อำนาจของผู้นำ

อำนาจและความเป็นผู้นำ

ผศ.วินัย  เพชรช่วย


หน้าที่พื้นฐานอย่างหนึ่งของการบริหารคือการเป็นผู้นำ การเป็นผู้นำคือการใช้อิทธิพลและการจูงใจบุคคลอื่นให้ทำงานร่วมกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายของกลุ่มหรือองค์การ เหตุผลหนึ่งที่ทำให้บุคคลยอมรับการเป็นผู้นำเพราะผู้นำมีอำนาจ การได้มีซึ่งอำนาจและวิธีการใช้อำนาจอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญต่อความเป็นผู้นำ

ประเภทของอำนาจ

อำนาจในการทำงานหรือการบริหารงานอาจเรียกรวมว่าเป็นอำนาจในการบริหาร แยกได้เป็นสองส่วนคือ อำนาจตามตำแหน่ง และอำนาจส่วนบุคคล

อำนาจตามตำแหน่ง 
เป็นอำนาจที่เกิดจากพื้นฐานของสิ่งที่มีมาพร้อมกับตำแหน่งงานที่ผู้บริหารหรือผู้นำสามารถให้แก่บุคคลอื่นได้ จะมีโดยทันทีเมื่อได้รับตำแหน่งตามสายงานในแต่ละองค์การ จะถูกใช้อย่างไรและประสบความสำเร็จเพียงไหนมีความแตกต่างกันระหว่างผู้บริหารแต่ละคน แต่อำนาจเหล่านี้จะหมดไปเมื่อพ้นจากตำแหน่ง ได้แก่ อำนาจตามกฎหมาย อำนาจการบังคับ อำนาจการให้รางวัล และอำนาจทางข้อมูล

อำนาจตามกฎหมาย (legitimate power) เป็นอำนาจที่เกิดจากบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบตามตำแหน่งที่บุคคลดำรงอยู่ ทำให้มีอิทธิพลโดยตัวมันเองต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องในหน่วยงานหรือองค์การนั้น เช่น อำนาจของนายจ้าง หรือผู้จัดการบริษัท หรืออำนาจของเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เช่น ตำรวจ ผู้พิพากษา ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาจะต้องยอมรับการกระทำและปฏิบัติตามคำสั่งหรือข้อกำหนดจากบุคคลซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายนี้โดยมิอาจหลีกเลี่ยง แม้ว่าการยอมรับนั้นทำให้มีข้อจำกัดในพฤติกรรมบางอย่างก็ตาม อำนาจตามกฎหมายมักจะใช้กันเสมอในกรณีเพื่อลดการขัดแย้ง เช่น เมื่อผู้มีอำนาจทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยกรณีที่ขัดแย้งกัน หรือเมื่อต้องการให้ผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่ายินยอมกระทำตามที่ตนเองต้องการ

อำนาจการบังคับ (coercive power) บุคคลจะมีอำนาจการบังคับเมื่อเขาสามารถกำหนดการลงโทษ และยกเลิกรางวัล หรือสิทธิที่เคยมีของบุคคลอื่นในกลุ่มได ้ถ้าการปฏิบัติของคนเหล่านั้นไม่เป็นที่ถูกต้องพอใจ ตำแหน่งต่างๆ มีอำนาจนี้ในระดับที่แตกต่างกัน การลงโทษพนักงานคนหนึ่งที่ทำงานไม่เป็นที่พอใจของผู้นำจะเป็นการสร้างความกดดันต่อพนักงานคนอื่นๆ ให้พยายามทำงานให้ถูกต้องและเป็นที่พอใจมากขึ้น พนักงานจะหลีกเลี่ยงผู้นำที่ใช้อำนาจการบังคับและรู้สึกไม่ชอบผู้นำ พนักงานอาจกระทำตามที่ผู้นำต้องการแต่ไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอีก ถ้าการใช้อำนาจนี้กระทำโดยโปร่งใส ให้เป็นที่เข้าใจชัดเจนถึงเหตุผล ผลดีก็มีมาก

