" ความอิสระไม่ใช่อยู่ที่ผ้าคลุมผม "

มัยรัม สาเมาะ แม่ผู้ให้ ...ผู้นำหนทางแห่งมุสลิมมะฮฺ

          “แท้จริงแล้ว สวรรค์นั้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา เป็นฮาดิษที่เชื่อถือได้ และเราเองก็ได้ยินอยู่บ่อยๆ ยังมีฮาดิษอีกตอนหนึ่งที่ว่า อีหม่านมุสลิมไม่สมบูรณ์ ถ้าเขาไม่รักพี่น้องของเขา เท่ากับเขารักตัวเอง”

ความสำเร็จของกลุ่มสตรีในโลกนี้และโลกหน้า
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
          “แท้จริงแล้ว สวรรค์นั้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา เป็นฮาดิษที่เชื่อถือได้ และเราเองก็ได้ยินอยู่บ่อยๆ ยังมีฮาดิษอีกตอนหนึ่งที่ว่า อีหม่านมุสลิมไม่สมบูรณ์ ถ้าเขาไม่รักพี่น้องของเขา เท่ากับเขารักตัวเอง”
          ถ้าเราหวังจะให้ตัวเราเองเป็นที่โปรดปรานของอัลลอฮฺไซร์ เราต้องหวังให้พี่น้องในอิสลามของเขาฝันที่จะโปรดปรานของอัลลอฮฺด้วย จากโองการอัลกุรอ่านตอนหนึ่งว่า “แท้จริงแล้ว ผู้ที่มีอีหม่านนั้นเป็นพี่น้องกัน”
          ดังนั้น เป็นที่แน่นอน  ถ้ายึดมั่นในความหมายของอัลฮาดีษหรืออัลกุรอ่านแล้ว ย่อมมีความต้องการสิ่งที่ดีให้แก่พี่น้องเราได้รับ ที่เราจะต้องคำนึงมากที่สุดคือความปลอดภัยในโลกนี้ และโลกหน้า
          จากโองการอัลกุรอ่านและฮาดีษที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นการอารัมภบทเพื่อที่จะให้เห็นผู้ที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับข้อหลักๆ ที่เราจะประสบความสำเร็จและชัยชนะของสตรีทั้งโลกนี้และโลกหน้า
          จากการประมวลหลกัสำคัญที่ผู้รู้ได้รวบรวมเอาไว้มี 9 ประการด้วยกัน คือ
          1. การละหมาดในแรกเริ่มการเข้าเวลาละหมาด
          2. การอ่านอัลกุรอ่าน
          3. การซิกิร
          4. การให้มีการเรียนการสอนในบ้าน
          5. การดูแลเอารัต (ปกปิดร่างกายตามหลักการของศาสนา)
          6. การให้เกียรติและปรนนิบัติต่อสามี
          7. การอบรมดูแลบุตรให้อยู่ในแนวทางของอัลอิสลาม
          8. การสนับสนุนสามีออกในหนทางของอัลลอฮฺเพื่อแสวงบุญ
          9. ใช้ชีวิตปานกลาง

