เมื่อละม้ายมาศแต่งงานกับพัลลพ เธอเป็นสาวน้อยหวานเรียบร้อย จากรั้งมหาวิทยาลัย
ส่วนเขาก็เป็นนายตำรวจที่มีอนาคตไกลคนหนึ่งของหน่วยงาน
หลังจากคนทั้งคู่แต่งงานกันได้ราวปีเศษ ก็ได้เกิดพยานรักเป็นชาย 1 คน แต่หลังจากลูกอายุได้ราว
5 ขวบเศษ พัลลพเริ่มที่จะอยู่ไม่ติดบ้าน เขามักจะอ้างกับละม้ายมาศว่า ต้องไป "ตรวจพื้นที่"
แต่ละม้ายมาศก็รู้อยู่เต็มอกว่า สามีของเธอไปเที่ยวผู้หญิง
ละม้ายมาศรู้สึกเสียใจที่สามีเปลี่ยนแปลงไป แต่เธอก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ทั้งนี้เนื่องจากว่า
เธอมาจากครอบครัวที่ถูกอบรมบ่มเพาะว่า ผู้หญิงก็คือผู้หญิง ต้องอดทน ทำหน้าที่แม่บ้านให้ดีที่สุด
ส่วนผู้ชายก็คือผู้ดูแลครอบครัว
เธอมองการออกไปเที่ยวนอกบ้านของสามีด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร
ได้แต่บอกกับตัวเองเงียบๆ ว่า การไปเที่ยวผู้หญิงของสามีก็ยังดีกว่าการไปมีใครเป็นตัวเป็นตน
ตราบใดที่เขายังไม่มีใครที่จริงจังออกนอกหน้า ก็น่าจะยอมเขาได้ และเธอก็จะบอกเพื่อนๆ ว่า
ไม่ต้องมาเล่าให้เธอฟังถึงพฤติกรรมของสามี เธอทำใจได้และเธอก็ไปไม่อยากรับรู้ว่าเขาจะไปกับใครและที่ไหน
ในส่วนของพัลลพเอง เมื่อภรรยาไม่ว่ากล่าว เขาก็ไม่ได้เที่ยวลดน้อยลง และเมื่อมีคนไปถามว่า
เหตุใดเขายังมีนิสัยชอบเที่ยวอยู่ เขาก็มักจะบอกว่า มันเป็นส่วนของการทำงานที่ต้องคลุกคลี
กับสถานเริงรมย์เหล่านี้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องสนุกของลูกผู้ชาย ไม่จริงจังอะไรและข้อสำคัญ
อีกข้อหนึ่งก็คือ ภรรยาเขาและตัวเขาเองเข้ากับทางเพศสัมพันธ์ไม่ใคร่ได้ ภรรยาเขามักไม่ใคร่มีอารมณ์ทางนี้
มันก็จำเป็นอยู่เองเพื่อที่เขาจะต้องแสวงหาทางออกที่อื่น
ฟังเรื่องของสามีภรรยาคู่นี้แล้ว คุณผู้อ่านคิดว่า เป็นความผิดของใคร?
บางคนก็อาจกล่าวว่า ความผิดอยู่ที่สามีที่นอกใจ และบางคนก็อาจจะบอกว่าอยู่ที่ตัวภรรยา
ที่ไม่รู้จักปรนนิบัติสามีให้มีความสุขทางเพศ
แต่ถ้าคุณผู้อ่านเป็นนักจิตวิทยาและลองมานั่งวิเคราะห์พฤติกรรมของสามีภรรยาคู่นี้แล้วจะพบว่า
ปัญหาที่เกิดกับละม้ายมาศ หรือข้ออ้างของพัลลพ เป็นสิ่งที่คนทั้งคู่ยอมให้เกิดขึ้นเองทั้งสิ้น
ประการแรก
ถ้าเรามาวิเคราะห์พฤติกรรมของละม้ายมาศ เราจะพบว่า แม้เธอจะสำเร็จการศึกษา
ในระดับปริญญามาก็ตาม แต่การศึกษาก็มิได้ให้เธอหลุดออกมาจากความคิดสมัยโบราณที่สอนให้เธอ
เก็บกดความรู้สึกของเธอ เมื่อเธอไม่พอใจในพฤติกรรมบางประการของสามี
ละม้ายมาศเป็นตัวอย่างของผู้หญิงที่ยอมกล้ำกลืนฝืนทนความรู้สึกของตัวเองลงไป
ยกความต้องการของผู้อื่นมาอยู่เหนือความต้องการของตัวเอง
เธอมาจากครอบครัวที่ถูกสอนไม่ให้แสดงความต้องการออกไป เธอเป็นเด็กดีของพ่อแม่
ที่จะทำทุกอย่างตามความต้องการของผู้ที่เลี้ยงดูเธอมา เธอช่างเป็นความภูมิใจของพ่อแม่เธอมาก
