๒. โสตปสาทรูป ๓. ฆานปสาทรูป ๔. ชิวหาปสาทรูป |
ปสาทรูปทั้ง ๓ นี้ ต่างก็มี
๖ กลาป เป็นรูป ๕๔ รูป เหมือนกันกับ จักขุปสาทรูป |
๕. ส่วน กายปสาทรูป นั้น
มีรูปกลาปเพียง ๕ กลาป เป็นจำนวนรูปเพียง ๔๔ รูปเท่านั้น คือ จำนวนตามข้อ ๑ หักด้วยจักขุทสกกลาป
๑ กลาป จำนวน ๑๐ รูป ออกเสีย เพราะ
ในกายปสาทรูปไม่มีจักขุปสาทรูปอยู่ด้วย แต่ในจักขุปสาทรูปนั้นมีกายปสาท
รูปอยู่ด้วย
ในกายปสาทรูปไม่มีโสตปสาทรูปอยู่ด้วย แต่ในโสตปสาทรูปนั้นมีกายปสาท รูปอยู่ด้วย
ในกายปสาทรูปไม่มีฆานปสาทรูป หรือ ชิวหาปสาทรูปอยู่ด้วย แต่ในฆาน ปสาทรูปก็ดี
ในชิวหาปสาทรูปก็ดี มีกายปสาทรูปอยู่ด้วย
นัยที่ ๕ รูปปวัตติกมะ
ในร่างกายของคนและสัตว์ทั้งหลายนั้น
เมื่อแบ่งเป็นรูปตามนัยของปรมัตถ แล้ว ก็มี ๒๘ รูป ในจำนวนของรูป ๒๘ รูปนั้น ก็มีสมุฏฐานนำให้เกิด
กรรมบ้าง จิตบ้าง อุตุบ้าง และอาหารบ้าง
ในส่วนของรูปที่เกิดจากกรรม ก็เรียกว่า กัมมชรูป
ในส่วนของรูปที่เกิดจากจิต ก็เรียกว่า จิตตชรูป ในส่วนของรูปที่เกิดจากอุตุ
ก็เรียกว่า อุตุชรูป
ในส่วนของรูปที่เกิดจากอาหาร ก็เรียกว่า อาหารชรูป
นั่นหมายความว่า ร่างกายของคนและสัตว์ทั้งหลาย มีรูปที่เกิดจากสมุฏฐาน
ทั้ง ๔ และรูปที่เกิดจากสมุฏฐานทั้ง ๔
นี้ ก็ไม่ได้เกิดมาโดยลำพังเพียงรูปใดรูปหนึ่ง การเกิดขึ้นของรูปดังกล่าว เกิดเป็นกลุ่ม
ๆ เป็นหมวด ๆ เป็นมัด ๆ ซึ่งเรียกว่า รูปกลาป และรูปกลาปนี่เองที่จัดว่าเป็นรูปที่ละเอียดที่สุด
เล็กที่สุด
กลาปของรูปนั้น ย่อมมีขนาดเท่ากับเม็ดปรมาณู และรูปกลาปที่เล็กที่สุด
ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตานี้ อรรถกถาจารย์ ได้แสดงถึงขนาดของเม็ดปรมาณู โดยเทียบส่วนกับศีรษะของเหา
โดยอนุมานนัย ดังนี้
๑ ศีรษะเหา เท่ากับ ๗ ลิกขาณู
๑ ลิกขาณู เท่ากับ ๓๖ รถาเรณู
๑ รถาเรณู เท่ากับ ๓๖ ตัชชารี
๑ ตัชชารี เท่ากับ ๓๖ อณู
๑ อณู เท่ากับ ๓๖ ปรมาณู
๑ ปรมาณู เท่ากับ ๑ กลาป
จะเห็นได้ว่า ศีรษะของเหาซึ่งเล็กที่สุดแล้วนั้น
เม็ดปรมาณู หรือกลาปยังเล็ก กว่าศีรษะของเหาหลายล้านเท่า จึงถือว่าไม่มีอะไรเล็กกว่านี้อีกแล้ว
และรูปกลาปนี่ แหละที่จะกล่าวต่อไปที่เกี่ยวกับการเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเรียกว่า
รูปปวัตติกมนัย
รูปปวัตติกมนัย คือ การลำดับการเกิดดับของรูปธรรม หรือ การแสดงลำดับ
การเกิดดับของรูป ๒๘ นั่นเอง ปวัตติ แปลว่า ความเป็นไป หรือ การเกิดดับ
