๏ การเจริญพระกรรมฐาน ท่านแบ่งออกเป็น ๔
ประเภทคือ
๑. สุกขวิปัสสโก
๒. เตวิชโช ทรงวิชชาสาม วิชชาสามนี่ท่านเขียนย่อไว้ว่า
หนึ่งได้ทิพจักขุญาณ สองปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามอาสวักขยญาณ สำหรับ ทิพจักขุญาณ
นี่ก็หมายถึงว่ารู้สวรรค์ได้ รู้นรกได้ รู้พรหมได้ เรานั่งอยู่ตรงนี้จะคุยกับพระยายมก็ได้
จะคุยกับสัตว์นรกก็ได้ เปรตก็ได้ อสุรกายก็ได้ นั่งอยู่ตรงนี้ จะคุยกับเทวดาหรือพรหมก็ได้
นี่สำหรับทิพจักขุญาณ ถ้าหากว่าเราได้ อาสวักขยญาณ
ด้วย เรานั่งอยู่ตรงนี้ ก็สามารถคุยกับพระอรหันต์ก็ได้ จะคุยกับพระพุทธเจ้าก็ได้ที่นิพพานไปแล้ว
ถ้าถามว่าจะคุยได้อย่างไร ท่านผู้นั้นนิพพานไปแล้ว ก็ต้องย้อนถามไปอีกว่า
เทวดากับพรหมเขาก็ตายไปแล้ว ทำไมเรายังคุยได้ ใช่ไหม อันนี้จะทราบเมื่อถึงเอง
แล้วก็สำหรับ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ก็ได้แก่การระลึกชาติได้
ถอยหลังเข้าไปกี่ชาติก็ได้ตามอัธยาศัย
แต่ทว่าสำหรับวิชชาสามจริงๆ เป็นเรื่องของวิชชาสาม อันดับที่สามก็ได้แก่
อาสวักขยญาณ ทำกิเลสให้สิ้นไป แต่ว่าส่วนฌาณทั้งสองคือ ทิพจักขุญาณ ก็ดี
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ก็ดี อันนี้พื้นฐานที่จะพึงได้ก็ได้ถ้าฝึก ทิพจักขุญาณ
ได้อย่างเดียวก็ได้หมด ถ้าจะนับให้ละเอียดก็ต้องเป็น ญาณ
๘ แต่เนื้อแท้จริงๆ ก็ ทิพจักขุญาณ สุดแล้วแต่เราจะใช้ อย่างมือเราจะใช้ไหว้คน
เขาเรียกว่ามือสำหรับไหว้คนใช่ไหม ถ้ามือจะยกมะเหงกให้ชาวบ้าน เขาเรียกมือยกมะเหงก
มือเดียวกันใช่ไหม แล้วมือจะใช้หยิบทัพพีตักข้าวก็เป็นมือจับทัพพีนั่นแหละ
นี่สำหรับ ทิพจักขุญาณ ถ้าหากว่าท่านฝึกได้
เราก็ใช้ญาณได้แปดอย่าง คือ สามารถเห็นผีได้ เห็นเทวดาได้ เห็นพรหมได้ เห็นสัตว์นรกได้
เห็นเปรตได้ เห็นอสุรกายได้ เห็นสตางค์ในกระเป๋าชาวบ้านได้ นี่เห็นได้จริงๆ
นะ แต่หากว่าทำได้เขาไม่ให้เห็นหรอกนะ ถ้าทำได้จริงๆ นี่เขาไม่อยากจะเห็น
แ้ล้วก็ประการที่สอง ทิพจักขุญาณอันนี้ถ้าใช้อารมณ์เข้มข้น ก็จะเรียกกันได้ว่าเป็น
จุตูปปาตญาณ คำว่า จุตูปปาตญาณ นี่ ก็สามารถจะรู้ว่าคนที่มานั่งอยู่ที่นี่
ก่อนจะเกิดนี่มาจากไหน ถ้าตายไปแล้วไปอยู่ที่ไหน ความจริงก็เป็น ทิพจักขุญาณ
นั่นเอง เพราะเราใช้ในการที่จะรู้ว่าเขาก่อนจะมาเิกิดเขามาจากไหน แล้วเวลาตายไปแล้ว
เขาไปอยู่ที่ไหน ก็ใช้ ทิพจักขุญาณ เป็นเครื่องรู้ ท่านเรียกว่า จุตูปปาตญาณ
