Untitled Document
อาถรรพณ์เวทย์ล้างปืน

 ดังเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี มีวิชาอาคมเก่งกล้า ทั้งใน ด้านไสยศาสตร์ โหราศาสตร์แบบครบวงจร  ทั้งยังมีพระปรีชาญาณ ไหวพริบ ปฏญาณสูง มีกำลังรี้พลมหาศาล มีพิชัย ยุทธและกลยุทธคุมกำลังพล ทั้งพระเดช พระคุณ เฉียบขาด เป็นที่เคารพยำเกรงแก่ไพร่ฟ้า ยอมถวาย ชีวิตเมื่อรับประกาสิต  ครั้นกระสุนปืน นารายณ์สังหารตกในค่ายใกล้พลับพลาที่ประทับ ระหว่างการรับ การรายงาน ข่าวศึกพระองค์ทรง บัญชาให้นำ กระสุนปืนนารายณ์สังหารลูกนั้นมา แล้วให้เลิกค่ายไป ตั้งค่ายหลวงที่ พุทเลา ทรงนำกระสุนปืน ทำพิธีสรวง พลีพร้อม กับ การใช้ อาถรรพณ์เวทย์ ทำลายปืน นารายณ์สังหารกระบอกนั้น ด้วยความ มั่น พระทัยว่าจะต้องได้รับความสำเร็จตั้งต่ายหลวงที่พุทเลา  ได้สามวัน สมเด็จพระ เจ้าหงสาวดีก็เสด็จทรงช้างพระที่นั่งกระโจมทอง ยกพลกองหลวง ออกจาก ค่าย ข้ามโพธิ์สามต้น มาตาม ทุ่งเพนียด เสด็จยืนช้างอยู่ ณ วัดสามพิหาร ตรัสให้พระ มหาอุปราชา ต้อนพล เข้าหักพระนคร โดยทรงยืนช้างทอดพระเนตร การบุก ของ พระมหรอุปราชาใกล้ต้นมหาโพธิ์ ครั้งนั้น พระยาราม ให้เอาปืน นารายณ์ สังหาร ที่พ่นกระสุนออกไป ความแรงได้ ถีบท้ายสำเภา จมวูบลงสู่ ท้องน้ำทันที พร้อมปืน เก่งกระบอกนั้น หมดฤทธิ์ กระสุนปืนถูกกิ่ง มหาโพธ์ใหญ่ ประมาณสามกำเศษ ขาดตกลงใกล้ช้างพระที่นั่ง สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีราว ๓ วา ขณะนั้นชาวป้อม มหาพิชัย ก็ระดม ยิงปืนใหญ่ออกมา ต้องพล พระเจ้าหงสาวดีล้มตาย ลงเหลือ คณานับไม่อาจปล้นเอาพระนครได้ พระเจ้าหงสาวดีเห็นเพลี่ยงพล่ำ ก็เสด็จยกทัพ กลับยัง พลับพลา ทรงวางแผนศึกใหม่ ฝ่ายสมเด็จ พระมหาธรรมราชา ทราบข่าวจากเมืองหลวงแจ้งไปว่า กองทัพ พระเจ้าหงสาวดีมาติด พระนครศรีอยุธยา จึงเกณฑ์ทัพเมืองพระพิษณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย  เมืองพิชัย เมือง พิจิตร เป็นคนห้าหมื่น ลงมาถึงเมือง ชัยนาทบุรี ตั้งค่ายมั่นสองฝั่งฟาก แต่งกอง ร้อยลงมาสอดแนมถึงสิงห์บุรี พอพบ สมิงจะคราน สมิงมะลุม คุมทัพสามพันไป ลาดหาสเบียง หน่วยสอดแนมเห็น กำลังรามัญมากกว่า ก็ วิ่งหนี ถูกเอาม้า ไล่สกัดจับ ไปได้สองคนคือ นายมั่น ปืนยาว กับนายคงหนวด คุมไปถวาย พระเจ้า หงสาวดี ทรง สอบถามก็รับการกราบทูลโดยสัตย์ จึงแย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า ' อ้ายสองคนนี่ ให้โกน ศีรษะเสีย ปล่อยขึ้นไปให้ ทูลพระมหาธรรมราชาว่า ซึ่งจะลงมาเป็น ทัพกระหนาบ นั้น