กมะ แปลว่า ลำดับ นัย แปลว่า แนว ดังนั้น รูปปวัตติกมนัย ก็แปลว่า
แนวแห่ง
ความเป็นไปตามลำดับของรูปธรรม หรือแนวแห่งการเกิดดับของรูปธรรม
หน้า ๑0๒
รูปปวัตติกมนัย แสดงถึงนัยและแนว ๓ อย่าง คือ ๑. ตามนัยแห่งภูมิ ๒. ตามนัยแห่งกาล ๓. ตามนัยแห่งกำเนิด
๑. ตามนัยแห่งภูมิ หมายถึง
๒๗ ภูมิ คือ
ก. กามภูมิ ๑๑ ภูมิ
ข. รูปภูมิ ๑๕ ภูมิ
ค. อสัญญสัตตภูมิ ๑ ภูมิ ซึ่งทั้ง ๒๗ ภูมิที่มีรูปธรรมทุกภูมิ มากบ้างน้อยบ้าง
ตามควรแก่ภูมินั้น ๆ
ส่วนอรูปภูมิอีก ๔ ภูมิ ไม่ได้กล่าวถึงด้วย เพราะในอรูปภูมินั้น ไม่มีรูปธรรม
เลยแม้แต่สักรูปเดียว
๒. ตามนัยแห่งกาล หมายถึง
๓ กาล ดังนี้ คือ
ก. ปฏิสนธิกาล หมายถึง การสืบต่อภพสืบต่อชาติ เวลาที่เกิดต่อภพต่อ ชาติใหม่อีก
ข. ปวัตติกาล หมายถึง การทรงอยู่ เวลาที่ตั้งอยู่ในภพนั้น ชาตินั้น
ค. จุติกาล หมายถึง การเคลื่อนย้ายไปจากภพนั้นชาตินั้น คือ การที่ดับ
ไป เวลาที่ตายไปจากภพนั้น ชาตินั้น
๓. ตามนัยแห่งกำเนิด หมายถึงอาการที่เกิดใหม่ของสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งมีอยู่ ๔ กำเนิด คือ
หน้า ๑0๓
ก. ชลาพุชกำเนิด บางทีก็เรียกว่า
ชลัมพุชกำเนิด หมายถึงสัตว์ที่เกิดใน ครรภ์
ข. อัณฑชกำเนิด หมายถึง สัตว์ที่เกิดในไข่ ชลาพุชกำเนิดกับอัณฑช กำเนิด
รวมเรียกว่า คัพภเสยยกกำเนิด
ค. สังเสทชกำเนิด หมายถึง สัตว์ที่เกิดจากที่เปียกชื้น, เหงื่อ, ไคล,
ยาง เหนียว, เกษรดอกไม้ เป็นต้น
ง. โอปปาติกกำเนิด บางทีก็เรียกว่า อุปปาติกกำเนิด หมายถึงสัตว์ที่ ไม่ได้เกิดมาจากกำเนิดทั้ง
๓ ที่กล่าวแล้ว แต่เกิดโดยผุดหรือโผล่ขึ้น มาครบรูปกายใหญ่โตเต็มที่ในทันทีทันใด
เหมือนกับว่าบินมาจาก ภพเก่า
ตามนัยแห่งภูมิ
ในภูมิใดรูปจะเกิดได้กี่รูป หรือ
ในภูมิใดจะมีรูปได้กี่รูป กล่าวโดยทั่ว ๆ ไป ยังไม่จำแนกตามนัยแห่งกาล และตามนัย
แห่งกำเนิด ของสัตว์ในภูมินั้น ๆ แล้วมี ดังนี้ มีคาถาสังคหะเป็นคาถาที่
๑๑ แสดงว่า
๑๑. อฏฺฐวีสติ กาเมสุ โหนฺติ
ตวีส รูปิสุ
สตฺตตรเสว อสญฺญีนํ อรูเป นตฺถิ กิญจีปิ ฯ
แปลความว่า ในกามภูมิ ย่อมเกิดรูปได้ทั้ง
๒๘ รูป ในรูปภูมิย่อมเกิดรูปได้ ๒๓ รูป, ใน อสัญญสัตตภูมิ ย่อมเกิดรูป
ได้เพียง ๑๗ รูป, ในอรูปภูมิไม่มีรูปเกิดขึ้นเลย
หน้า ๑0๔
อธิบาย
๑. ในกามภูมิ ๑๑ ภูมิ รูปทั้ง
๒๘ รูป เกิดได้ครบ แต่ถ้ากล่าวโดยบุคคล แต่ละบุคคลแล้ว ถ้าเป็นอิตถีเพศ ก็ต้อง