ต่อไปก็เป็น ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เราต้องการอยากจะรู้ตัวของเราเองว่า
ตอนก่อนจะเกิดมาที่นี่ เราเกิดมาแล้วกี่ชาติ เป็นอะไรบ้าง เคยตกนรกมาเท่าไร
เคยเป็นเปรตเท่าไร เป็นสัตว์เดรัจฉานเท่าไร เป็นมนุษย์เท่าไร มนุษย์เราเป็นสภาวะอะไรบ้า่ง
เป็นเทวดามาแล้วเท่าไร เป็นพรหมมาแล้วเท่าไร เราก็รู้ได้ แล้วก็มา เจโตปริยญาณ
แล้วก็สามารถจะรู้วาระน้ำจิตของคน วาระน้ำจิตของสัตว์ จิตของตัวเอง ว่าจิตนี่มีสภาพเป็นสุขหรือมีสภาพเป็นทุกข์
มีอารมณ์กลุ้มๆ แบบไหน มีอารมณ์สบายใจแบบไหน มีกิเลสขนาดไหนบ้าง หรือว่ามีการบรรลุมรรคผลถึงขั้นไหน
แต่การบรรลุมรรคผลนี่ เราจะต้องทำตนให้ถึงขั้นนั้น ถ้าเราได้ญาณโลกีย์ เราจะไปรู้เรื่้องของพระอริยเจ้าไม่ได้
ถ้าเราเป็นพระอริยเจ้าขั้นโสดาบัน ก็จะไปรู้เรื่องของพระสกิทาคามีไม่ได้
เราอยากจะรู้เขาเป็นระดับไหนก็รู้แค่ที่เราจะพึงได้ ถ้าสูงกว่าเรา เราไม่รู้
ถ้าทำไมจึงรู้ว่าสูงกว่าเรา เราก็จะวัดระดับจิตได้ ถ้าเราต้องการความรู้สูงขึ้นไปกว่าเรา
อันนี้อารมณ์มันจะมืดรู้ไม่ได้ ถ้าหากว่าเราจะเป็นพระอรหันต์ เราก็รู้คนได้ทุกระดับ
แล้วก็ต่อไป อตีตังสญาณ ก็รู้เรื่องราวในอดีตของคนและวัตถุ
หรือว่าสัตว์ว่าในอดีตเขามีสภาวะเป็นอย่างไรมาบ้าง อนาคตังสญาณ
อยากจะรู้ว่าต่อไปคนที่มานั่งอยู่ที่นี่ หรือไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ตาม
หรือวัตถุหรืออาคารสถานที่ว่าสภาพข้างหน้ามันจะเป็นอย่างไร หรือว่า ปัจจุปปันนังสญาณ
เวลานี้คนที่นั่งที่นี่ก็ดี ที่อื่นก็ดี มีอารมณ์จิตอยู่ในระดับไหน ใครบ้างมีอารมณ์สูง
ใครบ้างมีอารมณ์ต่ำ ใครมีสุข ใครมีทุกข์ หรือว่าใครอยู่ที่ไหน เวลานี้เขาทำอะไรอยู่
อันนี้เราก็รู้ได้ และ ยถากัมมุตาญาณ คนที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันก็ดี
หรือว่าตายไปแล้วก็ดี เขามีความสุขหรือมีความทุกข์ เพราะอาศัยกรรมอะไรเป็นปัจจัย
ความจริงวิชชาสาม แต่ว่าอารมณ์ญาณตามสมรรถภาพของวิชชาสามนี่ก็รู้ได้ตามนี้
ไม่ใช่รู้แค่แต่สามตามที่ว่านะ
๓. ฉฬภิญโญ หรืออภิญญาหก อภิญญาหก ก็มีแปลกกว่าวิชชาสามเข้าไป
คือ อิทธิฤทธิ์ สามารถแสดงฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศ
เนรมิตอะไรต่างๆ ได้ แล้วก็ ทิพโสตญาณ มีประสาทหูเป็นทิพย์
ประสาทหูเป็นทิพย์นี่มันไม่ได้เป็นทิพย์ตลอดเวลา ถ้าให้ทิพย์ตลอดวันกลุ้มใจตาย
คนประเทศไทย ๔๓ ล้านคน แกพูดกันคนละคำก็ฟัง ๔๓ ล้านเสียง เสร็จ ตายหมดใช่ไหม
