บทสรุปความโดยสังเขป ตำนานของ พระบรมธาตุเจ้าศรีจอมทอง
ณ วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร
ตำบล บ้านหลวง อำเภอ จอมทอง จังหวัด เชียงใหม่ ü ý þ
ตอนที่ ๑ . ดอยจอมทองในสมัยพุทธกาล ดอยจอมทอง หรือ ดอยศรีจอมทองนั้น ได้แก่ที่ตั้งของวัดพระธาตุศรีจอมทองในเวลานี้ ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาดินสูงจากระดับที่พื้นราบอื่น ๆ ที่ตั้งพระวิหารอันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเจ้าจอมทองนั้น เป็นยอดของดอยลูกนี้ในสมัยพุทธกาล และเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อว่า เมืองอังครัฏฐะ เจ้าผู้ครองเมืองนั้นมีนามว่า พระยาอังครัฎฐะ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับดอยลูกนี้.
ตอนที่ ๒ . พระพุทธเจ้าและอรหันต์สาวก เสด็จสู่ดอยจอมทอง พระยาอังครัฎฐะนั้นได้ทราบข่าวจากพ่อค้าที่มาจากอินเดียว่า บัดนี้พระพุทธเจ้าได้บังเกิดในโลกแล้ว เวลานี้ประทับอยู่ที่เมืองราชคฤห์ในประเทศอินเดีย
จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณแล้ว จึงเสด็จสู่เมืองอังครัฏฐะพร้อมด้วยภิกษุสาวกทางอากาศ ได้มารับอาหารบิณฑบาตจาก พระยาอังครัฏฐะ และทรงแสดงธรรมโปรดพร้อมทั้งได้ตรัสพยากรณ์ไว้ว่า เมื่อเรานิพพาน แล้วธาตุพระเศียรเบื้องขวา( พระทักษิณโมลี ) ของเราจักมาประดิษฐานอยู่ ณ ที่ดอยจอมทองแห่งนี้ แล้วเสด็จกลับส่วน พระยาอังครัฏฐะเมื่อได้ทราบจากคำพยากรณ์นั้นแล้ว จึงได้สร้างสถูปไว้บนยอดดอยจอมทอง ด้วยหวังว่าจะให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุตามที่ทรงพยากรณ์ไว้นั้น แล้วอยู่ครองราชย์จนสิ้นพระชมมายุ.
ตอนที่ ๓ . พระทักษิณโมลีธาตุเสด็จมาสู่ดอยจอมทอง กาลล่วงมาจนถึงพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไป ณ เมืองกุสินารา และเมื่อได้จัดการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้วจึงได้แบ่งพระบรมธาตุเจ้า โดยพระมหากัสสัปปะเถระ ผู้เป็นพระสังฆเถระในที่นั้นได้ขอเอาซึ่ง พระทักษิณโมลีธาตุ ( พระบรมธาตุพระเศียรเบื้อขวา ) จากพระเจ้ามัลลกษัตริย์เมืองกุสินาราได้แล้ว จึงอธิษฐานขอให้พระบรมธาตุเจ้าเสด็จไปประดิษฐานอยู่ที่ยอดดอยจอมทอง ตามที่พระพุทธองค์ได้พยากรณ์ไว้.
ý
ตอนที่ ๔ . พระเจ้าอโศกมหาราชเสด็จสู่ดอยจอมทอง กาลเวลาล่วงมาถึง พ.ศ. ๒๑๘ พระเจ้าอโศกมหาราชกษัตริย์อินเดียในสมัยนั้น ได้เสด็จไปสู่ดอยจอมทอง ได้สั่งขุดคูหาให้เป็นอุโมงค์ใต้พื้นดอยจอมทอง แล้วให้สร้างสถูปไว้ภายในคูหานั้นแล้ว เอาพระบรมธาตุเจ้าที่อยู่ในสถูป ทีพระยาอังครัฏฐะ ให้สร้างไว้บนยอดดอยนั้น เข้าไปไว้ในสถูปที่สร้างใหม่ในคูหาใต้พื้ดอยจอมทองแล้วรับสั่งให้เอาก้อนหินปิดปากถ้ำคูหาเอาไว้ แล้วทรงอธิษฐานว่า ต่อไปข้างหน้า ถ้ามีพระเจ้าแผ่นดินและศรัทธาประชาชน มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ขอให้พระบรมธาตุเจ้าเสด็จออกมาปรากฏแก่ผู้ชนให้ได้กราบไว้สักการะบูชา
แล้วจึงได้เสด็จกลับ.
ตอนที่ ๕ . ผู้เริ่มสร้างวัดพระธาตุศรีจอมทองครั้งแรก กาลกล่าวมาถึง พ.ศ. ๑๙๙๕ นายสร้อย นางเม็ง สองสามีภริยาบ้านอยู่ใกล้กับดอยจอมทองนั้น จึงได้เริ่มสร้างขึ้นบนยอดดอยจอมทองนั้น แล้วให้ชื่อว่า วัดศรีจอมทอง การสร้างวัดยังไม่เสร็จดี นายสร้อย นางเม็ง ก็ได้ถึงแก่กรรมไป ต่อมาถึง พ.ศ.๒๐๐๙ มีชายสองคน ชื่อ สิบเงินและสิบถัว ได้ช่วยกันบูรณะก่อสร้างวัดศรีจอมทองต่อมา (มีพระสารีบุตรเถระ เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก).