อำนาจการให้รางวัล (reward power) บุคคลจะมีอำนาจการให้รางวัลเมื่อเขาสามารถให้สิ่งซึ่งเป็นคุณประโยชน์ สิ่งที่คนอื่นต้องการและพอใจ หรือขจัดความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่คนอื่นได้ เมื่อคนเหล่านั้นได้ปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนี่งแล้ว อำนาจนี้จะมากหรือน้อยเป็นไปตามระดับที่บุคคลอื่นประเมินคุณค่าของสิ่งที่จะได้รับ และโอกาสที่จะได้รับสิ่งนั้น ถ้าอยู่ในระดับสูงก็ทำให้มีอำนาจมาก แต่ถ้าอยู่ในระดับต่ำอำนาจนี้จะลดน้อยลงไป การใช้อำนาจการให้รางวัลทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีความมุ่งมั่นไปข้างหน้า พนักงานจะพยามทำตามข้อกำหนดหรือคำสั่ง คอยเสนอตัวเพื่อทำงาน เพิ่มความชอบพอในตัวผู้นำ และมีปฏิสัมพันธ์ด้วยในทางที่ดี แต่อำนาจการให้รางวัลก็มีผลร้ายในบางเงื่อนไข เช่น การให้รางวัลที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นในพนักงานบางส่วนว่าเขากำลังถูกซื้อเพื่อให้ทำอะไรที่ไม่เหมาะสมบางอย่างต่อไป ทำให้พนักงานส่วนนี้เริ่มลังเลที่จะทำงานต่อไป บางกลุ่มอาจเริ่มต่อต้านก็ได้

อำนาจทางข้อมูล (informational power) บุคคลจะมีอำนาจทางข้อมูลเมื่อผู้อื่นรับรู้ว่าเขาเป็นแหล่งของข้อมูลข่าวสารสำคัญแห่งเดียว ซึ่งไม่อาจหาจากที่อื่น และข้อมูลนั้นเป็นประโยชน์ต่อการทำงานหรือต่อการบรรลุเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งได้ อำนาจนี้เกิดจากการแสดงความคิดเห็นหรือข้อโต้แย้งโดยมีข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจนน่าเชื่อถือ ตำแหน่งผู้นำในองค์การจะเป็นผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลทางลึกขององค์การได้มากตามระดับของตำแหน่ง ทำให้หัวหน้างานส่วนใหญ่มีอำนาจทางข้อมูลในระดับหนึ่ง

อำนาจส่วนบุคคล
 เป็นอำนาจที่เกิดจากการรับรู้ของบุคคลอื่นที่มีต่อผู้นำ เป็นคุณลักษณะพิเศษส่วนบุคคลที่ผู้นำแต่ละคนมี พื้นฐานที่สำคัญสองอย่างได้แก่ อำนาจความเชี่ยวชาญ และอำนาจการอ้างอิง

อำนาจความเชี่ยวชาญ (expert power) บุคคลจะมีอำนาจความเชี่ยวชาญเมื่อบุคคลอื่นรับรู้และเห็นประจักษ์ในความรู้พิเศษหรือความชำนาญพิเศษบางประการในตัวเขา เป็นความเชี่ยวชาญและความรู้ที่เชื่อถือได้ เชื่อมั่นได้ ผู้ที่มีอำนาจนี้จะดึงดูดให้คนไปปรึกษาหรือพึ่งพาทางความคิด เมื่อต้องการความกระจ่างในเรื่องที่เขามีความเชี่ยวชาญ เขาสามารถให้คำตอบหรือความถูกต้องได้ อำนาจนี้อาจมีผลเสียอยู่บ้าง ถ้าทำให้คนอื่นๆ ในองค์การมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย

อำนาจการอ้างอิง (referent power) บุคคลจะมีอำนาจการอ้างอิงเมื่อคนอื่นๆ อยากจะเป็นหรืออยากจะทำเช่นเดียวกับตัวเขา เป็นความสามารถที่จะปลุกเร้าความเคารพ ความชื่นชมและความจงรักภักดีให้เกิดขึ้นต่อตัวผู้นำ อำนาจนี้อยู่บนพื้นฐานทางบารมีของผู้นำ พนักงานมีความต้องการผูกพันหรือเอาแบบอย่างจากผู้นำมากเท่าไร อำนาจการอ้างอิงก็มีมากเท่านั้น คนที่มีอำนาจการอ้างอิงสูงสามารถมีอิทธิพลต่อการคิดการกระทำของผู้อื่นได้มาก

การใช้อำนาจ

อำนาจที่ผู้นำใช้ออกไปเพื่อให้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้อื่นอาจได้รับปฏิกิริยาโต้ตอบกลับมาในสามลักษณะ คือ 
1) แสดงความผูกพันยอมรับอย่างกระตือรือร้นและทำงานหนักเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 
2) แสดงอาการยินยอม แต่ไม่กระตือรือร้น ไม่แสดงอาการท้อแท้ จะใช้ความพยายามแต่น้อยในการทำตามคำสั่งของผู้นำ และ 
3) แสดงการต่อต้านขัดขวางเป้าหมายของผู้นำและพยายามหลีกเลี่ยงที่จะปฏิบัติตาม

