คู่ที่ ๒ วัตถุรูป กับ อวัตถุรูป

         วัตถุรูป หมายถึงรูปอันเป็นที่อาศัยเกิดขึ้นของจิตและเจตสิก องค์ธรรมได้แก่ ปสาทรูป ๕ หทยรูป ๑
         ปสาทรูป ๕ เป็นที่อาศัยเกิดของทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ และเจตสิก ๗
         หทยรูป ๑ เป็นที่อาศัยเกิดของจิต ๗๕ (เว้นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ และ อรูปาวจรวิบากจิต ๔) และ เจตสิก ๕๒          ส่วนรูปที่เหลืออีก ๒๒ รูปนั้น ไม่ใช่เป็นที่อาศัยเกิดของจิตและเจตสิก ดังนั้นจึงได้ชื่อว่า อวัตถุรูป


หน้า ๕๘

คู่ที่ ๓ ทวารรูป กับ อทวารรูป

         ทวารรูป แปลว่า รูปที่เป็นประตูหรือเป็นทางให้เกิดการรู้อารมณ์ของจิต เป็น ทางให้เกิดกายกรรม และวจีกรรม องค์ธรรมได้แก่ ปสาทรูป ๕ วิญญัตติรูป ๒

          ปสาทรูป ๕ เป็นประตู หรือเป็นทางรู้อารมณ์ของปัญจทวารวิถี คือจิตเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส และกระบวนการของจิต ที่เกี่ยวข้องกับการเห็น เป็นต้น อาศัยปสาทรูปทั้ง ๕ นี้ เป็นทางรู้อารมณ์ จึงเรียกว่า ปัญจทวารวิถี
          วิญญัตติรูป ๒ คือกายวิญญัตติ ได้แก่การเคลื่อนไหวทางกาย และวจีวิญญัตติ ได้แก่ การเคลื่อนไหวทางวจี คือ พูดนั้นเป็นประตู หรือเป็นทางให้เกิด กุสลกรรม อกุสลกรรม
         ส่วนรูปที่เหลือ ๒๑ รูปนั้น ไม่เป็นประตู หรือทางให้เกิดการรู้อารมณ์ของจิต และไม่เป็นประตู หรือทางให้เกิดกุสล อกุสล จึงมีชื่อเรียกว่า อทวารรูป

คู่ที่ ๔ อินทรียรูป กับ อนินทรียรูป

         อินทรียรูป แปลว่า รูปที่ครองความเป็นใหญ่ ในหน้าที่ของตน คือไม่มีรูปใด จะมาเป็นใหญ่แทนได้ จึงเรียกรูปนั้นว่า
เป็นอินทรียรูป องค์ธรรมได้แก่ ปสาทรูป ๕ ภาวรูป ๒ ชีวิตรูป ๑ รวม ๘ รูป


หน้า ๕๙

         ปสาทรูป ๕ ได้แก่ จักขุปสาทก็เป็นใหญ่ในการรับรูปารมณ์ โสตปสาทเป็น ใหญ่ในการรับสัททารมณ์ ต่างคนต่างเป็น
ใหญ่ และเป็นใหญ่แทนกันไม่ได้ เช่น จักขุปสาทจะมาเป็นใหญ่ ทำหน้าที่ได้ยินแทนโสตปสาทนั้นไม่ได้ ฆานปสาท ชิวหาปสาท และกายปสาท ก็เช่นเดียวกัน
         ภาวรูป ๒ คือ อิตถีภาวรูป ก็ครองความเป็นใหญ่ในการแสดงออกเป็นเพศ หญิง ปุริสภาวรูป ก็ครองความเป็นใหญ่
ในการแสดงออกเป็นเพศชาย
         ชีวิตรูป ก็ครองความเป็นใหญ่ในการรักษากลุ่มรูปที่เกิดจากกรรม ไม่มีรูปอื่น ทำหน้าที่นี้ได้
         ส่วนรูปที่เหลือ ๒๐ รูป ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นใหญ่ ไม่ได้ทำหน้าที่ครองความ เป็นใหญ่ ในหน้าที่ของตน จึงเรียกว่า อนินทรียรูป

คู่ที่ ๕ โอฬาริกรูป กับ สุขุมรูป

         โอฬาริกรูป เป็นรูปที่หยาบ คำว่า หยาบ ที่นี้ ไม่ได้หมายถึง ความหยาบของ รูป แต่หมายความว่า เมื่อพิจารณา
รูปเหล่านี้แล้ว ก็ปรากฏได้ชัดแจ้ง เปรียบเหมือน ของที่ใหญ่ ที่หยาบ ก็เห็นได้ชัดเจนฉะนั้น