ในความสำเร็จเหล่านี้ เราจะสามารถทำได้อย่างไร ดิฉันจะกล่าวในที่นี้ ดังนี้

1. การละหมาดแต่แรกเริ่มการเข้าเวลาละหมาด
          เป็นการง่ายอย่างยิ่งที่จะพูดว่า ละหมาดตั้งแต่แรกเริ่มของเวลา ทว่าในการกระทำกลับเป็นเรื่องยากยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรานี้เป็นผู้หญิงที่ต้องปรนนิบัติสามี และดูแลบุตร ด้วยเหตุนี้เป็นเรื่องยากที่เราจะฉวยโอกาสเพื่อทำการละหมาดก่อนอะไรอื่น และที่ถูกต้องจะต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ครั้งคราว ต้องทำทุกวันและทุกเวลา ในที่นี้ก็หมายถึงว่าต้องการให้ไปละหมาดโดยทันทีทันใดที่ได้ยินเสียงอาซาน ให้เราละทิ้งหน้าที่ทั้งหมดที่เรากำลังทำอยู่ ไม่ว่ากำลังทำกับข้าวในครัว หรือกำลังซักเสื้อผ้าในตอนนั้น แต่ถ้าไม่อาจปลีกตัวไปได้จากหน้าที่ที่เรากำลังทำอยู่ ก็หมายความว่าเรานั้นยังไม่มีความตระหนักของความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ หรือความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺนั้นยังไม่เข้าในใจของเรา
          ดังนั้น อยู่ที่ตัวเราทั้งหมดที่จะรู้ได้ว่าเรานั้นตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮแค่ไหน เรานั้นได้รับผิดชอบหน้าที่ของอัลลอฮฺมอบหมายให้กับเราแค่ไหน ถ้าดังตัวอย่างข้างต้น เมื่อได้ยินเสียงอาซานแล้ว ไม่อาจทำให้เราละทิ้งงานตรงหน้าได้ ก็แสดงว่าความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮนั้นยังไม่ประจักษ์อยู่ในตัวเรา แต่ถ้าเราประจักษ์ความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺแล้ว แน่นอน เราไม่อาจจะทนทำงานตรงนั้นได้ จะรีบวางมือจากการทำงานและเตรียมพร้อมเพื่อการละหมาด
          มีเรื่องเล่าในสมัยนบีมูฮำหมัดมีซอฮาบะห์ หญิงท่านหนึ่งกำลังซักผ้ากองใหญ่จนเวลาล่วงนาน เธอคนนั้นก็ซักเกือบจะหมดและเสร็จ และเพียงแค่ตัวเดียวที่ยังซักไม่เสร็จและก็ได้ยินเสียงอาซานแล้ว เธอก็ละทิ้งงานตรงนั้นไป เพื่อมุ่งไปละหมาดและพบพระเจ้า นับว่าเป็นความใจเด็ดของความมีอีหม่านของเธอ ยอมทิ้งงานที่ใกล้รวบรัดแล้วนั้น ทั้งนี้ เพราะเธอตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ ทำให้ทิ้งทุกๆ อย่างได้ ที่จะมุ่งสู่อัลลอฮฺ
          แต่ก่อน กลุ่มสตรีเราจะทำการละหมาดอย่างขอไปที หรือละหมาดเมื่อกิจการงานทุกอย่างเสร็จสิ้นเสียก่อน คิดกันว่าอย่าไปเร่งรีบ เรามักจะถามกันว่า “โอ๊ะ วักตูซุฮริ เลยเวลาแล้วหรือยัง .. หรือว่าฉันยังไม่ได้ละหมาด” ซึ่งเราได้ยินในอดีต แต่สำหรับปัจจุบันเราคงไม่มี แล้วคำถามเหล่านี้ ดิฉันคิดว่าวันนี้เราคงได้ยินและถามว่า “ได้เวลาละหมาดแล้วหรือยัง” หวังว่าพวกเรา พร้อมที่จะขอพรจากอัลลอฮฺให้ทรงดลบันดาลใจพวกเร าให้เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นต่อไป
          การละหมาดตั้งแต่เริ่มแรกของเวลานั้น มีผลดีหลายอย่าง ส่วนหนึ่งจะทำให้เรามีความตั้งใจแน่วแน่ต่ออัลลอฮฺขณะที่เรากำลังละหมาด ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะการละหมาดถือว่าเป็นเสาหลักของศาสนา ถ้าเรานั้นมั่นคงแข็งแรงด้วย เราไม่มีความมั่นคงและแข็งแรง ส่วนอื่นๆ ก็ไม่มีความมั่นคงเช่นเดียวกัน ดังเช่นท่านนบีเคยพูดเกี่ยวกับตัวท่านเองว่า “แท้จริง ฉัน(นบีมูฮำหมัด (ซ.ล.)) ถ้าให้เกิดมาปรับปรุงกริยามารยาทให้สมบูรณ์”
          เมื่อเรามามองดูลูกๆ หลานๆ ของเรารอบๆ ตัว พบว่าพวกเขาเหล่านั้นต่างมีปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด การที่เขาไม่มีความเข้าใจ ไม่มีการศึกษาเรื่องนี้ มีการใช้ชีวิตอย่างไร้แก่นสาร และมัวแต่เที่ยวไปในที่ต่างๆ เช่น ไนต์คลับ หรือชายทะเล สาเหตุเพราะเขาไม่มีพฤติกรรมที่สอดคล้องของอิสลาม เพราะพวกเขาได้เอาเยี่ยงอย่างพฤติกรรมของผู้ที่ไม่ใช่อิสลาม เพราะพวกเขาได้ใช้ชีวิตสุดโต่งของความเบี่ยงเบน ดังนั้น วันนี้เราจะหาหนทางแก้ไขอย่างไร และจะเปรียบเทียบอย่างไรให้รู้ว่ากริยามารยาทหรือพฤติกรรมใดที่เป็นพฤติกรรมที่ชื่นชอบของอิสลาม มีบางกลุ่มเริ่มให้การยอมรับต่อการกิน การดื่ม ระหว่างการเดินหรือการยืนยันนั้น จะเป็นการแสดงออกถึงความทันสมัยที่ชาวตะวันตกจะประพฤติกันเกลื่อนกลาด เพราะกลุ่มประเทศที่สามคอยที่จะเลียนแบบชาวตะวันตก เพราะถือว่าได้อยู่ในโลกาภิวัตน์ ความจริงแล้ว การแสดงออกเช่นนั้นเป็นความผิดที่ศาสนาได้ห้ามเอาไว้
          บรรทัดฐานที่ชัดเจนที่สุดที่มุสลิมทุกคนพึงปฏิบัติคือ ความประพฤติของเราในการละหมาดเป็นอย่างไร และนอกการละหมาดก็ควรเป็นอย่างนั้นด้วย ความประพฤติ กริยามารยาทเขาเหล่านั้น บางอย่างสมควรที่จะเอามาใช้ในชีวิตประจำวันของเรา ทว่าในวันนี้ เรากลับเอาเรื่องนอกการละหมาดเข้ามาใช้ในละหมาดเสียอีก ซึ่งมันไม่เป็นไปตามจุดประสงค์ที่แท้จริงที่อิสลามต้องการให้เป็น

