อ.ย.เพิ่งถอนยาพิษฝรั่ง"พีพีเอ"
ภายหลังจากที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาประกาศเตือน เกี่ยวกับการใช้ยาแก้หวัด
ที่มีส่วนผสมของพีพีเอ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เนื่องจากอาจมีปัญหาอาการเลือดออกในสมอง
(Hemorrhagic stroke) นั้น ในที่สุดชีวิตคนไทยก็ตกอยู่ในภาวะปลอดภัยอีกครั้ง
เมื่อคณะกรรมการยาของไทยได้มีมติให้แก้ไขทะเบียน ตำรับยาที่มี "ฟีนิล โปรปาโนลา มีน"
หรือพีพีเอผสมอยู่โดยให้ตัดออกในทุกตำรับ
แต่ประเด็นปัญหาที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ทั้งๆที่ อ.ย.รู้ทั้งรู้ว่าการเป็นหวัดไม่จำเป็นต้องกินยา
แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากลับปล่อยให้มีการทำมาหากินและค้าขายผลิตภัณฑ์ยาดังกล่าวกันอย่างเอิกเกริก
และไม่ได้ควบคุมแต่ประการใด
นี่ยังไม่นับรวม "ยาปฏิชีวนะ" ที่แพทย์ถูกผลประโยชน์ครอบงำจนจ่ายยาให้กับคนไข้มากเกินความจำเป็น
พร้อมทั้งก่อให้เกิดปรากฏการณ์เชื้อโรคดื้อยา ซึ่งอันตรายร้ายแรงกว่ายาแก้หวัดผสมพีพีเอหลายเท่า
เลิกพีพีเอ ปัญหาก็ยังไม่จบ
แม้วานนี้ (28 พ.ย.) คณะกรรมการยาจะมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ตัดยาพีพีเอออกไปจากยาแก้หวัดทุกตำรับ
พร้อมทั้งให้ดำเนินการแก้สูตรยาให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน หลังจากประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าว
มีผลบังคับใช้ เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกในสมอง ซึ่งถือเป็นอันตรายที่ร้ายแรง
เพราะไม่สามารถแก้ไขให้กลับคืนดีได้ดังเดิมและไม่อาจคาดได้ว่าจะเกิดขึ้นกับผู้ใด
ในขนาดยาเท่าใดและเมื่อใด
ขณะเดียวกัน แม้อันตรายจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยจำนวนน้อย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ของยา
ซึ่งเป็นเพียงยาบรรเทาอาการคัดจมูก ไม่จัดเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ จึงไม่คุ้มที่จะเพิ่มความเสี่ยง
ต่ออันตรายจากยาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การประกาศเพิกถอนสูตรตำรับยาแก้หวัด 493 ชนิดที่มีส่วนผสมพีพีเอของอ.ย.
ไม่ได้ทำให้ปัญหาหยุดลงโดยสิ้นเชิงแต่ประการใด ทว่า ไม่ได้อยู่ตรงที่บริษัทผู้ผลิตยาอย่างทิฟฟี่
ดีคอลเจน นูต้า ฯลฯ จะได้รับผลกระทบหรือสูญเสีย เม็ดเงินอันมีผลมาจากการแก้ไขทะเบียนยา
เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญอะไรนัก
แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุขรายหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า
สิ่งที่ควรจะต้องปุจฉา-วิสัชนากันก็คือ บทบาทของอ.ย.ในการตรวจสอบดูแลความปลอดภัยในชีวิต
และสุขภาพของคนไทยมีความเต็มที่มากน้อยแค่ไหน
โดยเฉพาะหากย้อนกลับไปพิจารณามติที่คณะกรรมการยาใช้อ้างในการเพิกถอนที่ว่า
ยาที่มีส่วนผสมของพีพีเอในยาแก้หวัด มีประโยชน์เพียงแค่ยาบรรเทาอาการคัดจมูก ไม่ได้จัด
เป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติแต่อย่างใด
หนำซ้ำเมื่อพิจารณาจากคำกล่าวของ นพ.วิชัย โชควิวัฒน เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาที่ว่า
"เป็นหวัดไม่จำเป็นต้องกินยาแต่อย่างใด เพียงแค่กินน้ำ เยอะๆ และพักผ่อนให้เพียงพอก็หายแล้ว"
ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลที่ซุกซ่อนอยู่ในวงการสาธารณสุขไทย
เพราะนั่นหมายความว่า ทั้งๆ ที่ อ.ย.รู้ทั้งรู้ว่าการ เป็นหวัดไม่จำเป็นต้องกินยา
แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากลับปล่อยให้มีการทำมาหากินและค้าขายผลิตภัณฑ์ยาดังกล่าวกันอย่างเอิกเกริก
และไม่ได้ควบคุมแต่ประการใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จำหน่ายในรูปของยาบรรจุเสร็จ
คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ในเมื่อยาแก้หวัดไม่ได้มีประโยชน์ในการรักษาโรคโดยตรง
ทำไม อ.ย.จึงไม่ได้มีมาตรการเชิงรุกที่จะแจ้งเตือนให้ประชาชนได้รับทราบอย่างที่ควรจะเป็น
แถมยังดูเหมือนจะสนับสนุนเสียอีก เพราะมีตำรับยาแก้หวัดเฉพาะที่มีพีพีเอมากถึง 493 ตำรับเลยทีเดียว
ช้า-ตามก้นฝรั่ง
ปรัชญาการทำงานอ.ย.