เว้นปุริสภาวรูป และถ้าเป็นบุรุษเพศ ก็ต้อง เว้นอิตถีภาวรูป เป็นอันว่าบุคคลในกามภูมิแต่ละบุคคล
มีรูปบุคคลละ ๒๗ รูป แต่บางบุคคลอาจจะบกพร่อง มีไม่ถึง ๒๗ รูปก็ได้ เช่น
ตาบอด ก็ไม่มี จักขุปสาทรูป หูหนวกก็ไม่มีโสตปสาทรูป เป็น
ต้น ไม่เหมือนกับพรหมบุคคล
๒. ในรูปภูมิ ๑๕ ภูมิ (เว้นอสัญญสัตตภูมิ)
มีรูปเกิดได้เพียง ๒๓ รูป เท่านั้น โดยเว้น ฆานปสาทรูป ,ชิวหาปสาทรูป ,กายปสาทรูป
,อิตถีภาวรูป และ ปุริสภาวรูป
ที่เว้น ปสาทรูป ๓ และภาวรูป ๒ นั้น เพราะรูปทั้ง ๕ รูปนี้เป็นรูปที่เป็น
ปัจจัยสนับสนุนก่อให้เกิดกามคุณอารมณ์
เป็นส่วนมาก อันล้วนแต่เป็นโทษอย่าง เดียวพรหมบุคคลเป็นผู้ที่ปราศจากกามฉันทะดังนั้นรูปทั้ง๕จึงไม่เกิดมีแก่พวกพรหม
ส่วนจักขุปสาทรูปและโสตปสาทรูปเกิดมีแก่พวกพรหมได้ เพราะปสาทรูป ทั้ง
๒ นี้ มิใช่เป็นปัจจัยก่อให้เกิดกามคุณ
อารมณ์ที่จะเป็นโทษแต่อย่างเดียว ย่อมมี คุณประโยชน์เป็นอย่างยิ่งได้อีกด้วย กล่าวคือ
หน้า ๑0๕
นัยน์ตาก็เป็นประโยชน์ในการที่ได้เห็น ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ
หูก็มีประโยชน์ในการที่จะได้ฟังธรรมอันประเสริฐ ถึงกับได้ รับ
ความยกย่อง เรียกว่าเป็นทัสสนานุตตริยคุณ และ สวนานุตตริยคุณ คือ เป็นคุณ อย่างล้นพ้นแก่การเห็น
เป็นคุณอย่างล้นพ้น
แก่การฟัง ดังนั้น พรหมจึงยังคงมี จักขุปสาทรูป และโสตปสาทรูปอยู่
พรหมในรูปภูมิทั้ง ๑๕ ภูมินี้ แต่ละบุคคลมีรูปครบทั้ง ๒๓ รูป ทั่วทุกบุคคล
ไม่มีขาดตกบกพร่องเหมือนบุคคลในกาม
ภูมิ ดังที่กล่าวแล้วในข้อ ๑ คือ ไม่มีพรหม ตาบอด พรหมหูหนวก แต่นัยน์ตาของพรหมทำให้เห็นใด้ไกลมากจนถึงขนาดเป็น
ตาทิพย์ และหูของพรหมก็ทำให้ได้ยินได้ไกลมากจนถึงขนาดเป็นหูทิพย์
๓. ในอสัญญสัตตภูมิ ๑ ภูมิ นั้น
มีรูปเกิดได้เพียง ๑๗ รูป คือ อวินิพ โภครูป ๘, ชีวิตรูป ๑, ปริจเฉทรูป ๑, วิการรูป
๓ และลักขณรูป ๔
๔. ส่วน อรูปภูมิทั้ง ๔ ภูมิ นั้น
ไม่มีรูปเกิดขึ้นเลย ทั้งนี้เพราะท่านเจริญ รูปวิราคภาวนา คือ ไม่ยินดี และไม่ปรารถนา
จะมีรูป
๕. ที่กล่าวตามข้อ ๑-๔ เป็นการกล่าวตามจำนวนรูปธรรมเรียงเป็นรูป ๆ ไป ข้อต่อไปจะกล่าวเป็นกลาป ๆ คือ เป็นกลุ่ม ๆ เป็นมัด ๆ แต่ในข้อนี้จะแสดง การเกิดขึ้นของรูปกลาปของมนุษย์ที่ยังอยู่ในครรภ์มารดาก่อน ดังนี้
หน้า ๑0๖
ปฏิสนธิจิต เป็นจิตดวงแรกที่สืบเนื่องต่อภพต่อชาติใหม่
ที่อุปาทขณะของ ปฏิสนธิจิตนี้ มี กัมมชกลาป ๓ กลาป