มีอะไรบ้างที่อยู่ในเวลาละหมาดแล้ว เราอยากให้เอาออกมาใช้นอกเวลาละหมาด
          1. เราไม่สามารถที่จะต่อว่าคนอื่น หรือนึกไม่ดีกับคนอื่น
          2. ไม่มีอาการใจเลื่อนลอยเด็ดขาด เพราะถ้าใจเลื่อนลอยจนเสร็จสิ้นการละหมาด อัลลอฮฺอาจไม่รับการละหมาดของเราในเวลานั้น
          3. ต้องตั้งใจแน่วแน่และมอบตนแก่อัลลอฮฺอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่านอกเวลาละหมาดหรือในละหมาด
          4. ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่พูดจาแข็งกระด้างหรือเสียงดัง ไม่ว่านอกหรือในละหมาด โดยเฉพาะเสียงสตรีนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการปกปิด
          5. ต้องอ่อนโยน ไม่ยโสโอหัง ไม่ว่าจะอยู่ที่ในละหมาดหรือนอกละหมาด
          6. ต้องยอมรับว่าเราเป็นสตรีที่มีความอ่อนแอกว่าผู้ชาย ไม่ว่าทางด้านสรีระหรือด้านสติปัญญา
          7. การละหมาดที่สมบูรณ์ส่วนมากนั้น สามารถที่จะปกป้องดูแลเรา ให้พ้นจากความคิดที่จะทำในสิ่งที่ศาสนาอิสลามไม่พึงประสงค์ทั้งหลาย ถ้าเรายังคิดที่จะทำอะไรที่ขัดกับหลักการของศาสนา โดยที่ไม่รู้สึกผิดแต่อย่างไรเลย รู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา นั่นก็แสดงว่าการกระทำที่ขัดต่อหลักการของศาสนาอย่างแรง ดังนั้น เมื่อเราละหมาดแล้ว ให้ละหมาดนี้ทำหน้าที่คล้ายรั้วกั้นความไม่ดีที่เป็นบาป หรือทุกอย่างที่ขัดกับหลักการของศาสนาอิสลามมาทำลายความดีหรือความบรสุทธิ์ของเรา
          ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อว่าเราจะได้บ่มความดีของเราให้เพิ่มมากขึ้น แล้วเราก็อยากทำเพิ่มมากขึ้น จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 3 ให้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
สรุปได้ว่า การที่เราจะละหมาดสมบูรณ์นั้น คือ การละหมาดเริ่มต้นของแรกเริ่มเวลา ดั่งผลที่จะได้ข้างต้นทั้งเจ็ดข้อนั้นเป็นของแถมให้เราด้วย