เพราะเธอเป็นเด็กที่ได้อย่างใจทุกประการ
แต่การทำตามความต้องการของผู้อื่น ทำให้เธอไม่เคยรู้ว่าเธอจะสามารถเป็นตัวของตัวเอง
ความรู้สึกนึกคิดของเธอถูกเก็บกดโดยที่เธอต้องแสดงเป็นบทของเด็กดี ทำตามความต้องการของผู้อื่น
ก่อนความต้องการของตัวเอง
จริงๆ แล้วเธออาจจะไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่า
ความต้องการของเธอคืออะไร ? มีหรือไม่ ? ชีวิตเธอคล้ายหุ่นยนต์ที่ถูกวางโปรแกรมให้คิด ให้นึก
ให้ทำตามผู้ที่สร้างเธอกำหนด เมื่อยังเล็กอยู่ พ่อแม่จะเป็นผู้กำหนดชีวิตของเธอ และเมื่อเธอเติบใหญ่ขึ้น
สามีก็จะเป็นผู้กำหนดความคิด ความปรารถนา และตัดสินใจให้แก่เธอ
แม้จะเจ็บปวด เธอก็จะกล้ำกลืนมันลงไป พร้อมกับบอกตัวเองว่า ภรรยาต้องอดทน
เธอรู้ว่าเธอไม่มีความสุขกับชีวิตสมรส แต่เธอก็ไม่กล้าพูดเป็นเรื่องเป็นราวกับเขา
เธอไม่ต้องการรู้เห็นไม่ว่าสามีจะไปทำอะไรที่ไหน เพราะการรู้เห็น ย่อมหมายถึงการต้องเผชิญ
กับความเป็นจริงที่เธอไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ถ้าสามีเกิดพาลหย่าร้างกับเธอ เธอจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เธอไม่คิดว่าเธอจะมีชีวิตอยู่ตามลำพังได้
โดยไม่มีใครสักคนมาปกป้องดูแลเธอ เธอไม่ใช่ผู้หญิงเข้มแข็งที่จะยืนอยู่บนขาของตัวเองได้เลย
การหย่าร้างหมายถึงการสูญเสียทุกอย่างรวมทั้งคุณค่าของตัวเธอ เธอจึงกลัวการหย่าร้างเป็นที่สุด
เพราะเหตุนี้ ชีวิตของเธอจึงต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดต่อไป ความเจ็บปวดที่เธอเองเป็นผู้เลือก
ในส่วนของพัลลพ เราจะเห็นเขาใช้ข้ออ้างมากมาย ที่จะทำให้พฤติกรรมของเขาเป็นที่ยอมรับ
ในสายตาของคนทั่วไป
ประการแรก พัลลพรู้นิสัยละม้ายมาศดีว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ยอมตามความต้องการของเขา
มากกว่าที่จะดูแล TAKE CAER ความต้องการของตัวเอง เขาจึงถือโอกาสนี้อ้างว่า
การเที่ยวผู้หญิงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ชายส่วนใหญ่ทำกัน
ในข้อนี้เราจะพบว่า พัลลพไม่ยอมนึกถึงผู้ชายเป็นส่วนมากที่ "ไม่ทำกัน" ผู้ชายที่แม้จะมีโอกาส
ก็ไม่ยอมใช้โอกาส เพราะเขารู้ว่าการกระทำดังกล่าว อาจเป็นการทำลายครอบครัวของเขาเอง
อาจจะจริงที่ผู้ชายบางคน มีความรู้สึกทางเพศที่รุนแรง แต่ข้อเท็จจริงก็คือ มนุษย์ทุกคนสามารถ
ควบคุมการแสดงออกทางเพศของเขาได้เสมอ ไม่ว่าจะรู้สึกมากเพียงใดก็ตาม ถ้ามนุษย์ควบคุมอารมณ์เพศ
ของตัวเองไม่ได้ ผู้ชายทุกคนคงมีคดีข่มขืนกันโดยถ้วนหน้า
ในส่วนที่พัลลพอ้างว่า "เป็นเรื่องของลูกผู้ชาย" จริงๆ แล้วการเป็นลูกผู้ชายคือ
การรับผิดชอบต่อครอบครัวของตนเอง ความเป็นลูกผู้ชายกับการเที่ยวผู้หญิงเป็นคนละเรื่องกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่จริงแท้แน่นอนก็คือ การเที่ยวบ่อยๆ จะเกิดเป็นนิสัยและสร้างปัญหาให้แก่ครอบครัว
