มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
http://www.oocities.org/Tokyo/Harbor/2093/
จำสั้นๆ i.am/thaidoc



เพศสัมพันธ์สำคัญสำหรับชีวิตคู่ จริงหรือไม่ ?


เมื่อละม้ายมาศแต่งงานกับพัลลพ เธอเป็นสาวน้อยหวานเรียบร้อย จากรั้งมหาวิทยาลัย ส่วนเขาก็เป็นนายตำรวจที่มีอนาคตไกลคนหนึ่งของหน่วยงาน

หลังจากคนทั้งคู่แต่งงานกันได้ราวปีเศษ ก็ได้เกิดพยานรักเป็นชาย 1 คน แต่หลังจากลูกอายุได้ราว 5 ขวบเศษ พัลลพเริ่มที่จะอยู่ไม่ติดบ้าน เขามักจะอ้างกับละม้ายมาศว่า ต้องไป "ตรวจพื้นที่" แต่ละม้ายมาศก็รู้อยู่เต็มอกว่า สามีของเธอไปเที่ยวผู้หญิง

ละม้ายมาศรู้สึกเสียใจที่สามีเปลี่ยนแปลงไป แต่เธอก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ทั้งนี้เนื่องจากว่า เธอมาจากครอบครัวที่ถูกอบรมบ่มเพาะว่า ผู้หญิงก็คือผู้หญิง ต้องอดทน ทำหน้าที่แม่บ้านให้ดีที่สุด ส่วนผู้ชายก็คือผู้ดูแลครอบครัว

เธอมองการออกไปเที่ยวนอกบ้านของสามีด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่บอกกับตัวเองเงียบๆ ว่า การไปเที่ยวผู้หญิงของสามีก็ยังดีกว่าการไปมีใครเป็นตัวเป็นตน ตราบใดที่เขายังไม่มีใครที่จริงจังออกนอกหน้า ก็น่าจะยอมเขาได้ และเธอก็จะบอกเพื่อนๆ ว่า ไม่ต้องมาเล่าให้เธอฟังถึงพฤติกรรมของสามี เธอทำใจได้และเธอก็ไปไม่อยากรับรู้ว่าเขาจะไปกับใครและที่ไหน

ในส่วนของพัลลพเอง เมื่อภรรยาไม่ว่ากล่าว เขาก็ไม่ได้เที่ยวลดน้อยลง และเมื่อมีคนไปถามว่า เหตุใดเขายังมีนิสัยชอบเที่ยวอยู่ เขาก็มักจะบอกว่า มันเป็นส่วนของการทำงานที่ต้องคลุกคลี กับสถานเริงรมย์เหล่านี้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องสนุกของลูกผู้ชาย ไม่จริงจังอะไรและข้อสำคัญ อีกข้อหนึ่งก็คือ ภรรยาเขาและตัวเขาเองเข้ากับทางเพศสัมพันธ์ไม่ใคร่ได้ ภรรยาเขามักไม่ใคร่มีอารมณ์ทางนี้ มันก็จำเป็นอยู่เองเพื่อที่เขาจะต้องแสวงหาทางออกที่อื่น

ฟังเรื่องของสามีภรรยาคู่นี้แล้ว คุณผู้อ่านคิดว่า เป็นความผิดของใคร?

บางคนก็อาจกล่าวว่า ความผิดอยู่ที่สามีที่นอกใจ และบางคนก็อาจจะบอกว่าอยู่ที่ตัวภรรยา ที่ไม่รู้จักปรนนิบัติสามีให้มีความสุขทางเพศ
แต่ถ้าคุณผู้อ่านเป็นนักจิตวิทยาและลองมานั่งวิเคราะห์พฤติกรรมของสามีภรรยาคู่นี้แล้วจะพบว่า ปัญหาที่เกิดกับละม้ายมาศ หรือข้ออ้างของพัลลพ เป็นสิ่งที่คนทั้งคู่ยอมให้เกิดขึ้นเองทั้งสิ้น

ประการแรก

ถ้าเรามาวิเคราะห์พฤติกรรมของละม้ายมาศ เราจะพบว่า แม้เธอจะสำเร็จการศึกษา ในระดับปริญญามาก็ตาม แต่การศึกษาก็มิได้ให้เธอหลุดออกมาจากความคิดสมัยโบราณที่สอนให้เธอ เก็บกดความรู้สึกของเธอ เมื่อเธอไม่พอใจในพฤติกรรมบางประการของสามี

ละม้ายมาศเป็นตัวอย่างของผู้หญิงที่ยอมกล้ำกลืนฝืนทนความรู้สึกของตัวเองลงไป ยกความต้องการของผู้อื่นมาอยู่เหนือความต้องการของตัวเอง

