He Who Must Not Be Named 's Blog
Just as a lake deep, clear and still, on hearing the teachings, the wise become exceedingly peaceful.
Entry for December 18, 2006
photo
ที่จริงแล้วเมื่อสมัยยังเป็นหนุ่มน้อย ได้นึกสนุกฝึกนั่งสมาธิเองคนเดียว ไม่ได้ยึดถือเอาว่าใครเป็นครูบาอาจารย์ รู้หลักเพียงอย่างเดียวคือดูลมหายใจเข้าออก ก็ยึดเอาหลักนั้นมาทำ ดูไป เกิดอะไรขึนมามากมาย ตั้งแต่เรื่องการสู้กับอารมณ์ฟุ้งซ่าน อารมณ์ง่วง อารมณ์รบกวน มารรบกวน มากมาย จนเข้าถึงอุปจาระ ขณิกะ อัปปนา แค่นั้นไม่พอ ยังเห็นว่ายังไม่หมด ยังรู้สึกว่ามันยังมีที่ไปต่อ จึงกำหนดความไม่มีอะไรขึ้นมาเอง ไม่มีอากาศ ไม่มีประสาทสัมผัส ไม่มีอะไรเลย ไม่มีความทรงจำ ไม่สร้างความรู้สึกจำว่าสิ่งนั้นคือสิ่งนั้น สิ่งนี้คือสิ่งนี้ เราไม่มี คนอื่นไม่ีมี จนได้อรูปครบทั้งหมด 

แต่ในตอนนั้นไม่เคยได้ศึกษาในเรื่องอะไรเลย จึงไม่ได้ทราบว่าตนนั้นทำไปถึงไหนๆ ในสถานะยามได้ถึงอรูปฌานนั้น มีความรู้สึกว่าจะลืมว่าตนนั้นเป็นใครชื่ออะไร ถึงกับต้องมาค้นหาเอกสารมาอ่านดูว่าตนนั้นเป็นใคร กันเลยทีเดียว มีอาการควบคุมร่างกายให้ขยับตามใจต้องการยาก เพราะจิตนั้นจมอยู่ลึก มีระยะห่างระว่างกายกับจิตอยู่มาก กว่าจะสั่งให้ร่างกายขยับได้ก็ให้รู้สึกว่าใช้เวลา กว่าคำสั่งจะมาถึง กว่าจะยกแขน กว่าจะก้าวเดิน กว่าจะพูดอะไรได้ รู้่สึกว่าจะยากมาก จนถึงกับขี้เกียจจะพูด (อ้าปากค้างแล้วก็นิ่งไป ไม่พูดดีกว่า) เพราะมันต้องใช้กำลังจิตบังคับขืนร่างกาย ให้พูด มีความต้องการเพียงจะอยู่นิ่งๆ ทื่อๆ อยู่อย่างนั้น ไม่สุข ไม่ทุกข์ จะเฉยๆ ก็ไม่ใช่ แต่ก็น่าพอใจดีที่ไม่มีอารมณ์กระทบใดๆ จะเล่นงานเราได้

ทิ้งไว้อย่างนั้นสักเดือน มาเกิดความรู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า นี่ยังไม่ใช่ทางที่ถูก เพราะจิตรู้สึกขึ้นมาได้ว่า ยังมีกิเลสหมักหมมอยู่ข้างในนี้ จึงใช้เวลาอยู่ ครึ่งเดือน ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ฌานเสื่อม จะว่าเสียดายไหมก็ไม่เสียดาย เพราะการที่ได้ออกมาศึกษาความรู้อื่น ที่จำเป็นต้องศึกษานั้นเป็นสิ่งจำเป็น การที่ได้คิด ได้พิจารณา เหมือนได้อาวุธไว้ต่อสู้กับอารมณ์กิเลสที่แสนจะละเอียดอ่อน

