๑. พิจารณาว่า เรามีความ แก่ เป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความ แก่ ไปได้
๒. พิจารณาว่า เรามีความ เจ็บ เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความ เจ็บ ไปได้
๓. พิจารณาว่า เรามีความ ตาย เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความ ตาย ไปได้
๔. พิจารณาว่า เราจักต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น
๕. พิจารณาว่า เรามีกรรมเป็นของตัว ทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว
สมาบัติวิถี
สมาบัติ แปลว่า การเข้าถึงพร้อมหรือการเข้าอยู่พร้อม
สมาบัตินี้มี ๓อย่างคือ
๑. ฌานสมาบัติ การเข้าถึงฌานจิต หรือการเข้าอยู่ในฌานจิต เป็นโลกียะ
๒. ผลสมาบัติ การเข้าถึงซึ่งอริยผลจิต หรือการเข้าอยู่ในอริยผลจิต
เป็น โลกุตตระ
๓. นิโรธสมาบัติ การเข้าถึงซึ่งความดับของจิตและเจตสิก ไม่จัดเป็นโลกียะ
หรือ โลกุตตระเพราะไม่มีจิตจะดับ
ฌานสมาบัติวิถี
การเข้าฌานสมาบัติ เพื่อหนีทุกขเวทนา
โดยปรารถนาจะเสวยฌานสุข ยังความอิ่มใจ หรือความวางเฉย แน่วแน่อยู่ในอารมณ์กัมมัฏฐานนั้น
ตราบเท่า เวลาที่ตนอธิษฐาน (คือตั้งความปรารถนาอันแน่วแน่มั่นคงอย่างแรงกล้า) ไว้
ผู้เข้าฌานสมาบัติได้ ต้องเป็นผู้ที่ได้ฌาน และ ต้องมี วสี คือความชำนาญ
หรือ ความแคล่วคล่องว่องไวทั้ง ๕ ประการ ได้แก่
๑. อาวัชชนวสี ความชำนาญในการ
นึกที่จะเข้าฌานตามที่ตนตั้งใจ
๒. สมาปัชชนวสี ความชำนาญในการ เข้าฌาน
๓. อธิฏฐานวสี ความชำนาญในการ ตั้งความปรารถนาที่จะให้ ฌานจิต
ตั้งมั่นอยู่เป็นเวลาเท่าใด
๔. วุฏฐานวสี ความชำนาญในการ ออกจากฌาน
๕. ปัจจเวกขณวสี ความชำนาญในการ พิจารณาองค์ฌาน
หน้า ๔๒
เมื่อ ฌานลาภีบุคคล
คือบุคคลผู้ได้ฌาน มีความคล่องแคล่วว่องไว ในวสีทั้ง ๕ แล้ว เวลาจะเข้าฌานสมาบัตินั้น
กิจเบื้องต้นต้องตั้งความปรารถนา(อธิษฐาน) ว่า จะเข้าฌานสมาบัติเป็นเวลา.... (ตามความประสงค์ว่าจะเข้าอยู่นานสักกี่
ชั่วโมง หรือกี่วัน) ขอให้ฌานจิตที่เคยได้แล้วนั้นจงบังเกิดขึ้นตามความปรารถนานี้เถิด
ขณะที่ตั้งความปรารถนา(อธิษฐาน)นี้ กามจิต อันเป็นมหากุสลญาณสัมปยุตต
สำหรับปุถุชนและพระเสกขบุคคล หรือกามจิตอันเป็นมหากิริยาญาณสัมปยุตต สำหรับพระอรหันต์
ก็เกิดมีวิถีจิตดังนี้
น ท มโน ช ช ช ช ช ช ช