ซ้ำร้ายไปกว่านั้นก็คือ เมื่อทาง "ผู้จัดการรายวัน" ได้ติดต่อขอตัวเลขการใช้ยาแก้หวัดย้อนหลัง
ไปทางอ.ย. ปรากฏว่าการทำงานของข้าราชการกลับเต็มไปด้วยความเชื่องช้า
ต้องติดขัดและผ่านขั้นตอนต่างๆ มากมาย
โดยเฉพาะผู้ที่จะอนุมัติตัวเลขดังกล่าวได้ ก็มีเพียง น.พ.วิชัย โชควิวัฒน เลขาฯ อ.ย.เพียงคนเดียวเท่านั้น
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องดังกล่าว น่าจะไม่ใช่ความลับของทางราชการ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ตลกปนเศร้า
ของสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง
บทสะท้อนการทำงานที่ล่าช้าเช่นนี้ปรากฏแทบ จะในทุกการทำงานของอ.ย.ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกาเฟอีนในเครื่องดื่มบำรุงกำลังหรือจีเอ็มโอ ที่ปล่อยให้เวลาล่วงเลย
และไม่มีข้อสรุปที่เด่นชัดเลยสักครั้ง
ยิ่งกรณีการยกเลิกพีพีเอ ยิ่งเห็นชัดเจนว่า อ.ย. ไม่เคยมีการตรวจสอบมาก่อนว่าตัวยาผสมดังกล่าว
มีผลข้างเคียงต่อร่างกายคนไทยหรือไม่ หากต่างประเทศไม่ยกเลิกมาก่อน ก็ไม่แน่ว่าอ.ย.ก็กล้าตัดสินใจ
เหมือนวันนี้หรือไม่
อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นทราบเพียงว่ายาพีพีเอ จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภทที่ 2
ต้องซื้อผ่าน อ.ย.โดยที่ผ่านมามีปริมาณการใช้ตกอยู่ ที่ปีละ 20,000 กิโลกรัม และมียอดสั่งซื้อค้างอยู่ 3,650 กิโลกรัม
คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.2 ล้านบาท
ถามว่าตัวเลขวัตถุดิบพี พีเอล้วนๆ 20,000 กิโลกรัม เมื่อถูกนำมาผลิตเป็นยาแล้ว
เป็นจำนวนมากน้อยขนาดไหน คงต้องตอบว่าเหลือคณานับเลยทีเดียว กล่าวคือถ้ามีพีพีเอผสม 50 มิลลิกรัม
ก็จะสามารถผลิตยาได้เป็นจำนวน 400,000 เม็ด ถ้ามีผสม 20 มิลลิกรัม ก็จะสามารถผลิตยาได้เป็นจำนวน
1,000,000 เม็ด เรียกว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คนไทยต้องเสี่ยงกับภาวะอันตรายจากยา
ที่มีส่วนผสมของพีพีเออย่างมโหฬารเลยทีเดียว
"พีพีเอเป็น ตัวอย่างที่ชัดเจนว่า กระทรวงสาธารณสุขและอ.ย.ไม่ได้ทำหน้าที่เชิงรุก
ในการป้องกันไม่ให้เกิดโรค หากแต่ช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ยามากเกินจำเป็น"
แหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุขอีกรายหนึ่งแสดงความคิดเห็น
ทว่าจะโทษบุคลากรในอ.ย.หรือน.พ.วิชัย ก็คง ไม่ถูกนักเสียทีเดียวเพราะระบบการทำงานของอ.ย.
