Transmission Control Protocol / Internet Protocol
 
     
เมนูหลัก

บทที่ 1
TCP/IP Security
บทที่ 2
Intrusion Detection System
บทที่ 3
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับTCP/IP

บทที่ 4
Internet Protocol
บทที่ 5
Address Resolution Protocol
บทที่ 6
Internet Control Message
Protocol

บทที่ 7
User Datagram Protocol
บทที่ 8
Transmission Control Protocol

Tip & Trick
การset Modem + IPshare
การ upgrade ModemV.90
การติดตั้ง Internet Sharing
การต่อเนตไม่ให้สายหลุด
เทคนิคการจูน Lan Card ให้แรงกว่าเดิม 0-10 %
Set Internet ให้เร็วขี้น
วิธีการทำ Sock Server Proxy Server แบบเอื้ออาทร
วิธีการเปลี่ยน Gateway สำหรับ Client ง่ายๆใช้ได้ภายใน 1 วินาที
วิธีการล็อค windows ให้ปลอดภัย จากผุ้ประสงค์ไม่ดี
วิธีทำ Router จากแผ่น Floppy 1 แผ่น ( Linux Server )
วิธีทำProxy Server Cache ด้วย SquidNT

ลิงค์ม.รังสิต





รวมลิงค์น่าสนใจ

www.sut.ac.th
realdev.truehits.net
www.it.mju.ac.th
bioinfo.biotec.or.th
www.utcc.ac.th
www.arc.dusit.ac.th
www.noc.mut.ac.th
www.net.kmitl.ac.th
micro.se-ed.com
www.nanaidea.com
www.manager.co.th
www.pharmacy.psu.ac.th
www.moe.go.th

  ขอต้อนรับเข้าสู่บทเรียนที่ 4 Internet Protocol
 

IP : Internet Protocol
IP เป็นโปรโตคอลที่ทำหน้าที่รับภาระในการนำข้อมูลไปส่งยังจุดหมายปลายทางไม่ว่าที่ใด ๆ ในอินเตอร์เน็ต โปรโตคอลต่าง ๆ
ใน TCP/IP Suite ทั้ง TCP, UDP, ICMP ต่างก็ต้องอาศัยระบบนี้ทั้งสิ้น เนื่องจากโปรโตคอล IP นี้มีกลไกที่ค่อนข้าง
ฉลาดในการหาเส้น ทางขนส่งข้อมูล รู้จักที่จะซอกแซกหาทางไปยังจุดหมายอีก ขอเพียงแค่เตรียมข้อมูลให้เสร็จสรรพแล้วส่ง
ให้ IPก็นอนใจได้ว่า IP จะพยายาม อย่างสุดความสามารถที่จะหาทางไปให้ถึงจุดหมายให้จงได้ ถึงแม้ว่า IP จะเป็นโปรโตคอล
