ประวัติวัดแจงร้อน

วัดแจงร้อนเป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่ที่ตำบลราษฎร์บูรณะ อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร เป็นวัดโบราณแต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าได้สร้างมาตั้งแต่เมื่อใด และใครเป็นผู้สร้าง จากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุหลายท่านซึ่งมีพื้นฐานภูมิลำเนาเดิมอยู่ในตำบลราษฎร์บูรณะ กล่าวตรงกันว่า วัดแจงร้อนนั้นเดิมชื่อ ”วัดหงษ์ร่อน” แต่มาเปลี่ยนเป็นวัดแจงร้อนตั้งแต่ครั้งใด และด้วยเหตุผลใดไม่ปรากฏ คงเรียกกันว่าวัดแจงร้อนสืบต่อกันมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

 

ที่มาของชื่อ

ชื่อ “วัดหงษ์ร่อน” นั้น ได้ทราบจากเรื่องราว และการสันนิษฐาน ซึ่งเป็นคำบอกเล่าสืบต่อกันมาถึงที่มาของชื่อนี้ว่า

 

“ในขณะที่กำลังสร้างวัดอยู่ ได้มีหงษ์ตัวหนึ่งมาบินร่อนอยู่เหนือบริเวณที่สร้างวัดเป็นเวลานาน แล้วก็บินหายไป บางท่านกล่าวว่า “เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้ว จึงมีหงษ์ตัวหนึ่งมาบินเหนือบริเวณวัด” เพราะเหตุดังกล่าวข้างต้นนี้ ผู้สร้างจึงได้ตั้งชื่อว่า “วัดหงษ์ร่อน” ตามนิมิตที่ได้เห็นนั้น ผู้ที่เคยเห็นอุโบสถเก่าของวัดแจงร้อนบางท่านกล่าวว่า ที่หน้าพระอุโบสถเก่า มีเสาคู่หนึ่งทางด้านพระอุโบสถ ยอดเสาทำเป็นรูปหงษ์กางปีกทั้งสองเสา มาครั้ง พระครูประสิทธิ์สิกขการ (หลวงปู่จวน)  เป็นเจ้าอาวาสได้รื้อพระอุโบสถหลังเดิมออก    แล้วสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ ในปี พ.ศ.2461 เสาที่ยอดเป็นรูปหงษ์ร่อนนั้นจึงได้ถูกรื้อลงด้วย ส่วนชื่อ “วัดแจงร้อน” ซึ่งเรียกขานกันอยู่ปัจจุบันนี้ไม่มีผู้ใดทราบว่ามีความหมายอย่างไร และได้เปลี่ยนเมื่อใด บางท่านกล่าวว่าชื่อวัดแจงร้อนที่เรียกกันอยู่ในปัจจุบันนี้เพี้ยนมาจากคำว่า “แจงร้อย” บ้าง “แร้งร่อน” บ้างแล้วแต่เข้าใจกันไป ยังไม่มีข้อยุติลงไปได้

 

อาณาเขตและที่ตั้ง

ที่ตั้ง วัดแจงร้อนปัจจุบัน ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 แขวงราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร อยู่ห่างจากถนนราษฎร์บูรณะมาทางทิศตะวันออกประมาณ 400 เมตร

ทิศตะวันออก             จด แม่น้ำเจ้าพระยา

ทิศตะวันตก               จด ถนนราษฎร์บูรณะ และคลองแจงร้อน

ทิศใต้                       จด ที่ดินของประชาชน

ทิศเหนือ                   จด คลองแจงร้อน

 

อาณาเขต

วัดแจงร้อนอันเป็นที่วัด และที่ธรณีสงฆ์ ทั้งหมดประมาณ 40 ไร่ และมีที่อุทิศกัลปนา อยู่ที่หมู่ 13 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางงพลี จังหวัดสมุทรปราการ โฉนดที่ดินเลขที่ 3728 เนื้อที่ 108 ไร่ 2 งาน 48 ตารางวา อีกแห่งหนึ่ง

