Untitled Document
บทที่ 2
บริบทชุมชน

 

1. สภาพพื้นที่
1.1 ประวัติศาสตร์ชุมชน
          บ้านสุไหงปาแน มีชื่อดั้งเดิมคือ “ซูไงปันดัน” หมายถึง วิสัยทัศน์หรือผู้ที่มองการณ์ไกล เนื่องจากสมัยก่อน ชุมชนแห่งนี้จะมากด้วยผู้ที่มีความรู้ และมีสถานที่สอนศาสนาหลายแห่ง ต่อมาเกิดการเพี้ยนเสียงเรื่อยมา ซูไงปันดัน จึงเพี้ยนเป็นสุไหงปาแนในปัจจุบัน
          บ้านสุไหงปาแนเป็นส่วนหนึ่งของตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ใกล้กับมัสยิดกรือเซะ ที่มีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์อันยาวนานบนความรุ่งโรจน์ของ “ราชอาณาจักรมลายูปัตตานี” หรือ “ปัตตานี ดารุสลาม” (ปัตตานี นครแห่งสันติ) ในอดีต
         เมืองเก่ากรือเซะ – บานา เป็นชุมชนเก่าแก่และเป็นท่าเรือที่สำคัญของปัตตานีในอดีต ในช่วง พุทธศตวรรษที่ 22 เมืองปัตตานีประกอบด้วยชุมชนใหญ่ 2 บริเวณ บริเวณแรกเป็นเขตพระราชวังหรือ โกตารายาที่กรือเซะ เป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าเมืองและวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางและข้าราชการของสำนัก บริเวณที่ 2 เป็นย่านการค้าและชุมชนที่บานาหรือ “Bandar” คำว่า “Bandar” เป็นภาษาเปอร์เซีย แปลว่า บริเวณของเมืองที่เป็นท่าเรือและแหล่งค้าขาย ในสมัยนั้น บานาจึงเป็นตลาดการค้ากับนานาชาติ และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมต่างๆ ของเมือง ก็คือแนวสันทรายชายฝั่งความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ใน ท้องที่ตำบลบานาไปจนถึงตำบลตันหยงลูโละ มีเรือขนาดเล็กขนส่งสินค้าเข้ามาถึงชายฝั่ง ส่วนเรือขนาดใหญ่ต้องทอดสมออยู่นอกฝั่งห่างออกไปเกือบๆ 1 ไมล์ ทั้งนี้เนื่องจากอ่าวมีความลึกไม่มาก เรือสินค้าต่างประเทศเข้ามาค้าขายที่ปัตตานีเกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม เป็นช่วงที่ดีที่สุดที่จะแล่นเรือจากชวามายังปัตตานีและเดินทางกลับในเดือนตุลาคม ส่วนจากเดือนตุลาคมถึงมกราคมเป็นช่วงที่มีเรือเข้ามาแวะน้อย เนื่องจากเป็นช่วงมรสุมมีคลื่นลมแรงจัด ในบันทึกของพ่อค้าชาวดัชท์ระบุว่า ในการ นำเรือเข้าเทียบท่าที่ปัตตานีนั้น เขาได้สังเกตภูเขาสูงเทือกหนึ่งเป็นจุดสังเกตสมัยนั้นเรียกภูเขานั้นว่า “GoenoengNipiki” หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “กุงอินทิรา” หรือ “อินทริราคีรี” ซึ่งหมายถึงภูเขาที่สถิตของพระอินทร์ ภูเขาดังกล่าวในปัจจุบันคือ เขาใหญ่ หรือบูกิตบือซาร์ ตั้งอยู่ตรงแนวรอยต่อของ 3 จังหวัด คือ สงขลา ปัตตานี และยะลา เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาสันกาลาคีรี ปัจจุบันชาวเรือยังใช้เป็นจุดสังเกตเมือง จะนำเรือเข้าฝั่งที่ปัตตานี
          ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-22 เมืองท่าปัตตานีเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปของพ่อค้าวานิชชาวตะวันตก นโยบายการค้าของปัตตานีมีความเป็นอิสระและไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก โปรตุเกสและฮอลันดาตั้งสถานีการค้า ที่ปัตตานีก่อนที่จะติดต่อกับอยุธยา สินค้าจากตะวันตกมีจำหน่ายมากมายเรือสินค้าจากจีนแลญี่ปุ่นได้ขนถ่ายแลกเปลี่ยนรับสินค้าจากตะวันตกที่ปัตตานีไปจำหน่ายต่อที่อยุธยาและที่อื่นๆ โปรตุเกสเป็นชาวตะวันตก ชาติแรกที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับปัตตานี ในปี พ.ศ. 2059 ล่วงมาถึงปี พ.ศ. 2081มีชาวโปรตุเกสอยู่ที่ปัตตานีราว 300 คน นอกจากนั้นมีชาวตะวันออกชาติอื่นๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อีกด้วย หลังจากนั้นมีฮอลันดา อังกฤษ และ สเปน ก็เข้ามาตั้งสถานีการค้าที่ปัตตานี การค้าที่ปัตตานีในระยะนั้นเฟื่องฟูมากมีเรือสินค้าเข้าออกตลอดเวลา สินค้าจากปัตตานีที่มีชื่อเสียงเป็นที่ต้องการของชาวต่างประเทศ ได้แก่ ข้าว ดีบุก งาช้าง กำยาน ไม้หอม ครั่ง ไม้ฝาง หนังกวาง ขิง น้ำตาล เกลือ พริกไทย และสมุนไพรต่างๆ ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ เครื่องถ้วยชาม แพรไหม

          เมืองปัตตานีในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 23 ปรากฏในเอกสารบันทึกการเดินทางของอเล็กซานเดอร์ ฮามิลตัน กัปตันชาวอังกฤษว่า เมืองปัตตานี สมัยนั้นมี 43 แคว้น มีอาณาเขตรวมไปถึงกลันตัน และตรังกานู มีเมืองท่า 2 แห่งคือ กัวลาปตานี และกัวลาบือเกาะฮ์ พลเมืองของปัตตานีในขณะนั้นมี ถึง 150,000 คน ตัวเมืองมีบ้านเรือนหนาแน่นมาก เมืองท่าปัตตานีในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 21 –23 ได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่านานาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแท้จริง เรือสินค้าจากแถบทุกชาติมาแวะจอด ด้วยที่ชาวเมืองเคร่งครัดในการปฏิบัติตามกฎของเจ้าเมือง พ่อค้าวานิชจึงพึงพอใจที่จะนำสินค้ามาที่ท่าเรือที่ปลอดภัยกว่า เมืองปัตตานีสมัยนั้นเปิดให้มีการค้าเสรีจากทุกชาติมีระบบการจัดเก็บภาษีที่เป็นระบบและเป็นธรรม ทำให้ ท่าเรือปัตตานีได้รับความนิยมมากจากพ่อค้าชาวต่างประเทศ
         ในพุทธศตวรรษที่ 23 การค้าที่ปัตตานีก็ซบเซาลงไป เนื่องด้วยสาเหตุหลายประการ ได้แก่ บริษัทการค้าของดัชท์ที่ช่องแคลบมะละกามีบทบาททางการค้ามากขึ้น ตลาดการค้าที่ญี่ปุ่นได้รับความสนใจจาก ชาวต่างประเทศเพิ่มขึ้น ความต้องการซื้อผลผลิตจากคาบสมุทรมลายูลดลงและปริมาณการซื้อขายสินค้า ในระดับท้องถิ่นลดลง ล้วนเป็นสาเหตุให้ท่าเรือปัตตานีสูญเสียบทบาทที่สำคัญลงไป นอกจากนั้นการศึกสงครามกับสยามทุกครั้งล้วนมีส่วนทำให้ปัตตานีทรุดโทรมลงไปอีกทั้งปัญหาการเมืองและความขัดแย้งภายในของปัตตานีเองนับว่าเป็นสาเหตุสำคัญเช่นกันที่ทำให้สถานภาพที่เคยมั่งคั่งในอดีตได้เปลี่ยนแปลงเมืองปัตตานีที่ กรือเซะ– บานา จึงถึงยุคเสื่อมและถูกทิ้งร้างไปในเวลาต่อมา
        ในสมัยการปกครองของตนกูมูฮัมหมัดหรือตนกูบือซาร์ (พ.ศ. 2388 – 2399) ได้ย้ายศูนย์กลาง การปกครองไปยังสถานที่แห่งใหม่ที่จะบังติกอและสร้างวังจะบังติกอขึ้นใหม่ ศูนย์กลางความเจริญก็เกิดขึ้น ที่เมืองจะบังติกอ มีการค้าขายกับต่างประเทศอยู่เช่นเดิมโดยเฉพาะกับพ่อค้าชาวจีน และเมืองใกล้เคียง ส่วนเมืองปัตตานีที่กรือเซะก็ค่อยๆลดความสำคัญลงไป ประกอบกับท่าเรือและลำคลองต่างๆ ตื้นเขิน จนเรือไม่สามารถเข้าจอดเทียบท่าได้อีก รวมระยะเวลาทั้งสิ้นประมาณ 400 ปีที่เมืองปัตตานีบริเวณกรือเซะ – บานาเจริญรุ่งเรืองสูงสุดจนได้ชื่อว่าเป็น “มหานคร”
         ในปัจจุบันเมืองเก่ากรือเซะ– บานายังไม่มีการสำรวจขุดค้นทางโบราณคดี ทำให้ยังไม่ทราบข้อมูลด้านโบราณสถานและโบราณวัตถุมากนัก
          ปัจจุบันร่องรอยคูเมืองและกำแพงเมืองเก่ามีหลงเหลืออยูบ้างแต่ส่วนใหญ่มีการปรับสภาพที่ดิน เพื่อใช้ในการเพาะปลูกและก่อสร้างที่อยู่อาศัย โบราณวัตถุประเภทตะกรันจากการหลอมหล่อโลหะ และ เศษภาชนะ ถ้วยชามต่างประเทศ และเครื่องถ้วยท้องถิ่นพบได้บริเวณพื้นดินทั่วไปในเขตเมืองเก่าและบริเวณที่เคยเป็นท่าเรือโบราณสถานที่สำคัญที่ยังคงเหลืออยู่ได้แก่ มัสยิดกรือเซะ ซึ่งเชื่อว่าสร้างในสมัยสุลต่าน มูซัฟฟาร์ซาห์ (พ.ศ. 2073 –2107) ตามคำแนะนำของชัยยิด ซอฟียุดดิน ผู้รู้ในศาสนาอิสลามในสมัยนั้น จึงทรงรับสั่งให้สร้างมัสยิดขึ้น 2 แห่ง คือ ในตัวเมืองหนึ่งแห่ง และที่ท่าเรืออีกหนึ่งแห่ง มัสยิดในตัวเมือง ในสมัยนั้นเรียกว่า “มัสยิดปินตู เกิรบัง” (มัสยิดประตูเมือง ) สร้างบริเวณหน้าพระลานตรงตำแหน่งที่ตั้งของมัสยิดกรือเซะในปัจจุบัน ส่วนอีกหลังหนึ่งที่สร้างที่ท่าเรือนั้น ปัจจุบันคือมัสยิดดาโต๊ะ ตั้งอยู่ที่สะบารังตันหยง หรือแหลมฝั่งตรงข้ามกับเมืองปัตตานี เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า มัสยิดดารุล – นาอีม เป็นมัสยิดที่มีความสำคัญ ต่อพ่อค้านักเดินเรือที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นอย่างมาก ในอดีต มัสยิดดาโต๊ะได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ. 2478 และได้รับการบูรณะมาแล้วหลายครั้ง ปัจจุบันจึงยังคงสภาพที่สมบูรณ์ แข็งแรง ส่วนมัสยิดกรือเซะนั้นได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ. 2478 เช่นกัน (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. 2543. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกสารและภูมิปัญญา. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.)
        บ้านสุไหงปาแน อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เด็กกำพร้าและยากจนอนาถาบ้านสุไหงปาแน ที่เมื่อก่อน มีสภาพเป็นป่ารกทึบ จึงได้รับอิทธิพลจากความเจริญจากเมืองท่าบานา จนมีการสร้างบ้านแปลงเมืองอย่าง ต่อเนื่องจนเป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่จนถึงทุกวันนี้