แต่ก็ต้องการจะรู้ว่าใครพูดอะไรเมื่อไร พูดมาแล้วเสีย ๒๐ ๓๐ ปี หรือร้อยปี
พันปี สองพันปี ก็รู้ได้ หรือว่าเวลานี้ เราต้องการอยากจะรู้ใครคนใดคนหนึ่ง
พูดในเรื่องเนื่องถึงเราหรือไม่ เราก็รู้ได้โดยเฉพาะ ไม่ใช่ฟังรู้หมด จิ้งจก
ตุ๊กแก ร้องก็รู้ คนพูดก็รู้ แมวร้องก็รู้ หมาหอนก็รู้ ควายคุยกัน ว๊า ตาย
เสร็จไม่มีเหลือ ผลที่สุดเป็นโรคเส้นประสาทตาย นี่เขาเรียก ทิพโสตญาณ นะ
คำว่า ทิพโสตญาณ นี่ไม่ใช่อารมณ์ประสาทเป็นทิพย์โดยเฉพาะ คือต้องใช้กำลังจิตเข้าไปบังคับประสาทเพื่อรับทราบ
๔. ปฏิสัมภิทาญาณ สำหรับ ปฏิสัมภิทาญาณ นี่ฝึกง่าย ฝึกง่ายกว่าวิชชาสามหรือว่าอภิญญาหก
แต่ว่าในสมัยที่ทรงญาณโลกีย์อยู่นี่ไม่ได้ จะต้องได้เมื่อถึงคราวเป็นพระอนาคามี
คือ สำหรับ ปฏิสัมภิทาญาณ ท่านก็ปฏิบัติกรรมฐานแบบเรียบๆ แต่ว่าเจริญพระกรรมฐานฝ่ายรูปฌานไปถึงฌาน
๔ รูปฌานไปถึงฌาน ๔ นี่จะเป็นฌานอะไรก็ได้จะเป็นกสิณก็ได้ เป็นอานาปานุสสติกรรมฐาน
ก็ได้ เป็นพรหมวิหาร ๔ ก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่ง ให้ทรงฌาน ๔ ไว้ให้คล่องตัว
ถ้าหากว่าเป็นฌาน ๔ ในรูปฌานแล้วถ้าจะได้ใน อรูปฌาน ก็ต้องจับกสิณกองใดกองหนึ่งขึ้นมา
ความจริงถ้าจิตถึงฌาน ๔ แล้ว ทำอะไรก็ได้ ใช้กสิณกองนั้นให้ทรงถึงฌาน ๔ แล้วก็เพิกกสิณไป
ก็จับ อากาสานัญจายตนะ คือจับอากาศขึ้นมาเป็นอารมณ์ แล้วก็จับ วิญญาณัญจายตนะ
จับวิญญาณ อารมณ์รู้เมื่ออายตนะภายในและอายตนะภายนอกกระทบกัน ขึ้นมาเป็นอารมณ์
จับ อากิญจัญญายตนะ คือความไม่มีอะไรในโลกเป็นอารมณ์ แล้วก็จับ เนวสัญญานาสัญญายตนะ
คือคนมีสัญญาทำเหมือนคนไม่มีสัญญา สัญญานี่แปลว่ามีความจำ ความจำมันจำได้
ว่าอากาศประเภทนี้หนาว อากาศประเภทนี้ร้อน ก็ทำเหมือนเป็นคนไม่หนาว ไม่ร้อน
มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน แต่ว่าต้องทรงฌานไว้ มันจะมีความรู้สึกอยู่อย่างนั้น
ทั้งสามอย่างนี่คือ วิชชาสาม ก็ดี อภิญญาหก ก็ดี ปฏิสัมภิทาญาณ ก็ดี ก็ถือว่าเป็นเรื่องกีฬาสมาธิ
แล้วพื้นฐานที่จะเป็นพระอรหันต์จริงๆ ก็ต้องทำสาย สุกขวิปัสสโก สายนี้ถือว่าเป็นสายพื้นฐาน
เดินทางเรียบๆ เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ไม่เห็นผี ไม่เห็นเทวดา ไม่กลุ้มใจดีใช่ไหมล่ะ
รู้จักผีได้ ดีไม่ดีนอนๆ จะหลับเสียหน่อย ผีมาคุยเยอะแล้วนอนไม่หลับ อ้าว
นอนๆ นั่งๆ เพลินๆ จะทำอะไรสักหน่อย เทวดาย่องมาคุยเสียแล้ว ไม่เป็นเรื่อง
