืนกันอยู่ ความเจริ­งอกงามก็ไม่ เกิดขึ้น
           ความขัดแย้งเหลื่อมล้ำลักลั่นแทรกแซงจึงอาจจะเป็นอาการอย่างหนึ่งของความเจริ­งอกงาม 
                 อย่างไรก็ตาม จะต้องไม่หลงเข้าใจผิด แล้วไม่เห็นความสำคั­ของความประสานกลมกลืนในกระบวนการแห่งความ
           เจริ­งอกงาม จะต้องเข้าใจว่า เมื่อมีความขัดแย้งเหลื่อมล้ำลักลั่นแทรกแซงกันเกิดขึ้นนั้น ถ้าสิ่งนั้นจะเจริ­งอกงามต่อไป
           ความขัดแย้งลักลั่นนั้นก็เป็นอาการที่แสดงว่า มีเหตุปัจจัยบางอย่างซึ่งทำให้สิ่งนั้นต้องทำการปรับตัวใหม่ ความข้ดแย้งลักลั่น
           นั้นเป็นอาการของการปรับตัวที่กำลังดำเนินไปอยู่ เมื่อปรับตัวใหม่ได้แล้ว สิ่งนั้นก็ก้าวเข้าสู่ความเจริ­ขั้นต่อไป การปรับตัวได้ก็
           คือการที่สิ่งนั้นคืนเข้าสู่ภาวะประสานกลมกลืนใหม่อีกครั้งหนึ่ง 
                 ความขัดแย้งลักลั่นนั้น เป็นอาการของความเคลื่อนคลาดออกจากดุลยภาพ และพร้อมกันนั้นก็เป็นการดิ้นรนเพื่อเข้า
           สู่ดุลยภาพใหม่ คือความประสานกลมกลืนอีกครั้งหนึ่ง ความประสานกลมกลืนจึงเป็นจุดหมายของความลักลั่นขัดแย้ง และทั้ง
           เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความสำเร็จในการปรับตัวใหม่ได้ ที่ทำให้ความลักลั่นขัดแย้งสิ้นสุดลง ความประสานกลมกลืนเป็นภาวะ
           แห่งดุลยภาพเดิมก่อนที่จะเกิดความลักลั่นขัดแย้ง และเป็นภาวะแห่งดุลยภาพใหม่ที่เป็นจุดหมายของความลักลั่นขัดแย้งที่เกิด ขึ้น
           เช่นเดียวกับความสงบหรือสันติ เป็นภาวะแห่งดุลยภาพเดิมก่อนที่จะเกิดความดิ้นรนปั่นป่วนหวั่นไหว และก็เป็นจุดหมาย
           ปลายทางของความดิ้นรนปั่นป่วนหวั่นไหว และแม้แต่ระส่ำระสายที่เกิดขึ้น เพราะการที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งดิ้นรนหวั่นไหวก็เพื่อเข้าไป
           หาภาวะสงบนิ่งหรือสันตินั่นเอง 
                 ฉะนั้น ความลักลั่นขัดแย้งที่ยอมรับได้ก็คือ ความลักลั่นขัดแย้งในกระบวนการปรับตัว ที่กำลังดำเนินเข้าสู่ความ
           ประสานกลมกลืนหรือ ดุลยภาพใหม่ โดยเฉพาะความลักลั่นขัดแย้งที่ดำเนินไปภายในการควบคุมดูแลของปั­­า ที่กำลังนำ
           ทางมันเข้าสู่ความประสานกลมกลืนได้อย่างชา­ฉลาด ซึ่งจะเป็นขั้นตอนของความเจริ­งอกงามอย่างแท้จริง แต่ถ้าความลัก
           ลั่นขัดแย้งเหลื่อมล้ำแทรกแซงนั้น เป็นเพียงความเคลื่อนคลาดออกจากดุลยภาพ แล้วดำเนินไปอย่างเปะปะ สับสนเลื่อนลอย
           ไม่เข้าในทางแห่งการปรับตัวสู่ความประสานกลมกลืน ที่เป็นดุลยภาพใหม่ และไม่เป็นไปโดยการนำทางของปั­­า ความลัก
           ลั่นขัดแย้งนั้นก็จะเป็นเพียงอาการ หรือขั้นตอนของความพินาศแตกสลาย หาใช่เป็นความเจริ­งอกงามอย่างใดไม่ 
                 ดังนั้น จึงต้องกล่าวถึงความประสานกลมกลืนยืนเป็นหลักของความเจริ­งอกงาม แต่เป็นความประสานกลมกลืนที่
           เคลื่อนไหวปรับตัว ไม่ใช่ความกลมกลืนอยู่นิ่งๆ ตายๆ ความประสานกลมกลืนนี้ เป็นดุลยภาพภายในกระบวนการ คู่กับสันติ
           หรือความสงบ ซึ่งเป็นดุลยภาพที่ปรากฏภายนอก หรือเป็นดุลยภาพในที่สุดคือเมื่อจบกระบวนการ 
                 อนึ่ง บางครั้ง แม้ว่าความลักลั่นขัดแย้งจะยังไม่เกิดขึ้น ปั­­าที่ชา­ฉลาดอาจริเริ่มทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นใน
           สิ่งทั้งหลายเอง โดยจัด สรรปัจจัยต่างๆ ทั้งที่มีอยู่เดิมและที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ให้ปรับตัวเข้าด้วยกัน และดำเนินต่อไปอย่าง
           ประสานกลมกลืนตั้งแต่ต้นจนตลอด โดยไม่ปรากฏความลักลั่นขัดแย้งออกมาเลย ถ้าอย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นความเจริ­งอกงาม
           อย่างประสานกลมกลืน หรือเป็นการพัฒนาอย่างมีบูรณาการ ซึ่งทำให้มีสมดุลสืบเนื่องอยู่ได้ตลอดเวลา
           พิชิตธรรมชาติ หรือผิดธรรมชาติ
                 ขอก้าวสู่ข้อต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เนื่องจากประเด็นที่พูดมาเมื่อกี้ กล่าวคือ เทคโนโลยีที่พัฒนามาในยุคอุตสาหกรรมนั้น
           ในเมื่อมันมุ่งจะเอาชนะธรรมชาติ พิชิตธรรมชาติ ตลอดจนกระทั่งทำลายธรรมชาติ มันก็มีลักษณะที่ทำให้คนแยกตัวจากธรรม ชาติ
           เทคโนโลยีอย่างนี้จะมีลักษณะที่ทำให้เกิดสิ่งแปลกปลอม แปลกหน้าขึ้นมา แล้วก็จะทำให้เสียดุลยภาพในระบบความเป็น อยู่ของมนุษย์
           และกลายเป็นโทษต่อมนุษย์เอง 
                 อะไรเป็นสิ่งแปลกปลอม แปลกหน้า และเกินพอดีจากเทคโนโลยีเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น เราพยายามสร้างเทคโนโลยี
           ขึ้นมาเพื่อช่วยให้มนุษย์มีความสุขมากขึ้น แม้แต่อาหารการกิน เราก็ต้องการให้มีรสอร่อยน่ากินมากยิ่งขึ้น เราจึงใช้สารเคมีปรุง
           แต่งสีสันและรสของอาหารจนผิดธรรมชาติ ซึ่งเป็นการเอาชนะธรรมชาติอย่างหนึ่ง และก็ทำให้เอร็ดอร่อยกินได้มาก แต่เสร็จ
           แล้วเป็นอย่างไร ก็เป็นอันตราย ตอนแรกที่ใช้ก็ลุ่มหลงกันไป ตื่นเต้น นิยมกันให­่ แต่ต่อมา พอรู้ตัวขึ้น ปรากฏว่าสารเคมีที่เจือ
           ปนปรุงแต่งรสสีอาหารเป็นอันตราย ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง โรคข้ออักเสบ เป็นต้น ตลอดจนกระทั่งว่า ทั้งๆ ที่กินมาก แต่กลายเป็น
           โรคขาดอาหาร เพราะอาหารที่กินนั้น ไม่มีคุณค่าทางอาหารที่แท้จริงตามธรรมชาติ คือเป็นอาหารแต่ชื่อ ไม่ใช่เป็นอาหารใน
           ความหมายที่แท้จริง จะเรียกว่าเป็นอาหารเทียมก็ได้ 
                 อีกตัวอย่างหนึ่ง เราใช้เทคโนโลยีในการปรุงแต่งแสงสีและเสียงให้ปลุกเร้าอารมณ์อย่างรุนแรง โดยคิดว่ามนุษย์จะมี
           ความสุขมากขึ้น เช่นในดิสโก้เธค (discotheque) มีการใช้ระบบปรุงแต่งแสง สี เสียง จนเกินธรรมชาติเป็นอย่างมาก แล้วเป็น อย่างไร
           ก็สนุกมาก แต่ต่อมาเป็นอย่างไร ปรากฏว่าคนจำนวนมากที่ไปเที่ยวดิสโก้เธคเป็นประจำ เป็นโรคหูหนวก ตาบอด ตั้ง แต่ยังหนุ่มยังสาว
           ทั้งๆ ที่ว่าสมัยก่อนนี้โดยมากก็อยู่กันไปจนแก่หน่อยจึงจะหูหนวกตาบอด หรือหูหนักหูตึง ตาฝ้าตาฟาง เพราะ ว่าใช้งานมามาก
           นี่ก็เป็นการปรุงแต่งที่ว่าเอาชนะธรรมชาติ ซึ่งบางทีก็มีความหมายเท่ากับผิดธรรมชาติ คือ ถ้าไม่เบียดเบียน ทำลายธรรมชาติข้างนอก
           ตัวคนก็ผิดแปลกไปจากธรรมชาติของตนเอง หรือทำลายทั้งสองอย่างพร้อมไปด้วยกัน 
                 ข้อสังเกตต่อไป เทคโนโลยีแบบที่ว่านี้ เขาสร้างและพัฒนาให้ปลุกเร้าประสาทสัมผัสอย่างรุนแรง ให้เกิดความต้องการ
           ทางอารมณ์อย่าง รุนแรง และสนองความต้องการที่จะเสพอารมณ์อย่างรุนแรง เพื่อให้ได้ความสุขอย่างรุนแรง ผลที่เกิดขึ้นอีก
           อย่างหนึ่งก็คือ ขีดระดับของการที่จะเกิดความพอใจของคนเลื่อนสูงขึ้นไป ทำให้กลายเป็นคนที่มีความสุขยากขึ้นตามลำดับ 
                 ขอยกตัวอย่างเช่น สมัยหนึ่งเราเคยมีเครื่องเสียง อาจจะเป็นวิทยุที่เป็นชั้นสามั­ ฟังเพลง ฟังดนตรีก็รู้สึกว่าไพเราะ
           เป็นที่สบายเพลิดเพลินดี แต่ต่อมาคนคนเดียวกันนั้น ไปได้เครื่องเสียงที่มีคุณภาพสูงขึ้น เป็นเทคโนโลยี ระดับสูง ฟังกระหึ่ม
           ละเอียดอ่อนนิ่มนวลมากขึ้น ก็รู้สึกว่ามีความสุขมากขึ้น พอคุ้นกับเครื่องเสียงที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้นอันนี้แล้ว หันกลับไปฟังเครื่อง
           เสียงอันเก่าที่มีเทคโนโลยีระดับสามั­ กลายเป็นไม่เพราะเสียแล้ว บางทีกลายเป็นรำคา­เสียด้วยซ้ำ ต้องฟังเครื่องขนาดนี้ที่มี
           เทคโนโลยีสูงจึงจะมีความสุขได้ 
                 ทีนี้ต่อไป เกิดไปได้เครื่องเสียงที่มีเทคโนโลยีสูงกว่านั้นขึ้นไปอีก ความสุขที่จะสนองความต้องการได้ก็เลื่อนขึ้นไปอีก ระดับหนึ่ง
           เครื่องเสียงระดับต่ำกว่านั้นลงมา สองอันเก่ากลายเป็นไม่น่าฟัง ไม่ไพเราะเสียแล้ว แทนที่ว่า เขาจะมีขอบเขตที่จะได้ ความสุขมากขึ้น
           กลับกลายเป็นว่าแดนของความสุขจำกัดแคบลงมา และตัวเขาเองก็มีความสุขยากขึ้น กลายเป็นคนที่มีความ สุขได้ยาก
           แล้วก็มีความรำคา­ง่ายขึ้น กลายเป็นว่ามีทุกข์ง่ายขึ้นและมากขึ้น ขอบเขตของความทุกข์ขยายกว้างขวางขึ้นความ
           สุขเสียพื้นที่ให้แก่ความทุกข์ หรือความทุกข์ขยายขอบเขตออกมา กินเนื้อที่ของความสุขไปได้มากขึ้น พูดอีกอย่างหนึ่งว่า ศักย
           ภาพที่จะเป็นทุกข์ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น 
                 เพราะฉะนั้น เทคโนโลยีแบบนี้พัฒนาขึ้นไปมากเท่าไร ขอบเขตที่คนจะมีความทุกข์ก็มากขึ้น ขอบเขตที่เป็นสุขก็น้อย ลง
           เพราะขีดที่จะมีความสุขเลื่อนสูงขึ้นไปเรื่อย คนก็ถอยลงมาไม่ได้ 
                 ฉะนั้น ถ้าไม่รู้จักวางตัววางใจวางท่าทีให้ถูกต้องแล้ว คนในยุคเทคโนโลยีจะมีปั­หาอันนี้มากขึ้น คือขีดระดับที่จะมี
           ความสุขเลื่อนสูงขึ้นไป และกลายเป็นคนที่มีความสุขยากขึ้น และพร้อมกับที่มีความสุขยากขึ้นนั้น ในทางตรงข้าม ก็กลายเป็น
           คนที่มีความทุกข์ได้ง่ายขึ้นด้วย อย่างที่บอกเมื่อกี้ เทคโนโลยีที่เคยช่วยให้เขามีความสุขได้ คือ เครื่องเสียงที่เคย ฟังไพเราะใน สมัยก่อน
           เดี๋ยวนี้ฟังแล้วรำคา­ เขาจะมีความทุกข์มากขึ้น หรือเพิ่มศักยภาพที่จะมีความทุกข์ เพราะเมื่อต้องเจอเทคโนโลยีที่ ต่ำกว่านั้น
           หรือไม่มีเทคโนโลยีเลย เขาก็จะเป็นสุขไม่ได้ ฉะนั้น คนในยุคนี้จะเป็นคนที่มีลักษณะเบื่อง่าย เหงา ว้าเหว่ เศร้าซึมได้ ง่าย
           เพราะหาความสุขได้ยากขึ้นทุกที ขีดที่จะเป็นสุขได้เลื่อนสูงขึ้นไปทุกที และขอบเขตที่จะมีความสุขก็แคบลงไปทุกที ใน
           ระดับหนึ่งสิ่งที่จะเป็นไปได้มากก็คือ จะเป็นคนที่อยู่โดยปราศจากเทคโนโลยีไม่ได้ ถ้าไม่มีเทคโนโลยีแล้ว จะไม่มีความสุข อยู่
           ตามธรรมชาติไม่ได้ สภาพที่ว่ามานี้เป็นคำอธิบายว่า 
                 ประการแรก ทำไมคนปัจจุบันที่มีเทคโนโลยี มีเครื่องอำนวย ความสะดวกสบายทุกอย่าง จึงไม่จำเป็นต้องมีความสุข
           มากกว่าคนในสมัยโบราณ แม้แต่ในยุคเกษตรกรรมที่มีวัตถุบริโภคน้อย ถ้าคนมีเทคโนโลยี จึงจะเป็นสุข ก็แสดงว่าคนสมัยก่อน
           ไม่มีสิทธิที่จะเป็นสุข แต่ตามความเป็นจริง คนสมัยก่อนมากมายก็มีความสุขได้ และก็อาจจะมีความสุขไม่น้อยกว่าคนในยุคนี้
           โดยเฉพาะตามหลักที่ว่า เทคโนโลยีเลื่อนขีดระดับของการมีความสุขได้ขึ้นไป ทำให้คนมีความสุขยากขึ้น นี้ก็เป็นข้อไขที่อธิบาย เรื่องนี้ว่า
           ทำไมคนสมัยนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีความสุขมากกว่าคนสมัยโบราณ หรือในสมัยเดียวกันนี้ คนที่มีเทคโนโลยีมาก ก็ไม่
           จำเป็นต้องหมายความว่าจะมีความสุขมากกว่าคนในยุคเดียวกัน ที่มีวัตถุบริโภคน้อยกว่า หรือไม่มีเทคโนโลยี บางคนอยู่ในป่า ในเขา
           ก็อาจจะมีความสุขได้เหมือนกัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ 
                 ประการที่สอง เป็นเครื่องอธิบายว่า ทำไมคนในประเทศที่เจริ­แล้ว พัฒนาแล้ว พอเทคโนโลยีเจริ­มากขึ้น กลับมี
           ปั­หาทางจิตใจมากขึ้น ฆ่าตัวตายมากขึ้น แต่คนในประเทศด้อยพัฒนา ยากจน ขาดแคลน ไม่มีเทคโนโลยีหรือเทคโนโลยีน้อย
           กลับไม่มีปั­หาโรคจิต แล้วทั้งๆ ที่น่าจะเป็นทุกข์มาก แต่ไม่มีใครฆ่าตัวตาย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสังเกต 
                 ขอยกตัวอย่าง ๒ ประเทศ อเมริกากับเม็กซิโก อยู่ติดกัน อเมริกาอยู่เหนือขึ้นไป เม็กซิโกอยู่ใต้ลงมา เขตแดนติดกัน
           สองประเทศนี้ต่างกันมากโดยระดับความเจริ­ อเมริกามีเทคโนโลยีมาก เจริ­สูงกว่า เป็นประเทศมั่งคั่งร่ำรวย เม็กซิโกเป็น
           ประเทศที่ยากจนมาก ประเทศอเมริกามีสถิติคนฆ่าตัวตายแสนละ ๑๒.๕ คน เม็กซิโกมีสถิติคนฆ่าตัวตายแสนละ ๑.๗ คน ต่าง กัน- ๗ เท่า
           หมายความว่า เม็กซิโกที่ยากจนนั้นมีคนฆ่าตัวตายน้อยกว่าอเมริกาที่ร่ำรวย ๗ เท่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ประเทศที่
           เจริ­พัฒนาแล้วมีเทคโนโลยีสูง คนฆ่าตัวตายมาก มีความทุกข์มาก มีโรคจิตมาก 
                 ผลใกล้ชิดของการใช้เทคโนโลยีแบบนี้ ที่มองเห็นง่ายๆ ไม่ต้องอธิบายลึกซึ้งก็คือ การที่จะต้องทะยานดิ้นรนแสวงหา
           เทคโนโลยีที่สูงยิ่งขึ้นไป เพื่อสนองความต้องการที่มีความสุขยากนั้น ซึ่งพร้อมกันนั้น ก็หมายถึงการใช้จ่ายเงินทองมากขึ้น เป็น
           ความสู­เสียทางเศรษฐกิจ ทำความเดือดร้อนแก่ตนเอง และอาจหมายถึงการเบียดเบียนกันที่เพิ่มขึ้นในสังคมอีกด้วย 
                 เมื่อพูดในเชิงเปรียบเทียบ คนสมัยก่อนมีเทคโนโลยีน้อย ไม่ค่อยมีเครื่องบำรุงบำเรออำนวยความสะดวกสบาย เท่า
           กับว่ามีโอกาสในการที่จะมีความสุขน้อยกว่าคนสมัยปัจจุบัน แต่การที่เขาขาดแคลนเครื่องอำนวยความสะดวกสบายนั้น ก็ทำ
           ให้คนสมัยก่อนต้องเพียรพยายามมากในการที่จะมีความสุข การที่ต้องเพียรพยายามต่อสู้ดิ้นรนอดทนมาก ในการสร้างความ สุข
           ก็ทำให้เขามีภูมิต้านทานความทุกข์มากขึ้น และถ้าเขาประสบความสำเร็จ ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย บ้างแม้เพียง เล็กน้อย
           หรือแม้แต่มีความทุกข์ยากลำบากน้อยลงบ้าง เขาก็จะเกิดมีความสุขได้ทันที เรียกได้ว่า เขามีความพร้อมที่จะมีความ สุขได้ง่าย 
                 ส่วนคนสมัยปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีมาก มีเครื่องอำนวยความสะดวกสบายพรั่งพร้อมบริบูรณ์นั้นตรงกันข้าม ทั้งที่มี
           โอกาสที่จะมีความสุขมากกว่า แต่ถ้าเทคโนโลยีที่เคยมีเคยใช้ หรือเครื่องอำนวยความสะดวก สบายบางอย่างลดน้อยขาดหาย ไป
           ทั้งที่เทคโนโลยีเครื่องปรนเปรอที่เหลืออยู่ก็แสนจะมากมาย เขาก็ไม่สามารถมีความสุข แต่กลับเกิดความทุกข์ขึ้นมาอย่าง ง่ายดาย
           แทนที่จะเป็นคนซึ่งพร้อมที่จะมีความสุข ก็กลับมีความพร้อมที่จะเป็นทุกข์ และแทบจะไม่มีภูมิต้านทานความทุกข์เลย จึงเห็นได้ว่า
           คนสมัยก่อนมีโอกาสที่จะเป็นสุขน้อยกว่า แต่มีความพร้อมที่จะเป็นสุขมากกว่า ส่วนคนสมัยนี้มีโอกาสที่จะเป็นสุข มากกว่า
           แต่มีความพร้อมที่จะเป็นสุขน้อยกว่า 
                 แม้ถึงคนในยุคสมัยเดียวกันที่มีฐานะความเป็นอยู่ มีเทคโนโลยีมากน้อยแตกต่างกัน ก็เป็นเช่นที่ว่ามานี้เหมือนกัน
           โลกมนุษย์เป็นอย่างนี้ ชีวิตจิตใจของมนุษย์มีลักษณะเช่นนี้ ดังนั้น ทั้งที่ว่าโลกเจริ­ขึ้น เทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้นอย่างเหลือ เกิน
           ความทุกข์ก็จึงยังเป็นปั­หาที่รังควา­ชีวิตและสังคมของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าไม่ลดน้อยลงเลย เพียงแต่เปลี่ยน
           แปรรูปแบบต่างกันไปบ้างเท่านั้น 
                 ปั­หาอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรจะให้ความพร้อมที่จะมีความสุขไม่ลดน้อยลง ในขณะที่โอกาสที่จะมีความสุขเพิ่มมากขึ้น
           สิ่งที่จะปิดช่องว่างนี้ได้ก็มีแต่ภูมิธรรมในตัวคนเองเท่านั้น การพัฒนาคุณภาพสมรรถภาพพร้อมทั้งสุขภาพของจิตใจ พร้อมทั้ง
           พัฒนาปั­­าที่รู้เท่าทันโลกและชีวิตตามความเป็นจริง จะทำให้คนมีภูมิต้านทานความทุกข์ และสามารถพัฒนาความพร้อมที่ จะมีความสุข
           ขึ้นมาเป็นคุณสมบัติประจำตัว เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมากขึ้น ความพร้อมที่จะมีความสุขก็คงอยู่
           ควบคู่กับการเพิ่มขึ้นของโอกาสที่จะมีความสุข อย่างน้อยก็จะทำให้ สามารถดำรงรักษาความพร้อมที่จะมีความสุขไว้ได้ ไม่ให้
           ลดลงไปในขณะที่โอกาสที่จะมีความสุขเพิ่มมากยิ่งขึ้น และยิ่งกว่านั้นจะทำให้พร้อมที่จะมีความสุขได้ แม้แต่เมื่อโอกาสที่จะมี
           ความสุขลดน้อยลงหรือหดหายไป 
                 อีกเรื่องหนึ่ง ที่ควรพูดไว้ด้วย คือ เมื่อมนุษย์ทำการเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่งในธรรมชาติ มนุษย์มักจะมองดู
           หรือมองเห็นธรรมชาติเฉพาะส่วนนั้นที่ตนเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ แล้วก็พูดว่าเอาชนะธรรมชาติได้แล้ว แต่ความจริงสิ่งทั้งหลาย
           ในธรรมชาติอิงอาศัยสัมพันธ์โยงต่อๆ กันไป การเปลี่ยนแปลงของสิ่งหนึ่ง จึงมีผลกระทบส่งทอดไปยังสิ่งอื่นๆ โยงต่อๆ กันไป
           ทำให้สิ่งอื่นๆ ต้องปรับตัวเปลี่ยนไปตาม ดังนั้น ถ้ามนุษย์จะให้การเปลี่ยนแปลงเกิดผลดีแก่ตนอย่างแท้จริง เมื่อทำการเปลี่ยน
           แปลงสิ่งหนึ่ง แล้วก็จะต้องปรับเปลี่ยนธรรมชาติส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ให้ประสานกลมกลืนกันไปด้วย 
                 ถ้ามนุษย์ทำความเปลี่ยนแปลงแก่สิ่งหนึ่งแล้ว ไม่จัดสรรปรับเปลี่ยนสิ่งที่เนื่องกันให้ประสานกลมกลืนกัน สิ่งที่เกี่ยว
           เนื่องนั้นก็จะต้องเกิดการปรับเปลี่ยนตัวของมันเอง ถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปในทิศทางลักษณะอาการ และทันเวลาที่จะ เกื้อกูล
           หรือตรงกับความต้องการของมนุษย์ก็ดีไป แต่ถ้าสิ่งที่เกี่ยวเนื่องนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางโดยลักษณะอาการหรือ
           ไม่ทันเวลาที่จะเกื้อกูล หรือสนองความต้องการของมนุษย์ ผลร้ายก็จะเกิดขึ้นแก่มนุษย์ 
                 ปั­หาที่เกิดแก่มนุษย์จากเทคโนโลยีเป็นอันมาก เกิดจากสาเหตุนี้ คือการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเพียงจุดหนึ่งจุด เดียว
           โดยไม่ได้จัดสรร ปรับเปลี่ยนธรรมชาติส่วนอื่นที่อิงอาศัยสัมพันธ์กันอยู่ ให้ครบถ้วนหรือทั่วตลอด ปรับส่วนหนึ่ง แต่
           อีกส่วนหนึ่งไม่ได้ปรับตาม ก็เกิดความขัดแย้ง ระส่ำระสายกลายเป็นปั­หา 
                 ความขัดแย้ง ความระส่ำระสายวิปริตต่างๆ ในธรรมชาตินั้น ว่าที่จริงก็คือความดิ้นรนที่จะกลับเข้าสู่ดุลยภาพ เป็น ธรรมดาว่า
           ธรรมชาติเมื่อเคลื่อนคลาดออกจากดุลยภาพแล้ว ก็ย่อมดิ้นรนคือเคลื่อนไหวปรับตัวเพื่อเข้าสู่ความประสานกลม
           กลืนและความสงบที่เป็นดุลยภาพอีก ถ้ามนุษย์เปลี่ยนแปลงสิ่งหนึ่งแล้ว ไม่ปรับเปลี่ยนสิ่งที่เกี่ยวข้องให้ประสานกลมกลืนกัน ก็
           เท่ากับว่ามนุษย์ทำให้ธรรมชาติสู­เสียดุลยภาพ เมื่อมนุษย์ไม่จัดสรรปรับเปลี่ยนองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องให้ทั่วถึง องค์
           ประกอบเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับตัวของมันเอง ถ้าการปรับเปลี่ยนนั้นทันเวลาหรือดำเนินไปในทิศทาง และอาการที่
           เกื้อกูลแก่มนุษย์ ก็ดีไป ดังที่ว่ามาแล้ว แต่ถ้าไม่เป็นไปอย่างนั้น ก็อาจจะเกิดสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า เป็นความวิปริตต่างๆ ตลอดจน ความพินาศ 
                 แท้จริงแล้ว ความวิปริตทั้งหลายหรือแม้แต่ความพินาศ ก็เป็นเพียงอาการปรับตัวที่ธรรมชาติจะกลับเข้าสู่ดุลยภาพ ใหม่
           หรือดุลยภาพในขอบเขตที่กว้างขวางออกไป สำหรับมนุษย์มันอาจจะเป็นความพินาศ แต่สำหรับธรรมชาติมันคือความคืน สู่สมดุล
           ถึงแม้มนุษย์จะอวดอ้างว่าตนพิชิตธรรมชาติได้แล้ว แต่เมื่อมองในวงกว้าง แท้จริงแล้ว ในขั้นสุดท้าย เท่าที่เป็นมาจนถึง ปัจจุบันขณะนี้
           ผู้ชนะที่แท้จริง ก็คือธรรมชาติ ธรรมชาติยังเป็นผู้พิชิตสูงสุดอยู่ดังเดิม 