1.2 ที่ตั้ง – อาณาเขต
         บ้านสุไหงปาแน อยู่ห่างจากตัวจังหวัดปัตตานีประมาณ 7 กิโลเมตร มีที่ตั้งทางภูมิประเทศ ดังนี้

ทิศเหนือ จดกับหมู่ที่ 3 บ้านบานา ตำบลบานา อำเภอเมืองปัตตานี
ทิศใต้ จดกับหมู่ที่ 6 บ้านจือโร๊ะ ตำบลบานา อำเภอเมืองปัตตานี
ทิศตะวันออก จดกับหมู่ที่ 2 บ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี
ทิศตะวันตก จดกับหมู่ที่ 4 บ้านกำปงตารง ตำบลบานา อำเภอเมืองปัตตานี

1.3 ลักษณะทางภูมิศาสตร์
         บ้านสุไหงปาแน ตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบลุ่มดินปนทราย ใกล้ชายฝั่งทะเล แม้สภาพดินจะไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกเท่าใดนัก แต่ก็ทดแทนด้วยการประกอบอาชีพประมงน้ำเค็ม ทำนาเกลือ ผลิตเกลือสมุทรส่งให้ราษฎรอย่างเมืองนครศรีธรรมราช กรุงศรีอยุธยา และเมืองสำคัญต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มายาวนาน อีกทั้งชัยภูมิที่อยู่ใกล้กับท่าเรือสำหรับการค้าขาย (ปัจจุบันคือตำบลตันหยงลุโละ) ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางการค้า ศาสนา การศึกษา และวัฒนธรรม อย่างมีพัฒนาการต่อเนื่องเสมอมา

2. สภาพทางสังคมและวัฒนธรรม
2.1 ประชากร
ในปี 2548 บ้านสุไหงปาแน มี 225 หลังคาเรือน จำนวนประชากรทั้งสิ้น 1,253 คน

2.2 การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนและรูปแบบการก่อสร้างบ้านเรือน
การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน
รูปแบบดั้งเดิม

          การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในอดีต จะตั้งตามแนวชายฝั่งทะเล เป็นชุมชนประมงและการ ค้าขายทางเรือส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งตั้งบ้านเรือนรายรอบเขตพระราชฐานของวังเก่าบานา-กรือเซะ

รูปแบบใหม่
        การตั้งถิ่นฐานในปัจจุบันยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากความเจริญในอดีตยังเป็นรากฐานสำคัญในการก่อรูปเป็นชุมชนเมืองอยู่แล้ว แต่ต่อมามีการตัดถนนผ่านอีกหลายสาย จึงทำให้การ ตั้งบ้านเรือนตามแนวถนนมาสมทบให้ขนาดของชุมชนเมืองขยายตัวหนาแน่นมากขึ้น

รูปแบบการก่อสร้างบ้านเรือน
     ลักษณะบ้านของชุมชนบ้านสุไหงปาแน พอจะสรุปลักษณะของบ้านได้ตามการนำวัสดุ มาก่อสร้าง คือ
ประเภทที่ 1 บ้านที่ใช้ไม้เพียงอย่างเดียว
ซึ่งบ้านลักษณะนี้ชาวบ้านจะใช้ไม้ทำเสาบ้านซึ่งหาได้เองจากชุมชน และมีหลังคาด้วย ใบจากหรือใบค้อ ทำอย่างประหยัด แต่ดูแล้วไม่คงทนถาวรนัก

ประเภทที่ 2 บ้านไม้ผสมคอนกรีตและเหล็ก
          บ้านประเภทนี้ เสาบ้านจะทำด้วยปูนหล่อ โครงสร้างส่วนบนจะใช้ไม้ รวมถึงหน้าต่าง ก็จะทำด้วยไม้เช่นกัน ส่วนฝากั้นใช้อิฐบล็อกและโบกด้วยปูนซีเมนต์ ใช้ประตูเหล็ก หลังคาใช้กระเบื้อง ลอนใหญ่ มักจะเป็นบ้านที่ทำการค้าเป็นร้านขายของชำ มีความคงทนถาวรปลอดภัยและเหล็กราคาถูกกว่าไม้

ประเภทที่ 3 บ้านคอนกรีตและเหล็ก
          บ้านประเภทนี้ใช้ปูนซีเมนต์ ฝากั้นบ้านทั้ง 4 ด้านเป็นอิฐบล็อกโบกด้วยปูนซีเมนต์ ส่วนโครงสร้างบ้านจะใช้เหล็ก หลังคาบ้านจะมุงด้วยกระเบื้องลอนใหญ่ใช้ตะขอเหล็กเกี่ยว มีเพียงหน้าต่างเท่านั้นที่ทำด้วยไม้ เนื่องระบายความร้อนได้ดี เปิด – ปิด สะดวกกว่า ซึ่งบ้านประเภทนี้มีไม่มากนัก

2.3 เส้นทางคมนาคมและการติดต่อกับภายนอก
        บ้านสุไหงปาแนมีถนนตัดผ่านที่สำคัญคือ เส้นทางมาตรฐานสี่เลนจากจังหวัดปัตตานีไปจังหวัดนราธิวาสผ่านมัสยิดกรือเซะและสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ตั้งอยู่ริมทาง ซึ่งนักท่องเที่ยวรู้จักกันดี ส่วนเส้นทางในหมู่บ้านเป็นถนนลาดยาง ที่ลัดเลาะไปได้หลายเส้นทาง เช่น ตำบลกะมิยอ ตำบลคลองมานิง ตำบลปูยุด อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
การโทรคมนาคมติดต่อสื่อสาร แทบจะทุกครัวเรือนมีโทรศัพท์บ้านใช้ อีกทั้งอยู่ใกล้กับตัวจังหวัดปัตตานี การเข้าบริการต่างๆ ของภาครัฐและเอกชนจึงสะดวกรวดเร็ว