2. การอ่านอัลกุรอ่าน
          ดังที่เราทราบมาตลอดว่า อัลกุรอ่านเป็นธรรมนูญสำหรับมุสลิมทุกคน เป็นแนวทางหรือข้อควรปฏิบัติสำหรับชีวิตของมุสลิมทุกคน ในอัลกุรอ่านได้สอนตั้งแต่เรื่องเล็กๆ จนถึงเรื่องใหญ่ๆ ในนั้นมีทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเราอ่านด้วยความเต็มใจ และรู้ความหมายของอัลกุรอ่านนั้นด้วย เราต้องขอบคุณอัลลอฮฺที่ให้เราได้อ่าน เพราะส่วนมาก พวกเรานี้อ่านโดยไม่รู้ความหมาย แต่ก็ไม่เป็นไรสำหรับการเริ่มต้น เราต้องไปทีละขั้น เริ่มด้วยให้อ่านกุรอ่านให้ถูกต้อง แล้วค่อนมาเรียนรู้ที่มาที่ไป และความหมายแต่ละบทโองการของอัลกุรอ่าน จะยิ่งทำให้มีความลึกซึ้งต่ออัลกุรอ่านมากขึ้น จะอย่างไรก็ตาม ถ้าเราสามารถอ่านอัลกุรอ่านอย่างถูกต้องตามหลักการอ่านอัลกุรอ่านแล้ว เราก็จะได้ผลบุญมากมายอยู่แล้ว เพราะแต่ละตัวอักษรในอัลกุรอ่าน อัลลอฮให้ผลบุญถึง 10 ผลบุญ เราสมควรอ่านทุกวัน วันละนิด วันละหน้าหรืออาจจะวันละ 1 ซูเราะห์จะยิ่งดีมาก เราต้องจัดการให้มีเวลาอ่านให้ได้ การที่เราเจียดเวลาหรือตั้งใจหาเวลาเพื่ออ่านอัลกุรอ่านให้ได้นั้น ก็เป็นการกระทำที่ได้บุญ เพราะยิ่งเราพบอุปสรรคมากเท่าไหร่ แต่เราไม่ท้อถอย เราก็ยิ่งได้ผลบุญมากเท่านั้น อุปสรรคจะเป็นตาชั่งว่าเราจะได้ผลบุญเท่าไหร่ ถ้าอุปสรรคมาก บุญก็มากเช่นกัน เพราะเราต้องต่อสู้ ไม่ยอมแพ้แก่อุปสรรค ยิ่งเราต่อสู้ ยิ่งทำให้เราเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ดังที่มีอัลฮาดีษ หรือคำพังเพยที่เราได้ยินบ่อยๆ ว่า “ใครพยายามอย่างจริงจังแล้ว ต้องได้สิ่งนั้นมา หรือความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”