ต่อจากนี้ก็เจริญสมถภาวนา เข้าฌานสมาบัติ โดยเพ่งปฏิภาคนิมิตที่ตนเคยได้
เคย ผ่านมาแล้วนั้น วิถีจิตก็จะเกิด
ดังนี้
น ท มโน ปริ อุป อนุ โค ฌ ฌ ฌ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ
(ถ้าเป็นติกขบุคคล ก็ไม่มี บริกรรม) ต่อจากโคตรภู ฌานจิตก็เกิดเรื่อยไปตราบเท่า
เวลาที่ตนตั้งความปรารถนาไว้ ต่อเมื่อครบกำหนดเวลาที่ตนอธิษฐานไว้แล้ว ฌานจิต จึงจะหยุดเกิด
แล้วก็เป็นภวังคจิตต่อไปตามปกติ
อนึ่ง ฌานลาภีบุคคล ผู้ได้เพียงปฐมฌาน ก็ต้องเข้าฌานสมาบัติในปฐมฌาน เท่าที่ตนได้
ที่เป็นธรรมดาสามัญ แต่ถ้าได้ฌานที่สูงขึ้นไป ก็เข้าได้ทั้งฌานสูงเท่าที่ ตนได้
และเข้าสมาบัติในฌานที่ต่ำกว่าก็ได้ด้วย เช่นผู้ที่ได้ ตติยฌาน เข้าตติยฌาน สมาบัติได้
เข้าทุติยฌานสมาบัติได้ หรือจะเข้าปฐมฌานสมาบัติก็ได้ (ข้อนี้ผิดกับ การเข้าผลสมาบัติ
ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป)
การเข้าผลสมาบัติ เป็นการเข้าอยู่ในอารมณ์พระนิพพาน
ที่ได้มาจากอริยผล ญาณ อันบังเกิดแล้วแก่ตน เพื่อเสวยโลกุตตรสุข ซึ่งเป็นความสงบสุขที่พึงเห็น
ประจักษ์ได้ในปัจจุบัน
พระนิพพาน ที่เป็นอารมณ์ของผลสมาบัตินั้นมีชื่อ ๓ ชื่อหรือมี ๓ อาการคือ
๑. อนิมิตตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ
ไม่เที่ยง อันปราศจากนิมิตเครื่อง
หมาย คือ อนิจจัง โดยบุญญาธิการแต่ปางก่อน แรงด้วยสีล เมื่อเข้าผลสมาบัติก็คงมีอนิมิตตนิพพาน
เป็นอารมณ์
หน้า ๔๓
๒. อัปปณิหิตนิพพาน หมายถึงว่า
ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ทนอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปรไป อันหาเป็น
ปณิธิ ที่ตั้งไม่ได้ คือทุกขัง โดยบุญญาธิ การแต่ปางก่อนแรงด้วยสมาธิ เมื่อเข้าผลสมาบัติ
ก็คงมี
อัปปณิหิตนิพพาน เป็นอารมณ์
๓. สุญญตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ
ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ อันเป็นความว่างเปล่า คืออนัตตา โดยบุญญาธิการ แต่ปางก่อนแรงด้วยปัญญา
เมื่อเข้าผลสมาบัติ ก็คงมี สุญญตนิพพาน เป็นอารมณ์
บุคคลที่เข้าผลสมาบัติได้ต้องเป็นพระอริยบุคคล
คือเป็น พระโสดาบัน พระ สกทาคามี พระอนาคามี หรือ
พระอรหันต์ ส่วนปุถุชนจะเข้าผลสมาบัติไม่ได้เลย เป็นอันขาด
พระอริยเจ้าที่จะเข้าผลสมาบัติ ก็เข้าได้เฉพาะอริยผลที่ตนได้ ที่ตนถึงครั้ง