2.4 การศึกษา
บ้านสุไหนปาแนมีโรงเรียนในรูปแบบและระดับต่างๆ คือ
ศูนย์เลี้ยงเด็ก
ครู (จบการศึกษาด้านศาสนาชั้น 10) จำนวน 5 คน
เด็ก จำนวน 147 คน

โรงเรียนสอนศาสนา
มีโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามคือโรงเรียนตาดีกานูรุดดีน ซูไงปันดัน
ครู จำนวน 6 คน
นักเรียน จำนวน 185 คน

สมาชิกในหมู่บ้าน/ชุมชน ไปศึกษานอกหมู่บ้าน 316 คน
ระดับประถมศึกษา จำนวน 253 คน
ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 52 คน
ระดับการศึกษาผู้ใหญ่ จำนวน 15 คน
สูงกว่าระดับมัธยมศึกษา จำนวน 6 คน

ผู้ที่อ่านและเขียนหนังสือไม่ออก จำนวน 22 คน

          ในหมู่บ้านสุไหงปาแนเมื่อก่อนจะมีปอเนาะเก่าเก่า มีโต๊ะครู (อาจารย์) ที่มีความรู้มากจนเป็นที่รู้จักต่อสาธารณชน และมีผู้คนมาแสวงหาวิชาความรู้จากทุกสารทิศทั้งในประเทศและต่างประเทศ นักวิชาการสำคัญแห่งบ้านสุไหงปาแน 3 ท่านที่มีความรู้เก่งกาจกันคนละด้าน เป็นฐานทุนสำคัญในการวางระบบ การศึกษาของชุมชนแห่งนี้ ได้แก่
         1. นายหะยีอะห์หมัด หะยีแวจิ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า มะดอฮายี เชี่ยวชาญด้านปรัชญา และ เป็นเจ้าของปอเนาะเก่าแก่ ซึ่งปัจจุบันคือที่ตั้งศูนย์เด็กกำพร้ายากจนและยากจนอนาถาปัจจุบันนั่นเอง
         2. นายอาเยาะปอ แวมูซอ เชี่ยวชาญด้านอูชูลุดดีน หรือ วิชาที่ว่าด้วยพื้นฐานทางศาสนาอิสลาม
         3. นายอาเยาะเซ็ง สาเรฟ เชี่ยวชาญด้านฟิกฮฺ หรือ นิติศาสตร์อิสลาม ที่ว่าด้วยการปฏิบัติศาสนกิจ การเมือง กฎหมายอาญา กฎหมายครอบครัวและมรดก เป็นต้น
         ปัจจุบันนั้น ได้มีนักวิชาการที่ถือเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่ขึ้นมาทดแทน คือ นายอับดุลเลาะ (ไม่ทราบนามสกุล) นายรอมลี โตะมะ หรือ “แบลี มูหรง” นายฮาซัน อาบูเด หรือ “เปาะซูแซ” นางมัรยัม สาเมาะ หรือ “กะแย อาเนาะยาเต็ง” นายแวอิสมาแอล แวอูมา หรือ “เปาะซูแอ สุไหงปาแน” นายอับดุลเลาะ สาเรฟ หรือ “อุสตัสเลาะ สุไหงปาแน” ซึ่งล้วนแล้วเป็นศิษย์ของโต๊ะครูหะยีอะห์หมัดทั้งสิ้น ส่วนสตรีมุสลิม ในสมัยก่อน อิสลามได้มอบหมายหน้าที่สำคัญในการดูแลครอบครัวอยู่กับบ้าน ไม่ได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาเหมือนอย่างสมัยนี้

2.5 สาธารณสุข
          บ้านสุไหงปาแนมีสถานบริการด้านสาธารณสุข คือ สถานีอนามัยตำบลบานา มีนางสาวฮาลีเมาะ วันยี เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
          ในระดับท้องถิ่นมีบุคลากรทางการป้องกันและรักษาโรค คือ นายแวอูเซ็ง อาแว หมอนวดแผนไทย มีประสบการณ์ 18 ปี

2.6 วัฒนธรรมและประเพณี
2.6.1 วัฒนธรรมและประเพณีที่ดำรงรักษาไว้ หรืออนุรักษ์ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่
         ผู้คนในชุมชนบ้านสุไหงปาแน มีวัฒนธรรมและประเพณีที่ได้รับอิทธิพลจากการเผยแพร่ศาสนาอิสลามส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่ง จากการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมชวา ประเทศอินโดนีเซีย ผ่านมาทางประเทศมาเลเซีย หรือบางครั้งก็เผยแพร่เข้ามาในพื้นที่โดยตรง โดยไม่ผ่านประเทศมาเลเซียก็มี จะเห็นได้จากการใช้ภาษา “มลายู” การแต่งกาย การดำเนินชีวิตที่มีแบบแผนหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน จากการสัมภาษณ์พูดคุยกับคนในชุมชน ได้ข้อมูลการจัดงานประเพณีในรอบปี 2547 ดังนี้

เดือนมกราคม ทำบุญประเพณี รายออีดิลฟิตรี,รายอแน
เดือนมีนาคม ,, วันรายอฮัจยี
เดือนเมษายน ,, วันขึ้นปีใหม่ของอิสลาม
เดือนพฤษภาคม ,, ทำน้ำซอฟา(น้ำเพื่อรักษาโรค)
เดือนมิถุนายน ,, วันเมาลิด
เดือนตุลาคม ,, อิสรออ์-เมี้ยะรอจ
เดือนพฤศจิกายน ,, วันนิสฟูชะบาน
เดือนธันวาคม ,, ถือศีลอด

หมายเหตุ ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามจะผันเปลี่ยนไปตามจันทรคติ