           การพัฒนาคน เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นคุณ
                 ที่ว่ามานี้ เป็นเรื่องของเทคโนโลยีด้านหนึ่งที่เราจะต้องรู้เข้าใจ ส่วนสิ่งที่เราจะต้องทำในเบื้องแรกคือ ท่าทีของการ
           ปฏิบัติมีอะไรบ้าง ด้านหนึ่งก็คือการรู้จักพึ่งตัวเอง จะต้องพร้อมที่จะเป็นอยู่ได้โดยไม่ต้องมีเทคโนโลยี และถ้ามีเทคโนโลยี ก็ให้
           เทคโนโลยีนั้นเป็นเครื่องเสริมความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น หมายความว่า ถ้าคนในสังคมที่เทคโนโลยีเจริ­แล้วกลับกลายเป็นว่าชีวิต
           ต้องขึ้นกับเทคโนโลยี ก็จะมีลักษณะเป็นทาสเทคโนโลยีใน ๒ ประการ คือขาดเทคโนโลยีแล้วไม่มีความสุข และขาดเทคโนโลยี
           แล้วทำงานไม่ได้ แต่ก่อนนี้อยู่ได้โดยไม่ต้องมีเทคโนโลยี แต่เมื่อมีแล้วกลับกลายเป็นคนที่หมดอิสรภาพไป นี้เป็นท่าทีที่ผิด 
                 ฉะนั้น จะต้องวางท่าทีใหม่ ให้เทคโนโลยีไม่เกิดโทษ คือ ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีหรือไม่ก็ตาม เราก็สามารถมีความสุขได้
           ในระดับหนึ่ง และทำงานได้ด้วย แต่เมื่อมีเทคโนโลยีแล้ว ก็มีความสุขได้มากขึ้น แล้วก็ทำงานได้มากขึ้น ถ้าอย่างนี้ก็เป็นส่วนที่
           เสริมให้ดีขึ้น 
                 ปั­หาจากเทคโนโลยีที่ว่ามานี้ เกิดขึ้นตามหลักสำคั­ ๖ อย่าง คือ 
                 ๑. การสนองคุณค่าเทียม กล่าวคือ เทคโนโลยีที่ใช้ในลักษณะที่กล่าวมาว่า เป็นเครื่องปรุงแต่งปลุกเร้าความต้องการ
           ให้เกิดความสุขอย่างรุนแรงนี้ เป็นไปในด้านสนองความต้องการคุณค่าเทียม เช่น ความเอร็ด อร่อย ความตื่นเต้น ความรู้สึกโก้ เก๋
           ความเลื่อนไหลไปตามกระแสค่านิยมในสังคม คุณค่าเทียมนี้ไม่ว่าจะทำการสนองความต้องการมากเท่าไร ก็ไม่อาจให้เพียง พอได้
           ตามหลักที่ว่า ตัณหานั้นไม่มีเต็ม ท่านบอกว่า นตฺถิ ตณฺหาสมา นที แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี แม่น้ำยังเต็มได้ แต่ ตัณหาไม่รู้จักเต็ม 
                 ๒. ปั­หาจากการเสียสมดุล หรือเกินพอดี กล่าวคือ ในเมื่อเทคโนโลยีนี้มาปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึก ทำให้เกิดความ
           ต้องการอย่างรุนแรง แล้วก็สนองความต้องการอย่างรุนแรง เพื่อให้มีรสชาติเต็มที่ เกิดความสุขอย่างสุดขีด และสุดขีดที่
           ประสาทสัมผัสจะรับได้ เกินขอบเขตปกติหรือความพอดีที่ระบบสรีระเตรียมไว้รับตามธรรมชาติ ก็เกิดความเสียสมดุล ในระบบ
           ชีวิตและแม้กระทั่งในระบบร่างกาย จึงเกิดปั­หาขึ้น นี้เป็นตัวอย่างความเสียสมดุลในวงแคบ ส่วนในวงกว้างออกไป จุดที่เป็น
           ปั­หามากในปัจจุบัน คือการใช้เทคโนโลยีที่ทำให้เกิดความเสียสมดุลในระบบนิเวศ และกว้างออกไปอีก คือในระบบความ
           ดำรงอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ธรรมชาติ และสังคม โดยเฉพาะที่เด่นมากคือปั­หาสภาพแวดล้อมเสีย 
                 ๓. มิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด หรือความไม่เข้าใจตามเป็นจริง ไม่มองสิ่งทั้งหลายตามสภาพของมัน วางใจต่อสิ่งทั้ง
           หลายไม่ถูกต้อง รวมทั้งวางใจต่อชีวิตของตัวเองไม่ถูกต้อง และวางใจแม้ต่อเทคโนโลยีนั้นไม่ถูกต้อง ว่ามันเป็นเพียงสิ่งที่เข้ามา ช่วยเสริม
           อย่าให้ชีวิตของเราไปเป็นทาสต้องขึ้นต่อมัน เมื่อวางท่าทีผิดเข้าใจผิด โทษก็เกิดขึ้นทันที 
                 นอกจากนี้ ความหลงผิดที่ร้ายแรง ก็คือ ความคิดว่า ความสำเร็จความพรั่งพร้อมและความสุขของมนุษย์จะเกิดขึ้นได้
           ด้วยการเอาชนะพิชิตธรรมชาติ การมองธรรมชาติด้วยท่าทีของความเป็นศัตรูที่จะต้องปราบ แล้วนำไปสู่การเบียดเบียนทำลาย ธรรมชาติ
           กลายเป็นสาเหตุสำคั­ของความทุกข์ยากเดือดร้อนของมนุษย์ ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน 
                 ๔. การปล่อยตัวให้อ่อนแอลงไปตามความสะดวกสบาย ที่เกิดจากเทคโนโลยี โดยมัวเพลิดเพลิน สำเริงสำรา­ ขาด
           การฝึกตนให้เข้มแข็งอดทนมีภูมิต้านทานความทุกข์ มนุษย์ในยุคเทคโนโลยีนี้ถ้าขาดการฝึกฝนพัฒนาตนเสียแล้ว ก็มีโอกาส
           มากที่จะเป็นคนที่มีความสุขยาก และมีทุกข์ได้ง่ายอย่างที่ว่าเมื่อกี้ ฉะนั้น พร้อมกับความเจริ­แบบนี้ ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่
           มนุษย์จะต้องฝึกฝนตนเองให้มีสติ มีความยับยั้งชั่งใจ มีความหนักแน่นอดทน มีภูมิต้านทานต่อความทุกข์มากยิ่งขึ้น อย่า
           ปล่อยให้ความสะดวกสบายและอิทธิพลการปรนเปรอของเทคโนโลยีมาทำลายศักยภาพที่จะมีความสุขที่มีอยู่ในตัวเอง 
                 ๕. ความเสื่อมประสิทธิภาพแห่งอินทรีย์ของมนุษย์ เพราะมัวหวังพึ่งพาประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยี ซึ่งเป็น
           ปั­หาเกี่ยวกับคุณภาพของคน ที่สัมพันธ์โดยตรงกับการใช้เทคโนโลยี นอกจากปั­หาในด้านความสุขแล้ว คนก็เสื่อมประสิทธิ
           ภาพในด้านความสามารถที่จะดำเนินชีวิตและการทำกิจการงานด้วยตนเองด้วย แล้วปั­หานี้ก็ส่งผลย้อนกลับมาสู่การใช้ เทคโนโลยีนั้นเอง
           เช่น ทำให้เกิดความผิดพลาดก่ออุบัติเหตุร้ายแรงง่ายขึ้น เนื่องจากความขาดสติรอบคอบ ขาดความเอาใจใส่ รับผิดชอบ และความประมาท
           ดังที่กล่าวแล้วว่า ยิ่งเทคโนโลยีที่ปรนเปรอให้ความสะดวกเจริ­มากขึ้น คนก็มีแนวโน้มที่จะขาด สติ
           ขาดความรับผิดชอบเผอเรอประมาทมากยิ่งขึ้น และยิ่งเทคโนโลยีซับซ้อนมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเกิดความพลั้งเผลอผิด พลาด
           อันตรายที่เกิดขึ้นก็ยิ่งเลวร้ายรุนแรงมากขึ้น ปั­หาเกี่ยวกับคุณภาพของคนในด้านจิตใจหรือคุณธรรม จึงมีความสำคั­
           ยิ่งขึ้นในยุคเทคโนโลยี 
                 ๖. ความละเลยการพัฒนาความเป็นมนุษย์ ข้อนี้เป็นปั­หาที่ลึกลงไปกว่าข้อที่กล่าวมาทั้งหมด ซึ่งพูดได้ว่าเป็นราก
           เหง้าของปั­หาในแง่อื่นๆ ทั้งหมด กล่าวคือ แม้ว่ามนุษย์จะได้ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ในการพัฒนาศักยภาพทาง
           ด้านการขยายวิสัยแห่งอินทรีย์ของตนด้วยเทคโนโลยี แต่มนุษย์ที่พัฒนาเทคโนโลยีนั้น ก็มิได้พัฒนาเนื้อตัวของเขาเอง หรือ
           ความเป็นมนุษย์ของเขาขึ้นไปด้วย อย่างควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี 
                 ในเมื่อความเห็นแก่ตัว ความต้องการอำนาจปรารถนาความยิ่งให­่ครอบงำผู้อื่น ความคิดเบียดเบียนทำลายกัน
           และความลุ่มหลงมัวเมายังหนาแน่นอยู่ในจิตใจ ไม่ได้รับการขัดเกลา พร้อมกันนั้น ความเมตตากรุณาความเอาใจใส่ผู้อื่น ปั­­าที่แท้จริง
           และความมีจิตใจเป็นอิสระ ก็ไม่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาแทนที่ วิสัยแห่งอินทรีย์ที่ขยายออกไป ก็ยิ่งกลายเป็น
           ช่องทางให้เขาสามารถสนองโลภะ โทสะ โมหะ และตัณหา มานะ ทิฏฐิ ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และกลายเป็น
           เครื่องบำรุงส่งเสริมกิเลสเหล่านั้นให้เติบโตแข็งกล้ายิ่งขึ้น ปั­หาการเบียดเบียนแย่งชิง ความเดือดร้อนวุ่นวายในสังคมมนุษย์
           ความเสื่อมโทรมแห่งสภาพแวดล้อม และความทุกข์ในจิตใจของมนุษย์เอง จึงมิได้ลดน้อยลงเลย แต่กลับเพิ่มพูนและรุนแรงยิ่ง ขึ้น
           จนถึงขั้นที่น่ากลัวว่า มนุษยชาติจะพินาศสู­สิ้นด้วยผลกรรมของตนเอง ดังที่กำลังหวาดหวั่นกันอยู่มาก 
                 การแก้ปั­หาก็ตรงข้ามกับการเกิดปั­หานั้นเอง คือ 
                 ๑. เทคโนโลยีเพื่อคุณค่าแท้ที่เสริมคุณภาพชีวิต โดยรู้จักแยก ระหว่างคุณค่าแท้และคุณค่าเทียม คุณค่าแท้คือคุณ
           ค่าที่สนองความต้องการให้เกิดคุณภาพชีวิต เช่น กินอาหารเพื่ออะไร ร่างกายของเราต้องการอาหาร เพื่อจะเอามาสร้างความ เจริ­เติบโต
           ซ่อมแซมตนเอง จึงควรกินอาหารให้มีส่วนประกอบหรือธาตุอาหารต่างๆ อย่างเพียงพอ ถ้าเรากินอาหารเพื่อสนอง
           ความต้องการของชีวิตแท้ๆ ตามความหมายนี้ พอกินไปได้สักปริมาณหนึ่งมันก็จะพอ คือ พอกินให้ได้ตามความต้องการของ
           ร่างกายที่จะซ่อมแซมตัวมันเองและสร้างความเจริ­เติบโตให้มีสุขภาพดีแข็งแรง พอได้คุณค่าของธาตุอาหารครบถ้วน ก็จบ แต่
           ถ้าเรากินอาหารเพื่อสนองคุณค่าเทียม คือกินเพื่ออร่อย โก้ สนุกสนาน มัวเมา อวดฐานะกันแล้วก็ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะไม่มีเกณฑ์ ที่จะตั้ง
           คุณค่าแท้มีเกณฑ์ที่จะวัดได้ และเรารู้จุดจบ รู้ขอบเขต แต่คุณค่าเทียมไม่มีจุดจบสิ้น 
                 คุณค่าแท้เสริมคุณภาพชีวิต แต่คุณค่าเทียมทำลายคุณภาพชีวิตพร้อมทั้งเบียดเบียนสังคมและเอาเปรียบธรรมชาติ เทคโนโลยีนี้
           เราจะต้องเปลี่ยนจากการสร้างและใช้เพื่อเสพคุณค่าเทียม ให้มาเป็นเครื่องช่วยในการที่มนุษย์จะได้ประโยชน์จาก คุณค่าแท้
           ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเครื่องส่งเสริมการเสพคุณค่าเทียม 
                ๒. เทคโนโลยีที่เกื้อหนุนระบบความประสานเกื้อกูลแห่งดุลยภาพ โดยรู้จักประมาณ คือความพอดี หรือภาวะสมดุล
           แล้วดำเนินชีวิตและปฏิบัติการทั้งหลายโดยคำนึงถึงดุลยภาพแห่งระบบการดำรงอยู่ของสิ่งทั้งหลาย ที่ดำเนินไปด้วยดีด้วย
           ความเป็นองค์ประกอบและเป็นปัจจัยร่วมที่มาประสานเกื้อกูลกันอย่างพอดี เริ่มตั้งแต่ความเป็นอยู่ประจำวัน แม้แต่ในการกิน อาหาร
           เมื่อเอาคุณค่าแท้ตั้งเป็นหลัก บางทีถึงจะมีคุณค่าเทียมประกอบมากบ้างน้อยบ้าง ก็จะไม่เสียสมดุล เพราะคุณค่าแท้ที่
           ตั้งไว้เป็นหลักจะเป็นตัวรักษาความพอดีให้คงอยู่ คุณประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นได้ 
                 ความสัมพันธ์กับเทคโนโลยีจะต้องดำเนินไปพร้อมด้วยการคำนึงถึงหลักดุลยภาพนี้อยู่เสมอ ให้เทคโนโลยีเข้ามาเป็น
           ปัจจัยหรือองค์ประกอบในด้านประสานเกื้อกูล ไม่ใช่มาก่อความแปลกแยก รวมทั้งในการปฏิบัติต่อธรรมชาติแวดล้อมทั่วไป
           เมื่อจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หรือมีผลกระทบต่อธรรมชาติแวดล้อม จะต้องคำนึงถึงการ
           รักษาสมดุลหรือการปรับให้เข้าสู่ภาวะประสานกลมกลืน โดยมีดุลยภาพที่น่าพอใจอยู่เสมอ ดังนี้เป็นต้น 
                 ๓. เทคโนโลยีบนฐานของสัมมาทิฏฐิ คือ การผลิตการพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีจะต้องประกอบด้วยปั­­าที่มอง
           เห็นและเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง เช่น รู้จักคิดให้เข้าใจถูกต้องในความสุข ความทุกข์ของมนุษย์ว่าคืออะไร ไม่ใช่จะ
           คอยหาความสุขจากการปลุกเร้าความต้องการขึ้น แล้วก็ตามสนองความต้องการนั้นเรื่อยไปอย่างไม่รู้จักสิ้นสุด ไม่ใช่เข้าใจว่า
           ความสุขมีอยู่เพียงที่การคอยสนองความต้องการที่ปลุกเร้าขึ้น รู้จักและเข้าใจคุณประโยชน์และโทษของเทคโนโลยี เพื่อใช้
           เทคโนโลยีในทางที่เป็นคุณ มองธรรมชาติในฐานะเป็นองค์ประกอบร่วมในการดำรงอยู่ของตน ซึ่งจะต้องเกื้อกูลต่อกัน ไม่มอง
           ในฐานะเป็นศัตรูที่จะต้องพิชิตหรือทำลาย การเรียนรู้กฎเกณฑ์ปรากฏการณ์และความเป็นไปในธรรมชาติ มุ่งเพื่อสามารถแก้ไข
           จัดสรรเหตุปัจจัยต่างๆ ในธรรมชาติให้เป็นไปในทางที่เกื้อกูลต่อกันยิ่งขึ้น ทั้งให้ธรรมชาติเกื้อกูลต่อมนุษย์ และมนุษย์เกื้อกูลต่อ ธรรมชาติ
           ไม่ใช่เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของมนุษย์ฝ่ายเดียว อย่างที่เคยผิดพลาดมา ทั้งนี้โดยคำนึงอยู่เสมอ ถึงการรักษาสมดุล
           และการปรับให้เข้าสู่ความประสานกลมกลืน จนเกิดดุลยภาพที่น่าพอใจอย่างที่กล่าวแล้วในข้อก่อน 
                 ๔. เทคโนโลยีของคนที่เป็นไท คนผู้มีผู้ใช้เทคโนโลยีจะต้องระลึกอยู่เสมอว่า มนุษย์เป็นผู้สร้างเป็นผู้พัฒนาและเป็นผู้
           ใช้เทคโนโลยี มนุษย์จะต้องเป็นนายเทคโนโลยี ให้เทคโนโลยีเป็นปัจจัยส่งเสริมความดีงามความประเสริฐของมนุษย์ โดยตัว
           มนุษย์เองจะต้องไม่กลายเป็นผู้พึ่งพา ขึ้นต่อเทคโนโลยี หรือเป็นทาสของเทคโนโลยี เริ่มแต่จะต้องมีสำนึกในการฝึกฝนพัฒนา ตน
           รู้จักบังคับควบคุมตนเอง เป็นคนเข้มแข็ง มีภูมิต้านทานความทุกข์ และความพร้อมที่จะมีความสุขอยู่เสมอ อย่างที่ว่า แม้ ไม่มีเทคโนโลยี
           ฉันก็อยู่ได้ ฉันก็สามารถมีความสุขได้ รู้จักที่จะเป็นอิสระจากเทคโนโลยี วางเทคโนโลยีไว้ในฐานะที่ถูกต้อง ให้
           เทคโนโลยีเป็นส่วนเสริมขึ้นจากการที่ตนเองสามารถหาความสุขได้อยู่แล้ว ทำงานได้อยู่แล้ว ให้มีโอกาสที่จะมีความสุขได้มาก ขึ้น
           ทำงานได้มากขึ้น 
                 ๕. เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าคู่กันไปกับการพัฒนาคุณภาพของคน โดยฝึกคนให้มีคุณภาพทันกับความก้าวหน้าของ เทคโนโลยี
           ที่มีความละเอียดอ่อนซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่นฝึกปรืออินทรีย์ให้เฉียบคม มีประสิทธิภาพที่จะสามารถเป็นอยู่อย่างเป็น อิสระ
           หรือเป็นไทแก่ตนเองอยู่เสมออย่างที่กล่าวในข้อก่อน ไม่ใช่เทคโนโลยียิ่งละเอียดอ่อน คนกลับยิ่งหยาบ เทคโน-โลยียิ่งซับ ซ้อน
           คนกลับมักง่ายมากขึ้น แต่ให้เป็นคนที่มีสติสัมปชั­­ะ มีความรับผิดชอบ ละเอียดรอบคอบ ไม่ประมาท นอกจากเป็น
           นายของเทคโนโลยีแล้ว จะต้องเป็นนายที่สามารถใช้และควบคุมเทคโนโลยี ให้ทำงานสนองวัตถุประสงค์ในทางสร้างสรรค์ได้
           อย่างถูกต้องเรียบร้อยเป็นผลดีแท้จริง ให้เทคโนโลยีเป็นทาสที่ซื่อสัตย์ หรือเป็นมิตรที่เกื้อกูลของมนุษย์ 
                 ๖. เทคโนโลยีที่สนองจุดหมายของอารยชน การพัฒนาเทคโนโลยีจะต้องเป็นรองและเป็นเครื่องรับใช้การพัฒนาคนใน
           ความหมายแท้จริง ที่ถึงขั้นรากฐาน อย่างเข้าถึงธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ คือ พัฒนาตัวมนุษย์เอง หรือ พัฒนาความเป็น มนุษย์
           ทำให้เป็นสัตว์ที่พัฒนาตนแล้ว ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ที่ได้พัฒนาสิ่งอื่นๆ รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว แต่ตัวเองกลับยังไม่ได้ พัฒนา
           หมายความว่า พัฒนาคนให้พ้นจากภาวะของอันธพาลปุถุชน ที่เป็นอยู่เพียงด้วยการสนองความเห็นแก่ตัว การแสวงหา
           สิ่งเสพบำรุงบำเรอตน การแก่งแย่งผลประโยชน์และความเป็นให­่ที่นำไปสู่การเบียดเบียนทำลายกัน และความลุ่มหลงมัวเมา
           ด้วยความมืดบอดต่อความเป็นจริงของโลกและชีวิต พัฒนาขึ้นมาสู่ความเป็นอารยชน ผู้มีชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยปั­­า ซึ่งทำให้รู้ที่
           จะปฏิบัติได้อย่างถูกต้องต่อชีวิต ต่อสังคม ต่อธรรมชาติที่แวดล้อมตน และต่อสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์เองได้พัฒนาขึ้นมา เช่นต่อ
           เทคโนโลยีนั้นเอง เป็นต้น รวมทั้งเป็นผู้พร้อมที่จะดำเนินการพัฒนาต่างๆ ทุกอย่างไปในทางที่ไร้โทษ เป็นคุณ เกื้อกูลต่อชีวิต สังคม
           และธรรมชาติ ทำให้แก้ปั­หาได้ ปลอดพ้นจากปั­หา ไม่ใช่ก่อปั­หาเพิ่มขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีส่งเสริมปั­­าที่จะเข้า ถึงสัจธรรม
           เพิ่มพูนคุณธรรม และนำชีวิต สังคม และธรรมชาติ ให้ดำเนินไปในระบบความสัมพันธ์อันประสานเกื้อกูล ที่ตัว
           มนุษย์เองจะได้เข้าถึงสุขสันติและอิสรภาพที่แท้จริง 
                 การศึกษาจะต้องเน้นการพัฒนาคนในระดับนี้ ให้เหนือกว่าและนำหน้าการพัฒนาความสามารถในทางเทคโนโลยี
           การพัฒนาขั้นนี้คงจะเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสูงสุดที่จะต้องทำให้ได้ ถ้าต้องการแก้ปั­หาที่
           กำลังหวาดกลัวกันอยู่ให้ได้ผลอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม แท้ที่จริง สิ่งที่ว่าทำได้ยากนั้น ถ้าทำถูกช่องทางแล้ว ก็อาจกลายเป็น
           สิ่งที่ทำได้ง่าย ปั­หาสำคั­อยู่ที่ว่า มนุษย์ไม่รู้ตระหนักถึงรากเหง้าต้นตอของปั­หานี้ แล้วกลับไปทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับการ แก้ปั­หา 
                 การศึกษาในยุคเทคโนโลยีนี้ มีภารกิจสำคั­ที่จะต้องสร้างทัศนคติและปั­­าอย่างนี้แก่เด็กให้มากเป็นพิเศษ ไม่ว่า จะในโรงเรียน
           หรือในบ้านซึ่งพ่อแม่ก็จะต้องสร้างความเข้าใจนี้แก่ลูก ยิ่งเมื่อโลกเจริ­มาถึงยุคข่าวสารข้อมูล และเทคโนโลยี
           ด้านข่าวสารข้อมูลมีบทบาทมากต่อชีวิตของมนุษย์ มีอิทธิพลมากต่อความเจริ­และความเสื่อมของสังคม การศึกษาจะต้อง
           ช่วยให้คนเจริ­เท่าทันยุคสมัยในความหมายที่ว่า อย่างน้อยจะต้องตื่นตัวรู้เท่าทันต่อความเป็นไปและปั­หาต่างๆ ที่มีผล
           กระทบต่อคุณภาพชีวิต และความเสื่อมความเจริ­ของสังคม เมื่อสดับข่าวสาร ก็ไม่ติดอยู่แค่ส่วนปลีกย่อยที่จะเอามาซุบซิบ ตื่นเต้นกันไป
           แต่มองให้เห็นภาพรวมของโลกและสังคม ทั้งในด้านปั­หาที่จะต้องแก้ไขและทางเจริ­ที่จะดำเนินต่อไป และ
           สามารถแยกแยะวิเคราะห์องค์ประกอบ และเหตุปัจจัยเชื่อมโยงกันขึ้นไป 
                 จะเป็นเรื่องน่าหัวเราะสักเพียงไร ถ้าคนที่อยู่ท่ามกลางความแพร่สะพัดของข่าวสารข้อมูล และเป็นผู้ใช้ผู้บริโภค
           เทคโนโลยีประเภทนั้นอยู่อย่างเต็มที่ แต่ไม่รู้ทันความเป็นไปของสังคม และสภาพแวดล้อมในโลกที่อยู่รอบตัว โดยเฉพาะใน
           ส่วนที่จะส่งผลแก่ชีวิตของตนและคนข้างเคียง ไม่สำเหนียกคุณโทษ และไม่ได้พัฒนาปั­­าที่จะรู้จักใช้ข่าวสารข้อมูลให้เป็น ประโยชน์
           ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ไม่สมควรจะเรียกว่าเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี แต่เป็นเพียงผู้ถูกเทคโนโลยีครอบงำเท่านั้น ถึงเทคโนโลยีจะ พัฒนาขึ้นไปเท่าไร
           ตนเองก็ไม่ได้พัฒนา และก็ไม่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาของเทคโนโลยีนั้นด้วย เทคโนโลยีเท่านั้นทันสมัย แต่คนหาได้ทันต่อยุคสมัยไม่
           และเมื่อไม่สามารถใช้เทคโนโลยีในทางที่เป็นคุณ เทคโนโลยีนั้นก็ไม่ช่วยในการแก้ปั­หา มีแต่จะ สร้างปั­หาให้มากขึ้น
           เท่ากับว่าความเจริ­ของเทคโนโลยีกลายเป็นโทษ ทำให้การพัฒนามีค่าเป็นหายนะ 
                 ในยุคแห่งเทคโนโลยีที่ข่าวสารข้อมูล มีบทบาทเด่นนำหน้านี้ การศึกษาจะต้องเน้นบทบาทในการทำให้คนรู้จักปฏิบัติ
           ต่อเทคโนโลยี และข่าวสารข้อมูลอย่างถูกต้อง ด้วยการพัฒนาคน เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นคุณมองเทคโนโลยีให้พอดีกับความจริง 
                 เวลาล่วงไปมากแล้ว ขอพูดอีกเรื่องหนึ่งคือ สภาพความใฝ่ฝันเกี่ยวกับเทคโนโลยี ในสมัยปัจจุบันนี้ เราอาจแยกคนได้ เป็นสุดโต่ง
           ๒ พวก พวกหนึ่งคือคนที่เพ้อฝันในเรื่องเทคโนโลยีอย่างที่พูดมาแล้ว คือเห็นว่าเทคโนโลยีจะตอบปั­หาของมนุษย์ ได้ทุกอย่าง
           จะสร้างความสมบูรณ์พูนสุขทุกอย่าง และอีกพวกหนึ่งคือคนที่ต่อต้านเทคโนโลยี การต่อต้านเทคโนโลยีเป็น
           ปฏิกิริยาที่เพิ่มสูงขึ้นในระยะไม่นานนี้ ในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในอเมริกา มีคนต่อต้านเทคโนโลยีเกิดขึ้นมาก 
                 อย่างที่ได้บอกเมื่อกี้แล้วว่า มนุษย์เคยใฝ่ฝันว่า เทคโนโลยีที่เจริ­ขึ้นในยุคอุตสาหกรรมนี้จะทำให้มนุษย์มีทุกอย่าง
           พรั่งพร้อมบริบูรณ์ และมนุษย์จะมีความสุขเต็มที่ แต่ต่อมาเมื่อไม่นานนี้ ได้ปรากฏปั­หาขึ้นมาทีละอย่าง ปั­หาผุดขึ้นมาๆ เช่น
           เกิดปั­หาสภาพแวดล้อมเป็นพิษ เกิดปั­หาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บแปลกๆ ใหม่ๆ มีโรคหลายอย่างซึ่งเกิดจากความเป็นอยู่ที่ ไม่พอดี ไม่สมดุล
           ฯลฯ ในช่วง ๒๐ ปีที่ปั­หาเหล่านี้ปรากฏขึ้น ได้ทำให้คนในประเทศพัฒนาตื่นเต้นหวาดกลัวกันมาก จนบาง
           พวกหันไปเป็นปฏิปักษ์ต่อเทคโนโลยี ดังได้มีขบวนการต่างๆ ที่ต่อต้านเทคโนโลยี เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา และพร้อม
           กันนั้นก็มีกลุ่มที่เพ้อฝันเรื่องเทคโนโลยี กลุ่มเพ้อฝันนี้อาจเป็นพวกที่หลงเหลือมาจากสภาพความคิด เก่าๆ บ้าง เป็นปฏิกิริยา
           ต่อพวกที่ต่อต้านเทคโนโลยีบ้าง 
                 สำหรับคนที่มีความรู้ความเข้าใจเท่าทันในเรื่องเทคโนโลยี อยู่ในวงการที่ตามความเจริ­ได้ดี และมองสภาพสิ่งต่างๆ มองสังคม
           มองอะไรต่างๆ รอบด้านกว่านั้น ก็จะมีทัศนคติที่กว้างขวางออกไป และจะมีทัศนะที่ต่างจากทั้งพวกต่อต้าน เทคโนโลยี
           และต่างจากพวกที่เพ้อฝันเรื่องเทคโนโลยี 
                 ในเมื่อเทคโนโลยีเกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว เราก็ควรมองดูว่า ในประเทศพัฒนานั้นเขามีความรู้สึก ความเข้าใจ
           และมองปั­หาเทคโนโลยี กันอย่างไร เพราะฉะนั้นอาตมาจึงขอนำเอาตัวอย่างความคิดเห็นของคน ในสังคมที่มีเทคโนโลยี
           พัฒนาสูงแล้วมาพูดให้ฟังว่า เขามีความรู้สึกอย่างไร อย่างไรก็ตาม เมื่อจะยกเอาคนในประเทศเหล่านั้นมาอ้าง ก็ต้องเลือกเอา
           คนที่เชื่อถือได้ ที่คนเขารับฟังกันมาก หรือถือได้ว่าเป็นตัวแทนความคิดใหม่ๆ ซึ่งจะยกตัวอย่างมาสัก ๒-๓ คน 
                 คนหนึ่งชื่อนายจอห์น เนสบิทท์ (John Naisbitt) เป็นนักทำนายสังคมและเป็นผู้ให้คำปรึกษา แก่บรรษัทชั้นนำของ
           อเมริกาหลายบรรษัท แม้แต่บรรษัทที่เจริ­มากในด้านเทคโนโลยีอย่าง เอทีแอนด์ที บริษัทยูไนเต็ดเทคโนโลยี ไอบีเอ็ม ยีอีหรือ
           เยเนอราลอีเลคตริค เป็นที่ยอมรับกันว่า เขาเป็นแหล่งความรู้ชั้นยอดของอเมริกา เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง
           และเทคโนโลยี ที่เชื่อถือได้มาก นายคนนี้ได้เขียนไว้ในหนังสือ Megatrends ซึ่งเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง อยู่
           ในบั­ชีหนังสือขายดีที่สุดของหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์ถึง ๖๐ สัปดาห์ ตอนหนึ่งในหนังสือนั้น เขายกเอาบทความของนาย จอห์น
           เฮสส์ (John Hess) เรื่อง "ความบ้าคอมพิวเตอร์" ("Computer Madness") มาลงไว้ว่า 
                 "ความผิดพลาดอยู่ที่เราคิดว่า เครื่องอุปกรณ์ใหม่ๆ จะแก้ปั­หาได้ อันนี้เป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง" 
                 แล้วเขาก็เขียนต่อไปว่า 
                 "เมื่อเราตกลงไปอยู่ในกับดักของความเชื่อ หรือพูดให้ถูกแท้คือความหวังที่ว่า เทคโนโลยีจะแก้ปั­หาของเราได้ทุก อย่างนั้น
           แท้จริงก็คือเรากำลังสลัดความรับผิดชอบของคนทิ้งไป ความฝันเพ้อในเรื่องเทคโนโลยีเป็นตัวอย่างของเรื่องนี้ เราเฝ้า
           คอยยาวิเศษขนานใหม่ ที่จะทำให้เราสามารถกินอาหารไขมันได้ทุกอย่างตามความต้องการ โดยน้ำหนักไม่เพิ่ม เราจะเผาน้ำ
           มันเท่าไรก็ได้ตามต้องการ โดยไม่ทำให้อากาศเสีย เราจะเป็นอยู่แบบไม่รู้จักประมาณตามชอบใจอย่างไรก็ได้ โดยไม่เป็นมะเร็ง
           หรือโรคหัวใจ 
                 "อย่างน้อยในใจของเราก็รู้สึกเหมือนว่า เทคโนโลยีจะปลดเปลื้องเราให้พ้นไปได้ จากความมีวินัยและความรับผิดชอบ
           แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นดอก และจะไม่มีวันเป็นอย่างนั้นเลย 
                 "ยิ่งเทคโนโลยีระดับสูงมาอยู่รอบตัวเรามากเท่าไร ก็ยิ่งจำเป็นต้องให้คนเข้าไปเอาธุระมากขึ้นเท่านั้น . . . เรามา
           พัฒนาความรู้ด้านใน คือ ปั­­าที่จำเป็นจะต้องใช้เป็นเครื่องนำทาง ในการที่จะบุกเบิกเข้าไปในแดนแห่งเทคโนโลยี . . .
           เทคโนโลยีระดับสูงควบคู่กับการเข้าไปรับผิดชอบอย่างจริงจังของคน หลักการนี้เป็นสั­ลักษณ์บ่งบอกถึงความจำเป็น ที่จะ
           ต้องมีดุลยภาพระหว่างของนอกกายกับภาวะทางจิตปั­­า" 
                 ทัศนะนี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า คนที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยีดี กลับมีทัศนะที่เห็นความสำคั­ของ จิตใจมาก 
                 อีกคนหนึ่งชื่อนายแอลวิน ทอฟเฟลอร์ (Alvin Toffler) เป็นผู้แต่งหนังสือ Future Shock ที่โด่งดังมาก เป็นนักวิพากษ์
           สังคมที่มีชื่อเสียงทั่วโลก เขาได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มหลังชื่อ The Third Wave ซึ่งเป็นหนังสือ bestseller คือขายดีที่สุดเหมือน กัน
           เขาเขียนว่า 
                 "ปัจจุบันนี้ มีการยอมรับที่แพร่ไปอย่างรวดเร็วทั่วโลกว่า ความเจริ­ก้าวหน้าจะวัดด้วยเทคโนโลยีหรือมาตรฐานการ
           ครองชีพทางวัตถุเพียงอย่างเดียว ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แต่เรายอมรับกันว่า สังคมที่เสื่อมทรามทางด้านศีลธรรม ทางด้าน สุนทรียภาพ
           ด้านการเมือง หรือด้านสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นสังคมที่มั่งคั่ง หรือชา­ฉลาดทางด้านเทคนิคเพียงใดก็ตาม ก็
           หาใช่เป็นสังคมที่เจริ­ก้าวหน้าไม่ กล่าวโดยย่อก็คือว่า เรากำลังก้าวย่างไปสู่ความเข้าใจความหมายของความเจริ­ก้าวหน้า
           โดยนัยที่กว้างขวางครอบคลุมยิ่งกว่าเก่าอย่างมากมาย" 
                 นี้ก็เป็นทัศนะหนึ่ง 
                 ขอข้ามเลยไปถึงอีกคนหนึ่งชื่อนายฟริตจ๊อฟ คาปร้า (Fritjof Capra) เป็นนักฟิสิกส์และเป็นผู้แต่งหนังสือ Tao of Physics
           ซึ่งเป็นหนังสือที่จัดว่าเป็น international bestseller คือขายดีที่สุดระดับนานาชาติ เขาเขียนไว้ในหนังสือเล่มหลังต่อ จากนั้น ชื่อ The Turning
           Point ตอนหนึ่งว่า 
                 "ความหลงใหลในเทคโนโลยีระดับสูง ที่แสดงออกมาอย่างถึงที่สุด ก็คือความเพ้อฝันที่เคลิ้มกันไปอย่างกว้างขวางว่า ปั­หาต่างๆ
           ในปัจจุบันของเราสามารถแก้ไขได้ด้วยการสร้างถิ่นฐานดินแดนเทียมขึ้นในอวกาศนอกโลก ข้าพเจ้ามิได้ปฏิเสธ ความเป็นไปได้
           ที่ว่าคนจะสร้างอาณาจักรในอวกาศเช่นนั้นขึ้นมาได้สักวันหนึ่ง แต่จากแผนการที่มีอยู่ และความคิดที่อยู่ภายใต้ แผนการนั้น
           เท่าที่ข้าพเจ้ามองเห็น ข้าพเจ้าคงจะไม่ต้องการไปอยู่ที่นั่นด้วยอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดพื้นฐาน ของความคิดทั้งหมดนี้
           ไม่ใช่เป็นเรื่องเทคโนโลยี แต่ความผิดพลาดนั้นได้แก่ความเชื่ออย่างไร้เดียงสาว่า เทคโนโลยีอวกาศ
           สามารถแก้ปั­หาวิกฤตการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมบนพื้นโลกนี้ได้"๑ 
                 ที่ยกมากล่าวอ้างนี้ เป็นทัศนะของคนที่รู้ความเคลื่อนไหวของโลกและสังคมรอบด้าน ที่คนยอมรับและอ่านกันมาก
           สาระสำคั­ของความคิดของทั้งสามคนนี้ก็ตรงกัน คือว่า อย่าให้เราหลงใหลเพ้อฝันไปกับเทคโนโลยี ว่าจะแก้ปั­หาของมนุษย์ ได้ทุกอย่าง
           ว่าจะทำให้มนุษย์อยู่สุขสมบูรณ์ แม้ว่าเทคโนโลยีจะเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยที่จะช่วยแก้ปั­หาบางอย่าง แต่ เทคโนโลยีนั้น
           ก็จะต้องมีสติปั­­าของมนุษย์คอยควบคุม เพราะฉะนั้น การพัฒนามนุษย์จึงเป็นงานที่ต้องทำกันต่อไป แม้ว่า
           มนุษย์จะพัฒนาเทคโนโลยีเจริ­ไปมากเท่าไรก็ตาม สิ่งที่จะต้องเจริ­คู่กันไปก็คือการที่จะต้องพัฒนามนุษย์ ต้องพัฒนาคน 
                 การพัฒนาคนนั้นไม่ใช่พัฒนาเฉพาะในด้านความรู้ และความชำนา­ทางด้านเทคนิคอย่างที่ว่ามาแล้ว หรือในเรื่อง วิทยาการต่างๆ
           เท่านั้น แต่หมายถึงการพัฒนาคุณภาพในด้านชีวิตจิตใจ พัฒนาศีล สมาธิ ปั­­า โดยเฉพาะในการที่จะใช้ เทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากขึ้น
           ก็ยิ่งต้องการความมีสติรอบคอบ ความละเอียดถี่ถ้วน ความไม่ประมาทมากขึ้น อย่างที่อาตมาได้ ยกตัวอย่างมาให้ฟังแล้ว
           และนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและสังคมยุคเทคโนโลยี ที่ทำให้พุทธธรรมจะต้องมีความหมายอยู่ต่อ ไป 
                 เท่าที่ได้พูดมาจนเกินเวลาแล้วนี้ ก็พูดไปได้เฉพาะเรื่องเทคโนโลยีในระดับทั่วไป ส่วนที่จะต้องพูดซึ่งยังเหลืออยู่ ก็คือ
           เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสังคมไทยโดยเฉพาะ แต่เพราะเวลาหมดไปนานแล้ว เรื่องเทคโนโลยีกับสังคมไทยโดยเฉพาะนี้ก็จะต้องยก ตัดตอนไป
           จุดบรรจบของพุทธธรรมกับวิทยาการและเทคโนโลยี
                 เมื่อจบเทคโนโลยี ในส่วนที่เกี่ยวกับสังคมไทยโดยเฉพาะแล้ว ก็มาสรุปในแง่ที่เป็นเรื่องของเทคโนโลยีกับพุทธธรรม ขอพูดสั้นๆ
           ว่า ในที่สุดแล้ว เรื่องเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เจริ­ก้าวหน้าอย่างที่เราเกี่ยวข้องอยู่ในยุคพัฒนาด้วยอุต สาหกรรมนี้
           เราจะต้องรู้ว่ามันเกิดมาจากวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์นั้นเป็นตัวความรู้ที่เป็นพื้นฐาน ซึ่งก่อให้เกิดเทคโนโลยี
           วิทยาศาสตร์ก็คือการเรียนรู้เข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติและกฎธรรมชาติ การเรียนรู้เข้าใจกฎของธรรมชาตินั้นก็คือการเรียนรู้ธรรม
           เพราะความจริงของธรรมชาติ และกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่าธรรม ฉะนั้น ความเพียรพยายามของวิทยา ศาสตร์ที่ผ่านมา
           ก็คือการเพียรพยายามที่จะเข้าถึงธรรม 
                 อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผ่านมานั้น วิทยาศาสตร์ได้รู้เข้าใจธรรมเพียงบางด้านบางส่วน โดยเฉพาะในด้านรูปธรรม และใน
           เมื่อวิทยาศาสตร์เจริ­มาได้เพียงบางแง่บางส่วน มันก็ทำให้เรายังไม่สามารถสร้างระบบความประสานกลมกลืน ที่จะให้เกิดผล
           ตามธรรมอย่างแท้จริง เพราะว่าแท้จริงนั้น ถ้าคนเข้าถึงธรรมอย่างแท้จริงแล้ว ผลจากธรรมก็จะเกิดขึ้นในแนวทางที่ว่า เมื่อเรารู้ ตัวธรรม
           รู้ความจริงของธรรมชาติแล้ว ความรู้ คือปั­­าที่รู้ความจริงของธรรมชาตินั้น ก็จะทำให้เราดำเนินชีวิตถูกต้องตาม
           ความเป็นจริงของธรรมชาติ หรือถูกต้องสอดคล้องกับกฎของธรรมชาติ นั้นก็คือการดำเนินชีวิตตามธรรม 
                 เมื่อดำเนินชีวิตตามธรรมแล้ว ความพอดี ความสมดุล และประสานกลมกลืนก็เกิดขึ้น ความประสานกลมกลืนเกิดขึ้น
           ก็คือการไม่มีความบีบคั้น ความบีบคั้นนั้นคือความทุกข์ เมื่อไม่มีสิ่งบีบคั้นก็คือไม่มีทุกข์ เมื่อเกิดสภาพประสานกลมกลืนพอดี ก็
           เกิดความคล่องตัวเบาสบายเป็นความสุข ฉะนั้น การรู้ธรรมคือความจริงที่เรียกว่าสัจธรรมด้วยปั­­า ก็จึงนำมาซึ่งการดำเนิน
           ชีวิตตามธรรมที่เรียกว่า จริยธรรม และจากการดำเนินชีวิตตามธรรม สอดคล้องกับธรรมชาติ ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ เกิดความ
           ประสานกลมกลืนพอดี ก็เกิดภาวะไร้ทุกข์ที่เรียกว่าความสุข ขึ้น เป็นภาวะคล่อง สบาย ปราศจากความบีบคั้นขัดข้อง 
                 ดังนั้น ในขั้นสุดท้าย ปั­­า การรู้ธรรมก็ดี จริยธรรม การดำเนิน ชีวิตถูกต้องตามธรรมก็ดี และความสุข ที่เกิดจาก
           การดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรมแล้วเกิดความประสานกลมกลืนกันก็ดี จึงเป็นองค์ ๓ ที่เชื่อมโยงกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว เพราะ ฉะนั้น
           ปั­­าที่ถูกต้อง ก็ทำให้เกิดจริยธรรม คือการดำเนินชีวิตตามธรรม แล้วก็ทำให้เกิดความสุข 
                 องค์ทั้ง ๓ นี้ในระดับสุดท้าย ใช้เป็นเครื่องวัดความสมบูรณ์ของชีวิต ซึ่งจะต้องมาด้วยกัน แต่ในระดับต้นๆ เพราะเหตุ
           ที่มันยังไม่สมบูรณ์ ฉะนั้น บางทีปั­­าก็ไม่มากับคุณธรรม บางทีปั­­าก็ไม่มากับความสุข บางทีจริยธรรมก็ไม่มากับความ สุข
           ไม่มากับปั­­า ยุ่งไปหมด เพราะยังเจริ­เป็นส่วนๆ วิทยาศาสตร์ก็เหมือนกัน ได้เข้าถึงความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับธรรม
           เพียงบางแง่บางส่วน จึงยังไม่สามารถทำให้เกิดผลสำเร็จนี้ได้ กล่าวคือ ความเชื่อมโยงเป็นอันเดียวกันระหว่างปั­­ากับคุณ
           ธรรมและความสุข 
                 ฉะนั้น จุดหมายของพุทธธรรมก็คือ การเข้าถึงความจริงโดยสมบูรณ์เกี่ยวกับธรรมชาตินี้ด้วยปั­­า แล้วทำให้เกิด
           คุณธรรมและความสุขขึ้นในขั้นสุดท้าย ผู้ที่เข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง เรียกว่าพุทธะ จึงมีองค์คุณ ๓ คือ มีปั­­าคุณ ได้แก่
           ปั­­าที่รู้เข้าใจธรรมชาติ และกฎธรรมชาติ มีกรุณาคุณ ซึ่งเป็นเครื่องแสดงถึงความเต็มบริบูรณ์ของคุณธรรม เพราะ เมื่อมีคุณ
           ธรรมในตนเองพรั่งพร้อมแล้ว ก็แสดงออกต่อเพื่อนมนุษย์ในรูปที่เรียกว่ากรุณา และมีวิมุตติคุณ คือความหลุดพ้น ซึ่งจะเรียกว่า วิสุทธิก็ได้
           เรียกว่าความสุขก็ได้ เรียกว่าสันติก็ได้ เรียกว่าอิสรภาพก็ได้ หมายถึงความหลุดพ้นจากความทุกข์ เป็นอิสระโดย สมบูรณ์
           พระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างของบุคคลที่ได้เข้าถึงธรรม และมีองค์คุณสมบัติ ๓ อย่างนี้โยงรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน 
                 วิทยาศาสตร์จะต้องเจริ­ต่อไป และจะต้องเจริ­ให้ถูกทาง เพื่อให้เข้าถึงธรรมคือตัวความจริงโดยสมบูรณ์ ถ้าเข้าถึง
           ความจริงคือตัวธรรมแล้วก็จะทำให้ได้ผลอันนี้ ฉะนั้น วิทยาศาสตร์จะต้องเจริ­ในแนวทางที่จะให้ได้ปั­­า ที่ทำให้เกิดคุณ ธรรม
           และนำมาซึ่งความสุขที่เป็นอิสระ จึงจะเป็นวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง 
                 ส่วนเทคโนโลยีนั้นก็จะต้องเป็นเครื่องช่วยสนับสนุนความปรารถนา ของวิทยาศาสตร์ในการที่จะเข้าถึงจุดหมายอันนี้ ฉะนั้น
           เทคโนโลยีที่สร้างและใช้อย่างถูกต้อง ก็คือเทคโนโลยีที่จะมาช่วยให้มนุษย์มีโอกาสในการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒ
           นาศักยภาพของตนในการที่จะเข้าถึงธรรมด้วยปั­­า มีคุณธรรม และมีความสุขแห่งสันติในอิสรภาพเป็นที่บรรจบ ประสาน
           เมื่อคุณสมบัติที่เป็นองค์ประกอบทั้งสามนี้ประสานกันสมดุลและสมบูรณ์ได้ อันนี้ก็คือจุดบรรจบของพุทธธรรมกับวิทยาศาสตร์ และ
           เทคโนโลยี 
                 ขอจบการปาฐกถาครั้งนี้ไว้ เพราะหมดเวลามานานแล้ว เพียงเท่านี้ ขออนุโมทนา และขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุก ท่าน 
 

สิ่งที่เป็นมงคลที่จะทำให้เกิดกับชีวิต 38 ประการ (โดยย่อ)
                มงคลชีวิต 38 ประการ 
      บูชาธรรม โดย ธเนศ อุ่นศิริ นบ.
มงคลหมู่ที่ 1 
มงคลที่ 1  ไม่คบคนพาล  อเสวนา  จ  พาลานํ 
มงคลที่ 2  คบบันฑิต  ปณฺฑิตาน­ฺ จ เสวนา 
มงคลที่ 3  บูชาบุคคลที่ควรบูชา ปูชา จ ปูชนียานํ 
มงคลหมู่ที่ 2 
มงคลที่ 4  อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม ปฏิรูปเทสวาโส จ 
มงคลที่ 5  มีบุ­วาสนามาก่อน ปุพฺเพ จ กตปุ­ฺ­ตา 
มงคลที่ 6  ตั้งตนชอบ  อตฺตสมฺมาปณิธิ จ 
มงคลหมู่ที่ 3 
มงคลที่ 7  เป็นพหูสูต  พาหุสจฺจ­ฺ จ 
มงคลที่ 8  มีศิลปะ   สิปฺป­ฺ  จ 
มงคลที่ 9  มีวินัย   วินโย จ สุสิกฺขิโต 
มงคลที่ 10 มีวาจาสุภาษิต  สุภาสิตา จ  ยา วาจา 
มงคลหมู่ที่ 4 
มงคลที่ 11 บำรุงบิดามารดา  มาตาปิตุอุปฎฺฐฺานํ 
มงคลที่ 12 เลี้ยงดูบุตร  ปุตฺต สงฺคโห 
มงคลที่ 13 สงเคราะห์ภรรยา(สามี) ทารสฺส  สงฺคโห 
มงคลที่ 14 ทำงานไม่คั่งค้าง  อนากุลา จ กมฺมนฺตา 
มงคลหมู่ที่ 5 
มงคลที่ 15 บำเพ็­ทาน  ทาน­ฺ จ 
มงคลที่ 16 ประพฤติธรรม  ธมฺมจริยา จริยา จ 
มงคลที่ 17 สงเคราะห์­าติ  ­าตกาน­ฺ จ สงฺคโห 
มงคลที่ 18 ทำงานไม่มีโทษ  อนวชฺชานิ กมฺมานิ 
มงคลหมู่ที่ 6 
มงคลที่ 19 งดเว้นจากบาป  อารตี  วิรตี ปาปา 
มงคลที่ 20 สำรวมจากการดื่มน้ำเมา มชฺชปานา  จ ส­ฺ­โม 
มงคลที่ 21 ไม่ประมาทในธรรม อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ 
มงคลหมู่ที่ 7 
มงคลที่ 22 มีความเคารพ  คารโว จ 
มงคลที่ 23 มีความถ่อมตน  นิวาโต  จ 
มงคลที่ 24 มีความสันโดษ  สนฺตุฏฐี จ 
มงคลที่ 25 มีความกตั­­ู  กต­ฺ­ุตา 
มงคลที่ 26 ฟังธรรมตามกาล  กาเลน ธมฺมสฺสวนํ 
มงคลหมู่ที่ 8 
มงคลที่ 27 มีความอดทน  ขนฺตี จ 
มงคลที่ 28 เป็นคนว่าง่าย  โสวจสฺสตา 
มงคลที่ 29 เห็นสมณะ  สมณาน­ฺ  จ ทสฺสนํ 
มงคลที่ 30 สนทนาธรรมตามกาล กาเลน ธมฺมสฺสากจฺฉา 
มงคลหมู่ที่ 9 
มงคลที่ 31 บำเพ็­ตบะ  ตโป จ 
มงคลที่ 32 ประพฤติพรหมจรรย์ พฺรหฺมจริย­ฺ จ 
มงคลที่ 33 เห็นอริยสัจ  อริยสจฺจาน ทสฺสนํ 
มงคลที่ 34 ทำพระนิพพานให้แจ้ง นิพฺพานสจฺฉิกิริยา  จ 
มงคลหมู่ที่ 10 
มงคลที่ 35 จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม  ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ  จิตฺตํ ยสฺส น  กมฺปติ 
มงคลที่ 36 จิตไม่โศก   อโสกํ 
มงคลที่ 37 จิตปราศจากธุลี   วิรชํ 
มงคลที่ 38 จิตเกษม    เขมํ 
ไปงานศพได้อะไรบ้าง
                          เรื่อง ได้อะไรที่ไปงานศพ
                    บูชาธรรม โดย ธเนศ อุ่นศิริ นบ.
                                     ๑.การจัดพิธีศพ

                      จัดพิธีศพอย่างไร จึงจะได้บุ­กุศลทั้งเจ้าภาพและแขก? 

                      ปัจจุบันนี้ ความคลาดเคลื่อนและเลือนลางต่างๆ ได้เกิดขึ้นในความเข้าใจและการปฎิบัติของ
                พุทธศาสนิกชนเป็นอันมากตัวอย่างง่ายๆ คำศัพท์ทางธรรมหลายคำได้กลายเป็นความหมายไป 
                ความหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ตรงกับความหมายเดิม เช่น 

                      ทรมาน แต่เดิมหมายถึงทำให้หาย พยศ ทำให้กลับใจจากความชั่วร้าย หันมาในทางดี หรือ
                เปลี่ยนจากเข้าใจผิดมาเป็นเข้าใจถูก เช่นว่า พระพทุธเจ้าเสด็จไปทามานชฎิลสามพี่น้อง เสด็จไป
                ทรมานโจรองคุลิมาล เสด็จไปทรมานพรหมมิจฉาทิฐิ เป็นต้น แต่ปัจจุบันนี้เราเข้าใจเป็นว่า ทรมาน
                หมายถึงทำให้ลำบากหรือได้รับความเจ็บปวดอย่างมากมายรุนแรง 

                      มานะ เดิมหมายถึงความถือตัว ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหนึ่งอันจะต้องละ ปัจจุบันเรามักเข้าใจว่า
                เป็นความเพียรพยายาม และสอนกันให้มีมานะนี้เป็นตัวอย่างความคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับความเข้า
                ใจในถ้อยคำ ซึ่งมีหลักฐานในคัมภีร์ให้สืบหาความหมายเดิมแท้ๆได้แต่ประเพณีการปฎิบัติต่าง ๆ
                หลายอย่าง ไม่มีบันทึกเอกสารไว้ ได้แต่ทำตามๆ กันมาเมื่อคลาดเคลื่อนเลือนลางไป ก็ไม่มีหลัก
                ฐานตรวจสอบ ทำให้ชำระสะสางได้ยากกว่า เดิมนั้นท่านทำอย่างไร และมีความมุ่งหมายอย่างไร
                กันแน่ เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่จะทำได้ก็คือเอาหลักให­่มาตั้งเป็นเกณฑ์ตรวจสอบ ให้การกระทำแต่
                ละอย่างเป็นการกระทำที่ทำแล้วกุศลธรรมเจริ­ อกุศลธรรมเสื่อมไม่ใช่สักว่าทำหรือทำแล้ว ได้
                ผลตรงข้ามกลายเป็นอกุศลธรรมเจริ­ กุศลธรรมเสื่อม 

                      ต่อไปนี้ จึงค่อยมาพิจารณาคำถามที่ตั้งขึ้นนั้นต่อไป 

                                               ๒.พิธีอาบน้ำศพ

                      พิธีอาบน้ำศพ บางท่านก็ว่า "ขออโหสิกรรม" หรือ "ไปสู่สุคติเถิด" หรือ "มามือเปล่าไป
                มือเปล่า" หรือ "ตายแล้วเป็นสุข"?พิธีอาบนำศพจะกล่าวคำว่าอย่างไรขอให้นึกถึงเมื่อครั้งพระ
                พุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน คราวนั้นพระอนุรุทธเถระก็อยู่ที่นั่นประอานนทเถระก็อยู่ พระ
                อินทร์ก็อยู่ แต่ละท่านได้กล่าวคำแสดงธรรมสังเวชท่านละคาถาก็ว่าไม่เหมือนกันเลย เช่นว่า
                อนิจฺจา วตสงฺขารา ฯลฯ นี้เป็นคติให้เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องว่าคำอะไรเป็นอย่างเดียวกัน แต่ให้
                กล่าวคำอะไรก็ตาม ที่เป็นเครื่องเจริ­กุศล เป็นความตั้งใจดีของผู้ตาย หรือเป็นคำสอนใจตน
                เองก็ได้ เพียงแต่อย่าให้เกิดจิตเป็นอกุศล เช่น โทสะหรือโมหะ เป็นต้นหรือสักว่าทำเปล่าๆ
                เลื่อน ๆ ลอย ๆ คำที่ให้ตัวอย่างมานั้นส่วนมากก็ช่วยในการทำใจได้แทบทั้งนั้น 

                                              ๓.การสมาทานศีล

                      การสมาทานศีล ขณะรับศีลก็ตบยุงกันเปาะแปะ คุยกันบ้าง เสร็จแล้วก็ดื่มเหล้าเมายาเล่น
                การพนัน บางคนก็รับศลแค่สี่ข้อเว้นศีลข้อที่ห้า?การสมาทานศีลมักจะมีพิธี พิธีนั้นเดิมเป็นการ
                ตระเตรียมเป็นวิธีการเพื่อช่วยให้การกระทำนั้น ๆ เรียบร้อยหนักแน่นจริงจังเช่นจะสมาทานศีล
                เอง คือตั้งใจว่า กำหนดใจเอากับตัวเองว่ารักษาศีลก็ได้ แต่มีพิธีก็เพื่อให้เป็นการสำทับกับตัว
                เองให้หนักแน่นจริงจังแต่เดี๋ยวนี้ คำว่า "พิธี" กลายความหมายไปในทางตรงข้ามคือ กลายเป็น
                เรื่องไม่จริงไม่จังอย่างที่พูดกันว่า ทำพอเป็นพิธี การสมาทานศีลเดี๋ยวนี้ก็มักทำกันอย่างพอเป็น
                พิธี ซึ่งก็คือ ไม่ได้สมาทานเลยนั่นเอง ตามตัวอย่างที่ท่านเล่ามานั้นก็คงมีแต่พิธี แต่ไม่ได้มีการ
                สมาทานศีลนั่นเอง เพราะสามาทานศีลก็คือ เปล่งวาจา (หรือตั้งใจจริงจัง) ให้คำมั่นว่า จะรับเอา
                ข้อปฎิบัตินั่น ๆ ไปประพฤติบำเพ็­ เมื่อไม่ตั้งใจรับก็ไม่มีการสมาทานศีล อย่างที่เล่ามา อาจจะ
                เรียกว่าเป็นซากของการสมาทานศีล เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว ก็ลองไปพิจารณาปรับปรุงชักชวนกัน
                ทำให้พิธีกลับกลายเป็นเรื่องจริงจังขึ้นมาอีกก็จะเป็นบุ­กุศล และเป็นคุณแก่พระศาสนาเป็นอัน
                มาก 

                                            ๔.การสวดพระอภิธรรม

                      การสวดพระอภิธรรม สวดกัน ๓-๔ จบสวดภาษาบาลี? 

                      การสวดอภิธรรม ๓-๔ จบเป็นภาษาบาลีนั้น เกิดขึ้นอย่างไร ก็ยากจะสันนิษฐาน อาจเป็นได้
                ว่าเวลานั้นคนรู้ธรรมกันมากมายลึกซึ้งและรู้บาลีกันมากด้วยเมื่อมีงานศพจะต้องมานั่งชุมนุมกัน
                มาก ๆ จะแสดงธรรมอะไรในหมู่ผู้รู้ก็จะจืด เลยเอาอภิธรรมมาสวดเป็นหัวข้อนำ เป็นการซักซ้อม
                ทบทวนด้วยและอาจใช้เป็นบทตั้ง เมื่อรพะสวดจบแล้วก็มาอภิปรายสนทนากันในหัวข้อนั้น ๆ ต่อ
                อีกก็ได้แต่สมัยนี้คนไม่ค่อยรู้ธรรมและไม่รู้บาลีแล้วพระก็ยังสววดไปตามเดิมผลก็เลยกลายเป็นว่า
                ไม่รุ้เรื่อง พระที่สวดก็อาจจะไม่รู้เรื่อง คนฟังก็ไม่รู้เรื่อง ก็เลยทำกันพอเป็นพิธีบางวัดท่านก็รู้เท่า
                ทัน หวังจะเกิดประโยชน์แก่ผู้ไปร่วมงาน ท่านก็ปรับปรุงเสียใหม่ โดยลดการสวดลง อาจจะเหลือ
                สวดจบเดียว (ยังรักษาพิธีไว้บ้าง) แล้วก็ให้พระมาเทศน์ให้ฟังหรือเทศน์ก่อน แล้วสวดสักจบเดียว
                อย่างไรก็ตามถ้าไม่ระวังให้ดีการเทศน์ก็จะกลายเป็นทำพอเป็นพิธีไปเสียอีก ถ้าที่ใดพระผู้นำดีเก่ง 
                หรือมารรคทายกมีปั­­าสามารถก็ปรับปรุงให้มีสาระขึ้นได้ แต่ก็เป็นเพียงเล็กน้อยแก่งและชั่วระ
                ยะเวลาเรื่องนี้ยากเพราะคนส่วนให­่ไปงานศพพอเป็นมารยาทไม่ได้สนใจธรรมหรือจะหาคติจาก
                พิธีศพ ฝ่ายพระก็คิดเพียงจัดพิธีให้เสร็จๆไป นี่ก็เป็นซากการสวดพระอภิธรรมอีกเหมือนกัน 

                                            ๕.การฟังพระอภิธรรม

                      การฟังพระอภิธรรม ก็นั่งฟังพอเป็นพิธีส่วนมากฟังกันไม่รู้เรื่อง คุยกันเสียแหละมาก?ข้อ
                นี้ตอบแล้วในข้อ ๓ ถ้าไม่ต้องการให้เป็นซากหรือให้เหลือแต่ซากก็เร่งกระตือรือล้นแก้ไขปรับปรุง
                กันเสีย เมื่อปรับปรุงได้ผลดีสักสองสามแห่งแล้วก็อาจจะนิยมทำตามกันกว้างขวางออกไป 

                                               ๖.การแสดงธรรม

                      การแสดงธรรมนิยมเทศน์แจงป­มสังคายนาทุกงานพระท่านก็สรรเสริ­เจ้าภาพยกยอ
                คนตายว่าสละทรพัย์บำรุงเศาสนาที่ไหนบ้าง ฯลฯ และก็มักบอกอานิสงส์ว่าเทศน์แจงนี้ได้บุ­
                มากมาย เพระมีตั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เป็นการสืบต่อพระศาสนา? 
                      การแสดงธรรมโดยเฉพาะเทศน์แจงเป็นเทศน์ให­่ แต่เดิมอาจจะเป็นโอกาสให้ได้แยก
                แยะแจกแจงเนื้อหาธรรมออกไปได้กว้างขวางเพราะเทศน์แจงคือเทศน์เรื่องสังคายนาย่อมเกี่ยว
                กับธรรมวินัยทั้งหมดทั้งสิ้น คราวหนึ่ง ๆ จะจับเอาจุดไหนมาแยกแยะก็ได้ และอาจจะเป็นโอกาส
                ที่จะชำระสะสางความเชื่อถือ การประพฤติปฎิบัติที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน แก็ไขกันให้ถูกต้อง
                สมชื่อว่าสังคายนาแต่ปัจจุบันก็เหมือนกับข้อก่อนๆ คือทำกันพอเป็นพิธีก็เลยมีแต่ซากการเทศน์
                แจฃอีกนั่นแหละเมื่อเหลือแต่ซากก็เลยต้องเอามาตีกันตรงสรรเสริ­ผู้ตาย แต่ถ้าเนื้อหาธรรมที่
                แสดงหนักแน่นดี การพูดถึงผู้ตายและเจ้าภาพก็เป็นเรื่องประกอบไปได้ ไม่เสียหาย โดยนัยนี้จะ
                จัดหรือไม่จัดก็พึงพิจารณาดูสาระเถิด 

                                                ๗.การฟังธรรม

                      การฟังธรรม คนมักเบื่อการฟังเทศน์ ก็ฟังกันพอเป็นพิธีมีไม่กี่คน จะมากเอาตอนทอดผ้า
                บังสุกุล เจ้าภาพก็ต้อนรับแขกเหรื่อเตรียมจัดชื่อคนที่จะเชิ­ไปทอดผ้า ถ้ามี ส.ส.ผู้ว่าฯ นายอำ
                เภอตำรวจระดับ สว­.มาด้วย เจ้าภาพก็มีหน้ามีตา? 
                      การฟังธรรมก็เข้ากับคำตอบที่ชี้แจงมาแล้วในข้อก่อนๆเมื่อตัวสาระหมดไปหดหายไปเรา
                ก็มาเอาดีกันตรงเกียรติยศชื่อเสียงเรื่องอย่างที่เล่ามาว่าเชิ­ผู้มีเกียรติมากมายขึ้นทอดผ้านั้น 
                นิยมทำกันมากในชนบทไม่นานนี้เองในกรุงไม่ค่อยทำเพราะคนมีเวลาน้อยแต่ในแง่สสาระก็ไม่
                ค่อยได้ด้วยกัน ทั้งในกรุงและนอกกรุง เป็นแต่ว่าในชนบทมีเวลาที่จะให้แก่เรื่องไม่เป็นสาระมาก
                กว่า ก็เลยมีพิธียาวกว่า 
                      ทางแก้นั้นคือ เมื่อดึงความสำคั­ในส่วนที่เป็นสาระกลับมาได้ ทำสิ่งที่ควรมีสารระขึ้นมา
                ได้ เรื่องปลีกย่อยเหล่านี้ก็ค่อย ๆ ลดลงไปเอง แต่เรื่องนี้เหตุอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้แก้ไขยาก คือ
                ค่านิยมของสังคมไทยที่พอกพูนขึ้นมาว่า ต้องการเกียรติ หมดเท่าไหร่ไม่ว่า ขอให้ได้มาชื่อเสียง 

                                                  ๘.มาติกา

                      มาติกา นิยมนิมนต์พระมากกว่าอายุคนตาย เพราะถือว่าลูกหลานจะได้อยุยืนถ้านิมนต์
                เจ้าคุณ พระครู มาได้มาก ๆ ก็ถือว่ามีเกียรติมาติกา เรื่องนี้ก็เหมือนกับข้อก่อนๆ นั่นเอง คือ
                เหลือแต่ซากมาติกา เมื่อเหลือแต่ซากแล้ว สิ่งที่ไม่เป็นสาระต่าง ๆ การถือหยุม ๆ หยิม ๆ
                ต่าง ๆ ก็ตามกันขึ้นมาเองเป็นธรรมดาเพราะเมื่อหาสาระจากตัวหลักไม่ได้แล้ว ก็เอาโชคลาง
                เกียรติ ชื่อเสียงใส่เข้าพอให้รู้สึกว่าได้อะไรบ้าง พออุ่นๆ ภูมิๆ 
                      (มาติกา คือ หัวข้อสิกขาบท แต่ละหมวดเช่น กุสุมา ธมฺมา อกุสฺลา ธมฺมา อพฺยา กตฺตา
                ธมฺมา ได้แก่ หมวด กุศล อกุศล อัพยากฤต ฯลฯ ซึ่งต้องขยายความต่อไป) 

                                           ๙.การฟังพระสวดมาติกา

                      การฟังพระสวดมาติกา แขกก้นั่งพนมมือปากก็คุยกันไป เจ้าภาพก็มัวยุ่งเรื่องทอดผ้า
                จะเอาใครบ้าง ใครก่อนใครหลังใครจะเป็นประธานจุดไฟ พระคงจะสวดให้คนตายฟังเพราะ
                ก่อนสวด ต้องไปเคาะโดลงบอกทุที ข้อนี้ก็ตอบเหมือนกับข้อก่อนๆ 

                                            ๑๐.การทอดผ้าบังสุกุล

                      การทอดผ้าบังสุกุล พิธีกรจะประกาศเรียกชื่อผู้มีเกียรติมาทอดชุดละ ๔ คนจนเท่ากับ
                จำนวนพระ ขณะทอดผ้า บางท่านก็ว่า นามรูปํ อนิจฺจํ หรือ มยามมริตพฺพํ? 
                      ข้อนี้ก็ตอบเหมือนกับข้อก่อนๆ ส่วนที่ว่าขณะทอดผ้านั้นพึงถือคติอย่างที่ตอบในข้อ ๑
                (คำที่ยกตัวอย่างมา ถ้าเข้าใจความหายก็ใช้ได้ ขออย่าเพียงว่าเป็นขลัง ๆ ไปก็แล้วกัน) 

                                          ๑๑.การพิจารณาซักบังสุกุล

                      การพิจารณาซักผ้าบังสุกุล พระท่านว่าอนิจฺจา วตสงฺขารา...เตสํ วูปโมสุโข วรรคสุด
                ท้ายส่วนมากก็แปลกันว่าตายแล้วเป็นสุข น่าจะถูกเพระว่าเกี่ยวกับการตายแต่ถ้าแปลอย่างนี้
                ก็ขัดกับมรณมฺปิ ทุกขํ อีก? 
                      การพิจารณาซักผ้าบังสุกุล คำพระว่าวรรคสุดท้าย ไม่ใช่แปลว่า ตายแล้วเป็นสุข แต่
                แปลว่าการดับทุกข์ได้เป็นสุข (แปลตามศัพท์)ว่าความสงบระงับแห่งสังขารเป็นอนิจจังและ
                สังขารเป็นทุกข์ขังสงบระงับสังขารก็คือ สงบระงับอนิจจังและทุกขังจึงเป็นสุข 

                                               ๑๒.การกรวดน้ำ

                      การกรวดน้ำบางท่านว่า "อิมินา ปุ­ฺ­กมฺเมน" หรือ "ขออุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่ผู้ตาย
                " หรือ ไม่ต้องกรวด ทำบุ­แล้วถึงเอง" หรือ "ไม่ต้องกรวด ถึงกรวดก็ไม่ถึง" หรือ "ไม่"
                ต้องกรวดเพราะ­าติเขาไปเกิดแล้ว" หรือ "ไม่ต้องกรวด ­าติของเขาไม่ได้เป็นเปรต"? 
                      การกรวดน้ำ เป็นวิธีการตั้งจิตเป็นกุศลต่อผู้ตาย รำลึกถึงด้วยจิตใจสงบแน่วแน่เป็น
                สมาธิ เพราะตลอดพิธีเจ้าภาพไม่ค่อยมีเวลาหยุดนิ่ง โดยเฉพาะไม่ค่อยมีเวลาทำใจสงบ
                เพราะมัวยุ่งโน่นนี่ กับการเตรียมของและการรับคนจึงควรใช้เวลาน้อยๆนี้ให้เป็นประโยชน์
                อย่ามัวไปยุ่งวุ่นวายว่าจะใช้คำโน้นคำนี้ จะกรวดน้ำหรือไม่กรวดเดี๋ยวจะเป็นซากการกรวด
                น้ำอีก จะว่าคำอะไรก็ได้ที่ทำให้จิตใจสงบ้ยือกเย็นแน่วแน่ และแผ่ความตั้งใจดีต่อผู้ตาย
                พร้อมทั้งคิดถึงคติที่พึ่งได้จากงานนั้นหน้าที่ของเราคือตั้งใจดีต่อผู้ตายและทำใจให้เจริ­
                กุศล เขาจะไปเกิดที่ไหนหรือไม่ ไม่เป็นหน้าที่ที่จะมาเถียงกัน 

                                            ๑๓.การทอดผ้าบังสุกุล

                      การทอดผ้าบังสุกุล ผูที่ทอดเป็นก็ได้บุ­การซักผ้าบังสุกุล พระที่พิจารณาเป็นก็ได้
                บุ­เจ้าภาพจะได้บุ­หรือไม่?การทอดผ้าบังสุกุลและการซักผ้า 

                                      ๑๔. การจุดไฟหรือวางดอกไม้จันทน์

                      การจุดไฟหรือเวลาวางดอกไม้จันทน์บางท่านก็ว่า "อรฆํจุตติ" (คนเก่าๆ) หรือ "อยู่
                เป็นทุกข์ ตายเป็นสุข" หรือ "ไปสู่สุคติเถิด" หรือ "เราก็ตายอย่างนี้ การตายเป็นของธรรม
                ดา ไม่ล่วงพ้นไปได้" ฯลฯ? 