สุดท้ายเท่านั้น แม้อริยผลที่ตนได้
และผ่านพ้นมาแล้วก็ไม่สามารถจะเข้าได้ กล่าวคือ
พระโสดาบัน ก็เข้าผลสมาบัติได้แต่ โสดาปัตติผล
พระสกทาคามี ก็เข้าผลสมาบัติได้แต่ สกทาคามีผล เท่านั้น จะเข้าโสดา ปัตติผล
ซึ่งถึงแม้ว่าตนจะเคยได้เคย
ผ่านเคยพ้นมาแล้ว ก็หาได้ไม่
พระอนาคามี ก็เข้าผลสมาบัติได้แต่เฉพาะ อนาคามีผล
พระอรหันต์ ก็เข้าผลสมาบัติได้แต่ อรหัตตผลโดยเฉพาะเช่นกัน
พระอริยบุคคล ผู้จะเข้าผลสมาบัติ กิจเบื้องต้นก็จะต้องตั้งความปรารถนาว่า
จะเข้าผลสมาบัติเป็นเวลา .... (ตามความประสงค์ที่จะเข้าอยู่สักกี่ชั่วโมง หรือกี่วัน)
ขอให้ผลจิตที่เคยปรากฏมาแล้วนั้น จงบังเกิดขึ้นตามความปรารถนา
นี้เถิด
ขณะที่ตั้งความปรารถนา(อธิษฐาน) นี้ กามจิตอันเป็นมหากุสลญาณสัมปยุตต
สำหรับพระอริยเบื้องต่ำ ๓ หรือกามจิตอันเป็นมหากิริยาญาณสัมปยุตต สำหรับ พระอรหันต์ก็เกิด
มีวิถีจิตซึ่งเรียกว่า อธิฏฐานวิถี ดังนี้
น ท มโน ช ช ช ช ช ช ช
ต่อจากอธิฏฐานวิถี ก็เจริญวิปัสสนาภาวนา มีไตรลักษณ์แห่งรูปนามเป็น
อารมณ์ เริ่มแต่อุทยัพพยญาณเป็นต้นไป ผลจิตก็จะเกิด วิถีจิตนี้ชื่อว่า ผลสมา บัติวิถี
มีวิถีดังนี้
น ท มโน อนุโลม อนุโลม อนุโลม อนุโลม ผล ผล ผล ฯลฯ ฯลฯ
อนุโลม ๔ ขณะ สำหรับมันทบุคคล หรืออนุโลม ๓ ขณะ สำหรับติกขบุคคล ต่อจากอนุโลม
ผลจิตก็เกิดเรื่อยไป
เป็นจำนวนมากมาย ไม่สามารถที่จะประมาณได้ จนครบกำหนดเวลาที่ตนปรารถนาไว้ ผลจิตจึงจะหยุดเกิด
แล้วก็เป็น
ภวังคจิตต่อไป ตามปกติ
หน้า ๔๔
อนึ่ง จิตในผลสมาบัติวิถีนี้ ไม่เรียกว่า
บริกรรม อุปจาระ อนุโลม โคตรภู เหมือนอย่างในมัคควิถี แต่เรียก อนุโลม
อย่างเดียวทั้ง ๔ ขณะ เพราะผลสมาบัติวิถี นี้ ไม่ได้ทำการประหารกิเลส เหมือนอย่างในมัคควิถี
เป็นแต่จิต ๔ ดวงนี้เกิด
ขึ้น เพื่ออนุโลมให้จิตถึงพระนิพพาน หรือให้แนบแน่นในอารมณ์พระนิพพาน
การเข้านิโรธสมาบัติ เหมือนฝึกนิพพาน
เข้าสู่ความดับสนิทแห่งนามขันธ์ โดยปราศจากอันตรายใด ๆ เป็นมหาสันติสุขอันยอดเยี่ยม
ดังนั้นพระอริยเจ้าจึงนิยม เข้าผลสมาบัติ และนิโรธสมาบัติด้วยศรัทธา และฉันทะใน
อมตรสนั้น จนกว่าจะ นิพพาน
ผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติได้ ต้องเป็นผู้ที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม ดังจะกล่าวต่อไป