2.6.2 วัฒนธรรมและประเพณีที่เปลี่ยนแปลงไปหรือขาดการสืบทอด
          เมื่อก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเข้ามานั้น คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะมีความเชื่อแบบงมงาย กระทั่งผู้คนเริ่มเข้าใจหลักศาสนาที่ถูกต้อง ความเชื่อดั้งเดิมที่ขัดกับหลักการจึงค่อยๆ หมดความสำคัญ ลง การเปลี่ยนแปลงอาชีพของชาวบ้านก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประเพณีที่สัมพันธ์กับอาชีพนั้นๆ สูญหายไป อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ให้ย้อนรำลึกถึงประเพณีเดิมๆ เมื่อครั้งอดีต พอประมวลได้ดังนี้
          การทำข้าวเหนียวเหลืองในวันรับข้าวใหม่ เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของสมัยก่อนสำหรับจะเริ่มทำกิจกรรมใหม่อะไรสักอย่างหนึ่ง เช่น การลงนาข้าว เป็นต้น
          ประเพณีฉลองข้าวใหม่ เป็นประเพณีที่จัดหลังการเก็บเกี่ยวข้าวครั้งแรกของฤดูกาล โดยจัดเลี้ยงขนมจีน
          ประเพณีรับมันเหลือง เป็นประเพณีที่จัดขึ้นเมื่อเสร็จสิ้นจากการขุดมันเหลือง แล้วนำ มันเหลืองที่ได้มาเลี้ยงฉลองกัน

2.7 ศาสนา ความเชื่อ และการเคารพนับถือ
         ในสมัยก่อนนั้นในหมู่บ้านนี้จะไม่มีการเข้าสังคมกับหมู่บ้านอื่นๆเท่าไหร่ เพราะการคบหาสมาคม คนสมัยนั้น ทำให้ต้องเสียเวลาในการทำงาน เพราะต่างคนก็ช่วยเหลือกันและรักกันฉันท์พี่ฉันท์น้องอย่างแน่นแฟ้นมาก แต่เมื่อก่อนจะมีเรื่องเล่าว่าเมื่อจะมีกลุ่มโจรจะมาปล้นบ้านนั้น คนในหมู่จะเตรียมตัวโดยทำรั้วจากไม้ไผ่รอบหมู่บ้านและจะทำเป็นจุดๆและรวมตัวกันอยู่ในนั้นเป็นจุดๆกัน เมื่อมีโจรมาจะมีเฉพาะคนที่เก่งด้านไสยศาสตร์รับมือเท่านั้นและมีความเชื่อว่าเมื่อก่อนนั้น คนในชุมชนหมู่บ้านสุไหงปาแนนั้นจะมีเยอะมากที่เก่งด้านนี้และมีบางคนที่ยิงแล้วไม่เข้าเพราะเก่งด้านนี้และอาวุธป้องกันตัวคนสมัยก่อนคือ กริซ
         บ้านสุไหงปาแนเป็นชุมชนมุสลิมที่เก่าแก่ชุมชนหนึ่ง มีมัสยิดนูรุดดีน ซูไงปันดัน ที่ใช้ประกอบ ศาสนกิจ ศาสนาอิสลามเป็นวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ตั้งแต่เกิดจนตาย
         ศาสนาอิสลามมีลักษณะเป็นเอกเทวนิยม คือ นับถือองค์อัลลอฮฺเพียงองค์เดียว และมีความเชื่อว่าสรรพสิ่งในโลกนี้ อัลลอฮฺเป็นผู้สร้างและทรงประทานโองการ คือ บทบัญญัติการถือปฏิบัติ และการละเว้นปฏิบัติต่างๆ แก่ชาวโลกผ่านทางรอซูลของพระองค์มีพระนามนบีอาดัม เป็นองค์แรก และองค์สุดท้ายคือท่านนบีมุฮัมมัด รวม 25 พระองค์ จึงครบบริบูรณ์
         นบีมุฮัมมัด ได้รวบรวมบทบัญญัติหรือโองการที่องค์อัลลอฮฺประทานให้แก่รอซูลในที่ต่างๆ มารวบรวมเป็นคัมภีร์อัล - กุรอาน ซึ่งเปรียบเทียบประหนึ่งธรรมนูญการปกครองการดำเนินวิถีชีวิตของมุสลิม ควบคู่ไปกับพระโอวาทและจริยวัตรของท่านนบีมุฮัมมัด ซึ่งได้มีผู้บันทึกไว้ เรียกว่า "หะดิษ" (วจนะหรือโอวาทของศาสดานบีมุฮัมมัด) และ "ซุนนะ" (จริยวัตรปฏิบัติของศาสดานบีมุฮัมมัด) เพื่อใช้เป็นแบบอย่าง ในการดำเนินชีวิตของศาสนิกชน

  
        ในกาลต่อมา "อีหม่าม" (ผู้นำในการประกอบพิธีกรรมศาสนา) ได้มีการวินิจฉัยตีความ เกี่ยวกับวัตรปฏิบัติในส่วนย่อยแตกต่างกันตามความคิดเห็นของตน จึงเกิดการปฏิบัติตามอย่างอีหม่ามผู้เป็นต้นคิดนั้นๆ เช่น ของอีหม่าม ต่อไปนี้
อีหม่ามซะฟีอีย์ (เรียกว่า สำนักคิดซะฟีอีย์)
อีหม่ามมาลีกี (เรียกว่า สำนักคิดมาลิกี)
อีหม่ามหะนาฟีย์ (เรียกว่า สำนักคิดหะนาฟีย์)
อีหม่ามฮัมบาลี (เรียกว่า สำนักคิดฮัมบาลี)

          มุสลิมในภาคใต้ส่วนใหญ่ นิยมนับถือตามแนวความคิด ของอีหม่ามซะฟีอีย์ (หรือสะเปอิง)
          อุดมการณ์ของศาสนาอิสลามมีความหมายให้มุสลิมบรรลุถึงการมีชีวิตนิรันดร์ในปรโลก (อาคีเราะฮ์) แนวทางที่จะนำไปสู่จุดหมายศาสนาอิสลาม จึงเน้นในเรื่องการปฏิบัติตน ตามข้อบัญญัติขององค์อัลลอฮฺหรือคัมภีร์อัล - กุรอาน หากผู้ใดละเว้น ก็จะถือเป็นบาป หรือพ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม
          ดร.อารง สุทธาศาสน์ กล่าวถึงศาสนาอิสลามในทัศนะของชาวปัตตานีว่า "ศาสนาอิสลามมีลักษณะแตกต่างจากศาสนาอื่นอยู่หลายประการ ประการที่สำคัญคือเป็นศาสนาที่มีบทกำหนดความเชื่อ และ การปฏิบัติทุกแง่มุม มีคำสอนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ จริยศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ฯ มีคำสอนทั้งในระดับนโยบายทั่วๆ ไป และในระดับการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน มีคำสอนเกี่ยวกับโลกหน้าและโลกนี้อย่างสมบูรณ์ สรุปแล้ว แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีพฤติกรรมใดหรือแนวความคิดใดของมนุษย์ ที่จะพ้นขอบข่ายของศาสนาอิสลาม"
          คำสอนของศาสนาอิสลาม แบ่งออกได้ 2 ภาค คือหลักศรัทธา (รุกนอิมาน) และหลักปฏิบัติ (รุกนอิสลาม)