ยึดหลักล่าช้าและทำตามฝรั่งมานานแล้วเมื่อผลประโยชน์มาบังตาความซวยก็ตกอยู่กับคนไทย
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากวิเคราะห์กันในรายละเอียดถึงเบื้องหลังถึงปัจจัยอันเป็นที่มาของปริมาณ
การใช้ยาจำนวนมากมายมหาศาลนั้น คงสามารถกล่าวได้ว่าแพทย์ บริษัทยาและอ.ย.คือสาเหตุหลัก
อันเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
กล่าวคือขณะที่บริษัทยาพยายามทำทุกวิถีทาง ที่จะขายสินค้าในรูปแบบต่างๆ เริ่มจากธรรมดาๆ
อย่างการให้ของขวัญมูลค่าเล็กๆ น้อย การอุดหนุนให้แพทย์เข้าร่วมประชุมวิชาการทั้งในและต่างประเทศ
เพื่อก่อให้เกิดความสัมพันธ์กับบริษัทยา การให้ทุนการศึกษา ไปจนกระทั่งถึงให้ค่าคอมมิชชั่น
ในการจ่ายยาในอัตราที่สูง
แพทย์เป็นจำนวนมากก็พร้อมที่จะน้อมรับ อามิสสินจ้างเหล่านี้ด้วยความเต็มใจ
เพราะนำมาซึ่งความสะดวกสบายและเงินทองที่จะตามมาอีกมากมาย ด้วยเหตุนี้ ปรากฏการณ์ประเภทที่ว่า
เมื่อเกิดเจ็บป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดาแล้วไปหาหมอ แล้วพบว่าในใบเสร็จค่ารักษาที่แจ้งกลับมานั้น
เป็นจำนวนเงินถึงเกือบ 1,000 บาท พร้อมทั้งมีปริมาณยาที่มาก จนแทบไม่น่าเชื่อว่า อาการไข้หวัดธรรมดาๆ
มีความจำเป็นต้องรับประทานยามากราวกับรักษาคนทั้งกองทัพกลายเป็นเรื่องธรรมดา
ที่สามารถพบเห็นได้เกร่อในสังคมไทย
ขณะที่ในส่วนของความที่พีพีเอเป็นยาที่อนุญาต ให้จำหน่ายในรูปของ "ยาบรรจุเสร็จ"
ก็ยิ่งทำให้การซื้อขายและการแพร่กระจายของยาเป็นได้สะดวกยิ่งขึ้น
สอดคล้องกับคำกล่าวของเภสัชกรหญิงศิริพร จิตรประสิทธิศิริ ประธานชมรมเภสัชชนบท
ที่แสดงข้อคิดเห็นเมื่อออกแถลงการณ์สนับสนุนให้คณะกรรมการยาเพิกถอนพีพีเอว่า
โดยปกติแล้วยาสูตรผสมแก้ไข้หวัดมีแพร่หลายในร้านขายยาและร้านขายของชำเป็นจำนวนมาก
เนื่องจากเป็นยาบรรจุเสร็จฯ จึงมีการโฆษณามอมเมาประชาชน ทำให้เกิดการใช้ยาอย่างผิดๆ ฟุ่มเฟือย
และเกินจำเป็น ซึ่งนอกจากจะมีอันตรายต่อร่างกายแล้ว ยังทำให้สูญเสียเงินตรามากขึ้นอีก
ด้วยทะเบียนยาฟุ่มเฟือยต้นเหตุของปัญหา
ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาย้อนไปถึงระบบ "การขึ้นทะเบียน" ก็พบว่า เป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ
เพราะทาง อ.ย.ดันทุรังขึ้นเอาไว้มากมายถึงกว่า 30,000-40,000 ตำรับ พร้อมทั้งอ้างว่า
เพื่อให้สอดรับกับระบบการค้าเสรีของโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ค่อนข้างเกินพอดี
เนื่องจากเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศที่เจริญแล้วอย่างยุโรป ยิ่งเห็นภาพที่ชัดเจน
เพราะประเทศเหล่านี้ขึ้นทะเบียนยาเอาไว้เพียงแค่ 2,000-3,000 ตำรับเท่านั้น
ทำให้การดูแลสามารถกระทำได้ง่ายขึ้น
ส่วนระบบตรวจสอบและทำลายยาที่หมดอายุ โดยปกติตามธรรมนูญของบุคลากรทางการแพทย์
จะต้องส่งคืนให้กับทางบริษัทเพื่อนำกลับไปทำลาย แต่ในความเป็นจริงแทบไม่มีการตรวจสอบว่า
บริษัททำลายจริงหรือไม่ เช่นเดียวกับในแง่กฎหมายเองก็ไม่ได้มีข้อกำหนดว่าจะต้องทำลายในทันที
นั่นหมายความว่า ระบบไม่มีคุณภาพเช่นกันเพราะจะตรวจ เฉพาะตอนที่ออกมาเป็นเม็ดแล้ว
หนำซ้ำการตรวจสอบมีเพียงแค่ปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น ที่น่ากลัวก็คือถ้าหากมีการลักลอบนำยาพีพีเอ
ที่ถูกเพิกถอนทะเบียนไปแล้วมาขายอ.ย.จะทราบหรือไม่
นับจากนี้เป็นต้นไป บทเรียนที่ได้รับจากกรณีของพีพีเอ น่าจะมีส่วนช่วยให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ในการทำงานที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของเลขาฯ อ.ย.คนใหม่ที่ชื่อ น.พ.วิชัย โชควิวัฒนซึ่งได้ชื่อว่า
เป็นน้ำดีของวงการสาธารณสุขไทย
|