๑. อสัมปัตตโคจรคาหิกรูป หมายความว่า เป็นรูปที่สามารถรับอารมณ์ที่ ยังไม่มาถึงตนได้ มี ๒ รูป ได้แก่
จักขุปสาทรูป และโสตปสาทรูป
         ๒. สัมปัตตโคจรคาหิกรูป หมายความว่า เป็นรูปที่สามารถรับได้แต่อารมณ์ ที่มาถึงตน มี ๓ รูป ฆานปสาทรูป ชิวหาปสาทรูป และกายปสาทรูป
         มีคำอธิบายว่า จักขุปสาทรูป รับรูปารมณ์ที่ยังมาไม่ถึงตน จึงจะทำให้เกิดการ เห็นได้ ถ้ารูปารมณ์นั้นมาถึง
จักขุปสาทรูปเสียแล้ว รูปนั้นก็จะมาปิดความใสเสีย จึงไม่สามารถรับได้ คือ ไม่เกิดการเห็น เช่น ยกมือมาจนถึงนัยน์ตา ก็จะไม่เห็นเลย
         โสตปสาทรูป ก็เช่นเดียวกัน ต้องเป็นเสียงที่อยู่ในระยะที่พอเหมาะแก่ โสตปสาทรูปจะรับได้ จึงจะเกิดการได้ยิน ถ้าเสียงนั้นถึงโสตปสาทรูปเสียทีเดียวแล้ว ก็รับไม่ได้ ไม่ทำให้เกิดการได้ยิน เช่น ถ้าจะเอาอะไรเคาะที่โสตปสาทรูป ก็จะไม่ได้ ยินเสียง แต่จะเจ็บไปเท่านั้นเอง
         ส่วนฆานปสาทรูป ต้องมีกลิ่น คือไอระเหยนั้นมาถึงตน จึงจะรับได้ ทำให้เกิดรู้ว่ากลิ่นนั้นเหม็นหรือหอม ถ้าไอระเหย
นั้นไม่ลอยมาถึงฆานปสาทรูปแล้ว ก็จะไม่รู้ว่าเหม็นหรือหอมเลย เช่น สุนัขเน่าลอยน้ำมา แม้แต่จะไกลสักหน่อย ก็จะแลเห็น แต่ไม่ได้กลิ่น เพราะกลิ่นนั้นลอยลมมาไม่ถึงฆานปสาทรูป


หน้า ๖๕

         ชิวหาปสาทรูป ก็ต้องมีรสมาถึงลิ้นจึงจะรู้ ถ้าไม่ถึงเป็นไม่รู้ เช่น ไม่นำมาแตะ ลิ้น ก็ไม่รู้ว่าเปรี้ยวหรือหวาน ต่อเมื่อแตะถูกลิ้น จึงรู้ว่าหวานเป็นก้อนน้ำตาลกรวด ถ้าแตะที่ลิ้นรู้ว่าเปรี้ยวเป็นก้อนสารส้ม
         กายปสาทรูป ก็เช่นเดียวกัน ต่อเมื่อสัมผัสถูกต้องแล้ว จึงจะรู้ว่าแข็งหรืออ่อน ร้อนหรือเย็น ถ้าไม่สัมผัสถูก ก็เป็น
เพียงแต่นึกรู้เอาตามสัญญาที่จำได้ ไม่ใช่รู้ทาง กายปสาทรูป