หลักศรัทธา (รุกนอิมาน) มี 6 ประการ
1. ศรัทธาในการมีและเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า คือ อัลลอฮฺเพียงองค์เดียว ไม่มีสิ่งใดเท่าเทียม
2. ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะฮฺ เทวทูตผู้รับใช้องค์อัลลอฮฺ
3. ศรัทธาในคัมภีร์ (หรืออัล-กุรอาน) ของอัลลอฮฺ
4. ศรัทธาต่อบรรดารอซูลขององค์อัลลอฮฺ ผู้นำเอาศาสนาของพระองค์มาเผยแพร่แก่มนุษยโลก
5. ศรัทธาในวันสิ้นสุดของโลกมนุษย์ และการฟื้นคืนชีพของผู้ที่ตายไปแล้วว่ามีจริง
6. ศรัทธาในกฎของอัลลอฮฺ ที่กำหนดสภาวะความเป็นไปของมนุษย์ไว้ว่า ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่มนุษย์มีอิสระที่จะเลือกปฏิบัติในสิ่งที่ดีและชั่วได้ตามสติปัญญาของตน

หลักปฏิบัติ (รุกนอิสลาม มี 5 ประการ)
1. ปฏิญาณยืนยันความศรัทธาว่าจะเชื่อมั่นในองค์อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ โดยไม่มีพระเจ้า อื่นใด
2. ทำการละหมาด แสดงความภักดีต่ออัลลอฮฺ ด้วยกายและจิตใจอันบริสุทธิ์ วันละห้าเวลา
3. ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ตั้งแต่เวลารุ่งอรุณไปจนถึงเวลาตะวันตกดิน และงดกิน ดื่ม งดการเสพเมถุน และหลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาท การนินทากล่าวร้าย
4. บริจาคซะกาต (หรือบริจาคทานบังคับ) จากผู้มีทรัพย์สิน ให้แก่ คนยากจน (และคนที่มีสิทธิ จะได้รับ ตามที่กฎหมายอิสลามกำหนดไว้)
5. เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบียอย่างน้อย 1 ครั้ง ในเมื่อ มีทรัพย์และมีสุขภาพสมบูรณ์
2.8 การปกครองส่วนท้องถิ่นและภาวะผู้นำ
การปกครองของบ้านสุไหงปาแน ตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี มีการปกครอง ใน 2 รูปแบบ คือ การปกครองส่วนท้องที่ คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และการปกครองส่วนท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนตำบลบานา ในปัจจุบันมีผู้ดำรงตำแหน่งในการปกครองทั้งสองรูปแบบ ดังนี้

สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลบานา โทร. 0-7333-6244, 0-7333-8046
1. นายเจริญ จันทอิสระ ประธานกรรมการบริหาร โทร. 09-8706126
2. นายนันธ์ แวสะแม กรรมการบริหาร โทร. 073-332849
3. นายมุสตอฟา เบญญากาจ กรรมการบริหาร โทร. 09-7361403

รายชื่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
1. นายลายิ ดอเลาะ กำนัน (ผู้ใหญ่บ้านกูวิง) โทร. 073-335580
2. นายมูฮำหมัดฮานาฟี สาเรฟ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 บ้านสุไหงปาแน โทร. 073-334289
3. นายสมาน มะมิง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 บ้านบานา โทร. 01-7387442
4. นายอาแซ เจะเอาะ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 บ้านบานา โทร. 0-7333-5041
5. นายอูมา อับดุลสอมะ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 บ้านกำปงตารง โทร. 073-311492
6. นายยาการิยา แวดอเลาะ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 บ้านจือโร๊ะ โทร. 09-6566102
7. นายเสกสันต์ ยูโซะ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 7 บ้านปากาปันยัง โทร. 073-349277
8. นายอูเซ็ง มูซอ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 8 บ้านยูโย โทร. 073-332963
9. นายคำรณ แสงเดือน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9 บ้านแหลมนก โทร. 073-333374
10. นายเด่น เบญญากาจ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 10 บ้านกูแบอีเตะ โทร. 073-310622
11. นายอับดุลรอมัน แวเจ๊ะ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 11 บ้านปากาดารอ โทร. 073-310188

ประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชนให้ความเคารพนับถือในหมู่บ้าน คือ
1. นายอับดุลเลาะ สาเรฟ
2. นายแวอาลี โตะมะ
3. นายแวอาลี ซาเฮะเด็ง
4. นายมูฮัมมัดฮานาฟี สาเรฟ
5. นางมาเรียม แมะตีเม๊าะ