 

 เรื่องสันนิษฐานเกี่ยวกับอายุสมัยของวัดแจงร้อน

เนื่องจากวัดแจงร้อนเป็นวัดราษฎร์และเป็นวัดโบราณจึงไม่มีเรื่องราวหรือหลักฐานใดพอที่จะมาค้นคว้าเพื่อจะทราบได้ว่า สร้างขึ้นมาตั้งแต่ครั้งใด ผู้สูงอายุบางท่านได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า

เมื่อ พ.ศ. 2461 พระครูประสิทธิ์สิกขการ (หลวงพ่อจวน) จะสร้างพระอุโบสถใหม่ขึ้นแทนพระอุโบสถหลังเดิมซึ่งมีขนาดเล็ก ทึบ และตั้งอยู่ในที่ลุ่มชื้นจึงได้ทำการรื้อพระอุโบสถหลังเดิมออก พร้อมทั้งขุดเอาตอหม้อของพระอุโบสถเดิมซึ่งก่อด้วยปูนขึ้น ก็ได้พบว่า นอกจากตอหม้อปูนที่ขุดขึ้นมาแล้ว ยังพบตอหม้อเก่าซึ่งทำด้วยไม้ซ้อนกันเป็นชั้นอีก 2-3 ชั้น แสดงว่ามีการสร้างพระอุโบสถซ้อนกันที่เดิมนั้นมาหลายครั้งคือ สร้างไปแล้วรื้อไปแล้วก็สร้างขึ้นมาใหม่อีกโดยไม่ได้ถอนตอหม้อเดิมออก ดังนั้นพระอุโบสถของวัดแจงร้อนปัจจุบัน อาจจะเป็นพระอุโบสถหลังที่ 4 หรือ 5 ที่ได้ปลูกสร้างขึ้นมาบนที่เดียวกันนั้น

 

ข้อสันนิษฐานจากลวดลายบนหน้าบันและกรอบประตูของวิหารหลวงพ่อหินแดง

วิหารหลวงพ่อหินแดง เป็นวิหารก่อด้วยอิฐถือปูนกว้าง 10 เมตร ยาว 18 เมตร ผนังก่อทึบไม่มีหน้าต่างเป็นหลักฐานทางปูชนียสถานที่สำคัญ พอที่จะเป็นเครื่องใช้กำหนดอายุได้ เพราะเป็นถาวรวัตถุที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ เข้าใจว่าวิหารนี้สร้างคู่กับพระอุโบสถหลังเดิมที่ถูกรื้อไป เมื่อ พ.ศ. 2461 ลวดลายภายในกรอบหน้าบัน และบนกรอบซุ้มประตูของวิหารหลวงพ่อหินแดง เป็นลวดลายปูนปั้นที่งดงาม

 

ลวดลายบนหน้าบันของตัววิหารสองด้านใจกลางลายทำเป็นภาพครุฑยุคนาค เหนือขึ้นไปเป็นรูปเทพนมในลายต่อดอกรูปครุฑยุดนาคและเทพนมนับว่าเป็นแม่ลายโดยมีลายก้านขด และลายดอกไม้เป็นส่วนประกอบอยู่โดยรอบ

 

กรอบของหน้าบัน เป็นกรอบเกลี้ยงไม่มีลวดลายของกรอบบนหน้าบันไม่มีช่อฟ้า ใบระกา ลวดลายปูนปั้นบนกรอบซุ้มประตูหน้าของใจกลางของลวดลายทำเป็นรูปเทพอยู่ในลายก้านต่อดอกเป็นแม่ลาย โดยมีลายก้านขดเป็นลายประกอบอยู่โดยรอบ ส่วนบนของกรอบซุ้มทำเป็นรูปหน้าบุคคล

 

จากลวดลายหน้าบันและลวดลายบนกรอบซุ้มประตูนี้ ท่านอาจารย์คงเดช ประพัฒน์ทอง ข้าราชการกรมศิลปากร อดีตหัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้กรุณาให้ข้อพิจารณาว่า