นอกจากนี้ปฏิกิริยาที่โต้ตอบยังขึ้นอยู่กับที่มาของอำนาจและวิธีการใช้อำนาจอีกด้วย ซึ่งมีแนวทางที่ได้เสนอแนะไว้คือ
1. พนักงานโน้มเอียงที่จะแสดงความผูกพันกับการใช้อำนาจการอ้างอิงหรือความเชี่ยวชาญ และยังมีความพอใจและปฏิบัติงานได้ดีขึ้น
2. พนักงานจะแสดงอาการยินยอมเมื่อผู้นำใช้อำนาจตามกฎหมาย ควบคุมข้อมูล และการให้รางวัล
3. พนักงานจะแสดงอาการต่อต้านเมื่อผู้นำใช้อำนาจการบังคับ

ดังนั้นผู้นำที่มีประสิทธิภาพจะพยายามใช้อำนาจการบังคับต่อเมื่อมีความจำเป็นที่สุดเท่านั้น ผู้นำประเภทนี้พบว่าเขาอาจเพิ่มอำนาจ โดยการแบ่งปันอำนาจให้พนักงานอีกด้วย คือ “ผู้นำจะมีอำนาจมากขึ้น ถ้าหากใช้อำนาจให้น้อยลง” อำนาจที่แท้จริงมาจากการให้อำนาจแก่บุคคลอื่นที่อยู่ในตำแหน่งที่กระทำได้ดีกว่า
เจ้าของอำนาจ ผู้นำที่ใช้อำนาจอย่างอวดดีมักได้รับการต่อต้านมากกว่าผู้นำที่อ่อนน้อมถ่อมตน

การใช้อำนาจอย่างถูกต้องของผู้นำจะจูงใจและมีอิทธิพลต่อบุคคลอื่นให้ทำงานหนักเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์การ ในขณะเดียวกัน การใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องจะสามารถทำร้ายองค์การและผลการดำเนินงานขององค์การได้ ผู้นำจึงต้องใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างเหมาะสมเพื่อสร้างความไว้วางใจ ความเชื่อมั่นและความผูกพันร่วมกันของสมาชิกในองค์การ

แนวทางการใช้อำนาจ

การใช้อำนาจการอ้างอิง 
เพื่อเพิ่มพูนอำนาจการอ้างอิง ผู้นำควรเลือกพนักงานที่มีภูมิหลังคล้ายคลึงกับตัวเอง เช่น ว่าจ้างพนักงานที่จนการศึกษาจากสถาบันเดียวกับตน อีกวิธีการหนึ่งคือการเป็นแบบจำลองบทบาท โดยที่ผู้นำจะปฏิบัติตนเหมือนกับที่ต้องการให้พนักงานปฏิบัติตาม พนักงานจะผูกพันกับผู้นำที่มีอำนาจการอ้างอิงโดยพยายามเอาอย่างพฤติกรรมของผู้นำ นอกจากนั้นผู้นำจะต้องไว้วางใจผู้ร่วมงานและพนักงาน ป้องกันผลประโยชน์ของพนักงาน ไวต่อความต้องการและความรู้สึกของพนักงาน

การใช้อำนาจตามกฎหมาย โดยทั่วไปผู้นำใช้อำนาจตามกฎหมายด้วยการสั่งการให้พนักงานกระทำบางสิ่งบางอย่างอย่างเป็นทางการผู้นำควรระมัดระวังให้คำสั่งเป็นไปอย่างสุภาพและจริงใจ และอย่างมีความเชื่อมั่นด้วย ต้องรับผิดชอบและควบคุมสถานการณ์ ผู้นำที่กล่าวว่า “ไม่แน่ใจว่ามีอำนาจหน้าที่ที่จะกระทำสิ่งนี้ แต่.. “ อาจทำให้ขาดความผูกพันและการปฏิบัติตามได้ นอกจากนี้คำสั่งต้องมีความชัดเจน ผู้นำต้องตรวจสอบว่าพนักงานเข้าใจคำสั่งอย่างถูกต้อง และมั่นใจว่าเหมาะสมและชอบธรรมต่อสถานการณ์ จึงจำเป็นต้องอธิบายถึงเหตุผลของคำสั่ง เพื่อให้พนักงานทราบ จะได้กระตือรือร้นต่อการปฏิบัติตาม การใช้อำนาจตามกฎหมายเป็นประจำจะเสริมแรงความชอบธรรมของอำนาจในสายตาของพนักงาน การปฏิบัติตามอำนาจตามกฎหมายควรเป็นบรรทัดฐาน เพราะถ้าพนักงานปฏิเสธคำสั่งแล้ว ฐานอำนาจของผู้นำจะลดน้อยลง ผู้นำจึงต้องบังคับการปฏิบัติตามถ้าจำเป็น