กวนใจ ถ้าเป็นสุกขวิปัสสโก แกจะคุยแกก็คุย ฉันไม่ได้ยินเสียก็หมดเรื่อง ใช่ไหม
แกจะมาอย่างไรก็ช่าง ไม่เห็นเสียก็หมดเรื่อง สบาย แต่จิตใจท่านมีความสุข
ถือความเป็นอรหันต์ พื้นฐานอยู่ที่ สุกขวิปัสสโก
การปฏิบัติของบรรดาท่านพุทธบริษัท ก็ควรจะยึดสาย สุกขวิปัสสโก เป็นสำคัญนะ
ถือว่าเป็นสายพื้นฐาน แต่ถ้าหากว่าเราจะฝึกวิชชาสามก็ดี อภิญญาหกก็ดี อันนี้หมายถึงว่าเราไม่มั่นใจในอารมณ์ของสมาธิ
ว่าสมาธิของเราจะมีความเข้มแข็งหรือไม่ ถ้าหากว่าใช้หลักของวิชชาสาม หรืออภิญญาหกเข้าช่วย
อันนี้ก็มีประโยชน์มาก ก็ความเข้มแข็งของจิตมันมี แล้วอีกประการหนึ่ง ถ้าได้ฝึกวิชชาสามหรืออภิญญาหกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ก็เป็นการป้องกันความสงสัยในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มันจะมีการเถียงกันอยู่เสมอว่าสวรรค์มีจริงไหม นรกมีจริงไหม วันนี้ก็มีเด็กมาถามว่าแขกก็มีนรกแขก
ฝรั่งก็มีนรกฝรั่ง เจ๊กก็มีนรกเจ๊ก จีนก็มีนรกจีน เอ๊ะ เจ๊กกับจีนเหมือนกันไหม
ไม่เหมือนกันนะ ลองเขียนดูมันไม่เหมือนกันหรอก จีน จอสระอี นอหนูสะกด เจ๊ก
สระเอ จอจาน กอไก่ อะไรน่ะ มันไม่เหมือนกัน เจ๊กกับจีน เป็นอันว่าเขาพูดกันก็ชักจะยุ่ง
ว่าศาสนาหนึ่งก็มีนรกขุมหนึ่ง นรกสายหนึ่ง สวรรค์ก็เป็นสายหนึ่ง ถ้าว่าในนรก
ต่างนรกมีต่างพวก สวรรค์ก็ต่างพวก ผลที่สุดก็ไปตีกันในนรก ในสวรรค์อีก พวกนรกพวกนี้ยกไปตีพวกนรกพวกนั้น
ใช่ไหม รุกรานยึดอำนาจกัน พวกสวรรค์ศาสนานี้ก็ไปตีกับสวรรค์ศาสนาโน้น ไม่ต้องหยุดกันหรอกใช่ไหม
นี่ความจริงเมื่อเขาพูดกันอย่างนี้ เราก็มีความสงสัย ถ้าเราสงสัยในด้านที่เขาพูดอย่างนี้มันเกิดเถียงกัน
เราก็ใช้อำนาจในด้านวิชชาสาม เราก็ใช้อำนาจของ ทิพจักขุญาณ ตรวจดูนรก ตรวจดูสวรรค์
ว่ามันมีกี่แหล่งกันแน่ ถ้าหากันจริงๆ จังๆ นรกมันก็มีนรกเดียว สวรรค์ก็มีสวรรค์เดียว
พรหมก็มีพรหมเดียว ไม่ได้มีกันกี่พรหม เป็นอันว่าถ้าเราจะพูดกันถึงโลกมนุษย์
มันมีกี่มนุษย์ล่ะ เพราะไอ้สวรรค์หรือนรกนี่เขาเก็บไว้เพื่อมนุษย์ที่ดีหรือที่ชั่ว
มนุษย์ชั่วเขาก็ไปเก็บไว้ในนรก มนุษย์ดีเขาก็ไปเก็บไว้ในสวรรค์หรือพรหม ถ้าดีถึงที่สุดเขาก็ไปเก็บไว้ที่นิพพาน
เขาไม่ได้แยกชาติ ไม่ได้แยกศาสนา เป็นอันว่ามีแห่งเดียว นี่ถ้าเรามีวิชชาสามได้
เราก็เปลื้องความสงสัยได้ นี่ถ้าหากเขาถาม
ถ้าเกิดเราอยากจะรู้ว่าเมื่อวานนี้เตี่ยตายไปนะ เตี่ยนะไม่ใช่พ่อ ไอ้เราไม่ได้เป็นเจ๊ก