เธอมาจากครอบครัวที่ถูกสอนไม่ให้แสดงความต้องการออกไป เธอเป็นเด็กดีของพ่อแม่ ที่จะทำทุกอย่างตามความต้องการของผู้ที่เลี้ยงดูเธอมา เธอช่างเป็นความภูมิใจของพ่อแม่เธอมาก เพราะเธอเป็นเด็กที่ได้อย่างใจทุกประการ
แต่การทำตามความต้องการของผู้อื่น ทำให้เธอไม่เคยรู้ว่าเธอจะสามารถเป็นตัวของตัวเอง ความรู้สึกนึกคิดของเธอถูกเก็บกดโดยที่เธอต้องแสดงเป็นบทของเด็กดี ทำตามความต้องการของผู้อื่น ก่อนความต้องการของตัวเอง

จริงๆ แล้วเธออาจจะไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่า
ความต้องการของเธอคืออะไร ? มีหรือไม่ ? ชีวิตเธอคล้ายหุ่นยนต์ที่ถูกวางโปรแกรมให้คิด ให้นึก ให้ทำตามผู้ที่สร้างเธอกำหนด เมื่อยังเล็กอยู่ พ่อแม่จะเป็นผู้กำหนดชีวิตของเธอ และเมื่อเธอเติบใหญ่ขึ้น สามีก็จะเป็นผู้กำหนดความคิด ความปรารถนา และตัดสินใจให้แก่เธอ

แม้จะเจ็บปวด เธอก็จะกล้ำกลืนมันลงไป พร้อมกับบอกตัวเองว่า ภรรยาต้องอดทน เธอรู้ว่าเธอไม่มีความสุขกับชีวิตสมรส แต่เธอก็ไม่กล้าพูดเป็นเรื่องเป็นราวกับเขา เธอไม่ต้องการรู้เห็นไม่ว่าสามีจะไปทำอะไรที่ไหน เพราะการรู้เห็น ย่อมหมายถึงการต้องเผชิญ กับความเป็นจริงที่เธอไม่รู้จะทำอย่างไรดี

ถ้าสามีเกิดพาลหย่าร้างกับเธอ เธอจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เธอไม่คิดว่าเธอจะมีชีวิตอยู่ตามลำพังได้ โดยไม่มีใครสักคนมาปกป้องดูแลเธอ เธอไม่ใช่ผู้หญิงเข้มแข็งที่จะยืนอยู่บนขาของตัวเองได้เลย การหย่าร้างหมายถึงการสูญเสียทุกอย่างรวมทั้งคุณค่าของตัวเธอ เธอจึงกลัวการหย่าร้างเป็นที่สุด

เพราะเหตุนี้ ชีวิตของเธอจึงต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดต่อไป ความเจ็บปวดที่เธอเองเป็นผู้เลือก

ในส่วนของพัลลพ เราจะเห็นเขาใช้ข้ออ้างมากมาย ที่จะทำให้พฤติกรรมของเขาเป็นที่ยอมรับ ในสายตาของคนทั่วไป
ประการแรก พัลลพรู้นิสัยละม้ายมาศดีว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ยอมตามความต้องการของเขา มากกว่าที่จะดูแล TAKE CAER ความต้องการของตัวเอง เขาจึงถือโอกาสนี้อ้างว่า การเที่ยวผู้หญิงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ชายส่วนใหญ่ทำกัน

ในข้อนี้เราจะพบว่า พัลลพไม่ยอมนึกถึงผู้ชายเป็นส่วนมากที่ "ไม่ทำกัน" ผู้ชายที่แม้จะมีโอกาส ก็ไม่ยอมใช้โอกาส เพราะเขารู้ว่าการกระทำดังกล่าว อาจเป็นการทำลายครอบครัวของเขาเอง

อาจจะจริงที่ผู้ชายบางคน มีความรู้สึกทางเพศที่รุนแรง แต่ข้อเท็จจริงก็คือ มนุษย์ทุกคนสามารถ ควบคุมการแสดงออกทางเพศของเขาได้เสมอ ไม่ว่าจะรู้สึกมากเพียงใดก็ตาม ถ้ามนุษย์ควบคุมอารมณ์เพศ ของตัวเองไม่ได้ ผู้ชายทุกคนคงมีคดีข่มขืนกันโดยถ้วนหน้า

