 |
การมีความสุขทางเพศจากการได้รับความ
เจ็บปวดหรือเมโซคิส์มตรงกันข้ามกับซาดิส์ม
หมายถึง การมีความสุขหรือความพอใจทางเพศ
จากการถูกคู่ร่วมเพศทำให้เจ็บปวดหรือกระทำ
ตนเองให้ได้รับความเจ็บปวด จะโดยทางร่างกาย
หรือจิตใจก็ได้ เช่น การตี หยิก ข่วน กัด การใช้
เครื่องพันธนาการ หรือการทำให้หายใจไม่ออก
ฯลฯ เป็นต้น ความผิดปกตินี้มาจากชื่อของรัก
ประพันธ์ชาวออสเตรียนคือ "ลีโอโปลด์ วอน
แซคเชอร์-เมซอค" (Leopold von Sacher-Masoch
ค.ศ.1836-1865) ผู้เขียนนวนิยายเรื่อง Venus
in Fur ในเรื่องนี้พระเอกยอมให้ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่ง
โหดร้ายมาก |
ทำทารุณกรรมทั้งทางร่างกายและ
จิตใจ และพบว่าเขามีความสุขจากความทุกข์ทรมานนั้น
เมโซคิส์มพบได้บ่อยกว่าซาดิสม์ ซึ่งอาจเป็นเพราะสังคมและศาสนาไม่อนุญาตให้ทำร้ายคนอื่น
ซาดิสม์จึงมีน้อย หรือเพราะเมโซคิส์มเป็นวิธีลดความรู้สึกผิดซึ่งเกิดจากเรื่องเพศจึงพบได้บ่อยกว่าก็เป็นได้
ความต้องการของพวกเมโซคิส์มและซาดิส์มไม่ใช่ความเจ็บปวดธรรมดาๆ แต่ต้องเป็นความเจ็บปวด
ที่ได้ถูกวางแผนไว้แล้ว
ชายเป็นร้อยละ 2.5 และหญิงเป็นร้อยละ 4.6 ส่วนใหญ่พบในคนที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี ที่น่าสนใจคือ
ผู้หญิงโสดมีอัตราสูงถึง 5 เท่าของหญิงที่สมรสแล้ว
การที่ฝ่ายชายเป็นมาโซคิส์มอาจทำให้เกิดปัญหาในครอบครัว เพราะภรรยาอาจไม่เข้าใจว่า
ทำไมสามีซึ่งเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของครอบครัวจึงต้องการให้เธอเป็นผู้นำด้านเพศโดยการทารุณเขา
เธอจึงไม่ยอมร่วมมือด้วย ทำให้สามีต้องหาทางออกด้วยการไปเที่ยวซ่องโสเภณีซึ่งมีบริการทางด้านนี้
ผู้ชายที่ชอบทารุณกรรมตัวเองมักเริ่มด้วยการหาคู่นอนที่รู้ใจเขา เขาจะยอมเป็นทาสเธอ
ยอมใส่เสื้อผ้าที่คับจนอึดอัด ใช้โซ่ล่ามตัวเอง ผูกผ้ากันเปื้อนที่เอวหรือใส่เสื้อผาของสาวใช้
ยอมทำงานบ้านที่สกปรก ยิ่งงานต่ำน่าอับอายเท่าไรจะยิ่งพึงพอใจเท่านั้น นอกจากนั้นเขายังชอบให้เธอมัดเขา
ไว้กับเสาและเฆี่ยนด้วยแส้ เครื่องมือที่ใช้ในการทารุณกรรมบางอย่างอาจทำให้อวัยวะเพศบาดเจ็บ
แต่อันตรายร้ายแรงที่สุดเกิดจากการไม่มีคู่นอนจึงต้องทำร้ายตัวเองเพราะไม่มีคนช่วย เช่น
การจุดไฟเผาหรือใช้มีดเฉือนเนื้อตัวเอง การรัดคอ หรือการทำทารุณกรรมตัวเองด้วยวิธีอื่นๆ
อันอาจทำให้บาดเจ็บสาหัสหรือตายได้ บุคคลเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาจากจิตแพทย์
บางคนความรู้สึกทางเพศถูกกระตุ้นทั้งโดยการทำให้คู่ร่วมเพศเจ็บปวด หรือตนเองได้รับความเจ็บปวด