ที่เชี่ยวชาญในการขนส่งข้อมูลไปได้ไกลๆ แต่ก็มีจุดด้อยคือ IP เป็นโปรโตคอลที่ Unreliable และ Connectionless (เปรียบเสมือนเป็นระบบขนส่งที่ชำนาญรวดเร็วแต่ไม่รับประกันว่าข้อมูลจะถึงปลายทางหรือไม่) การทื่ IP มีข้อด้อย 2 ประการนี้
ดังนั้นโปรโตคอลเลเยอร์อื่นที่ใช้ IP เป็นตัวส่งข้อมูลจำเป็นต้องหาหนทางในการลดข้อด้อยเหล่านี้ลงไปเพื่อการรับส่งข้อมูลมี
ีเสถียรภาพและเชื่อถือได้ ซึ่งก็คือจะต้องมีกลไกในการรับประกันการรับส่งข้อมูลอีกชั้นนั่นเอง การส่งข้อมูลด้วย IP เปรียบเสมือน
การส่งจดหมายทั่วไปที่เราจ่าหน้าซองเรียบร้อยติดแสตมป์ แล้วนำไปหย่อนในตู้ไปรษณีย์ โดยส่วนใหญ๋แล้วบุรุษไปรษณีย์
์ก็จะทำหน้าที่อย่างสม่ำเสมอคือนำจดหมายที่มีอยู่ส่งไปตามช่องทางไปจนถึงปลายทางเสมอ โดยในขั้นสุดท้ายบุรุษไปรษณีย์
์ก็จะนำจดหมายไปที่บ้านเลขที่ตามจ่าหน้าซอง แล้วก็หย่อนลงไปในตู้รับจดหมายของผู้รับ ซึ่งจะเห็นว่าด้วยการทำงานปกติ
จดหมายน่าจะถึงปลายทางเสมอ แต่โอกาสที่จะเกิดอุปสรรคทำให้จดหมายไม่ถึงปลายทางก็เป็นไปได้ หรือแม้กระทั่งจดหมาย
ถึงปลายทางแล้วแต่ไม่มีคนรับไป ปล่อยให้ทิ้งค้างอยู่ในตู้รับจดหมายก็เป็นได้จุดสำคัญที่ยกอย่างการส่งจดหมายเปรียบเทียบ
กับการใช้โปรโตคอล IPคือผู้ส่งไม่อาจทราบสถานะการส่งของตนเองได้ว่าตกลงแล้วข้อมูลที่ส่งไปถึงปลายทางหรือไม่ ไม่มี
การยืนยันตอบกลับจาก IP ว่าถึงหรือไม่ถึงปลายทางถึงแม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วข้อมูลจะส่งถึงปลายทางก็ตามซึ่งการยืนยัดนั้น
เป็นสิ่งสำคัญ เพราะคนส่งข้อมูลจะได้ไม่ต้องรออย่างไม่มีเป้าหมายถ้าข้อมูลถึงปลายทางก็จะได้สื่อสารกันต่อถ้าส่งไม่ถึงก็จะไป
ทำอย่างอื่นไม่ต้องรอ สำหรับความหมายจริง ๆ ของ Unreliable และ Connectionless ในแง่ของ IP คือ


