หน้า ๒๑

         ตติยฌานภูมิ มี ๓ ภูมิ
         ๗. ปริตตสุภาภูมิ เป็นพรหมบริษัทในชั้นที่ ๓ นี้
         ๘. อัปปมาณสุภาภูมิ เป็นพรหมปุโรหิตในชั้นที่ ๓ นี้
         ๙. สุภกิณหา หรือสุภากิณณาภูมิ เป็นมหาพรหมในชั้นที่ ๓ นี้
         ภูมิทั้ง ๓ นี้ เป็นที่ปฏิสนธิจิตของจตุตถฌานวิบาก ๑ ดวง คือ เป็นที่เกิด ที่อยู่ของพรหมที่ได้จตุตถฌาน อันเป็นผลของจตุตถฌานกุสล
         ทั้ง ๓ ภูมินี้เป็นชั้นเดียวกัน อยู่ในระดับเดียวกันไม่สูงไม่ต่ำกว่ากัน และที่จัด เป็น ๓ ภูมิ ก็มีเหตุผลอย่าง
เดียวกับทุติยฌานภูมินั่นเอง

         จตุตถฌานภูมิ มี ๗ ภูมิ
         ๑๐. เวหัปผลาภูมิ เป็นที่ปฏิสนธิของปัญจมฌานวิบาก หรือเป็นที่เกิด ที่อยู่ ของพรหมที่ได้ปัญจมฌาน อันเป็นผลของปัญจมฌานกุสล
         ๑๑. อสัญญสัตตภูมิ เป็นที่ปฏิสนธิของปัญจมฌานวิบาก หรือเป็นที่เกิด ที่อยู่ ของพรหมที่ได้ปัญจมฌาน อันเป็นผลของปัญจมฌานกุสล ที่เจริญสัญญาวิราคะ ภาวนา ต่อไปอีกโสดหนึ่งด้วย
         ภูมิที่ ๑๐ และ ๑๑ รวม ๒ ภูมินี้เป็นชั้นเดียวกัน อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่สูง ไม่ต่ำกว่ากัน และ อายุก็เท่ากันด้วย

         ผู้ที่จะไปปฏิสนธิในสุทธาวาสภูมิได้นั้น จะต้องเป็นปัญจมฌานลาภีอนาคามิผล บุคคล คือ พระอนาคามีที่ได้
ปัญจมฌานด้วย เพราะว่าสุทธาวาสภูมินี้เป็นที่อยู่ของ ผู้ที่มีจิตใจผุดผ่อง ไม่ข้องอยู่ในกามคุณทั้ง ๕ อย่างเด็ดขาด