เราคอยอยู่ ถ้ามิ ลงมาก็ให้มั่นไว้ จะขึ้นไปหา ' สมิงจะครานรับสั่ง ก็เอานาย มั่น ปืนยาว นายคงหนวด ไปโกนศีรษะ แล้ว คุมขึ้นไปปล่อยถึงแขวงเมืองสิงห์บุรี นายมั่น นายคง เดินทาง ขึ้นไปถึงเมืองชัยนาท   ให้ขุนนางนำเข้า กราบทูลเนื้อ ความ ที่พระเจ้าหงสาวดี สั่งมาทุกคำ ' เอ็งเข้าไปถึง สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีนั้น เห็นรี้พล ประมาณเท่าใด ' สมเด็จพระมหาธรรมราชา ตรัสถาม ทั้งสองก็กราบทูล' ข้าพเจ้ามิได้ เที่ยว เห็นแต่ วงค่ายหลวง นั้นพอเต็ม ทุ่งพุทเลา' สมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงตรัสแก่มุขมนตรีซึ่งสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี  ตรัสสั่ง มาทั้งนี้ยังจริงรึ มุขมนตรีทั้งปวงก็กราบทูล 'สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีลิ้นดำองค์นี้ ได้ยินเล่าลือกัน ตรัสสั่งสิ่งใดเป็นสัตย์ จริง พระเจ้าข้า' สมเด็จพระมหาธรรมราชา ตรัสว่า 'อันการ สงครามจะฟังเอาเป็นสัตย์จริงนั้นยากนัก เกลือกเกรงเรา จะ กระหนาบและหากสำทับไว้จะเลิกไปโดยทางมา จำจะแต่งทัพไปตั้งไว้ดูที' แล้วตรัส ให้ทัพพระยาสวรรคโลก พระยาสุโขทัยสองทัพคนสองหมื่นยกไปตั้งที่เมืองอินทรบุรี การศึก ระหว่าง พระเจ้าหงสาวดี กับ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิในครั้งนี้ ดำเนินไปอย่างยืดเยื้อพอสมควร ต่างฝ่ายต่าง ใช้สติปัญญาประกอบ ทั้งลูกล่อ ลูกชน ลูกลวง ฝ่ายไทยเราออกจะด้อยกว่า ทางด้านความคิด และการ ตัดสินใจไม่เหมือนฝ่าย หงสาวดีที่มีความเฉียบคมกว่า ด้วยเหตุนี้เอง ไทยจึง เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเกือบตลอดมา แม้ในบางครั้งจะได้ชัยชนะแต่ก็ถูกตีโต้กลับมา กระทั่งในที่สุด สมเด็จพระมหาจักรพรรดิต้อง เสียราชบุตร ทั้ง ๒ พระองค์ คือพระราเมศวร และ พระมหินทราธิราช ซึ่งหลงกลพระเจ้าหงสาวดี และ ถูกจับเป็นเชลย กาลครั้งนั้น สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี  ตรัสกับทั้งสองว่า 'เจ้าทั้งสองสิ้เป็นข้าศึกกับเรา บัดนี้เราจับได้แล้วจะคิดประการใดเล่า'พระราเมศวร พระมหินทราธิราช กราบบังคม ทูล ตรงไปตรงมา 'ข้าพระองค์นี้จนอยู่แล้ว จะฆ่าเสียก็จะตาย ถ้าพระองค์โปรด พระราชทานชีวิตไว้ ก็จะรอด' พระเจ้าหงสาวดีได้ฟังก็แย้มพระโอษฐ์ รับสั่งให้ พระมหาอุปราชา นำทั้งสองไปคุมไว้ไม่ประหาร  ความทราบถึง สมเด็จ พระมหาจักรพรรดิทรงเสียพระทัยใหญ่หลวงพระอัครมเหสีต้องแสงง้าวสิ้นพระชนม์ กับคอช้าง แล้ว ยังเสียลูกทั้งสองเป็นเชลยอีก