นี้ คือ
๑. ต้องเป็นพระอนาคามี หรือพระอรหันต์
๒. ต้องได้ฌานสมาบัติทั้ง ๘ กล่าวคือ ต้องได้รูปฌาน และ อรูปฌานด้วย ทุกฌาน
๓. ต้องมีวสี ชำนาญคล่องแคล่วในสัมปทา คือ ถึงพร้อมสี่ประการ ได้แก่
ก. มีสมถพละ และวิปัสสนาพละ คือ มีสมาธิ และปัญญาเป็นกำลัง ชำนาญ
ข. ชำนาญในการระงับกายสังขาร (คือลมหายใจเข้าออก) ชำนาญใน การระงับ
วจีสังขาร (คือ วิตก วิจาร ที่ปรุงแต่งวาจา) ชำนาญในการ ระงับจิตตสังขาร (คือสัญญา
และเวทนาที่ทำให้เจตนาปรุงแต่งจิต)
ค. ชำนาญใน โสฬสญาณ (คือ ญาณทั้ง ๑๖)
ง. ชำนาญใน ฌานสมาบัติ ๘ มาก่อน
ดังนี้จะเห็นได้ว่า การเข้านิโรธสมาบัติ จำเป็นต้องใช้กำลังทั้ง ๒ ประการ
คือ กำลังสมถภาวนา ต้องถึง
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน และกำลังวิปัสสนาก็ต้องถึง ตติยมัคคเป็นอย่างต่ำ กล่าวคือ
ต้องใช้ทั้งกำลังสมาธิ และกำลังปัญญาควบคู่กันด้วย
๔. ต้องเป็นบุคคลในภูมิที่มีขันธ์ ๕ (คือ ปัญจโวการภูมิ) เพราะในอรูปภูมิ
เข้านิโรธสมาบัติไม่ได้ ด้วยเหตุว่า
ไม่มีรูปฌาน
หน้า ๔๕
พระอนาคามี หรือ พระอรหันต์ ที่ได้สมาบัติ
๘ อันเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม ดังกล่าวแล้ว เมื่อจะเข้านิโรธ
สมาบัตินั้น ต้องกระทำดังนี้
(๑) เข้าปฐมฌาน มีกัมมัฏฐานใดกัมมัฏฐานหนึ่ง
ที่ตนได้มาแล้วเป็นอารมณ์ ปฐมฌานกุสลจิตสำหรับพระอนาคามี
หรือ ปฐมฌานกิริยาจิตสำหรับพระอรหันต์ ก็เกิดขึ้น ๑ ขณะ ดังภาพนี้
ภ น ท มโน ปริ อุป อนุ โค ฌาน ภ
(๒) เมื่อออกจากปฐมฌานแล้ว ต้องพิจารณาองค์ฌาน โดยความเป็น อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา ซึ่งการพิจารณา
เช่นนี้ เรียกว่า ปัจจเวกขณวิถี
ภ น ท มโน ช ช ช ช ช ช ช ภ
(๓) เข้าทุติยฌาน ฌานจิตก็เกิด ๑ ขณะ
(๔) เข้าปัจจเวกขณวิถี
(๕) เข้าตติยฌาน ฌานจิตเกิด ๑ ขณะ
(๖) เข้าปัจจเวกขณวิถี
(๗) เข้าจตุตถฌาน ฌานจิตเกิด ๑ ขณะ
(๘) เข้าปัจจเวกขณวิถี
(๙) เข้าปัญจมฌาน ฌานจิตเกิด ๑ ขณะ
(๑๐) เข้าปัจจเวกขณวิถี
(๑๑) เข้าอรูปฌาน คือ อากาสานัญจายตนฌาน ฌานจิตเกิด ๑ ขณะ
(๑๒) เข้าปัจจเวกขณวิถี
(๑๓) เข้าวิญญาณัญจายตนฌาน ฌานจิตเกิด ๑ ขณะ
(๑๔) เข้าปัจจเวกขณวิถี
(๑๕) เข้าอากิญจัญญายตนฌาน ฌานจิตเกิด ๑ ขณะ
(๑๖) เมื่อออกจาก อากิญจัญญายตนฌานแล้ว ไม่ต้องเข้าปัจจเวกขณวิถี แต่เข้าอธิฏฐานวิถี