หน้า ๒๒

         ดังนั้นบุคคลที่จะอยู่ในสุทธาวาสภูมิได้จึงมีเพียง ๓ บุคคลเท่านั้นคือ อนาคามิ ผลบุคคล ๑, อรหัตตมัคคบุคคล ๑ และอรหัตตผลบุคคล ๑ เท่านี้เอง (ข้อสำคัญ ๓ บุคคลนี้ต้องได้ถึงปัญจมฌานด้วย)
         อนาคามิผลบุคคลเกิดขึ้นได้ในสุทธาวาสภูมิด้วยอำนาจปฏิสนธิ ส่วนอรหัตต มัคคบุคคล และอรหัตตผลบุคคล เกิดขึ้นได้ในสุทธาวาสภูมินั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นได้ด้วย อำนาจปฏิสนธิ แต่เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจวิปัสสนาภาวนาในปวัตติกาล
ที่สุทธาวาสภูมิ นั้นเอง เพราะปัญจมฌานลาภีอนาคามิผลบุคคลที่ไปปฏิสนธิในสุทธาวาสภูมิแล้ว ก็ ต้องเจริญภาวนาจน
สำเร็จเป็นพระอรหันต์ และปรินิพพานในสุทธาวาสนั้นแหละ
         ปัญจมฌานลาภีอนาคามิผลบุคคลที่เป็นมนุษย์ หรือเทวดา หรือพรหม ก็ตาม เมื่อจุติแล้วจะปฏิสนธิในสุทธาวาส
ชั้นใด ก็ย่อมแล้วแต่อินทรีย์ที่ได้เพียรบำเพ็ญ ภาวนามา ถ้าการที่เพียรบำเพ็ญภาวนามานั้น
         มีกำลังนำด้วย สัทธา ก็ปฏิสนธิใน อวิหาภูมิ
         มีกำลังนำด้วย วิริยะ ก็ปฏิสนธิใน อตัปปาภูมิ
         มีกำลังนำด้วย สติ ก็ปฏิสนธิใน สุทัสสาภูมิ
         มีกำลังนำด้วย สมาธิ ก็ปฏิสนธิใน สุทัสสีภูมิ
         มีกำลังนำด้วย ปัญญา ก็ปฏิสนธิใน อกนิฏฐาภูมิ
         ตามที่ได้แสดงมาแล้วนี้คงจะเห็นได้แล้วว่า รูปาวจรวิบากจิต ๕ ดวง ปฏิสนธิ ได้ในรูปพรหมถึง ๑๖ ภูมิ พรหม
๑๖ ภูมินี้ แบ่งเป็นชั้นก็ได้ ๙ ชั้น แต่ละชั้น ก็อยู่สูงกว่ากันชั้นละ ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์ เท่า ๆ กัน ทุกชั้นตามลำดับ
         ในรูปพรหมภูมิ หรือในรูปภูมินี้ มีทิพย์สมบัติเช่นเดียวกับเทวภูมิ กล่าวคือ ในเทวภูมิมี วิมาน มีอาภรณ์พรรณ อันเป็นเครื่องทรงต่าง ๆ มีสวนไม้ใบ ไม้ดอก มีสระโบกขรณีและมีต้นกัลปพฤกษ์ ที่ให้เกิดเป็นสุทธาโภชน์ในรูปพรหมก็มี
เช่นกัน เว้นแต่ต้นกัลปพฤกษ์ที่ให้เกิดเป็นสุทธาโภชน์นั้นไม่มี เพราะพรหมไม่ต้องกินอาหาร
         รูปพรหมทั้งหมดไม่ปรากฏว่าเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย แต่รูปพรรณสัณฐาน นั้น มีลักษณะคล้ายผู้ชาย


หน้า ๒๓

         อนึ่ง ในพรหมโลกชั้น อกนิฏฐาภูมิ มีปูชนียสถานที่สำคัญอยู่แห่งหนึ่ง ชื่อ ทุสสะเจดีย์ เป็นที่บรรจุเครื่องฉลอง
พระองค์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใน ขณะที่ยังทรงเป็นพระสิทธัตถะราชกุมารทรง ในเวลาออกจากพระนครไป
ทรงผนวช ท้าวฆฏิการะพรหม เสด็จลงมาจากอกนิฏฐาภูมิ นำเครื่องบริขารทั้ง ๘ มาถวาย และรับเครื่องฉลองพระองค์
ทั้งหมดนั้น ไปบรรจุไว้ในทุสสะเจดีย์ที่กล่าวนี้