 

 

ลายปูนปั้นหน้าบันของวิหารหลังนี้ใจกลางของลวดลายเป็นภาพครุฑยุดนาคและเทพนม ซึ่งเป็นตัวแม่ลาย มีลักษณะคล้ายกับลวดลายที่นิยมทำกันในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2367-2394) ซึ่งจัดเป็นศิลปะในยุคต้นรัตนโกสินทร์ และที่หน้าบันซุ้มประตูก็เช่นเดียวกัน ลวดลายปูนปั้นตรงส่วนสุดของกรอบซุ้มประตูทำเป็นภาพหน้าบุคคลคล้ายคนจีน ส่วนตรงใจกลางของกรอบซุ้มประตู ทำเป็นลวดลายเทพนม รองรับด้วยลายก้านต่อดอกที่ทำลักษณะคล้ายคบเพลิง โดยมีลายก้านขดเป็นส่วนประกอบโดยรอบ ซึ่งเป็นลวดลายที่นิยมทำกันมากในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 3 ) และเมื่อพิจารณาดูเครื่องบนของส่วนหลังคาแล้ว อาจกำหนดลักษณะแบบอย่างได้ว่า วิหารหลังนี้ตกอยู่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เพราะสมัยนี้นิยมทำหน้าบัน และลวดลายคล้ายของจีน ส่วนเครื่องบนหลังคาไม่มีช่อฟ้าใบระกาเป็นลักษณะศิลปะของจีน ซึ่งเป็นลักษณะประจำที่สำคัญ และปรากฏอยู่เสมอ ในสมัยรัชกาลที่ 3 เช่น วัดเทพธิดาราม ฯลฯ

 

ข้อสันนิษฐานจากกลุ่มพระประธานในวิหารหลวงพ่อหินแดง

กลุ่มพระประธานในวิหารหลวงพ่อหินแดง มีทั้งสิ้น 28 องค์ แกะสลักจากหินทรายสีแดง และศิลาแลงเนื่องจากกลุ่มพระประธานนี้เดิมชำรุดทรุดโทรมมากจึงได้มีการปฏิสังขรณ์โดยลงรักปิดทองซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดทรุดโทรมเสียใหม่ทุกองค์ อาจารย์คงเดช ได้ให้ข้อพิจารณาว่า ลักษณะของพระพุทธรูปองค์สำคัญซึ่งมีทั้งพระพุทธรูปธรรมดาและพระพุทธรูปทรงเครื่อง เป็นลักษณะของพระพุทธรูปซึ่งสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยารวมทั้งการจัดฐานชุกชีโดยมีพระพุทธรูปเป็นกลุ่มแบบนี้ตกอยู่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ราวพุทธศตวรรษที่ 23 จะเห็นได้ว่ามีความขัดแย้งกันเกี่ยวกับการกำหนดอายุสมัยของวัดแจงร้อนอยู่ตอนหนึ่งก็คือ ลวดลายปูนปั้นที่กรอบหน้าบันและลวดลายปูนปั้นที่กรอบหน้าซุ้มประตูของวิหารหลวงพ่อหินแดงได้พิจารณากำหนดอายุสมัยไว้ว่า เป็นลวดลายที่นิยมทำกันในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่กลุ่มพระประธานภายในวิหาร  เป็นพระพุทธรูปที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายราวพุทธศตวรรษที่ 23

 

อาจารย์คงเดช ประพัฒน์ทอง ได้ให้ข้อสันนิษฐานไว้ว่า ตัวอาคารคือ วิหารหลวงพ่อหินแดง น่าจะมาปฏิสังขรณ์ขึ้นภายหลัง คือสร้างขึ้นใหม่หรือซ่อมขึ้นใหม่ หรือซ่อมแซมเปลี่ยนแปลงจากตัววิหารเดิมในสมัยรัชกาลที่ 3 นั่นเอง