การใช้อำนาจการให้รางวัล 
เป็นฐานอำนาจที่ใช้ได้ง่ายที่สุด และสามารถเพิ่มคุณค่าของอำนาจได้เพียงแต่ค้นหาว่าพนักงานได้ปฏิบัติตามคำสั่งหรือไม่ก่อนให้รางวัล มิฉะนั้นพนักงานจะไม่รับรู้ความเชื่อมโยงกันระหว่างการทำงานกับรางวัล คำสั่งต้องมีทั้งเหตุผลและความเป็นไปได้ เพราะรางวัลจะไม่จูงใจถ้าคิดว่าคำสั่งไม่ควรปฏิบัติตามหรือไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ นอกจากนั้น รางวัลจะต้องไม่ถูกรับรู้ว่าเป็นสินบนหรือข้อเสนอที่มีเล่ห์กล และประการสำคัญถ้ารางวัลไม่มีประโยชน์หรือเขารับรู้ว่าผู้นำไม่สามารถให้เขาได้อย่างแท้จริง ผู้นำก็ไม่อาจจูงใจพนักงานได้ และจะถูกเพ่งเล็งสงสัยในความสามารถของผู้นำในการให้รางวัลมากขึ้น

การใช้อำนาจการบังคับ 
เป็นวิธีการใช้อำนาจที่ยุ่งยากที่สุด เนื่องจากอำนาจการบังคับทำให้เกิดความไม่พอใจและทำลายอำนาจการอ้างอิงลงได้ จึงไม่ควรใช้บ่อยครั้งหรือควรไม่ใช้เลย ความคาดหวังจากอำนาจการบังคับคือการให้พนักงานปฏิบัติตามเท่านั้น ส่วนใหญ่การต่อต้านจะเกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะเมื่อใช้ในวิธีที่เป็นศัตรูหรือเพทุบายบางอย่าง แนวทางการใช้อำนาจการบังคับจึงต้องให้พนักงานได้ทราบกฏและการลงโทษจากการละเมิด เพื่อป้องกันการละเมิดโดยบังเอิญได้ เพราะการมองข้ามการละเมิดข้อบังคับอาจทำลายกฏหรืออำนาจตามกฎหมายของผู้นำได้ หากจะใช้บทลงโทษต้องมีคำเตือนก่อนการลงโทษ การละเมิดกฎครั้งแรกอาจเพียงแต่เตือนต่อผลที่จะเกิดหากละเมิดอีกครั้งหนึ่ง แต่หากละเมิดอย่างรุนแรงต้องลงโทษทันที การรักษาระเบียบวินัยต้องดำเนินการอย่างสม่ำเสมอและเป็นแบบอย่างเดียวกัน

ก่อนลงโทษพนักงาน ผู้นำควรได้รับข้อมูลที่สมบูรณ์ในเรื่องที่เกิดขึ้นก่อน เพราะการลงโทษคนที่ไม่ผิดจะกระจายความไม่พอใจในหมู่พนักงานได้มาก ความเชื่อถือได้ของผู้นำต้องรักษาไว้ ผู้นำที่ข่มขู่เป็นประจำไม่สามารถลงโทษได้จะสูญเสียทั้งความเคารพและอำนาจ โดยทั่วไปความรุนแรงของการลงโทษควรสอดคล้องกับความรุนแรงของการฝ่าฝืน