กำลังรบหรือก็ร่อยหรอลงมาก หากยังหาญสู้รบต่อไป น่าจะต้อง เสียพระนครในวันใดวันหนึ่ง  อย่างไม่ต้องสงสัย  จึงคิดหาทาง เจริญ พระราชไมตรีกับกรุงหงสาวดี ขอ ราชโอรสทั้งสองกลับคืน โดย ร่างพระราชสาส์น แต่งราชฑูตถือไป มีใจความสำคัญ ขอเจริญ พระราช ไมตรี และขอราชโอรสทั้งสองกลับคืน พระเจ้าหงสาวดีรับราชสาส์นแล้วก็  ทรงแย้มพระโอษฐ์ ตรัสแก่ ผู้จำทูลพระราขสาส์นว่า 'สมเด็จพระเจ้าพี่เราให้มางอนง้อ ขอพระราชโอรส แล้ว เราอนุญาตให้'  แล้ว ดำรัสสั่ง พระราเมศวร พระมหินทราธิราช 'เจ้าทั้งสองจง ไปทูลแก่พระราชบิดา เราขอช้างพลาย ศรีมงคล ช้างพลายมงคลทวีปสองช้าง ไปชมเล่น ณ หงสาวดี'   เมื่อผู้จำทูลพระราชสาส์นและ สองราช โอรสกลับมาเฝ้าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กราบทูลรายละเอียดต่าง ๆ ตลอดจนถูกทรง  ขอช้างพลาย ซึ่งชนะงาสองข้าง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้หารือมุขมนตรีทั้งปวง ต่างเห็นชอบ ให้ช้างพลาย ทั้งสอง ไปเพราะได้สองราชโอรสกลับคืนมาโดยสมบูรณ์ดี  พระเจ้าอยู่หัว จึงตรัส ให้กรมช้างคุมช้างทั้งสอง รีบ ขึ้นไปถวายสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ณ เมืองชัยนาทบุรี พระองค์ก็ทรงรับไว้ด้วย ความสมพระทัย ตรัส ให้พม่ามอญรับช้างทั้งสองเชือกนั้นไว้  จะด้วยบุญบารมีไม่ถึง กันหรืออย่างไร ไม่อาจตัดสินได้ ช้าง พลายศรีมงคล พลายมงคลทวีป ต่างไม่ยอมอยู่ใต้ควบคุมควาญช้างศัตรู ส่งเสียงอาละวาด  ไล่จับคน ด้วยงวงฟาด และไล่กระทืบไล่แทงทั้งช้าง ทั้งคนอลหม่านทั้งกองทัพ  ควาญที่ว่า เก่งแสนเก่งไม่อาจ ระงับดับอารมณ์ร้าย พลายทั้งสองสำเร็จวิ่งไปทางไหน ก็ แตกฮือ บาดเจ็บ ล้มตายกันระนาว จนสมเด็จ พระเจ้าหงสาวดีอ่อนใจตรัสว่า "เสียดายช้างพลายสองเชือกนี้เหลือเกิน แต่ก็เหลือมือพม่ามอญ ที่จะเอา ไว้ได้อยู่ จงส่งคืนลงมาเสียเถิด" กรมช้างซึ่งคุมช้างไปถวายเจ้ากรุงหงสาวดี และเฝ้าดู เหตุการณ์จึงเข้า สงบสองพลายนั้นด้วย กรรมวิธี จนสำเร็จ แล้วนำช้างทั้งสอง กราบ ถวายบังคมลงมาพระนครศรีอยุธยา ทูลประพฤติเหตุแก่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกประการ ซึ่งก็ทรง ชื่นชม โสมนัสยิ่งที่มิต้องเสีย ช้างพลาย สง่างามสองเชือก  นั้นไป ด้านสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ทรงสั่งให้จ่ายเสบียงอาหาร ไพร่พล เสร็จแล้ว ถอนทัพหลวงกลับคืนเมืองหงสาวดีผ่านเมือง  กำแพงเพชรออกด่านแม่ละมาว ปิดฉากศึกลงด้วยสันติ!  อาถรรพณ์เวทย์ ส้างปืน 

[HOME]

1
1