                                คัดลอกจาก ใต้ร่มธรรม โดย พระธรรปิฎก(ป.อ.ปยุตฺโต)
                                จากวารสารร่มโพธิ์แก้ว

ธรรมคุ้มครองโลก

                       ­าติโยมพุทธบริษัททั้งหลายณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟ้งปาฐกถาธรรมะอันเป็น
                 หลักคำสอนในทางพุทธศาสนาแล้วขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบตั้งอกตั้งใจฟ้งด้วยดีเพื่อ
                 ให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควรแก่เวลาวันนี้ดู­าติโยมน้อยไปหน่อยคงจะ
                 ไปสนุกกับการดูประกวดรถบุปผาชาติแต่ว่าถ้านึกไปอีกแง่หนึ่งคนไปดูนี่ก็ต้องเสียสตางค์
                 เหมือนกัน เสียสตางค์ค่าเดินทางเดินดู ดูแล้วคอมันก็แห่ง กินน้ำอัดลม กินน้ำแข็ง หรือไม่ก็
                 ลูกอยากจะกินขนมบ้างกินไอ้นั่นไอ้นี่พวกเที่ยวขายของนี่เขาไปก่อนเพื่อนส่วนพวกไปทีหลัง
                 ไปเสียสตางค์แล้วก็กลับบ้านถ้าเราคิดว่าไปแล้วได้อะไรบ้าง...ได้ความสนุกสนานร่าเริงซึ่ง
                 เป็นเรื่องธรรมดาๆ ทีนี้ถ้าเราเปลี่ยนความสนุกไปในรูปอื่นเช่นเรามาวัดนี่สนุกได้เหมือนกัน
                 มาให้เพลิดเพลินในการมาวัดมาแล้วจะดูใบไม้ก็ได้ หลายสีหลายแบบ ใบเล็ก ใบให­่ บาง
                 ประเภทก็มีสีมีอะไรสบับจนมีคนตั้งชื่อให้แล้วจุดูดอกไม้บนต้นไม้ก็ยังสวยกว่าที่เขาไปจัดไว้
                 บนรถด้วยซ้ำไปเพราะมันเป็นธรรมชาติ ต้นตะแบกออกดอกสวยงามตอนนี้สีม่วง สีชมพูดู
                 แล้ก็ชื่นใจ ห­้าก็เขียวตอนนี้เพราะฝนโชยลงมาลองดูดอกไม้บนต้นอย่างดอกนะแบกข้าง
                 ศาลามันสวยกว่าดอกไม้ในแจกัน มันสวยกว่าดอกไม้ที่เอาไปประดับประดาในสถานที่ต่างๆ
                 เพราะว่ามันยังมีชีวิตดูแล้วมีชีวิตชีวามันออกดอกบานสะพรั่งมันท้าแดดท้าลม ลมพัดไม่หวั่น
                 ไหว แดดมาก็ไม่หวั่นไหวถูกน้ำค้างแล้วก็สีสดชื่นสลับกับใบไม้สีเขียวสดซึ่งมีอยู่รอบๆดูแล้ว
                 ก็เหมือนกับว่ามันจะยิ้มกับเราแต่ว่ายิ้มเยาะหรือยิ้มอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีมันอาจจะยิ้ม
                 เยาะมนุษย์ก็ได้ยิ้มเยาะว่า "ฉันไม่มีควาททุกข์ เหมือนมนุษย์ ฉันไม่มีโรคกลุ้มใจฉันไม่มีโรคประ
                 สาท ฉันไม่ต้องนั่งปวดศีรษะเพราะปั­หานั่นปั­หานี่"ดอกไม้มันเยาะเรามันยิ้มเยาะว่ามนุษย์
                 นี่แย่กว่าดอกไม้ ดอกไม้ไม่เป็นทุกข์อะไร บานแล้วมันก็ร่วงโรยไปตามธรรมชาติ มันร่วงโรย
                 ไปแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะต้องยุ่งต่อไปไม่ต้องแจกบัตรแจกการ์ดเพื่อให้มาดูดอกไม้ร่วงให้มา
                 กันมากๆ ปั­หาจราจรติดขัด ปั­หาหลายอย่างหลายประการไม่มีกับดอกไม้ มันหัวเราะคน
                 ได้ว่าคนนี่ยุ่งมาก ตายก็ยุ่ง เกิดก็ยุ่ง มีเรื่องยุ่งๆกันทั้งนั้นเวลาแต่งงานก็เอาคนมารดน้ำใช้
                 สังข์รดแต่ว่าเวลาตายก็เอาคนมารดน้ำใช้ขวดใส่น้ำรด รดที่มือคนตายไม่รุ้ว่าใครมารดกูบ้าง
                 นอนเฉยไม่รู้เรื่องอะไรเวลาใครมาเผาก็ไม่รู้ว่ามีใครมาจุดไฟบ้างใครมาทำอะไรกับตัวบ้าง
                 ตายแล้วไม่รู้เรื่องคนที่รู้คือคนเป็นเท่านั้นเองแต่ว่าทำไมเราจะต้องทำอย่างนั้นเราทำเพื่อบูชา
                 คุณงามความดีของผู้ตายไปว่าเป็นคนมีความดีน่ายกย่องน่าบูชาคนมามากๆนั้นมาเพราะความ
                 ดีของคนผู้นั้นบางคนก็มาเพราะความดีของคนที่อยู่แต่ว่าความดีของคนที่อยู่มันก็เนื่องกับ
                 ความดีของคนตายเช่นว่าลูกดีนี่ก็เพราะว่าพ่อแม่ดีเมื่อพ่อแม่ดีลูกก็เจริ­ก้าวหน้าในการงาน
                 ตั้งตัวได้เป็นหลักเป็นฐาน พ่อแม่ตายก็มีคนมาให้เกียรติมาเผาศพมาสักการะศพเพราะความ
                 ดีทั้งนั้นุถ้าเราทำอะไรแต่พอดีพองามก็เรียกว่าใช้ได้เป็นการเชิดชูคุณงามความดีของผู้ตาย
                 แล้วก็เป็นการสอนคนเป็นให้รู้จักทำอะไรแต่พอดีพองามไม่ทำอะไรให้เกินพอดีไปจนเป็นเรื่อง
                 ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเพื่อเอาหน้าเอาตาเอาหน้าสำหับคนเป็นน่ะคนตายไม่ได้หน้าอะไรเพราะหน้าแห้ง
                 หน้าเดี่ยวแล้วนอนเฉยอยู่ในโลงไม่ได้อะไรแต่ว่าคนเป็นพลอยได้หน้าได้ตาจากเรื่องเหล่านั้น
                 จึงได้ทำกันในรูปอย่างนั้นเริ่มแรกนั้นทำกันเพื่อมุ่งความดีแท้แต่ว่าต่อมานี่มันแตกดอกออก
                 หางไปกลายเป็นเรื่องเอาหน้าเอาตา เรื่องนั้นเรื่องนี้เอาอะไรกันมากมายเรียกว่าทำด้วยกิเลส
                 เสียมากกว่าไม่ได้ทำเพื่อความเป็นธรรมการทำอะไรถ้าเราทำด้วยกิเลสนี่มันไม่ค่อยดีเท่าใดแต่
                 ถ้าทำด้วยความเป็นธรรมเราไม่หวั่นไหวกับอะไรทั้งน้นเราทำเพราะสำนึกในหน้าที่ว่าเราจะต้อง
                 ทำอย่างนั้นจะต้องทำอย่างนี้ไม่ต้องไปปรารภใครว่าเขาจะว่าเราอย่างไร เขาจะชมเราเขาจะติ
                 เราอย่างไร อย่าเอามมเป็นอารมณ์เพราะว่าการพูดของคนนั้นมันเรื่องไม่จบเขาอาจจะพูดอะ
                 ไรก็ได้ถ้าเขาชอบเขาก็ชมถ้าเขาไม่ชอบเขาก็ติจิตใจคนนี้มันมีหลายรูปหลายแบบเราจะเอาใจ
                 คนทุกคนมันก็ไม่ไหวเพราะคนมันมากเหลือเกินเราจะต้องเอาใจธรรมะเรียนกว่าเอาใจพระเอา
                 ใจพระดีกว่าเอาใจคน พระนี่ก็ไม่ใช่พระที่เป็นคนถ้าเอาใจพระที่เป็นคนก็ยุ่งอีกแหละ ท่านมหา
                 นั้นชอบอย่างนั้น ท่านพระครูนนี้ชอบอย่างนี้ เจ้าคุณท่านชอบอย่างโน้นก็มากเรื่องถ้าทำให้
                 เหมือนพระชอบทุกองค์ก็ลำบาก แต่เราเอาความถูกต้องเป็นให­่พูดง่ายๆ ว่า"ทำอะไรให้ถูก
                 ใจพระ"ถูกใจพระในที่นี้ก็หมายถึงว่าถูกต้องตามหลักธรรมะพระที่เรายึดถือก็คือ"พระธรรม"
                 นั้นเองพระธรรมนี่เป็นเรื่องสำคั­เป็นเรื่องให­่ที่เราถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำ
                 วัน เราทำอะไรเราคิดอะไรเราพูดอะไรเราก็ยึดธรรมะเป็นหลักธรรมะว่าอย่างไรในเรื่องอย่าง
                 นี้เราก็ทำอย่างนั้นทำให้ดูกต้องตามหลักธรรมะ ทำถูกต้องตามธรรมะแล้วอาจจะมีคนชอบก็
                 ได้อาจจะมีคนไม่ชอบก็ได้ คนใดที่มีคุณธรรมเขาก็ชอบเมื่อเราทำถูกตามธรรมะแต่คนใดไร้
                 คุณธรรมเขาก็ไม่ชอบ จะให้เขาชอบเสมอไปก็ไม่ได้เพราะคนมันไม่เหมือนกันดังที่กล่าวแล้ว
                 เราจึงต้องถือหลักว่า "ธรรมะว่าอย่างใดเราทำอย่างนั้น" ทำให้มันถูกตรงตามหลักการของ
                 ธรรมะแล้วไม่ต้องไปหวั่นไหวใครจะพูดอย่างไรใครจะติใครจะชม มันเป็นเรื่องของเขาคน
                 เรามันก็ติได้ทุกเมื่อชมได้ทุกเมื่อขึ้นอยู่กับอาราณ์ของผู้นั้น ถ้าเขาพอใจก็ชม ถ้าเขาไม่พอใจ
                 เขาก็ติ ในเรื่องเดียวกัน คนเดียวกันอาจจะติในบางครั้งอาจจะชมในบางครั้งก็ได้ เช่นว่า
                 คนเป็นให­่เป็นโตมีอำราจวาสนาก็มีแต่คนชมเมื่อเข้าใกล้แต่กลับหลังเขาก็ติเหมือนกันเขา
                 ว่าอย่างนั้นเขาว่าอย่างนี้ต่อหน้าแล้วเขาก็ชมเช่นนั้นไม่ได้เกิดจากน้ำใสใจจริงแต่ว่าชมเพื่อ
                 ประจบประแจงเท่านั้นเองประจบให้ผู้ให­่ชอบ ชอบแล้วก็จะให้อะไรแก่ตนตามที่ตนต้อง
                 การนั่นไม่ได้มาจากธรรมะถ้ามาจากธรรมะเขาเรียกว่าพูดตามความจริงในคนนั้นๆ แต่ว่า
                 ความจริงนี้ก็พูดเสมอไปไม่ได้ ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคลเพราะมันกระทบกระเทือนจิตใจ
                 เขา เช่นว่าเขามีอะไรเป็นอยู่อย่างไรเราก็พูดไปตามความจริง คนนั้นอาจจะไม่ชอบเราก็ได้
                 ความจริงนี้ต้องดูเวลาดูเหตุการณ์ดูบุคคล ดูว่าเป็นประโยชน์หรือไม่พระพุทธเจ้าท่านตรัส
                 เตือนเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน ท่านบอกว่าสิ่งที่เป็นความจริงนั้นคถคตไม่ได้พูดเสมอไปในเรื่อง
                 นั้น แต่คถาคตต้องดูเวลามันเหมาะหรือไม่ บุคคลมันเหมาะหรือไม่ เหตุการณ์มันเหมาะหรือ
                 ไม่ และที่สำคั­เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังหรือไม่อันนี้สำคั­มาก ต้องว่าเป็นประโยชน์หรือไม่
                 ด้วยนะถ้าเรื่องพูดออกไปแล้วตรัสออกไปแล้วไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังแม้จะเป็นเรื่องจริง
                 เหมาะแก่เวลา บุคคลอะไรก็ตามแต่ว่าไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังพระองค์ก็ไม่ตรัสเรื่องนั้นจึง
                 ถือเอาประโยชน์เป็นเรื่องสำคั­ แต่ว่าประโยชน์ก็ต้องถูกเวลา ถูกบุคคล ถูกเหตุการณ์ด้วย
                 จึงจะตรัสเรื่องนั้นออกไป สิ่งใดที่เป็นความจริงแต่ย้งไม่เหมาะก็ไม่ตรัสไม่เกิดประโยชน์แก่
                 ผู้ฟังพระองค์ก็เก็บไว้ก่อน เรียกว่ารู้จักเลือก รู้จักเวลา รู้จักบุคคลรู้จักเหตุการณ์ว่าควรจะ
                 ตรัสอะไรกับใคร ณ สถานที่ใดด้วยเรื่องอะไรเป็นประโยชน์แก่เขาหรือไม่พระองค์ใช้หลัการ
                 อย่างนั้นเราก็นำมาใช้ได้เหมือนกันเช่น เราจะพูดอะไรกับใครก็ต้องดูว่ามันเป็นประโยชน์หรือ
                 ไม่ ถ้าไม่เป็นประโยชน์เราก็ไม่พูด ทีนี้เรื่องเป็นประโยชน์แต่เวลาไม่เหมาะก็พูดไม่ได้ เช่นบาง
                คนทำอะไรไม่ถูกแล้าเราจะเตือนเขาแต่เวลามันไม่เหมาะเพราะว่าอยู่ต่อหน้าคนมากๆ ถ้าเรา
                 เตือนแล้วคนนั้นจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเสียเกียรติของตัวเราก็ไม่ควรเตือนในเวลานั้น เรียกว่า
                 เวลาไม่เหมาะเหตุการณ์มันไม่เหมาะเราก็พูดไม่ได้ บุคคลไม่เหมาะก็พูดไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้อง
                 ดูว่ามันเหมาะสมทุกๆ ด้านแล้วจึงจะพูดเรื่องของธรรมะนี่จึงเป็นเรื่องที่มีประโยชน์แก่ชีวิต
                 จริงๆ ถ้าเรารู้จักเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันของเราแล้วเราจะเป็นผู้อยู่รอดปลอดภัยด้วยประ
                 การทั้งปวง ที่ปลอดภัยอันยิ่งให­่คือปลอดภัยภายใน "ภัยภายใน" นี่มันสำคั­กว่า "ภัยภาย
                 นอก""ภัยภายใน"นั้นก็คื่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจของเราสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเรานั้นก็คือกิเลส
                 ประเภทต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นเพราะเราไม่ประพฤติธรรมเช่นเราขาดสติควบคุมการคิดการพูด
                 การกระทำเราก็มีภัยข้างในเราคิดช้วใจเราก็เพิ่มความชั่ว ถ้าเราคิดในทางโลภความโลภ มันก็
                 เพิ่มขึ้น ถ้าเราคิดในเรื่องโกรธ ความโกรธมันก็เพิ่มขึ้นถ้าเราคิดในเรื่องหลงความหลงมันก็
                 เพิ่มขึ้น ถ้าเราคิดในเรื่องริษยา มันก็เพิ่มขั้นในใจของเรา ไม่ว่าเราคิดในเรื่องอะไรมันก็เพิ่ม
                 จำนวนขึ้นในใจของเราทั้งนั้นการเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเรานั้นควรจะได้สำนึกไว้อัน
                 หนึ่งว่า "เราอยู่เพื่อเพิ่มความงามความดี" อย่างอยู่เพื่อลดความงามความดี ให้หมดไปจาก
                 ใจคือใจของเราก็มีสองฉากเท่านั้น ฉากดี ฉากชั่วฉากดีก็เป็นฝ่ายขาวฉากชั่วก็เป็นฝ่ายดำถ้า
                 เราเพิ่มฝ่ายขาวจิตใจของเราก็สะอาดมากขึ้นถ้าเราเพิ่มฝ่ายดำจิตใจเราก็สกปรกมากขึ้นเลอะ
                 เทอะมาขึ้นมันเป็นอย่างนั้น ฉะนั้นเราควรจะมีอุดมการณ์ประจำจิตใจว่าเราจะเพิ่มแต่ฝ่ายขาว
                 เราจะไม่เพิ่มฝ่ายดำเพราะฝ่ายดำนั้นทำให้เกิดความเศร้าหมองทำให้จิตใจไม่สงบเกิดปั­หา
                 ด้วยประการต่างๆ เมื่อเราไม่เพิ่มศัตรูภายใน ศัตรูภายนอกก็ไม่ทำร้ายเราได้ ไ่ม่รบกวนเราได้
                 เพราะผู้นั้นเป็นผู้ประพฤติดี ประพฤติชอบ อันตรายภายนอกก็จะไม่มา คนที่มีอันตรายภาย
                 นอกมาเบียดเบียนนั้น ก็เพราะขาดเกราะคุ้มครองตัวเองก็คือขาดธรรมะเป็นเครื่องคุ้มครอง
                 ในหลวงรัชกาลที่ 5ทรงพระราชนิพนธ์คำโคลงไว้และมีบาทหนึ่งว่า"สุจริตคือเกราะบังศาสตร์
                 พ้อง " สุจริตเป็นเกราะคอยป้งอกันตัว คำว่า "สุจริต " คือประพฤติดี ประพฤติชอบ ทาง
                 กาย ทางวาจา ทางใจ เมื่อเราควบคุมตัวเองให้มีความประพฤติดี ประพฤติชอบทางกายทาง
                 วาจา ทางใจอยู่แล้วมันก็เป็นเกราะอยู่ในตัวป้องกันอันตรายไม่ให้เกิดขึ้นทั้งภายในทั้งภาย
                 นอกคนที่มีอันตรายเกิดขึ้นจากภายนอกก็เพราะมีอันตรายภายในอยู่ก่อนจิตใจของเขาเต็ม
                 ไปด้วยความโลภเต็มไปด้วยความโกรธประทุษร้ายเต็มไปด้วยความหลง มัวเมาในเรื่องต่างๆ
                 การดำเนินกิจในชีวิตประจำวันเป็นไปเพื่อสร้างปั­หาคือเบียดเบียนผู้อื่นให้เกิดความทุกข์
                 ความเดือดร้อน แล้วก็เบียดเบียนตน คือลดความดีของตนลงไปเรื่อยๆ ทำตนให้เศร้าหมอง
                 เพิ่มขึ้น กระทบกระเทือนถึงบุคคลอื่นทางที่จะไปสู่ความยิ่งให­่ต้องทำคนให้เดือดร้อน ทาง
                 นั้นไม่ใช่ทางแห่งความสุขไม่ใช่ทางแห่งความมั่งคั่งในชีวติแต่ว่าเป็นทางไปสู่ตะแลงแกงคือ
                 ตัวเองจะถูกฆ่าให้ตายในวันหนึ่งข้างหน้า นั่นคือตัวอย่างที่เราเห็นปรากฎอยู่บ่อยๆ เป็นข่าว
                 คนนั้นมีเงินเท่านี้ กิจการให­่โนกว้างขวางแต่ว่าถูกฆ่าไปเสียแล้ว เมื่อเราได้ฟังข่าวอย่างนั้น
                 ก็พอจะรู้ได้ว่าคนอย่างนั้นมีเบื้องหลังเบื้องหลังของเราก็คือว่าเบียดเบียนคนอื่นให้เกิดความ
                 ทุกข์ความเดือนร้อนตัว ปรารถนาความสุขแต่ว่าไปตัดรอนคนอื่นโดยเฉพาะคือคู่แข่งขันกัน
                 ในการทำมาหากินเรียกว่ามีความริษยาเป็นเริ่มต้นก่อน เมื่อมีความริษยาแล้วก็คิดทำลายคนที่
                 แข่งกับตัว เมื่อคนหนึ่งถูกทำลายไปก็นึกว่าตัวจะปลอดภัย นึกว่าทรัพย์จะช่วยได้นึกว่าบริ
                 วารจะช่วยได้ นึกว่ามือปืนที่คอยคุ้มกันตัวอยู่นั้นจะช่วยตนได้หรือ มันช่วยไม่ได้ คนเราเมื่อถึง
                 วาระ "กรรม" แล้วอะไรก็ช่วยไม่ได้คนเราทำอะไรไว้มันก็ต้องได้รับผลของการกระทำนั้นหนีไป
                 ไม่พ้นในสังคมในยุคปัจจุบันนี่ก็เหมือนกันคนเราที่กระทำความผิดสร้างปั­หาแกคนอื่นเบียด
                 เบียนคนอื่นให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนด้วยประการต่างๆ แม้จะหลบหนีมือกฎหมายไป
                 ได้เที่ยวหลบอยู่แต่มันก็ไม่พ้นเวรพ้นกรรม อะไรหรอกเพราะว่าขณะหลบหนีนั้นไม่ใช่ว่าสบาย 
                 จิตใจมีความกระวนกระวายมีความหวาดกลัวมีความทุกข์ม่ความเดือดร้อนเป็นปั­หาคนเราเมื่อ
                 กระทำอะไรไว้สิ่งนั้นมันนคอยกระซิบอยู่ในใจตลอดเวลากระซิบให้เราคิดไม่สบายใจนั่นแหละคือ
                 ผลที่เราได้รับเรียกว่า "ตนตกนรกทั้งเป็น"เพราะเราร้อนอกร้อนใจจากผลแห่งการกระทำนั้นมัน
                 ก็ร้อนใจใครทำอะไรผิดมันก็ร้อนใจไปตลอดทางไม่ใช่มีความสุขใจไปด้วยความทุกข์คนไปทำชั่ว
                 นี่มันไปด้วยความทุกข์เสร็จแล้วก็มานั่งนอนเป็นทุกข์ต่อไปจิตใจมันไม่สบายแม้จะได้ข้าวได้ของ
                 อะไรมาก็เอามากินมาใช้กันไปตามเรื่องแต่ว่ากินแล้วมันก็ไม่สบายใจของนั้นมันเหมือนกับบอกว่า
                 "แกเอาของเขามา ... แกไปเอาเปรียบเขา ... แกไปเบียดเบียนเขา" มันก็ไม่สบายใจแต่ว่าจิตใจ
                 มันด้านมันด้านต่อความชั่วบ่อย ๆ ใจมันก็ด้านต่อความชั่ว ชั้นแรกก็ละอายใจ...กลัว ทำไปนานๆ
                 เข้ามันก็ชินทำได้ เมื่อเกิดความชินแล้วก็ไม่กระดากอาย ต่อหน้าใครก็ทำได้ไม่กลัวไม่ละอายต่อไป
                 แต่ถ้าว่ายังไม่เคยทำก็จะละอายใจเพราะฉะนั้นถ้าเราจะยกระดับจิตใจของเราให้สูงขึ้น เราก็ต้อง
                 เอาใจเราเข้าไปอยู่กับธรรมะต้องรักพระพุทธเจ้าให้มากรักพระธรรมให้มาก รักพระอริยสงฆ์ ผู้
                 ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ เวลานี้สังคมวุ่นวายสับสนมากเพราะ
                 เราถูกความมืด คือ โมหะครอบงำจิตใจเราก็ต้องทำลายความมืดความหลงผิดความเข้าใจผิด
                 ความเชื่องมงาย สิ่งทั้งหลายที่ไม่เป็นสาระให้หมดไปจากจิตใจ ตั้งหน้าศึกษาธรรมะชักชวนเพื่อน
                 ฝูงมิตรสหายให้หันหน้าเข้าหาธรรมะ เรียกว่าเดินขบวนเพื่อความเป็นธรรมกันเสียที เข้าหาธรรม
                 กันแล้วเราก็จะได้รับผลจากธรรม 

                 ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม 

                 ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ 

                       ขอฝากเรื่องนี้ไว้กับ­าติโยมทั้งหลาย ดังที่ได้แสดงมาก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลาขอยุติ
                 ไว้เพียงเท่านี้ผู้ประพฤติดี มีความเห็นถูกต้อง มั่นอยู่ในคลองธรรม พูดสัตย์ ปฎิบัติหน้าที่ของตน
                 สมบูรณ์ คนย่อมเทิดทูนด้วยความรัก 

                                     คัดลอกจาก ใต้ร่มธรรม โดย ปั­­านันทภิกขุ
                                     จากวารสารร่มโพธิ์แก้ว
                                                   ฉบับที่ 20
ธรรมทำให้งาม

                              คือเหตุแห่งความงามที่ไม่จำกัดกาล, สิ่งที่ทำบุคคลให้เป็นที่เจริ­ตา 
                       เจริ­ใจของตนเองและผู้อื่น อย่างแท้จริง 

                              1.ขันติ คือการเป็นผู้มีความอดทน สามารถรักษา กิริยามารยาท การ
                       พูดจาและความคิดเห็นซึ่งไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่นได้ในทุกสถานการณ์
                       และสามารถอดทนเพื่อบรรลุตามความมุ่งหมายที่ดีได้เสมอความอดทนเป็น
                       เบื้องต้นของความดีงามทั้งหลายคนไม่อดทน ย่อมหวั่นไหวต่ออารมณ์ที่เข้า
                       มากระทบได้ง่าย จึงมีมารยาทไม่คงที่ เปลี่ยนแปลงขึ้นลงอยู่เป็นนิจความอด
                       ทนที่ทำคนให้งามนี้ ต้องเกิดจากการมีปั­­า รู้ชัดในคุณของการอดทน และ
                       โทษภัยของการไม่อดทน 

                              2.โสรัจจะ ความเป็นผู้สงบเสงี่ยมมีอัธยาศัยงามรักความประณีตหมด
                       จดเรียบร้อยต้องเป็นผู้ซึ่งได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี ในเรื่องกิริยา มารยาท
                       การแสดงออกที่ถูกกาลเทศะทั้งขันติและโสรัจจะ เป็นคู่ที่ไม่สามารถแยกออกจาก
                       กันได้ ในฐานะองค์ประกอบของความงามที่สมบูรณ์ขันติ เป็นความงามที่ภายใน
                       คือใจ ส่วนโสรัจจะ เป็นความงามที่ภายนอก คือการแสดงออก ทางกายกับวาจา
                       ความงามอมตะ มิได้อยู่ที่รูปกาย หากแต่อยู่ที่การกระทำที่ถูกต้อง ดีงาม ทั้งกาย
                       และใจ ดังตัวอย่างของพระมหาราชา และพระมหาราชินีผู้ทรงงดงามในหัวใจคน
                       ทั้งชาติ 

                              3. บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นคนตาดี ทั้งสองข้าง คือเป็นผู้มีตา
                       ปั­­า ในทางแสวงหาทรัพย์สิน ที่ยังไม่มี ให้มี ที่มีแล้วก็ทำให้งอกงามมากขึ้น
                       และมีตาปั­­าที่สามารถรู้ว่าสิ่งใดเป็นกุศล มีประโยชน์สิ่งใดเป็นอกุศลมีโทษ
                       ด้วย(พระไตรปิฎก เล่ม 5 ข้อ 244 และเล่ม 20 ข้อ 410)ที่มา พุทธธรรมสำ
                       หรับชาวบ้าน 

                                  (พระไตรปิฎก เล่ม 5 ข้อ 244 และเล่ม 20 ข้อ 410)
                                  คัดลอกจาก สนทนาธรรม-พุทธธรรมสำหรับชาวบ้าน
                                                 โดยประดู่ลาย
                                             จากวารสารร่มโพธิ์แก้ว
                                  ปีที่4 ฉบับที่ 20 เดือนมีนาคม-เมษายน 2540

ความเชื่อที่งมงาย 
                                                 พุทธทาสภิกขุ

                        ปุถุชนเราตั้งแต่เกิดมา ย่อมมีความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องที่ก่อความใคร่(กาม)
                 เป็นสมบัติชิ้นที่ ๑ แล้วยึดมั่นถือมั่นในความคิดความเชื่อของตัวเอง(ทิฏฐิ) เป็นสมบัติ
                 ชิ้นที่ ๒ ส่วนสมบัติชิ้นที่ ๓ ก็คือ"ความงมงาย" (สีลัพพตปรามาส)ผู้ใตมัวแต่หอบหิ้ว
                 สมบัติชิ้นให­่ๆเหล่านี้อยู่ ย่อมไม่สามารถละจากความเป็นปุถุชน เพื่อไปสู่ความเป็น
                 อารยชนหรือพระอริยเจ้าได้ 

                        ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ปุถุชน(คนที่มีฝ้าปิดบังดวงตาหนาทึบ กล่าวคือคนโง่ 
                 คนเขง คนหลง)จะต้องรู้ความผิดพลาดหรือเหตุที่ตนต้องทนทุกข์ทรมานเพราะการ
                 หอบหิ้วทรัพย์สมบัติอย่างนี้อยู่ หลักพระพุทธศาสนาในส่วนปริยัติ และปฏิบัตินั้นได้
                 แก่ความรู้และการปฏิบัติเพื่อถอนความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงไม่ฝังตัวเข้าไปในสิ่ง
                 ทั้งหลายด้วยความยึดมั่นถือมั่น ในหลักศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ไม่มีอะไร
                 มากไปกว่านั้น ดังที่ท่านได้ตรัสยืนยันของท่านเอง สรุปแล้วก็คือว่า "สิ่งทั้งหลายทั้ง
                 ปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" 

                        แต่ปุถุชนไม่สามารถจะทำลายความยึดมั่นถือมั่นหรือไม่สามารถจะปล่อยวางสิ่ง
                 ที่ยึดมั่นถือมั่นได้ก็เพราะมีของน่ารักน่าใคร่เป็นเครื่องล่อแล้วมีทิฏฐิความเห็นผิดของ
                 ตนนานาชนิดเป็นเหมือนบ่วงหรือเบ็ด ทีนี้ยังเหลืออยู่แต่ว่า คนทั้งหลายจะโง่งมงายเข้า
                 ไปกินเหยื่อติดบ่วงติดเบ็ดนี้หรือไม่เท่านั้นถ้าหากว่าไม่งมงายเหยื่อกับบ่วงนั้นก็เป็นหมัน
                 ไปเหยื่อหรือบ่วงกลายเป็นสิ่งอันตรายขึ้นมา ก็เพราะความโง่เขลางมงายแล้วเหยื่อกับ
                 บ่วงก็ไม่อาจทำอันตรายแก่เราได้ ฉะนั้นเราจึงควรศึกษาเรื่องงมงายที่อาตมาเรียกว่า
                 เป็นสมบัติชิ้นที่สามที่ปุถุชนหอบหิ้วมาอย่างรุงรังนุงนังไปหมดตั้งแต่สมัยป่าเถื่อนที่สุด
                 จนกระทั้งปัจจุบันนี้ ถ้าคนใดมัวแต่หอบหิ้วสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓อย่างนี้อยู่แล้ว
                 ก็ไม่สามารถเข้าไปในเขตของพระอริยเจ้า เราจะต้องสลัดทิ้งสิ่งที่เป็นข้าศึกเหล่านี้ออก
                 ให้หมด จึงจะเข้าถึงฝ่ายอันเป็นพระอริยเจ้าได้ 

                        นี่ไม่ใช่เป็นการกล่าวอย่างอวดดีหรือยกย่องตัวเองหรือชักชวนท่านทั้งหลายให้มัก
                 ให­่ใฝ่สูง แต่เป็นการแสดงให้ทราบว่าเมื่อปุถุชนต้องการจะให้พ้นจากความทุกข์ก็ต้อง
                 ปฏิบัติตามร่องรอยของหลักธรรมที่ท่านวางเอาไว้จึงจะละความเป็นปุถุชนคือคนหนาไป
                 ด้วยฝ้าในดวงตาให้มาสู่ความเป็นอริยเจ้ามีสติปั­­ารู้แจ้งสิ่งทั้งปวงตาที่มันเป็นจริง
                 และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือรู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ปุถุชนย่อมมอง
                 ไม่เห็นความจริงข้อนี้จึงมีความยึดมั่นถือมั่นอย่างเหนียวแน่นเพราะไฝฝ้าที่บังดวงตา
                 กล่าวคือความเขลาโง่ความหลงงมงาย มีหนามากในดวงตา มันหุ้มห่อปั­­ามากจน
                 ปั­­าไม่สามารถทำหน้าที่ของปั­­าได้ เราจึงจำเป็นที่จะต้องขูดเกลาสิ่งเหล่านี้ออก 
                 เมื่อดวงตาสามารถมองเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริงได้ ก็เรียกว่าเริ่มละจาก
                 ความเป็นปุถุชนเข้าสู่ความเป็นอริยเจ้าซึ่งมีความหมายแต่เพียงว่าเป็นผู้เอาชนะหรือเริ่ม
                 เอาชนะความทุกข์ได้ดังนี้เป็นต้น 

                        ความงมงายนี้มีมาตั้งแต่เดิมยากที่จะถอนได้แล้วยังทำให้สิ่งต่างๆ ที่เป็นของดีของ
                 ถูก พลอยเป็นของไม่ดีไม่ถูกไปเสียด้วยพระอริยเจ้าจำพวกแรกที่สุดกล่าวคือ "พระโสดา
                 บัน" ผู้ที่เข้าถึงกระแสของพระนิพพานนั้นจะต้องละได้ ๓อย่างคือ "สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา"
                 และ "สีลัพพตปรามาส" อันสุดท้ายนี้แหละคือความงมงาย อนึ่งมีสิ่งที่ควรกำหนดรู้ด้วย
                 ว่า ถ้าสติปั­­ามีมากพอที่จะละความงมงายได้แล้ว ย่อมละ "สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา" 
                 สองข้อแรกนั้นได้อยู่ในตัว 

                        สิ่งที่เรียกว่า "สีลัพพตปปรามาส"นี้ มีผู้เข้าใจผิดเพราะเหตุที่ไม่มีคำอธิบายอย่าง
                 ชัดแจ้งอยู่ในพระบาลีเลย มีกล่าวถึง "สีสัพพตปรามาส" แต่เพียงชื่อ จึงต้องอาศัยอรรถ
                 กถา คือคำอธิบายที่เพียงชื่อจึงต้องอาศัยอรรถกถา คือคำอธิบายที่เขียนขึ้นทำไมในพระ
                 บาลีจึงไม่มีคำอธิบายในเรื่องนี้อาตมาเชื่อแน่ว่าเพราะเป็นคำธรรมดาที่ใครๆ ในสมัยนั้น
                 เข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงอะไรที่มีอธิบายไว้ก็กระท่อนกระแท่นเต็มทีซึ่งเขียนกันประมาณ
                 พันปีเศษหลังจากปรินิพพานของพระพุทธเจ้าก็ได้มีปั­หาในคำนี้มาแล้วเลยเขียนไว้สั้นๆ
                 ว่า ได้แก่การประพฤติอย่างโค อย่างสุนัขเช่นทรมานตนอย่างโคกินห­้าอย่างโคทำลาย
                 ความผาสุกทางกายเป็นการทรมานอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเขาหวังว่ากิเลสจะเบาบางไป
                 เพราะเหตุนั้นประพฤติอย่างสุนัขก็เช่นเดียวกัน เช่นถ่ายอุจจาระปัสสาวะกินอาหารอย่าง
                 สุนัขนอนอย่างสุนัขซึ่งเป็นของพวกมิจฉาทิฏฐินอกพุทธศาสนาและมีมาก่อนพุทธศาสนา
                 แล้วมีอยู่เรื่อยๆมาเป็นเพียงวัตรปฏิบัติของนิกายเล็กๆน้อยๆซึ่งไม่มีชื่อเสียงโด่งดังกระ
                 ไร การที่อรรถกถาอธิบายเช่นนี้ ก็เพราะผู้อธบายไม่รู้ไม่เข้าใจคำว่า"สีลัพพตปรามาส"
                 นั่นเอง 

                        ถ้าหาก คำนี้หมายถึงความประพฤติอย่างสุนัขหรืออย่างโคแล้วก็เห็นได้ว่าในพวก
                 เราเวลานี้ไม่มีใครประพฤติอย่างสุนัขและโค ซึ่งหมายถึงความว่าพวกเราละความงม
                 งายกันได้แล้วทุกคนแม้ในสมัยพุทธกาลหรือในสมัยต่อๆมาก็ปรากฏว่าไม่มีพุทธบริษัท
                 ประพฤติตัวอย่างโคหรืออย่างสุนัขซึ่งก็แปลว่าเขาไม่มีความงมงายอยู่เป็นปกติแล้วจะ
                 ต้องกล่าวทำไมอีกถึงเรื่องนี้ นี่เป็นข้อขัดแย้งในตัวเอง ฉะนั้นคำอธิบายของพระอรรถ
                 กถาจารย์ในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ไร้สาระที่สุด 

                        ทีนี้เราก็จะต้องวินิจฉัยเอาเองว่า ความงมงายที่แท้จริงที่ต้องละนั้นคืออะไร เมื่อ
                 ได้พิจารณาโดยทางตัวหนังสือของคำนี้แต่ละคำ หรือทางความหมายก็จะเข้าใจได้ทัน
                 ทีว่า ได้แก่ความงมงายทุกชนิดที่เป็นสมบัติประจำตัวปุถุชน ความงมงายของคนเราที่
                 มีอยู่เป็นอย่างไรเราต้องรู้สึกนึกถึงสมัยที่ยังป่าเถื่อนคือ ตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์ในโลกเมื่อ
                 ยังเป็นคนป่าเมื่อยังกลัวฟ้ากลัวฝนกลัวธรรมชาติที่เข้าใจไม่ได้จนกระทั่งค่อยๆเปลี่ยน
                 มากลัวผีสางนางไม้หรือเทวดาที่ตนเชื่อว่าสิงประจำอยู่ในธรรมชาติเหล่านี้แล้วก็มีการ
                 มอบกายถวายชีวิตแด่ผีสางนางไม้เทวดาหรือพระเป็นเจ้ามีพิธีบูชาขอร้องต่างๆนานา
                 ซึ่งก็ได้รับการปรับปรุงแก้ไขเรื่อยๆมาจนกระทั่งบัดนี้ แม้ในทุกๆวันนี้ก็ได้มีระเบียบวิธี
                 สำหรับการการบูชาที่ถือว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์กันโดยวิธีแยบคายที่สุดกล่าวคือเพื่อจูง
                 คนให้เลื่อมใสคล้อลยตามไปได้มากที่สุดนี่คือสายหรือแนวแห่งความงมงายที่ตั้งตันขึ้น
                 มาตั้งแต่สมัยป่าเถื่อนแล้วได้มีการปรับปรุงขยับขยายให้จับอกจับใจขึ้นทุกๆทีจนกระ
                 ทั่งถึงบัดนี้ก็ยังละความงมงายกันไม่ได้ บางคนยังสะดุ้งกลัวต่อสิ่งที่ตรเรียกว่าศักดิ์
                 สิทธิ์ ยังหวาดเสียวต่อสิ่งที่ตนเองมองไม่เห็นตัวหรือเข้าใจไม่ได้ และยังมีความเชื่อว่า
                 สิ่งเหล่านั้นมีอิทธิพลอยู่เหนือคนบังคับบั­ชาคนอยู่ แม้จะได้เป็นนักศึกษาผ่านมหาวิท
                 ยาลัยมาแล้ว ก็ยังรู้สึกขนพองสยองเกล้าต่อสิ่งที่ตนเข้าใจไม่ได้เหล่านั้นอยู่ คือ "ความ
                 งมงาย" 

                        ทำไมเราจึงเรียกความงมงายว่า สีลัพพตปรามาส ทั้งนี้เป็นด้วยเหตุ ๒อย่าง คือ
                 ความงมงายต่อสิ่งเหล่านี้มันทำให้บุคคลบั­­ัติศีล และข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ขึ้นตาม
                 ความงมงายของตนอย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งนั้นคือ บุคคลที่กำลังประพฤติสิ่งที่ถูก
                 ต้องอยู่แล้วนั่นแหละ เช่นให้ทาน รักษาศีล หรือทำสมาธิด้วยความงมงาย ด้วยความ
                 เข้าใจผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง หวังผลผิด ใช้เหตุผลผิด หรือไม่ประกอบด้วยเหตุผลเสีย
                 เลย ทำเอาข้อปฏิบัติที่ถูกต้องหรือบริสุทธิ์สะอาดให้กลายเป็นข้อปฏิบัติที่สกปรกหม่น
                 หมองไปเพราะความงมงายของผู้ปฏิบัติเอง สรุปความสั้นๆ ก็คือ ความงมงายทำให้
                 คนบั­­ัติการปฏิบัติขึ้นมาอย่างงมงาย จนแทบจะมองดูไม่ได้ แล้วความงมงายของ
                 คนยังทำให้ ข้อวัตรปฏิบัติของพระพุทธเจ้าที่บริสุทธิ์ดีนั้น ให้กลายเป็นของมัวหมอง
                 ไปเสียอีก สองอย่างนี้เรียกว่า "สีลัพพตปรามาส" ทั้งนั้น 

                        ถ้าคนใดยังละความงมงายสองประการนี้ไม่ได้ก็แปลว่ายังไม่ถึงพระพุทธศาสนา
                 แม้จะเรียกตัวเองว่าเป็นพุทธบริษัท ก็ยังไม่ใช่พุทธบริษัทที่แท้และไม่สามารถละจาก
                 โคตรเดิม กล่าวคือ โครตปุถุชนเข้ามาสู่โครตใหม่ คือ โครตของพระอริยเจ้าได้ ต้อง
                 เป็นปุถุชนหนาไปตามเดิมไม่มีทางที่ใครจะช่วยได้ฉะนั้นจึงต้องสนใจเรื่องความงมงาย
                 นี้กันเป็นพิเศษ ถ้าเราอยากจะมีความพันทุกข์ หรือดับทุกข์ตามหลักแห่งพระพุทธ
                 ศาสนา ที่ถึงขนาดจะเรียกได้ว่า เป็นผู้ปลอดภัยคือ เข้ามาถึงกระแสแห่งพระนิพพาน 
                 ซึ่งมีหวังอันแน่นอนว่า ต่อไปข้างหน้าผู้นั้นจะบรรลุถึงพระนิพพานในโอกาสใดโอกาส
                 หนึ่งโดยไม่ต้องสงสัย 

                        เดี๋ยวนี้มีปั­หาอยู่ที่ว่า คนส่วนมากยังไม่สามารถละความงมงายดังกล่าวนั้นได้
                 ยังติดแน่นหรือติดตังอยู่ที่ว่าความงมงาย ถึงจะรักษาศีลมาเท่าไรๆ ก็ไม่รู้สึกว่ามีศีล
                 บริสุทธิ์ หรือศีลช่วยอะไรไม่ได้ ประพฤติวัตรปฏิบัติมานมนานเท่าใด ก็ไม่เคยเห็นผล 
                 ฉะนั้น มันต้องมีอะไรผิดอยู่สักอย่างหนึ่งในการประพฤติธรรม อาตมาถึงขอร้องย้ำแล้ว
                 ย้ำอีกว่า จงดูให้ดีๆ แม้ว่าเป็นอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุสามเณร หรือพระเถรระก็ตาม
                 สิ่งที่เรียกว่าความงมงายนี้ อาจจะมีอยู่ได้ในข้อปฏิบัติบัติของคนเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น 
                 พระภิกษุบางองค์ถือว่าพอได้ลงปาฏิโมกข์แล้ก็สะอาดหมดบาปหมดกรรม หมดเวรกัน
                 ไปเสียทีมีความรู้เพียงเท่านี้ มีความเชื่ออย่างนี้แล้วก็ไปลงปาฏิโมกข์ในวันอุโบสถนั่งฟัง
                 อยู่อย่างนกแก้วนกขุนทองจบแล้วก็โล่งใจว่าบริสุทธิ์กันเสียที เหมือนกับสะบัดขี้ฝุ่นออก
                 จากนัวอย่างนั้น ลักษณะอย่างนี้ถือว่าเป็นความงมงายอย่างยิ่ง คือเป็นความงมงายไร้
                 เหตุผล ทำลายความมุ่งหมายเดิมของการลงอุโบสถหรือปาฏิโมกข์นั้นให้หายไปหรือ
                 เปลี่ยนไป หรือให้กลายเป็นสิ่งที่น่าหัวเราะเยาะไป แม้แต่ในเรื่องของภิกษุที่ถือกันว่าคง
                 แก่เรียนนั้น ความงมงายก็ยังมีอยู่ได้ถึงเพียงนี้ การประพฤติปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง
                 ด้วยความงมงายไม่ชอบด้วยเหตุผลเข่นว่ารักษาศีลหรือปฏิบัติธุดงค์หรือสมาทานวัตร
                 อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเชื่อว่ากลายเป็นผู้มีอะไรพิเศษขึ้นมาเกิดอำนาจขลังศักดิ์สิทธิ์อะไร
                 ขึ้นมา หรือแม้ที่สุด ไปคิดเสียว่ามันจะทำให้โชคดีมีโอกาสร่ำรวยได้โดยง่ายหรือจะฟลุก
                 ถูกรางวัลนั่นนี่ได้โดยง่ายหรือแม้ที่สุดว่าทำเพื่อหวังไปเกินในสวรรค์ในวิมานซึ่งมีความ
                 หมายเป็นกามคุณอย่างยิ่งเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นความงมงายทั้งนั้นเพราะเหตุว่าศีลและวัตร
                 ต่างๆพระพุทธเจ้าไม่ได้ตั้งไว้เพื่อความมุ่งหมายดังกล่าว ท่านบั­­ัติไว้เพื่อขูดเกลา
                 ความเห็นแก่ตัวหรือขูดเกลากิเลสให้เบาบางให้ยึดมั่นถือมั่นน้อยลงต่างหากเมื่อเปลี่ยน
                 ความมุ่งหมายเดิมจนกลายมาเป็นเรื่องจะพอกพูนความเห็นแก่ตัวจัดเอาอะไรๆมาเป็น
                 ของตัวเองตามอำนาจของกิเลสตัณหาหรือทิฏฐิเหล่านี้แล้วมันก็เท่ากับมีมืออันสกปรก
                 มาลูบคลำศีลและวัตรที่บริสุทธิ์สะอาดให้กลายเป็นสิ่งที่สกปรกไป จึงกล่าวได้ว่าเป็น
                 ความงมงายกลายเป็นเรื่องนอกลู่นอกทางนอกรีตนอกรอยและนอกพระพุทธศาสนาไป
                 เราจะต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษอย่าให้เสียเกียรติของพุทธบริษัทเป็นอันขาด พุทธ
                 บริษัทแปลว่า กลุ่มของบุคคลผู้รู้ตื่นผู้เบิกบานสมกับที่เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธ
                 เจ้า ผู้เป็นจอมแห่งคนรู้คนตื่นคนเบิกบาน จะมีเรื่องงมงายก็กำลังมีอยู่ในที่ทั้งปวงมีอยู่
                 ในวัตรปฏิบัติของพุทธบริษัททุกแขนงและทุกระดับ ไม่ว่าที่ไหนและเมื่อใด 