ตอนที่ ๖ . พระบรมธาตุเจ้าเสด็จออกจากคูหาใต้พื้นดอยจอมทอง กาลล่วงมาถึง พ.ศ. ๒๐๔๒ สมัยนี้ พระธัมมปัญโญเถระ เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง ได้มีตาปะขาวคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่วัดนั้นเกิดนิมิตฝันว่า เทวดาได้มาบอกว่าใต้พื้นวิหารบนยอดดอยที่ตั้งของวัดนี้มีพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า และพระบรมธาตุนั้นจักเสด็จออกมาให้ฝูงชนได้กราบไหว้สักการะบูชาต่อไป ตาปะขาวจึงได้ไปเล่าความฝันนั้นให้แก่เจ้าอาวาสฟัง เจ้าอาวาสจึงได้ทำการอธิษฐานจิตว่า ถ้ามีจริงดังความฝันนั้น ขอให้พระบรมธาตุจงได้เสด็จออกมา ในเมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่นี้เถิด เมื่ออธิฐานแล้วในวันรุ่งขึ้นก็ได้พบพระบรมธาตุเจ้าอยู่ในรูพระเกศโมลีของพระพุทธรูป ซึ่งตั้งประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารนั้น จึงได้เก็บรักษากันไว้โดยเงียบ ๆ และรู้กันเพียงแค่เจ้าอาวาสและตาปะขาว.
ý
ตอนที่ ๗ . ลำดับเจ้าอาวาสผู้รักษาพระบรมธาตุเจ้า กาลล่วงมาถึง พ.ศ. ๒๐๕๘ สมัยนั้นพระมหาสีลปัญโญเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีจอมทอง มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อ พระมหาพุทธญาโณ มาจากเมืองพุกามได้สั่งให้พระอานันทะ ผู้เป็นลูกศิษย์ไปสืบดูพระบรมธาตุที่วัดศรีจอมทอง ซึ่งบางทีอาจจะทราบระแคะระคายว่าที่วัดนั้นมีพระบรมธาตุ เมื่อพระอานันทะได้ไปถึงวัดศรีจอมทองแล้ว ได้ทำการสักการะบูชาอธิฐานจิตอยู่ ฝ่ายพระมหาสีลปัญโญ เจ้าอาวาสเมื่อได้เห็นอาการเช่นนั้นจึงนำเอาพระบรมธาตุ ซึ่งเก็บรักษากันต่อมานั้นออกมาแสดงให้พระอานันทะทราบ พระอานันทะจึงได้นำความไปทูลพระดิลกปนัดดา ( พระเมืองแก้ว ) ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในสมัยนั้น ให้ทรงทราบ.
ตอนที่ ๘ . ความเป็นมาแห่งพระบรมธาตุเจ้าในกาลต่อมา ครั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๐ พระรัตนราช (พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อได้ทราบความที่ พระมหาพุทฺธญาโณว่า พระบรมธาตุเจ้าได้เสด็จมาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง ภายในอาณาเขตแว่นแคว้นของพระองค์เช่นนั้นแล้ว ก็มีพระทัยยินดีปิติปราโมทย์เป็นกำลัง จึงรับคำสั่งแก่พระมหาพุทฺธาญาโณเถระว่า ขอพระคุณเจ้าจงไปจัดการเรื่มปฏิสังขรณ์ปลูกสร้างพระวิหารหลังหนึ่ง ให้เป็น ๔ มุขเหมือนวิหารวัดชัยศรีภูมิ แล้วได้ก่อปราสาทหลังหนึ่งให้เหมือนปราสาทอันมีอยู่ในพระอุโบสถวัดมหาโพธิหลวง (วัดเจ็ดยอด) ไว้ภายในท่ามกลางพระวิหารนั้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเจ้า ให้เป็นอัครสถานอันประเสริฐต่อไป ดังนี้ แล้วทรงประทานเงินหมื่นหนึ่งเพื่อเป็นค่าอุปกรณ์ในการก่อสร้าง พระเถระเจ้ารับคำพร้อมด้วยปะขาวนักบุญ และนายช่างทั้งหลายไปสู่วัดพระธาตุศรีจอมทอง แล้วร่วมกับเจ้าอาวาสเริ่มการปลูกสร้างพระวิหารและปราสาท ในปีชวดอัฏฐศก พ.ศ. ๒๐๖๐ ตามแบบที่พระเมืองแก้ว เจ้าผู้คร้องนครลั่งนั้นทุกประการ
เมื่อการก่อสร้างพระวิหารและปราสาทสำเร็จบริบูรณ์แล้ว พระเถระจึงไปทูลถวายพระพรให้เจ้าผู้ครองนคร ทรงทราบ พระเมืองแก้วเจ้าผู้ครองนครมีใจยินดีมากนัก จึงรับสั่งให้สุวรรณช่างทองสร้างโกศทองคำน้ำหนักได้ ๕๖๐ คำ เพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุและพร้อมด้วยเถรานุเถระ เสนาอำมาตย์ชาวบ้านชาวเมืองออกไปทำมหกรรมฉลองเป็นมหาปางใหญ่ แล้วเชิญพระบรมธาตุเจ้าเข้าไว้ในโกศทองคำตั้งไว้ภายในปราสาทนั้นแล้ว ทรงโปรดพระราชทานวัตถุไทยทานและเครื่องแห่ไว้กับพระบรมธาตุเจ้าเป็นอันมาก และถวายข้าคนไร่นาตามเขตป่า ที่ดิน ย่านน้ำ ไว้สำหรับให้ปฏิบัติรักษาทำนุบำรุงพระบรมธาตุให้เจริญถาวรสืบต่อไปตลอด ๕๐๐๐ พระวัสสา.