สรุปรูปพรหม ๑๖ ภูมิ


หน้า ๒๔

หมวดที่ ๑ ภูมิจตุกะ ง. อรูปาวจรภูมิ

         อรูปาวจรภูมิ กล่าวโดยธัมมาธิฏฐาน ก็เป็นภูมิของอรูปาวจรวิบาก อันเป็นผล โดยตรงของอรูปาวจรกุสล กล่าว
โดยบุคคลาธิฏฐานก็เป็นที่เกิดที่อยู่ที่อาศัยของอรูป พรหม คือ พรหมที่ไม่มีรูปกายมีแต่นามเท่านั้น อรูปาวจรภูมินี้มัก
เรียกกันสั้น ๆ ว่า อรูปภูมิ
         อรูปาวจรวิบากมี ๔ ดวง และมีอรูปวจรภูมิ ๔ ภูมิเท่ากัน ชื่อของอรูปาวจร วิบาก และชื่อของอรูปาวจรภูมิก็
เหมือนกัน ตรงกันตามลำดับ คือ
         ๑. อากาสานัญจายตนภูมิ ๑ ภูมิ เป็นที่ปฏิสนธิของอากาสานัญจายตนวิบาก ๑ ดวง อันเป็นผลของอากาสานัญ
จายตนกุสล คือ เป็นที่อยู่ของอรูปพรหมที่ได้ อรูปฌานชั้นต้น
         ๒. วิญญาณัญจายตนภูมิ ๑ ภูมิ เป็นที่ปฏิสนธิของวิญญาณัญจายตนวิบาก ๑ ดวง อันเป็นผลของวิญญาณัญ
จายตนกุสล คือเป็นที่อยู่ของอรูปพรหมที่ได้อรูปฌาน ชั้นที่ ๒
         ๓. อากิญจัญญายตนภูมิ ๑ ภูมิ เป็นที่ปฏิสนธิของอากิญจัญญายตนวิบาก ๑ ดวง อันเป็นผลของอากิญจัญญาย
ตนกุสล คือเป็นที่อยู่ของอรูปพรหม ที่ได้อรูปฌาน ชั้นที่ ๓
         ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ๑ ภูมิ ที่เป็นที่ปฏิสนธิของเนวสัญญานา สัญญายตนวิบาก ๑ ดวง อันเป็นผลของ
เนวสัญญานาสัญญายตนกุสล คือเป็นที่อยู่ ของอรูปพรหมที่ได้อรูปฌานชั้นสูงสุด
         อรูปภูมิทั้ง ๔ นี้ ถึงแม้จะเรียกว่า ภูมิ แต่ก็ไม่มีรูปร่างสัณฐานวิมานพื้นที่ อย่างใดเลย มีแต่อากาศอันว่างเปล่า แม้แต่อรูปพรหมเอง ก็มีแต่นามอย่างเดียว ไม่มีรูปร่างสัณฐานอย่างใดเช่นกัน ดังนั้น วิมาน สวน สระ ต้นไม้ หรือสิ่งที่
เป็นรูปทั้งหลาย จึงไม่มีในอรูปภูมินี้เลย


หน้า ๒๕

สรุปภูมิทั้ง ๓๑

         กามภูมิ ๑๑ ได้แก่
         ๑. อบายภูมิ ๔ ได้แก่ นรก , อสุรกาย , เปรต , ดิรัจฉาน
         ๒. กามสุคติภูมิ ๗ ได้แก่
             ๒.๑ มนุสสภูมิ ๑
             ๒.๒ ฉกามาวจรหรือเทวภูมิ ๖ ได้แก่
             จาตุมมหาราชิกา , ดาวดึงสา , ยามา , ดุสิตา , นิมมานรตี , ปรนิมมิตวสวัตตี

          รูปภูมิ ๑๖ ได้แก่
          ๑. ปฐมฌานภูมิ ๓ ได้แก่ ปาริสัชชา , ปุโรหิตา , มหาพรหมา
          ๒. ทุติยฌานภูมิ ๓ ได้แก่ ปริตตาภา , อัปปมาณาภา , อาภัสสรา
          ๓. ตติยฌานภูมิ ๓ ได้แก่ ปริตตสุภา , อัปปมาณสุภา , สุภกิณหา
          ๔. จตุตถฌานภูมิ ๗ ได้แก่
              ๔.๑ อสัญญสัตตา , เวหัปผลา
              ๔.๒ สุทธาวาส ๕ ได้แก่
              อวิหา , อตัปปา , สุทัสสา , สุทัสสี , อกนิฏฐา

           อรูปภูมิ ๔ ได้แก่ อากาสานัญจายตน , วิญญาณัญจายตน , อากิญจัญญายตน , เนวสัญญานาสัญญายตน


หน้า ๒๖

บุคคลกับภูมิ

         บุคคลที่ยังไม่เคยได้มัคคผลเลยเป็นผู้ที่ยังหนาด้วยกิเลสเรียกว่า ปุถุชน บุคคล ผู้ได้เจริญวิปัสสนาภาวนาจน
บรรลุมัคคผลแล้ว เป็นผู้ที่ห่างไกลจากกิเลส เรียกว่า อริยะ ปุถุชนมีอยู่ ๔ บุคคล และอริยะมีอยู่ ๘ บุคคลรวมเป็น ๑๒
บุคคล ดังนี้