 

สรุป

จากการพิจารณาลายปูนปั้นที่หน้าบัน ลวดลายปูนปั้นที่ซุ้มประตูเครื่องบนของหลังคา และลักษณะของสถาปัตยกรรมของวิหารหลวงพ่อหินแดง และเป็นถาวรวัตถุที่เคลื่อนที่ไม่ได้ รวมทั้งกลุ่มพระประธานภายในวิหารเป็นหลักพอที่จะนำมาใช้าเป็นเครื่องกำหนดอายุของวัดแจงร้อนได้ว่าวัดแจงร้อนน่าจะสร้างขึ้นในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย คือราวพุทธศตวรรษที่ 23 ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่ไม่ได้สร้างขึ้นภายหลังรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 

สิ่งสำคัญของวัดแจงร้อน

พระอุโบสถ

พระอุโบสถ คือ สถานที่ที่ใช้ประชุมสงฆ์ทำสังฆกรรมสวดปาฏิโมกข์ทุกครึ่งเดือน หรือประกอบพิธีอุปสมบท ฯลฯ

 

 

พระอุโบสถของวัดแจงร้อนปัจจุบันนี้สร้างสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2466 โดยมี พระครูประสิทธิ์สิกข-การ (หลวงพ่อจวน) เป็นผู้ดำริสร้างขึ้น เพราะเหตุว่า พระอุโบสถของวัดแจงร้อนหลังเดิมนั้น มีขนาดเล็ก เตี้ย ตั้งอยู่บนที่ลุ่ม ภายในโบสถ์อับชื้นเพราะไม่มีหน้าต่าง หลวงพ่อจวน จึงได้รับดำริสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่โดยมีหลวงธรบาลอดีตนายอำเภอราษฎร์บูรณะและนายชุน กาญจนกุญชร เป็นหัวแรงสำคัญในการบริจาคทุนทรัพย์ในการก่อสร้าง รวมทั้งอุบาสก อุบาสิกา ผู้มีจิตศรัทธาได้มาร่วมบริจาคทุนทรัพย์ในการสร้างด้วย

 

การก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ ได้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2461 โดยได้ทำการรื้อพระอุโบสถหลังเก่าออกและสร้างพระอุโบสถใหม่ขึ้นบนที่เดิม การก่อสร้างเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2461มาแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2466 เมื่อพระอุโบสถสร้างเสร็จแล้ว จึงได้ปั้นรูปพระประธานขึ้นใหม่ เพื่อประดิษฐานเอาไว้ในพระอุโบสถหลังใหม่แทนพระประธานองค์เดิม ซึ่งทางวัดได้ย้ายเข้าไปประดิษฐานไว้ในวิหารหลวงพ่อหินแดง

 

พระอุโบสถของวัดแจงร้อนปัจจุบัน มีขนาดกว้าง 13 เมตร ยาว 23 เมตร หันหน้าลงแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านทิศตะวันออก ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้สิ้นเงินในการก่อสร้างไปเท่าใด

 

ศาลาการเปรียญ

ศาลาการเปรียญ คือศาลาสำหรับพระสงฆ์แสดงธรรม และสถานที่ที่ชาวบ้านมาทำบุญ

ศาลาการเปรียญวัดแจงร้อน เป็นศาลาขนาดใหญ่ สร้างด้วยคอนกรีตเหล็ก กว้าง 17 เมตร ยาว 25 เมตร ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของวัดแจงร้อน อยู่ติดกับคลองแจงร้อนหันหน้าศาลาไปทางทิศตะวันออก ตัวศาลาชั้นล่างเปิดโล่ง มีบันไดขึ้นไปบนศาลาได้สองทาง คือทางด้านทิศตะวันออก และทางด้านทิศตะวันตก ส่วนทางด้านทิศเหนือของศาลาการเปรียญ ทำทางเดินต่อไปยังท่าน้ำริมคลองแจงร้อน ซึ่งเดิมเป็นที่ ๆ พระภิกษุสามเณรวัดแจงร้อนสรงน้ำ