คู่ที่ ๑๑ อวินิพโภครูป กับ วินิพโภครูป

         อวินิพโภครูป แปลว่า รูปที่แยกออกจากกันไม่ได้ องค์ธรรมได้แก่ ปฐวี อาโป เตโช วาโย วัณณะ คันธะ รสะ และ
โอชา (คืออาหารรูป) รวม ๘ รูป
         อวินิพโภครูป เป็นรูปที่แยกออกจากกันไม่ได้ หมายความว่าในบรรดารูป ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่ว่ารูปหนึ่งรูปใดก็ตาม รูปนั้นอย่างน้อยต้องมีอวินิพโภครูป ทั้ง ๘ อยู่เสมออย่างแน่นอน ขึ้นชื่อว่ารูปแล้ว จะมีรูปธรรมน้อยกว่า ๘ รูป ที่มีชื่อว่า อวินิพโภครูปนี้ไม่มีเลย จะต้องเกิดร่วมกัน อยู่ด้วยกันทั้ง ๘ นี้ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ จะแตกแยกต่างรูปต่างเกิด ต่างรูป ต่างอยู่เป็นไม่มีเลย ดังนั้นจึงว่า เป็นรูปที่แตกแยกกันไม่ได้


หน้า ๖๖

         ส่วนรูปที่เหลืออีก ๒๐ รูปนั้น เป็นรูปที่แยกจากกันได้ ไม่จำต้องเกิดร่วมกัน ไม่จำต้องอยู่ร่วมกันก็ได้ ดังนั้น จึงได้ชื่อ
ว่า วินิพโภครูป
         แต่อย่างไรก็ตาม วินิพโภครูปนี้แม้จะแยกกันเกิด แยกกันอยู่ เป็นรูปที่แยก จากกันได้ก็จริง แต่ว่าเมื่อเกิดก็ต้องเกิด
ร่วมกับอวินิพโภครูป ๘ จะเกิดตามลำพัง เฉพาะแต่วินิพโภครูปนั้นไม่มี

นัยที่ ๓ รูปสมุฏฐาน

         รูปสมุฏฐาน คือ สมุฏฐานที่ให้เกิดรูป หรือ ปัจจัยที่ให้เกิดรูป หรือ สิ่งที่ให้ เกิดรูป รูปสมุฏฐาน มีคาถาสังคหะ เป็น คาถาที่ ๖ แสดงว่า

         ๖. อฏฐารส ปณฺณรส                          เตรส ทฺวาทสาติ จ
            กมฺมจิตโตตุกาหาร                         ชานิ โหนฺติ ยถากฺกมํ ฯ

         แปลความว่า รูปย่อมเกิดจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร มีจำนวน ๑๘ , ๑๕ , ๑๓ และ ๑๒ ด้วย ตามลำดับ

         เป็นการเรียนรู้ถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดรูป ว่ารูปแต่ละรูปที่ได้กล่าว มาแล้วนั้น มีปัจจัยอะไรทำให้เกิดขึ้นมาได้ คือ รู้รายละเอียดลึกลงไปอีกว่า รูปทั้ง ๒๘ นั้น เกิดมาจากอะไร มีสมุฏฐานอะไรทำให้เกิดขึ้นมาได้
         รูปนั้นมีสมุฏฐานให้เกิด ๔ อย่าง คือ กรรม จิต อุตุ และอาหาร เท่ากับว่าร่างกายของคนเรา และสัตว์ทั้งหลายนั้น มีสมุฏฐานให้เกิดมา ๔ อย่าง เหมือนตัวเรายืนอยู่บนฐาน ๔ ฐาน คือ กรรม จิต อุตุ อาหาร
         ทั้ง ๔ ฐาน ดังกล่าวแล้ว ถ้าฐานใดฐานหนึ่งชำรุด ก็จะมีอาการผิดปกติ ไปทันที และถ้าฐานใดฐานหนึ่งหมดไป ก็จะตายทันที หรือดับไปทันที


หน้า ๖๗

         เมื่อกล่าวโดยรูปนามแล้ว สมุฏฐานหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดรูปนั้นมีทั้งนามและ รูป คือ กรรมและจิตนี้เป็นนาม ก็เป็น
ปัจจัยให้เกิดรูปได้ อุตุและอาหารอันเป็นรูป ก็เป็นปัจจัยให้เกิดรูปได้
         เมื่อกล่าวโดยกาลเวลาแล้ว กรรมที่เป็นสมุฏฐานหรือเป็นปัจจัยให้เกิดรูปนั้น เป็นกรรมในอดีต ส่วนจิต อุตุ และ
อาหาร ที่เป็นปัจจัยให้เกิดรูปนั้นเป็นปัจจุบัน