คือ ทำ
บุพพกิจ ๔ อย่าง ได้แก่
ก. นานาพทฺธ อวิโกปน อธิษฐานว่า บริขารต่าง ๆ ตลอดจนร่างกาย
ของข้าพเจ้า ขออย่าให้เป็นอันตราย
หน้า ๔๖
ข. สงฺฆปฏิมานน อธิษฐานว่า
เมื่อสงฆ์ประชุมกัน ต้องการตัวข้าพเจ้า ขอให้ออกได้ โดยมิต้องให้มาตาม
ค. สตฺถุปกฺโกสน อธิษฐานว่า ถ้าพระพุทธองค์มีพระประสงค์ตัว
ข้าพเจ้า ก็ขอให้ออกได้ โดยมิต้องให้มีผู้
มาตาม
ง. อทฺธาน ปริจฺเฉท อธิษฐานกำหนดเวลาเข้า ว่าจะเข้าอยู่นานสัก
เท่าใด รวมทั้งการพิจารณาอายุสังขาร
ของตนด้วยว่าจะอยู่ถึง ๗ วันหรือไม่ ถ้าจะตายภายใน ๗ วัน ก็ไม่เข้า หรือเข้าให้น้อยกว่า
๗ วัน
(๑๗) อธิษฐานแล้วก็เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
วิถีนี้ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เกิดขึ้น ๒ ขณะ
(๒ ขณะ ไม่ใช่ ๑ ขณะ)
(๑๘) ลำดับนั้น จิต เจตสิก และจิตตชรูปก็ดับไป ไม่มีเกิดขึ้นอีกเลย ส่วน
กัมมชรูป อุตุชรูป และอาหารชรูป ยังคงดำรงอยู่ และดำเนินไปตามปกติ หาได้ดับ ไปด้วยไม่
จิต เจตสิก และจิตตชรูป คงดับอยู่จนกว่าจะครบกำหนดเวลาที่ได้อธิษฐานไว้
(๑๙) เมื่อครบกำหนดเวลาที่ได้อธิษฐานไว้ ซึ่งเรียกว่า
ออกจากนิโรธสมาบัติ นั้น
อนาคามิผล สำหรับอนาคามิบุคคล หรือ
อรหัตตผล สำหรับอรหัตตบุคคล
ก็เกิดขึ้น ๑ ขณะก่อน ต่อจากนั้น จิต เจตสิก และจิตตชรูปจึงจะเกิดตาม
ปกติต่อไปตามเดิม
อภิญญาวิถี
อภิญญา แปลว่า รู้ยิ่ง
รู้พิเศษ มีความหมายว่า เป็นจิตที่มีความรู้อันยิ่งใหญ่ เป็นพิเศษจนมีอำนาจสามารถ
ที่จะบันดาลให้เกิด สิ่งที่ตนปรารถนาได้ ต้องใช้ รูปาวจรปัญจมฌานกุสล หรือ
รูปาวจรปัญจมฌานกิริยา ที่ได้มาจาก
กสิณเป็นบาทให้เกิดอภิญญาจิต ดังนั้นอภิญญานี้จึงมีได้แต่ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ เพราะต้องทำ
อภิญญาด้วยรูปฌาน
อภิญญาที่ต้องอาศัยรูปาวจรปัญจมฌานจิตเป็นบาทให้เกิดนั้น มี ๕ ประการ
คือ
๑. บุพเพนิวาสานุสสติ ระลึกชาติก่อนที่เคยเกิดมาแล้วได้
หน้า ๔๗
๒. ทิพพจักขุ หรือ จุตูปปาตญาณ
คือ ตาทิพย์เหมือนเทวดา และพรหม สามารถเห็นเหตุการณ์ไกล ๆ ที่ไป
ไม่ถึงได้ และ รู้จุติ ปฏิสนธิ ของสัตว์ทั้งหลาย
๓. ปรจิตตวิชชานน หรือ เจโตปริยญาณ รู้จักจิตใจของผู้อื่นได้
๔. ทิพพโสต คือ หูทิพย์เหมือนเทวดาและพรหม สามารถฟังเสียงที่ไกล
ๆ ได้