Unreliable
ด้วยตัวโปรโตคอล IP เองมีกลไกในการหาเส้นทางเดินของข้อมูล (routing) ไปยังปลายทางโดยจะพยายามใช้กลไกเหล่า
นั้นในการส่งข้อมูลไปถึงปลายทางให้จงได้ แต่ไม่มีการตรวจสอบว่าปลายทางได้รับข้อมูลหรือไม่กลไกการแจ้งกลับมีเพียง
ในกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางเช่น เราเตอร์มีปัญหา, หาเส้นทางไม่ได้ ก็จะใช้ ICMP ส่งข้อความกลับมา
ให้ผู้ส่งทราบ ซึ่งอาจจะถึงผู้ส่งหรือไม่ถึงก็ได้ดังนั้นหากส่งด้วย IP แล้วไม่มีการตอบกลับมาก็อาจจะเป็นไปได้ว่าข้อมูลถึง
ปลายทางอย่างสมบูรณ์หรือว่าข้อมูลไปไม่ถึงแต่ส่ง error message กลับมาไม่ได้

Connectionless
หมายถึง IP จะไม่มีสถานะเหมือนการเชื่อมต่อกันระหว่างต้นทางกับปลายทางโดยทั่วไปการที่โฮสต์จะมีการเชื่อมต่อได
้นั้นจะต้องทำ อย่างไร อันดับแรกสุดก็จะต้องเอาสายมาเชื่อมต่อให้ถึงกันก่อน หลังจากนั้นก็จึงจะสามารถรับส่งข้อมูลได้ และเราก็สามารถรับส่งข้อมูลกันได้ตลอด ตราบใดที่สายยังต่ออยู่ เราอาจจะต่อสายค้างไว้ก็ได้ อยากส่งข้อมูลเมื่อไรก็ทำ
ได้ทันที สำหรับโปรโตคอลระดับ IP แล้ว สายที่ต่อถึงกันที่ว่านั้นหมาย ถึงการเชื่อมต่อแบบลอจิคัล ไม่ใช่สายจริง ๆ (ฟิสิคัส) แต่การบอกว่า IP มีการเชื่อมต่อแบบ Connectionless นั่นนคือหากรับส่งข้อมูลผ่าน IP จะต้องทำการต่อสายใหม่ทุกครั้ง
ที่จะรับส่งข้อมูล 1 IP ดาต้าแกรม เมื่อส่งเสร็จก็ถือว่าเสร็จและทำการถอดสายออก ในระดับ IP ก็จะรู้จักข้อมูลเพียงแต่ใน
ดาต้าแกรมเดียวเท่านั้น จะไม่รู้จักดาต้าแกรมอื่นที่ส่งก่อนหน้าหรือตามมาและจะไม่รู้ว่าดาต้าแกรมแต่ละอันมีความสัมพันธ์
กันหรือไม่อย่างไรภารกิจที่ IP ต้องทำให้สำเร็จคือทำการต่อสายไปยังปลายทางให้ได้แล้วส่งข้อมูลดาต้าแกรมนั้นไปให้ถึงแล้ว
ก็ถอดสายออก เป็นอย่างนี้เรื่อยไป อาจจะมีกรณีที่ดูเหมือนว่า IP มีการสื่อสารอย่างต่อเนื่องและมีความสัมพันธ์กันระหว่าง
ดาต้าแกรม ก็คือกรณีของ Fragmentationที่มีการกระจายข้อมูลออกเป็นหลายแพ็กเก็ตและเมื่อแพ็กเก็ตส่งถึงปลายทางแล้ว
จะต้องนำมารวมกันอีกครั้งหนึ่งตามลำดับ (จะอธิบายละเอียดในโอกาสต่อไป)ซึ่งแสดงว่า IP น่าจะมีความสัมพันธ์กันระหว่าง
ดาต้าแกรม แท้จริงแล้วความสัมพันธ์ดังกล่าวมิใช่ความสัมพันธืกันระหว่างดาต้าแกรมแต่อย่างใดเป็นความสัมพันธ์ภาย
ในดาต้าแกรมเดียวกันแต่ถูกกระจายออกจากกันและนำกลับมารวมกันใหม่ให้เป็นดาต้าแกรมเดียวเหมือนเดิมมิใช่การนำข้อมูล
ดาต้าแกรมอื่นมาเชื่อมโยงรวมกันแต่อย่างได ข้อมูลหนึ่งดาต้าแกรมไม่จำเป็นที่จะต้องส่งเพียงครั่งเดียวหากความยาวเกินกว่า
ที่จะส่งได้ในแต่ละครั้ง ดาต้าแกรมสามารถที่จะแบ่งย่อยเพื่อให้ขนาดของแพ็กเก็ตมีขนาดเหมาะสมได้


IP Header
จากภาพ แสดงให้ถึง IP Header ขนาดของ IP Header โดยปกติจะมีขนาด 20 ไบต์ยกเว้นในกรณีที่มีการเพิ่มเติมออปชั่น
บน IP Header จากภาพจะแสดงเป็นท่อนละ 32 บิต ก็คือ 4 ไบต์ โดยการส่งข้อมูลจะเรียงลำดับให้ไบต์แรกก่อน แล้วค่อยตาม
ด้วยไบต์ถัดไป สำหรับข้อมูลแต่ละส่วนในเฮดเดร์มีความหมายดังนี้

4-bit
Version
4-bit header
Lenght
8-bit type of service 16-bit total Lenght(In bytes)
16-bit Identification 3-bit
flags
13-bit fragment offset
8-bit time to
live(TTL)
8-bit
protocol
16-bit header checksum
32-bit source IP address
32-bit destination IP address
option (If any)
DATA

 

: : Next >>
 
 


This Website Best View At 1024*768 Only
Designed By : Woravit Kesornsombut
Copyright © 2004
any comment : Webmaster kesornsombut@hotmail.com

 
1