หน้า ๖0

         โอฬาริกรูป ได้แก่ ปสาทรูป ๕ วิสยรูป ๗ รวม ๑๒ รูป
         วิสยรูป ๗ ได้แก่ วัณณะ สัททะ คันธะ รสะ ปฐวี เตโช วาโย ซึ่งรูปเหล่านี้ เพียงแต่เห็น ได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส หรือถูก
ต้องทางปัญจทวารเท่านั้น ก็สามารถจะ รู้ได้ชัดแจ้งจนถึงให้เกิดปัญญาญาณได้
         ปสาทรูป ๕ ก็เป็นทางและเป็นวัตถุสำหรับรับวิสยรูป ๗ เมื่อวิสยรูปเป็น โอฬาริกรูป ปสาทรูปที่เป็นรูปรับวิสยรูป
นั้นก็จัดเป็นโอฬาริกรูปด้วย เพราะเป็นรูป ที่ทำกิจการร่วมกันเนื่องกัน และให้เกิดผลอย่างเดียวกัน          
         ส่วนรูปที่เหลืออีก ๑๖ รูป เป็นรูปที่ละเอียด ไม่สามารถจะรู้ได้ทางปัญจทวาร จึงได้ชื่อว่าเป็น สุขุมรูป เพราะจะรู้ได้
ทางมโนทวารเท่านั้น

คู่ที่ ๖ สันติเกรูป กับ ทุเรรูป

         สันติเกรูป แปลว่า รูปใกล้ คือ เมื่อพิจารณาด้วยปัญญาแล้วเห็นได้ง่าย หรือใกล้ต่อความเข้าใจ องค์ธรรมได้แก่ ปสาทรูป ๕ วิสยรูป ๗ รวม ๑๒ รูป ที่เป็นโอฬาริกรูปนั้นแหละ ได้ชื่อว่า สันติเกรูป ด้วย
         สันติเกรูป หมายถึง รูปที่พิจารณาด้วยปัญญาแล้วรู้ได้ง่าย ที่รู้ง่ายเพราะรูป เหล่านี้เป็นรูปใกล้ เป็นรูปที่เกิดขึ้น
เสมอมิได้ขาด เป็นรูปที่ให้เกิด การเห็น การได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส หรือสัมผัสถูกต้องอยู่เป็นเนืองนิจมิได้ว่างเว้น ของใกล้ที่เกิด
บ่อย เมื่อพิจารณาก็ย่อมจะรู้ได้ง่าย เพราะมี


หน้า ๖๑

โอกาสพิจารณาได้บ่อย ๆ จะใช้พิจารณา เมื่อใดก็ได้เมื่อนั้น เปรียบเหมือนของที่อยู่ใกล้ จะใช้เมื่อใดก็หยิบได้ง่ายหยิบได้ทันที ดังนั้นสันติเกรูป จึงมีความหมายอีกนัยหนึ่งว่า รูปใกล้
         ส่วนรูปที่เหลืออีก ๑๖ รูป ชื่อว่า ทุเรรูป หรือรูปไกล เพราะเมื่อพิจารณา ด้วยปัญญาแล้วเห็นได้ยาก รู้ได้ยาก องค์ธรรมได้แก่ รูปที่เหลือ ๑๖ รูป

คู่ที่ ๗ สัปปฏิฆรูป กับ อัปปฏิฆรูป

         สัปปฏิฆรูป แปลว่า รูปที่กระทบกันได้ องค์ธรรมได้แก่ ปสาทรูป ๕ วิสย รูป ๗ รวม ๑๒ รูป ที่ชื่อว่า โอฬาริกรูป และชื่อว่า สันติเกรูป นั่นแหละได้ชื่อว่า สัปปฏิฆรูปด้วย
         สัปปฏิฆรูป เป็นรูปที่กระทบกันได้ หมายความว่าปสาทรูป ๕ กับวิสยรูป ๗ กระทบกันได้ เมื่อกระทบกันแล้ว ก็สามารถทำให้เกิด ทวิปัญจวิญญาณ แต่การกระทบกันก็ต้องเป็นคู่ ๆ โดยเฉพาะ ไม่ก้าวก่ายสับสนกัน คือ จักขุปสาทกับ
วัณณะ โสตปสาทกับสัททะ ฆานปสาทกับคันธะ ชิวหาปสาทกับรสะ และกายปสาทกับ ปฐวี เตโช วาโย
         ส่วนรูปที่เหลืออีก ๑๖ รูปนั้น ชื่อว่า อัปปฏิฆรูป แปลว่า กระทบกันไม่ได้ หรือรูปที่กระทบซึ่งกันและกันไม่ได้ องค์ธรรมได้แก่ รูปที่เหลือ ๑๖ รูป

คู่ที่ ๘ อุปาทินนกรูป กับ อนุปาทินนกรูป

         อุปาทินนกรูป แปลว่ารูปที่เป็นผลอันเกิดจากกรรม มีกุสลกรรม อกุสลกรรม เป็นต้น องค์ธรรมได้แก่ ปสาทรูป ๕, ภาวรูป ๒, หทยรูป ๑, ชีวิตรูป ๑, ปริจเฉทรูป ๑, และ อวินิพโภครูป ๘ (อวินิพโภครูป ๘ มี มหาภูตรูป ๔, วัณณรูป ๑, คันธะรูป ๑, รสรูป ๑, โอชะรูป ๑) รวม ๑๘ รูป
         ปสาทรูป ๕, ภาวะรูป ๒, หทยรูป ๑, ชีวิตรูป ๑, ปริจเฉทรูป ๑, อวินิพโภครูป ๘ ทั้งหมดนี้เรียกว่า อุปาทินนกรูป หรือ กัมมชรูป ๑๘ ก็ได้ (กัมมชรูป=รูปที่เกิดจากกรรม)