                        ส่วนมากของความงมงายก็ได้แก่ความเข้าใจในทางขลังทางศักดิ์สิทธิ์เพราะมัน
                 เป็นมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์โน้นสมัยที่ยังเป็นคนป่าคนดงเป็นคนที่ยังไม่มีการศึกษา
                 อะไรเลย ครึ่งคนครึ่งสัตว์กลัวต่อสิ่งที่ตนไม่เข้าใจได้ เรียกว่ากลัวต่อสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ 
                 ความรู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์หรือขลังนั้นยังไม่ได้สู­หายไป ยังคงมีสือบมาจนกระทั่งถึงทุก
                 วันนี้ แม้ในหมู่ผู้คนที่มีการศึกษาดีๆ แม้เป็นภิกษุสามเณรก็ยังรู้สึกว่ามีอำนาจอะไรที่
                 ศักดิ์สิทธิ์นอกเหนือไปกว่าธรรมดา ยังหวาดสะดุ้งต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนมองไม่เห็นตัว
                 แล้วมีความเชื่อว่ามันมีอยู่จริงจึงเกิดการปฏิบัติต่างๆที่กระทำไปเพื่อปลดเปลื้องความ
                 กลัวนี้เช่น การเสกเป่าบนบานอ้อนวอนบูชา ฯลฯ กระทำกันอยู่ในหมู่ภิกษุหรือแม้ในหมู่
                 พระเถระอย่างงมงาย ไม่ต้องตามหลักพระพุทธศาสนาหรือขอพระพุทธเจ้า ทำไปโดย
                 อำนาจของความเขลาในของศักดิ์สิทธิ์บางทีตัวเองก็อาจรู้อยู่เหมือนกันว่าไม่ใช่เรื่องของ
                 พุทธศาสนา แต่เมื่อไม่อาจจะละได้ก็เลยถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ฝากไว้ ในฐานะเป็นของ
                 ผนวกเข้ากับพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็เกี่ยวกับเรื่องผีสางเทวดาเป็นส่วนมาก
                 ถ้าใครยังสะดุ้งกลัวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยอำนาจอุปทานหรือสีลัพพตปรามาสอย่างนี้แล้ว
                 ก็ขอให้มั่นใจเถอะว่า คนนั้นยังมีความงมงาย ไม่ว่าเป็นคนชนิดไหนหรืออยู่ในเพศใด 

                        อำนาจของความกลัวและความงมงายทำให้คนต้องหันเข้าหาที่พึ่งภายนอกคือแทน
                 ที่จะพึ่งความดีที่ตนเองกระทำกลับไปพึ่งที่พึ่งภายนอกแล้วแต่เขาจะมีความงมงายไปใน
                 ทางไหนอาจจะถือที่พึ่งเป็นผีสางเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกหรือแม้ที่สุดการคิด
                 พึ่งผู้อื่น อะไรก็ให้คนอื่นเขาช่วยเสียเรื่อยไป ถ้าไม่มีใครช่วยก็ถือว่าไม่ยุติธรรม อย่างนี้ก็
                 ควรถือว่าเป็นการถือที่พึ่งภายนอกด้วยเหมือนกัน มีใครสักกี่คนที่มีความแน่ใจในการพึ่ง
                 การกระทำของตนเอง คือพึ่งความดี พึ่งการกระทำที่ถูกต้องของตนเองแทบจะกล่าวได้
                 ว่าคนที่มีจิตใจแน่วแน่ กล้าหา­เฉียบขาดอย่างนี้หาได้ยากที่สุดสมีแต่คนที่จะคิดพึ่งผู้อื่น
                 แล้วยิ่งได้รับการสอนการอบรมมาผิดๆก็ยิ่งคิดจะพึ่งผีสางนางไม้ พึ่งอะไรที่มองไม่เห็น
                 ตัวเหล่านั้นมากยิ่งขึ้นวัดความงมงายของคนได้ด้วยเหตุที่มีศาลพระภูมิมากขึ้นถ้ามีศาล
                 พระภูมิ หรือมีหมอสะเดาะเคราะห์มากขึ้น มีการดูฤกษ์ยามมากขึ้น ก็เป็นเครื่องแสดงที่
                 แน่ชัดที่สุดว่า คนเราหวังที่พึ่งภายนอกมากขึ้นๆแทนการหวังพึ่งที่พึ่งภายในคือการกระ
                 ทำอันถูกต้องคลองธรรมด้วยสติปั­­าที่รุ่งเรืองตามองค์พระพุทธ พระธรรม และ
                 พระอริยสงฆ์ที่แท้จริง ซึ่งได้แก่การกระทำที่ถูกต้อง จนเกิดความสะอาด สว่าง สงบขึ้น
                 ในใจ 

                        ยิ่งมีเครื่องหมายแสดงให้เห็นว่า การถือที่พึ่งภายนอกมีมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งเชื่อได้ว่า 
                 ความงมงายไม่อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล ยิ่งหนาแน่นมากขึ้นเท่านั้นหุ้มห่อคนโง่เหล่านั้นให้
                 มืดสนิท ให้ตกจมไปในห้วงแห่งความงมงายมากขึ้น แล้วผลที่จะตามมาข้างหน้าต่อไปนั้น 
                 ก็จะต้องเป็นความสับสนยุ่งยากอลเวงมากขึ้นทุกทีๆตามสัดส่วนของความงมงายจนกระ
                 ทั่งเหลือวิสัยที่พวกเราจะปัดเป่าความยุ่งยากโกลาหลนี้ให้หมดสิ้นไปได้เพราะว่าเราได้เพิ่ม
                 เติมความงมงายขึ้นในพวกของเรากันเองนี้อยู่เรื่อยๆให้มันมากขึ้นๆเท่าๆกับที่การศึกษา
                 ในทางโลกๆได้เจริ­มากขึ้นพิสูจน์กันได้ง่ายๆโดยข้อเท็จจริงที่ว่าเครื่องหมายของการถือ
                 ปัจจัยภายนอกเช่น การหวังพึ่งเทวดาหรือพระภูมิ การดูฤกษ์ยามหรือการอ้างสิ่งศักดิ์
                 สิทธิ์ในสากลโลก มันมีมากขึ้นหนาขึ้นมันไม่น้อยลง ผู้ที่มีความเข้าใจถูกต้องในพระพุทธ
                 ศาสนาจะไม่อ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกมาเป็นเครื่องบันดาลมันเพิ่งเกิดมีขี้นใหม่
                 ไม่นานมานี้เอง เราจะเห็นได้ว่าในประเทศไทยเรานี้ยิ่งมีความงมงายหนาแน่นยิ่งขึ้นกว่ายุค
                 ก่อนๆเป็นอันว่าเราไม่ควรจะนอนใจว่าความงมงายนั้นเป็นสิ่งไที่ไม่น่าหวาดเสียวไม่สำคั­
                 สำหรับเรา "สีลัพพตปรามาส" ไม่ใช่ข้อปฏิบัติอย่างสุนัขอย่างโค แต่ร้ายยิ่งไปกว่าการปฎิ
                 บัติอย่างสุนัขอย่างโค ทำไมจึงว่าเช่นนี้ ถ้าเราจะพิจารณาดูก็จะเห็นว่าสุนัขหรือโคที่เขาอ้าง
                 ถึงในอรรถกถา มันไม่ได้กลัวผีกลัวเทวดา มันไม่ได้อ้อนวอนพระภูมิเหมือนกับพวกมนุษย์ 
                 มันไม่ได้หมอบกราบสิ่งที่มันไม่รู้จักตัวเหมือนกับพวกมนุษย์ ใครเคยเห็นสุนัขหรือโคกลัวผี
                 เทวดาหรือทำพิธีบวงสรวงอ้อนวอน เราจะเห็นว่าไม่มีเลย แต่แล้วทำไมมนุษย์ที่เจริ­ด้วย
                 การศึกษา กลับมาหมอบราบคารแก้วหัวจรดดินไหว้ผีไหว้สางบวงสรวงบูชาเทวดาอันไหน
                 มันร้ายกว่ากันไม่ต้องสงสัยละความงมงายของคนที่เป็นถึงขนาดนี้ มันย่อมร้ายกาจยิ่งไป
                 กว่าศีลและวัตรของสุนัขหรือโคแน่ๆ 

                        อาตมาอยากจะขอยกตัวอย่างง่ายๆอีกสักเรื่องหนึ่งว่าถ้าใครเรียนวิชาความรู้โดยผิด
                 ความมุ่งหมายของวิชานั้นก็ถือว่าเป็น"สีลัพพตปรามาส" เหมือนกัน เช่นภิกษุเรียนธรรมวิ
                 นัยด้วยความมุ่งหมายผิดไปจากธรรมวินัยแล้ว ต้องถือว่าการกระทำนั้นเป็นความงมงาย 
                 อีกอย่างหนึ่งมีพระบาลีพุทธภาษิตว่า"พวกโมฆาบุรุษนี้เรียนปริยัติเพราะปรารภเสียงสรร­
                 เสริ­ของปริยัติ และเพื่อจะใช้เป็นเครื่องอ้าง เพิ่มน้ำหนักให้เป็นคำพูดของตนเอง" ลองฟัง
                 ดูให้ดีๆ ถ้าใครก็ตามเรียนปริยัติเรียนธรรมะและวินัย เพราะปรารถนาความสรรเสริ­ของ
                 โลก หรือว่าเรียนให้รู้แตกฉาน เพื่อจะได้เอามาประกอบคำพูดของตัวให้มีน้ำหนักก็ดีอย่างนี้
                 ท่านเรียกว่า "โมฆบุรษ" คือเป็นคนไม่ได้รับประโยชน์จากธรรมวินัย ความมุ่งหมายของการ
                 เรียนธรรมวินักก็คือ เพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ใครเรียนเพื่อลาภยศ
                 สักการะเสียงสรรเสริ­ ฯลฯไม่ได้เรียนสำหรับนำไปปฏิบัติเพื่อดับทุกข์โดยตรงแล้วท่าน
                 เรียกว่าเป็น"โมฆบุรุษ"ซึ่งถือว่าเป็นคำด่าอย่างแรงที่สุดในพุทธศาสนา 

                        ฉะนั้น เรื่องสีลัพพตปรามาสนี้ เราจะต้องพิจารณากันเสียใหม่ อย่าได้ปล่อยไว้ในฐานะ
                 เป็นเรื่องเล็กน้อย ที่ได้นำมากล่าวอย่างซ้ำซาก และยกตัวอย่างๆไว้อย่างกว้างขวางเช่นนี้ ก็
                 เพราะอาตมามีความสลดใจ หรือมีความเป็นห่วงเป็นทุกข์แทนพวกเราทุกคน ในการที่ไม่รู้
                 จักสิ่งที่เรียกว่าความงมงาย พวกเราได้ปล่อยให้สิ่งนี้ขยายตัวกว้างออกครอบคลุมพวกเรา
                 มากขึ้นๆคล้ายกับว่าเราได้เผลอปล่อยให้สิ่งที่น่าสะดุ้งน่าหวาดเสียวนี้ครอบงำพวกเรามาก
                 ขึ้นทุกที ความงมงายเกิดขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว ถ้ารู้สึกตัวเสียแล้วก็ไม่ใช่ความงมงาย ถ้าเรายิ่ง
                 เผลอหรือยิ่งเล่นๆกับมันมาเพียงใดความงมงายก็ยิ่งขยายตัวขึ้นมากเพียงนั้นฉะนั้นหวังว่า
                 คนทุกคนคงจะได้สอบสวนพิจารณาตัวเองให้รู้จักสิ่งที่ควรเรียกว่า "ความงมงาย"นี้ให้มาก
                 เป็นพิเศษกว่าที่แล้ๆ มา ขอให้เข้าใจว่าความงมงายคือเรื่องที่ไม่อยู่ในอำนาจของเหตุผลทุก
                 ชนิด เป็นสมบัติชิ้นที่ ๓ ของปุถุชนที่ได้อุตส่าห์หอบหิ้วแบกหามกันมานานหนักหนาแล้ว นับ
                 ตั้งหมื่นปี แสนปี มาจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่ยอมปล่อย ฉะนั้นปุถุชนเหล่านี้จึงเข้าไปในเขตของ
                 พระอริยเจ้าไม่ได้ เพราะมัวติดหรือมัวแบกหามหอบสมบัติชิ้นที่สามกันอย่างไม่หยุดหย่อน
                 จึงนับว่าเป็นสิ่งที่น่าสะดุ้งหวาดเสียวที่สุด เพราะว่าตั้งหลายหมื่นหลายแสนปีแล้วที่ได้หอบ
                 หิ้วกันมา และเป็นเครื่องกักขังตัวเองไว้ในกรงของปุถุชนคนหนาอย่างที่ไม่มีวันที่จะหลุดออก
                 ได้เราต้องอาศัยหลักพระพุทธศาสนามาเป็นเครื่องมือสำหรับถอนความงมงายข้อนี้แล้วเรา
                 จึงจะเข้าถึงตัวพระพุทธศาสนาที่แท้จริง 

                        ทีนี้จะกล่าวถึงหลักพระพุทธศาสนาที่เป็นเครื่องขจัดหรือถ่ายถอนความงมงาย หลักนี้
                 เราเรียกว่า"กาลามสูตร"หรือเกสปุตติยสูตรเป็นพุทธภาษิตจัดไว้สำหรับแก้ไขความงมงาย
                 เฉพาะเรื่องเดิมมีอยู่ว่าคนกลุ่มหนึ่งได้ทูลถามสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงข้อที่เขากำลังงง
                 กันไปหมดโดยไม่อาจทราบได้ว่าข้อปฏิบัติอย่างใดจะดับทุกข์ได้โดยตรง ครูบาอาจารย์พวก
                 นี้ก์มาสอนอย่างหนึ่ง พวกโน้นก็มาสอนอีกอย่างหนึ่ง มากมายหลายพวกด้วยกัน จนไม่รู้ว่า
                 อันไหนเป็นที่เชื่อถือได้ ขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าช่วยแก้ปั­หาเหล่านี้ให้แก่เขา 

                        ลักษณะเช่นนี้ เราน่าจะนำมาเปรียบเที่ยบกับสถานการณ์ในยุคของพวกเราทุกวันนี้บ้าง
                 เหมือนกันเพราะว่าในปัจจุบันนี้ก็มีหลักปฏิบัติพุทธศาสนาในพระไตรปิฎกบ้างนอกพระไตร
                 ปิฎกบ้างครึ่งๆกลางๆ บ้าง ของไทยบ้าง ของต่างประเทศบ้าง ดูจะสับสนวุ่นวายกันพอใช้
                 จนประชาชนที่สนใจเกิดงงงันกันไปแล้วเราจะทำอย่างไร ฉะนั้นน่าจะอาศัยการแก้ปั­หา ข้อ
                 นี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เช่นเดียวกัน คือ พระองค์ได้ตรัสสอนคนเหล่านั้นว่า 

                        ๑.อย่าได้เชื่อถือโดยเหตุสักว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บอกต่อๆ กันมา
                        ๒.อย่าได้เชื่อถือโดยเหตุสักว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขาทำตามๆกันมา 
                        ๓.อย่าได้เชื่อถือโดยเหตุสักว่า มันเล่าลือกันกระฉ่อนไปหมดแล้ว ว่าเป็นความจริง
                        ๔.อย่าได้เชื่อถือโดยเหตุสักว่า มันมีอ้างอยู่ในคัมภีร์หรือปิฎก(ตำรับตำรา) 
                        ๕.อย่าได้เชื่อถือโดยการเดาของตัวเอง
                        ๖.อย่าได้เชื่อถือโดยการคาดคะเนของตัวเอง
                        ๗.อย่าได้เชื่อถือโดยการตรึกตรองตามเหตุผลส่วนตัว
                        ๙.อย่าได้เชื่อถือโดยเหตุสักว่า ท่านผู้กล่าวผู้สอนนั้นอยู่ในฐานะที่พอจะเชื่อถือได้
                        ๑๐.อย่าได้เชื่อถือโดยเหตุสักว่า ท่านผู้กล่าวผู้สอนนั้นเป็นครูบาอาจารย์ของเรา

                        ในข้อสุดท้ายขอให้เข้าใจไว้ด้วยว่ คำว่า "ครูบาอาจารย์"นั้น หมายถึงพระพุทธเจ้า
                 ท่านเองด้วย เพราะว่าในบาลีแห่งอื่นได้กล่าวไว้ชัดเจนพระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธว่า"อย่า
                 เชื่อโดยเหตุว่าตถาคตกล่าว"หรือ "อย่าเชื่อคำของตถาคตโดยไม่พิจารณาให้เห็นแจ้ง
                 เห็นจริง" นี่เราจะเห็นว่าพระพุทธเจ้าท่านได้มีพุทธประสงค์จะให้เราหลุดพ้นจากการ
                 เป็นทาสของความงมงายเพียงไร ท่านให้อิสรภาพอย่างไร ท่านให้เราเป็นผู้กล้าหา­
                 ในการวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร ท่านทรงมุ่งหมายให้เราหลุดจากความเป็นคนงมงาย
                 โดยเด็ดขาดเพราะความงมงายนี้ย่อมเป็นอุปสรรคอันแรกของการที่จะดำเนินไปสู่เขต
                 แดนของพระอริยเจ้า 

                        ข้อแรกที่ว่าอย่าเชื่อเพราะเหตุสักแต่ว่าคนเขาบอกต่อๆกันมานี่ก็หมายถึงสิ่งที่เขา
                 สอนๆกันมา ตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงคนชั้นนี้ เราจะถือว่าถูกต้องตามไปด้วยนั้นยังไม่
                 ได้ เราจะต้องใช้ปั­­าของเราพิจารณาด้วย 

                        ข้อที่ ๒. ที่ว่า อย่าเชื่อเพราะเขาทำตามๆกันมา ก็ด้วยการทำด้วยกายให้เป็นตัว
                 อย่าง เช่นพ่อแม่ตื่นนอนขึ้นก็เสกคาถาอย่างนั้นอย่างนี้ ลูกหลานเห็นเข้าก็เสกคาถา
                 อย่างนั้นอย่างนี้ ลูกหลานเห็นเข้าก็เสกคาถาตาม การไหว้ทิศ ไหว้พระอาทิตย์ หรือ
                 ไหว้ของศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ก็เช่นเดียวกันพอลูกหลานเห็นบิดามารดาทำ ก็ทำตามไป
                 ด้วย พ่อแม่คนใดออกไปนอกพระพุทธศาสนา เด็กๆก็ออกไปตามโดยไม่รู้สึกตัวนี่ก็
                 เป็นการสอนเด็กของเราให้หันเหออกไปนอกพระพุทธศาสานา ไปรับเอาลัทธิที่งม
                 งายเป็นภัย เป็นอันตรายแก่เด็กเองมากยิ่งขึ้นทุกทีๆ และพวกเด็กไม่มีเหตุผลของ
                 ตนเองว่าทำไปแล้วมันจะเกิดทุกข์เกิดโทษอย่างไรเมื่อมีการสอนด้วยวาจาหรือการ
                 กระทำให้ดูเป็นตัวอย่างเด็กก็ตะครุบเอาทันทีเป็นอันว่าการใช้สติปั­­าพิจารณา
                 โดยเหตุผล ไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้เลย ฉะนั้นการบอกต่อๆกันมาหรือการทำตามๆ
                 กันมาการอ้างประเพณีนั้นประเพณีนี้ จึงเป็นทางทำให้เกิดความงมงายขึ้นเท่านั้น 
                 แม้ในเรื่องการวิปัสสนาหรือกรรมฐานคนเราก็กลับนิยมสิ่งที่บอกต่อๆกันมาหรือ
                 ทำตามๆกันมา หรือเชื่อข่าวลือมากกว่าที่จะยึดเอาตามหลักเกณฑ์ที่มีอยู่ในตำรา
                 เสียอีก คิดดูให้ดีๆเพียงแต่ว่ามีอยู่ในตำรา พระพทุธเจ้าท่านก็ยังห้ามไม่ให้ยึดถือ
                 ทันที แต่แล้วพวกเราก็ยังยึดถือสิ่งที่อยู่นอกตำราทันที 

                        วิปัสสนากรรมฐานเรื่องอานาปานสติ มีอยู่อย่างสมบูรณ์ในตัวพระไตรปิฎก
                 เอง โดยเฉพาะที่เป็นหัวข้อแท้มีอยู่ในมัชฌิมนิกาย การทำอานาปานสติอย่างไรตั้ง
                 แต่ต้นถึงที่สุดก็มีอยู่ยืดยาวสมบูรณ์ที่สุดถูกต้องที่สุดตามหลักของพระพุทธศาสนา 
                 แต่แล้วก็ไม่มีใครสนใจเลย สู้เอาตามที่เขาบอกต่อๆกันมาด้วยปากไม่ได้ หรือสู้แบบ
                 ที่เขาเล่าลือแตกตื่นสรรเสริ­กันฟุ้งไปหมดว่าที่นั่นวิเศษว่าที่นี่วิเศษไม่ได้ อันนี้เองจึง
                 เป็นเหตุให้เกิดวิปัสสนาอย่างงมงายกันขึ้น เพราะโทษที่ไม่ถือตามที่พระพุทธเจ้าท่าน
                 ทรงกำชับไว้ อาตมาไม่ได้ตั้งใจกระทบกระเทียบกระแนะกระแหนผู้ใดหรือหมู่ใด คณะ
                 ใด ประสงค์จะยกตัวอย่างอย่างเรื่องจริงๆ มาปรับทุกข์กันมากกว่าว่าการตื่นข่าวลือ
                 หรือว่าความเชื่ออย่างงมงายตามที่บอกต่อๆกันมาตามข้อ ๓ นี้นั้นมันทำให้เกิดความ
                 งมงายขึ้นในวงการชั้นสูงของพระพุทธศาสนา กล่าวคือวงการของวิปัสสนาอันเป็นขั้น
                 ที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน แต่แล้วก็ถูกความงมงายครอบงำทับไปหมดสู­สิ้นไป
                 หมดเกิดวิปัสสนากรรมฐานชนิดที่นอกตำรับตำราขึ้นมาแทนนี่แหละเป็นที่น่าสลดสัง
                 เวชใยและน่าห่วงสักเพียงใด ขอให้พวกเราลองใช้ปั­­าคิดกันดู 

                        ข้อที่ ๔. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พวกเธออย่างเชื่อถือโดยเหตุสักว่า สิ่งนี้มีอ้าง
                 อยู่ในตำรับตำรา แต่การที่อาตมาชักชวนท่านทั้งหลายให้ถืออานาปานสติกรรมฐาน
                 โดยอ้างว่ามีอยู่ในพระไตรปิฎกนั้น ที่แท้แล้วอาตมาไม่ต้องการให้ท่านทั้งหลายยึดถือ
                 เอาข้อปฏิบัติเหล่านี้ โดยเหตุแต่เพียงว่ามันมีอยู่ในตำรา แต่ได้ชี้ให้เห็นว่า มันมีอย่าง
                 สมบูรณ์ในพระไตรปิฎก ซึ่งเราจะต้องพิจารณาศึกษาให้ละเอียดให้เข้าใจแจ่มแจ้งชัด
                 เจนด้วยสติปั­­าของตัวเองว่าถ้าเราทำไปอย่างนี้แล้วในระดับนี้จิตจะสงบเป็นสมาธ
                 ินั้น มาเป็นอารมณ์ของการพิจารณาให้เห็นว่าความสุขอย่างนี้มันไม่เที่ยงไม่น่ายึดถือ
                 และในขั้นสุดท้ายก็จะต้องปล่อยทั้งหมดนับว่าเป็นการพิจารณาโดยสติปั­­าของตน
                 เอง แล้วก็เห็นสมจริงตามข้อความที่ท่านกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกมันเกิดผลขึ้นมาจริง
                 อย่างนั้นเป็นลำดับๆไป การแน่ใจอย่างนี้ไม่ใช่ความงมงายเพราะได้พิจารณาโดยเหตุ
                 ผล แล้วยังได้ปฏิบัติแต่ต้นจนตลอด และรู้จักสิ่งเหล่านั้นด้วยการที่ได้ผ่านไปจริงๆ 
                 กลายเป็นความรู้แจ้งแทงตลอดด้วยปั­­าหยั่งรู้เห็นส่วนความงมงายนั้นมันไม่ประ
                 กอบด้วยเหตุผลเสียเลย มันจึงเป็นสิ่งที่ท่านสมเพชเวทนาอย่างยิ่ง 

                        ข้อ ๕-๖-๗ เกี่ยวกับเดาเอาเอง คาดคะแนเอาเองและตรึกตรองตามเหตุผลส่วน
                 ตัว หรือสิ่งแวดล้อมเฉพาะตัว สามข้อนี้เป็นความงมงายอย่างหนักจริงอยู่ที่คนพวก
                 นี้เขาไม่เชื่อตำราไม่ตื่นข่าวเล่าลือที่บอกกันต่อๆมาหรือทำสืบๆกันมา แต่กลับเดาเอง
                 เองใช้เหตุผลในเรื่องของตัวเองอย่าได้ถือว่าการใช้สติปั­­าของตนเองแล้วจะไม่เป็น
                 การงมงายเสมอไป มันอาจะเป็นความงมงายที่ซ้อนความงมงายคือตัวนึกว่าตัวมีปั­
                 ­าของตัวเองจนไม่เชื่อคำบอกของคนอื่น แต่ที่ถูกนั้นเราจะต้องอาศัยเหตุผลอื่นๆเข้า
                 มาประกอบการนึกคิดของเราด้วย แม้สิ่งที่คนบอกเล่ากันก็เอามาประกอบเป็นเหตุผล
                 ถ้าทำอย่างนี้การคาดคะเนจะผิดน้อยลง อย่างไรก็ตามพระพุทธเจ้าท่านว่ายังไม่พอ 
                 ท่านต้องลองให้ปฏิบัติดูจนเกิดผลปรากฎขึ้นมาจริงๆ แล้ว ข้อที่ ๕-๖-๗ นี้จึงปลอด
                 ภัย 

                        ข้อที่ ๘. ที่ว่าอย่างเชื่อเพราะมันตรงกับลัทธิของตนนั้นหมายความว่าตามธรรม
                 ดาคนเราทุกคนย่อมมีทิฎฐิกหรือความเชื่อ ความคิดความเห็นความเข้าใจอย่างหนึ่ง
                 อย่างใดเป็นของประจำตัวอยู่เสมอนี่เรียกว่าลัทธิของตัวเป็นลัทธิความเชื่อที่สร้างขึ้น
                 เองยึดมั่นเองอย่างเหนียวแน่น และยกขึ้นเป็นสัจธรรมของตัวเอง ตามธรรมชาติของ
                 คนทั้งหลายเขาจะไม่เชื่อสิ่งต่างๆนอกเหนือไปกว่าที่เขากำลังเข้าใจอยู่ในขณะนั้นถ้าเขา
                 มีความรู้เท่าใดเคยเชื่ออย่างไรและสันดานอย่างไรเขาจะยึดเอาเพียงแค่นั้นว่าเป็นความ
                 จริงถูกต้องของเขา จนกว่าเขาจะได้รับการศึกษาเพิ่มเติมขึ้นอีก หรือปฏิบัติเพิ่มเติม
                 ก้าวหน้าต่อไปอีกความจริงหรือความเชื่อของเขาจึงก้าวหน้าต่อไปได้สัจธรรมของบาง
                 คนก็อยู่ในระดับต่ำมาก เช่น ความเชื่อของเด็กๆ หรือของคนเกเร อันธพาล แต่เขาถือ
                 ว่าของเขาถูก ถึงหากบางทีเขาไม่กล้าค้านความเห็นของบุคคลอื่นเพราะจำนนต่อเหตุ
                 ผล เขาอาจจะยอมรับเอออวยไปด้วย ซึ่งก็เป็นแต่ปากเท่านั้น ส่วนในใจจริงของเขายัง
                 ถือตามความเชื่อเดิมของตน ลัทธิเดิมจึงเป็นสิ่งครอบงำคนนั้นอย่างเหนียวแน่นควบ
                 คุมหรือป้องกันคนๆ นั้นไม่ให้หลุดไปจากความงมงายได้ ขอเราทุกคนอย่าได้ตกอยู่ใน
                 ลักษณะอย่างนี้ จงค่อยๆถอนตัวออกมาจากความเชื่อเดิมๆ มาสู่สัจธรรมที่เป็นของ
                 จริงของแท้ของพระพุทธเจ้ามิฉะนั้นแล้วคนนั้นจะต้องตกอยู่อยู่ในความเชื่อของตัวเอง
                 ตลอดไป และจะถูกล่อลวงเมื่อไรก็ได้ ถ้าคนหลอกลวงเหล่านั้นเขามีอะไรมาให้ ชนิดจะ
                 เข้ากันได้กับความเชื่อเดิมๆ ของตนความงมงายก็จะทำให้ผู้นั้นรับเอาทันทีอย่างไม่ลืม
                 หูลืมตาถูกล่อลวงไปโดยไม่รู้ตัวว่าถูกล่อลวงเพระมันตรงกับความเชื่อของตนเองเดิม
                 อยู่ดั้งเดิม และผู้พูดก็ตกอยู่ในฐานะที่พอจะเชื่อได้เสียด้วย เช่นพวกนักบวชเป็นต้น 

                        ข้อ ๙. ที่ว่า อย่าเชื่อเพราะผู้พูดอยู่ในฐานะที่พอจะเชื่อได้ นี้ขอยกตัวอย่างเกี่ยวกัน
                 อาตมาเองมีคนชอบอ้างว่า"ถ้าไม่เชื่อก็ให้ถามท่านดูซิ"นี่แสดงว่าเขาจะให้คนอื่นเชื่ออาต
                 มาเพราะอาตมาอยู่ในฐานะที่พอจะเชื่อได้อย่างนี้แล้ว ถ้าอาตมาร่วมมือก็รู้สึกว่าเป็น
                 การร่วมกันกบฏต่อพระพุทธศาสนา และล้มล้างระเบียบของพระพุทธเจ้า ฉะนั้นย่อม
                 ไม่ได้ เราต้องตักเตือนเขาให้พิจารณาดูด้วยสติปั­­าของตัวเองให้เข้าใจคำพูดหรือ
                 ตัวหนังสือทุกๆ ประโยค แล้วให้เขาสอดส่องจนเกิดความเห็นแจ้งขึ้นมาเองฉะนั้น เรา
                 ควรเลิกอ้างบุคคล เชื่อถือคำพูดของบุคคล เชื่อความคิดของใครๆ แต่เราจะรับฟังไว้
                 ในฐานะว่า ท่านพอจะเชื่อได้บ้าง แต่ท่านก็อาจจะเข้าใจผิดฟังผิดสำคั­ผิดวินิจฉัยผิด
                 ไปได้เหมือนกัน เราจะรับคำของท่าน ไปพินิจพิจารณาดูเท่านั้น เราจะไม่ถือเอาคำพูด
                 ของท่านเป็นคำพิพากษาเด็ดขาด 

                        ข้อที่ ๑๐.อันเป็นข้อสุดท้ายว่า อย่าเชื่อเพราะเหตุที่เป็นครูบาอาจารย์ของเราทำ
                 ไมพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสอย่างนี้คล้ายกับว่าจะไม่ให้เราเชื่อบิดามารดาครูบาอา
                 จารย์เดี๋ยวนี้เรามีปั­หาเฉพาะหน้าที่ทำความยุ่งยากมากอยู่แล้วคือเด็กๆไม่ค่อยเชื่อ
                 บิดามารดาครูบาอาจารย์ แต่แล้วทำไมพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนเช่นนั้น เรื่องนี้ต้องวิ
                 นิจฉัยกันให้มากหน่อย มิฉะนั้นแล้วจะเข้าใจความหมายผิด คือเราต้องแบ่งคนตามขั้น
                 ของจิตใจ เมื่อใครไม่อยู่ในวิสัยที่จะคิดนึกได้ด้วยตนเองผู้นั้นก็ต้องอยู่ในกรอบของระ
                 เบียบประเพณีไปก่อน นี่หมายความว่าเมื่อใครยังไม่มีเหตุผลที่จะลบล้างขนบธรรม
                 เนียมประเพณี ก็จำต้องเชื่อไปก่อนเหมือนเด็กจะต้องเชื่อบิดามารดาครูบาอาจารย์
                 ไว้ก่อน เมื่อโตขึ้นค่อยศึกษาค่อยวินิจฉัยวิพากษ์วิจารณ์สิ่งเหล่านั้นภายหลัง จนกระ
                 ทั่งรูว้า ตัวเองผิดอย่างไรถูกอย่างไรได้ด้วยตนเอง ยิ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์วินิจฉัย
                 มากขึ้นเท่าไหร่ คำแนะนำคำสั่งสอนก็พิสูจน์ตัวเองว่า ถูกหรือผิดมากขึ้นเท่านั้นฉะนั้น
                 การที่เด็กๆจะต้องเชื่อบิดามารดาครูบาอาจารย์ในที่นี้จึงไม่ขัดกับ "กาลามสูตร"แต่
                 ส่วนมากก็คือว่า เด็กไม่ยอมเชื่อ เพราะมันไม่ตรงกับความต้องการของตัวเองหรือ
                 ความสำคั­ผิด ฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจในข้อ ๑๐ ให้ดีๆ มิฉะนั้นจะไปลบหลู่บิดา
                 มารดาได้ พระพุทธเจ้าท่าไม่เคยสอนอะไรผิด แต่เราก็ไม่ได้เชื่อตามท่านทันที 

                        ในบรรดาความงมงายทั้ง ๑๐ ประการนี้ ขอให้พวกเราสำรวจตัวเองดูว่ามันมี
                 อยู่ในตัวเราข้อใดบ้างและมากน้อยเพียงใดพระพุทธเจ้าท่านถือว่าความงมงายนี้เป็น
                 เหตุอันหนึ่งซึ่งจะนำคนไปสู่ความพินาศตามความต้องการของพ­ามาร คือกิเลศ 
                 ตัณหา ที่ทำให้เกิดความทุกข์ชนิดที่เรียกว่า ตกนรกทั้งเป็น การตกบ่อ บ่อที่มีหอก
                 แหลนหลาวนั้น เป็นการเจ็บเพียงแต่กาย ไม่ได้ทำให้คนเสียมนุษยธรรมหรืออะไรดีๆ
                 ของมนุษย์เลย แต่ถ้าเราตกบ่อความงมงายเหล่านี้ มันจะสู­เสียความเป็นมนุษย์ 
                 เสียคุณธรรมที่ดีหมด จึงถือได้ว่าน่ากลัว น่าหวาดเสียว ยิ่งกว่าความตายทางกาย 
                 ความตายทางจิตใจนี้ คือตายหรือตกจมอยู่ในความมือดของความโง่หลง แต่พวก
                 เรากลับไม่นึกกลัวกันเลย ไปกลัวความเจ็บความไข้และความตายทางกาย กลังอด 
                 กลัวไม่ได้อะไรมาบำรุงร่างกาย จึงได้กล้าทำสิ่งต่างๆที่ผิดศีลธรรมเมื่อผิดศีลธรรม
                 แล้วก็ไม่ต้องสงสัย มันย่อมขัดขวางความบรรลุมรรคผลนิพพาน จึงหวังว่าท่านทั้ง
                 หลายคงได้พิจารณากันดูให้รู้จักสมบัติชิ้นที่ ๓ ของปุถุชนที่อุตส่าห์หอบหิ้วกันมาตั้ง
                 แต่สมัยดึกดำบรรพ์โน้น คือสมัยที่ยังเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์มาจนกระทั่งทุกวันนี้โดย
                 ไม่เสื่อมสิ้นไปได้ เพราะอำนาจของอะไร เพราะอำนาจของสีลัพพตปรามาส นั่นเอง 
                 ถ้าความเชื่อความงมงายนี้ยังไม่ถูกละออกจากตัวใครแล้ว คนนั้นก็ไม่มีหวังจะเข้าไป
                 ถึงเขตของพระอริยเจ้าได้ทั้งๆ ที่ตนจะทำวิปัสสนาชนิดไหนมากเท่าใดและประพฤติ
                 ปฏิบัติกันอย่างไรการปฏิบัติธรรมของผู้นั้นจะถูกลูบคลำให้เศร้าหมองไปด้วยความ
                 งมงายโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นควรถือว่า ความงมงายหรือที่เรียกว่าความไม่อยู่ในอำนาจ
                 ของเหตุผลนั้นเป็นปั­หาที่จะต้องสนใจอย่างยิ่ง ไม่ควรปล่อยปละละเลยต่อไปอีก 

                                      คัดลอกจาก ใต้ร่มธรรม โดย พุทธทาสภิกขุ
                                      จากวารสารร่มโพธิ์แก้ว
                                                   ฉบับที่ 20
 

รู้รูปนาม เป็นวิปัสสนาอย่างไร
•พระพุทธองค์ทรงแสดงสภาพธรรมโดยนัยต่างๆ
เพื่อให้บุคคลทั้งหลายสามารถรู้สภาพธรรมว่าเป็นนามธาตุและรูปธาตุ
ไม่ใช่ตัวตน ในมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค นันทโกวาทสูตร
ข้อ ๗๖๙ ท่านพระนันทภิกษุ ต้องแสดงธรรมแก่พวกภิกษุณี
พระพุทธองค์ตรัสให้พวกพระนันทะแสดงธรรมที่ได้แสดงแล้วซ้ำอีก
ทำไมหรือ ก็เพราะอินทรีย์ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปั­­า)
ของภิกษุณีเหล่านั้นแก่กล้าขึ้น
และเมื่อได้ฟังพระธรรมที่ได้แสดงแล้วซ้ำอีกก็จะเป็นปัจจัยที่สมควรให้ภิกษุณีเหล่านั้นบรรลุอริยสัจธรรมตามที่พร้อมจะบรรลุได้
จะเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร
เป็นเพราะว่าภิกษุณีเหล่านั้นเพียงกำลังฟังและคิดเรื่องที่ได้ฟังเท่านั้นหรือ
หรือน่าจะเป็นเพราะว่ามีสติเกิดขึ้นขณะกำลังฟัง
ขณะฟังสติก็เกิดขึ้นระลึกรู้นามและรูป เห็น ได้ยิน คิดนึก หรือความรู้สึก
หรือสภาพธรรมที่ปรากฏทางทวารใดทวารหนึ่งใน ๖ ทวาร
เมื่อดิฉันยกคำที่พระนันทะกล่าว บางคนอาจจะคิดว่า "เท่านั้นหรือ"
อย่างไรก็ตาม คณะที่เราฟังอย่างมีสติ
เราก็สามารถรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ ข้อความมีว่า 

(๗๖๙) น. "ดูกรน้องห­ิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคั­ความข้อนี้เป็นไฉน
จักษะเที่ยงหรือไม่เที่ยง" 

ภิ. "ไม่เที่ยง เจ้าข้า" 

น. "ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข" 

ภิ. "เป็นทุกข์เจ้าข้า" 

น. "ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา" 

ภิ. "ไม่ควรเลยเจ้าข้า" 

น. "ดูกรน้องห­ิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคั­ความข้อนั้นเป็นไฉน โสต...
ฆานะ... ชิวหา.. กาย... มโน เที่ยงหรือไม่เที่ยง ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า
นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา" 

ภิ. "ไม่ควรเลยเจ้าข้า" 

น. "นั่นเพราะเหตุไร" 

ภิ. "เพราะเมื่อก่อน
พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปั­­าที่เห็นชอบตามความเป็นจริงว่า
หมวดวิ­­าณ ๖ ของเราไม่เที่ยง แม้เพราะเหตุนี้ เจ้าข้า" 

"อายตนะภายใน" ๖ ได้แก่ทวาร ๕ และมโนทวาร
ข้อความอย่างเดียวกันเกี่ยวกับ "อายตนะภายนอก" ๖ คือ สี เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ และรูปทางใจ ข้อความอย่างเดียวกันกับ "การรับรู้ทางทวาร ๖"
ซึ่งรู้อารมณ์เหล่านี้ ท่านพระนันทะกล่าวต่อไปว่า 

น. "ดูกรน้องห­ิงทั้งหลาย ถูกละๆ
พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปั­­าชอบตามความเป็นจริง
ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล" 

"ดูกรน้องห­ิงทั้งหลาย เปรียบเหมือนประทีป น้ำมันกำลังติดไฟอยู่
น้ำมันก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไส้ก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เปลวไฟก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
แต่ว่าแสงสว่างของประทีปนั้นแลเที่ยง ยั่งยืน เป็นไปติดต่อ
ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ผู้ที่กล่าวนั้นชื่อว่าพึงกล่าวชอบหรือหนอแล" 

ภิ. "หามิได้เจ้าข้า" 

น. "นั่นเพราะเหตุไร" 

ภิ. "ข้าแต่ท่านผู้เจริ­ เพราะประทีปน้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้น
น้ำมันก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไส้ก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เปลวไฟก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
แสงสว่างของประทีปนั้นก็ต้องไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดาเช่นกัน" 

น. "ดูกรน้องห­ิงทั้งหลาย ฉันนั้น เหมือนกันแล บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
อายตนะภายใน ๖ ของเราไม่เที่ยง แต่เราอาศัยอายตนะภายในเสวยเวทนาใด
เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม เวทนานั้นเที่ยง ยั่งยืน
เป็นไปติดต่อ ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา บุคคลผู้กล่าวอย่างนั้น
ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล" 

ภิ. "หามิได้ เจ้าข้า" 

"ข้าแต่ท่านผู้เจริ­ เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ
อาศัยปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ แล้ว จึงเกิดขึ้นได้
เพราะดับปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ
เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ จึงดับไป" 

คุณเขียนมาว่า สติทำให้คุณคลายความกังวลลงเมื่อมีสิ่งที่ไม่น่าพอใจเกิดขึ้น
เมื่อมีปัจจัยให้สติและปั­­าเกิด เราก็ไม่ถูกสิ่งที่ปรากฏทางทวาร ๖ ครอบงำ
แต่ก็มีหลายขณะที่หลงลืมสภาพธรรม เช่น เวลารู้สึกเครียด
เรามักจะยึดถือความเครียดเป็นตัวตน
เรารู้สึกว่ายากมากที่จะเห็นว่าเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัย 

บางครั้งเราต้องประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ และมีอกุศลวิบากทางตา หู จมูก
ลิ้น หรือกาย วันก่อนมีคนมาตีดิฉันโดยมีเจตนาที่จะล้อเล่น
ความรู้สึกที่โดนตีเป็นอกุศลวิบากทางกาย ทำไม ทำไมสิ่งนี้จึงต้องเกิดขึ้น
ขณะนั้นเราอาจรู้สึกไม่พอใจและไม่มีสติ แน่ละดิฉันทราบว่าทำไมจึงเกิดขึ้น
เป็นเพราะอกุศลวิบากซึ่งเป็นผลของกรรม
ดังนั้นเราจะเห็นว่าทุกสิ่งที่ประสบเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยและความชอบไม่ชอบของเราต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
และความรู้สึกของเราก็เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัย
เพราะความชอบ ความไม่ชอบของเรา ไม่ใช่วิบาก
แต่เกิดกับอกุศลจิตซึ่งมีปัจจัยมาจากกิเลสของเราที่สะสมไว้
มีปัจจัยหลายชนิดที่มีบทบาทในชีวิตเรา 

ดิฉันขอคัดข้อความต่อไปในพระสูตร ท่านพระนันทะกล่าวต่อไปว่า 

(๗๗๖) น. ดูกรน้องห­ิง เปรียบเหมือนคนฆ่าโคใช้มีดแล่โคอันคม ชำแหละโค
แยกส่วนเนื้อข้างใน แยกส่วนหนังข้างนอกไว้ ในส่วนเนื้อนั้น
ส่วนใดเป็นเนื้อล่ำในระหว่าง เอ็นในระหว่าง เครื่องผูกในระหว่าง
ก็ใช้มีแล่โคอันคม เถือ แล่ คว้านส่วนนั้นๆ ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก
เอาปิดโคนั้นไว้ แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า
โคตัวนี้ประกอบด้วยหนังผืนนี้เหมือนอย่างเดิมนั่นเอง ดูกร น้องห­ิงทั้งหลาย
คนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้กล่าวนั้นชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล 

ภิ. "หามิได้ เจ้าข้า" 

น. "นั่นเพราะเหตุไร" 

ภิ. "ข้าแต่ท่านผู้เจริ­
เพราะคนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ฉลาดโน้นฆ่าโคแล้ว ...เอาปิดโคไว้
แม้เขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า โคตัวนี้ประกอบด้วยหนังผืนนี้เหมือนอย่างเดิมนั่นเอง
ก็จริง ถึงกระนั้นแล โคนั้นก็แยกกันแล้วจากผืนหนังนั้น" 

(๗๗๗) น. "ดูกรน้องห­ิงทั้งหลาย เราเปรียบอุปมานี้เพื่อให้เข้าใจเนื้อความชัด
เนื้อความในอุปมานั้นมีดังต่อไปนี้ ดูกรน้องห­ิงทั้งหลาย
ข้อว่าส่วนเนื้อข้างในนั้นเป็นชื่อของอายตนะภายใน ๖
ส่วนหนังข้างนอกนั้นเป็นชื่อของอายตนะภายนอก ๖ เนื้อล่ำในระหว่าง
เอ็นในระหว่าง เครื่องผูกในระหว่างนั้นเป็นชื่อของนันทิราคะ
มีดแล่โคอันคมนั้นเป็นชื่อของปั­­าอันประเสริฐ ซึ่งใช้เถือ แล่
คว้านกิเลสในระหว่าง สั­โ­ชน์ในระหว่างเครื่องผูกในระหว่างได้" 

เมื่อท่านพระนันทะเทศนาจบแล้วภิกษุณีเหล่านั้นก็ได้ลาไป
พระพุทธองค์ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า
"...ภิกษุณีเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ชื่นชมเทศนาของนันทะทั้งๆที่ยังไม่มีความดำริบริบูรณ์เลย"

ข้อความต่อไปมีว่า 

ในลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับพระนันทะว่า "ถ้าเช่นนั้น
วันพรุ่งนี้เธอก็พึงกล่าวสอนภิกษุณีเหล่านั้นด้วยโอวาทนั้นเหมือนกัน" 

ข้อความมีว่า
หลังจากท่านพระนันทะได้แสดงธรรมซ้ำแก่ภิกษุณีจบลงเป็นครั้งที่ ๒
พระพุทธองค์ตรัสว่า 

"ภิกษุณีเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ชื่นชมเทศนาของนันทะทั้งๆ
ที่มีความดำริบริบูรณ์แล้ว ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บรรดาภิกษุณีทั้งห้าร้อยรูปนั้น (ผู้บรรลุสัจจธรรมขั้นต่ำสุด)
รูปสุดท้ายยังเป็นถึงพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
แน่นอนที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า" 

คุณอาจคิดว่า
ภิกษุณีเหล่านั้นได้รู้ชัดในความไม่เที่ยงของสภาพธรรมแล้วตั้งแต่ครั้งแรก
แต่การรู้แจ้งสัจธรรมมีหลายขั้น
การที่ท่านพระนันทะแสดงธรรมซ้ำอีกจึงเป็นปัจจัยให้ผู้ที่ยังไม่รู้แจ้งอริยสัจธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบัน
และผู้ซึ่งเป็นพระอริยบุคคลแล้วได้บรรลุเป็นอริยสัจธรรมขั้นสูงเมื่อพร้อมที่จะบรรลุ

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า
การฟังหรือการอ่านพระธรรมคำสอนก็เป็นปัจจัยให้สติและปรัช­าเจริ­ขึ้นจนถึงขั้นการรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้

ข้อความใจพระสูตรข้างต้นเกี่ยวกับเรื่องชำแหละโค
เวลาเรารวมสภาพธรรมต่างๆ เข้าด้วยกันเป็น "กลุ่มก้อน" ที่เรายึดมั่นว่าเป็น
"สิ่งหนึ่งสิ่งใด" เป็น "ตัวตน" เราไม่ยึดมั่นในสิ่งที่ถูก "ชำแหละ"
ออกเป็นธาตุต่างๆ นั่นคือ เมื่อปั­­ารู้ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นรูป
ไม่ใช่ตัวตน รู้ว่าแข็งเป็นรูป ไม่ใช่ตัวตน ได้ยินเป็นนาม ไม่ใช่ตัวตน
และสภาพธรรมอื่นๆ ที่ปรากฏทางทวาร ๖ ก็เช่นกัน 

หลังจากที่ดิฉันได้พิมพ์ข้อความเรื่อง "ชำแหละโคแล้ว"
สามีและดิฉันรับประทานอาหารค่ำ ขณะที่เรากำลังรับประทาน ยังคงมัว
"ชำแหละโค" ดิฉันชอบอาหารและระลึกถึงข้อความในพระสูตรได้ว่า
เรามักจะเพลิดเพลิน ยินดี และติดข้อง เราติดข้องอยู่กับ "เนื้อล่ำ"
แต่ปั­­าสามารถชำแหละออกได้
พระสูตรนี้เป็นปัจจัยให้ดิฉันมีสติระลึกรู้นามและรูปต่างๆ ที่ปรากฏ 