ได้แก่
กายทสกกลาป
หทยทสกกลาป
ภาวทสกกลาป
ปฏิสนธิจิต ที่ฐีติขณะ มีอุตุชกลาป เริ่มเกิด
ภวังคจิต เป็นจิตดวงที่ ๒ ในภพใหม่ และเป็นภวังคจิตดวงแรก ในภพใหม่ นั้น ที่อุปาทขณะของปฐมภวังคจิตนี้ จิตตชกลาปเริ่มเกิด
๑. กลลสตฺตาห เป็นน้ำใส
๑ สัปดาห์ เกิด กายทสกกลาป, หทยทสก กลาป, ภาวทสกกลาป, อุตุชกลาป และจิตตช
กลาป (เป็นหยาดน้ำใส เหมือนน้ำมันงา)
๒. อมฺพุชสตฺตาห เป็นฟองน้ำ ๑ สัปดาห์ (มีลักษณะเป็นฟอง สีเหมือน
น้ำล้างเนื้อ)
๓. เปสิสตฺตาห เป็นเมือกไข ๑ สัปดาห์ อาหารชกลาปเริ่มเกิด (มีลักษณะ
เหมือนชิ้นเนื้อเหลว ๆ สีแดง)
๔. ฆนสตฺตาห เป็นก้อนไข ๑ สัปดาห์ (มีลักษณะเป็นก้อน มีสัณฐาน
เหมือนไข่ไก่)
๕. ปสาขสตฺตาห เกิดปุ่มทั้งห้า ๑ สัปดาห์ (ได้แก่ แขน๒ ขา๒ ศีรษะ๑)
๖. ปริปากสตฺตาห ขยายตัว ๕ สัปดาห์ สัปดาห์ที่ ๖ ชีวิตนวกกลาป
เริ่มเกิด
หน้า ๑0๗
๗. จกฺขาทิสตฺตาห อายตนะเกิด
๑ สัปดาห์ เกิดจักขุทสกกลาป, ฆาน ทสกกลาป, ชิวหาทสกกลาป
๘. ปริปากสตฺตาห เจริญเติบกล้า ๓๐ สัปดาห์
๙. เกสาทิสตฺตาห โกฏฐาสเกิด ๑ สัปดาห์ (ตั้งแต่สัปดาห์ที่ ๑๒ ถึง
๔๒ ผม ขน เล็บ ก็ปรากฏตามลำดับ) รวม
๔๒ สัปดาห์ x ๗ วัน = ๒๙๔ วัน
๖. ในกามภูมิ ๑๑ ภูมิ มีกลาปเกิดได้ครบทั้ง
๒๑ กลาปคือ กัมมชกลาป ๙, จิตตชกลาป ๖, อุตุชกลาป ๔, อาหารกลาป ๒
แต่ละบุคคลก็ต้องเว้น อิตถีภาวทสกกลาป หรือปุริสภาวทสกกลาป ตามควร แก่บุคคล
และถ้าบุคคลใดมีความบก
พร่อง เช่น ตาบอด หูหนวก ก็ต้องเว้นจักขุ ทสกกลาป โสตทสกกลาป ตามควรแก่ที่สัตว์นั้นบกพร่อง
มีข้อควรสังเกตอยู่ว่า ความบกพร่องนี้มีเฉพาะในกัมมชกลาปเท่านั้น
๗. ในรูปภูมิ ๑๕ ภูมิ (เว้นอสัญญสัตตภูมิ)
มีกลาปเกิดได้เพียง ๓ ประเภท เท่านั้น คือ กัมมชกลาป จิตตชกลาป และ อุตุชกลาป ส่วนอาหารชกลาปไม่มี
เพราะพรหมบุคคลไม่ต้องกลืนกินอาหาร
อนึ่ง กัมมชกลาป ๙ ก็เกิดได้เพียง ๔ กลาป ได้แก่ จักขุทสกกลาป โสต ทสกกลาป
หทยทสกกลาป และ ชีวิตนวก
กลาป
หน้า ๑0๘
ส่วนฆานทสกกลาป ชิวหาทสกกลาป กายทสกกลาป
อิตถีภาวทสกกลาป และ ปุริสภาวทสกกลาป รวม ๕ กลาปนี้
ไม่มี
๘. ในอสัญญสัตตภูมิ ๑ ภูมิ
มีกลาปเกิดได้เพียง ๒ สมุฏฐาน คือ กัมมช กลาป และ อุตุชกลาป เท่านั้น
ส่วนจิตตชกลาปไม่มี เพราะอสัญญสัตตพรหมไม่มีจิต ด้วยท่านเจริญ สัญญา วิราคภาวนา
อาหารชกลาปก็ไม่มี เพราะไม่ต้องกลืนกินอาหารเช่นเดียวกับพรหม ทั้งหลาย