๕. อิทธิวิธ แสดงอิทธิฤทธิต่าง ๆ ได้
ผู้ทำอภิญญาได้ ต้องเป็นผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ
๑. ได้สมาบัติทั้ง ๘ คือ ได้ทั้งรูปฌานสมาบัติ และอรูปฌานสมาบัติ
โดย ครบถ้วน
๒. ต้องได้ทำการฝึกฝนอบรม (เป็นพิเศษอีก ๑๔ นัย) เพื่อให้ได้อภิญญา
และต้องแคล่วคล่องว่องไวใน
กระบวนการอบรม (ทั้ง ๑๔ นัย) นั้นด้วย (กระบวน การอบรมเป็นพิเศษ ๑๔ นัยนั้น แสดงไว้ในปริจเฉทที่
๙)
เมื่อฌานลาภีบุคคลผู้มีลักษณะดังกล่าว ปรารถนาจะทำอภิญญาอย่างใดอย่าง
หนึ่ง ต้องกระทำดังนี้ คือ
๑. ต้องเข้ารูปาวจรปัญจมฌานก่อน เพื่อเป็นบาทให้จิตมีกำลังกล้าแข็ง
ซึ่ง เรียกชื่อว่า ปาทกฌานวิถี วิถีจิตเป็นดังนี้
ภ น ท มโน ปริ อุป อนุ โค ฌ ฌ ฌ ฌ ฌ ภ
๒. แล้วก็อธิษฐาน คือ ตั้งความปรารถนา ความมุ่งมั่นอันแน่วแน่มั่นคง
อย่างแรงกล้า ว่าประสงค์อภิญญา
อย่างใด ซึ่งเรียกชื่อว่าอธิฏฐานวิถี เป็นกามวิถี ดังนี้
ภ น ท มโน ช ช ช ช ช ช ช ภ
๓. ต่อจากนั้นก็เข้ารูปาวจรปัญจมฌานอีก เรียก ปาทกฌานวิถี
เหมือนกัน วิถีจิตเป็นดังนี้
ภ น ท มโน ปริ อุป อนุ โค ฌ ฌ ฌ ฌ ฌ ภ
๔. ลำดับสุดท้าย อภิญญาจิตก็จะเกิดขึ้นตามความปรารถนาที่ได้อธิษฐานนั้น
วิถีนี้จะเกิดอภิญญาจิตขณะ
เดียวเท่านั้น ดังนี้
ภ น ท มโน ปริ อุป อนุ โค อภิญญา ภ
หน้า ๔๘
ขณะที่อภิญญากำลังเกิดอยู่นั้น
มโนทวารวิถีที่เกิดต่อจากอภิญญาวิถีนั้น เป็น มหากุสลหรือมหากิริยาตามควรแก่บุคคลที่แสดงอภิญญา
และเป็นกามชวนมโน ทวารวิถี
ถ้าหากว่า ได้กระทำดังกล่าวแล้ว แต่อภิญญายังไม่เกิด ก็ต้องตั้งต้นเริ่มทำมา
ตั้งแต่ต้นใหม่อีก จนกว่าอภิญญาจิต
จะเกิด
อนึ่ง ตามที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ จะเห็นได้ว่าบุคคลที่แสดงอภิญญาได้ ก็ด้วย
อำนาจแห่งการเจริญสมถภาวนา
จนได้สมาบัติทั้ง ๘ เช่นนี้ท่านเรียกว่า ปฏิปทาสิทธิฌาน ซึ่งมีความหมายว่า
สำเร็จถึงซึ่งฌานด้วยการปฏิบัติ
ยังมีบุคคลอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งในชาตินั้นไม่เคยเจริญสมถภาวนา เป็นแต่เจริญ
วิปัสสนาภาวนาอย่างเดียว
ถึงกระนั้นก็ดี บางบุคคลพอบรรลุมัคคผล ก็ถึงพร้อมซึ่ง ฌานด้วย จนถึงแสดงอภิญญาได้ก็มี
เช่น พระจุฬปัณถก เมื่อสำเร็จ
เป็นพระอรหันต์ แล้ว ก็ได้แสดงปาฏิหาริย์เป็นภิกษุหลายรูปจนเต็มพระเชตวัน เช่นนี้ท่านเรียกว่า