เราติดข้องอยู่กับโลภะและความยินดีพอใจในสิ่งที่ปรากฏ ทาง ๖ ทวาร 

เราชอบรส ชอบการลิ้มรส เราอยากลิ้มรสต่อไป 

เราชอบสี่งที่ปรากฏทางตา ชอบเห็น เราอยากเห็นต่อไป 

เราชอบเสียง ชอบได้ยิน เราอยากได้ยินต่อไป 

เราชอบเรื่องราว ชอบคิด เราอยากคิดต่อไป 

ดังนั้นจึงมีปัจจัยทึ่จะเวียนว่ายตายเกิดต่อไป
เป็นเพราะตัณหานั่นเองที่ทำให้เราต้องเกิดอีก นามและรูปจะเกิดอีกในภพอื่นๆ
เกิดแล้วก็เกิดอีก 

ทำไมภิกษุณีจึงต้องฟังเทศนาเดียวกันซ้ำอีก เพียงฟังครั้งเดียวไม่พอ
ดิฉันต้องฟังแล้วฟังอีกๆ หลายๆ ครั้ง
ดิฉันยังติดข้องอยู่กับอายตนะภายในและอายตนภายนอก
นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมจึงจะต้องระลึกรู้เห็น สี ได้ยิน เสียง
นามและรูปทั้งหมดที่ปรากฏทางทวาร ๖
ซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่เลือกสภาพธรรมใดๆ
จะต้องระลึกรู้ลักษณะนามและรูปซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าปั­­าจะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
ดังนั้นเราจึงมีกิจมากที่จะชำแหละโค 

คุณถามดิฉันว่าเราจะรู้ปัจจัยของนามและรูปโดยการระลึกรู้ได้อย่างไร
และจะต่างกับการคิดเรื่องปัจจัยหรือไม่ 

การเข้าใจปัจจัยมีหลายขั้น ก่อนอื่นเราควรเข้าใจปัจจัยด้วยการศึกษาปริยัติเช่น
รู้ว่า จักขุปสาทเป็นปัจจัยให้เกิดการเห็น เพราะมีรูปซึ่งเป็นที่เกิด
เป็นวัตถุที่ตั้งของการเห็น ถ้าไม่มีจักขุปสาท ก็ไม่เห็น สิ่งที่ปรากฏทางตา
เป็นปัจจัยของการเห็นโดยเป็นอารมณ์ของการเห็น
เห็นวิบากจิตที่เกิดเพราะกรรม กรรมปัจจัยก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง
ปัจจัยที่ทำให้สภาพธรรมเกิดมีหลายอย่าง 

การเข้าใจปัจจัยโดยปริยัติไม่เหมือนกับปั­­าที่รู้แจ้งปัจจัยของนามและรูปที่ปรากฏ
ปั­­าขั้นนั้นเป็นวิปัสสนา­าณซึ่งจะเกิดก่อนวิปัสสนา­าณขั้นต้นไม่ได้
วิปัสสนา­าณขั้นต้นคือปั­­าซึ่งประจักษ์แจ้งลักษณะที่แยกขาดกันของนามและรูป
ดังนั้นจึงรู้นามว่าเป็นนาม และรู้รูปว่าเป็นรูป เห็น
เป็นสภาพธรรมที่รู้สิ่งซึ่งปรากฏทางตา ไม่ใช่ตัวตน เป็นนามธรรม
ไม่ต้องคิดอย่างนี้เลยื เมื่อลักษณะของเห็นปรากฏแล้วจะรู้ไม่ได้หรือ
เห็นต่างจากสิ่งที่ปรากฏทางตา สิ่งที่ปรากฏทางตา
เป็นรูปซึ่งรู้ได้ทางจักขุทวาร รูปไม่รู้อะไรเลย ได้ยิน
เป็นสภาพธรรมที่รู้เสียงทางโสตทวาร ต่างกับเสียง ซึ่งเป็นรูปที่รู้ได้ทางหู
ปั­­าสามารถรู้ได้ว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่บุคคล สภาพที่เห็นหรือได้ยิน
เป็นนามธรรมและนามก็ต่างจากรูป 

ปั­­าสามารถรู้ได้ว่า นามและรูปเกิดขึ้นเพราะปัจจัยต่างๆ ไม่ใช่ไม่มีปัจจัย
วิปัสสนา­าณขั้นสูงจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อปั­­าประจักษ์แจ้งปัจจัยของนามและรูปที่ปรากฏ

บางคนคิดว่าการรู้ปัจจัยของโทสะจะทำให้ขจัดโทสะได้
เขาคิดว่ารู้ปัจจัยคือการคิดถึงเหตุการณ์ หรือ "เรื่องราว"
แต่นั่นไม่ใช่ปั­­าที่รู้แจ้งปัจจัย เป็นการคิด "เรื่อง" บั­­ัติต่างๆ
และขณะนั้นจะไม่คิดเลย หรือว่า "โทสะของฉัน" 

เราจะรู้โทสะตามความเป็นจริงได้อย่างไร
เพราะนั่นเป็นหนทางเดียวที่จะกำจัดโทสะได้ในที่สุด
จะต้องรู้ว่าเป็นนามไม่ใช่ตัวตน เกิดเพราะปัจจัย
ไม่เพียงแต่โทสะเท่านั้นที่จะต้องรู้ตามความเป็นจริง
สภาพธรรมทั้งหมดที่ปรากฏทางทวาร ๖ ก็ต้องรู้ด้วย
สำหรับโทสะนั้นสาเหตุที่แท้จริงของความขุ่นเคืองหรือความโกรธ
ไม่ใช่เหตุการณ์ ไม่ใช่บุคคลอื่น แต่เป็นการสะสมโทสะของเราเอง
โทสะไม่ใช่ตัวตน แต่เป็นสภาพธรรมที่เกิดเพราะปัจจัย
ดังนั้นเราจะเห็นว่าการคิดถึงเรื่องราวหรือเหตุการณ์นั้นไม่ทำให้เรารู้จักโทสะดีขึ้น
เราสะสมมาที่จะคิดมากมาย
เมื่อคิดเรื่องโทสะก็ระลึกรู้ได้ว่าคิดก็เป็นนามธรรม ไม่ใช่ตัวตน 

อวิชชา การไม่รู้สภาพธรรมต่างๆ
จะหมดไปไม่ได้โดยเพียงแต่คิดเรื่องสภาพธรรมเท่านั้น
พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเรื่องสภาพธรรมที่ปรากฏทางทวาร ๖
ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อเตือนให้สติเกิดระลึกรู้สภาพธรรมเหล่านั้น
ด้วยวิธีนี้ปั­­าจึงจะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
และอวิชชาหรือความเห็นผิดจึงจะดับเป็นสมุจเฉท 

ในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อวิชชาสูตร มีข้อความว่า 

พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล
ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า 

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริ­ บุคคลเมื่อรู้อย่างไร เห็นอย่างไร จึงจะละอวิชชาได้
วิชชาจึงจะเกิดขึ้น" 

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ดูกรภิกษุ บุคคลรู้อยู่
เห็นอยู่ซึ่งจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด
บุคคลรู้อยู่ ซึ่งตา... เห็นอยู่ซึ่งรูป... จักขุวิ­­าณ ซึ่งหู... เสียง... โสตวิ­­าณ
ซึ่งจมูก... กลิ่น... ฆานวิ­­าณ ซึ่งลิ้น... รส... ชิวหาวิ­­าณ ซึ่งกาย...
โผฏฐัพพะ... กายวิ­­าณ ซึ่งใจ... ธรรมมารมณ์... มโนวิ­­าณ
โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด ฯ" 

ด้วยเมตตา 

ชีวิตจะมีค่าชีวิตนี้ต้องมีปั­­า

               ความจริงประการหนึ่งในชีวิตก็คือ เราจะต้องสู­เสียบุคคลผู้เป็นที่รักของเรา
  เมื่อ­าติหรือมิตรสหายสิ้นชีวิตลง เราย่อมเศร้าโศกยิ่งนักและรู้สึกว่ายากที่จะทนได้
  พระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคช่วยให้เราเผชิ­ความจริงได้และรู้ความจริงของธรรมทั้งหลาย
  พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมเรื่องความทุกข์โศกอันเกิดจากการสู­เสียบุคคลผู้ที่เป็นผู้รักไว้มากทีเดียว
               ความจริงประการหนึ่งในชีวิตก็คือ เราจะต้องสู­เสียบุคคลผู้เป็นที่รักของเรา
  เมื่อ­าติหรือมิตรสหายสิ้นชีวิตลง เราย่อมเศร้าโศกยิ่งนักและรู้สึกว่ายากที่จะทนได้
  พระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคช่วยให้เราเผชิ­ความจริงได้และรู้ความจริงของธรรมทั้งหลาย
  พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมเรื่องความทุกข์โศกอันเกิดจากการสู­เสียบุคคลผู้ที่เป็นผู้รักไว้มากทีเดียว
               "ดูกรคฤหบดี ท่านไม่มีอินทรีย์ที่จะระงับจิตของท่าน อินทรีย์ของท่านมีอาการเป็นอย่างอื่นไป" 
               "ข้าแต่พระผู้เจริ­ ทำไมข้าพระองค์จะไม่มีอินทรีย์เป็นอย่างอื่นเล่า
  เพราะว่าบุตรน้อยคนเดียวของข้าพระองค์ซึ่งเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ ได้ทำกาละเสียแล้ว" 
               "ดูกรคฤหบดี ข้อนี้เป็นอย่างนั้นๆ เพราะว่า โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส
  ย่อมเกิดแต่ของที่รัก มาแต่ของที่รัก" 
               "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริ­ ข้อที่ว่า โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสย่อมเกิดแต่ของที่รัก
  เป็นมาแต่ของที่รักนั้น จักเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริ­ ความจริง ความยินดี
  และความโสมนัส ย่อมเกิดแต่ของที่รัก มาแต่ของที่รัก" 
               ครั้งนั้นแล คฤหบดีนั้นไม่ยินดี ไม่คัดค้านพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจากที่นั่งแล้วหลีกไป 
               คฤหบดีนั้นไม่เข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งของพระธรรม
  เราควรจะพิจารณาให้เข้าใจพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เราควรพิจารณาให้เข้าใจว่า
  พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมเรื่อง โลก เรื่องของเราเอง เรื่องชีวิต และความตายไว้อย่างไรบ้าง
  พระผู้มีพระภาคทรงประมวลพระธรรมไว้ในอริยสัจธรรม ๔ 
               ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ธรรมจักกัปปวัตตนวรรคที่ ๒ ตถาคตสูตรที่ ๑ มีข้อความว่า
  พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอริยสัจธรรม ๔ แก่ภิกษุปั­จวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
  ใกล้พระนครพาราณสี อริยสัจธรรมที่ ๑ คือ ทุกขอริยสัจ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย
  ก็ทุกขอริยสัจนี้แล คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์
  ความประจวบด้วยสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์
  ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้ข้อนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์" 
               ขันธ์ ๕ คือนามธรรม และรูปธรรมทั้งภายในและภายนอกนั้นเป็นทุกข์ คงจะมีผู้สงสัยว่า ทำไมขันธ์
  ๕ จึงเป็นทุกข์ เรายึดถือจิตใจว่าเป็นตัวตน
  แต่ที่เรายึดถือว่าเป็นจิตของเรานั้นก็เป็นแต่เพียงนามธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไปทันที
  เท่านั้นเองเรายึดถือร่างกายว่าเป็นตัวตน แต่ที่เรายึดถือว่าเป็นร่างกายของของเรานั้น
  เป็นแต่เพียงรูปธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
  เมื่อไม่รู้ความจริงก็คิดว่าสภาพธรรมเหล่านั้นยั่งยืนและยึดถือว่าเป็นตัวตน เช่น
  เราอาจจะคิดว่าความเศร้าโศกนั้นไม่หมดไป แต่ว่าในวันหนึ่งๆ นั้น ก็ไม่ได้มีแต่ความเศร้าโศก
  มีสภาพธรรมอื่นๆ อีกหลายอย่างด้วย เช่น มีการเห็น การได้ยิน การคิดนึก เป็นต้น ที่เราคิดว่าเศร้าโศกนั้น
  แท้จริงเป็นสภาพธรรมต่างๆ ชนิดที่เกิดดับสืบต่อกันอยู่เรื่อยๆ 
               สภาพธรรมทั้งปวงที่ไม่เที่ยงนั้น ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ฉะนั้นจึงเป็นทุกข์ ถึงแม้จะใช้คำว่าทุกข์
  ก็มิได้หมายเฉพาะความรู้สึกที่เป็นทุกข์เท่านั้น ทุกขอริยสัจ คือ
  สภาพของสังขารธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ตลอดชีวิตของเรานั้นไม่มีอะไรเลยที่ไม่ใช่ทุกข์
  ถึงแม้ความรู้สึกเป็นสุขนั้น ก็เป็นทุกข์ เพราะไม่เที่ยง 
               อริยสัจจ์ที่ ๒ คือ เหตุให้เกิดทุกข์ ซึ่งได้แก่ ตัณหา ในพระสูตรเดียวกันมีข้อความว่า
  "….ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้แล คือตัณหา อันทำให้มีภพใหม่
  ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ความเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่
  กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา" ตราบใดที่ยังมีตัณหาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะใดก็ตาม
  ก็ยังมีปัจจัยให้เกิดอยู่ มีปัจจัยให้นามธรรมและรูปธรรมเกิดขึ้น ฉะนั้นก็จะต้องเป็นทุกข์ 
               อริยสัจจ์ที่ ๓ คือ ทุกขนิโรธ ซึ่งได้แก่นิพพาน ในพระสูตรที่ได้กล่าวถึงแล้วนั้นมีข้อความว่า
  "….ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้แล คือความดับด้วยการสำรอก โดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ ความสละ
  ความวาง ความปล่อย ความไม่อาลัย" นิพพานเป็นธรรมที่ดับกิเลส เมื่อดับตัณหาแล้ว
  ก็ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดภพชาติอีกต่อไป ฉะนั้นจึงเป็นที่ดับของทุกข์ทั้งปวง 
               ในพระสูตรเดียวกัน แสดงอริยสัจจ์ที่ ๔ ว่าดังนี้ "….ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ นี้แล
  คืออริยมัคค์ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ซึ่งได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ
  สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ฯ" มัคค์มีองค์ ๘ หรืออริยมัคค์นั้น
  เป็นการเจริ­ปั­­ารู้แจ้งสภาพธรรมทั้งหลายที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน
  เราเจริ­ปั­­าให้รู้ชัดในโลกทั้งภายในและภายนอก ไม่ใช่โดยการคาดคะเน แต่เป็นการรู้แจ้งด้วยตนเอง
               เรารู้แจ้งโลกได้อย่างไร เรารู้แจ้งโลกได้ในขณะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้โผฏฐัพพะ และ
  ธรรมารมณ์ ทุกสิ่งที่ ปรากฏให้รู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้นรวดเร็วมาก
  เพราะธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นดับไปทันที ขณะที่เห็นก็เป็นโลกของสี ซึ่งไม่เที่ยง เกิดแล้วดับไปๆ
  ขณะที่ได้ยินก็เป็นโลกของเสียงซึ่งก็ไม่เที่ยง โลกของกลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ก็เช่นเดียวกัน
  โลกเหล่านี้ไม่เที่ยงเลย 
               ในวิสุทธิมัคค์ (มรณสติ) มีข้อความเรื่องความสิ้นไปอย่างรวดเร็วของโลก ดังนี้ว่า "….โดยปรมัตถ์
  ขณะแห่งชีวิตของปวงสัตว์มีน้อยยิ่งนัก ฯ เปรียบดุจล้อรถแม้ที่หมุนอยู่ ก็ย่อมหมุนด้วยส่วน (แห่งดุม)
  อันเดียวเท่านั้น แม้เมื่อหยุดก็หยุดด้วยส่วน (แห่งดุม) อันเดียวเหมือนกันฉันใด
  ชีวิตของสัตว์ก็ฉันเดียวกันนั่นแล เป็นไปเพียงขณะจิตดวงเดียว เมื่อจิตดวงนั้นพอดับแล้ว
  สัตว์ท่านก็เรียกว่าตายแล้วเหมือนกันฯ…." 
               ชีวิต อัตตภาพ และ สุข ทุกข์ ทั้งมวล 
               เกิดกับจิตดวงเดียว ขณะย่อมล่วงไปพลัน 
               ขันธ์ของคนที่ตายไป หรือของคนที่เป็นอยู่ก็ตาม ซึ่งดับไปแล้ว 
               ขันธ์ทั้งหมดก็เป็นเช่นเดียวกัน คือดับไปโดยไม่กลับมาเกิดอีก 
               สัตว์ชื่อว่าไม่เกิด เพราะจิตไม่เกิด 
               ชื่อว่าเป็นอยู่ เพราะจิตเกิดขึ้นเป็นปัจจุบัน 
               ชื่อว่าตายแล้ว เพราะจิตดับ ดังนี้….. 
               ที่เรียกว่าตายนั้น ความจริงไม่ได้ต่างอะไรกับสภาพที่เป็นไปทุกขณะจิตนี้เอง
  ทุกขณะที่จิตดับไปก็เป็นการตายของจิต จิตทุกดวงเกิดขึ้นแล้วก็ดับสิ้นไป
  ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดจิตดวงต่อไป เมื่อจิตดวงสุดท้ายของชาตินี้ คือ จุติจิตดับไปแล้ว
  จิตดวงแรกในชาติต่อไป คือ ปฏิสนธิจิต ก็เกิดต่อ ไม่มีตัวตนเลยสักขณะเดียวในชีวิต
  ฉะนั้นจึงไม่มีอัตตาตัวตนที่ท่องเที่ยวไปจากชาตินี้สู่ชาติหน้า 
               อวิชชานั่นเองที่ทำให้คิดและกระทำเสมือนดังว่าร่างกายและจิตใจนั้นยั่งยืน
  เราติดข้องและยึดมั่นในร่างกายและจิตใจว่าเป็นตัวตน เราคิดว่าเป็นตัวตนที่เห็น ได้ยิน คิด
  และไปโน่นมานี่ การยึดถือว่าเป็นตัวตนนั้นทำให้เกิดความทุกข์
  เราอยากจะประสบแต่อารมณ์ที่น่ายินดีเท่านั้น และเมื่อประสบกับสภาพธรรม เช่น ชรา พยาธิ และมรณะ
  ก็เศร้าโศก คนที่ไม่เข้าใจสภาพธรรม ก็ไม่เข้าใจพระธรรมที่ว่า ความทุกข์เกิดจากความรัก
  ซึ่งเป็นอริยสัจธรรมที่สอง เราควรรู้ชัดว่านามธรรมและรูปธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์
  และเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน 
               พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมเรื่องความไม่เที่ยงของสภาพธรรมทั้งหลายโดยประการต่างๆ
  พระองค์ตรัสเรื่องความไม่เที่ยงของรูปร่างกาย เพื่อทรงอนุเคราะห์ให้ละการยึดถือว่าเป็นร่างกายของเรา
  พระองค์ตรัสเรื่องการพิจารณาความเป็นอสุภของร่างกายซึ่งเป็นการเจริ­อสุภกรรมฐานลักษณะต่างๆ 
               ในทีฆนิกาย มหาสติปัฏฐานสูตร มีข้อความว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย
  อีกข้อหนึ่งภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ตายแล้ววันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง สามวันบ้าง
  ที่ขึ้นพองมีสีเขียวน่าเกลียด มีน้ำเหลืองไหลน่าเกลียด เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี่แหละว่า
  ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้" 
               ในวิสุทธิมัคค์ (อสุภกรรมฐานนิเทส) มีข้อความอธิบายว่า "…..
  ร่างกายของคนตายเป็นของไม่งามแท้แม้ฉันใด
  แม้ร่างกายของคนเป็นก็เป็นของไม่งามอย่างเดียวกันฉันนั้น เป็นแต่ว่าในร่างกายของคนเป็นนี้
  ลักษณะที่ไม่งามย่อมไม่ปรากฏเพราะถูกเครื่องประดับอันเป็นของจรปิดบังไว้" 
               เพื่อให้รู้ชัดในความเป็นปฏิกูลของร่างกายที่ยังเป็นอยู่นี้ด้วย
  พระผู้มีพระภาคจึงได้ทรงแสดงปฏิกูลมนสิการบรรพ ในมหาสติปัฏฐานสูตร มีข้อความว่า
  "ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป
  แต่ปลายผมลงมามีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ
  ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกเยื่อใน กระดูก ไต หัวใจ ตับ……" 
               การพิจารณาความปฏิกูลของร่างกายทำให้คลายความยึดมั่นลงได้
  แต่ประโยชน์ที่สุดคือการรู้ลักษณะของรูปธาตุต่างๆ ชนิดที่ประชุมรวมกันเป็นร่างกาย
  เมื่อรู้ลักษณะของรูปธาตุต่างๆ เหล่านั้น ก็จะรู้ว่าลักษณะที่แท้จริงของร่างกายนั้นเป็นอย่างไร ฉะนั้น
  พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงเรื่องของร่างกายโดยความเป็นธาตุต่างๆ ในมหาสติปัฏฐานสูตร
  มีข้อความว่า " ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ
  ซึ่งตั้งอยู่ตามที่ตั้งอยู่ตามปรกติ โดยความเป็นธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม" 
               ธาตุดินปรากฏให้รู้ในลักษณะแข็งและอ่อน ธาตุน้ำปรากฏให้รู้ในลักษณะไหลและเกาะกุม
  ธาตุไฟปรากฏให้รู้ในลักษณะร้อนและเย็น ธาตุลมปรากฏให้รู้ในลักษณะไหวและตึง
  ไม่ว่าเป็นวัตถุภายนอกหรือร่างกาย ธาตุเหล่านั้นก็มีลักษณะ (ของธาตุเหล่านั้น) เหมือนกัน
  เราไม่ได้ยึดถือรูปภายนอกว่าเป็นร่างกายของเรา ไฉนจึงยึดถือร่างกายว่าเป็นตัวตนอยู่อีกเล่า 
               เราควรรู้จักโลกตามความเป็นจริงด้วยการรู้ชัดลักษณะที่ต่างกันของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏทาง
  ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตัวอย่างเช่น เมื่อสภาพร้อนปรากฏที่กาย สภาพร้อนนั้นก็เป็นสิ่งที่สติระลึกรู้ได้
  เมื่อสภาพอ่อนปรากฏ สภาพอ่อนนั้นก็เป็นสิ่งที่สติระลึกรู้ได้ เมื่อมีสติระลึกรู้เช่นนี้
  ก็จะรู้ชัดในลักษณะที่ต่างกันของสภาพธรรม
  การรู้ลักษณะที่ต่างกันของสภาพธรรมที่ปรากฏนั้นสำคั­มาก
  เพราะถ้าไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมเหล่านั้น ก็จะยึดถือสภาพธรรมเหล่านั้นเป็นตัวตน เช่น
  เราอาจจะคิดว่า ความอ่อนที่กายนั้นเป็น "กายของเรา" เมื่อรู้ลักษณะของรูปอ่อนบ่อยขึ้น
  ก็จะรู้ลักษณะที่อ่อนนั้นก็เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนที่วัตถุภายนอกหรือที่ร่างกาย
  เรารู้ได้ว่าลักษณะที่อ่อนนั้นเป็นสภาพที่ไม่รู้อะไร เป็นรูปธรรมไม่ใช่ตัวตน
  ดังนั้นเราก็จะค่อยคลายการยึดถือว่าเป็น "ร่างกายของเรา" ลงทุกที เมื่อสติระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม
  เช่น การเห็น ความเสียใจ ความสุข และการคิดนึก
  ก็จะรู้ได้ว่าเป็นลักษณะของนามธรรมแต่ละชนิดที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เป็นทุกข์ ตาเป็นทุกข์
  การเห็นเป็นทุกข์ ความรู้สึกที่เนื่องมาจากสิ่งที่เห็นก็เป็นทุกข์ 
               การเจริ­สติรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏในชีวิตประจำวันนั้น
  มิใช่ว่าทุกคนมีฉันทะพอใจจะปฏิบัติ แต่ก็จะต้องพิจารณาให้รู้ว่า เราต้องการอะไรอย่างแท้จริงในชีวิต
  เราอยากจะหลงยึดถือร่างกายและจิตใจเป็นตัวตนต่อไปอีกกระนั้นหรือ?
  เราอยากจะมีชีวิตอยู่ในความมืดมน หรือว่าใคร่จะเจริ­ปั­­าให้ถึงความสิ้นทุกข์
  ถ้าเราตัดสินใจว่าจะดำเนินทางที่นำไปสู่ความสิ้นทุกข์แล้ว เราจะต้องเจริ­ปั­­าในชีวิตประจำวัน
  ในขณะที่เห็น ได้ยิน คิดนึก เป็นทุกข์ เป็นสุข ทางนี้เป็นทางเดียวที่จะรู้แจ้งว่าอะไรเป็นทุกข์
  อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรเป็นธรรมที่ดับทุกข์ และอะไรเป็นทางปฏิบัติให้ถึงธรรมที่ดับทุกข์
  เมื่อรู้ว่า อวิชชา ความไม่รู้ของเรานั้นหนาแน่นเพียงใด และเราหลงยึดมั่นในตัวตนมากเพียงใด
  เราก็จะปรารภความเพียรเจริ­สติรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมต่อไปเรื่อยๆ 
               พระผู้มีพระภาคตรัสเรื่องมรณสติ (การระลึกถึงความตาย) เนืองๆ
  พระผู้มีพระภาคตรัสเรื่องความตายเพื่อทรงเตือนให้ระลึกถึงความไม่เที่ยงทุกๆ ขณะ ชีวิตนั้นสั้นนัก
  ฉะนั้นจึงไม่ควรให้เวลาล่วงไปโดยไร้ประโยชน์ แต่ควรเจริ­อนิจจสั­­าเสียในขณะนี้
  อวิชชาจึงจะหมดสิ้นไปได้ 
               อวิชชานั้นจะละให้หมดสิ้นไปอย่างรวดเร็วไม่ได้ เมื่อบรรลุอริยสัจจธรรมขั้นพระอรหันต์แล้ว
  ไม่มีอกุศลธรรมอีกต่อไป อวิชชาดับหมดสิ้น ในทีฆนิกาย มหาปรินิพพานสูตร
  เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงดับขันธปรินิพพานนั้น บุคคลผู้ยังมีปัจจัยของโทมนัสก็โศกเศร้าคร่ำครว­
  ดังข้อความในพระสูตรว่า "เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว บรรดาภิกษุทั้งหลายนั้น
  ภิกษุเหล่าใดยังมีราคะไม่ไปปราศแล้ว ภิกษุเหล่านั้นบางพวกประคองแขนทั้งสองคร่ำครว­อยู่
  ล้มลงเกลือกกลิ้งไปมา (ดุจมีเท้าอันขาดแล้ว) รำพันว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก
  พระสุคตเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลกอันตรธานเสียเร็วนัก" 
               ส่วนภิกษุเหล่าใดที่ราคะไปปราศแล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีสติสัมปชั­­ะอดกลั้นโดยธรรมสังเวชว่า
  สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เพราะฉะนั้นเหล่าสัตว์จะพึงได้สังขารนี้แต่ที่ไหนฯ 
               ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธเตือนภิกษุทั้งหลายว่า "อย่าเลย อาวุโสทั้งหลาย พวกท่านอย่าเศร้าโศก
  อย่าร่ำไรไปเลย เรื่องนี้พระผู้มีพระภาคตรัสบอกไว้ก่อนแล้วมิใช่หรือว่า ความเป็นต่างๆ ความพลัดพราก
  ความเป็นอย่างอื่นจากของรักของชอบใจทั้งสิ้นต้องมี
  เพราะฉะนั้นจะพึงได้ในของรักของชอบใจนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้วมีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว
  มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่าขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย ดังนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้" 
               ในพระสูตรเดียวกันนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอานนท์ว่า "ดูกรอานนท์ บัดนี้
  เราแก่เฒ่าเป็นผู้ให­่ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับแล้ว วัยของเราเป็นมาถึง ๘๐ ปีแล้ว….เพราะฉะนั้น
  พวกเธอจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือจงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง
  มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด ดูกรอานนท์อย่างไรเล่าภิกษุจึงจะชื่อว่ามีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง
  มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือจงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่
  ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่
  พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ เป็นผู้มีเพียร มีสัมปชั­­ะ มีสติ
  พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก อย่างนี้แล…" 
               การพิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตและธรรมในธรรม คือการไม่เห็นกาย เวทนา
  จิต ธรรม เป็นตัวตน เมื่อสติระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมทั้งปวงที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน
  ก็จะรู้ชัดว่าสภาพเหล่านั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หนทางนี้เป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ที่ดับทุกข์
  และที่สุดแห่งความตาย 

ชีวิตคืออะไร ชีวิตเกิดจากอะไร ชีวิตจะสิ้นสุดลงอย่างไร
                             และเมื่อใดนั้นเป็นปั­หาที่เรามักจะขบคิดอยู่เสมอ
                             ชีวิตไม่ใช่สิ่งที่อยู่ห่างไกล
                             ชีวิตคือนามธรรมและรูปธรรมในขณะนี้
                             ขณะที่กำลังเห็นอยู่นี้มิใช่ชีวิตหรือ? โลภะ โทสะ และโมหะ
                             ที่เกิดเนื่องมาจากสิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่ชีวิตหรือ?
                             การคิดนึกถึงสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส และสัมผัส
                             มิใช่ชีวิตหรือ? 
                                          เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรารู้อารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ นี้
                             กิเลสย่อมเกิดเนื่องมาจากอารมณ์เหล่านั้น นี่คือชีวิตในขณะนี้
                             แต่ก็ได้มีชีวิตมาแล้วในอดีต และจะมีชีวิตต่อไปในอนาคตด้วย
                             นอกจากว่าจะหมดกิเลสแล้วเท่านั้น 
                                          ชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร
                             มีเบื้องต้นของภพชาติมากมายเหล่านี้หรือไม่
                             เราย้อนกลับไปหาอดีตไม่ได้ ถ้าเราใคร่จะรู้ว่าชาติก่อนๆ
                             ของเรานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
                             เราก็ควรจะรู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยให้เกิดภพชาติในขณะนี้
                             ขณะที่กำลังเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส
                             และคิดนึกอยู่นี้มีอวิชชาบ้างไหม
                             ขณะนี้มีความยึดมั่นในนามธรรมและรูปธรรมบ้างไหม
                             ตราบใดที่ยังยึดมั่นในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สัมผัส)
                             และธรรมารมณ์ (อารมณ์ที่รู้ทางใจ)
                             อยู่ก็มีปัจจัยให้เกิดภพชาติต่อไปไม่สิ้นสุด ฉะนั้น ภพ ชาติ
                             จึงมีอวิชชาและตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น 
                                          ในมัชฌิมนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนวิภังคสูตร
                             มีข้อความว่า สมัยหนึ่ง
                             พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน เขตพระนครสาวัตถี
                             พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย
                             บุคคลเมื่อไม่รู้ไม่เห็นจักษุตามความเป็นจริง
                             เมื่อไม่รู้ไม่เห็นรูป…..จักษุวิ­­าณ…..จักษุสัมผัสตามความเป็นจริง
                             เมื่อไม่รู้ไม่เห็นความเสวยอารมณ์เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
                             มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม
                             ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยตามความจริง
                             ย่อมกำหนัดในจักษุ กำหนัดในรูป กำหนัดในจักษุวิ­­าณ
                             กำหนัดในจักษุสัมผัส กำหนัดในความเสวยอารมณ์เป็นสุขก็ตาม
                             เป็นทุกข์ก็ตาม
                             มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตามที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย
                             เมื่อบุคคลนั้นกำหนัดนักแล้วประกอบพร้อมแล้ว ลุ่มหลง
                             เล็งเห็นคุณอยู่ย่อมมีอุปทานขันธ์ ๕ ถึงความพอกพูนต่อไป
                             และเขาจะมีตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่สหรคตด้วยความกำหนัด
                             ด้วยอำนาจความยินดี อันมีความเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ
                             เจริ­ทั่ว จะมีความกระวนกระวายแม้ทางกาย แม้ทางใจเจริ­ทั่ว
                             เขาย่อมเสวยทุกข์ทางกายบ้าง ทุกข์ทางใจบ้าง ฯ" 
                                          เราสงสัยกันว่า จะมีเบื้องต้นของสังสารวัฏฏบ้างหรือไม่
                             อวิชชาครั้งแรกที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นเกิดขึ้นอย่างไร และเกิดเมื่อใด
                             พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงแสดงเรื่องเบื้องต้นของสังสารวัฏฏ์
                             เพราะไม่ใช่ทางดำเนินไปสู่ธรรมที่ดับกิเลส ขณะนี้มีอวิชชา
                             นี่เป็นความจริง อวิชชาในขณะนี้เกิดมาจากอวิชชาในอดีต
                             ถ้าอวิชชายังไม่ดับหมดสิ้น
                             ก็จะยังมีอวิชชาสืบต่อไปในอนาคตไม่สิ้นสุด
                             ชีวิตประดุจวงล้อรถที่หมุนไปอันหาเบื้องต้นไม่ได้
                             เราไม่รู้ว่าเรามาจากภพไหน และจะไปสู่ภพไหน ชีวิตสั้นเหลือเกิน
                             ประดุจความฝัน เราเกิดมามีอุปนิสัยต่างกัน
                             และมีกิเลสสะสมมากมาย เราย้อนกลับไปดูในอดีตไม่ได้ว่า
                             เราสะสมกิเลสมาอย่างไรบ้าง บุคคลในอดีตก็มีกิเลสเหมือนกัน
                             บางท่านก็ระลึกอดีตชาติได้ และรู้ว่าได้สะสมกิเลสมาต่างๆ
                             กันอย่างไร ในขุททกนิกาย จัตตาฬีสนิบาต อิสิทาสีเถรีคาถา
                             มีข้อความเรื่องชีวิตของพระอิสิทาสีภิกษุณี ผู้ไม่เป็นที่รักของสามี
                             ท่านมีสามีมาแล้วหลายครั้ง
                             แต่ภายหลังท่านได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีและได้บรรลุอรหัตต์
                             ท่านระลึกอดีตชาติได้
                             และรู้เหตุที่ทำให้ต้องได้รับความทุกข์อันให­่หลวงนั้นว่า
                             ในอดีตชาติท่านประพฤติผิดในกาม
                             อกุศลกรรมนั้นทำให้เกิดในนรกตลอดกาลนาน
                             และเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานสามชาติ
                             หลังจากนั้นก็ได้เกิดเป็นมนุษย์สามชาติ
                             และได้รับทุกข์อันให­่หลวงในชาติที่เป็นมนุษย์ด้วยจนกระทั่งได้บรรลุอรหัตต์
                                          ชีวิตคือ การเกิด แก่ เจ็บ และตาย
                             ความทุกข์โศกที่ทุกคนประสบในชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น
                             ตราบใดที่ยังมีปัจจัยให้เกิดทุกข์นั้นๆ ในขุททกนิกาย ฉักกนิกาย
                             ปั­จสตาปฏาจาราเถรีคาถา
                             มีข้อความเรื่องห­ิงทั้งหลายที่โศกเศร้าเพราะสู­เสียบุตร
                             ห­ิงเหล่านั้นได้ไปหาปฏาจาราภิกษุณี ซึ่งท่านเองก็ได้สู­เสีย สามี
                             บุตรสองคน มารดา บิดา และพี่ชายในวันเดียวกัน
                             ท่านเสียสติไปเพราะความโทมนัสอย่างให­่หลวง
                             แต่ก็กลับได้สติบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันน์
                             และภายหลังก็ได้บรรลุอรหัตต์
                             ปฏาจาราภิกษุณีแสดงธรรมปลอบโยนห­ิงผู้เศร้าโศกเหล่านั้นว่า 
                                          "ท่านไม่รู้ทางของผู้ใดซึ่งมาแล้ว 
                                          หรือไปแล้ว 
                                          แต่ท่านก็ยังร้องไห้ถึงคนนั้นซึ่งมาจากไหนว่า 
                                          บุตรของเรา บุตรของเรา 
                                          ถึงท่านจะรู้จักทางของเขาผู้มาแล้ว 
                                          หรือไปแล้ว 
                                          ก็ไม่ควรเศร้าโศกถึงเขาเลย
                             เพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา 
                                          เมื่อเขามาจากปรโลก ใครๆ ไม่ได้อ้อนวอนเลย เขาก็มาแล้ว
                             เมื่อเขาจะไปจากมนุษย์โลก ใครๆ ก็ไม่ได้อนุ­าตให้ไป 
                                          เขามาจากไหนก็ไม่รู้ 
                                          พักอยู่ที่นี้ชั่วระยะเล็กน้อย แล้วไป ก็ดี 
                                          มาจากที่นี้สู่ที่อื่น ไปจากที่นั้นสู่ที่อื่น ก็ดี 
                                          เขาละไปแล้วจากรูปมนุษย์ จักท่องเที่ยวไป 
                                          มาอย่างไรก็ไปอย่างนั้น
                             การร่ำไห้ในการไปของสัตว์นั้นจะเป็นประโยชน์อะไร" 
                                          เราไม่รู้ว่าใครมาจากภูมิไหนและจะไปสู่ภูมิไหน
                             ภพชาติในอดีตนั้นไม่อาจประมาณได้
                             ฉะนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจว่าในอดีตอนันตรชาตินั้น
                             บุคคลทั้งหลายย่อมเคยสัมพันธ์กันมาแล้วในฐานะต่างๆ ใน ฐานะ
                             มารดา บิดา พี่ น้อง บุตร หลาน
                             เราอยากจะวนเวียนไปในสังสารวัฎฎ์ต่อไปอีกหรือ?
                             ในขุททกนิกาย ฉักกนิบาต มหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถา
                             พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีได้บรรลุธรรมะที่ดับกิเลสแล้ว กล่าวว่า 
                                          "…….หม่อมฉันกำหนดรู้ทุกข์ทั้งปวงแล้ว 
                                          เผาตัณหาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ให้เหือดแห้งแล้ว 
                                          ได้เจริ­มรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ แล้ว 
                                          ได้บรรลุนิโรธแล้ว 
                                          ชนทั้งหลายเป็นมารดา เป็นบิดา เป็นบุตร เป็นธิดา เป็นพี่ชาย
                             เป็นน้องชาย 
                                          เป็นปู่ย่าตายายกันในชาติก่อน 
                                          หม่อมฉันไม่รู้ตามเป็นจริง 
                                          ไม่ประสบอริยสัจจ์ ๔ 
                                          จึงได้ท่องเที่ยวไปในภพน้อยให­่ 
                                          ก็หม่อมฉันได้เห็นพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแล้ว 
                                          อัตตภาพนี้มีในที่สุด 
                                          ชาติสงสารสิ้นไปแล้ว 
                                          บัดนี้ภพใหม่มิได้มี…." 
                                          สิ่งที่เกิดขึ้นในชาตินี้มีปัจจัยในอดีต
                             อุปนิสัยที่มีอยู่ในชาตินี้ก็ย่อมเคยเป็นมาแล้วในอดีตด้วย กรรมใดๆ
                             ที่กระทำในขณะนี้ก็อาจจะเคยทำมาแล้วในอดีตด้วย
                             ในพระไตรปิฎก
                             มีข้อความที่พระผู้มีพระภาคตรัสถึงการกระทำของพระองค์เอง
                             และของคนอื่นๆ ว่าได้เคยกระทำคล้ายอย่างนั้นมาแล้วในอดีต
                             เราระลึกอดีตชาติไม่ได้แต่ก็รู้ว่าได้สะสมกิเลสมาแล้วในอดีตกาลนาน
                                          คำว่า "กิเลส" นั้นจะไม่แรงไปหรือ?
                             บางคนอาจจะคิดว่าเขามีจิตผ่องแผ้ว
                             นอกจากจะมัวหมองไปบ้างเพราะอกุศล
                             และข้อบกพร่องบางประการ คำว่า "defilement" แปลจากคำว่า
                             "กิเลส" ในภาษาบาลี กิเลสเป็นธรรมที่เศร้าหมองไม่บริสุทธิ์
                             เมื่อรู้จักกิเลสของเราเองมากขึ้น
                             ก็จะเห็นความน่ารังเกียจของกิเลสและความทุกข์ที่เกิดจากกิเลส
                             จะเห็นโทษภัยของกิเลสและจะรู้ว่ากิเลสนั้นหนาแน่น
                             เหนียวแน่นและละคลายได้ยากเพียงใด 
                                          ชีวิตของเราเต็มไปด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ
                             บางคนก็ไม่เห็นว่าความทุกข์จะลดน้อยลงเมื่อกิเลสลดคลายลง
                             เรามีความมุ่งหวังในชีวิตต่างๆ กัน เราปรารถนาความสุขกันทุกคน
                             แต่ต่างก็มีทัศนะในเรื่องความสุขและทางที่จะได้รับความสุขต่างกัน
                             แม้ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคยังไม่ปรินิพพานและในสมัยนี้
                             ก็มีทั้งคนเขลาและบัณฑิต
                             คนเขลาคิดว่าการเพลิดเพลินยินดีในบุคคล
                             และวัตถุทั้งหลายนั้นเป็นการดี คนเขลากล่าวว่า
                             ถ้าไม่มีโลภะก็ไม่มีชีวิตชีวา
                             เพราะอวิชชาที่มีอยู่จึงปิดบังไม่ให้เห็นเหตุและผลในชีวิต
                             ขณะใดที่ประสบกับอารมณ์ที่น่ายินดีพอใจก็ไม่รู้ว่าเป็นแต่เพียงวิบาก
                             (ผลของกรรม) ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทันที
                             และเมื่อประสบกับอารมณ์ที่ไม่พอใจก็โทษผู้อื่น
                             ไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ตัวเอง
                             เป็นเพราะอกุศลกรรมที่ตนเองเป็นผู้กระทำ
                             คนที่เป็นทุกข์เพราะความกลัดกลุ้มกังวลใจ
                             และทุกข์ในเรื่องชีวิตประจำวัน
                             ก็พยายามหาทางหนีให้พ้นจากชีวิตประจำวันด้วยวิธีต่างๆ
                             บางคนก็ไปดูหนังแก้กลุ้ม บางคนก็ดื่มเหล้าหรือเสพย์ยาเสพย์ติด
                             เพื่อให้อยู่เสียอีกโลกหนึ่ง หรือให้รู้สึกเหมือนกับเป็นคนอื่น
                             คนที่หนีความจริงจะไม่รู้จักตัวเอง
                             และจะมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่รู้ต่อไป 
                                          ทั้งในสมัยก่อนและสมัยนี้
                             ก็มีคนที่ไม่ยอมรับพระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาค
                             หรือมิฉะนั้นก็เข้าใจผิดไป
                             เขาไม่เห็นว่าชีวิตมีอวิชชาและตัณหาเป็นปัจจัย
                             และไม่เห็นทางที่นำไปสู่การดับกิเลส
                             คนที่เห็นว่ากิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็ใคร่จะลดคลายกิเลสลง
                             เขาฟังธรรม เจริ­ทาน ศีล และภาวนา
                             แต่ก็มีน้อยคนที่มีอุปนิสัยในการเจริ­อบรมปั­­าทุกวัน
                             เพื่อละคลายกิเลส คนเหล่านั้นเป็นบัณฑิต 
                                          ในขุททกนิกาย เถร - เถรีคาถา
                             มีเรื่องบุคคลในครั้งพุทธกาลที่มีอุปสรรคในชีวิตเหมือนๆ กัน
                             และก็เหมือนกับความวิตกกังวลของคนในสมัยนี้ด้วย
                             ท่านเหล่านั้นมีกิเลสมาก
                             แต่ก็ดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉทด้วยการเจริ­มัคค์มีองค์ ๘
                             ก็เมื่อท่านเหล่านั้นสามารถปฎิบัติได้ ทำไมเราจึงจะปฎิบัติไม่ได้เล่า
                             ? 
                                          บุคคลผู้เป็นบัณฑิตรู้ว่าชีวิตไม่ยั่งยืน
                             ฉะนั้นจึงควรรีบเร่งเจริ­ธรรมที่เป็นทางดับกิเลส
                             เรามักจะรั้งรอการปฎิบัติธรรม ในขุททกนิกาย ติกนิบาต เถรคาถา
                             มาตังคปุตตเถรคาถา มีข้อความว่า 
                                          "ขณะทั้งหลายย่อมล่วงพ้น 
                                          บุคคลผู้สละการงาน 
                                          โดยอ้างเลศว่า เวลานี้หนาวนัก ร้อนนัก สายนัก 
                                          ก็ผู้ใดเมื่อทำกิจของลูกผู้ชาย 
                                          ไม่สำคั­ความหนาวและร้อนยิ่งไปกว่าห­้า 
                                          ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจากความสุข….." 
                                          เราคิดบ้างไหมว่า หนาวนัก ร้อนนัก สายนัก
                             เจริ­สติปัฎฐานไม่ได้ ?
                             ดูคล้ายกับว่าเราอยากจะทำอย่างอื่นอยู่เสมอ
                             นอกจากการเจริ­สติรู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฎ
                             สิ่งที่เรามุ่งหวังที่สุดในชีวิตนั้น
                             เป็นการเพลิดเพลินไปในอารมณ์ที่ปรากฎ ทางตา หู จมูก ลิ้น
                             กายหรือ ? หรือว่าทรัพย์สมบัติ ความสุขสำรา­ทางกาย ­าติพี่น้อง
                             และมิตรสหาย ? เราลืมว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ยั่งยืน
                             ลืมว่าทันทีที่เกิดมานั้นก็แก่พอที่จะตายได้แล้ว
                             ผู้ที่เป็นบัณฑิตนั้นเห็นความไม่เที่ยงของสังขารธรรมทั้งหลาย
                             ในขุททกนิกาย ทุกนิบาต วีตโสกเถรคาถา
                             ท่านวีตโสกเถระส่องกระจกในขณะที่ช่างกัลบกตัดผมของท่าน
                             และบรรลุอรหัตต์ในขณะนั้น ท่านกล่าวคาถาว่า 
                                          "ช่างกัลบกเข้ามาหาเราด้วยคิดว่า จักตัดผมของเรา 
                                          เราจึงรับเอากระจกจากช่างกัลบกนั้นมา 
                                          ส่องดูร่างกาย 
                                          ร่างกายของเรานี้ได้ปรากฎเป็นของเปล่า 
                                          ความมืดคืออวิชชาในกาย อันเป็นต้นเหตุแห่งความมืดมน 
                                          ได้หายหมดสิ้นไป 
                                          กิเลสดุจผ้าขี้ริ้วทั้งปวงเราตัดขาดแล้ว 
                                          บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ฯ" 
                                          การส่องกระจกก็รู้แจ้งความจริงได้ !
                             ทำให้ระลึกถึงความไม่เที่ยงได้ ฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า
                             ถึงแม้ในขณะที่กระทำกิจการงานตามปรกติในชีวิตประจำวันนั้น
                             ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ เจริ­สติปัฎฐานได้
                             เราอาจจะคิดว่างานประจำวันทำให้เจริ­สติปัฎฐานไม่ได้
                             แต่ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็มีนาม รูป ปรากฎทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
                             ใจ ทั้งนั้น
                             ถึงแม้ในขณะที่ทำอาหารก็เจริ­วิปัสสนาและรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้
                             ในขุททกนิกาย เอกนิบาต เถรีคาถา
                             ห­ิงผู้หนึ่งกำลังทำอาหารอยู่ในครัว
                             อาหารไหม้ทันใดนั้นก็ประจักษ์ความไม่เที่ยงของสังขารธรรม
                             และรู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระอนาคามีบุคคลในขณะนั้นและ ณ
                             ที่นั้นเองท่านได้อุปสมบทเป็นภิกษุณี และต่อมาก็ได้บรรลุอรหันต์
                             ท่านได้ประกาศการบรรลุธรรมของท่านด้วยข้อความว่า 
                                          "ดูกรพระเถรี ท่านจงทำไตรจีวรด้วยท่อนผ้า 
                                          แล้วนุ่งห่มให้สบายเถิด 
                                          เพราะว่าราคะของท่านสงบระงับแล้ว 
                                          ดุจน้ำผักดองอันแห้งในหม้อ ฉะนั้น ฯ" 
                                          เราอาจจะคิดว่าเราเจริ­สติปัฎฐานไม่ได้
                             เพราะจิตใจกระวนกระวายไม่สงบ การศึกษารู้ว่า
                             บุคคลในครั้งพุทธกาลก็เป็นทุกข์เดือดร้อนเพราะกิเลสครอบงำ
                             แต่ก็สามารถรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้นั้น จะทำให้เราไม่ท้อถอย
                             ในขุททกนิกาย ปั­จกนิบาตอั­­ตราภิกษุณีเถรีคาถา
                             ภิกษุณีท่านหนึ่งเป็นผู้มีจิตชุ่มด้วยกามราคะ
                             ได้ฟังธรรมจากพระธัมมทินนาภิกษุณี ทำให้แจ้งอภิ­­า ๖ แล้ว
                             บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ ท่านกล่าวคาถาว่า 
                                          "ตั้งแต่เราบวชมาตลอด ๒๕ ปี 
                                          ยังไม่ประสบความสงบจิต 
                                          แม้ชั่วเวลาลัดนิ้วมือหนึ่งเลย 
                                          เราไม่ได้ความสงบจิต 
                                          มีจิตชุ่มแล้วด้วยกามราคะ 
                                          ประคองแขนทั้งสองคร่ำครว­ 
                                          เดินเข้าไปสู่วิหาร…… 
                                          ………….แม้ฤทธิ์ 
                                          เราก็ทำให้แจ้งแล้ว 
                                          เราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะแล้ว 
                                          ทำให้แจ้งอภิ­­า ๖ แล้ว 
                                          ทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้วฯ" 
                                          บุคคลที่ความวิตกกังวลกลุ้มรุมจิตใจ
                             มากถึงขั้นที่ต้องการหนีให้พ้นสภาพเช่นนั้น
                             อาจจะถึงกับคิดฆ่าตัวตายก็ได้
                             บุคคลในครั้งพุทธกาลก็ไม่ต่างกับบุคคลสมัยนี้
                             แต่ว่าแม้บุคคลที่สู­สิ้นความหวังหมดทุกอย่างแล้ว
                             ก็ยังมีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ ความเศร้าโศก และความกังวลได้
                             ในขุททกนิกาย ปั­จกนิบาต สีหาเถรีคาถา
                             ภิกษุณีท่านหนึ่งกำลังจะฆ่าตัวตาย
                             แต่ขณะนั้น­าณปั­­าก็ถึงความแก่กล้า
                             และได้บรรลุอรหันต์ดังคาถาที่ท่านกล่าวว่า 
                                          "เมื่อก่อนเราเป็นผู้ถูกกามราคะเบียดเบียน 
                                          มีจิตฟุ้งซ่าน 
                                          จึงทำจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ 
                                          เพราะไม่มนสิการโดยอุบายอันแยบคาย 
                                          เป็นผู้อันกิเลสทั้งหลายกลุ้มรุมแล้ว 
                                          มีปกติเป็นไปตามความเข้าใจกามคุณว่าเป็นสุข 
                                          ตกอยู่ในอำนาจแห่งจิตอันสัมปยุตด้วยราคะ 
                                          จึงไม่ได้ความสงบแห่งจิต 
                                          เราจึงเป็นผู้ผอมเหลือง มีผิวพรรณไม่ผ่องใสอยู่ตลอด ๗ ปี 
                                          เราเป็นผู้อันความทุกข์ครอบงำแล้ว 
                                          ไม่ได้ความสบายใจทั้งกลางวันกลางคืน 
                                          เพราะเหตุนั้น เราจึงถือเอาเชือก เข้าไปสู่ราวป่า 
                                          ด้วยคิดว่า จะผูกคอตายเสียในที่นี้ 
                                          ดีกว่าที่จะกลับไปสู่ความเป็นคฤหัสถ์อีก 
                                          พอเราทำบ่วงให้มั่นคง ผูกที่กิ่งไม้แล้ว 
                                          สวมบ่วงที่คอ 
                                          ในทันใดนั้น จิตของเราก็หลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งหลายๆ "
                                          เมื่อได้ศึกษารู้เรื่องของบุคคลในครั้งพุทธกาล
                             ก็ทำให้รู้จักตัวเองและบุคคลอื่นๆ ในสมัยนี้ด้วย เรามีโลภะ โทสะ
                             โมหะ ที่ได้สะสมมาแล้ว เราถูกกิเลสครอบงำ
                             บางครั้งเราก็สงสัยว่าเราจะบรรลุอริยสัจธรรมได้หรือหนอ
                             พระนิพพานนั้นดูเหมือนแสนไกล
                             แต่ความจริงทุกขณะที่เจริ­สัมมาสตินั้น
                             ความเห็นผิดก็เบาบางลงไป ฉะนั้นในขณะนั้นนิพพานจึงอยู่ใกล้
                             ในขุททกนิกาย วีสตินิบาต มาลุงกยปุตตเถรคาถา
                             ท่านพระมาลุงกยปุตตเถระได้ฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาค
                             และภายหลังก็ได้บรรลุอรหันต์ ดังข้อความว่า 
                                          "เมื่อบุคคลได้เห็นรูปแล้ว มัวใส่ใจถึงรูปนั้นว่า 
                                          เป็นนิมิตที่น่ารัก 
                                          สติก็ลุ่มหลง 
                                          เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่
                             ทั้งยึดมั่นรูปนั้นด้วย 
                                          เวทนามิใช่น้อย ซึ่งมีรูปเป็นแดนเกิด
                             ย่อมเจริ­มากขึ้นแก่ผู้นั้น 
                                          อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือนร้อน 
                                          ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงรูปอยู่อย่างนั้น 
                                          พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า 
                                          เป็นผู้ห่างไกลนิพพาน 
                                          (เมื่อบุคคลได้ยินเสียง ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้โผฏฐัพพะ
                             ก็โดยนัยเดียวกัน) 
                                          ส่วนผู้ใดเห็นรูปแล้ว เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า 
                                          ผู้นั้นไม่กำหนัดยินดีในรูป เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัด
                             เสวยอารมณ์อยู่ 
                                          ทั้งไม่ยึดมั่นรูปนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น
                             ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคี 
                                          ผู้พิจารณาเห็นรูป โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นต้น 
                                          หรือแม้กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ 
                                          ย่อมสิ้นไป ก่อรากขึ้นไม่ได้ฉันใด
                             ผู้นั้นมีสติประพฤติอยู่ก็ฉันนั้น 
                                          ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น …….. 
                                          พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า นิพพานมีในที่ใกล้" 
                                          พระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคสามารถเปลี่ยนอุปนิสัยของบุคคลได้
                             ถ้าผู้นั้นประพฤติตามทางที่พระองค์ทรงแสดงไว้ ในขุททกนิกาย
                             ทุกนิบาต นันทเถรคาถา ท่านพระนันทเถระบรรลุอรหันต์แล้ว
                             กล่าวคาถาว่า 
                                          "เรามัวแต่ประกอบการประดับตกแต่ง 
                                          เพราะไม่มีโยนิโสมนสิการ 
                                          มีใจฟุ้งซ่านกลับกลอก 
                                          ถูกกามราคะเบียดเบียน 
                                          เราได้ปฏิบัติโดยอุบายที่ชอบ 
                                          ตามที่พระพุทธเจ้าผู้ที่เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ฉลาดในอุบาย
                                          ได้ทรงสั่งสอนแนะนำ 
                                          แล้วถอนจิตอันจมลงในภพขึ้นได้" 
                                          บุคคลในครั้งพุทธกาลรู้ว่าควรเจริ­สติปัฏฐานเป็นปรกติทุกวัน
                             ในสุมังคลวิลาสินี อรรถกถาทีฆนิกาย มหาสติปัฏฐานสูตร
                             มีข้อความว่า
                             พระผู้มีพระภาคทรงแสดงมหาสติปัฏฐานสูตรแก่ชาวกุรุ
                             (เขตเดลฮีในปัจจุบัน) ที่เมืองกุรุ คนทุกชั้นเจริ­สติปัฏฐาน
                             แม้พวกทาสกรรมกร คนที่มิได้เจริ­สติปัฏฐานก็ถูกตำหนิว่า
                             เหมือนบุคคลที่ตายแล้ว
                             ถ้าไม่เจริ­สติปัฏฐานก็เหมือนบุคคลที่ตายแล้ว
                             เพราะจะต้องเวียนเกิดและตายต่อไป ในสังสารวัฏฏ์ 
                                          บุคคลผู้เขลาในธรรมและผู้ฉลาดในธรรมมุ่งหวังในชีวิต
                             และมีความคิดต่างกันในเรื่องกาลข้างหน้า
                             บางคนคิดว่าการเกิดชาติหน้าที่เป็นสุขนั้นเป็นที่สมหวังอย่างยิ่ง
                             เขาหวังจะมีชีวิตต่อไปในสวรรค์ที่แสนสุขสำรา­ตลอดไป
                             ส่วนคนที่ไม่เชื่อเรื่องชาติหน้าก็ใฝ่ฝันถึงโลกที่เป็นอุดมคติในอนาคต
                             โลกที่ไม่มีสงคราม ไม่มีความแตกแยกในหมู่มนุษย์
                             แต่เขาไม่รู้ว่าโลกเช่นนั้นจะเป็นจริงได้อย่างไร 
                                          คนที่เข้าใจธรรมถูกต้องนั้นรู้ว่าที่เราเรียกว่า "โลก"
                             นั้นไม่เที่ยง โลกเกิดจากเหตุปัจจัยแล้วก็จะสู­สิ้นไป
                             วิถีของโลกนั้นเกิดขึ้นแล้วก็แตกทำลายไป เมื่อถึงกาลสมบัติ
                             พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าก็อุบัติขึ้นเพื่อทรงแสดงธรรม
                             แต่แม้พระธรรมก็ไม่ยั่งยืน
                             มีผู้เข้าใจพระธรรมคลาดเคลื่อนและพระธรรมเสื่อมสิ้นไป
                             เพราะกิเลสของบุคคล
                             คนสมัยนี้ยังมีโอกาสได้ฟังธรรมและเจริ­มัคค์มีองค์ ๘
                             คนผู้มีปั­­าไม่ใฝ่ฝันถึงโลกอุดมคติในอนาคต
                             เขารู้ว่าสิ่งประเสริฐสุดที่จะปฏิบัติได้ทั้งเพื่อตนเองและคนอื่นนั้นคือ
                             การละคลายกิเลสเสียในขณะนี้
                             พระผู้มีพระภาคทรงแสดงการเจริ­ภาวนาแก่ผู้ที่ใคร่จะละคลายกิเลส
                             บุคคลมีอัธยาศัยต่างกัน บางคนก็เจริ­สมถภาวนา
                             บางคนก็เจริ­วิปัสสนาภาวนา บางคนก็เจริ­ทั้งสมถและวิปัสสนา
                             คนที่เจริ­วิปัสสนาจะรู้ชัดว่าโลกคืออะไร เขาจะรู้ว่ามีโลก ๖ โลก
                             คือโลกของ สี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์
                             เขาจะรู้ว่าโลกทั้งหมดนั้นไม่เที่ยง
                             พระผู้มีพระภาคทรงรู้แจ้งโลกทั้งปวง พระองค์ทรงพระนามว่า
                             โลกวิทู ผู้ทรงรู้แจ้งโลก 
                                          ผู้ที่ยังยึดมั่นในโลกไม่รู้ว่าการดับการเกิดนั้นเป็นการดับทุกข์
                             ผู้ที่รู้ชัดในความไม่เที่ยงของสังขารธรรมจะละคลายการยึดมั่นเป็นลำดับ
                             พระอรหันต์ไม่ยึดมั่นในภพชาติอีกเลย ท่านดับภพชาติ
                             ดับนามธรรมและรูปธรรม ไม่เกิดอีกเลย ดับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย
                             พระอรหันต์ประจักษ์แล้วว่า
                             การไม่เกิดนั้นเป็นความสงบสุขที่แท้จริง ในขุททกนิกาย
                             วีสตินิบาต อธิมุตตเถรคาถา ท่านพระอธิมุตตเถระอรหันต์
                             ถูกพวกโจรจับไว้ มิได้มีความกลัวหวาดเสียว
                             เมื่อหัวหน้าโจรเห็นดังนั้นเกิดความอัศจรรย์
                             พระเถระได้กล่าวคาถาว่า 
                                          "……..บุคคลผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ไม่มีความถือมั่น 
                                          เสร็จกิจแล้ว หมดอาสวะ 
                                          ย่อมยินดีต่อความสิ้นอายุ 
                                          เหมือนบุคคลพ้นแล้วจากการถูกประหาร ฉะนั้น 
                                          บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสูงสุดแล้ว 
                                          ไม่มีความต้องการอะไรในโลกทั้งหมด 
                                          ย่อมไม่เศร้าโศกในเวลาตาย 
                                          ดุจบุคคลออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ ฉะนั้น" 
                                          อวิชชาและตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดภพชาติ
                             เมื่ออวิชชาและตัณหาดับหมดสิ้นแล้วก็ไม่มีปัจจัยให้เกิดอีก
                             การไม่เกิดเป็นการดับทุกข์ ในมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
                             สฬายตนวรรค สฬายตนวิภังคสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
                             บุคคลเมื่อไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
                             ย่อมเสวยทุกข์ทางกายบ้าง ทุกข์ทางใจบ้าง
                             ส่วนบุคคลเมื่อรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงนั้น
                             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า 
                                          "ดูกรภิกษุทั้งหลาย
                             ส่วนบุคคลเมื่อรู้เมื่อเห็นจักษุตามความเป็นจริง
                             เมื่อรู้เมื่อเห็นรูป…….จักษุวิ­­าณ…..จักษุสัมผัสตามความเป็นจริง
                             เมื่อรู้เมื่อเห็นความเสวยอารมณ์ เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
                             มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย
                             ตามความเป็นจริง ย่อมไม่กำหนัดในจักษุไม่กำหนัดในรูป
                             ไม่กำหนัดในจักษุวิ­­าณ ไม่กำหนัดในจักษุสัมผัส
                             ไม่กำหนัดในความเสวยอารมณ์เป็นสุขก็ตามเป็นทุกข์ก็ตาม
                             มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม
                             ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย………เมื่อบุคคลนั้นไม่กำหนัดนักแล้ว
                             ไม่ประกอบพร้อมแล้ว ไม่ลุ่มหลงเล็งเห็นโทษอยู่
                             ย่อมมีอุปาทานขันธ์ ๕ ถึงความไม่พอกพูนต่อไป
                             และเขาจะละตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่สหรคตด้วยความกำหนัด
                             ด้วยอำนาจความยินดี อันมีความเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ ได้
                             จะละความกระวนกระวายแม้ทางกาย แม้ทางใจได้
                             จะละความเดือดร้อนแม้ทางกาย แม้ทางใจได้
                             จะละความเร่าร้อนแม้ทางกาย แม้ทางใจได้
                             เขาย่อมเสวยสุขทางกายบ้าง สุขทางใจบ้าง" 
 