เพราะฉะนั้นจึงเป็นทั้งซาดิส์มและเมโซคิส์ม
สาเหตุ
คล้ายซาดิส์ม คือ
1. เกิดจากความรู้สึกละอายและรังเกียจความสัมพันธ์กับเพศตรงกันข้ามคนพวกนี้
ใช้ความเจ็บปวดและการลงโทษตนเองเป็นเครื่องลบล้างความรู้สึกผิดที่ตนมีความต้องการทางเพศ
2. เป็นการแสดงความมีอำนาจเหนือคู่ร่วมเพศด้วยความสามารถทนการถูกลงโทษ
ซึ่งในความรู้สึกของตนคิดว่าเป็นการแสดงความแข็งแรงหรือความเหนือกว่า
และทำให้ตนเป็นจุดแห่งความสนใจด้วย
3.ในวัยเด็กอาจเคยมีความตื่นเต้นทางเพศขณะถูกตีหรือลงโทษ เมื่อโตขึ้นจึงพอใจ
จะให้คู่นอนแสดงอำนาจเหนือตนเพื่อความสุขทางเพศ
4.นักเพศวิทยา (sexologist) จำนวนมากเชื่อว่า คนพวกนี้ไม่มีความต้องการให้ตนเอง
เจ็บปวดอย่างแท้จริงเพียงแต่ต้องการแสดงว่าตนยินยอมต่อคู่ร่วมเพศ
5.บางรายเกิดจากความกลัวจะถูกคู่ร่วมเพศทอดทิ้ง จึงยอมถูกลงโทษทุกอย่างเพื่อเอาใจคู่ร่วมเพศ
เป็นการแลกกับความรักและการยอมรับ
เมโซคิส์มอาจเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติซึ่งมีรากฐานมาจากประสบการณ์ของเด็ก
โลกของเด็กขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กับพ่อแม่ การที่เด็กได้รับความอบอุ่น อาหาร และความมั่นใจจากพ่อแม่
ทำให้เด็กรู้สึกสบายและปลอดภัยในเวลาเดียวกันพ่อแม่ก็มีอำนาจ คำสั่งของพ่อแม่คือกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม
เด็กเคยชินกับการลงโทษของพ่อแม่ เด็กจึงมีความรู้สึกความปลอดภัยและวินัยเป็นของคู่กัน
นอกจากนั้นการที่พ่อแม่กระทำในสิ่งที่เป็นความพอใจทางเพศของเด็ก เช่น ล้างอวัยวะเพศให้
พ่อเล่นซนๆ กับลูก เช่น รวบมือไว้ทั้งสองข้างแล้วตีกัน หรือจับตัวห้อยไว้บนบ่า ทำให้เกิดความสัมพันธ์
เป็นเงื่อนไขระหว่างวินัยหรือการลงโทษให้เจ็บปวดกับความสุขทางเพศ
ตัวอย่างผู้ป่วย
ตัวอย่างผู้ป่วยรายนี้ได้จากวารสารทางการแพทย์ฉบับหนึ่ง
ผู้ป่วยชาย โสด อายุ 14 ปีครึ่ง มารดาพบในห้องนอนขณะนอนหงาย กำลังสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง
ที่คอมีเชือกเส้นหนึ่งรัดอยู่ ปลายเชือกอีกข้างหนึ่งผูกอยู่ปลายเตียง ขณะที่พบหน้าของเขากำลังเขียว
ภาพที่ปรากฏทำให้มารดาของเขาตกใจมากจึงได้พาเขาไปพบแพทย์
ผู้ป่วยเป็นเด็กคนหนึ่งในจำนวน 6 คน บิดามารดาไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่มารดาอยู่กับบิดาเลี้ยง
ผู้ป่วยเขากับบิดาเลี้ยงซึ่งพิการเนื่องจากความผิดปกติของกระดูกสันหลังได้ดี ในย่านนั้นเป็นที่รู้กันว่า