         ปุถุชน ๔ ได้แก่ ทุคคติบุคคล ๑
                         สุคติบุคคล ๑
                         ทวิเหตุกบุคคล ๑
                         ติเหตุกบุคคล ๑

         อริยะ ๘ ได้แก่

         บุคคลใดเกิดได้ในภูมิไหน และบุคคลใดเกิดไม่ได้ในภูมิไหนนั้น มีคาถาสังคหะเป็นคาถาที่ ๒ และที่ ๓ ว่า แสดงไว้ดังต่อไปนี้

         ๒. ปุถุชฺชนา น ลพฺภนฺติ                         สุทฺธาวาเสสุ สพฺพถา
             โสตาปนฺนา จ สกทา                          คามิโนจาปิ ปุคฺคล ฯ

         แปลความว่า ปุถุชน โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี(มัคค)ไม่เกิดในสุทธาวาส ด้วยประการ ทั้งปวง
         มีความหมายว่าปุถุชนทั้ง ๔ บุคคล กับโสดาปัตติมัคคบุคคล ๑ โสดาปัตติผล บุคคล ๑ สกทาคามิมัคคบุคคล ๑ สกทาคามิผลบุคคล ๑ และ อนาคามิมัคคบุคคล ๑ รวมเป็น ๙ บุคคลด้วยกัน ทั้ง ๙ บุคคลนี้ จะเกิดในสุทธาวาสภูมิทั้ง ๕
แม้แต่ ภูมิใดภูมิหนึ่งไม่ได้เลยเป็นอันขาด ด้วยประการทั้งปวง


หน้า ๒๗

         ที่ว่าด้วยประการทั้งปวงนั้น หมายความว่า ไม่ว่าการเกิดนั้นจะเป็นด้วยอำนาจ ปฏิสนธิ หรือเกิดด้วยอำนาจ
แห่งภาวนา ก็เกิดไม่ได้ทั้ง ๒ ประการ
         ทั้งนี้เพราะสุทธาวาสภูมิทั้ง ๕ เป็นที่เกิดโดยเฉพาะของอนาคามิผลบุคคล ที่ ได้ปัญจมฌานด้วยนั้นโดยอำนาจ
แห่งปฏิสนธิ และเป็นที่เกิดอรหัตตมัคคบุคคล อรหัตตผลบุคคล โดยอำนาจแห่งการเจริญภาวนาที่สุทธาวาสภูมินั้น

         ๓. อริยาโนปลพฺภนฺติ                         อสญฺญาปายภูมิสุ
             เสสฏฺฐาเนสุ ลพฺภนฺติ                     อริยา นริยาปิ จ ฯ