3. การกล่าวซิกิร
          จริงๆ แล้ว ในชีวิตประจำวันของเรา ถ้าจะพูดตามที่หลายๆ คนมักพูดคือ “ไม่มีเวลา” เราไม่มีเวลาที่จะทำอะไรเพื่ออัลลอฮฺ ทั้งๆ ที่เวลานั้นเป็นของอัลลอฮฺ เรากลับเอาเวลาของอัลลอฮฺไปสูญเสียกับเรื่องโลกีย์เสียมาก หรือเสียไปทั้งหมดของเวลาเลยก็มี ถ้าเราทำเช่นนั้น เราก็คือผู้ขาดอย่างแท้จริง ในเมื่อคนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ เวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ไม่มีใครมีมากกว่านี้ เราต้องฉลาดที่จะใช้เวลา เริ่มด้วยการคิดว่าเวลาทั้งหมดเป็นของอัลลอฮฺ ดังนั้น เราต้องมอบเวลาให้อัลลอฮฺให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อย่าให้ลูกหรือใครๆ เอาเวลาของอัลลอฮฺจากเราไปเสียหมดทั้งวัน ต้องคิดว่าคนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน ดังนั้น เราต้องมีเวลาสำหรับซิกิร (การรำลึกถึงอัลลอฮฺ)
          การซิกิรประจำวันของเรา ต้องให้ได้อย่างน้อยวันละ 600 ครั้งต่อวัน การซิกิรไม่เพียงแต่ปากเท่านั้น เรายังสามารถทำได้โดยการใช้ความคิด การใช้สายตามองไปรอบๆ ตัวเรามองความชาญฉลาดของอัลลอฮฺ ความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺที่ได้สร้างเรามาได้ทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น ภูเขาสูง หน้าผาสวย น้ำตกลดหลั่นเป็นชั้นๆ สวยงามตระการตา ต้นไม้ใหญ่โต ดูสัตว์นานาชนิด การมองของเราได้ทำให้เราประจักษ์ต่อความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ที่กล่าวในที่นี้คือ การซิกิรด้วยปากและใจ (ให้ทำ 300 ครั้งในตอนเช้า และ 300 ครั้งในตอนเย็น) ซึ่งได้กำหนดโดยผู้รู้ที่เอามาจากท่านนบีมูฮำหมัด (ซ.ล.) คือ
         - การกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺ 100 ครั้ง
         - การกล่าวซอวาวัตท่านนบีมูฮำหมัด (ซ.ล.) 100 ครั้ง
         - การกล่าวขออภัยโทษต่ออัลลอฮ (ซ.บ.) 100 ครั้ง
         จะเห็นได้ว่า เราได้ทำการซิกิรมอบแด่อัลลอฮฺ แด่ท่านรอซูลลุลเลาะห์ และมอบแด่ตัวเรา ตอนเช้า 300 ครั้ง และตอนเย็น 300 ครั้ง จริงอยู่ ถ้าพูดถึงการทำงานของเราจะยุ่งมากทั้งตอนเช้าและตอนเย็น แต่เราก็จะต้องทำให้ได้ เพราะอยู่ที่ตัวเราแล้วทั้งนั้น เวลาที่อัลลอฮฺให้เรานั้น เท่ากับ 24 ชั่วโมง ในเมื่อคนอื่นทำได้ เราก็ย่อมทำได้เช่นกัน ไม่ใช่เรื่องที่ยาก หากเราต้องการที่จะทำ เพียงแต่เราจะทำหรือไม่ทำเท่านั้นเอง การแบ่งเวลานั้น เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของเรา
          เราต้องเป็นนายของเวลา และเราต้องสามารถจัดการทุกอย่าง 24 ชั่วโมงนั้นให้ได้ทั้งโลกนี้และโลกหน้า (อินซาอัลลอฮ) ดังที่เราได้ยินมาบ้างแล้วว่า กับผู้รู้หรือท่านนบีมูฮำหมัดเองได้สอนให้เราแบ่งเวลาเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือส่วนละ 8 ชั่วโมง
          1. ส่วนที่หนึ่ง 8 ชั่วโมง เราแบ่งไว้เพื่อแสวงหารายได้เพื่อใช้จ่ายในโลกนี้
          2. ส่วนที่สอง 8 ชั่วโมง เราแบ่งไว้เพื่อการพักผ่อนร่างกายของเรา
          3. ส่วนที่สาม 8 ชั่วโมง เราแบ่งไว้เพื่อทำอีบาดัตต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)
          เราพยายามจัดสรรเวลาดังกล่าวนี้ให้สมดุลกัน ถ้าเราทำได้ ชีวิตของเราก็ไม่หนักด้านด้านหนึ่ง ตามความเป็นจริง ในชีวิตประจำวันของเรานี้ 8 ชั่วโมง ทำงานเพื่อแสวงหารายได้เพื่อใช้ชีวิตในโลกหน้า ซึ่งพวกเราก็ทำอยู่ หรือบางครั้งอาจเกินด้วยซ้ำ การพักผ่อนที่เป็นการนอนหลับ และการนั่งอยู่เฉยๆ พวกเราก็ทำอยู่ อาจเกินไปด้วยซ้ำไป แต่ 8 ชั่วโมงสำหรับการทำอีบาดัต (เช่น การละหมาด การซิกิร การอ่านอัลกุรอ่าน ฯลฯ) นั้น ไม่แน่ใจว่าเราจะทำได้ครบหรือเปล่า
          ในบรรดาผู้รู้ ผู้ที่มีความเคร่งครัดในศาสนา 24 ชั่วโมงของเขาเป็นอีมาดัตหมด เพราะเขาทำงาน เขานึกถึงอัลลอฮ เขาพักผ่อนเขาก็นึกถึงอัลลอฮ การกระทุกอย่างนั้นทำเพื่ออัลลอฮทั้งหมด อย่างนี้แสดงว่าเขาทำถูกต้องแล้ว และประเสริฐที่สุดหาที่เปรียบไม่ได้ ที่เป็นห่วงคือเกรงว่าในเวลาทำงาน และการพักผ่อนนั้น ไม่ได้เป็นอีบาดัต และอีก 8 ชั่วโมงสำหรับอีบาดัตก็ไม่เป็นอีบาดัต ดังนั้น วันนี้เราควรปรับปรุงความจริงที่ผิดๆ มาแก้ไขส่วนที่ยังบกพร่องอยู่ เพื่อให้มันดีขึ้น ทั้งนี้ เพื่อจะให้เราเดินไปดังเป้าหมาย หรือจุดประสงค์ที่อัลลอฮได้สร้างเรามา เพื่อที่จะให้เราอยู่อย่างเป็นสุข และปลอดภัยทั้งโลกนี้และโลกหน้า
          จากที่เราได้พบเห็นความสำเร็จนั้น เราวัดด้วยบรรทัดฐานของอิสลามว่า ใครคือคนที่สำเร็จจริงๆ ถ้าเราสามารถประคองตัวเราเองในหนทางของอิสลาม แน่นอนที่สุดว่าเรานั้นจะปลอดภัย ไม่มีการเสียใจภายหลังแน่เลย ถ้าในทางกลับกัน เราไม่ได้เอาบรรทัดฐานของอิสลามมาวัด เราจะพบว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง เพราะเราจะได้ผลที่แตกต่างกัน จากอิสลามที่เป็นจริงเป็นอย่างไร หรือนับได้ว่าเขานั้นไม่ประสบความสำเร็จตามที่อิสลามวางไว้ หรืออย่างที่อิสลามต้องการ