เราสบาย เราไม่มีเตี่ยใช่ไหม เป็นอันว่าพวกเรานี่ไม่มีเตี่ย เตี่ยเราไม่เคยตาย
เพราะเราไม่มีเตี่ย เตี่ยตายไปแล้ว นี่เตี่ยเราไปไหน ถ้าเราได้คล่องในวิชชานี้
มันก็เป็นของไม่หนัก ถ้าอยากจะรู้ก็รู้ได้ทันทีว่าท่านไปอยู่ที่ไหน แล้วจะหาทางแก้ไขได้ไหม
ถ้าหากว่าท่านมีทุกข์ ถ้าท่านทุกข์หนัก ลงถึงอบายภูมิเราหมดท่า ไม่มีทางแก้ไขได้
ถ้าท่านทุกข์เบาไปอยู่ขั้นเปรต แต่ว่าไม่ถึงนรก อย่างนี้พอมีทาง
ทางที่จะมีได้ก็ต้องไปถามว่าไอ้กฎของกรรมแบบนี้ ที่ท่านมีความทุกข์อยู่จะแก้ไขอย่างไรมันถึงจะได้
ต้องถามนะ จะว่ากันดะไปนี่ไม่สำเร็จ เพราะว่ามีผีบางท่านมาขอของเฉพาะอย่าง
ถ้ามีที่ทั่วๆ ไปนี่เขาจะขอ ขอแบบนี้ ที่แนะนำให้ทำแบบนี้มีส่วนใหญ่ ส่วนใหญ่ที่มีความสุขหรือมีความทุกข์
ถ้าสุขไม่พอเขาก็ขอพระพุทธรูปหนึ่งองค์ ขอผ้าไตรหนึ่งไตร หรือถ้าไม่มีถึงไตร
ก็ผ้าสบงตัว จีวรตัวก็ได้ อาหารหน่อยหนึ่งก็ได้ ใช่ไหม
แล้วบางผีไม่อย่างนั้น ขอโผล่หน้ามาขอให้บวชเณรสักองค์ ผีขอเณร ไม่ใช่ผีขาดเณร
นี่แกขอเณรองค์ เราก็คิดว่าเอ๊ะ เณรนี่มีศีล ๑๐ แล้วการลงทุนในการบวชเณรมันก็น้อย
แต่เคยถามว่าเอาอย่างนี้ไหมล่ะ อาตมาจะสร้างพระพุทธรูป ๒๕ นิ้วให้สักองค์
ราคาแพงกว่าเณรมาก แล้วก็ปรากฏว่าผี ผีขาดเณรแกไม่เอา บอกไม่ได้นะ ผมไม่ต้องการ
ต้องการเณร ก็ถามต่อไปว่าอาตมาจะบวชพระให้สักองค์เอาไหม อานิสงส์การบวชพระมากกว่า
เขาบอกเขาไม่เอา เขาต้องการเณร ถามว่าทำไมต้องการอย่างนั้น เขาบอกแกบอกมันพร่องตรงนั้น
ว่าขาดอานิสงส์ของการบวชเณร อย่างอื่นนี่แกมีแล้วทุกอย่าง ทุกอย่างมันมีความสุขหมด
เหมือนกับบ้านเราทั้งบ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีหมด ตุ่มน้ำ ตุ่มท่า ข้าวของเครื่องใช้มี
แต่มันขาดไอ้ขันตักน้ำลูกเดียว ใช่ไหม ทีนี้เราบอกนี่เราจะขอขันตักน้ำ บอกอย่าเลยมันเล็ก
ไปซื้อตุ่มให้เอาไหม แกบอก ยี้ จะเอามาทำหอกอะไร ตุ่มมีตั้งเยอะแยะไป ใช่ไหม
นี่มันเป็นแบบนี้ เมื่อก่อนฉันเคยคิดเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงขอแบบนั้นนะ เคยคิด
พอไล่ไปไล่มาแกบอก ถ้าเราไม่ตามใจเขาจะไม่มีความสุข เพราะขาดขันตักน้ำ มันมีตุ่มแล้ว
เป็นอันว่าคนที่ตายไปแล้ว ถ้าหากว่าเราจะช่วยเขาให้มีผล ก็ต้องถามกัน โธ่
เหลือ ๒ นาที เสร็จ
เปรตมารดาพระสารีบุตร
อย่าง พระสารีบุตร ท่านไปพบมารดาท่านในสมัยที่ร้อยชาติผ่านมาแล้ว เป็นเปรตผอมโซ
ซี่โครงขึ้น เมื่อท่านเดินผ่านไป เปรตผู้หญิงก็มองหน้า ถามว่าท่านจำฉันได้ไหม