         แปลความว่า พระอริยะไม่เกิดในอสัญญีภพและอบายภูมิเลย ส่วนภูมิที่เหลือนอกนั้นจะเป็น พระอริยะและ
แม้มิใช่พระอริยะก็เกิดได้
         มีความหมายว่า
         ๑. อริยะทั้ง ๘ บุคคลไม่เกิด(โดยอำนาจภาวนา) ในอสัญญสัตตภูมิ ๑ เพราะ อสัญญสัตตภูมิ๑ เป็นภูมิของบุคคล
ที่มีแต่รูปร่างกายอย่างเดียวเท่านั้นไม่มีจิต บุคคล ผู้มีจิตใจจึงจะบำเพ็ญเพียรภาวนาธรรมให้แจ้งในอริยะสัจจ ๔ ได้
         ๒. อริยะบุคคล ๘ ไม่เกิด(โดยอำนาจปฏิสนธิ)ในอสัญญสัตตภูมิ ๑ เพราะพระอริยะไม่เจริญสัญญาวิราคภาวนา
ที่ปรารถนาจะมีแต่รูปอย่างเดียว โดยไม่ ประสงค์จะมีจิตใจอย่างนั้นไม่
         ๓. อริยะบุคคล ๘ ไม่เกิด (โดยอำนาจภาวนา) ในอบายภูมิ ๔ เพราะบุคคล ในอบายภูมิ ๔ เป็นบุคคลที่ไร้ปัญญา อันเป็นองค์สำคัญยิ่งในการบำเพ็ญเพียร ภาวนาธรรมให้ถึงมัคคถึงผล
         ๔. อริยะบุคคล ๘ ไม่เกิด (โดยอำนาจปฏิสนธิ) ในอบายภูมิ ๔ เพราะ อริยะบุคคลเป็นผู้ที่ละแล้วซึ่งกิเลสอันจะ
ส่งผลให้ไปปฏิสนธิในอบาย จึงเป็นผู้ที่ปิด อบายได้แล้ว เป็นผู้ที่พ้นจากอบาย
         ๕. ส่วนภูมิที่เหลือนอกนั้น อันได้แก่ มนุษย์ ๑ ภูมิ เทวดา ๖ ภูมิ รูปภูมิ ๑๕ ภูมิ (เว้นอสัญญสัตตภูมิ ๑) และ
อรูปภูมิ ๔ รวม ๒๖ ภูมิ นั้นจะเป็นอริยะ บุคคลก็ดี หรือ แม้มิใช่อริยะบุคคลก็ดี ก็เกิดได้


หน้า ๒๘

         ๖. ทุคคติบุคคล ๑ เกิดได้ (โดยอำนาจปฏิสนธิอย่างเดียว) ในอบายภูมิ ๔
         ๗. สุคติอเหตุกบุคคล ๑ เกิดได้ (โดยอำนาจปฏิสนธิอย่างเดียว) ในมนุษย์ ๑ ภูมิ ในเทวดา ชั้นจาตุมมหาราชิกา
๑ ภูมิ ทวิเหตุกบุคคล ๑ เกิดได้ (โดยอำนาจปฏิสนธิอย่างเดียว) ในมนุษย์ภูมิ ๑ ภูมิ ในเทวดา ๖ ภูมิ
         ๘. ติเหตุกบุคคล ๑ (ที่เป็นปุถุชน) เกิดได้ (โดยอำนาจปฏิสนธิอย่างเดียว) ในมนุษย์ ๑ ภูมิ ในเทวดา ๖ ภูมิ ถ้าเจริญสมถภาวนาได้รูปฌานก็ดี ได้อรูปฌานก็ดี ก็ไปเกิด (โดยอำนาจปฏิสนธิ) ในรูปภูมิ ๑๑ (เว้นสุทธาวาสภูมิ ๕) และ
อรูปภูมิ ๔ ตามชั้นฌานที่ตนได้
          ๙. โสดาปัตติมัคคบุคคล ๑ โสดาปัตติผลบุคคล ๑ รวมอริยะ ๒ บุคคลนี้เกิด ได้ (โดยอำนาจภาวนา) ในมนุษย์
๑ ภูมิ เทวดา ๖ ภูมิ รูปภูมิ ๑๐ (เว้นสุทธาวาส ภูมิ ๕ อสัญญสัตตภูมิ ๑) รวม ๑๗ ภูมิ
          หมายความว่า มนุษย์ เทวดาและรูปพรหมที่กล่าวนั้น สามารถเจริญวิปัสสนา ภาวนาให้บรรลุถึงโสดาปัตติมัคค โสดาปัตติผลได้
          ที่เว้น สุทธาวาสภูมิ ๕ เพราะเป็นที่เกิด(โดยอำนาจปฏิสนธิ) ของปัญจมฌาน อนาคามิผลบุคคล
          และที่ไม่ได้กล่าวถึง อรูปพรหมในข้อนี้ด้วย เพราะในอรูปภูมิทั้ง ๔ นั้น อรูป พรหมที่เป็นปุถุชน คือยังไม่ถึง
มัคคถึงผลเลยนั้น ไม่สามารถเริ่มเจริญวิปัสสนาให้ เกิดโสดาปัตติมัคค โสดาปัตติผลได้ ด้วยเหตุว่าการเจริญวิปัสสนา
ภาวนาให้บรรลุ มัคคผลในชั้นต้นเริ่มแรกนี้ต้องอาศัยพิจารณาทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม แต่อรูปพรหม ไม่มีรูปธรรม
ให้อาศัยพิจารณาเลย
           ๑๐. อริยะบุคคลอีก ๖ คือ สกทาคามิมัคคบุคคล สกทาคามิผลบุคคล อนาคามิมัคคบุคคล อนาคามิผลบุคคล อรหัตตมัคคบุคคล และอรหัตตผลบุคคล นั้นเกิดได้ (โดยอำนาจภาวนา) ในมนุษย์ ๑ ภูมิ เทวดา ๖ ภูมิ รูปภูมิ ๑๕ (เว้น อสัญญสัตตภูมิ ๑) และ อรูปภูมิ ๔ รวม ๒๖ ภูมิ
           หมายความว่า มนุษย์ เทวดา รูปพรหมและอรูปพรหม สามารถเจริญ วิปัสสนาภาวนา(ต่อ) ให้บรรลุเป็น
อริยะ ๖ นี้อีกได้