 
 
 

"ถ้าไม่มีผู้อื่นอยู่ข้างหน้าหรือข้างหลังเรา 
               ความสบายใจอย่างยิ่งคงจะมีแก่เรา 
               ผู้อยู่ในป่าผู้เดียว 
               ผิฉะนั้น เราผู้เดียวจักไปสู่ป่า 
               อันพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริ­ว่า 
               ความผาสุกย่อมมีแก่ภิกษุ 
               ผู้อยู่แต่ผู้เดียว มีใจเด็ดเดี่ยว" 
               ข้อความดังกล่าว (ขุททกนิกาย ทสกนิบาต
  เอกวิหาริยเถรคาถา)
  เป็นคาถาของเจ้าชายองค์หนึ่งผู้ใคร่ในการอยู่ป่า
  เราทุกคนไม่เคยมีบางขณะที่ไม่อยากจะให้มีใครมาอยู่ข้างหน้าและข้างหลังเราบ้างเลยหรือ?
  ขณะที่เราอยากอยู่คนเดียวด้วยจิตใจที่สงบ ดูเหมือนกับว่า
  ความสงบของจิตใจนั้นไม่อาจจะหาได้เลยในชีวิตประจำวัน
  เรามีคนอยู่กับเราทั้งวัน ทุกแห่งไม่พ้นเสียง
  แต่ต้นเหตุของความไม่สงบใจของเรานั้นอยู่ที่ตัวเราเอง
  ไม่ใช่อยู่นอกตัว ต้นเหตุนั้นอยู่ที่กิเลสของเราเอง
  เราอาจจะไม่ได้ประกอบกรรมหนัก เช่น การฆ่าหรือการลักขโมย
  แต่เราก็คิดถึงเรื่องอกุศลและเสียเวลาพูดถึงความผิดพลาดบกพร่องของคนอื่นไม่น้อยเลย
  การทำเช่นนั้นเป็นโทษแก่ตัวเอง
  อกุศลเป็นโทษทั้งแก่ร่างกายและจิตใจ
  เราจะเห็นอาการที่ต่างกันของคนที่จิตใจไม่สงบ
  และคนที่จิตใจสงบเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา 
               การที่จะแก้นิสัยนั้นยาก ถ้าเราเคยคิดอกุศลด้วย โลภะ โทสะ
  โมหะ และพูดอกุศลอยู่เสมอ ก็จะแก้ให้หมดไปทันทีไม่ได้
  เราสะสมอกุศลมานานเท่าไหร่แล้ว
  เพราะอกุศลปัจจัยที่ได้สะสมมาจึงเป็นเหตุให้เราไม่กระทำกุศลกรรม
  ไม่พูดและคิดในทางที่เป็นกุศล
  ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เราไม่สงบและเร่าร้อน เราอยากจะให้จิตสงบ
  แต่ไม่รู้จะหาความสงบได้ที่ไหน 
               ทาน ศีล และภาวนา
  เป็นทางให้จิตสงบเป็นกุศลจิตแทนอกุศลจิต
  การที่เราจะเจริ­กุศลประเภทใดนั้นย่อมแล้วแต่อุปนิสัย
  บางคนมีอุปนิสัยในการให้ทาน
  เมื่อถวายภัตตาหารและนมัสการพระภิกษุสงฆ์ จิตใจก็สงบสบาย
  บางคนก็มีอุปนิสัยในการเจริ­ภาวนาอบรมจิตใจ
  ซึ่งก็รวมทั้งการศึกษาธรรม การแสดงธรรม การเจริ­สมถภาวนา
  และการเจริ­วิปัสสนาภาวนา 
               ในการเจริ­ภาวนานั้น จะต้องมีความรู้ทางธรรม
  การศึกษาพระไตรปิฎกจะทำให้เข้าใจพระธรรมมากขึ้น
  การศึกษาธรรม พิจารณาธรรมและแสดงธรรมแก่ผู้อื่น
  เป็นปัจจัยให้เกิดกุศลจิตที่ประกอบด้วยปั­­า
  ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งแก่ชีวิตของตนเองและผู้อื่น และจิตใจก็จะสงบ
               การเจริ­สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนานั้น
  ถ้าไม่มีความเข้าใจในข้อปฏิบัติก็ย่อมจะเจริ­ไม่ได้
  เพราะทั้งการเจริ­สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนานั้นเป็นปั­­า
  ถ้าผู้ใดใคร่ที่จะให้จิตสงบยิ่งขึ้นก็เจริ­สมถกรรมฐาน
  การเจริ­สมถกรรมฐานเป็นการไม่เกี่ยวข้องกับ รูป เสียง กลิ่น รส
  สัมผัส ฉะนั้นในขณะที่เจริ­สมถกรรมฐาน
  จิตใจจึงไม่หมกหมุ่นในอารมณ์เหล่านั้น
  จุดประสงค์ของการเจริ­สมถภาวนานั้น ก็เพื่อให้มี
  สมาธิที่มั่นคงซึ่งทำให้ระงับกิเลสได้ชั่วคราว
  แต่ดับกิเลสเป็นสมุจเฉทไม่ได้
  ปั­­าที่เกิดจากการเจริ­วิปัสสนาเท่านั้นที่ละกิเลสได้หมดสิ้นเป็นสมุจเฉท
               เจริ­สมถภาวนาในชีวิตประจำวันได้ไหม?
  ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องการหรือสามารถเจริ­สมถกรรมฐานให้ถึงอัปปนาสมาธิเป็นฌานจิตได้
  แต่ถึงแม้ว่าเราจะไม่เจริ­สมถให้ถึงสมาธิขั้นฌาน
  เราก็ระลึกถึงอารมณ์ที่เป็นสมถกรรมฐาน
  แล้วจิตใจก็สงบได้ในชีวิตประจำวัน
  ผู้ที่มีเวลาว่างหรือผู้ที่อยู่อย่างสงบคงจะต้องการใช้เวลาให้มีประโยชน์ที่สุด
  และคงใคร่จะเจริ­สมถกรรมฐาน การให้ทานและรักษาศีลนั้น
  ย่อมมีได้เฉพาะโอกาส
  แต่การเจริ­ภาวนานั้นย่อมเจริ­ได้ทุกโอกาส
  แทนที่จะคิดไปในเรื่องอกุศลและความเลวร้ายของใคร ๆ
  เราก็ระลึกถึงสมถกรรมฐาน
  การอบรมจิตให้เป็นไปในทางกุศลนั้นมีประโยชน์กว่าการนั่งเฉย
  ๆ เมื่อมีเวลาว่าง 
               การเจริ­สมถภาวนามีอารมณ์ คือ สมถกรรมฐาน ๔๐
  (ข้อความละเอียดมีในวิสุทธิมัคต์ สมาธินิเทส) บางอารมณ์ เช่น
  สภาพที่เป็นปฏิกูลของร่างกาย อสุภในลักษณะต่าง ๆ
  และอานาปานสตินั้นเป็นอารมณ์ได้ทั้งในการเจริ­สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา
  จุดมุ่งหมายของการเจริ­สมถภาวนานั้นเพื่อความสงบ
  อารมณ์กรรมฐานใดจะเป็นสัปปายะให้เกิดความสงบยิ่งขึ้นนั้น
  ก็ย่อมแล้วแต่จริตอัธยาศัยของบุคคล
  สำหรับบางคนการระลึกถึงอสุภทำให้คลายความพอใจในกามอารมณ์ได้
  เราทุกคนก็ต้องเห็นคนตายหรือสัตว์ตายบ้าง
  เมื่อรู้เรื่องการระลึกถึงอสุภกรรมฐาน และระลึกได้ในขณะนั้น
  ก็เป็นปัจจัยให้เกิดจิตที่เป็นกุศลแทนโทสะมูลจิต
  เราอาจจะระลึกถึงพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงเรื่องความไม่เที่ยงของสังขารธรรมทั้งหลายก็ได้
               ในขุททกนิกาย เถรคาถา เถรีคาถา
  มีข้อความเรื่องคนที่จิตใจกระวนกระวายเดือดร้อนจนหาความสงบใจไม่ได้เลย
  การระลึกถึงอสุภกรรมฐานและความเป็นปฏิกูลของร่างกาย
  จะทำให้คลายความกระวนกระวายลง ในขุททกนิกาย ฉักกนิบาต
  กุลลเถรคาถา มีข้อความที่ท่านพระกุลลเถระกล่าวว่า 
               ""เราผู้ชื่อว่ากุลละ ไปที่ป่าช้าผีดิบ 
               ได้เห็นซากศพห­ิงคนหนึ่ง (เขาทิ้งไว้ในป่าช้า) 
               มีหมู่หนอนฟอนกัดอยู่ 
               ดูกร กุลลภิกษุ ท่านจงดูร่างกายอันกระสับกระส่าย 
               ไม่สะอาด เป็นของเปื่อยเน่า 
               มีของโสโครกไหลเข้าไหลออกอยู่ 
               อันหมู่คนพาลพากันชื่นชมนัก 
               เราได้ถือเอาแว่นธรรมแล้ว 
               ส่องดูร่างกายอันไร้ประโยชน์ทั้งภายในและภายนอกนี้ 
               สรีระเรานี้ฉันใด ซากศพนั้นก็ฉันนั้น 
               ซากศพนั้นฉันใด สรีระเรานี้ก็ฉันนั้น" 
               เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องเห็นร่างกายอยู่เสมอ
  ไม่ว่าร่างกายที่ยังเป็นอยู่หรือที่ตายแล้ว
  เมื่อเห็นแล้วก็อาจจะเกิดอกุศล
  แต่ถ้าระลึกถึงความเป็นปฏิกูลของร่างกายก็เป็นปัจจัยให้เกิดกุศลจิตแทนอกุศลจิต
               การระลึกถึงความเป็นปฏิกูลของร่างกาย
  อาจจะไม่เหมาะกับจริตอัธยาศัยของบางคน
  เขาอาจจะมีฉันทะในการระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม
  และพระสงฆ์ หรือมิฉะนั้นก็อาจจะระลึกถึงศีล
  ซึ่งก็เป็นสมถกรรมฐานอารมณ์หนึ่ง
  การระลึกถึงศีลย่อมดีกว่าการระลึกถึงความไม่ดีของคนอื่น
  การระลึกถึงทานหรือจาคะ ก็ย่อมจะทำให้มีการสละบริจาคเพิ่มขึ้น
  ในวิสุทธิมัคค์ (จาคานุสสติ) มีข้อความว่า
  ผู้ต้องการเจริ­จาคานุสสติพึงทำการสมาทานว่า "ตั้งแต่นี้ไป
  เมื่อมีปฏิคาหก เรายังไม่ได้ให้ทาน โดยที่สุดแม้เพียงคำข้าวคำหนึ่ง
  ตัวเองจักไม่บริโภคเลย" แล้วก็ระลึกต่อไปว่า
  "….เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ
  ที่เราเมื่อหมู่สัตว์ถูกมลทิน คือ ความตระหนี่กลุ้มรุมแล้ว
  มีใจปราศจากตระหนี่อันเป็นเครื่องเศร้าหมอง เป็นผู้สละขาดแล้ว
  มีฝ่ามืออันชุ่มแล้ว ยินดีแล้วในความเสียสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ
  เป็นผู้ยินดีแล้วในการให้และแบ่งปันอยู่ ๆ ดังนี้" 
               อานาปานสติซึ่งเป็นอารมณ์กรรมฐานของการเจริ­สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนานั้นระลึกได้ยาก
  เพราะเป็นอารมณ์ละเอียดมาก
  ในการเจริ­สมถภาวนานั้นก็มีสติและปั­­า
  แต่ต่างกับการเจริ­วิปัสสนา
  เพราะสมถภาวนาไม่ได้ละความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน
  เรารู้ว่ารูปที่เป็นลมหายใจนั้นปรากฏที่ช่องจมูกหรือริมฝีปากเบื้องบน
  แล้วก็ดับไป ณ ที่นั่นเอง
  สติระลึกรู้ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่ยาวหรือสั้น
  ในวิสุทธิมัคค์ (อานาปานสติ) มีข้อความว่า "ลมที่ออกมาข้างนอก
  มีสะดือเป็นเบื้องต้น มีหัวใจเป็นท่ามกลาง มีปลายจมูกเป็นที่สุด
  ลมที่เข้าไปข้างใน มีปลายจมูกเป็นเบื้องต้น มีหัวใจเป็นท่ามกลาง
  มีสะดือเป็นที่สุด ก็เมื่อพระโยคีนั้นติดตามเบื้องต้น ท่ามกลางที่สุด
  แห่งลมออกและเข้านั้น
  จิตที่ถึงความฟุ้งซ่านย่อมมีเพื่อความระส่ำระสายและระหกระเหิน
  ฯ" 
               เราไม่ควรตามรู้ลมหายใจที่ออกจากภายในหรือลมหายใจที่เข้าไปสู่ภายใน
  ควรรู้ลักษณะของลมหายใจที่กระทบช่องจมูกในวิสุทธิมัคค์ได้อธิบายไว้ด้วยอุปมาว่า
  "ก็อุปมาเหมือนนายประตู ดังต่อไปนี้ เปรียบเหมือนนายประตู
  ย่อมไม่ตรวจตราคนอยู่ข้างในและข้างนอก ท่านคือใคร
  หรือมาจากไหน หรือไปไหน หรือมีอะไรในมือของท่าน
  เพราะการซักถามคนอยู่ข้างในและข้างนอกเหล่านั้น
  มิใช่หน้าที่ของนายประตู ก็นายประตูย่อมคอยตรวจดูเฉพาะคนทุก
  ๆ คนที่ถึงประตูเท่านั้น ฉันใดภิกษุนี้ก็เช่นกัน ลมเข้าข้างในแล้ว
  และออกข้างนอกแล้ว ไม่ใช่หน้าที่ (ของท่าน)
  มีหน้าที่อยู่แต่เพียงกำหนดรู้ลมที่มาถึงที่ช่องจมูกแล้ว ๆ เท่านั้น" 
               มีการเจริ­สมถภาวนาที่เป็นพรหมวิหารธรรม คือ
  สติระลึกเป็นไปในเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
  การที่สติระลึกเป็นไปในเมตตานั้นทำให้คลายความคิดร้ายต่อคนอื่น
  แทนที่จะเป็นความขึ้งเคียดก็จะคิดเมตตาว่า
  "ขอให้สัตว์ทั้งปวงจงไม่มีเวร ไม่มีเครื่องเดือดร้อน
  ไม่มีเครื่องคับแค้น เป็นผู้มีสุขบริหารตนเถิด" (วิสุทธิมัคค์
  เมตตาพรหมวิหาร) การเจริ­เมตตานั้น มิใช่ต่อมนุษย์เท่านั้น
  แต่ต่อสัตว์ทั้งปวง การเจริ­เมตตากรรมฐาน
  จะทำให้มีเมตตาต่อสัตว์โลกในทิศทั้งปวงจนหาประมาณมิได้ 
               มีสมถกรรมฐานหลายอารมณ์ที่เจริ­ได้ในชีวิตประจำวัน
  ซึ่งจะทำให้จิตใจสงบ แต่บางคนก็ใคร่จะกำหนดอารมณ์เดียว
  เพื่อให้จิตเป็นสมาธิที่มั่นคงขึ้น สมาธิคืออะไร
  สมาธิเป็นเจตสิกเป็นนามธรรมที่เกิดกับจิต
  สมาธิคือเอกัคคตาเจตสิก ซึ่งเกิดกับจิตทุกดวง
  ไม่ได้เกิดเฉพาะกับกุศลจิตเท่านั้น
  เอกัคคตาเจตสิกทำให้จิตตั้งมั่นในอารมณ์เดียว เช่น ในขณะเห็น
  จิตมีสี (สิ่งที่ปรากฏทางตา) เป็นอารมณ์ เอกัคคตา
  เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับจิตขณะนั้น
  ทำให้จิตมีสีเป็นอารมณ์เพียงอย่างเดียว ทำให้จิตมีอารมณ์ได้ดวง
  (ขณะ) ละอารมณ์เดียว สมาธิหรือเอกกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิต
  ไม่ใช่สมาธิที่เกิดกับอกุศลจิต 
               ในวิสุทธิมัคค์ (กรรมฐานคหณนิเทส)
  แสดงลักษณะของสมาธิไว้ว่า "สมาธินี้มีลักษณะและรส (กิจ)
  และความปรากฎและปทัฎฐาน (เหตุใกล้ให้เกิด) อย่างไรนั้น
  แก้ว่าสมาธิมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ
  มีการกำจัดความฟุ้งซ่านเป็นรสมีการไม่หวั่นไหวเป็นความปรากฏ
  มีความสุขเป็นปทัฎฐาน เพราะบาลีว่า
  จิตของผู้มีความสุขย่อมตั้งมั่นฉะนี้ ฯ." 
               สมาธิในการเจริ­วิปัสสนาต่างกับสมถภาวนา
  ในการเจริ­วิปัสสนา
  สมาธิเกิดกับปั­­าที่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฎทางตา
  หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สมาธิในการเจริ­วิปัสสนา
  เป็นสัมมาสมาธิในมัคค์มีองค์ ๘ 
               สมาธิในการเจริ­สมถภาวนานั้นมี ๓ ข้อ
  ขณะที่จิตระลึกถึงอารมณ์ที่เป็นกรรมฐานในขั้นแรกนั้นเป็นบริกรรม
  สมาธิไม่ใช่ฌานจิต เป็นกามาวจรจิต
  กามาวจรจิตเป็นจิตที่เกิดตามปรกติทุกๆ วัน เช่น จิตที่เห็น คิดนึก
  และอยากได้ เป็นต้น ถึงแม้ในขณะที่สมาธิถึงขั้นอุปจารสมาธิแล้ว
  ก็ยังไม่ใช่ฌานจิต ต่อเมื่อสมาธิมั่นคงถึงขั้นอปนาสมาธิแล้ว
  จึงจะเป็นฌานจิต ฌานจิตเป็นจิตที่แนบแน่นในอารมณ์กรรมฐาน
  เมื่อถึงขั้นฌานจิตแล้วจะไม่เห็น ไม่ได้ยิน และไม่รู้อารมณ์อื่นเลย
  ฌานจิตเป็นจิตขั้นสูงกว่ากามาวจรจิต ฌานจิตมี ๒ ประเภท คือ
  รูปาวจรจิต และอรูปาวจรจิต 
               ผู้ที่ไม่รู้เรื่องสมาธิขั้นต่างๆ
  ก็อาจจะหลงผิดว่าถึงขั้นฌานจิตแล้ว
  บางคนก็สงสัยว่าใช่ฌานจิตไหม ฌานจิตเกิดกับปั­­า
  ถ้าสงสัยก็แสดงว่าไม่มีปั­­า ควรรู้ว่าความสงสัยนั้นไม่ใช่ปั­­า
  ถึงแม้ไม่ประสงค์ที่จะเจริ­ฌาน การรู้เรื่องสมาธิขั้นต่างๆ
  ก็มีประโยชน์ บางท่านก็อาจจะเคยเจริ­ฌานมาแล้ว
  ในอดีตชาติและเมื่อมีปัจจัย สมาธิขั้นใดขั้นหนึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นได้
  ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมเข้าใจสับสนเรื่องฌานและนิพพาน
  เขาอาจจะเข้าใจผิดว่าฌานหรือสมาธิขั้นใดขั้นหนึ่งเป็นนิพพานก็ได้
               สมถกรรมฐาน ๔๐ นั้น
  บางกรรมฐานก็เป็นอารมณ์ให้ถึงอุปจารสมาธิเท่านั้น
  บางกรรมฐานก็เป็นอารมณ์ให้ถึงรูปฌานขั้นต้นแต่ไม่ถึงรูปฌานสุดท้าย
  บางกรรมฐานก็เป็นอารมณ์ให้ถึงรูปฌานสุดท้ายด้วย
  ผู้ที่เห็นโทษของรูปกรรมฐานก็เจริ­อรูปกรรมฐาน คือ
  อากาสาณั­จายตนะ วิ­­าณั­จายตนะ อากิ­จั­­าตนะ
  และเนวสั­­านาสั­­ายตนะ (สั­­าในอรูปฌานที่ ๔
  นั้นละเอียดมาก) 
               ในบรรดาผู้ที่เจริ­สมถภาวนานั้น มีน้อยคนที่ถึงขั้นฌานจิต
  การจะถึงขั้นฌานจิตได้นั้นจะต้องเจริ­จนชำนา­มาก
  จะต้องรู้ปัจจัยที่ทำให้บรรลุฌานจิต
  และรู้ว่าอะไรเป็นอุปสรรคของการบรรลุฌาน ในวิสุทธิมัคค์
  (อิทธิวิธินิเทส) มีข้อความว่าการจะให้จิตเป็นบริกัมมสมาธิ
  อุปจารสมาธิ ฌานจิต
  และการเจริ­อบรมฌานจิตจนชำนา­เพื่อให้ได้อภิ­­านั้นยากยิ่งเพียงใด
               คนสมัยนี้อยากจะรู้เห็นสิ่งอื่นนอกโลก
  เพราะกลัดกลุ้มใจและเบื่อหน่ายชีวิต
  จริงหรือไม่ที่บางครั้งเราก็อยากจะรู้อนาคต
  อยากรู้ว่าหมอดูจะทำนายว่าอย่างไร
  มีคนไม่น้อยที่อ่านคำพยากรณ์ดวงชาตาในหนังสือพิมพ์รายวัน
  และถึงแม้จะพูดว่าไม่เชื่อสิ่งเหล่านั้น
  แต่ก็อดจะยึดถือบ้างไม่ได้เหมือนกัน
  คนป่วยที่หมอรักษาไม่หายก็ไปหาคนที่อวดอ้างว่าสามารถรักษาโรคได้ด้วยวิธีการที่เป็นผลกว่าหมอ
  เราอาจจะไปหาหมอดูหรือไปหาคนที่อ้างว่ามีตาทิพย์
  แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังไม่รู้จักตัวเอง เรายังมีกิเลสยังมีอวิชชา
  ยังจะต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไป ตราบใดที่จิตใจมีโลภะ โทสะ
  และโมหะอยู่ ก็ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง 
               ในสมัยพุทธกาล
  มีบุคคลที่เจริ­อบรมฌานจนชำนา­และได้อภิ­­า
  คนที่บรรลุรูปฌานขั้นสุดท้ายและอรูปฌานแล้ว
  จึงจะเจริ­อบรมฌานเหล่านั้นให้ชำนา­ยิ่งขึ้น
  เพื่อให้บรรลุอภิ­­า การที่จะให้เกิดอภิ­­าจิตนั้นยากยิ่ง
  คนที่บรรลุฌานแล้วสามารถบรรลุอภิ­­าด้วยนั้นมีมาก
  อภิ­­าที่เกิดจากการเจริ­สมถภาวนานั้นเป็นอิทธิฤทธิ์ เช่น
  เหาะไปในอากาศ เดินบนน้ำ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดิน
  ได้ยินเสียงทิพย์ด้วยทิพโสต กำหนดรู้ใจของบุคคลอื่นด้วยใจ
  ระลึกอดีตชาติได้ เห็นจุติและปฎิสนธิของหมู่สัตว์ด้วยทิพจักษุ 
               ในทีฆนิกาย สีลขันธวรรค สามั­­ผลสูตร
  พระผู้มีพระภาคตรัสกับพระเจ้าแผ่นดินมคธ
  เรื่องภิกษุผู้บรรลุอิทธิวิธีดังนี้ว่า
  "ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
  ไม่มีกิเลสปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น
  ไม่หวั่นไหวอย่างนี้
  ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธีหลายประการคือ
  คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้
  ทำให้ปรากฎก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้
  ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้
  ผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้
  เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้
  เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้
  ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้
  ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้" 
               ในพระพุทธศาสนาเราเรียนรู้เหตุและผล
  ผู้คนตื่นเต้นในสิ่งผิดธรรมดาที่เขาไม่รู้ว่ามีอะไรเป็นเหตุ
  สภาพธรรมทุกสิ่งในชีวิตเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยทั้งสิ้น
  เมื่อรู้เช่นนี้แล้วก็จะไม่ประหลาดใจในปรากฏการณ์แปลกๆ
  ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
  และพระสาวกรูปอื่นๆ
  ก็บรรลุอิทธิวิธีแต่ท่านเหล่านั้นไม่ติดข้องและไม่ยึดถือว่าเป็นตัวตน
  เพราะท่านประจักษ์แล้วว่าสภาพธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
               สมถภาวนาเป็นกุศลกรรมประการหนึ่งซึ่งมีกุศลวิบากเป็นผล
  สมถภาวนาทำให้จิตใจสงบลง
  แต่ถึงแม้ว่าบรรลุขั้นฌานจิตแล้วก็ดับกิเลสไม่ได้
  ฌานจิตและแม้อิทธิวิธีต่างๆ ก็ดับกิเลสไม่ได้
  ฌานจิตและอิทธิฤทธิ์ไม่ใช่ทางดับอวิชชา
  ในสมัยที่ทรงเป็นพระโพธิสัตว์
  พระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงเจริ­สมถภาวนา
  แต่พระองค์ทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการเจริ­วิปัสสนาในปัจฉิมยาม
               ในพระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ภาค ๑ เวรั­ชกัณฑ์
  พระผู้มีพระภาคตรัสกับเวรั­ชพราหมณ์ถึงยามทั้งสามแห่งราตรีที่พระองค์ตรัสรู้พระโพธิ­าณว่า
  ในปฐมยาม เมื่อจิตเป็นสมาธิ
  พระองค์ทรงน้อมจิตไปเพื่อบรรลุบุพเพนิวาสานุสสติ­าณ
  ในมัชฌิมยาม เมื่อจิตเป็นสมาธิ
  ทรงน้อมจิตไปเพื่อ­าณเครื่องรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย
  ในปัจฉิมยามทรงหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ดังข้อความว่า
  "เรานั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์….ได้น้อมจิตไปเพื่ออาสวักขย­าณ
  เรานั้นได้รู้ชัดตามเป็นจริงว่า
  นี้ทุกข์….นี้เหตุให้เกิดทุกข์….นี้ความดับทุกข์….นี้ข้อปฎิบัติให้ถึงความดับทุกข์…ได้รู้ด้วยปั­­าอันยิ่งว่า
  ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว
  กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี พราหมณ์ วิชชาที่ ๓ นี้แล
  เราได้บรรลุแล้ว ในปัจฉิมยามแห่งราตรี อวิชชาเรากำจัดได้แล้ว
  วิชชาเกิดแก่เราแล้ว ความมืดเรากำจัดได้แล้ว
  แสงสว่างเกิดแก่เราแล้ว…" 
               อริยสัจจธรรม ๔ นั้น รู้แจ้งด้วยการเจริ­วิปัสสนา
  เราจะรู้ว่านามธรรมและรูปธรรมเป็นทุกข์ได้อย่างไร
  ถ้าไม่ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่กำลังปรากฎในขณะนี้
  ด้วยการเจริ­สติระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมเท่านั้น
  จึงจะรู้ว่านามธรรมและรูปธรรมไม่เที่ยงและเป็นทุกข์
  กิเลสของบุคคลผู้ทรงบรรลุพระโพธิ­าณเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
  ดับเป็นสมุจเฉทในปัจฉิมยามแห่งราตรีด้วยการเจริ­วิปัสสนาภาวนา
  หาใช่เพียงด้วยการเจริ­สมถภาวนาไม่ 
 

                                                                                                                       วิปัสสนา
 

  ก. ในการเจริ­วิปัสสนานั้น
  เรารู้สภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง
  การรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงนั้น
  ก็คือการรู้ชัดสภาพนามธรรมและรูปธรรมตามความเป็นจริง
  เราจะรู้ลักษณะที่ต่างกันของนามธรรมและรูปธรรมชัดขึ้น
  รูปธรรมเป็นสภาพที่ไม่ใช่สภาพรู้ ฉะนั้น เราจะกล่าวได้ไหมว่า
  นามธรรมเป็นสภาพที่รู้และรูปธรรมเป็นสภาพที่ถูกรู้ 