2.9 ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนและกลุ่มชุมชน
คนเมื่อก่อนในหมู่บ้านสุไหงปาแนจะเป็นคนที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันมาก หากใครมีอะไรก็จะแบ่งปันกันและกัน เป็นหมู่บ้านที่ร่วมกันพัฒนาและสามารถสร้างความเข้าใจกันเหมือนพี่น้อง ต่อมาอาจารย์มัรยัม สาเมาะ มีแนวคิดที่จะตั้งศูนย์เด็กกำพร้า ประสานเครือข่ายมุสลิมะฮฺ (สตรีมุสลิม) จึงมีการร่วมใจกันปรึกษาหารือกันมากขึ้น แต่พอศูนย์เด็กกำพร้าและยากจนอนาถาบ้านสุไหงปาแน ดำเนินการไปในระยะหนึ่ง การพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ละคนต่างมุ่งหน้าทำหน้าที่ของตัวเอง ความเป็นเครือข่ายมุสลิมะฮฺค่อยๆ ห่างเหิน ไป พร้อมๆ กับความจืดจางในวัฒนธรรมและประเพณีที่เคยเกื้อหนุนให้คนสัมพันธ์กันอย่างไม่อาจหวนกลับ และเป็นสาเหตุสำคัญที่คิดจะทำงานวิจัยเพื่อหาสาเหตุการห่างเหินดังกล่าว สำหรับในชุมชน บ้านสุไหงปาแนนั้น มีการรวมกลุ่มของชาวบ้านในรูปแบบต่างๆ ดังนี้
คณะกรรมการหมู่บ้าน
1. นายอามะ สาเล็ง
2. นายแวอูเซ็ง แวดีซา
3. นายแวสมายล์ กามิส
4. นายอารง โตะ
5. นายแวอูเซ็ง มะตีเม๊าะ
6. นายอาแว วาเตะ
7. นายอาแซ หะยีดอเลาะ
8. นายอับดุลเลาะ สาเรฟ
9. นายแวยูโซ๊ะ แวสะแม

กองทุนหมู่บ้าน
กองทุนหมู่บ้านสุไหงปาแน มีนายมูฮัมมัดฮานาฟี สาเรฟ เป็นผู้นำในการจัดการกองทุนของชุมชน

สหกรณ์ออมทรัพย์
กลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ จัดตั้งขึ้นเมื่อ 2544 ดำเนินกิจกรรมโดย ฝากเงินสัจจะ มีนายมูฮัมมัดฮานาฟี สาเรฟ เป็นประธานกลุ่ม

ชมรมเยาวชนสุไหงปาแน
เป็นการรวมกลุ่มเยาวชนจำนวน 500 คน มีการระดมทุนเพื่อจัดกิจกรรมหมุนเวียนอยู่ ประมาณ 50,000 บาท

กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข
เป็นกลุ่มที่มีสมาชิกกลุ่ม 5 คน มีการระดมทุนเพื่อจัดกิจกรรมหมุนเวียนอยู่ประมาณ 2,000 บาท

2.10 ระเบียบ ข้อปฏิบัติ กฎเกณฑ์ของชุมชน
            กฎเกณฑ์ของชุมชนจะสอดคล้องกับหลักการศาสนาอิสลาม มีการมาร่วมกันประกอบศาสนกิจ ที่มัสยิดทุกวันศุกร์ ร่วมรับฟังหลักการศาสนาอิสลามที่โต๊ะอิหม่ามให้ความรู้ ทำให้การอยู่ร่วมกันในชุมชน มีความสามัคคีและเข้าใจกัน มีหลักการทางศาสนาอิสลามเป็นกฎเกณฑ์ของชุมชนอย่างสอดรับและประสานกันอย่างลงตัว
            มัสยิดจะเป็นสถาบันสำคัญต่อการดูแลชุมชนในทุกๆ ด้าน เช่น อนุมัติการออกหนังสือรับรองและ ยินยอมจากโต๊ะอิหม่าม บิลาน คอเต็บ ในการแต่งงานของมุสลิม จัดการเกี่ยวกับมรดกคือ จัดแบ่งมรดก ให้กับผู้ที่มีสิทธิ ซึ่งเจ้าของบ้านไม่สามารถแบ่งให้เอง เนื่องจากอาจเกิดความไม่ยุติธรรม ดังนั้นต้องให้ผู้นำเป็นคนแบ่ง การเสียชีวิตของชาวบ้าน โต๊ะอิหม่าม กรรมการมัสยิด ญาติของผู้ตาย จะช่วยจัดการในเรื่อง ของศพ

2.11 การจัดการความขัดแย้ง บทลงโทษ การปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย
           กรณีขัดแย้งเรื่องครอบครัวและมรดกจะให้โต๊ะอิหม่ามเป็นผู้ตัดสินความขัดแย้งเกี่ยวกับที่ดินทำกิน จะให้โต๊ะอิหม่ามร่วมกับผู้นำชุมชนเป็นผู้ตัดสิน ดังกรณีตัวอย่างได้แก่
ด้านการปกครอง จะทำหน้าที่สอดส่องดูแลผู้กระทำผิดหลักศาสนา เช่น ตักเตือนจนถึงการลงโทษทางสังคมกับคนที่เล่นอบายมุข เสพยาเสพติด
          การจัดการปัญหาครอบครัว เช่น การหย่าร้าง โต๊ะอิหม่ามสามารถใช้หลักศาสนาบังคับให้ฝ่ายชายจ่ายค่าเลี้ยงดูฝ่ายหญิงวันละ 100 บาท จนกว่าจะหย่าจากกันอย่างสมบูรณ์ และเมื่อหย่ากันแล้วก็ต้องจ่ายเงินไปจนกว่าครบ 40 วัน เพื่อพิสูจน์ให้แน่ใจว่าภรรยาที่ต้องการหย่านี้ไม่ได้เกิดการตั้งครรภ์
          การรักษาทรัพย์สินสาธารณะ ผู้นำศาสนาหรือกรรมการมัสยิด 15 คน มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินที่เป็นสาธารณะ เพราะถ้าไม่มีการไม่ดูแลทรัพย์สินอาจเสียหายหรือชำรุดได้ หากเป็นที่ดินอาจถูกบุกรุก

3. ทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการ และระบบกรรมสิทธิ์
3.1 พื้นดิน
3.1.1 ลักษณะของพื้นดินและความเปลี่ยนแปลง
สภาพพื้นดินของบ้านสุไหงปาแนเป็นที่ราบลุ่ม เป็นดินทราย บางจุดเป็นแอ่งน้ำขัง เมื่อก่อนใช้ทำนาข้าว นาเกลือ แต่ปัจจุบันมีการนำพื้นที่มาปลูกสิ่งก่อสร้างเพิ่มขึ้น