หน้า ๒๙

         มีข้อสังเกตที่ควรกล่าวอยู่ว่า สุทธาวาสภูมิ ๕ อันเป็นที่เกิด (โดยอำนาจ ปฏิสนธิ) ของปัญจมฌานลาภี
อนาคามิผลบุคคลอยู่แล้ว จึงมีการเจริญวิปัสสนา ภาวนา เพื่อให้บรรลุถึงขั้นอรหัตตมัคค อรหัตตผล เท่านั้น
         อนึ่งในข้อ ๑๐ นี้ กล่าวถึงอรูปพรหมด้วยนั้น มีอธิบายว่า มนุษย์ก็ดี เทวดา ก็ดี รูปพรหมก็ดี เจริญสมถภาวนาจน
ได้อรูปฌานและเจริญวิปัสสนาภาวนาด้วย จน เป็นโสดาบันบุคคลแล้ว เมื่อถึงแก่มรณะก็ไปเกิดเป็นอรูปพรหมที่เป็น
พระโสดาบัน โสดาบันบุคคลที่เป็นอรูปพรหมนี้เจริญวิปัสสนาภาวนา(ต่อ) เพื่อให้บรรลุเป็นพระ สกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ได้ ในการเจริญวิปัสสนาภาวนาต่อเช่นนี้ เพียงแต่พิจารณานามธรรมอย่างเดียวก็ได้ ไม่จำต้องพิจารณารูปธรรม
อีกด้วย เพราะรูปธรรมนั้นได้พิจารณามาแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้นนั้น
         ๑๑. โสดาปัตติผลบุคคล ๑ สกทาคามิผลบุคคล ๑ รวมอริยะ ๒ บุคคลนี้ เฉพาะที่เป็นมนุษย์หรือเทวดา เมื่อถึง
กาลกิริยาแล้วก็อาจจะมาเกิด (โดยอำนาจ ปฏิสนธิ) ในมนุษย์ ๑ ภูมิ ในเทวดา ๖ ภูมิ อีกได้
         แต่ถ้าเป็นผู้ที่ได้ฌานด้วย ก็ไปเกิด (โดยอำนาจปฏิสนธิ) ได้ในรูปภูมิ ๑๐ (เว้นสุทธาวาสภูมิ ๕ อสัญญสัตตภูมิ ๑) และอรูปภูมิ ๔ ตามชั้นฌานที่ตนได้
         เฉพาะโสดาปัตติผลบุคคล สกทาคามิผลบุคคล ที่เป็นรูปพรหมหรืออรูปพรหม อยู่แล้ว จะไม่กลับมาเกิดเป็น
มนุษย์หรือเทวดาอีกเลย
         ๑๒. อนาคามิผลบุคคล ๑ เกิดได้(โดยอำนาจปฏิสนธิ) ดังนี้ คือ
         อนาคามิผลบุคคลที่เป็นมนุษย์หรือเทวดา แม้ในชาติที่บำเพ็ญเพียรภาวนา ธรรมจนบรรลุเป็นอนาคามิผลบุคคล
นั้น จะไม่ได้เจริญสมถภาวนาด้วย คือไม่ได้ทำ ฌานเลยก็ตาม แต่ก่อนที่จุติจิตจะเกิดคือในชวนมรณาสันนวิถี ฌานจิตที่
ได้เคยบำเพ็ญมาแล้วแต่ชาติปางก่อนโน้นครั้งหลังที่สุดก็จะเกิดขึ้นก่อน แล้วจุติจิตจึงจะ เกิด เมื่อจุติแล้วก็ต้องปฏิสนธิเป็น
พรหมชั้นนั้น ๆ กล่าวอย่างธรรมดาสามัญก็ว่า พระอนาคามีที่เป็นมนุษย์หรือเทวดา เมื่อตายแล้วก็ไปเกิดเป็นพรหม
แน่นอนไม่กลับ มาเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาอีกเลย เพราะพระอนาคามีนั้นประหารกามราคะ และ พยาปาทะได้เด็ดขาด
สิ้นเชิงแล้ว
         ถ้าอนาคามิผลบุคคลผู้นั้นได้ถึงปัญจมฌานด้วย ก็ไปเกิดในสุทธาวาสภูมิ โดย อำนาจปฏิสนธิแต่อย่างเดียว