  ข. คุณว่ารูปธรรมเป็นสภาพที่ถูกรู้
  คำพูดของคุณทำให้เข้าใจว่านามธรรมเป็นสภาพที่ถูกรู้ไม่ได้
  นามธรรมรู้นามธรรมด้วย นามธรรมไม่ใช่รู้แต่รูปได้อย่างเดียว
  คุณสังเกตรู้ไม่ได้หรือว่ากำลังมีความสุข กำลังมีโทสะ กำลังคิดนึก
  ขณะที่สังเกตรู้อย่างนั้น ไม่ใช่ตัวตนแต่เป็นนามธรรมที่รู้
  ขณะเหล่านั้นนามกำลังมีนามเป็นอารมณ์ 
               ก. ในการเจริ­วิปัสสนาภาวนานั้นเราเจริ­สติ
  สติย่อมระลึกรู้สึกหนึ่งสิ่งใด
  ดิฉันไม่แน่ใจว่าดิฉันรู้ลักษณะของสติถูกต้องแล้ว 
               ข. คำว่า "สติ" ในภาษาบาลีนั้น ภาษาอังกฤษแปลว่า
  "awareness" ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจไม่ชัดเจน
  เวลาที่กล่าวว่าเราระลึกรู้อะไร
  ก็อาจจะหมายความเพียงว่าเรารู้หรือมีอะไรเป็นอารมณ์เท่านั้นก็ได้
  แต่จะใช้คำอะไรสำหรับสภาพธรรมที่เป็นสตินั้นก็ไม่สำคั­
  สำคั­ที่รู้ว่าสติมีลักษณะอย่างไร 
               สติเป็นโสภณเจตสิกที่เกิดกับโสภณจิตเท่านั้น
  โสภณจิตทุกดวงมีสติเกิดร่วมด้วย สติกั้นอกุศลธรรมไม่ให้เกิดขึ้น
  สติเกิดกับจิตที่ดีงามในขณะที่ให้ทาน ในขณะที่ละเว้นจากการฆ่า
  ในขณะที่ระลึกถึงพระพุทธคุณ
  ในขณะที่เจริ­วิปัสสนารู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม
  สติเกิดกับจิตที่ดีงามทุกดวงไม่ว่าจะเป็นในทาน ศีล
  หรือภาวนาก็ตาม แต่สติแต่ละขั้นนั้นก็ต่างกันตามประเภท 
               ในการเจริ­วิปัสสนา
  ปั­­าเป็นสภาพธรรมที่รู้ลักษณะของนามและรูปที่ปรากฎทางตา
  หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ปั­­าที่รู้เช่นนี้จะเกิดไม่ได้
  ถ้าไม่ได้เจริ­สติ 
               ก. จะรู้ได้อย่างไรว่ามีสติ 
               ข. ในขณะที่รู้ลักษณะของสภาพธรรม เช่น
  รู้ว่าความแข็งเป็นรูปธรรมอย่างหนึ่ง
  การเห็นเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง ก็รู้ได้ว่าขณะนั้นมีสติ
  ข้อสำคั­ก็คือรู้ว่าขณะหลงลืมสติและขณะมีสตินั้นต่างกัน เช่น
  ขณะที่เดินหรือรับประทานอาหารนั้น บางครั้งก็หลงลืมสติ
  และบางขณะก็มีสติ ซึ่งก็จะรู้ความต่างกันได้ด้วยตัวเอง
  สติอาจจะเกิดขึ้นบ้างหลังจากที่หลงลืมสติไปมาก
  สภาพที่ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฎในขณะนั้นเป็นสติ
  ไม่ใช่ตัวตน เราบังคับให้สติเกิดไม่ได้
  เพราะสติเป็นนามธรรมชนิดหนึ่งไม่ใช่ตัวตน
  สติจะเกิดได้ก็เมื่อมีเหตุปัจจัย 
               ก. เราระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปพร้อมกันไม่ได้
  แต่อยากทราบว่านามธรรมและรูปธรรมเกี่ยวข้องกันอย่างไร
  เวลาได้ยินก็มีเสียงซึ่งเป็นรูป เวลาเห็นก็มีสีซึ่งเป็นรูป (เวทนา)
  ความรู้สึกเป็นนามธรรม
  รูปอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ความรู้สึกเกิดขึ้น 
               ข. คุณอยากจะมีความรู้เรื่องนามและรูปทั้งหมดโดยขั้นปริยัติ
  หรือว่าจะเจริ­ปั­­ารู้ลักษณะของนามและรูปที่ปรากฏทางตา หู
  จมูก ลิ้น กาย ใจ ปั­­ามีหลายขั้น ฉะนั้น
  จึงควรรู้ว่าจะเจริ­ปั­­าขั้นไหน 
               รูปธรรมมีหลายประเภท
  บางรูปก็เกิดจากกรรมเป็นสมุฎฐานคือเป็นปัจจัย
  บางรูปก็เกิดจากอุตุ และบางรูปก็เกิดจากอาหาร
  นามธรรมก็มีหลายประเภท นามเกิดเพราะรูปเป็นปัจจัยก็ได้
  และรูปก็เกิดเพราะนามเป็นปัจจัยก็ได้ ด้วยการเป็นปัจจัยต่างๆ กัน 
               ก. ทำไมคุณใช้คำว่า ปัจจัย ปัจจัยกับเหตุ เหมือนกันไหม 
               ข. เวลาที่เราพูดถึงเหตุ
  เรามักจะคิดถึงเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดผลอย่างหนึ่ง
  แต่ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดนามและรูปแต่ละชนิด
  เช่นเวลาเห็นก็มีสีเป็นปัจจัยโดยเป็นอารมณ์ของจิตเห็น
  แต่การเห็นก็ไม่ได้มีสีเป็นปัจจัยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
  จักขุปสาทซึ่งเป็นรูปอีกชนิดหนึ่งก็เป็นปัจจัยให้เกิดการเห็นด้วยเหมือนกัน
  การศึกษาธรรมจะทำให้รู้เรื่องปัจจัยต่างๆ มากขึ้น
  และจะรู้ว่าการรู้อารมณ์แต่ละประเภทนั้นอาศัยปัจจัยอะไรบ้าง 
               เราควรรู้ว่าเราจะเจริ­ปั­­าขั้นไหน
  เราจะอบรมปั­­าเพียงขั้นที่รู้ความจริงด้วยการศึกษาเล่าเรียนและพิจารณาธรรมเท่านั้นหรือ
  หรือว่าจะอบรมเจริ­ปั­­าที่รู้แจ้งด้วยการปฏิบัติ 
               ก. ดิฉันไม่เข้าใจว่า
  การพิจารณาเรื่องความจริงของสภาพธรรมและการรู้แจ้งสภาพธรรมนั้นต่างกันอย่างไร
  เราจะรู้แจ้งความจริงของสภาพธรรมได้อย่างไร 
               ข. ความจริงเป็นสิ่งที่รู้แจ้งได้
  เวลาที่เจ็บปวดก็รู้ลักษณะของความเจ็บปวดที่ปรากฏในขณะนั้นได้
  ไม่จำเป็นต้องคิดว่าปวด
  ความเจ็บปวดเป็นนามธรรมชนิดหนึ่งที่เกิดแล้วก็ดับไปทันทีเช่นเดียวกับนามธรรมอื่นๆ
  ที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เวลาที่คิดเรื่องความเจ็บปวด หรือคิดว่า
  "ปวด"
  ความปวดนั้นก็ดับไปแล้วโดยที่เราไม่รู้แจ้งลักษณะของความปวดนั้น
  เราเพียงแต่คิดเรื่องนามธรรมชนิดหนึ่งที่ดับไปแล้วเท่านั้นเอง
  สิ่งที่กำลังปรากฎเท่านั้นที่ (ปั­­า) จะรู้แจ้งได้
  ปั­­าที่รู้แจ้งนั้นชัดกว่าปั­­าที่คิดเรื่องสภาพธรรมที่ดับไปแล้วหรือที่ยังไม่ปรากฎ
               ก. แต่ก็ปวดอยู่นานเหมือนกัน 
               ข. ความปวดดับแล้วก็เกิดอีกๆ ได้
  แต่เวลาที่คิดถึงเรื่องความปวดนั้น
  ความจริงในขณะนั้นก็เป็นนามธรรมที่คิดนึก เพราะจิตเกิดได้ทีละ
  ๑ ดวง (ขณะ) เท่านั้น
  ฉะนั้นก็เห็นได้ว่าขณะที่จิตคิดถึงเรื่องความปวดนั้น
  ความปวดก็ต้องดับไปแล้ว
  เราคิดว่าปวดนานเพราะไม่ประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม 
               ก. เวลาเห็นมีสีซึ่งเป็นรูปและจักขุปสาทซึ่งเป็นรูปเป็นปัจจัย
  เราจะรู้รูปที่เป็นปัจจัยของจิตเห็นได้ไหม 
               ข. ข้อสำคั­จะต้องไม่ลืมว่า
  จะรู้นามธรรมและรูปธรรมได้ในขณะที่ปรากฏเท่านั้น
  ไม่ใช่นามและรูปที่ไม่ ปรากฏ
  การที่ผู้ใดจะรู้นามธรรมและรูปธรรมใดนั้น
  ก็แล้วแต่การสะสมและสติปั­­าของผู้นั้น
  จะตั้งเป็นกฎเกณฑ์ว่าจะรู้นามนั้นรูปนั้น
  และจะรู้นามใดรูปใดก่อนหลังนั้นไม่ได้ 
               ก. ที่ว่าไม่ให้นึกถึงชื่อของนามธรรมและรูปธรรมนั้นถูกไหม
  เพราะขณะที่คิดว่าเป็นนามอะไร รูปอะไร นามนั้น รูปนั้นก็ดับแล้ว
               ข. การนึกถึงชื่อเป็นสภาพธรรมหรือเปล่า ปรากฏหรือเปล่า 
               ก. ปรากฏ เป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง
  ใครจะไม่ให้นามธรรมชนิดนี้เกิดขึ้นปรากฏก็ไม่ได้ 
               ข. ถูกแล้ว นามธรรมที่คิดนึกเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย
  ไม่คิดบ้างหรือว่าควรรู้ลักษณะของนามธรรมชนิดนี้ด้วย
  ถ้าไม่รู้ก็จะยึดถือว่าเป็นตัวตน
  เวลาเห็นก็รู้ได้ว่าสภาพเห็นเป็นนามธรรม เวลานึกถึงชื่อว่า "เห็น"
  ก็รู้ได้ว่าสภาพธรรมที่นึกถึงชื่อนั้นเป็นนามธรรมที่ไม่ใช่สภาพเห็น
  ถ้าพยายามจะสร้างกฎเกณฑ์ให้เกิดสติ
  และคิดว่าควรจะรู้นามธรรมและรูปธรรมนั้นๆ
  หรือไม่ควรรู้นามธรรมและรูปธรรมนั้นๆ
  ก็เป็นตัวตนที่จะบังคับสติ
  นามธรรมและรูปธรรมเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย บังคับบั­ชาไม่ได้ 
               ก. คุณบอกว่าไม่จำเป็นต้องนึกถึงชื่อของสภาพธรรมนั้นๆ
  ถ้าจะบอกไม่ให้นึกถึงชื่อของสภาพธรรมเสียเลย จะไม่ดีหรือ 
               ข.
  ไม่จำเป็นจะต้องนึกถึงชื่อของสภาพธรรมก็รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมได้
  แต่ถ้านามธรรมที่นึกถึงชื่อ
  เกิดขึ้นก็รู้ลักษณะของนามธรรมที่นึกถึงชื่อนั้นได้
  ถ้าเราคิดว่าควรหรือไม่ควรรู้สภาพธรรมชนิดนั้นๆ
  ก็จะเหมือนกับมีกฎบังคับ การมีกฎบังคับไม่ใช่ข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง
  ถ้าเราพยายามจะบังคับสติก็จะไม่รู้สภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง
               ก. ได้ทราบว่ามหาสติปัฎฐาน ๔ ได้แก่ กาย เวทนา จิต
  และธรรม จะเจริ­สติปัฎฐาน ๔ ได้อย่างไร 
               ข.
  เวลาเจริ­สติปัฎฐานไม่จำเป็นจะต้องคิดเรื่องมหาสติปัฎฐาน ๔
  เราเจริ­ปั­­ารู้สภาพธรรมที่ปรากฏในขณะนั้นเท่านั้น
  พระผู้มีพระภาคทรงแสดงมหาสติปัฎฐาน ๔
  ก็เพื่อทรงชี้ให้เห็นว่านามธรรมและรูปธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฎฐานได้ทั้งสิ้น
  พระองค์มิได้ทรงแสดงว่าเราควรคิดถึงเรื่องของมหาสติปัฎฐาน
  ในขณะเจริ­สติเราบังคับให้นามรูปชนิดหนึ่งชนิดใดปรากฏไม่ได้
  นามรูปเป็นอนัตตา 
               ก. แม้แต่ที่เราเรียกกันว่า ตัวตนนั้นก็เป็นสติปัฎฐานได้
  หรืออยู่ในสติปัฎฐานหมวดไหน 
               ข. สิ่งที่เรียกกันว่าตัวตนนั้นนะอยู่ที่ไหน มีลักษณะอย่างไร
  รู้ได้อย่างไร และรู้ได้ทางไหน รู้ได้ทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก
  หรือทางลิ้น ทางกาย ทางใจ 
               ก. ดิฉันคิดถึงตัวตนได้ แต่รู้ลักษณะของตัวตนไม่ได้ 
               ข. เราคิดได้ต่างๆ นาๆ
  แต่สภาพความจริงในขณะนั้นก็เป็นแต่เพียงนามธรรมที่คิดนึก
  เมื่อเจริ­วิปัสสนาก็จะรู้ว่าความคิดเรื่องตัวตนและสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นตัวตนนั้น
  เป็นแต่เพียงนามธรรมและรูปธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
  ไม่มีอะไรนอกจากนามและรูป ตัวตนไม่มี
  ฉะนั้นจึงไม่มีตัวตนอยู่ในสติปัฎฐานใดในมหาสติปัฎฐาน ๔ เลย 
               ก. แล้วสภาพธรรมกายนอกนั้นล่ะ
  เราไม่ได้ยึดถือว่าเป็นอัตตาตัวตนใช่ไหม 
               ข. ยกตัวอย่างสภาพธรรมภายนอกสักหน่อยได้ไหม 
               ก. ก็อย่าง ขวด โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น 
               ข. ขวด โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้นนั้น
  เราคิดว่าเป็นสิ่งที่คงที่ตราบใดที่ไม่รู้ชัดว่าเป็นรูปธรรมที่เกิดดับ
  การยึดถือว่าเป็นอัตตานั้นมิได้หมายเพียงที่คิดว่าเป็นตัวเรา
  แต่หมายรวมถึงการไม่รู้สภาพธรรมนั้นตามความเป็นจริงว่าเป็นสภาพที่เกิดดับ
  เราจะมีความเห็นผิดอย่างนี้ตราบใดที่เราไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฎทางทวารต่างๆ
               ก.
  ได้ยินว่ามีคนทำให้จิตเป็นสมาธิอยู่ที่ความไหวขึ้นลงของท้อง
  เขาว่าบางครั้งจะรู้การเกิดขึ้นและดับไปของรูป
  และบางครั้งก็นามธรรมที่รู้ความเกิดดับของรูป
  การเจริ­สติเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ 
               ข. ที่เราเรียกว่าท้องนั้น
  โดยสภาพธรรมแล้วเป็นรูปธรรมหลายชนิด
  สติจะระลึกรู้ลักษณะของรูปได้ทีละลักษณะ เช่น ทางกาย
  รู้สภาพที่แข็ง อ่อน ร้อน เย็น ไหว ตึง
  แต่ก็จะรู้ได้ทีละลักษณะเท่านั้น 
               ก. เวลาที่รู้สภาพไหวนั้น
  ไม่รู้การเกิดขึ้นและดับไปของรูปหรือ 
               ข. ในการเจริ­วิปัสสนานั้นมีวิปัสสนา­าณหลายขั้น
  วิปัสสนา­าณแรก คือ นามรูปปริจเฉท­าณ
  ปั­­าที่รู้ชัดในลักษณะที่ต่างกันของนามและรูป
  เมื่อถึง­าณขั้นนี้ก็ไม่มีความสงสัยในลักษณะที่เป็นนามธรรมและลักษณะที่เป็นรูปธรรม
  ต่อเมื่อถึง­าณขั้นสูงๆ
  จึงจะประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของนามธรรมและรูปธรรมได้
  การบรรลุ­าณขั้นสูงๆ นั้นจะมีไม่ได้ถ้าไม่บรรลุ­าณขั้นต้นๆ
  ก่อน ถ้าไม่บรรลุนามรูปปริจเฉท­าณก่อนแล้ว
  จะประจักษ์การเกิดดับของนามและรูปได้อย่างไร 
               ก. การเกิดดับของรูปนั้นเร็วกว่าการไหวขึ้นลงของท้องหรือ 
               ข. นามธรรมและรูปธรรมเกิดดับเร็วมาก
  เมื่อวิปัสสนา­าณคมกล้า
  จึงจะประจักษ์การเกิดดับของนามและรูปได้ 
               ทำไมเราจึงจะให้จิตเป็นสมาธิอยู่ที่ท้องเล่า
  มีนามและรูปนับไม่ถ้วนเกิดดับอยู่ตลอดวัน
  สติอาจจะระลึกรู้นามได้ยินก่อนแล้วก็ระลึกรู้นามที่คิดนึก
  ซึ่งนามที่คิดนึกนั้นจะเกิดได้ก็เมื่อนามได้ยินดับไปก่อน
  แต่ก็ยังประจักษ์การเกิดและดับไม่ได้
  ปั­­าที่รู้ลักษณะของนามและรูปต่างๆ จะต้องคมกล้าขึ้นอีก 
               ก. ปั­­าจะคมกล้าขึ้นได้อย่างไร 
               ข.
  ด้วยการเจริ­สติรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏทีละอย่าง
  เดี๋ยวนี้ไม่มีการเห็น การได้ยิน หรือ?
  ถ้าให้จิตเป็นสมาธิอยู่มีการไหวขึ้นลงของท้อง
  ก็จะไม่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมอื่นๆ
  ที่จะไม่ให้สภาพธรรมเช่นการเห็น การได้ยิน
  และการคิดนึกเป็นต้นเกิดขึ้นปรากฏนั้นไม่ได้
  ไม่ควรรู้ลักษณะของสภาพธรรมเหล่านั้นหรือ?
  ควรจะมีอวิชชาความไม่รู้ในสภาพธรรมเหล่านั้นต่อไปอีกหรือ?
  ถ้าพยายามให้จิตเป็นสมาธิที่นามเดียวหรือรูปเดียว
  ก็มีอุปาทานความยึดถือและไม่ละคลายความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน 
               ก. ดูเหมือนว่าเราต้องเจริ­สติรู้ลักษณะของนามธรรม
  และรูปธรรมมากมายเหลือเกิน 
               ข. เราต้องเจริ­สติอยู่เสมอ เพื่อละความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน
  อย่างเวลาขับรถยนต์ก็ระลึกรู้ว่าความไม่พอใจที่
  เกิดขึ้นนั้นเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง
  การระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมเพียงชนิดเดียวเท่านั้นไม่พอ
  ควรเจริ­สติรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมอื่นๆ
  ที่ปรากฏในขณะนั้นด้วย การรู้ลักษณะของนามเดียว
  ไม่สามารถทำให้ความยึดถือว่าเป็นตัวตนหมดสิ้นไปได้ 
               ก.
  การรู้ขั้นปริยัติว่านามธรรมและรูปธรรมต่างกันนั้นมีประโยชน์
  แต่เวลาเจริ­สติรู้สึกว่าไม่จำเป็นจะต้องรู้ลักษณะที่ต่างกันของนามและรูป
  สงสัยว่าการเจริ­สติรู้ลักษณะที่ต่างกันของนามและรูปนั้น
  จะทำให้ละความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนได้หรือ 
               ข.
  ถ้าไม่ระลึกรู้ลักษณะที่ต่างกันของนามธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้เช่น
  ความรู้สึก ความจำ ว่าต่างกับรูปธรรมซึ่งไม่ใช่สภาพรู้แล้ว
  จะมีปั­­าที่รู้ชัดได้อย่างไร
  ถ้าไม่รู้ลักษณะที่ต่างกันของนามธรรมและรูปธรรมก็จะสับสนปนกัน
  เช่น ได้ยินกับเสียง เป็นต้น ซึ่งปรากฏให้รู้ได้ทีละลักษณะ
  ถ้าไม่รู้ว่าลักษณะที่ปรากฏนั้นเป็นได้ยิน หรือเสียง
  ก็เห็นชัดแล้วว่ายังไม่รู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏในขณะนั้น 
               ก. สภาพธรรมที่ปรากฏขณะนี้ดับไปเร็วเหลือเกิน
  จะจับปัจจุบันธรรมได้อย่างไร 
               ข.
  ถ้าพยายามจะจับปัจจุบันธรรมก็มีความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนอีก
  ซึ่งก็จะไม่รู้ความจริง เรารู้สภาพธรรมได้ทางทวารทั้ง ๖
  แต่ถ้ายังไม่ได้เจริ­วิปัสสนาภาวนาก็ไม่รู้ว่าสภาพธรรมใดปรากฎให้รู้ทางทวารใด
  เมื่อยังไม่รู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรม
  ก็ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน
  เมื่อเจริ­วิปัสสนาก็จะรู้ชัดขึ้นว่าสภาพธรรมใดปรากฏให้รู้ทางทวารใด
               ก.
  รู้ว่าสภาพใดเป็นนามธรรมและสภาพใดเป็นรูปธรรมแล้วพอไหม
  แต่ว่าเราก็คงจะรู้กันแล้ว ไม่เห็นว่าจะต้องเจริ­ปั­­าก็รู้ได้ 
               ข.
  คุณคงคิดว่าง่ายมากที่จะรู้ว่าการเห็นเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง
  ไม่เหมือนกับการคิดนึกและรูปสี
  แต่คุณก็ยังยึดถือว่าเป็นตัวตนอยู่ไม่ใช่ไหม? 
               ก. ยังถือว่าเป็นตัวตนอยู่ 
               ข.
  ที่ยังยึดถือว่าสภาพธรรมเหล่านั้นเป็นตัวตนอยู่ก็พิสูจน์แล้วว่า
  ยังไม่มีความรู้ชัดในสภาพธรรมที่กำลังปรากฎ
  การเห็นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทันที
  แล้วสภาพธรรมอื่นก็เกิดปรากฏต่อ
  เราควรรู้ลักษณะที่ต่างกันของสภาพธรรมที่ปรากฏ
  แต่ไม่ควรไปพยายามจับปัจจุบันธรรม
  เมื่อเพิ่งเริ่มเจริ­วิปัสสนาภาวนานั้น
  ยังไม่มีความรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรม
  ต่อเมื่อระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมเนือง ๆ บ่อย ๆ มากขึ้นแล้ว
  ปั­­าก็จะเจริ­ขึ้นจนคมกล้าทำให้ไม่ยึดถือสภาพธรรมใด ๆ
  ว่าเป็นตัวตนอีกต่อไป 
http://www.dhammastudy.com/thsamatha.html
 
 
 
 
 
 

                                ก. ดิฉันรู้ว่าการเจริ­สติปัฏฐานมีประโยชน์
                   แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเจริ­สติในชีวิตประจำวันอย่างไร
                   ดิฉันรู้สึกว่าไม่มีเวลาเจริ­สติปัฏฐานเลย ดิฉันต้องทำงาน 
                                ข. การเจริ­สติปัฏฐานเป็นเรื่องที่เราจะรู้ชีวิตประจำวันจริง ๆ
                   จะรู้ว่าทั้งการงานและตัวเรานั้นสภาพความเป็นจริงเป็นอย่างไร
                   แต่ก็ดูเหมือนว่าคนเรานั้นอยากจะรู้แต่อย่างอื่นนอกจากตัวเอง
                   ไม่กล้ารู้จักตัวเองหรือ? พระผู้มีพระภาคทรงชี้ให้เห็นว่า
                   การรู้จักตัวเองนั้นดีกว่าการรู้จักสิ่งอื่น ๆ 
                                ในวิสุทธิมัคค์ อิทธิวิธนิเทส มีข้อความว่า
                   พระผู้มีพระภาคทรงทำมิให้พระนางอโนชาเทวีและห­ิงบริวารพันหนึ่ง
                   ผู้มาตามพระมหากัปปินะ เห็นพระราชามหากัปปินะ
                   พร้อมทั้งบริษัท แม้นั่งอยู่ในที่ใกล้ เมื่อพระนางทูลถามว่า "
                   ข้าแต่พระองค์ พระองค์ทรงเห็นพระราชาบ้างหรือ?"
                   พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ก็ท่านแสวงหาพระราชาประเสริฐหรือ
                   หรือว่าแสวงหาตนประเสริฐ" พระนางจึงทูลว่า
                   "แสวงหาตนประเสริฐ พระเจ้าข้า"
                   ดังนี้จึงทรงแสดงธรรมเหมือนอย่างนั้น
                   แด่พระนางอโนชาเทวีผู้ประทับนั่งแล้วนั้น ให้พระนางนั้น
                   รวมทั้งห­ิงบริวารพันหนึ่ง ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
                   ให้พวกอำมาตย์ดำรงอยู่ในอนาคามิผล
                   ให้พระราชาดำรงอยู่ในอรหัตตผล ฉะนี้ 
                                การเจริ­วิปัสสนาไม่ใช่สิ่งที่นอกไปจากชีวิตประจำวัน
                   เจริ­วิปัสสนาในชีวิตประจำวัน
                   มีสติระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน
                   นั่นคือ การเจริ­มัคค์มีองค์ ๘
                   ถ้าใครบอกว่าไม่มีเวลาเจริ­วิปัสสนา
                   ก็เพราะไม่เข้าใจว่ามัคค์มีองค์ ๘ นั้นคืออะไร 
                                ก. มัคค์มีองค์ ๘ นั้นคืออะไรแน่ เหมือนกับสติไหม
                   และก็จำเป็นไหมสำหรับการรู้แจ้งอริยสัจธรรม
                   จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น
                   และช่วยให้เราปฏิบัติหน้าที่ของเราได้ดีขึ้นไหม 
                                ข. เมื่อพูดถึงสภาพธรรมใด
                   ก็ควรจะรู้ว่าสภาพนั้นเป็นธรรมประเภทใด
                   มิฉะนั้นก็จะเข้าใจไม่ชัดเจน มัคค์มีองค์ ๘
                   นั้นเป็นปรมัตถธรรมประเภทใด ปรมัตถธรรมมี ๔ ประเภท คือ
                   จิต เจตสิก รูป และนิพพาน มัคค์มีองค์ ๘ เป็นเจตสิกทั้ง ๘
                   องค์เป็นโสภณเจตสิก
                   เกิดกับโสภณจิตที่ระลึกรู้ลักษณะของนามและรูป
                   การระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปนั้นเป็นการเจริ­มัคค์มีองค์ ๘
                   ขณะใดที่เจตสิกธรรมซึ่งเป็นมัคค์มีองค์ ๘ นี้ ไม่เกิดกับโลกุตตรจิต
                   (จิตที่รู้แจ้งนิพพาน) ขณะนั้นก็เป็นโลกียธรรม
                   ขณะใดที่เจตสิกซึ่งเป็นมัคค์มีองค์ ๘ เกิดกับโลกุตตรจิต
                   ขณะนั้นก็เป็นโลกุตตรมัคค์ 
                                คุณถามว่ามัคค์มีองค์ ๘ เหมือนกับสติไหม
                   สติเป็นองค์หนึ่งของมัคค์มีองค์ ๘ คือเป็นสัมมาสติ การระลึกชอบ
                   เราทราบแล้วว่าสติเกิดกับโสภณจิต สติเป็นสัมมาสติในมัคค์มีองค์
                   ๘
                   เมื่อเกิดร่วมกับปั­­าที่เห็นถูกในลักษณะของนามและรูปที่ปรากฏทาง
                   ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
                   ขณะใดที่สติเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมรูปธรรมที่ปรากฏ
                   ขณะนั้นก็เป็นการเจริ­มัคค์มีองค์ ๘ 
                                ก. ถ้าเช่นนั้นอารมณ์ของมัคค์มีองค์ ๘
                   นั้นก็จะต้องเป็นลักษณะของนามรูปที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น
                   กาย ใจ ใช่ไหม 
                                ข. ถูกแล้ว 
                                ก. ได้ทราบว่าอารมณ์ของมัคค์มีองค์ ๘
                   นั้นจะต้องเป็นมหาสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม
                   เสียงเป็นสติปัฏฐานได้ไหม 
                                ข. เสียงมีจริงไหม 
                                ก. มีจริง 
                                ข. ทำไมว่าเสียงมีจริง 
                                ก. ใคร ๆ ก็ได้ยินเสียงทางหูได้ 
                                ข. เมื่อเสียงเป็นสิ่งที่รู้ได้ทางหู
                   จะไม่ควรระลึกรู้ลักษณะของเสียงหรือ? 
                                ก. ควร 
                                ข. เสียงเป็นอารมณ์หนึ่งในมหาสติปัฏฐาน
                   เพราะเสียงมีจริงและรู้ได้ทางหู ถ้าระลึกรู้ลักษณะของเสียงเนือง ๆ
                   บ่อย ก็จะรู้ว่าเสียงเป็นรูปธรรมชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป 
                                ก. ความรู้สึกเป็นทุกข์เป็นสติปัฏฐานหรือเปล่า 
                                ข. ความรู้สึกเป็นทุกข์มีจริงไหม 
                                ก. มีจริง ๆ 
                                ข. เมื่อมีจริงก็เป็นสติปัฏฐาน
                   ทุกสิ่งที่เป็นสภาพธรรมที่มีจริงรู้ได้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
                   นั้นเป็นสติปัฏฐาน สติระลึกรู้ได้ 
                                ที่ถามว่ามัคค์มีองค์ ๘
                   จำเป็นหรือไม่ในการรู้แจ้งอริยสัจธรรม จำเป็นมากที่เดียว
                   เพราะไม่มีทางอื่นอีกเลย
                   เมื่อรู้แจ้งอริยสัจธรรมขั้นแรกคือขั้นโสดาบันน์นั้นดับ
                   ความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนได้หมดสิ้นเป็นสมุจเฉท
                   ความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนนั้นจะดับหมดเป็นสมุจเฉทได้
                   ก็ด้วยการเจริ­ปั­­ารู้สภาพธรรมตามเป็นจริง
                   แจ้งชัดว่ามีแต่นามธรรมและรูปธรรมเท่านั้น
                   นอกจากนามธรรมและรูปธรรมแล้วก็ไม่มีอะไร 
                                คุณยังถามด้วยว่ามัคค์มีองค์ ๘
                   จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้นไหม?
                   จะช่วยให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีขึ้นไหม?
                   กิเลสของเราทำให้เราไม่มีความสุข
                   และบางครั้งก็รู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างลำบากเสียจริง ๆ
                   ขณะที่กำลังเจริ­มัคค์มีองค์ ๘ นั้น ยังดับกิเลสไม่หมด
                   แต่ก็เกิดปั­­ารู้ความจริงของชีวิตมากขึ้น
                   เมื่อความยึดมั่นในความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนลดน้อยลง
                   ก็จะทำให้ความมืดมนธ์ในชีวิตเบาบางลง ซึ่งก็จะมีความสุขมากขึ้น
                   เมื่อเข้าใจชีวิตของตนเองมากขึ้นความสัมพันธ์กับคนอื่นก็จะเปลี่ยนไป
                   เราจะเข้าใจคนอื่น ๆ ดีขึ้นและจะมีความเมตตากรุณามากขึ้น
                   เมื่อเจริ­สติปัฏฐานก็มีปัจจัยให้เกิดกุศลจิตและกุศลกรรมมากขึ้น
                   เวลาที่ทำกิจการงานประจำวันด้วยกุศลจิตนั้น
                   คุณไม่คิดหรือว่าจะทำได้ดีขึ้น 
                                ก. คุณบอกว่ามัคค์มีองค์ ๘ นั้น เป็นโสภณเจตสิก ๘ ดวง
                   เจตสิกที่เป็นมัคค์ทั้ง ๘ นี้ ต้องเกิดกับจิตที่เจริ­สติปัฏฐานทั้ง ๘
                   องค์ หรือ? 
                                ข. ถ้าไม่ใช่โลกุตตรจิต เจตสิกที่เป็นมัคค์ ๘ องค์นี้
                   เกิดไม่ครบ ๘ องค์ แต่เมื่อโลกุตตรจิตเกิด เจตสิกที่เป็นมัคค์ทั้ง ๘
                   องค์ นี้เกิดกับโลกุตตรจิตครบ ๘ องค์ 
                                ก. อะไรเป็นมัคค์องค์แรกในมัคค์มีองค์ ๘ 
                                ข. มัคค์องค์แรกคือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูก
                   ถ้าไม่มีความเป็นถูกในนามและรูปและในข้อปฏิบัติที่เป็นการเจริ­ปั­­า
                   ก็เจริ­มัคค์มีองค์ ๘ ไม่ได้
                   สัมมาทิฏฐิเป็นปั­­าที่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏทาง
                   ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 
                                ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค สุริยูปมาสูตรที่ ๑ มีข้อความว่า
                   "ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อน
                   สิ่งที่เป็นนิมิตรมาก่อน คือแสงเงินแสงทอง ฉันใด
                   สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตรมาก่อนแห่งการตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔
                   ตามความเป็นจริง คือ สัมมาทิฏฐิ ฉันนั้นเหมือนกัน 
                                อันภิกษุผู้มีความเห็นชอบ พึงหวังข้อนี้ได้ว่า
                   จักรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ
                   นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา 
                                ดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะฉะนั้นแหละ
                   เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียร เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
                   นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา" 
                                เราควรรู้จุดประสงค์ว่าจะเจริ­มัคค์มีองค์ ๘ เพื่ออะไร
                   คุณเจริ­มัคค์มีองค์ ๘ เพื่ออะไร 
                                ก. เจริ­มัคค์มีองค์ ๘ เพื่อดับกิเลสทุกชนิด เช่น ความโกรธ
                   ความริษยา ความตระหนี่ เป็นต้น
                   รวมความว่าดับกิเลสทุกอย่างที่ทำให้จิตต่ำทรามให้หมดสิ้น 
                                ข. คนโดยมากคิดว่าการเจริ­วิปัสสนา
                   สามารถจะแก้ความยุ่งยากทุกอย่างให้หมดสิ้นไปได้ทันที
                   เขาคิดว่าดับกิเลสได้ทันที เราสะสมกิเลสทั้งหลายมากี่ภพกี่ชาติแล้ว
                   ภพชาติมีมากมายเหลือจะนับ
                   จะดับให้หมดสิ้นไปทันทีอย่างไรได้? เมื่อยังไม่รู้แจ้งอริยสัจธรรม
                   จุดประสงค์ของการเจริ­วิปัสสนาก็เพื่อรู้ความจริงที่เกิดปรากฏกับตน
                   เพื่อดับความเห็นผิดว่าเป็นคัวตน
                   ซึ่งจะต้องพากเพียรอบรมเจริ­ปั­­าอย่างมากทีเดียว
                   อย่าลืมข้อความในสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นาวาสูตร
                   ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "…..ดูกรภิกษุทั้งหลาย
                   รอยนิ้วมือย่อมปรากฏ
                   หรือรอยนิ้วหัวแม่มือย่อมปรากฏที่ด้ามมีดของนายช่างไม้
                   หรือลูกมือของนายช่าง ไม้
                   แต่นายช่างไม้หรือลูกมือของนายช่างไม้นั้นหารู้ไม่ว่า
                   วันนี้ด้ามมีดของเราสึกไปประมาณเท่านี้
                   วานนี้สึกไปประมาณเท่านี้ วันก่อน ๆ สึกไปประมาณเท่านี้
                   นายช่างไม้หรือลูกมือของนายช่างไม้นั้นมีความรู้แต่ว่า สึกไปแล้ว
                   สึกไปแล้ว โดยแท้แล แม้ฉันใด……." 
                                ความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนละคลายลงทุกขณะที่สติระลึกรู้ลักษณะของนามและรูป
                   แต่เราไม่รู้ว่าละคลายลงวันละเท่าไร 
                                ก. แต่ถ้ากำลังมีความเพลิดเพลินพอใจเหลือเกิน
                   หรือว่ากำลังโกรธจัด สติจะเกิดได้อย่างไร 
                                ข. ขณะที่เป็นโลภมูลจิตหรือโทสมูลจิตนั้น
                   จะมีสติเกิดร่วมกับโลภมูลจิตและโทสมูลจิตไม่ได้
                   เมื่ออกุศลจิตดับไปแล้ว
                   สติก็เกิดขึ้นก็รู้ว่าอกุศลจิตก็เป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง เท่านั้น 
                                ก. เราจะไม่ถูกโลภะหรือโทสะครอบงำ
                   จนสติเกิดไม่ได้หรอก หรือ 
                                ข. คนโดยมากคิดอย่างนั้น
                   เพราะยังไม่เข้าใจเรื่องการเจริ­มัคค์มีองค์ ๘
                   ดิฉันรู้จักคนที่กลัวโลภะที่เกิดขึ้นจนทั้งสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนั้น
                   เขาคิดว่าควรให้จิตตั้งมั่นที่ลมหายใจขณะที่ทำอย่างโน้น
                   บ้างอย่างนี้บ้าง เพื่อจะให้มีสติมากๆ
                   นั้นก็เป็นเพราะความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน
                   คนที่ทำอย่างนั้นต้องการบังคับจิต ในการเจริ­มัคค์มีองค์ ๘
                   หรืออีกนัยหนึ่งมัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) นั้น
                   สติระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปชนิดใดก็ได้ที่กำลังปรากฏ
                   ถึงแม้ว่าจะเป็นอกุศลธรรมก็ได้ การรู้เช่นนี้เป็นมัชฌิมาปฏิปทา 
                                คนที่ต้องการบังคับจิตนั้นไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
                   เขาเพียงแต่คิดว่าความปรารถนาอย่างรุนแรงนั้นน่ารังเกียจ
                   เขาไม่รู้ว่าเป็นโลภะเมื่อยินดีพอใจในสิ่งที่สวยงาม
                   และในเสียงที่ไพเราะเป็นต้น
                   โลภะที่เบาบางกว่าความปรารถนาที่รุนแรงก็เป็นโทษ
                   เพราะเมื่อไม่ระลึกรู้ลักษณะของโลภะก็ย่อมยึดถือว่าเป็นตัวตน
                   ยิ่งกว่านั้นเขาไม่เห็นความน่ารังเกียจของโมหมูลจิต
                   เขาไม่รู้ว่าขณะไหนมีโมหะ
                   เพราะโมหะไม่เกิดกับโสมนัสเวทนาและโทมนัสเวทนา
                   แต่เกิดกับอุเบกขาเวทนา เขาไม่รู้ว่าขณะที่รู้สึกเฉย ๆ
                   นั้นก็เป็นอกุศลจิตได้ เราควรเห็นโทษของโมหมูลจิตด้วย
                   ขณะที่หลงลืมสตินั้นก็มีโมหมูลจิตมากมาย 
                                โมหะในวันนี้เป็นปัจจัยให้เกิดโมหะในวันหน้า
                   เราจะยังหลงไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมอีกกี่ภพกี่ชาติกันหนอ
                   เมื่อยังไม่ได้เจริ­วิปัสสนา
                   ก็ย่อมคิดที่จะไม่ระลึกรู้ลักษณะของอกุศจิตที่คิดว่าน่ารังเกียจเหลือเกิน
                   เช่น จิตที่มีความปรารถนาอย่างรุนแรง และโทสะ
                   แทนที่จะระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมเหล่านั้น
                   ก็กลับพยายามบังคับ
                   ถ้าเราพยายามจะบังคับสภาพธรรมก็เป็นเพราะเห็นผิดว่าเป็นตัวตน
                   และไม่ใช้ทางละอกุศลธรรมให้หมดสิ้นไปได้
                   มัชฌิมาปฏิปทาไม่ใช่การบังคับสภาพธรรม
                   แต่เป็นการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
                   จะกังวลไปใยกับสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
                   ถึงแม้ว่าจะเป็นอกุศลจิตก็ตาม
                   จะเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นปรากฏแล้วอย่างไรได้
                   ควรระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมนั้น ๆ เสีย
                   การกังวลเรื่องโลภะและโทสะนั้นเปล่าประโยชน์
                   ทำไมจึงไม่ระลึกรู้เสียในขณะนั้นเล่าว่าเป็นแต่เพียงนามธรรม
                   และก็ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมอื่น ๆ ที่ปรากฏ ด้วย
                   และก็จะรู้ว่ามีสภาพธรรมอีกมากมายนักที่ยังไม่ได้ระลึกรู้
                   เรารู้ลักษณะของความรู้สึกเฉย ๆ แล้วหรือยัง
                   หรือรู้แต่ความรู้สึกยินดีและไม่ยินดี
                   และเวลาที่มีโมหะนั้นรู้บ้างไหม 
                                ก. ดิฉันคิดว่า
                   พระผู้มีพระภาคตรัสให้มีสติทุกขณะที่หายใจเข้า
                   และหายใจออกไม่ใช่หรือ 
                                ข. ตราบใดที่หายใจเข้าหายใจออกก็ยังมีชีวิตอยู่
                   ควรเจริ­สติตลอดชีวิต
                   การเจริ­วิปัสสนาไม่เจาะจงเลือกอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง
                   สติระลึกรู้นามและรูปใด ๆ ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
                   เพื่อละความเห็นผิด
                   และความสงสัยในลักษณะของสภาพธรรมทั้งหลายที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวตน
                                การเจริ­วิปัสสนาไม่จดจ้องที่ลมหายใจเข้าและออก
                   เพราะถ้าเลือกอารมณ์ก็เป็นเพราะความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน
                   เมื่อพูดถึงเรื่องลมหายใจก็เป็นคำบั­­ัติ แต่ขณะที่กำลังหายใจนั้น
                   สภาพธรรมที่ปรากฏให้รู้ได้ในขณะนั้นมีลักษณะอย่างไร
                   สภาพอ่อนแข็ง ที่ปรากฏในขณะนั้นเป็นรูปชนิดหนึ่ง
                   สภาพที่ไหวหรือตึงเป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง ร้อน เย็น
                   ก็เป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง สภาพธรรม เหล่านั้นเป็นสิ่งที่สติระลึกรู้ได้
                   แต่ที่จะให้สติระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมใดนั้นบังคับไม่ได้
                   เมื่อสภาพธรรมใดปรากฏ
                   ก็ไม่มีตัวตนที่บังคับให้สติระลึกรู้อารมณ์นี้ หรืออารมณ์นั้นได้เลย 
                                ก. เมื่อพิจารณาเรื่องสติที่ระลึกรู้ลักษณะของนาม
                   และรูปตามที่คุณพูดนั้น ก็เข้าใจและเห็นด้วยว่าไม่มีตัวตน
                   แต่ก็ยังไม่รู้ชัดและบางครั้งก็รู้สึกเหมือนว่ายังต้องเป็นตัวตนที่ตัดสินใจ
                   เช่น ถ้าตัดสินใจวันนั้นว่าจะศึกษาพระธรรมวินัย จะรักษาศีล ๕
                   ที่จะให้เชื่อว่าไม่ใช่อัตตาตัวตนที่ตัดสินใจทำอย่างนี้ก็เชื่อยาก 
                                ข. เมื่อยังไม่ใช่พระอริยบุคคล
                   ความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนก็ไม่หมดสิ้นไปได้
                   ยังมีปัจจัยให้เห็นผิดว่าเป็นตัวตนอยู่
                   การเจริ­สติระลึกรู้ลักษณะของนามและรูป
                   จะทำให้รู้ชัดในสภาพธรรมทั้งหลายยิ่งขึ้น และก็จะรู้ว่า
                   การตัดสินใจเช่นนั้นก็เป็นนามธรรมชนิดหนึ่งที่เกิดเพราะปัจจัย
                   เมื่อเจริ­ปั­­าคมกล้าขึ้นถึงขั้นรู้แจ้งอริยสัจธรรมแล้ว
                   ก็ดับความสงสัยในสภาพธรรมทั้งหลาย และรู้ชัดว่าไม่มีตัวตน 
                                การเจริ­สัมมามัคค์นั้น
                   จะต้องมีความเข้าใจถูกในข้อปฏิบัติเป็นเบื้องแรก
                   ถ้าในเบื้องแรกมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนก็จะทำให้ปฏิบัติผิดไปนาน
                   และยากเหลือเกินที่จะกลับมาสู่ทางที่ถูกได้อีก ถ้าปฏิบัติผิดต่อไป
                   ก็จะมีความเห็นผิดต่อไปอีกไม่รู้ว่ากี่ภพกี่ชาติ
                   บางคนกล่าวว่าต้องคอยดูนาม รูป
                   เขาคิดว่าไม่ได้เห็นผิดเพราะไม่ได้พูดว่า "ตัวตน"
                   แต่การปฏิบัติเช่นนั้นแสดงลักษณะของการยึดมั่นในตัวตนตลอดเวลา
                   เป็นตัวตนที่จ้องดูความรู้สึกนึกคิด
                   แม้แต่ในตอนแรกก็ไม่ควรจะมีความเห็นว่าเป็นตัวตนที่จ้องดู
                   หรือเจาะจงเลือกอารมณ์ เช่น ลมหายใจเข้า ออก เป็นต้น 
                                สภาพธรรมทั้งหลายที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
                   เป็นสติปัฏฐานได้ เมื่อเจริ­สติระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมต่าง
                   ๆ บ่อย ๆ เนือง ๆ ก็จะเริ่มชินกับสภาพธรรมเหล่านั้น
                   และรู้ลักษณะที่ต่างกันของสภาพธรรมชัดเจนขึ้น
                   ด้วยประการฉะนี้จึงจะเป็นการเจริ­มัคค์มีองค์ ๘ 