หน้า ๖๒

         ด้วยอำนาจแห่งตัณหาและทิฏฐิ จึงได้ประกอบกรรมมาแล้วแต่อดีตกาล ซึ่งมี ชื่อเรียกว่า สังขาร นั่นแหละ เป็นสิ่งที่
ก่อให้เกิดกัมมชรูปในภพนี้ชาตินี้ คือ เกิดมี อุปาทินนกรูปขึ้น
         และด้วยอำนาจแห่งตัณหาทิฏฐิ จึงทำให้ประกอบกรรมในปัจจุบัน อันมีชื่อว่า กัมมภพ จะส่งผลให้เกิด กัมมชรูป คือ อุปาทินนกรูปขึ้นในชาติหน้าต่อไปอีก ทำให้วนเวียนอยู่ไม่มีที่สิ้นสุด
         ส่วนรูปที่เหลืออีก ๑๐ คือ สัททรูป ๑, วิญญัตติรูป ๒, วิการรูป ๓ และ ลักขณรูป ๔ นั้นเรียกว่า อนุปาทินนกรูป เป็นรูปที่ไม่ได้เกิดจากกุสลกรรม หรือ อกุสลกรรม หรือรูปที่ไม่ได้เป็นผลของกุสลกรรม หรืออกุสลกรรม
         อนึ่ง เนื่องจากว่า อุปาทินนกรูป ก็คือ กัมมชรูป เป็นรูปที่เกิดจากกรรม จึงจะขอกล่าวเสียในที่นี้ด้วยว่า จิตตชรูป เป็นรูปที่เกิดจากจิตก็ดี อุตุชรูป เป็นรูปที่เกิดจากอุตุก็ดี อาหารชรูป เป็นรุปที่เกิดจากอาหารก็ดี เรียกว่า อกัมมชรูป คือ
รูปที่ไม่ใชเกิดจากกรรม

คู่ที่ ๙ สนิทัสสนรูป กับ อนิทัสสนรูป

         สนิทัสสนรูป แปลว่า รูปที่เห็นด้วยตาได้ มองเห็นด้วยสายตาได้ องค์ธรรม ได้แก่ วัณณะรูป หรือ รูปารมณ์ คือ
สี หรือ วัณณะรูป รูปเดียวเท่านั้น เป็นรูปที่ เห็นด้วยนัยน์ตา เห็นโดยทางจักขุปสาทได้
         ส่วนรูปที่เหลืออีก ๒๗ รูป นั้น เห็นด้วยตา หรือมองเห็นด้วยตาไม่ได้ หรือ เห็นโดยทางจักขุปสาทไม่ได้ จึงเรียกว่า อนิทัสสนรูป


หน้า ๖๓

คู่ที่ ๑๐ โคจรคาหิกรูป กับ อโคจรคาหิกรูป

         โคจรคาหิกรูป บางแห่งเรียก โคจรัคคาหิกรูป บางแห่งเรียก โคจรัคคหกรูป ในที่นี้เขียนว่า โคจรคาหิกรูป แปลว่า รูปที่รับปัญจารมณ์ได้ องค์ธรรมได้แก่ ปสาทรูป ๕
         โคจรคาหิกรูป คือ รูปที่รับปัญจารมณ์ได้ ได้แก่ ปสาทรูป ๕ รูปเท่านั้น เพราะปสาทรูป ๕ นี้ มีความใส มีความ
สามารถในการรับปัญจารมณ์ได้

        จักขุปสาทรูป สามารถรับ รูปารมณ์ ทำให้เกิดการ เห็น
        โสตปสาทรูป สามารถรับ สัททารมณ์ ทำให้เกิดการ ได้ยิน
        ฆานปสาทรูป สามารถรับ คันธารมณ์ ทำให้เกิดการ รู้กลิ่น
        ชิวหาปสาทรูป สามารถรับ รสารมณ์ ทำให้เกิดการ รู้รส
        กายปสาทรูป สามารถรับ โผฏฐัพพารมณ์ ทำให้เกิดการ รู้สัมผัส

        ส่วนรูปที่เหลือ เป็นรูปที่รับปัญจารมณ์ไม่ได้ จึงมีชื่อเรียกว่า อโคจรคาหิกรูป แปลว่า รูปที่รับปัญจารมณ์ไม่ได้ องค์ธรรมได้แก่ รูปที่เหลือ ๒๓
        อนึ่ง โคจรคาหิกรูป คือ ปสาทรูปทั้ง ๕ ที่มีความใส ความสามารถรับ ปัญจารมณ์ได้นั้น ยังจำแนกได้ ๒ อย่าง คือ