3.1.2 การใช้ประโยชน์และความเหมาะสม
การใช้ประโยชน์พื้นที่ของบ้านสุไหงปาแน พอจำแนกได้ดังนี้
1 พื้นที่ทำนาข้าว 210 ไร่
2 พื้นที่ทำสวน 75 ไร่
3 มีพื้นที่ทำการเกษตรอื่นๆ 15 ไร่
4 แบ่งเนื้อที่ให้เช่า 10 ไร่

3.1.3 ความเสื่อมโทรม สาเหตุ และผลกระทบ
          ชุมชนขยายตัวเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ทางการเกษตรจึงน้อยลง เพราะถูกใช้เพื่อการปลูกสร้างอาคารบ้านเรือน

3.1.4 การถือครองที่ดิน กรรมสิทธิ์
พื้นที่ทั้งหมดมีชาวบ้านถือกรรมสิทธิ์อยู่ สามารถจำแนกตามขนาดพื้นที่ในการถือครองได้ ดังนี้
เนื้อที่ 1 – 5 ไร่ จำนวน 8 ครอบครัว
เนื้อที่ 6 – 11 ไร่ จำนวน 6 ครอบครัว
เนื้อที่ 11- 12 ไร่ จำนวน 4 ครอบครัว

3.2 พื้นน้ำ
      บ้านสุไหงปาแนในอดีตใช้น้ำจากบ่บาดาล เริ่มมีน้ำประปาหมู่บ้าน/ชุมชน เมื่อปี 2532 และสามารถจำแนกแหล่งน้ำอุปโภค บริโภค ดังนี้
บ่อน้ำตื้น จำนวน 36 บ่อ
บ่อน้ำบาดาล จำนวน 7 บ่อ
คลองน้ำ จำนวน 2 แห่ง
หนองน้ำ จำนวน 3 แห่ง

4. สภาพทางเศรษฐกิจ
4.1 การประกอบอาชีพ
           4.1.1 ภาคการเกษตร

        ชาวบ้านในหมู่บ้านสุไหงปาแนนี้ ส่วนใหญ่จะมีอาชีพทำนาข้าว ปลูกผักพอกินในครอบครัว มีการทำประมงขนาดเล็ก การงานระหว่างหญิงกับชายนั้นจะแบ่งภาระหน้าที่กันชัดเจน ผู้ชายนั้นจะออกไปทำงานนอกบ้านและผู้หญิงนั้นจะช่วยเหลืองานในบ้าน แต่ก็มีบ้างที่ผู้หญิงจะก็ออกไปช่วยปลูกผักเป็นบางครั้งบางคราว ซึ่งมีรายละเอียดการประกอบอาชีพ คือ
ทำสวน 10 ครอบครัว
ทำนา 11 ครอบครัว (ทำนาแต่ไม่มีที่ดินของตนเอง 3 ครอบครัว)
ทำสวนมะพร้าว 15 ครอบครัว
ประมง 10 ครอบครัว
ทำไร่ปลูกผักสวนครัว 9 ครอบครัว
เลี้ยงนกเขาชวา 5 ครอบครัว
เลี้ยงเป็ด ไก่ 70 ครอบครัว
เลี้ยงวัว แพะ แกะ 23 ครอบครัว

4.1.2 นอกภาคการเกษตร (การผลิต แปรรูป)
       อาชีพรับจ้างทั่วไป โดยเฉพาะการเป็นแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมบริเวณท่าเทียบเรือประมง การเพาะเลี้ยงนกกรงหัวจุก ค้าขายในตลาดนัด ทำนาเกลือ และทำแหนมกุ้ง แปรรูปสัตว์น้ำ ชนิดต่างๆ มีรายละเอียด ดังนี้
รับจ้าง 94 ครอบครัว
ค้าขาย 45 ครอบครัว
ผลิตอาหาร 4 ครอบครัว
ผลิตทำขนม 2 ครอบครัว
ผลิตตัดเย็บเสื้อผ้า 3 ครอบครัว
รับราชการ 12 ครอบครัว
อาชีพอื่น ๆ มี 63 ครอบครัว

4.2 การตลาดการค้าและการขนส่ง
       บ้านสุไหงปาแนมีร้านค้าขายของชำ 7 ร้าน มีตลาดนัดบริเวณหน้าโรงเรียนศาสนูปถัมภ์ และ ตลาดนัดใกล้เคียงคือบริเวณมัสยิดกรือเซะ

4.3 การใช้แรงงาน
   มีการใช้แรงงานในพื้นที่เป็นหลัก และกำลังแรงงานในหมู่บ้านส่วนหนึ่งออกไปรับจ้างทำงาน ในโรงงานอุตสาหกรรมในเขตท่าเทียบเรือประมงปัตตานี

4.4 การสนับสนุนขององค์กร
ที่ผ่านมา มีหน่วยงานสำคัญเข้ามาสนับสนุน คือ
1. องค์การบริหารส่วนตำบลบานา ดำเนินการจัดสร้างถนนคอนกรีต
2. โยธาธิการจังหวัดปัตตานี การสร้างระบบประปาในหมู่บ้าน
5. สภาพปัญหาของชุมชน สังคม
5.1 ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ
     ปัญหาความยากจน โดยชาวบ้านเป็นหนี้สินสถาบันการเงินของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ รวมทั้งสิ้น 44 ครอบครัว รวมหนี้สิน ประมาณ 935,000 บาท

5.2 ปัญหาทางด้านสังคมและวัฒนธรรม
การพนันในหมู่บ้าน
ยาเสพติด
การว่างงาน
แตกแยก
ชิงดีชิงเด่น
ไม่เชื่อฟังหัวหน้า
ไม่ค่อยได้รับการศึกษา

5.3 ปัญหาอื่นๆ
โรคระบาดในสัตว์ คือ โรคน้ำมูกไหล ท้องร่วง
โรคในคน คือ โรคอหิวาตกโรค ไข้เลือดออก

6. ความต้องการของประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน มีดังนี้
1. ขอเปิดถนนลำคลองสายหมู่ที่ 1 ไปสิ้นสุดเขตหมู่ที่ 5
2. ที่ดินสำหรับสร้างสนามกีฬา 4 ไร่

1