มัคคสิทธิฌาน ซึ่งมีความหมายว่า ได้ฌานด้วยอำนาจแห่งมัคค
มรณาสันนวิถี
มรณาสันนวิถี เป็นวิถีจิตที่ใกล้ตาย
วิถีนี้ชวนจิตเกิดเพียง ๕ ขณะเท่านั้น เพราะจิตมีกำลังอ่อนมากแล้ว เมื่อสุดวิถีของมรณาสันนวิถี
จุติจิตต้องเกิดขึ้นอย่าง แน่นอน ๑ ขณะ สัตว์นั้นก็ถึงแก่ความตาย
เมื่อจุติจิตดับลงแล้ว ปฏิสนธิก็เกิดติดต่อกันในทันทีทันใด ไม่มีจิตอื่นมาเกิด
คั่นระหว่างจุติกับปฏิสนธิจิตเลย (เว้นจุติจิตของพระอรหันต์ ไม่มีปฏิสนธิจิตมาเกิด
ต่อ)
สัตว์ที่ใกล้ตาย ก่อนที่จุติจิตเกิด ถ้ามี รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสถูกต้อง
เป็น อารมณ์ มรณาสันนวิถีนั้นเรียกว่า มรณาสันนวิถีทางปัญจทวาร
ถ้ามีความคิดนึกในทางใจเป็นอารมณ์ มรณาสันนวิถีนั้นก็เรียกว่า มรณาสันน
วิถีทางมโนทวาร
มรณาสันนวิถีทางปัญจทวาร แต่ละทวาร มี ๔ วิถี ดังนี้
ภ ตี น ท ป วิ สํ สัน วุ ช
ช ช ช ช ต ต จุติ ปฏิ ภ
ภ ตี น ท ป วิ สํ สัน วุ ช ช ช ช ช ต ต ภ จุติ ปฏิ ภ
ภ ตี ตี ตี น ท ป วิ สํ สัน วุ ช ช ช ช ช จุติ ปฏิ ภ
ภ ตี ตี ตี น ท ป วิ สํ สัน วุ ช ช ช ช ช ภ จุติ ปฏิ ภ
หน้า ๔๙
มรณาสันนวิถีทางมโนทวาร มี ๔ วิถี เช่นเดียวกัน
ภ น ท มโน ช ช ช ช ช ต ต จุติ
ปฏิ ภ
ภ น ท มโน ช ช ช ช ช ต ต ภ จุติ ปฏิ ภ
ภ น ท มโน ช ช ช ช ช จุติ ปฏิ ภ
ภ น ท มโน ช ช ช ช ช ภ จุติ ปฏิ ภ
ในมรณาสันนวิถี มี กรรม กรรมนิมิต
คตินิมิต เป็นอารมณ์แน่นอน กรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ คตินิมิต
อารมณ์ ที่เกิดขึ้นในมรณาสันนวิถีนี่แหละ เป็นเครื่องหมายบ่งบอกภพชาติที่จุติสัตว์นั้นจะไปปฏิสนธิ
กรรมอารมณ์ กับ คตินิมิตอารมณ์ ทั้ง ๒ นี้ เกิดเฉพาะทางมโนทวาร ส่วน กรรมนิมิตอารมณ์เกิดได้ทั้ง
๖ ทวาร โดยเฉพาะ มรณาสันนวิถีของพระอรหันต์ ไม่มีกรรมอารมณ์ กรรมนิมิต อารมณ์ หรือ
คตินิมิตอารมณ์ แม้แต่อย่างเดียว เพราะท่านไม่ต้องปฏิสนธิอีกแล้ว
อารมณ์ในมรณาสันนวิถีทั้ง ๓ คือ กรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ คตินิมิต
อารมณ์ นี้ เกิดขึ้นด้วยอำนาจของ
กรรมทั้ง ๔ คือ
๑. ครุกรรม คือ กรรมที่หนัก ทางอกุสล ได้แก่ ปัญจานันตริยกรรม (อนัน ตริยกรรมทั้ง
๕) ในทางกุสลได้แก่ มหัคคตกุสล ๙ ถ้าได้ทำกรรมหนักเช่นนี้ ครุกรรมต้องให้ผลก่อน
อนันตริยกรรม ๕ ได้แก่ มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต โลหิตุปปาท และ สังฆเภท