พระสารีบุตร ถามว่าท่านเป็นใคร ท่านเปรตคนนั้นบอกสมัยหลังจากนี้ไปร้อยชาติ
ฉันเคยเป็นมารดาของท่าน แต่อาศัยที่ำไม่ทำความดี จึงมาเกิดเป็นเปรต ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่นาน
ท่านพระสารีบุตร ก็ถามว่า โยมต้องการอะไร จะทำให้ ท่านก็บอกว่าจะขอให้ถวายสังฆทาน
แล้วก็มีผ้าสักผืนหนึ่งเล็กๆ กว้างคืบยาวคืบก็ได้ ถวายสังฆทานคืออาหารแล้วขอน้ำสักหน่อย
พระสารีบุตร ท่านกลับมา ท่านบิณฑบาตแล้วก็เอาใบไม้มา สมัยนั้นมันหาข้าวยาก
เอาใบไม้มา เอาข้าวใส่ไปสักหน่อยหนึ่ง แล้วเอาใบไม้มาอีกใบ ใส่กับข้าวไปหน่อยหนึ่ง
แล้วเอาน้ำใส่บาตร มีผ้ากว้างคืบ ยาวคืบ ผ้าเช็ดหน้าผ้าเช็ดมือเรานี่นะ ถวายเข้าไปในหมู่สงฆ์
ลูกศิษย์ของท่าน ก็เป็นสังฆทาน อานิสงส์เพียงเท่านี้ เมื่อท่านอุทิศส่วนกุศลให้
ปรากฏว่ามารดาของท่านไปเป็นนางฟ้า อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานสวย
มีสระโบกขรณี
พอรุ่งขึ้นมาอีกคืน นางฟ้าก็ลงมาหา พระโมคคัลลาน์ มาแสดงตัวให้ปรากฏมีแสงสว่างจ้า
พระโมคคัลลาน์ ถามว่า ภคินิ ดูกร น้องหญิง เธอเป็นใคร เธอก็บอกว่า ฉันเป็นมารดาของ
พระสารีบุตร วานนี้ พระสารีีบุตร อุทิศส่วนกุศลให้ฉัน เพราะถวายสังฆทาน อาศัยข้าวหน่อยหนึ่ง
ที่ถวายสังฆทาน เป็นกำลังให้มีกายอันเป็นทิพย์ มีความอิ่ม อาศัยผ้ากว้างคืบ
ยาวคืบ เป็นเครื่องประดับ แล้วอาศัยที่ ท่านพระสารีบุตร ถวายน้ำฝาบาตรหนึ่งกับพระ
กลายเป็นสระโบกขรณี แล้วด้วยอานิสงส์ที่ท่านผู้เป็นพระแล้วทำบุญประเภทนี้
ท่านผู้ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ วัตถุทานเป็นวัตถุทานที่บริสุทธิ์ การถวายสังฆทานย่อมเป็นทานมีผลเลิศ
ก็เป็นปัจจัยให้ได้วิมาน มีความสวยสดงดงาม นี่เป็นอันว่าท่านไม่ได้เลือกนะ
ตอนนี้ก็มาสมัยอาตมาเคยเจอะผีหลายผี แล้วก็แปลกกว่าที่เขาขอ พระสารีบุตร
ถ้าผีสมัยนี้แอบขอพระพุทธรูปด้วย สมัยนั้นถ้าขอพระพุทธรูปก็คงจะแย่ เพราะว่าพระพุทธรูปเขายังไม่สร้าง
ต้องไปเอาพระพุทธเจ้ามาถวายสังฆทาน หึ หึ เห็นจะสนุกดีเหมือนกันนะ ไปยกพระพุทธเจ้า
เวลานี้ผีมาขอพระพุทธรูป ก็ถามว่า ประโยชน์อะไรของเธอในการขอพระพุทธรูป
แกบอกว่าถ้ามีพระพุทธรูปร่วมด้วย รัศมีกายจะสว่างไสวมาก เพราะว่าเทวดานี่เขาถือรัศมีกายเป็นสำคัญ
คล้ายๆ มีแสงสว่างมาก ถือว่าคนนั้นมีอานุภาพมาก เขาไม่ได้ดูเครื่องประดับ
ไอ้เครื่องแต่งตัวน่ะมันก็เหมือนๆ กันนะ มีเพชรนิลจินดาแพรวพราว ไอ้เครื่องประดับเขาไม่ได้มานั่งห้อยคอใส่อย่างนี้