ในส่วนที่พัลลพอ้างว่า "เป็นเรื่องของลูกผู้ชาย" จริงๆ แล้วการเป็นลูกผู้ชายคือ การรับผิดชอบต่อครอบครัวของตนเอง ความเป็นลูกผู้ชายกับการเที่ยวผู้หญิงเป็นคนละเรื่องกัน แต่สิ่งหนึ่งที่จริงแท้แน่นอนก็คือ การเที่ยวบ่อยๆ จะเกิดเป็นนิสัยและสร้างปัญหาให้แก่ครอบครัว อย่างมากมาย

หนักเข้าๆ ภรรยาที่เขาเห็นว่าไม่มีปากเสียงนั้น ก็อาจจะทนไม่ได้และถึงจุดหนึ่งที่ไม่ยอมอีกต่อไป และเมื่อวาระนั้นมาถึง ก็จะเป็นจุดอวสานแห่งชีวิตคู่ได้ หรือถ้าไม่หย่าร้างกันก็จะเป็นลักษณะที่ต่างคนต่างอยู่ แม้จะอยู่บ้านหลังเดียวกัน แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องกัน

ข้อสำคัญ เด็กๆ ที่เติบโตมาจากครอบครัวที่พ่อกับแม่มีปัญหากันจะเกิดปมด้อยทางจิตใจ ขาดรูปแบบของการใช้ชีวิตคู่ที่ดี ทำให้เมื่อเขาโตขึ้น และมีครอบครัวของเขาเอง ชีวิตสมรสก็จะเกิดปัญหา เช่นเดียวกับครอบครัวดั้งเดิมของเขา

ประการสุดท้าย คำกล่าวหาของพัลลพที่ว่า ภรรยาไม่มีอารมณ์ตอบสนองทางเพศนั้น แท้จริงอาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ เป็นต้นว่า

ผู้หญิงหลายคนเมื่อทราบว่าสามีนอกใจ ก็จะเกิดความรู้สึกน้อยใจว่า เขาคงไม่รักเราแล้ว และความเสียใจทางจิตใจนี้ ก็อาจมีผลทางความรู้สึกทางเพศของภรรยาได้
นอกจากความรู้สึกน้อยใจแล้ว การไม่ตอบสนองทางเพศ อาจเกิดได้จากการที่สามีขาดทักษะทางเพศสัมพันธ์ ไม่ใส่ใจในความต้องการของเธอ จะเอาแต่ได้ ทำให้ผู้หญิงหมดความรู้สึกอยากตอบสนองได้เช่นกัน

โดยเฉพาะประเด็นสุดท้ายเป็นข้อเท็จจริงทางเพศที่สำคัญที่ผู้ชายส่วนใหญ่หรือแม้แต่ผู้หญิงเองก็ไม่ทราบ นั่นก็คือ
การไม่ตอบสนองทางเพศของภรรยานั้น มีสาเหตุหนึ่งมาจากการที่สามีขาดความชำนาญในเรื่องทางเพศ จึงเป็นเหตุที่ไม่สามารถทำให้ภรรยามีอารมณ์ทางเพศเกิดขึ้นได้

แทนการยอมรับข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ เรากลับเห็นว่า สามีหลายคนพยายามโยนความผิดให้แก่ภรรยา การบอกว่าภรรยาไม่ตอบสนองทางเพศ จึงถูกใช้เป็นข้ออ้างในการเที่ยวผู้หญิง ทำให้ถูกมองว่าน่าเห็นใจ และเป็นเหตุผลที่ "ฟังขึ้น" สำหรับผู้ชายหลายคน

จริงๆ แล้วปัญหาระหว่างสามีภรรยาในเรื่องเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ เป็นเรื่องที่ทั้งคู่จะต้องมานั่งคุยกัน อย่างจริงจัง และหาทางแก้ไขที่ดีที่สุด

การโยนความผิดไปให้อีกฝ่ายรับแต่ผู้เดียว เพียงเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบต่อปัญหา ความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ เป็นสิ่งไม่ยุติธรรม
เพศสัมพันธ์เป็นส่วนประกอบของรักที่บุคคล 2 คนมีต่อกัน ตราบใดที่คน 2 คน ยังมีความรักเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ ความพยายามที่จะแก้ไขในเรื่องเพศก็คงจะประสบความสำเร็จได้

แต่หากสายสัมพันธ์นั้นได้จบสิ้นลงแล้ว เรื่องของ "เซ็กซ์" และการไปแสวงหาคนใหม่ รสใหม่ ก็คงจะถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ไปจนถึงอนาคต ไม่มีวันจบสิ้นทุกยุคทุกสมัย

โดยนวลศิริ เปาโรหิตย์

(update 22 ธันวาคม 2000)


[ ที่มา...หนังสือ รักให้เป็น โดยนวลศิริ เปาโรหิตย์ ]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600