 

บนศาลาการเปรียญเป็นที่ประดิษฐานธรรมมาสน์ สำหรับพระภิกษุแสดงพระธรรมเทศนา มีอยู่ 2 ธรรมมาสน์ เก่าคือ ธรรมมาสน์องค์ที่ตั้งอยู่ด้านหลัง ปัจจุบันไม่ได้ใช้ประโยชน์ ธรรมมาสน์เก่านี้ เป็นธรรมมาสน์โบราณมีอยู่คู่กับวัดแจงร้อนมานานแล้ว

 

ศาลาการเปรียญหลังนี้ สร้างประมาณ พ.ศ. 2470 เมื่อครั้งพระครูประสิทธิ์สิกขการ (หลวงพ่อจวน ) เป็นเจ้าอาวาสโดยมีนาย ชุน กาญจนกุญชรและหลวงธรบาล อดีตนายอำเภอราษฎร์บูรณะเป็นผู้รวบรวมทรัพย์ในการสร้าง และใช้เงินที่เหลือจากการสร้างพระอุโบสถมาประกอบด้วย

 

ตู้พระธรรมโบราณ

ตู้พระธรรมของวัดแจงร้อนมี 2 ใบ ที่ตู้พระธรรมโบราณ ทราบว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2323-2394 ) ที่ทราบว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 เพราะเหตุว่า ตู้พระธรรมใบหนึ่งได้จารึกคำอุทิศถวายชื่อผู้สร้าง และจำนวนทรัพย์สินของที่ใช้ในการสร้าง เป็นภาษาไทยอยู่บนตู้พระธรรมด้านบนมีใจความว่าดังนี้

พระพุทธศักราชไทย 2328 ปี กับ4 เดือน ยายลิมแม่นายทองอิน ผู้ลูกนายสอน ผัวอำแดงนาค ผู้เมียมีศรัทธามาสร้างตู้ไว้ในพระพุทธศาสนา ค่าไม้จ้างทำเป็นเงิน 3 ตำลึง 3 บาท ค่ารัก 3 ตำลึง  ค่าทอง 5 ตำลึง 2 บาท 1 เฟื่อง ค่ารดน้ำ 3 บาท 3 สลึง ค่าจ้างเขียน 3 ตำลึง 2 บาท เข้ากันเป็นเงิน 16 ตำลึง 1 เฟื้อง

 

ตู้พระธรรมใบนี้ สภาพของตู้ และลวดลายที่ลงรักปิดทองยังค่อนข้างสมบูรณ์ ส่วนตู้พระธรรมอีกใบหนึ่งไม่มีจารึกบอกไว้ และลวดลายก็ลบเลือนหมดแล้ว แต่จากคำบอกเล่าของท่านผู้รู้บางท่านกล่าวว่า ตู้พระธรรมใบนี้เท่าที่ทราบปรากฏว่า มีอยู่คู่กับตู้พระธรรมใบที่มีจารึกมาโดยตลอด

 

วัดแจงร้อนเป็นวัดโบราณวัดหนึ่ง แต่เนื่องจากเป็นวัดราษฎร์และไม่มีการบันทึกประวัติการสร้างเอาไว้ดังนั้นจึงเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะทราบได้ว่า วัดแจงร้อนสร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งใด แต่จากการใช้วิธีสันนิษฐานจากลักษณะสถาปัตยกรรม ลวดลายปูนปั้นของวิหารหลวงพ่อหินแดงและกลุ่มพระประธานในวิหารตามวิถีทางของวิชาโบราณคดี ก็อาจจะใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาอายุสมัยของวัดแจงร้อนได้บ้าง ซึ่งการสันนิษฐานเท่าที่บรรยายมานั้นอาจจะถูกหรือผิด ก็ย่อมแล้วแต่หลักฐานซึ่งอาจจะค้นพบต่อไปในภายหน้า

 

 

1