อย่างพวกเรานี้หรอก พวกเรามันรวยมาก ห้อยคอ ผูกข้อมือ ใส่นิ้ว แหม มันเก๋เต็มที
ถ้ายายพวกนี้แกประัดับ ติดผ้่าทั้งผืนเลย เสื้อแกยาวเท่าไร ผ้ายาวเท่าไร
แหม ไอ้เพชรนะประดับ บางทีดันเข้าไปตั้งสามชั้น เคยเดินตามแกบ่อยๆ นึกว่าจะหล่น
มันก็ไม่หล่น ขี้เหนียวบรรลัยเทวดา ขี้เหนียวบอกไม่ถูก ไอ้เราอุตส่าห์ตามแกไปนะ
คิดว่าหล่นสักเม็ดสองเม็ดก็จะมาแจกพวกเรานะ ฮึ แกไม่ยอมหล่น ฉะนั้นไอ้เครื่องประดับเขาจึงไม่นับเป็นของสำคัญ
ความสำคัญของเทวดาหรือพรหมก็อยู่ที่รัศมีกาย สว่างมาก สว่างน้อย ความจริงวันนี้ก็สว่างมาก
แต่ไฟดับไปบางดวงนะ หมดเวลาเดี๋ยวขึ้นธรรมาสน์ดีกว่า
๏ คำว่าฌานสมาบัตินี่ มันมีอยู่
๔ ตอนด้วยกันคือ หมวดที่ ๑ สุกขวิปัสสโก
ฌานสมาบัติด้านนี้ไม่มีความเป็นทิพย์ ไม่สามารถเห็นผี เห็นนรก เห็นสวรรค์ได้
แต่ท่านพวกนี้มีอาการสงบเสงี่ยม หมายความว่า คำว่าคัดค้านพระพุทธศาสนานี่ไม่มี
พระอริยเจ้านี่ไม่ค้านพระพุทธศาสนา หมวดที่ ๒ เตวิชโช
คือ วิชชาสาม ฌานสมาบัติของหมวดนี้ เห็นผี เห็นเทวดา เห็นนรกได้ ระลึกชาติได้
แต่ไม่สามารถจะไปเที่ยวได้ หมวดที่ ๓ คือ ฉฬภิญโญ
ได้แก่ อภิญญา หมวดนี้ เห็นเทวดาได้ เห็นนรกสวรรค์ได้ เห็นพรหมได้ เห็นนิพพานได้
และไปได้ด้วย หมวดที่ ๔ เรียกว่า ปฏิสัมภิทาญาณ |
๏ ยมกปาฏิหาริย์ คือพระแสดงฤทธิ์ นี่ลูกหลานทุกคนฟังกันให้ดีนะ
พระที่ทรงอภิญญาสามารถแสดงฤทธิ์ได้ แต่ว่าจะแสดงโดยพลการไม่ได้รับอนุญาตจากพระพุทธเจ้า
อันนี้ไม่ได้ ต้องได้รับอนุญาตจากพระพุทธเจ้าก่อน ถ้าถามว่า เวลานี้พระพุทธเจ้านิพพานแ้ล้วพระแสดงอภิญญาจะแสดงได้อย่างไร
ก็ขอตอบว่า ถ้าคนที่เขาได้อภิญญานี่เขาติดต่อพระพุทธเจ้าได้ในเวลานี้
แล้วประการที่สอง ถ้าจะมี มีความจำเป็นเกิดขึ้น อย่างอยู่ในป่าไกลๆ ต้องการจะเดินทาง
ถ้าคนไม่เห็นสามารถเหาะได้ แต่ถ้าคนจะเห็น ต้องลงเดินก็เป็นธรรมดา อันนี้ทำได้ถ้าความจำเป็นเกิดขึ้นนะ
ก็ถ้าถามว่า พระอรหันต์ทุกองค์เหาะได้ไหม ก็ต้องตอบว่า พระอรหันต์ทุกเหล่าไม่ได้เหาะได้ทั้งหมด
อรหันต์ขั้น สุกขวิปัสสโก เหาะไม่ได้ อรหันต์เหมือนกันแต่เหาะไม่ได้
อรหันต์ เตวิชโช วิชชาสาม เหาะไม่ได้ใช่ไหม
แต่ชอบนึกว่าเหาะได้นะถ้าหากว่าชาติก่อนเคยได้อภิญญามาก่อน ชาตินี้จะเป็นสุกขวิปัสสโกก็ตาม
เตวิชโชก็ตาม เหาะได้เหมือนกันถ้าฝึกใหม่ โดยเฉพาะเป็นสุกขวิปัสสโกเป็นอรหันต์เหาะไม่ได้ถ้าฝึกใหม่ถึงอรหันต์เตวิชโชเตวิชโชเหาะไม่ได้