                                                                                                             องค์มัคค์ ๘
                                ก. การเจริ­กุศลเป็นสิ่งสำคั­
                   มิใช่แต่ในการกระทำและคำพูดเท่านั้น
                   แต่ในการคิดนึกด้วยแต่การที่จะคิดในสิ่งที่ดีงามตลอดเวลานั้นก็เป็นไปไม่ได้
                   เพราะเราสะสมกิเลสมามาก
                   เมื่อระลึกถึงพระพุทธคุณก็เป็นกุศลวิตก
                   แต่จะคิดเรื่องกุศลอย่างเดียวเรื่อย ๆ ไม่ได้ วันหนึ่ง ๆ
                   ที่จะไม่ให้อกุศลวิตกเกิดบ่อย ๆ นั้นก็ไม่ได้
                   จะยับยั้งอกุศลวิตกได้อย่างไร 
                                ข. เวลาระลึกถึงพระพุทธคุณ
                   และซาบซึ้งในพระมหากรุณาที่ทรงแสดงธรรมแก่สัตว์โลก
                   ก็เป็นปัจจัยให้เกิดกุศลวิตก เราอาจจะไปนมัสการสังเวชนียสถาน
                   ซึ่งได้แก่สถานที่ประสูติ สถานที่ทรงตรัสรู้
                   สถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนา และสถานที่ทรงดับขันธปรินิพพาน
                   การนมัสการสังเวชนียสถานเป็นการแสดงศรัทธาในพระธรรม
                   และการระลึกถึงคุณของพระธรรม ซึ่งแม้จะล่วงไปถึง ๒๕๐๐
                   กว่าปีแล้ว ก็ยังมีประโยชน์เกื้อกูลแก่เราได้
                   ในขณะนี้สังเวชนียสถานเตือนให้ไม่ละเลยที่จะเจริ­สติ
                   เป็นปัจจัยให้เกิดกุศลจิตมากมายทีเดียว 
                                ขณะที่อกุศลจิตเกิดขึ้น ก็ละอกุศลวิตกได้ชั่วคราว
                   แต่ไม่ดับหมดสิ้นเป็นสมุจเฉท ด้วยการเจริ­มัคค์มีองค์ ๘
                   ซึ่งเป็นการเจริ­วิปัสสนาเท่านั้น
                   ที่จะละอกุศลวิตกหมดสิ้นเป็นสมุจเฉทได้
                   ในที่สุดเมื่อเจริ­วิปัสสนา อกุศลจิตเกิดขึ้นก็ไม่บังคับ
                   เพราะอกุศลวิตกได้เกิดขึ้นแล้ว
                   อกุศลวิตกเป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่งซึ่งควรรู้ลักษณะ
                   ในมหาสติปัฏฐานสภาพธรรมทุกชนิดเป็นสติปัฏฐาน
                   เมื่อรู้ว่าไม่มีสภาพธรรมใดที่ไม่ใช่สติปัฏฐาน
                   ก็จะเริ่มรู้ว่าสภาพธรรมทั้งหลายนั้นก็เป็นเพียงนามธรรมและรูปธรรมเท่านั้น
                   ฉะนั้นเมื่ออกุศลวิตกเกิดขึ้น
                   ทำไมจึงจะไม่ระลึกรู้ว่าเป็นเพียงนามธรรมชนิดหนึ่งเท่านั้นเองเล่า?
                   เมื่อรู้ลักษณะของอกุศลวิตกชัดขึ้น
                   ก็จะละคลายการยึดถือว่าเป็นตัวตนลง เมื่อยังไม่ใช่พระอรหันต์
                   อกุศลธรรมก็ย่อมเกิด
                   อกุศลธรรมจะดับหมดสิ้นเป็นสมุจเฉทก็เมื่อบรรลุอรหันต์แล้วเท่านั้น
                                ก. ทราบว่า สัมมาสังกัปปะ
                   ความดำริชอบเป็นมัคค์องค์หนึ่งในมัคค์มีองค์ ๘
                   สัมมาสังกัปปะคิดเรื่องนามและรูปหรือ 
                                ข. สัมมาสังกัปปะ เป็นเจตสิกธรรมดวง (ประเภท)
                   หนึ่งซึ่งได้แก่วิตกเจตสิก ภาษาอังกฤษมักจะแปลว่า "applied
                   thought" ลักษณะของวิตกเจตสิกนั้นไม่เหมือนกับที่เราใช้คำว่า
                   "คิด" ตามที่เราพูดกัน ในวิสุทธิมัคค์ (ปฐวีกสิณนิเทส)
                   แสดงลักษณะของวิตกเจตสิก ดังนี้ "วิตกนี้นั้น
                   มีอันจรดลงซึ่งจิตในอารมณ์เป็นลักษณะ
                   มีอันกระทบก่อนและอันกระทบโดยทั่ว ๆ ไปเป็นรส
                   (กิจ)…..มีการนำจิตไปสู่อารมณ์เป็นเครื่องปรากฏ" 
                                วิตกซึ่งเป็นสัมมาสังกัปปะในมัคค์มีองค์ ๘
                   เกิดพร้อมกับสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) และสัมมาสติ
                   (การระลึกชอบ)
                   สัมมาสังกัปปะเกิดกับจิตที่ระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปที่ปรากฏทางตา
                   หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรารู้ว่าวิตกนำจิตไปสู่อารมณ์
                   สัมมาสังกัปปะในมัคค์มีองค์ ๘
                   นำจิตไปสู่นามธรรมและรูปธรรมที่เป็นอารมณ์ ในขณะนั้น
                   วิตกเจตสิกเกิดร่วมกับจิตและดับร่วมกับจิต
                   สัมมาสังกัปปะเกิดกับจิตที่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม
                   การรู้ลักษณะของอารมณ์ที่ปรากฏไม่เหมือนกับการคิดเรื่องสภาพธรรมที่ดับไปแล้ว
                   สัมมาสังกัปปะละมิจฉาสังกัปปะซึ่งเป็นการดำริผิด 
                                ก. สัมมาสังกัปปะละมิจฉาสังกัปปะได้อย่างไร 
                                ข. สัมมาสังกัปปะในมัคค์มีองค์ ๘
                   เกิดกับจิตที่ระลึกรู้ลักษณะของนามและรูป
                   ขณะนั้นไม่มีความดำริผิด แต่แล้วความดำริผิดก็เกิดขึ้นอีกได้
                   แต่เมื่อเจริ­มัคค์มีองค์ ๘ ต่อไป มิจฉาสังกัปปะก็หมดได้ในที่สุด 
                                ก. ได้ยินบางคนพูดว่า
                   เวลาเจริ­สติปัฏฐานนั้นไม่ควรคิดอะไร
                   ควรเพียงแต่ดูสภาพธรรมที่ปรากฏในขณะนั้น
                   การทำอย่างนั้นละมิจฉาวิตกได้ไหม 
                                ข. เวลาพยายามไม่ให้คิดนั้นไม่ใช่การเจริ­มัคค์มีองค์ ๘
                   จะห้ามไม่ให้คิดได้อย่างไร ตลอดชีวิตก็มีอารมณ์ ต่าง ๆ
                   ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
                   ความคิดก็เป็นสภาพนามธรรมอย่างหนึ่ง
                   ทำไมจึงจะไม่ระลึกรู้ว่าเป็นนามธรรมชนิดหนึ่งเล่า
                   ถ้าไม่ระลึกรู้ก็ย่อมเห็นผิดว่าเป็นตัวตนที่คิด
                   และเป็นตัวตนที่พยายามไม่ให้คิด 
                                เวลาที่คิดว่าควรจะทำอย่างนี้อย่างนั้นกับเรื่องความคิด
                   ก็เป็นการยึดมั่นในความเห็นว่าเป็นตัวตน
                   ขณะที่พยายามจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งเรื่องความคิด
                   ความคิดนั้นก็ดับไปแล้ว
                   ฉะนั้นจึงเป็นการยึดมั่นในสิ่งที่ดับไปแล้วนั่นเอง 
                                ขณะใดที่ระลึกรู้ลักษณะของนามหรือรูป
                   ก็ไม่มีตัวตนที่พยายามไม่ให้คิด หรือที่กำลังดูนามรูป
                   ที่พูดว่าไม่ได้คิดว่าเป็นตัวตน เพียงแต่ดูเฉย ๆ นั้นก็ดีอยู่หรอก
                   แต่ที่กำลังพยายามจดจ้องดูอยู่นั้น แม้จะเพียงดูเฉย ๆ
                   ก็แสดงแล้วว่าไม่ใช่การเจริ­มัคค์มีองค์ ๘ 
                                ก. ได้ทราบว่ามัคค์มีองค์ ๘ นั้น บางองค์ก็เป็นส่วนศีล
                   บางองค์ก็เป็นส่วนสมาธิ และบางองค์ก็เป็นส่วนปั­­า
                   สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะเป็นส่วนปั­­า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
                                ข.
                   สัมมาทิฏฐิรู้ชัดในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏในขณะนั้น
                   สัมมาสังกัปปะนำจิตไปสู่อารมณ์เพื่อให้สัมมาทิฏฐิรู้ชัดในอารมณ์นั้น
                   เพราะสัมมาสังกัปปะนำจิตไปสู่อารมณ์ในทางที่ชอบ
                   ฉะนั้นจึงเป็นส่วนปั­­าในมัคค์มีองค์ ๘ 
                                ก. ได้ทราบว่า สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ
                   ทั้ง ๓ องค์นี้ เป็นส่วนศีลในมัคค์มีองค์ ๘ ดิฉันรู้ว่าศีล ๕
                   เป็นศีลแต่ศีลในมัคค์มีองค์ ๘ นั้นเป็นอะไรแน่ 
                                ข. มีอกุศลศีลและกุศลศีล
                   การกระทำทางกายและวาจาเป็นศีลกุศลศีลนั้นก็ได้แก่ศีล ๕
                   เป็นต้น ซึ่งเป็นการละเว้นกายทุจริตและวจีทุจริต กายทุจริตก็ได้แก่
                   การฆ่า การถือเอาของของผู้อื่นมาเป็นของตน
                   การประพฤติผิดในกาม วจีทุจริตก็ได้แก่ มุสาวาท ปิสุณาวาท
                   ผรุสวาท และสัมผัปปลาปวาท 
                                ก. ขณะที่ละเว้นวจีทุจริต และกายทุจริตนั้น
                   เป็นสัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะในมัคค์มีองค์ ๘ หรือเปล่า 
                                ข. อย่าลืมว่า สัมมาทิฏฐิที่เป็นองค์ของมัคค์มีองค์ ๘ นั้น
                   รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น
                   กาย ใจ
                   เราอาจจะละเว้นวจีทุจริตและกายทุจริตโดยไม่ระลึกรู้ลักษณะของนามและรูป
                   เมื่อเป็นเช่นนั้นสัมมาทิฏฐิและสัมมาสติในมัคค์มีองค์ ๘
                   ก็ไม่เกิดกับจิตในขณะนั้น
                   ฉะนั้นจึงไม่ใช่สัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะที่เป็นองค์ของมัคค์มีองค์
                   ๘ ขณะนั้นเป็นกุศล แต่ไม่ใช่กุศลที่เป็นขั้นมัคค์มีองค์ ๘ 
                                ก. จะละเว้นวจีทุจริตได้อย่างไร
                   เวลาที่อยู่กับคนอื่นที่กล่าววจีทุจริตก็มักจะพูดอย่างเขาด้วย 
                                ข. เมื่อยังไม่ใช่พระอรหันต์ ก็ยังมีวจีทุจริตอยู่
                   แต่พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้นเป็นปัจจัยให้ลดคลายอกุศลลงได้
                   เวลาใครพูดถึงคนอื่นในทางที่ไม่น่าฟัง
                   หรือเวลาที่เขาบ่นสิ่งที่ไม่น่ายินดีพอใจที่เกิดขึ้นในชีวิต
                   เราก็มักจะทำตามอย่าง
                   แต่เมื่อได้ศึกษาพระธรรมก็รู้ว่าขณะใดเป็นอกุศลจิต
                   และรู้โทษภัยของอกุศล
                   เมื่อรู้วิธีเจริ­สติปัฏฐานก็เป็นปัจจัยให้ละเว้นวจีทุจริต
                   แทนที่จะเกิดอกุศลจิต ก็อาจจะเกิดกรุณาในผู้ที่กล่าววจีทุจริต
                   และย่อมจะช่วยให้คนอื่นเกิดกุศลจิตแทนอกุศลจิตด้วย
                   เมื่อระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมในขณะที่ละเว้นวจีทุจริต
                   ก็เป็นสัมมาวาจาในมัคค์มีองค์ ๘
                   จิตที่ระลึกรู้นั้นเป็นจิตที่มีสัมมาทิฏฐิและสัมมาสติที่เป็นมัคค์มีองค์
                   ๘ เกิดร่วมด้วย 
                                ก. เราอาจจะรู้อย่างนี้โดยปริยัติ แต่โดยการปฏิบัตินั้นยากมาก
                   ดิฉันพูดวจีทุจริตออกไปก่อนจะรู้ตัว 
                                ข.
                   คุณจะรู้เองว่าเวลาเจริ­สติแล้วปัจจัยที่จะให้เกิดวจีทุจริตนั้นลดน้อยลง
                   นิสัยและการสะสมเปลี่ยนไปได้
                   แต่ไม่ใช่ตัวตนที่สามารถเปลี่ยนนิสัยและการสะสมได้
                   ความเข้าใจธรรมและการปฏิบัติธรรมเป็นปัจจัยที่ทำให้เปลี่ยนไป
                   เราพิสูจน์ได้ด้วยตัวเองว่า
                   พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้นเป็นสัจธรรม
                   และศรัทธาในพระธรรมก็จะมั่นคงยิ่งขึ้น 
                                ก. ยกตัวอย่างสัมมากัมมันตะ การงานชอบสักตัวอย่างได้ไหม
                                ข. เวลาที่เกือบจะฆ่าสัตว์ที่กัดต่อยเรา แต่ก็ปัดออกไปเบาๆ
                   และยกเว้นการฆ่านั้นก็เป็นศีลแล้ว
                   แต่ถ้ารู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏ
                   ในขณะนั้นก็เป็นสัมมากัมมันตะในมัคค์มีองค์ ๘ 
                                ก. มีคนบอกว่าเขาอดฆ่าไม่ได้ เวลาถูกแมลงกัดต่อย
                   เขาฆ่าทันที 
                                ข. การเจริ­สติเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดกุศลจิตบ่อยๆ
                   กุศลจิตเกิดร่วมกับโทสะไม่ได้ กุศลจิตเกิดร่วมกับอโทสะ
                   อโทสะคือเมตตา เราจะรู้ได้ว่าเมื่อเจริ­สติแล้ว
                   ความเมตตากรุณาจะเกิดบ่อยขึ้น
                   เราจะคิดถึงความสุขของสัตว์บุคคลอื่นมากขึ้น
                   เราควรจะทำให้แมลงเจ็บปวด และทำลายชีวิตของแมลงหรือ
                   เมื่อเจริ­สติก็จะรู้ว่าจะทำ พูด คิด ในทางต่างๆ
                   ที่เป็นกุศลได้อย่างไร
                   และก็จะเห็นคุณค่าของการเจริ­สติในชีวิตประจำวัน 
                                ก. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คืออะไร 
                                ข. เจตสิกดวงนี้ทำให้ละเว้นการเลี้ยงชีพในทางทุจริต
                   สัมมาอาชีวะที่เป็นมัคค์มีองค์ ๘ จะต้องเกิดร่วมกับสัมมาทิฏฐิ
                   ขณะที่ละเว้นการเลี้ยงชีพในทางทุจริต
                   และสติระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมนั้น
                   ก็จะรู้ว่าไม่ใช่ตัวตนที่ละเว้น 
                                ก.
                   รู้สึกว่าสัมมาอาชีวะเป็นสภาพธรรมเดียวกันกับสัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะ
                   ต่างกันอย่างไร 
                                ข. สัมมาอาชีวะทำให้ละเว้นทุจริตกรรมทางกาย
                   และวาจาในการเลี้ยงชีพ 
                                ก. บางคนก็ละเว้นทุจริตกรรมในการเลี้ยงชีพไม่ได้
                   ได้ทราบว่ามีคนที่ไม่มีทางอื่นเลือกเลย
                   นอกจากอาชีพฆ่าไก่เลี้ยงตนและครอบครัว เขาต้องฆ่าไก่ทุกวัน
                   แต่เขาก็บอกว่า เขาให้ทานชดใช้การฆ่า จะชดใช้กันได้ไหม 
                                ข. เราทำกรรมดีชดใช้กรรมชั่วไม่ได้
                   เพราะแต่ละกรรมก็ให้ผลตามควรแก่กรรมนั้น ๆ
                   การฆ่าเป็นอกุศลกรรมทำให้เกิดในอบายภูมิได้
                   ถึงแม้ว่าจะได้ทำกรรมดีด้วยก็ตาม 
                                ก. แต่ผู้นี้หาเลี้ยงชีพในทางอื่นไม่ได้
                   เขาเคยทำอย่างอื่นแต่ก็ได้เงินไม่พอเลี้ยงดูครอบครัว
                   บางคนไม่มีทางเลือกเลยจริง ๆ เขาต้องทำทุจริตกรรมเพื่อเลี้ยงชีพ 
                                ข. ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุปัจจัย
                   กิเลสที่ได้สะสมมาแล้วทำให้มีอาชีพเป็นคนขายเนื้อ ค้าอาวุธ
                   และสุรายาเมา เป็นต้น อาชีพเหล่านี้เป็นมิจฉาชีพ
                   เป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลกรรม
                   วันหนึ่งสติจะสามารถทำให้เปลี่ยนจากมิจฉาชีพได้
                   คนโดยมากอาจจะคิดว่าเปลี่ยนอาชีพไม่ได้
                   แต่ถ้ามีสติและปั­­าก็จะมีปัจจัยที่ทำให้เลี้ยงชีพได้
                   โดยไม่ต้องประกอบอกุศลกรรม 
                                ก. คนที่ไม่ได้ค้าขายสิ่งที่กล่าวแล้ว แต่ก็เป็นคนที่เราเรียกว่า
                   "ในวงการธุรกิจ" นั้น
                   ดิฉันคิดว่าที่จะให้ได้กำไรนั้นก็คงจะพูดความจริงเสมอไม่ได้
                   นักธุรกิจควรเปลี่ยนอาชีพให้เป็นการเลี้ยงชีพที่บริสุทธิ์ไหม?
                   ดิฉันรู้จักคนหนึ่งซึ่งทีแรกก็อยู่ในวงการธุรกิจแต่ก็เปลี่ยนอาชีพ
                   เดี๋ยวนี้เขาเป็นนักหนังสือพิมพ์
                   เพราะเขาเห็นว่าอาชีพนี้มีโอกาสรับใช้ประชาชนได้ดีกว่า 
                                ข. ปั­หาที่ว่าใครจะเลี้ยงชีพบริสุทธิ์หรือไม่นั้น
                   ย่อมแล้วแต่บุคคล บุคคลในวงการธุรกิจอาจจะกระทำอกุศลกรรม
                   เช่นในขณะที่ไม่ซื่อสัตย์
                   และทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเพราะการแสวงหากำไร เป็นต้น
                   แต่เขาก็มีกุศลจิตได้ เขาอาจจะละเว้นมุสาวาท
                   แม้จะรู้ว่าจะทำให้ได้กำไรน้อยลง
                   ถ้าเขาระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปในขณะที่ละเว้นมุสาวาทนั้น
                   ก็เป็นสัมมาอาชีวะในมัคค์มีองค์ ๘ 
                                ก. คนที่มีอาชีพทหาร มีสัมมาอาชีวะได้ไหม 
                                ข. เขามีอกุศลจิตและกุศลจิตได้ต่างขณะกัน
                   ขณะที่ฆ่าก็เป็นอกุศลกรรม แต่เขาก็กระทำกุศลกรรมได้เหมือนกัน 
                                ในขุททกนิกาย สุตตนิบาต มงคลสูตร
                   มีข้อความเรื่องอุดมมงคล อุดมมงคลบางประการ คือ
                   "การบำรุงมารดาบิดา การสงเคราะห์บุตรภรรยา
                   การงานอันไม่อากูล นี้เป็นอุดมมงคล" 
                                ทหารก็เจริ­กุศลได้และก็ควรจะเจริ­กุศลด้วย
                   ในอังคุตตรนิกาย ปั­จกนิบาต สุมนวรรคที่ ๔ สีหสูตร
                   มีข้อความเรื่องสีหเสนาบดีผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค 
                                ก. คนที่มีอาชีพเป็นข้าราชการ
                   คงจะมีปัจจัยให้เลี้ยงชีพได้บริสุทธิ์กว่าอาชีพอื่น
                   ไม่ต้องคิดเรื่องแสวงหากำไร 
                                ข. เขาอาจจะมีอกุศลจิตมากก็ได้ อาจจะถือตัว
                   อาจจะคิดถึงความสำเร็จของตัวเอง ทั้งนี้ก็ย่อมแล้วแต่บุคคลทั้งสิ้น
                   เมื่อเลือกอาชีพใด ก็มีเหตุปัจจัยสะสมมาให้มีอาชีพนั้น
                   อาชีพนั้นเป็นชีวิตประจำวัน
                   เมื่อเจริ­สติก็เป็นปัจจัยให้กระทำกิจการงานด้วยกุศลจิตมากขึ้น
                   ถ้าเราช่วยให้คนอื่นเข้าใจธรรม เราก็ช่วยสังคมในทางที่ดีที่สุด
                   และมีส่วนช่วยให้โลกสงบสุขด้วย 
                                ก. แต่ว่า คนที่ต้องคิดเรื่องเงินทั้งวัน
                   จะมีสติระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปธรรมได้ไหม 
                                ข. วันหนึ่ง ๆ คุณจับเงินบ้างหรือเปล่า 
                                ก. ทุกคนจับ เป็นธรรมดาของชีวิต 
                                ข. เวลาดูเงินไม่ควรเจริ­สติหรือ
                   คุณคิดว่ามีอะไรบ้างที่ไม่ใช่สติปัฏฐาน 
                                ก. เวลาดูเงินก็เห็นสี เวลาสัมผัสก็มีลักษณะที่อ่อนหรือแข็ง
                   แต่ถ้าระลึกรู้เพียงลักษณะเท่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นธนบัตรชนิดใด
                   อีกไม่นานก็จะยากจน
                   ถึงชักจะเชื่อแล้วว่าการเจริ­สติปัฏฐานมีประโยชน์มาก
                   แต่ก็ยังถือว่าเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากชีวิต
                   ดิฉันจะดำเนินชีวิตสองทาง
                   ชีวิตที่เจริ­สติปัฏฐานจะเป็นส่วนให­่ที่บ้านเวลาอยู่คนเดียว
                   และชีวิตด้านการงานนั้นก็จะต้องเป็นการงาน 
                                ข. คุณคิดหรือว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
                   มีขณะใดบ้างที่ไม่ควรเจริ­สติ 
                                ก. แต่เจริ­สติเสมอ ๆ ไม่ได้ อย่างเวลาที่หมุนระหัสตู้นิรภัย
                   ในที่ทำงานเป็นต้น ก็จะต้องคิดถึงเลขระหัส ถ้าจะรู้เพียงสภาพแข็ง
                   ไหว หรือสี ขโมยก็จะเข้ามาเอาเงินไป
                   ดิฉันคิดว่าขณะที่คิดนั้นเจริ­สติปัฏฐานไม่ได้ 
                                ข. ถ้างั้นก็ยังเป็นตัวตนที่คิด
                   ทำไมจะเจริ­สติปัฏฐานไม่ได้ในขณะที่รู้ว่าเป็นธนบัตรชนิดใด
                   และในขณะที่คิดถึงเลขระหัสของตู้นิรภัย
                   มีอะไรหรือที่ไม่ใช่นามธรรมและรูปธรรม
                   ดิฉันเห็นด้วยที่คุณจะต้องให้งานเป็นงาน
                   แต่คุณคิดหรือว่าขณะนั้นเจริ­สติปัฏฐานด้วยไม่ได้ 
                                พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้น
                   สามารถประพฤติปฏิบัติตามได้จริงๆ ในอังคุตตรนิกาย
                   อัฏฐกนิบาต ทีฆชาณุสูตร
                   พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมที่ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
                   เพื่อความสุขในปัจจุบันและในภายหน้าแก่กุลบุตร
                   ธรรมประการหนึ่งคือ อารักขสัมปทา ข้อความในพระสูตรมีว่า
                   "ดูกรพยัคฆปัชชะก็อารักขสัมปทาเป็นไฉน
                   กุลบุตรในโลกนี้มีโภคทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร
                   สั่งสมด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัวชอบธรรม ได้มาโดยธรรม
                   เขารักษาคุ้มครองโภคทรัพย์เหล่านั้นไว้ได้พร้อมมูล
                   ด้วยทำไว้ในใจว่า ไฉนหนอ
                   พระราชาไม่พึงริบโภคทรัพย์เหล่านี้ของเรา โจรไม่พึงลัก
                   ไฟไม่พึงไหม้ น้ำไม่พึงพัดไป ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักจะไม่พึงลักไป
                   ดูกรพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่า อารักขสัมปทาฯ"
                   พระผู้มีพระภาคจะไม่ทรงสอนสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ 
                                ควรเจริ­สติระลึกรู้ไม่เฉพาะแต่อารมณ์ที่ปรากฏทางตา หู
                   จมูก ลิ้น กาย เท่านั้น แต่จะต้องระลึกรู้อารมณ์ทางใจด้วย
                   ที่จะไม่ให้รู้ว่าเป็นธนบัตรชนิดใดนั้นได้ไหม
                   ความจริงเป็นอย่างนั้นหรือ? 
                                ก. จะไม่ให้รู้อย่างนั้นไม่ได้หรอก 
                                ข. ทุกสิ่งที่มีจริงเป็นสติปัฏฐานได้ทั้งนั้น
                   บางคนก็ใช้เวลาเป็นวัน ๆ เจาะจงให้รู้เฉพาะบางนามบางรูป เช่น
                   การเห็นและการได้ยิน เท่านั้น เป็นต้น
                   เขาคิดว่าที่รู้อารมณ์นั้นเป็นอะไร เช่น รู้ว่าเป็นธนบัตรชนิดใด
                   รู้ว่าไฟจราจรเป็นไฟเขียวหรือไฟแดงนั้นไม่ใช่สติปัฏฐาน
                   คุณไม่คิดหรือว่าการปฏิบัติอย่างนั้นผิดปรกติ
                   ดิฉันได้ทราบว่าบางคนพูดว่า เวลาที่เขาเจริ­วิปัสสนานั้น
                   เขาจำเพื่อนฝูงและมารดาบิดาไม่ได้
                   ถ้าเจริ­วิปัสสนาแล้วจำอะไรไม่ได้
                   ก็หมายความว่าเจริ­วิปัสสนาในขณะที่ทำกิจการงานตามปรกติประจำวันไม่ได้
                   ถ้าเขาขับรถยนต์และเจริ­วิปัสสนา
                   เขาก็จะไม่รู้ว่าขณะไหนไฟจราจรเป็นไฟเขียวและขณะไหนเป็นไฟแดง
                   การปฏิบัติในลักษณะนี้ไม่ใช่สัมมามัคค์ การเจริ­มัคค์มีองค์ ๘
                   เป็นการเจริ­สัมมาทิฏฐิ
                   ความเห็นถูกในสภาพธรรมทั้งหลายในชีวิตประจำวัน 
                                ก. ดิฉันยังไม่เห็นว่าขณะเจริ­วิปัสสนานั้น
                   จะดำเนินชีวิตปรกติประจำวันได้อย่างไร
                   ได้ทราบว่าขณะปฏิบัติวิปัสสนานั้นห้ามดื่มเหล้า 
                                ข. จะห้ามคนอื่นไม่ให้ดื่มเหล้าได้อย่างไร
                   เพราะสติต่างหากที่ทำให้ยับยั้งและละคลายได้ทีละน้อย
                   พระอริยบุคคลเท่านั้นที่รักษาศีล ๕ ได้อย่างสมบูรณ์
                   ปุถุชนย่อมล่วงศีลได้เมื่อมีเหตุปัจจัย เช่น
                   เมื่อมีปัจจัยเราก็อาจจะฆ่าเพื่อป้องกันตัวก็ได้ 
                                เป็นความจริงที่ไม่ใช่แต่เฉพาะการศึกษาธรรมเท่านั้น
                   แต่ว่าเป็นกุศลทุกประการที่เกื้อกูลแก่การเจริ­วิปัสสนา
                   และอีกนัยหนึ่งเมื่อเจริ­สติบ่อย ๆ เนือง ๆ มากขึ้น
                   ก็เป็นปัจจัยให้กระทำกุศลประการต่าง ๆ รวมทั้งการรักษาศีลด้วย
                   เมื่อรู้ทางเจริ­สติปัฏฐานแล้วก็ย่อมจะเปลี่ยนทางดำเนินชีวิต
                   และละเว้นทุจริตกรรม 
                                ก. ถ้าเช่นนั้น สติปัฏฐานก็มีผลที่ดิฉันขอเรียกว่า
                   ปาฏิหาริย์ที่ทำให้อุปนิสัยเปลี่ยนไปได้ใช่หรือไม่ 
                                ข. คนเราอยากจะแก้อุปนิสัย แต่ไม่รู้ว่าจะแก้ได้อย่างไร
                   คุณอยากจะแก้อุปนิสัยให้ดีขึ้นไหม มีหนทางใดบ้างไหม
                   ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
                   ปัจจัยที่ทำให้อุปนิสัยเปลี่ยนไปได้มากนั้นก็คือการเจริ­วิปัสสนา
                   ความเห็นชอบในสภาพธรรมตามความเป็นจริง
                   ทุกคนจะรู้ด้วยตัวเองว่าเมื่อเจริ­มัคค์มีองค์ ๘ นั้น อุปนิสัยจะค่อย
                   ๆ เปลี่ยนไป แม้ว่าจะยังไม่บรรลุอริยสัจจธรรมก็ตาม 

                                                                                                         สัมมาวายาโม
                                ก. สติเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัย เราบังคับให้สติเกิดไม่ได้
                   สติเป็นอนัตตา
                   เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกว่าจะทำความเพียรให้มีสตินั้นก็ไม่ได้
                   ได้ทราบว่าสัมมาวายะมะความเพียรชอบเป็นมัคค์องค์ ๑
                   ในมัคค์มีองค์ ๘ ความเพียรชอบมีลักษณะอย่างไร 
                                ข. สัมมาวายามะหรือความเพียรชอบได้แก่วิริยะเจตสิก
                   ในวิสุทธิมัคค์ (ขันธนิเทส) แสดงลักษณะของวิริยะเจตสิกว่า
                   ความเป็นผู้ขมักเขม้น ชื่อ วิริยะฯ
                   คุณข้อนั้นมีความอุตสาหะเป็นลักษณะ
                   มีอาการอุดหนุนสัมปยุตธรรมซึ่งเกิดร่วมเป็นรส (กิจ)
                   มีความไม่ย่อท้อเป็นเครื่องปรากฏ มีความสลดเป็นปทัฏฐาน
                   เพราะพระบาลีเป็นพยานว่า ผู้สลดย่อมตั้งเพียรพยายามโดยชอบ
                   อีกอย่างหนึ่ง มีวัตถุเป็นเหตุเริ่มเพียรเป็นปทัฏฐาน
                   ที่บุคคลปรารภถูกต้องแล้ว พึงเห็นว่า เป็นมูลรากแห่งสรรพสมบัติ 
                                วิริยะเป็นนามธรรมชนิดหนึ่งซึ่งเรายึดถือว่าเป็นตัวตนจริงหรือไม่?
                   วิริยะมีหลายชนิด มีวิริยะที่เป็นอกุศลและวิริยะที่เป็นกุศล
                   วิริยะที่เป็นไปในทาน ในศีล ในการเจริ­สมถะขั้นต่าง ๆ
                   และวิริยะที่เป็นสัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ)
                   ซึ่งเป็นองค์ของมัคค์มีองค์ ๘ นั้นก็อีกอย่างหนึ่ง 
                                สัมมาวายามะ ซึ่งเป็นองค์ของมัคค์มีองค์ ๘ นั้น
                   เกิดร่วมกับสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) และสัมมาสติ
                   (ความระลึกชอบ)
                   เกิดร่วมกับจิตที่ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม
                   การเจริ­ปั­­าให้รู้แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริงนั้น
                   จะต้องเจริ­สติอยู่เสมอ
                   สัมมาวายามะทำให้เพียรระลึกรู้ลักษณะของนามธรรม
                   และรูปธรรมที่ปรากฏอยู่เสมอ 
                                ก. ที่กล่าวว่า
                   เมื่อสัมมาทิฏฐิรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมนั้น
                   มีสัมมาวายามะเกิดร่วมด้วย แต่ถ้ามีสติเกิดขึ้นนิด ๆ หน่อย ๆ
                   จะไม่ควรพากเพียรให้เกิดสติมาก ๆ หรือ 
                                ข.
                   การพยายามที่จะให้เกิดสตินั้นเป็นเพราะความเห็นผิดว่ามีตัวตน
                   ถ้าคิดจะบังคับให้สติเกิด และพยายามจะจับอารมณ์ปัจจุบัน
                   เป็นความจริงที่ว่าควรเจริ­สัมมาสติ
                   แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะบังคับให้สติเกิดได้ แต่หมายความว่า
                   จะต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องในลักษณะของนามธรรม
                   และรูปธรรม และในข้อปฏิบัติ
                   ไม่ควรลืมว่าความเห็นถูกเป็นองค์แรกของมัคค์มีองค์ ๘
                   เมื่อจิตที่รู้ลักษณะของนามเกิดร่วมด้วย สัมมาวายามะในมัคค์มีองค์
                   ๘ เป็นความเพียรในทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา 
                                ก. การดำเนินมัชฌิมาปฏิปทานั้นยากยิ่ง
                   ถ้าใช้ความเพียรมากไปก็เป็นความเห็นผิดว่ามีตัวตนอีก
                   ถ้าไม่เพียรเสียเลยก็จะเป็นการละเลยไป
                   ไม่รู้ว่าจะดำเนินทางสายกลางได้อย่างไร 
                                ข. ถ้าคิดเรื่องเพียรมากไปน้อยไปก็เป็นตัวตนอีก
                   อย่าปนสัมมาวายามะในมัคค์มีองค์ ๘ กับคำว่า
                   ความพากเพียรพยายามที่เราใช้กันอยู่
                   สัมมาวายามะที่เป็นมัคค์มีองค์ ๘
                   เกิดเมื่อมีสติระลึกรู้สภาพธรรมที่เกิดปรากฏแล้วเพราะเหตุปัจจัย
                   ไม่ใช่เพราะความจงใจของเรา
                   ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องความพากเพียร
                   เพราะขณะใดที่มีสัมมาสติก็มีสัมมาวายามะด้วย
                   สัมมาวายามะเกิดในขณะที่ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม เช่น
                   การเห็น การได้ยิน การคิดนึก และ สี เสียง เป็นต้น
                   ที่ปรากฏในขณะนั้น 
                                ก. เข้าใจว่าความเพียรในการเจริ­วิปัสสนานั้น
                   ต่างกับความเพียรในการเจริ­สมถะ เวลามีอกุศลจิตเกิดขึ้น
                   ก็ควรเพียรให้กุศลจิตเกิด คนที่เจริ­สมถภาวนา
                   และคนที่เจริ­วิปัสสนาจะเพียรให้เกิดกุศลจิตโดยวิธีต่างกัน
                   ใช่หรือไม่ 
                                ข. คนที่เจริ­สมถะให้จิตจดจ่อที่อารมณ์กรรมฐาน
                   เพื่อระงับอกุศลจิตชั่วคราว เป็นวิริยะของการเจริ­สมถะ
                   ซึ่งต่างกับสัมมาวายามะในมัคค์มีองค์ ๘
                   คนที่เจริ­วิปัสสนารู้ว่าอกุศลจิตเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง
                   ที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
                   จึงละคลายการยึดถืออกุศลจิตว่าเป็นตัวตนลงได้
                   ขณะที่ระลึกรู้นั้นก็มีสัมมาวายามะในมัคค์มีองค์ ๘ ด้วย 
                                ข้อสำคั­นั้นจะต้องรู้ว่าเจริ­สมถภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนา
                   คนที่กล่าวว่าเจริ­วิปัสสนาแต่ไม่ระลึกรู้ลักษณะของอกุศลจิต
                   ก็ไม่ได้เจริ­มัคค์มีองค์ ๘ คนโดยมากกลัวกิเลสหยาบ
                   แต่ไม่เห็นโทษของกิเลสละเอียดที่สะสมอยู่ในจิต
                   กิเลสละเอียดนั้นมีโทษภัย
                   เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลจิตและอกุศลกรรม
                   เป็นปัจจัยให้เกิดแล้วเกิดอีก
                   การเจริ­วิปัสสนาเป็นทางเดียวที่จะดับกิเลสละเอียดให้หมดสิ้นได้
                                ก. ที่กล่าวว่า
                   ขณะที่จิตระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมนั้น
                   มีสัมมาทิฏฐิและมีสัมมาวายามะด้วย ก็ชอบแล้ว
                   แต่ในตอนแรกนั้นจะมีสัมมาทิฏฐิได้อย่างไร 
                                ข. เมื่อเข้าใจข้อปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว
                   ก็เป็นปัจจัยให้สติเจริ­ขึ้น และความเห็นถูกในสภาพธรรมก็ค่อย
                   ๆ เจริ­ขึ้นด้วย เมื่อเห็นอวิชชาของตนเองชัดขึ้น
                   ก็จะเห็นคุณของสติยิ่งขึ้น ไม่มีทางอื่นเลยที่ละอวิชชาได้
                   การรู้ข้อนี้เป็นปัจจัยให้สัมมาวายามะเจริ­ขึ้นด้วย 
                                คนที่ไม่รู้ความจริงคิดว่า รู้ลักษณะของการเห็น การได้ยิน
                   และ สี เสียง เป็นต้น ชั่ว ๒ - ๓ ขณะก็พอแล้ว
                   เขากล่าวว่าเขารู้นามธรรมและรูปธรรมแล้ว
                   เขาอาจจะคิดว่าเขารู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม
                   แต่เขายังไม่รู้แจ้งชัดในลักษณะของสภาพธรรม
                   เขาไม่รู้ลักษณะที่ต่างกันของได้ยินกับเสียง เขาเอาเสียงเป็นได้ยิน
                   และเอาได้ยินเป็นเสียง
                   เพราะเขาไม่รู้ว่าขณะนั้นลักษณะใดเป็นเสียง
                   และลักษณะใดเป็นได้ยิน 
                                ก. ดิฉันคิดว่าดิฉันรู้ลักษณะที่ไม่เที่ยงของการเห็น
                   รู้ว่าการเห็นดับไป เพราะนามธรรมอื่นปรากฏ เช่น
                   ขณะที่ได้ยินก็แสดงชัดแล้วว่าการเห็นได้ดับไปแล้ว 
                                ข. คุณเพียงรู้ความไม่เที่ยงด้วยการคิดเท่านั้น
                   ไม่ใช่ด้วยการประจักษ์สภาพธรรม
                   เวลาที่คิดเรื่องการเห็นนั้นไม่รู้เลยว่าจิตเกิดดับนับไม่ถ้วนเป็นวิถีจิต
                   (จิตที่รู้อารมณ์ทางทวาร) ต่างๆ กัน
                   ถ้าไม่ได้เจริ­สติจนถึง­าณขั้นสูงแล้ว
                   ก็จะไม่ประจักษ์ความไม่เที่ยงของจิต 
                                ก.
                   เป็นความจริงที่ว่าการรู้ชัดในความไม่เที่ยงนั้นเป็นประการสำคั­
                   ตราบใดที่ไม่ประจักษ์ความไม่เที่ยง
                   ก็ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
                   ทำอย่างไรจึงจะไวพอที่จะจับความไม่เที่ยงของจิตได้ 
                                ข.
                   ตัวตนที่พยายามจะจับสภาพธรรมย่อมเห็นความจริงข้อนี้ไม่ได้
                   ปั­­าเท่านั้นที่จะรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมในขณะนั้นได้
                                ก. เมื่อเริ่มเจริ­สติ สติจะรู้อะไรได้บ้าง 
                                ข.
                   สติระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฎทางทวารใดก็ได้
                   แต่ยังไม่มีความรู้ชัดในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม
                   บางคนบอกว่าเขาเชื่อว่าใครๆ ก็รู้ว่าได้ยินไม่มีเสียง
                   เขาแปลกใจว่าทำไมจึงสงสัยกัน
                   คนที่กล่าวเช่นนี้ไม่รู้ความต่างกันของความรู้ขั้นปริยัติ
                   กับการรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรม
                   เมื่ออบรมปั­­าให้เจริ­ขึ้นด้วยการเจริ­วิปัสสนาเท่านั้น
                   จึงจะรู้ชัดในสภาพธรรมที่กำลังปรากฎในขณะนี้ได้ 
                                ก. สภาพธรรมเกิดพร้อมกันหลายอย่าง
                   ควรจะระลึกรู้สภาพธรรมใดก่อน 
                                ข. เป็นความจริงที่สภาพธรรมเกิดพร้อมกันหลายอย่าง เช่น
                   รูปร่างกายประกอบด้วยรูปร่างหลายชนิดเกิดดับสืบต่อกัน รูปดิน
                   น้ำ ไฟ ลม เกิดร่วมกันและดับไปพร้อมกัน
                   แต่จิตรู้ลักษณะของสภาพธรรมได้ทีละอย่าง
                   เพราะจิตดวงหนึ่งก็รู้อารมณ์หนึ่งเท่านั้น
                   เมื่อสัมมาสติเกิดร่วมกับจิตก็ย่อมจะระลึกรู้สภาพธรรมได้ทีละหนึ่งอย่าง
                   เวลาที่บอกว่าลักษณะแข็งปรากฏ
                   ก็ไม่ใช่ว่ารูปแข็งรูปเดียวเกิดขึ้นในลักษณะนั้นโดยที่ไม่มีรูปอื่นๆ
                   เกิดด้วย
                   เวลาที่กล่าวว่าลักษณะแข็งปรากฏนั้นก็หมายความว่าขณะนั้นจิตรู้สภาพที่แข็ง
                   เมื่อสติเกิดร่วมกับจิตใด สติก็ระลึกรู้อารมณ์เดียวกับจิตนั้น
                   ขณะนั้นจิตก็ระลึกรู้ว่า
                   สภาพแข็งนั้นเป็นลักษณะของรูปอย่างหนึ่งไม่ใช่ตัวตน
                   การที่สติจะระลึกรู้อารมณ์ใดนั้นบังคับไม่ได้
                   ไม่มีกฏเกณฑ์ว่าให้สติระลึกสภาพธรรมใดก่อนหลัง
                   แล้วแต่สติที่จะระลึกรู้นามธรรมใดและรูปธรรมใด 
                                การรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมด้วยการเจริ­สตินั้น
                   ไม่ใช่การรู้โดยขั้นปริยัติ ในพระสูตรจะสังเกตได้ว่า
                   พระผู้มีพระภาคตรัสเนืองๆ
                   เรื่องการรู้ชัดในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมทางทวาร ๖
                   เช่น ในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรคสัปปายสูตรที่ ๑
                   พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย
                   เราจะแสดงปฏิปทาอันเป็นอุปการะแก่นิพพานแก่เธอทั้งหลาย
                   เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
                   ปฏิปทาอันเป็นอุปการะแก่นิพพานเป็นไฉน
                   ภิกษุในศาสนานี้ย่อมเห็นว่าจักษุไม่เที่ยง รูปทั้งหลายไม่เที่ยง
                   จักษุวิ­­าณไม่เที่ยง จักษุสัมผัสไม่เที่ยง แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา
                   หรืออทุกขมสุขเวทนา
                   ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัยจัยก็ไม่เที่ยง
                   ฯลฯ….ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นปฏิปทาอันเป็นอุปการะแก่นิพพานฯ"
                                การคิดพิจารณาว่าสภาพธรรมทั้งหลายไม่เที่ยงนั้น
                   จะทำให้บรรลุนิพพานได้หรือ?
                   การละคลายการยึดถือว่าเป็นตัวตนนั้น
                   หมดสิ้นไปเพียงด้วยการคิดนึกเท่านั้นไม่ได้
                   ปั­­าที่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่กำลังปรากฏเท่านั้น
                   ที่รู้ชัดในสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้
                   เมื่อรู้ชัดสภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้ว
                   ก็ละคลายความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนได้จริง ผู้ที่เข้าใจผิดว่า
                   รู้สภาพธรรมแล้วย่อมไม่เข้าใจความหมายของพระสูตรนี้
                   ทำไมพระผู้มีพระภาคจึงตรัสแล้วตรัสอีกว่า จักษุ จักษุวิ­­าณ
                   รูปารมณ์ไม่เที่ยง? เพื่อทรงโอวาทให้สาวกเจริ­สติ
                   เพื่อวันหนึ่งจะได้รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง 
                                ก. ดิฉันรู้สึกว่ายากที่จะรู้ลักษณะที่ต่างกันของได้ยินและเสียง
                   ถ้าไม่พยายามแล้วจะรู้ได้อย่างไร ในตอนแรก ๆ
                   นั้นไม่ต้องรู้ว่าได้ยินกับเสียงต่างกันจะไม่ดีกว่าหรือ
                   จะรู้ลักษณะที่ต่างกันของรูปที่ปรากฎทางกายทวารไม่ดีกว่าหรือ 
                                ข. จะต้องรู้ลักษณะของนามธรรม
                   และรูปธรรมทั้งปวงที่ปรากฎทางทวารต่างๆ
                   ไม่ควรเจาะจงเลือกระลึกรู้นามใดรูปใดทั้งสิ้น
                   การเจาะจงไม่ใช่สัมมามัคค์
                   จะต้องรู้ลักษณะของได้ยินและเสียงด้วย
                   ถ้าจะรู้แต่ได้ยินอย่างเดียวก็เหมือนกับว่าโลกนี้ไม่มีเสียงเลย
                   ถ้าจะรู้แต่เสียงก็เสมือนว่าไม่มีนามธรรมที่รู้เสียง
                   ถึงอย่างไรก็ย่อมไม่สามารถจะรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมได้อย่างรวดเร็ว
                   แม้วิปัสสนา­าณแรก คือ นามรูปปริจเฉท­าณ
                   (­าณที่รู้ชัดในลักษณะที่ต่างกันของนามธรรม
                   และรูปธรรมโดยสภาพที่ไม่ใช่ตัวตน) ก็จะเกิดไม่ได้ ถ้าไม่ได้เจริ­
                   (เหตุคือ) สติที่สมควร (แก่ผลคือ­าณนั้น) แล้ว 
                                สำหรับคุณเองนั้น คุณคิดว่าเจริ­สติมั่นคงแล้วหรือ
                   รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมต่างๆ
                   ที่ปรากฏทางทวารต่างๆ แล้วหรือ
                   ไม่สับสนว่าอารมณ์ใดปรากฎทางทวารไหนหรือ? 
                                ก. ไม่ถึงขั้นนั้นแน่ 
                                ข. จะมีความรู้ชัดในสภาพธรรมได้อย่างไร
                   เมื่อยังไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏทางทวารต่างๆ 
                                การใคร่ครว­เหตุผลเหล่านี้จะทำให้รู้ตัวว่ารู้น้อยแค่ไหน
                   คนที่หลงเข้าใจว่ารู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้ว
                   ก็เจริ­ปั­­าไม่ได้
                   แต่เมื่อรู้ตัวว่ารู้น้อยแค่ไหนก็ย่อมจะอบรมปั­­าให้เจริ­ขึ้นได้ 
                                เมื่ออบรมปั­­าก็จะเริ่มเห็นความต่างกันของความรู้ขั้นปริยัติ
                   กับการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม
                   จะรู้ว่าการมีสติเพียงบางขณะนั้นไม่พอ
                   จะต้องเจริ­สติระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมเนืองๆ
                   อีกมากมายนักกว่าจะชินกับลักษณะของสภาพธรรมทั้งหลาย
                   และรู้ชัดในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมยิ่งขึ้น
                   จะรู้ว่าการเจริ­สติปัฏฐานมีประโยนย์ยิ่งเพียงใด
                   การเจริ­มัคค์มีองค์ 8
                   เป็นทางเดียวที่จะรู้สภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง 
                                ก. สติเกิดบ่อยๆ แต่ทำอย่างไรจึงจะให้สัมมาวายามะเจริ­ขึ้น
                   จะได้เป็นผู้ไม่ละเลย 
                                ข. พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมว่า
                   ควรเร่งรีบเจริ­สติปัฏฐาน
                   พระองค์ทรงโอวาทให้สาวกเจริ­สติไม่ว่าจะอยู่ ณ สถานที่ใด
                   เวลาใด พระองค์ทรงแสดงความทุกข์ของอดีตชาติ
                   ปัจจุบันชาติและอนาคตชาติ
                   ถ้าผู้นั้นยังมิได้กระทำให้ถึงที่สุดแห่งภพชาติ 
                                ในขุททกนิกาย ทุกนิบาต วรรคที่ 5
                   วัชชิตเถรคาถามีข้อความว่า
                   ท่านพระวัชชิตบรรลุอรหัตต์แล้วกล่าวว่า 
                                เมื่อเรายังเป็นปุถุชนมืดมนอยู่ 
                                ไม่เห็นอริยสัจ 
                                จึงได้ท่องเที่ยววนเวียนไปมา 
                                อยู่ในคติทั้งหลายตลอดกาลนาน 
                                บัดนี้ เราเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว 
                                กำจัดสงสารได้แล้ว 
                                คติทั้งปวงเราก็ตัดขาดแล้ว 
                                บัดนี้ภพใหม่มิได้มี 
                                เราไม่รู้ว่าเราจะอยู่ในโลกนี้อีกนานสักเท่าไหร่
                   และไม่รู้ว่าชาติหน้านั้นจะเจริ­วิปัสสนาได้หรือไม่
                   เมื่อศึกษาพระธรรมเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย และภัยของการเกิด
                   ก็จะทำให้ไม่ละเลยที่จะเจริ­สติเท่าที่จะกระทำได้
                   เมื่อรู้ว่าควรเร่งรีบจะเจริ­สติ สัมมาวายามะก็จะเจริ­ขึ้น
                   ไม่ต้องคิดว่าจะตั้งใจพยายาม
                   สัมมาวายามะเป็นองค์มัคค์ประจำในมัคค์มีองค์ ๘
                   ทำให้สติระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมอยู่เนืองๆ ไม่รีรอ
                   สภาพธรรมเช่น การเห็น สี ได้ยิน คิดนึก เป็นต้น
                   ปรากฎนับไม่ถ้วนตลอดวัน แต่สติไม่ระลึกรู้
                   ถ้าสติไม่ระลึกรู้เดี๋ยวนี้แล้ว
                   เมื่อไหร่จึงจะประจักษ์สภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริงเล่า 
                                ก. คุณกล่าวว่า
                   การคิดถึงภัยของการเกิดจะทำให้ไม่ละเลยการเจริ­สติ
                   ดิฉันสงสัยว่าความกลัวนรกจะเป็นประโยชน์บ้างไหม 
                                ข. พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว
                   ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น ฉะนั้นเราจึงควรศึกษาพระธรรมอยู่เสมอ
                   เพราะเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตของเรานั้น
                   เราจะพบว่าพระธรรมที่ได้ทรงแสดงแล้วอย่างสมบูรณ์นั้นทำให้อาจหา­
                   ร่าเริงในการเจริ­สติ เราละเลยและหลงลืมสติบ่อยๆ
                   แต่เมื่อศึกษาพระธรรมเรื่องการเกิดในนรก
                   ก็ทำให้สติเกิดขึ้นระลึกได้อีก เราไม่ควรวิตกกังวลในเรื่องนรก
                   การวิตกกังวลเป็นเรื่องอกุศล
                   แต่เราควรรู้ว่าการเจริ­วิปัสสนาและรู้แจ้งอริยสัจธรรมเท่านั้น
                   ที่จะทำให้พ้นจากภัยของการเกิดในอบายภูมิได้
                   ยิ่งมีความรู้จริงว่าได้สะสมกิเลสมาแล้วมากมายเพียงใด
                   และยังจะสะสมอยู่ ก็จะทำให้เร่งรีบเจริ­มัคค์มีองค์ ๘ ยิ่งขึ้น 

                                                                                                                สัมมาสติ
                                ก.
                   ถ้าไม่มีสติก็เจริ­ปั­­าที่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงไม่ได้
                   มีอะไรที่เราควรทำบ้างไหมเพื่อให้เกิดสติเสียก่อน
                   แล้วภายหลังปั­­าที่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมก็จะได้เกิดขึ้น
                                ข. คนโดยมากคิดว่าสัมมาสติในมัคค์มีองค์ 8
                   เป็นอะไรอื่นที่ไม่ใช่การระลึกรู้ลักษณะของนามธรรม
                   และรูปธรรมที่กำลังปรากฎในขณะนี้ ขณะนี้คุณกำลังนั่ง
                   มีแข็งไหม รู้ได้ไหม 
                                ก. รู้ได้ 
                                ข. ขณะที่ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรม
                   และรูปธรรมที่ปรากฏทางทวารหนึ่งทวารใดนั้น ก็เป็นสติ
                   คนโดยมากคิดว่าจะต้องทำอะไรพิเศษเพื่อให้เกิดสติ
                   และคิดว่าเมื่อตั้งใจให้เกิดสติแล้ว
                   ก็จะรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมได้ 
                                สัมมาสติ การระลึกชอบเป็นองค์หนึ่งในมัคค์มีองค์ 8
                   เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ
                   ความเห็นชอบในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏทาง
                   ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีสัมมาสติด้วย
                   สัมมาสติต้องเกิดร่วมกับสัมมาทิฏฐิ 
                                ก. แต่ก็ต้องเจริ­สติด้วย เราไม่ต้องทำอะไรพิเศษ
                   และเว้นไม่ทำอะไรตามปรกติเพื่อให้มีสติมากขึ้นหรือ 
                                ข. การศึกษาธรรม การพิจารณาธรรม
                   การศึกษาเรื่องข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง
                   การรู้คุณเอนกประการของสติเหล่านี้เป็นปัจจัยให้เกิดสติ
                   เมื่อทราบว่าสติเป็นอนัตตา
                   เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยและรู้จากการปฏิบัติด้วยตัวเองว่า
                   ตั้งใจให้สติเกิดไม่ได้
                   เราก็จะเลิกทำสิ่งที่เราคิดว่าจะต้องทำขึ้นพิเศษเพื่อให้มีสติมากๆ 
                                ก. จริง เมื่อนั่งเฉยๆ ที่บ้านและพยายามให้เกิดสติ สติก็ไม่เกิด 
                                ข. คนที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง
                   รู้ว่าจุดประสงค์ของการเจริ­วิปัสสนานั้น
                   เพื่อรู้จักตัวเองและชีวิตประจำวัน
                   เขาจึงไม่ทำอะไรที่ผิดปรกติขึ้นเพื่อจะให้เกิดสติมากๆ
                   เขาจะไม่ฝืนนั่งนานๆ และคอยให้สติเกิด การนั่งเฉยๆ
                   ไม่ทำอะไรเลยเป็นปรกติของคุณหรือเปล่า 
                                ก. ไม่ใช่ ธรรมดาดิฉันก็อ่านหนังสือบ้าง เขียนหนังสือบ้าง
                   ยืน เดิน แล้วก็ทำอะไร ๆ 
                                ข. เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าคุณใคร่จะรู้ชีวิตประจำวันของคุณ
                   คุณควรจะฝืนทำอะไรที่ผิดปรกติหรือไม่ 
                                ก. ไม่ควร ดิฉันเห็นแล้วว่า
                   ถ้าทำสิ่งที่เคยทำเป็นปรกติตามที่ได้สะสมมาก็จะรู้จักตัวเองดีขึ้น
                   แต่สติก็มีประเดี๋ยวเดียว จะรู้สภาพธรรมได้อย่างไร 
                                ข. ขณะของสติสั้นมาก เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปพร้อมกับจิต
                   สติไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวตน สติเกิดแล้วก็ดับ แต่ก็เกิดอีกเมื่อมีเหตุปัจจัย
                   ฉะนั้นการรู้ลักษณะของนามธรรมรูปธรรมจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
                   ถ้าคุณไม่รู้ว่าสติเป็นนามธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
                   และไปพยายามจงใจให้เกิดสติ
                   คุณก็ยึดถือว่าสติเป็นตัวตนและปั­­าก็เจริ­ไม่ได้ 
                                ก. ดิฉันสังเกตว่าเวลาทำกุศล สติเกิดบ่อยๆ
                   การทำกุศลเป็นปัจจัยให้เกิดสติใช่ไหม 
                                ข. ความเห็นถูกเป็นปัจจัยของสัมมาสติในมัคค์มีองค์ 8
                   กุศลกรรมเป็นประโยชน์
                   แต่ไม่ควรคิดว่าสติเกิดไม่ได้เมื่อมีอกุศลจิต
                   พระผู้มีพระภาคตรัสว่าควรรู้สภาพธรรมทุกอย่าง
                   การเจริ­สติไม่ควรจำกัดเวลาและสถานที่ 
                                ก. แต่ว่าคนที่เริ่มเจริ­สติ
                   ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่เฉพาะหรือ 
                                ข. ประการสำคั­ก็คือการเข้าใจที่ถูกต้อง
                   การเจริ­วิปัสสนาจะทำให้รู้ชัดในโลก ๖ โลก คือโลกทางตา
                   ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
                   เราจะต้องพิจารณาให้รู้ความต่างกันของโลกทั้ง ๖ โลก
                   เพื่อให้รู้สัจจธรรม มีโลก ๖ โลกนี้ทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
                   ฉะนั้นจึงควรระลึกรู้สภาพนามธรรมและรูปธรรมทั้ง ๖ โลก
                   เพื่อให้รู้ความจริง 
                                ก. ในตอนแรกๆ ก็มีสติเพียงเล็กๆ น้อยๆ
                   และก็จะเกิดท้อถอยเพราะคิดว่าจะไม่เกิดผลอะไรเลย
                   ถ้าเช่นนั้นไปอยู่ในที่เงียบๆ อย่างที่สำนักปฏิบัติ จะไม่ดีกว่าหรือ 
                                ข. พอเริ่มเจริ­วิปัสสนา ก็ใคร่จะได้ผลอย่างรวดเร็วเหลือเกิน
                   อยากประจักษ์สภาพของนามธรรมและรูปธรรมตามความเเป็นจริง
                   อยากละกิเลสให้หมดโดยรวดเร็ว
                   เมื่อคร่ำเคร่งเพียรบังคับสติจึงไม่ใช่สัมมามัคค์
                   คนที่ปฏิบัติผิดไม่ได้เจริ­สัมมาสติและปั­­าก็เจริ­ไม่ได้ 
                                คนที่ไม่ได้เจริ­สติระลึกรู้สภาพธรรมในชีวิตประจำวันนั้น
                   ไม่ได้เจริ­มัคค์มีองค์ ๘ บางคนก็กล่าวว่า
                   เวลาเจริ­วิปัสสนาเขาแยกตัวออกจากชีวิตปรกติประจำวัน
                   เขาเรียกชีวิตที่หลงลืมสติว่าชีวิตปรกติประจำวัน
                   และชีวิตที่มีสติว่าชีวิตกรรมฐาน การที่เขาแยกการเจริ­สติออก
                   และถือว่าเป็นส่วนต่างหากจากชีวิตประจำวัน
                   ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้เจริ­มัคค์มีองค์ ๘ 
                                บางคนก็ยากที่จะเข้าใจว่าการเจริ­มัคค์มีองค์ ๘ นั้น คือ
                   การรู้ชีวิตประจำวัน มัคค์มีองค์ ๘ เป็นมัชฌิมาปฏิปทา