อนึ่ง กัมมชกลาป ก็เกิดได้กลาปเดียวเท่านั้น คือ ชีวิตนวกกลาป ส่วนอุตุช
กลาป เกิดได้ ๒ กลาป คือ สุทธัฏฐกลาป และ ลหุตาทิเอกาทสกกลาป
ตามนัยแห่งกาล
กาลในที่นี้หมายถึง ปฏิสนธิกาล
ปวัตติกาล และ จุติกาล
ปฏิสนธิกาล ในที่นี้หมายถึง อุปาทขณะของปฏิสนธิจิตขณะเล็กขณะเดียว
เท่านั้น แม้แต่ฐีติขณะ และภวังคขณะ
ของปฏิสนธิจิตก็ไม่นับเป็นปฏิสนธิกาล
ปวัตติกาล ในที่นี้นับตั้งแต่ฐีติขณะของปฏิสนธิจิต เป็นต้นไปจนถึงจุติจิต
หน้า ๑0๙
จุติกาล ในที่นี้หมายถึงจุติจิต
ที่จะแสดงต่อไปนี้ว่า รูปใดเกิดได้และเกิดไม่ได้ในกาลไหนนั้น จะกล่าวโดย
ย่อ ๆ ไปก่อน ยังไม่จำแนกตามนัยแห่ง
กำเนิดของสัตว์ด้วยนั้น มีคาถาสังคหะเป็นคาถาที่ ๑๒ แสดงว่า
๑๒. สทฺโท วิการโร ชรตา มรณญฺโจปปตฺติยํ
น ลพฺภนฺติ ปวตฺเตตุ น กิญฺจิปิ น ลพฺภนฺติ
ฯ
แปลความว่า สัททรูป วิการรูป ชรตารูป อนิจจตารูป ไม่เกิดในปฏิสนธิกาล แต่ใน ปวัตติกาลนั้น รูปอะไร ๆ ย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น
อธิบาย
๑) ในปฏิสนธิกาล สัททรูป
๑, วิการรูป ๓, วิญญัตติรูป ๒, ชรตารูป ๑, และอนิจจตารูป ๑ รวม ๘ รูปนี้ เกิดไม่ได้
เพราะ
ในอุปาทขณะของปฏิสนธิจิตแห่งสัตว์ทั้งหลายนั้น เสียงยังไม่มี การพูด
การเคลื่อนไหวใด ๆ ก็ยังไม่มี รูปเบา
รูปอ่อน รูปอันควรแก่การงาน รูปที่กำลังแก่ และรูปที่กำลังดับ ก็ยังมีไม่ได้ทั้งนั้น
หน้า ๑0๑
นอกจาก ๘ รูปที่กล่าวแล้วนี้ รูปธรรมอีก
๒๐ รูป ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ ปสาทรูป ๕, โคจรรูป ๓ (เว้นสัททรูป),
ภาวรูป ๒, หทยรูป ๑, ชีวิตรูป ๑, อาหารรูป ๑, ปริจเฉทรูป ๑, อุปจยรูป ๑, และสันตติรูป
๑ นั้น เกิดได้ใน ปฏิสนธิกาล แต่ก็ต้องแล้วแต่กำเนิดของสัตว์อีกโสดหนึ่งด้วย ว่ากำเนิดอย่างใดจะ
ได้รูปเท่าไร ซึ่งจะกล่าวต่อเมื่อถึงการแสดงตามนัยแห่ง
กำเนิด
๒) ในปวัตติกาล รูปธรรม ๒๘ ย่อมเกิดได้ทั้งหมดตามควรแก่ภูมินั้น ๆ
๓) ในจุติกาล รูปเหล่านี้เกิดไม่ได้
คือ
ก. รูปที่เกิดจากกรรม คือ กัมมชรูป กัมมชกลาป ทั้งหมด
ข. รูปที่เกิดจากจิต คือ จิตตชรูป จิตตชกลาป เฉพาะในจุติจิตของพระ อรหันต์
ส่วนที่เกิดได้ในจุติกาล คือ
ก. จิตตชรูป จิตตชกลาป ของจุติจิตแห่งสัตว์ในปัญจโวการภูมิ ที่ มิใช่พระอรหันต์
ข. อุตุชรูป อุตุชกลาป เกิดได้เรื่อยไป แม้จนกระทั่งในซากศพ
ค. รูปที่เกิดจากอาหาร คือ อาหารชรูป อาหารชกลาป ตามนัยแห่งกำเนิด