มีอันธพาลวัยรุ่น เพราะฉะนั้นผู้ป่วยก็มีโอกาสจะถูกชักจูงให้เป็นเช่นนั้นได้ง่าย กลุ่มเพื่อนหญิงของเขา
ก็มีลักษณะคล้ายเด็กพวกนี้ อย่างไรก็ตามครอบครัวของเขาได้พยายามประพฤติตัวให้ดีกว่าเพื่อนบ้าน
และบิดาเลี้ยงของเขาก็พยายามควบคุมให้ทุกคนปฏิบัติเช่นว่าอย่างเคร่งครัด ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของบิดา
ก็เป็นที่เห็นชอบของทุกคนในครอบครัว
ผลของการเรียนของผู้ป่วยอยู่ในระดับต่ำ เขาต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระดับเชาวน์ปัญญา (IQ)
จากการทดสอบด้วยวิธีสแตนฟอร์ด-บิเน่ต์ (Stanford-Binet) ได้ 75-85 ซึ่งจัดอยู่ในขั้นปัญญาอ่อนขนาดน้อย
ในวัยเด็กดูเขาจะมีความประพฤติดี และที่โรงเรียนเขาก็แสดงว่ามีความรับผิดชอบ มีความริเริ่ม เชื่อถือได้
ซื่อสัตย์ เข้ากับเพื่อนได้ดี และไม่ก้าวร้าว แต่ค่อนข้างจะเก็บอารมณ์และความคิด ไม่ค่อยแสดงความวิตกกังวลออกมา
ไม่ค่อยรู้จักตนเองตลอดจนไม่ค่อยเข้าใจอะไรตามความเป็นจริง และถูกชักจูงง่าย
ประมาณ 3 ปี ก่อนจะถูกส่งมาพบแพทย์ ผู้ป่วยมีคนรักคนหนึ่งและวันหนึ่งเธอก็ทำให้เขาแปลกใจ
โดยปรากฏตัวที่ห้องนอนของเขาในขณะที่เขากำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า และเธอเอามือโอบรอบคอเขา
ในครั้งนั้นเขารู้สึกตึงเครียดจากการกระทำของเธอ แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นทางเพศ และจากเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา
เขาก็มักจะสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองทำให้เขารู้สึกผิดและความรู้สึกนี้
ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อเขาถูกมารดาตำหนิที่พบรูปผู้หญิงโป๊ในห้องของเขา ด้วยความรู้สึกผิดที่มากขึ้นเรื่อยๆ
เขาก็เริ่มประพฤติผิดปกติทางเพศ เป็นต้นว่า เขาจะรู้สึกตื่นเต้นทางเพศ ถ้าได้ดันวัตถุบางอย่าง
เข้าไปในทวารหนัก ทั้งๆ ที่เขารู้สึกเจ็บปวดจากการกระทำนั้น ต่อมาเขาก็พยายามทำร้ายตนเองด้วยมีด
ขณะสำเร็จความใคร่ และเมื่อเขาเกิดความรู้สึกผิดรุนแรงมากเขาจะเอาหัวซุกไว้ใต้หมอนเพื่อให้หายใจไม่ออก
ขณะหลั่งน้ำกาม ครั้งสุดท้ายเขาใช้เชือกรัดคอเพื่อให้ความรู้สึกตัวเลวลงจะได้ไม่ต้องรับรู้ในสิ่งที่เขากำลังกระทำ
พฤติกรรมดังกล่าวเหมือนเป็นการลงโทษตัวเองเนื่องจากมีความรู้สึกผิด
การเฆี่ยนตีและการใช้เครื่องพันธนาการ
การเฆี่ยนตีตนเอง นิยมกระทำกันทั่วไปและอย่างเปิดเผยในยุโรประหว่างคริสตศตวรรษที่ 11-14