อย่างมากมาย
หนักเข้าๆ ภรรยาที่เขาเห็นว่าไม่มีปากเสียงนั้น ก็อาจจะทนไม่ได้และถึงจุดหนึ่งที่ไม่ยอมอีกต่อไป
และเมื่อวาระนั้นมาถึง ก็จะเป็นจุดอวสานแห่งชีวิตคู่ได้ หรือถ้าไม่หย่าร้างกันก็จะเป็นลักษณะที่ต่างคนต่างอยู่
แม้จะอยู่บ้านหลังเดียวกัน แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องกัน
ข้อสำคัญ เด็กๆ ที่เติบโตมาจากครอบครัวที่พ่อกับแม่มีปัญหากันจะเกิดปมด้อยทางจิตใจ
ขาดรูปแบบของการใช้ชีวิตคู่ที่ดี ทำให้เมื่อเขาโตขึ้น และมีครอบครัวของเขาเอง ชีวิตสมรสก็จะเกิดปัญหา
เช่นเดียวกับครอบครัวดั้งเดิมของเขา
ประการสุดท้าย คำกล่าวหาของพัลลพที่ว่า ภรรยาไม่มีอารมณ์ตอบสนองทางเพศนั้น
แท้จริงอาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ เป็นต้นว่า
ผู้หญิงหลายคนเมื่อทราบว่าสามีนอกใจ ก็จะเกิดความรู้สึกน้อยใจว่า เขาคงไม่รักเราแล้ว
และความเสียใจทางจิตใจนี้ ก็อาจมีผลทางความรู้สึกทางเพศของภรรยาได้
นอกจากความรู้สึกน้อยใจแล้ว การไม่ตอบสนองทางเพศ อาจเกิดได้จากการที่สามีขาดทักษะทางเพศสัมพันธ์
ไม่ใส่ใจในความต้องการของเธอ จะเอาแต่ได้ ทำให้ผู้หญิงหมดความรู้สึกอยากตอบสนองได้เช่นกัน
โดยเฉพาะประเด็นสุดท้ายเป็นข้อเท็จจริงทางเพศที่สำคัญที่ผู้ชายส่วนใหญ่หรือแม้แต่ผู้หญิงเองก็ไม่ทราบ
นั่นก็คือ
การไม่ตอบสนองทางเพศของภรรยานั้น มีสาเหตุหนึ่งมาจากการที่สามีขาดความชำนาญในเรื่องทางเพศ
จึงเป็นเหตุที่ไม่สามารถทำให้ภรรยามีอารมณ์ทางเพศเกิดขึ้นได้
แทนการยอมรับข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ เรากลับเห็นว่า สามีหลายคนพยายามโยนความผิดให้แก่ภรรยา
การบอกว่าภรรยาไม่ตอบสนองทางเพศ จึงถูกใช้เป็นข้ออ้างในการเที่ยวผู้หญิง ทำให้ถูกมองว่าน่าเห็นใจ
และเป็นเหตุผลที่ "ฟังขึ้น" สำหรับผู้ชายหลายคน
จริงๆ แล้วปัญหาระหว่างสามีภรรยาในเรื่องเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ เป็นเรื่องที่ทั้งคู่จะต้องมานั่งคุยกัน
อย่างจริงจัง และหาทางแก้ไขที่ดีที่สุด
การโยนความผิดไปให้อีกฝ่ายรับแต่ผู้เดียว เพียงเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบต่อปัญหา
ความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ เป็นสิ่งไม่ยุติธรรม
เพศสัมพันธ์เป็นส่วนประกอบของรักที่บุคคล 2 คนมีต่อกัน ตราบใดที่คน 2 คน
ยังมีความรักเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ ความพยายามที่จะแก้ไขในเรื่องเพศก็คงจะประสบความสำเร็จได้
แต่หากสายสัมพันธ์นั้นได้จบสิ้นลงแล้ว เรื่องของ "เซ็กซ์" และการไปแสวงหาคนใหม่ รสใหม่
ก็คงจะถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ไปจนถึงอนาคต ไม่มีวันจบสิ้นทุกยุคทุกสมัย
โดยนวลศิริ เปาโรหิตย์
|