๒. อาสันนกรรม คือ กรรมที่กระทำเมื่อใกล้ตาย มีทั้งทางกุสล และทาง อกุสล
ถ้าไม่มีครุกรรมแล้ว อาสันนกรรม
นี้ต้องให้ผลเป็นอันดับแรก
๓. อาจิณณกรรม คือ กุสลกรรม และกุสลกรรมที่ทำอยู่เสมอเป็นอาจิณ ถ้าไม่มีครุกรรมและอาสันนกรรมแล้ว
อาจิณณกรรมนี้ก็ให้ผลก่อน
หน้า ๕0
๔. กฏัตตากรรม คือ กุสลกรรม และอกุสลกรรมที่ไม่ครบองค์ของกัมมบถ
จัดเป็นกรรมเล็กน้อย ถ้าไม่มีกรรมอื่น
คือ ๓ อย่างข้างต้นนั้น จึงเป็นหน้าที่ของ กฏัตตากรรมนี้ให้ผล
จุติ และ ปฏิสนธิ
สัตว์ที่จะจุติ(เว้นอสัญญสัตต)
จะต้องมีมรณาสันนวิถีอย่างใดอย่างหนึ่ง ดัง ได้แสดงภาพมาแล้วจะผิดกันก็ตรง
ที่ชวนะซึ่งมี ๕ ขณะนั้น ว่าจะเป็น ชวนจิตที่เป็นบาปหรือเป็นบุญเพียงใด
๑. กามบุคคลจุติ และ ปฏิสนธิในกามภูมิอีกนั้น
ก. วิถี จะจุติทางปัญจทวารมรณาสันนวิถี หรือทางมโนทวารมรณาสันนวิถี
อย่างใดวิถีใดก็ได้ทุกวิถี แล้วแต่
ว่าจะประสบกับอารมณ์ใด ถ้าประสบกับปัญจารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จุติทางปัญจทวารมรณาสันนวิถี
ถ้าประสบกับ
ธัมมารมณ์ ก็จุติ ทางมโนทวารมรณาสันนวิถี
ข. ชวนะ ในวิถีนั้น ๆ ซึ่งมีชวนะ ๕ ขณะ ก็เป็นกามชวนะ แต่จะเป็นโลภ
ชวนะ โทสชวนะ โมหชวนะ มหากุสลญาณวิปปยุตตชวนะ หรือ มหากุสลญาณ สัมปยุตตชวนะ ก็แล้วแต่อำนาจของกรรมทั้ง
๔ ที่สัตว์นั้นกระทำมา
(ครุกรรม, อาสันนกรรม, อาจิณณกรรม, กฏัตตากรรม)
๒. กามบุคคลจุติ และ ปฏิสนธิในพรหมภูมิ เพราะเป็นฌานลาภีบุคคลนั้น
ก. วิถี จะไม่จุติทางปัญจทวารมรณาสันนวิถี แต่จุติทางมโนทวารมรณา
สันนวิถี เพราะจะต้องมีบัญญัติ หรือมีธัมมารมณ์เป็นอารมณ์เสมอ
ข. ชวนะ ในชวนะ ๕ ขณะนั้น เป็นมหัคคตชวนะ คือเป็นบริกรรม อุปจาระ
อนุโลม โคตรภู และฌานจิต แล้วจุติจิตจึงจะเกิด จะเป็นฌานจิตชั้นใด ก็แล้วแต่ ฌานที่ตนได้ตนถึง
๓. พรหมบุคคลจุติ และปฏิสนธิในพรหมภูมิชั้นเดิม หรือ ชั้นที่สูงขึ้นไปนั้น
มรณาสันนวิถีก็จะเกิดเช่นเดียว
กับกามบุคคลจุติ และปฏิสนธิในพรหมภูมิ (ข้อ ๒) คือ จุติทางมโนทวารมรณาสันนวิถี
และชวนะเป็นมหัคคตชวนะ
๔. พรหมบุคคลจุติ และกลับมาปฏิสนธิในกามสุคติภูมิ เพราะสิ้นบุญบารมี
นั้น มรณาสันนวิถีก็จะเกิด
เช่นเดียวกับกามบุคคลจุติ และปฏิสนธิในกามภูมิอีก (ข้อ ๑) คือ ชวนะเป็นกามชวนะ