ถ้า ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต เหาะได้
แต่ว่าการเหาะหรือการแสดงฤทธิ์ต่างๆ พระอรหันต์ย่อมไม่ยินดียินร้ายในถ้อยคำของคน
คำสรรเสริญให้ท่านคล้อยตามไปด้วย คำนินทาทุกอย่างนั้น ท่านถือว่าถ้อยคำของคนไม่มีความหมายที่จะบอกให้ท่านเหาะ
ถ้าไม่มีความจำเป็นท่านไม่เหาะ |
๏ เวลาที่จิตมันฟุ้งซ่าน
ไอ้คำว่าเวลาจิตฟุ้งซ่านนี่ ความจริงไม่น่าพูด ปกติมันฟุ้งซ่านเป็นปกติ
ฉะนั้นใน มหาสติปัฏฐานสูตร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ทรง
ยกอานาปานุสสติกรรมฐานขึ้นเป็นที่ตั้ง เอาไว้เป็นเบื้องหน้า แต่ทว่าการปฏิบัติใน
มหาสติปัฏฐานสูตร ถ้าปฏิบัติโง่ก็ไม่มีผลอะไรเหมือนกัน ต้องปฏิบัติแบบฉลาด
คือจับ อานาปานุสสติกรรมฐาน ไว้เป็นพื้นฐาน จะทำกรรมฐานส่วนใดส่วนหนึ่งใน
มหาสติปัฏฐานสูตร ก็ตาม จะต้องยก อานาปานุสสติกรรมฐาน ขึ้นเป็นเบื้องหน้า
จนกว่าใจจะสบาย แล้วต่อไปจึงจะได้ใคร่ครวญอาการต่างๆ ในมหาสติปัฏฐานสูตร
เอากันแบบนี้มันถึงจะมีผล
ถ้าเราจะมาพูดกัน เอากันแบบกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการ อันนี้องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงอธิบายไว้ละเอียดใน
กรรมฐาน ๔๐ มีทรงทุกอย่างอยู่นี่ แต่ว่าใน มหาสติปัฏฐานสูตร
ท่านสอนเป็นสาย สุกขวิปัสสโก
ควบคุมกำลังใจได้นิดหน่อยก็พิจารณากันไปเลย
แต่ว่าใน กรรมฐาน ๔๐ นี่ใช้กำลังฌานกันอย่างหนัก
มีทั้ง สุกขวิปัสสโก
ปฏิบัติแบบสบาย หลับตาแล้วไม่เห็นอะไร มืดตื้อ แต่ว่าใจสบาย เป็นอรหันต์ได้
แล้วก็มี เตวิชโช วิชชาสาม
มีตาทิพย์ที่เรียกกันว่า ทิพจักขุญาณ มีญาณคล้ายตาทิพย์ แต่ว่ามีความรู้
ญาณนี่แปลว่ารู้ รู้ทางใจคล้ายตาทิพย์ บอกลักษณะของบุคคล บอกสีสรรวรรณะได้
แล้วก็มี ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ และยิ่งไปกว่านั้นก็มี
ฉฬภิญโญ อภิญญาหก มี
อิทธิ์ฤทธิ์ แสดงฤทธิ์ได้ ทิพโสตญาณ มีญาณทำให้หูเป็นทิพย์ อย่างนี้เป็นต้น
และนอกจากนั้น องค์สมเด็จพระทศพล ก็สอนถึง ปฏิสัมภิทาญาณ
เป็นอรหันต์ขั้นสำคัญ ที่จบเป็นอรหันต์ ปุ๊บ แม้แต่ไม่เคยเขียนเรียนอะไรมาเลย
ก็ทรงพระไตรปิฎก มีปัญญาดี รู้ภาษาสัตว์ทุกอย่าง จะเป็นสัตว์คนหรือว่าสัตว์มนุษย์ก็ตาม
มีกี่ร้อยกี่พันภาษาในโลกนี้ โลกหน้า โลกไหนก็ตาม รู้หมด ไม่ต้องเรียน
|
จากหนังสือรวมคำสอนธรรมปฏิบัติ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี เล่ม ๘, ๑๑  |