         เมื่อกล่าวโดยชื่อของสมุฏฐานแล้ว

         กรรม ที่เป็น สมุฏฐาน ให้เกิดรูป ชื่อว่า กัมมสมุฏฐาน
         จิต ที่เป็น สมุฏฐาน ให้เกิดรูป ชื่อว่า จิตตสมุฏฐาน
         อุตุ ที่เป็น สมุฏฐาน ให้เกิดรูป ชื่อว่า อุตุสมุฏฐาน
         อาหาร ที่เป็น สมุฏฐาน ให้เกิดรูป ชื่อว่า อาหารสมุฏฐาน

         เมื่อกล่าวโดยชื่อของรูปที่เกิดขึ้นจากสมุฏฐานนั้น ๆ แล้ว

         รูปที่เกิดจาก กัมมสมุฏฐาน ชื่อว่า กัมมชรูป หรือกฏัตตารูป หรือกัมมสมุฏฐานิกรูป
         รูปที่เกิดจาก จิตตสมุฏฐาน ชื่อว่า จิตตชรูป หรือ จิตตสมุฏฐานิกรูป
         รูปที่เกิดจาก อุตุสมุฏฐาน ชื่อว่า อุตุชรูป หรือ อุตุสมุฏฐานิกรูป
         รูปที่เกิดจาก อาหารสมุฏฐาน ชื่อว่า อาหารชรูป หรือ อาหารสมุฏฐานิกรูป


หน้า ๖๘

กัมมสมุฏฐาน

         กรรมที่เป็นสมุฏฐานให้เกิดรูปนั้นเรียกว่า กัมมสมุฏฐาน กรรม คือการกระทำ ที่เกี่ยวด้วย กาย วาจา และใจ
ถ้าเป็นไปในฝ่ายดีงาม ก็เรียกว่า กุสลกรรม ถ้าเป็นไปฝ่ายที่ไม่ดีไม่งามก็เรียกว่า อกุสลกรรม
         กรรมที่เป็นสมุฏฐานให้เกิดรูป ก็เรียกว่า กัมมสมุฏฐาน และกรรมในที่นี้ หมายถึง เจตนาในจิต ๒๕ คือ เจตนาใน
อกุสลจิต
๑๒ เจตนาในมหากุสลจิต เจตนาในรูปาวจรกุสล ๕ ทั้ง ๒๕ นี้ เป็นกรรมที่ทำให้เกิดรูปได้
         ส่วนเจตนาในอรูปาวจรกุสล ๔ เป็นกรรมที่เกิดขึ้นโดยอาศัยการเจริญ กัมมัฏฐานชนิด รูปวิราคภาวนา คือปราศ
จากความยินดีในรูป ไม่ปรารถนาจะมีรูป ด้วยอานิสงส์แห่งรูปวิราคภาวนานั้น จึงทำให้ไม่เกิดกัมมชรูป ไปเกิดเป็นอรูปพรหม
         ส่วนโลกุตตรกุสล ๔ (มัคคกรรม ๔) เป็นกรรมที่เกิดขึ้นโดยอาศัยเจริญ กัมมัฏฐาน ชนิดเห็นรูป-นาม เป็นไตรลักษณะ (วิปัสสนาภาวนา) อันเป็นกรรมที่ ทำลายภพ ทำลายชาติ กัมมชรูปนั่นแหละเป็นตัวภพ ตัวชาติ ฉะนั้นโลกุตตร กุสลกรรม
ทั้ง ๔ นี้ จึงไม่ทำให้กัมมชรูปเกิด