หน้า ๓0

ภูมิกับบุคคล

         ๑. อบายภูมิ ทั้ง ๔ ภูมิ เป็นที่เกิดของทุคคติบุคคล บุคคลเดียวเท่านั้น
         ๒. มนุสสภูมิ ๑ และ จาตุมมหาราชิกาภูมิ ๑ รวม ๒ ภูมิ เป็นที่เกิดของ ๑๑ บุคคล (เว้นทุคคติบุคคล ๑)
         ๓. เทวภูมิ อีก ๕ ภูมิ ได้แก่ ดาวดึงส์, ยามา, ดุสิต, นิมมานรตี และ ปรนิมมิตวสวัตตี เป็นที่เกิดของ ๑๐
บุคคล คือ ทวิเหตุกบุคคล ๑ ติเหตุกปุถุชน ๑ และอริยบุคคล ๘ (เว้นทุคคติบุคคล และ สุคติบุคคล)
         ๔. รูปภูมิ ๑๐ ภูมิได้แก่ ปฐมฌานภูมิ ๓, ทุติยฌานภูมิ ๓, ตติยฌานภูมิ ๓, และเวหัปผลาภูมิ ๑, เป็นที่เกิดของ
๙ บุคคล คือ ติเหตุกปุถุชน ๑, อริยบุคคล ๘
         ๕. อสัญญสัตตภูมิ ๑ ภูมิ เป็นที่เกิดของ สุคติอเหตุกบุคคล ๑ คือ มีรูป ปฏิสนธิอย่างเดียว
         ๖. สุทธาวาสภูมิ ทั้ง ๕ ภูมิเป็นที่เกิดของ ๓ บุคคล คืออนาคามิผลบุคคล ๑ อรหัตตมัคคบุคคล ๑ อรหัตตผล
บุคคล ๑
         ๗. อรูปภูมิ ทั้ง ๔ ภูมิเป็นที่เกิดของ ๘ บุคคลคือติเหตุกปุถุชน ๑ อริยบุคคล ๗ (เว้นโสดาปัตติมัคคบุคคล ๑)

บุคคล ๒๑๔ จำพวก

          บุคคล ๒๑๔ จำพวกนี้ เป็นการคิดจากบุคคล ๑๒ ว่าแต่ละภูมิมีบุคคลที่จะ เกิดได้กี่บุคคลหลายภูมิก็นับว่าเป็น
บุคคลหลายจำพวก การคิดอาศัยภูมิเป็นหลักแล้ว เอาจำนวนบุคคลที่จะพึงเกิดได้ในภูมินั้นคูณได้เท่าไร ก็เป็นบุคคลเท่านั้น
จำพวกคิด ดัง ต่อไปนี้