การใช้อำนาจความเชี่ยวชาญ 
เป็นการส่งเสริมภาพพจน์ของความเชี่ยวชาญโดยการให้คนอื่นรู้ถึงระดับการศึกษา ประสบการณ์ และความสำเร็จของผู้นำ แต่ไม่ควรแสร้งทำรู้ในสิ่งที่ไม่รู้จริง เพราะจะทำให้สูญเสียอำนาจความเชี่ยวชาญอย่างรวดเร็ว ต้องแสดงความเชื่อมั่นและกล้าตัดสินใจและแสดงความเข้าใจในสถานการณ์ที่รับผิดชอบอย่างมั่นใจ ติดตามให้ทันการพัฒนาที่เกี่ยวกับงานของตน ขององค์การและเรื่องที่เป็นความเชี่ยวชาญ และต้องระมัดระวังไม่อวดความเชี่ยวชาญหรือกระทำตนเป็นผู้ที่รู้ไปทุกอย่าง

แนวทางการเพิ่มอำนาจของผู้นำ

ผู้นำหรือผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จมักจะสามารถสร้างและรักษาอำนาจตามตำแหน่งและอำนาจส่วนบุคคลไว้ในระดับที่สูงได้ ที่เรียกกันว่าครองอำนาจก็คือ พฤติกรรมที่มุ่งพัฒนาความสัมพันธ์ที่ทำให้ผู้อื่นปฏิบัติตามได้ อำนาจของผู้นำจะเกี่ยวข้องในความสัมพันธ์สามแบบ คือ จากบนลงล่าง จากล่างขึ้นบน และตามแนวนอน เมื่อสัมพันธ์กับระดับบนหรือหัวหน้าจะต้องใช้อำนาจส่วนบุคคลเพื่อมีอิทธิพลต่อผู้ที่สูงกว่าตน เมื่อสัมพันธ์กับระดับล่างหรือพนักงานสามารถใช้ได้ทั้งอำนาจตามตำแหน่งและอำนาจส่วนบุคคล แต่เมื่อสัมพันธ์ตามแนวนอนในระดับเท่าเทียมกันหรือกับบุคคลภายนอกจำเป็นต้องใช้อำนาจส่วนบุคคลเพื่อมีอิทธิพลต่อคนเหล่านั้น

การเพิ่มอำนาจตามตำแหน่ง เพิ่มสูงขึ้นได้เมื่อผู้นำสามารถแสดงให้บุคคลทั่วไปเห็นว่าหน่วยงานของตนมีความเกี่ยวพันกับเป้าหมายขององค์การโดยรวมสูงมาก สามารถตอบสนองความต้องการเร่งด่วนขององค์การได้ดี แนวทางทั่วไปในการเพิ่มอำนาจตามตำแหน่งคือ

1. เพิ่มบทบาทในการรับผิดชอบด้านข้อมูลที่ผ่านหน่วยงาน และขยายเครือข่ายการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานให้มากขึ้น
2. สร้างดุลยพินิจส่วนตัวจนสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจขั้นแรกในโครงการสำคัญขององค์การ
3. ทำให้งานมีความยุ่งยากในการประเมินโดยมีคำบรรยายงานที่คลุมเครือ หรือสร้างภาษาพิเศษภายในงานของตน
4. หาโอกาสที่จะได้รับการยกย่องส่วนบุคคล โดยการติดต่อกับบุคคลสำคัญหรือผู้อาวุโส มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเฉพาะหรือรายงานความสำเร็จที่เป็นประโยชน์ต่อองค์การ
5. เพิ่มความเกี่ยวพันของงานให้กลายเป็นผู้ประสานงานภายในหรือภายนอก เป็นผู้ตรวจสอบหรือประเมินกิจกรรม หรือเป็นผู้ฝึกอบรมหรือที่ปรึกษาแก่ผู้ทำงานใหม่

การเพิ่มอำนาจส่วนบุคคล 
เกิดจากลักษณะส่วนบุคคลซึ่งมีฐานจากความเชี่ยวชาญและการอ้างอิง แต่ก็สามารถเพิ่มเติมได้อีกเมื่อได้รับตำแหน่งผู้นำ ดังนี้

1. เพิ่มเติมความรู้และข้อมูลเฉพาะด้านจากการศึกษา ฝึกอบรม และประสบการณ์ตรง
2. ปรับปรุงบุคลิกภาพ โดยเสริมลักษณะที่น่าชื่นชอบเพื่อให้มีลักษณะดึงดูดส่วนบุคคล ทั้งทางกายและพฤติกรรมทั่วไปซึ่งส่งเสริมค่านิยมที่สำคัญ
3. แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการทำงานหนักอย่างรับผิดชอบและจริงใจ


เรียบเรียงจาก: สมยศ นาวีการ (2540). การบริหารและพฤติกรรมองค์การ. กรุงเทพ: บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน).

 posted   18/09/46   by Vinai


 

1