4. ทำการเรียนการสอนในบ้าน
          เราจะต้องมีการพยายามให้มีการเรียนการสอน หรือเรียนรู้ศาสนาในทุกๆ วัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที เพราะอัลลอฮจะบลล้างกิจกรมต่างๆ ถึง 40 กิจกรรม และถ้าหากทำในมัสยิด อัลลอฮจะลบล้างกิจกรรมชั่วร้ายถึง 100 กิจกรรมแล้ว เราก็จะได้รับความต่างๆ เกี่ยวกับศาสนา และสามารถจะดึงออกมาปฏิบัติได้ อินซาอัลลอฮ

5. ปกปิดร่างกาย (เอารัต)
          เอารัต คือส่วนของร่างกายที่เราจะต้องปกปิดอย่างมิดชิด ถ้าหากว่าเราเปิด เราก็จะฮาราม คือ บาป ส่วนร่างกายของผู้ชาย ผู้หญิง จะมีส่วนแตกต่างกัน ในโอกาสนี้ เราจะเน้นเฉพาะร่างกายผู้หญิง แบ่งออกเป็น 4 ขั้น โดยสรุป
          1. ผู้หญิงจะต้องปิดจากสะดือถึงหัวเข่าต่อเมื่ออยู่กับมุสลิมะห์ด้วยกัน และผู้ชายไม่อาจเห็นสัดส่วนเราได้
          2. ที่เห็นได้เฉพาะใบหน้า ฝ่ามือ และเท้า ต่อเมื่อเราอยู่กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม
          3. ที่เห็นได้เฉพาะใบหน้าและฝ่ามือคือเวลาละหมาด
          4. ต้องปิดหมด ในเมื่อจะออกจากบ้าน ข้อ 4 ผู้รู้ทางศาสนากล่าวว่าอนุญาตให้เปิดใบหน้าและฝ่ามือ แต่บางผู้รู้ในศาสนาให้ปิด แม้แต่ใบหน้า เพราะกลัวเกิดฟิตนะห์ (ครหา)
          ร่างกายเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องปกป้องปิดมันไว้ เพราะท่านนบีได้กล่าวไว้ว่า ผู้หญิงจะตกนรกมากกว่าผู้ชาย ด้วยสาเหตุ 2 ประการ คือ 1. ร่างกาย 2. ปาก การปิดร่างกายนั้น เราจะต้องระวังให้มาก แม้กระทั่งเส้นผมเส้นเดียวก็สามารถทำให้เราตกนรกได้ถึง 40 ปี ยางผู้รู้ทางศาสนาบอกว่า 70 ปี

6. ตออัต (การเชื่อฟัง) โฮรมัต (การให้เกียรติ) คิดมัต (การช่วยเหลือปรนนิบัติต่อสามี)
          เราผู้เป็นภรรยาที่ดี (ซอลีฮะห์) และจะต้องปฏิบัติ 3 ประการข้างต้นอย่างสม่ำเสมอ แต่เราอย่าลืมว่ ถ้าหากความต้องการ หรือการเรียกร้องของสามีจากเรานั้น เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับบทบัญญัติของศาสนา แน่นอนที่สุด เราต้องทักท้วงและให้ไม่ได้เด็ดขาด

7. อบรมลูกให้อยู่ในแนวทางของศานาอิสลาม
          ท่านแม่บ้านที่เคารพรักของอัลลอฮทุกท่าน แน่นอนเหลือเกิน เด็กที่จะดีได้นั้น จะต้องผ่านการอบรมตั้งแต่เล็กๆ หรือในระหว่างที่อยู่ในวัยเด็ก ท่านรอซูลมูฮำหมัด เคยกล่าวไว้ว่าเด็กที่เพิ่งคลอดมาดูโลกนั้น เปรียบเสมือนผ้าขาว คุณพ่อคุณแม่นั้นแหละเป็นคนแต้มสี จะให้เป็นสีอะไร หรือเป็นคนประเภทไหน ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้

8. สนับสนุนสามีให้ออกในแนวทางศาสนา
          คนที่จะดีได้นั้น จะต้องมีศาสนาอยู่ในหัวใจ เพราะฉะนั้น เราจะต้องสนับสนุนให้สามีออกในหนทางของอัลลอฮ สามีเป็นผู้นำในครอบครัว ถ้าสามีดี หรือคุณพ่อเป็นผู้นำที่ดี ลูกและภรรยา หรือครอบครัว มีโอกาสมากที่จะเป็นครอบครัวที่ดี ซึ่งจะนำความสงบสุขมาให้ครอบครัวทั้งโลกนี้ และโลกหน้า

9. ใช้ชีวิตปานกลาง
          อิสลามสอนให้เราใช้ชีวิตปานกลาง ไม่ว่าการงานอะไรก็ตาม ท่านนบีมูฮำหมัด เคยกล่าวไว้ว่า “การงานที่ดีนั้น คือ การงานที่ปานกลาง” โลกปัจจุบันเป็นโลกวัตถุนิยม มนุษย์เราชอบใช้จ่ายโดยไม่คำนึงถึงรายรับ – รายจ่าย ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจตกต่ำ แน่นอนเหลือเกิน ถ้าเราปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด ใช้ชีวิตปานกลาง ไม่สุรุ่ยสุร่าย ทำให้ไม่ต้องเดือดร้อน และจะอยู่อย่างมีความสุข

1