ในระยะนั้น ฌานที่ทรงอยู่ปกติคือฌานสอง ถ้ามีเวลาไปปฏิบัติที่วัดกับเพื่อนๆ ก็จะทรงฌานสี่อยู่ตลอด แต่ก็ไม่ได้ทราบว่านั้นคือฌานสี่ จนเมื่อได้มาศึกษาเรื่องมโนมยิทธิของหลวงพ่อวัดท่าซุง

สมาธิที่มีแค่นิมิต ความนิ่งความสงบสงัด ก็มีเรื่องราวมีสีสันมากขึ้น มีผู้คนมาเกี่ยวข้อง มีอารมณ์กระทบ มีคนดีคนเลว มีเพื่อนดี เพื่อนเลว เวียนมาให้ืได้ศึกษา ให้ได้พิจารณาเข้าไว้ในปัญญา

ในยามนี้แม้จะไม่ได้ทรงสมาธิในระดับนั้นแล้วเนื่องด้วยอายุ กาล และภาระหน้าที่ แต่หากมีเวลาก็จะเข้าสมาธิไว้เสมอๆ ยังนึกเสียดายว่ายามสมัยนั้นน่าจะได้บันทึกเรื่องราวไว้บ้าง ว่าได้สู้มาอย่างไร จะได้แบ่งปันประสบการณ์ให้กับท่านอื่นๆ ได้ศึกษากัน

เพราะอารมณ์พวกนี้เป็นอารมณ์ที่ซ้ำๆ ซากๆ ไม่มีใหม่ จะกี่ร้อยกี่ล้านปี  กี่ร้อยกี่ล้านชาติ กำเนิด อารมณ์ของกิเลสก็จะซ้ำๆ ซากๆ อยู่แค่นั้น ไม่มีใหม่ ไม่ว่าจะเกิดกับใคร ก็จะซ้ำเดิมอยู่อย่างนั้น คำพูด กริยาอาการ ของคนที่กำลังโดนกิเลสเล่นงานอยู่ก็จะซ้ำๆ ซากๆ ไม่แตกต่างกันเอาเสียเลย จนมองดูแล้วก็นึกเบื่อเจือกับขำๆ ว่าเอาอีกแล้ว เหมือนได้ดูละครที่เล่นซ้ำๆ รู้แง่รู้มุมรู้มุขกันหมดแล้ว

ที่เขียนนี้ก็ใช่ว่าจะได้บรรลุคุณธรรมสูงส่งใดๆ เป็นเพียงได้รู้สึกเหมือนได้คนที่ได้เดิืนผ่านมาแล้ว และอยากจะบันทึกไว้ให้ผู้ที่ประสงค์จะเดินมาทางนี้บ้าง ได้มีอะไรศึกษาค้นคว้าไว้บ้างเท่านั้น



ไม่ได้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หลายวัน แต่การปฏิบัติก็ยังแอบๆ ทำอยู่ ช่วงนี้ก็วนเวียนอยู่แถวๆ ฌานที่ ๑ มีหลุดไปที่ฌานที่ ๒ บ้าง วิตก วิจารณ์ นี่จะให้เขียนไว้ก็คืออาการคิดนั่นแหล่ะ ถ้ายังคิดอยู่ ก็ยังไม่เกินฌาน ๑ แม้สมาธิจะทรงตัวด้วยอารมณ์เอกกัคคตา แต่ก็ใช่ว่าจะหยุดความคิด หรือ วิตก วิจารณ์ได้ง่ายๆ และการจะให้ข้ามไปเหมือนอย่างสมัยยังวัยหนุ่มนั้น ก็เห็นว่าไม่ควร เพราะในยามนี้ต้องการเก็บรายละเอียดอะไรบางอย่าง จะช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร ยังพอมีเวลา
2006-12-19 04:01:47 GMT
Comments (1 total)
Author:Anonymous
ขอบคุณมาก และโมทนาเป็นอย่างสูงที่เขียนเล่าให้ฟังกัน
--สุมา
2006-12-19 17:27:05 GMT
 


1