วันนี้กำลังของจิตสูงขึ้น กระแสปราณที่แผ่ออกจากตัวเข้มข้นขึ้น อารมณ์สงัดมีกำลังสูงขึ้น อาการคิดน้อยมาก ทั้งๆ ที่ทำอย่างไม่ค่อยให้เวลาทั้งวัน เพราะก็ยังทำงานอื่นไปด้วย มีบางช่วงที่ไม่ได้ทรงอารมณ์สมาธิเลยก็มี
ลมหายใจที่เข้าออกมีความเย็นสูงขึ้น มีมวลมากขึ้น หายใจน้อยลง แต่ชีพจรเต้นแรงขึ้น ดูจะแปลกๆ อยู่ตรงนี้ ต้องรอดูต่อไป อาจจะเกิดจากร่างกายที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงอยู่แล้ว เมื่อคืนนอนปกติอาจจะเหนื่อยจากการงานด้วย จึงไม่มีอาการจิตค้างในฌานเหมือนที่เกิดในช่วงสมัยก่อนโน้นที่ฝึกใหม่ๆ
นึกขึ้นมาได้ว่าจะต้องเขียนเรื่องการจับภาพพระด้วย การจับภาพนั้นหมายถึงอะไร ที่เราทำอยู่นี้หมายถึง การระลึกถึง ไม่ใช่การเค้นเอาภาพจากความทรงจำ การระลึกถึง ถ้าจิตมีกำลังสูงจากการฝึกฝนสมาธิ จะปรากฏภาพขึ้นเองในความรู้สึก และในความรู้สึกที่เกิดเราก็ไม่ได้ปรุงแต่งขึ้นว่าจะต้องเห็นอย่างนั้นอย่างไหน
ซึ่งถ้าไม่คิดเรื่องความถูกความผิด ใครพูดอย่างนั้นอย่างนี้แล้วมาให้ความสนใจกับการระลึกถึงอย่างมีความสุขใจ ก็จะเห็นผลเองว่าการระลึกอย่างนี้มันคืออะไร เป็นนิมิต เป็นอุปาทาน หรือภาพลวงจิต ถ้าเราระลึกถึงพระพุทธเจ้าอย่างมีความสุข ด้วยความเย็นใจ ด้วยความสบายใจ แล้วบังเอิญว่ารู้สึกว่าเหมือนจะเห็นท่าน พบท่าน ก็นับว่าเป็นบุญ ไม่มีคำว่าถูกไม่มีคำว่าผิด
หรือถ้าจะมีท่านใดกล่าวว่าเป็นการสะกดจิตตนเอง ด้วยความเห็นของตัวเราเอง เราเห็นว่าถ้าเป็นการสะกดจิตแล้วสามารถเห็นพระพุทธเจ้า และให้ความรู้สึกเป็นสุขได้ขนาดนี้ ก็นับได้ว่าเป็นการสะกดจิตที่เป็นการบำบัดทุกข์ ให้ความสุข และเป็นมหากุศลในพุทธานุสสติกรรมฐาน น่ายินดีเสียนี่กระไร
หรือบางท่านอาจจะเห็นพระสงฆ์ ก็เป็นสังฆานุสสติ หรือบางท่านเห็นเทวดา ก็เป็นเทวตานุสสติ บางท่านเห็นพระนิพพาน ก็เป็นอุปสมานุสสติ อย่างนี้เป็นต้น ดังนี้แล้วจะเห็นว่ามีแต่คุณไม่มีโทษเลยทีเดียว
บางท่านอาจจะเห็นว่านี่เขียนเรื่องเก่า แต่เรื่องเก่าอย่างนี้ก็มีหลายท่านที่ยังคิดเห็นเป็นอื่นอยู่ก็มี เขียนบันทึกเป็นเกร็ตไว้ไม่เสียหลาย