เนื่องจากคริสตศาสนาอนุญาตให้มีการลงโทษตนเองที่มีอารมณ์เพศได้ พฤติกรรมเช่นนี้ดูเผินๆ คล้ายกับว่า
กระทำเพื่อกดอารมณ์เพศ แต่ความจริงแล้วหลายคนกระทำไปเพื่อความสุขทางเพศมากกว่า ปัจจุบันการเฆี่ยนตี
มีความหมายเพื่อความสุขทางเพศโดยเฉพาะ กล่าวคือคนที่มีความสุขทางเพศจากการเห็นผู้อื่นเจ็บปวด
ก็อาจใช้วิธีเฆี่ยนตีคู่นอนเพื่อให้ตนเกิดความเร้าใจทางเพศ หรือผู้ที่มีความสุขจากการถูกทารุณกรรม
ก็อาจพอใจที่จะให้คู่นอนเฆี่ยนตีตนกระทำเช่นนี้แพร่หลายมากในหมู่คนร่ำรวย
ที่มีความวิปริตทางเพศดังกล่าวแล้ว
การใช้เครื่องพันธนาการก็เช่นกัน เป็นการแสวงหาความสุขทางเพศจากการได้แสดงอำนาจเหนือผู้อื่น
หรือจากการตกเป็นจำเลย ผู้ชายที่ชอบใช้เครื่องพันธนาการกับคู่ของตนมักเป็นคนเฉื่อยชาในเรื่องเพศ
จึงมีความตื่นเต้นที่ได้แสดงบทบาทก้าวร้าวในเวลาร่วมเพศ
เครื่องพันธนาการที่ใช้ส่วนใหญ่ได้แก่ เข็มขัด เชือกผูกรองเท้า สายหนังรัดข้อมือ แถบผ้าสำหรับพันคอ
เชือกและโซ่ เครื่องมือเหล่านี้มีขายทั่วไป ทั้งชนิดที่ใช้กับกิจกรรมทางเพศของชายหญิงตามปกติ
และของพวกรักร่วมเพศ โสเภณีบางคนจะมีเครื่องมือเหล่านี้ไว้สนองความต้องการของลูกค้าที่วิปริตเหล่านี้ด้วย
วิธีกระทำมีหลายแบบเช่น อาจใช้วงแหวนครอบที่หัวนม หนังหุ้มปลายองคชาต หรือปากช่องคลอด
แล้วยึดติดกับเข็มขัดอีกทีหนึ่ง บางคนจะใส่เสื้อผ้าที่ทำด้วยหนังสัตว์และรองเท้าบู๊ทซึ่งมีสายรัดแน่น
อันเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นทาส บางคนใช้เครื่องผูกรัดเหล่านี้ไว้ภายในแล้วสวมเสื้อผ้าทับไว้
ก่อนออกไปเที่ยวข้างนอก ผู้ชายบางคนชอบแสดงเป็นม้าโดยการสวมบังเหียนพร้อมกับก้มลงคลาน
ให้คู่นอนจูงไปมา ผู้หญิงก็อาจสวมสายบังเหียนแบบที่มีที่ครอบปาก เพื่อให้ฝ่ายชายพอใจที่สามารถบังคับเธอ
ไม่ให้เอ่ยวาจาทิ่มแทงใจตนได้
การใช้เครื่องพันธนาการในกิจกรรมทางเพศบางครั้งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ถูกกระทำ
จึงต้องปฏิบัติตามกฎต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด
1. จะใช้เครื่องพันธนาการได้ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายยินยอม
2. ใช้เครื่องพันธนาการต่อเมื่อแน่ใจว่าทั้งตนเองและผู้ถูกกระทำ
มีสติสัมปชัญญะครบบริบูรณ์
3. ห้ามใช้สิ่งใดผูกคอ หรือบีบรัดคอเป็นอันขาด
4. ผูกเชือกด้วยปมที่แก้ง่าย
5. ห้ามทิ้งผู้ถูกพันธนาการไว้ตามลำพัง
6. เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งส่งสัญญาณให้ปลดปล่อยต้องกระทำทันที
ศาสตราจารย์แพทย์หญิงสุวัทนา อารีพรรค
|