         กัมมชรูป ๑๘ คือ รูปที่เกิดจากกรรม ได้แก่

         ปสาทรูป ๕ (จักขุปสาทรูป, โสตปสาทรูป, ฆานปสาทรูป, ชิวหาปสาทรูป, กายปสาทรูป)
         ภาวรูป ๒ (อิตถีภาวรูป, ปุริสภาวรูป)
         หทยรูป ๑
         ชีวิตรูป ๑
         ปริจเฉทรูป ๑
         อวินิพโภครูป ๘ (ปฐวี, อาโป, เตโช, วาโย, วัณณะ, คันธะ, รสะ, โอชา)

         ทั้ง ๑๘ รูปนี้เป็นรูปที่เกิดจากกรรม อาจเกิดจากกุสลกรรม หรือ อกุสลกรรม ก็ได้ และกรรมในที่นี้ หมายเอาทั้งกรรม
ในอดีตชาติ และปัจจุบันชาติ


หน้า ๖๙

         การเกิดขึ้นของกัมมชรูป กัมมชรูปนี้ มีอยู่ในสัตว์ทั้งหลายที่มีรูปขันธ์ คือเกิดได้ในสัตว์ที่มีขันธ์ ๕ (ปัญจโวการภูมิ
๒๖ ภูมิ) ได้แก่ เทวดา พรหม อสัญญสัตตพรหม มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลาย เว้นอรูปภูมิ ๔ รวม ๒๗ ภูมิ
         กัมมชรูป จะเริ่มเกิดตั้งแต่ปฏิสนธิเป็นต้นมา และจะเกิดได้ทั้ง ๓ อนุขณะ คือ เกิดทั้งในอุปาทขณะ ฐีติขณะ
และภังคขณะของปฏิสนธิจิต เป็นต้นมา ต่อมาก็เกิดทุก ๆ ขณะย่อยหรืออนุขณะของจิตทุก ๆ ดวง
         จนเมื่อใกล้จะตาย ตั้งแต่ฐีติขณะจิตดวงที่ ๑๗ ที่นับจากจุติจิตย้อนถอยหลัง ทวนมา กัมมชรูปใหม่ไม่เกิดอีก ส่วนกัมมชรูปที่เกิดขึ้นที่อุปาทขณะของจิตดวง ที่ ๑๗ นี้ ย่อมตั้งอยู่ได้จนถึงจุติจิต จึงจะครบอายุแล้วก็ดับลงไปพร้อมกับ
ภังคขณะของจุติจิตพอดี
         กัมมชรูป ๑๘ คือ ปสาทรูป ๕, ภาวรูป ๒, หทยรูป ๑, ชีวิตรูป ๑, ปริจ เฉทรูป ๑, อวินิพโภครูป ๘ คือรูปที่เกิด
จากกรรมโดยแน่นอน (เอกันตะ) นั้นมี ๙ รูป คือ ปสาทรูป ๕, ภาวรูป ๒, หทยรูป ๑, ชีวิตรูป ๑ ทั้ง ๙ รูปนี้ เป็นรูปที่เกิด
จากกรรม โดยสมุฏฐานเดียว
         ส่วนที่เหลืออีก ๙ คือ อวินิพโภครูป ๘ และปริจเฉทรูป ๑ ไม่ได้เกิดจาก กรรม โดยสมุฏฐานเดียว มีสมุฏฐานอื่น
ร่วมด้วยเรียกว่า อะเนกันตะ คือไม่แน่นอน
         ในตัวของคนและสัตว์ทั้งหลายนั้น มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ความเป็นหญิง ความเป็นชาย หัวใจ และชีวิต รวม ๙ นี้ เกิดได้แต่เฉพาะในร่างกายของสัตว์ ทั้งหลายเท่านั้น ในสิ่งที่ไม่มีชีวิตเกิดไม่ได้ ส่วนรูปที่เหลืออีก ๙ นั้น คือ อวินิพโภค รูป ๘ และปริจเฉทรูป ๑ เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐานไม่แน่นอน คือเกิดในร่างกาย ของสัตว์ทั้งหลายก็ได้ เกิดในสิ่งที่ไม่มีชีวิตทั้งหลายก็ได้

สรุป

         ในตัวของคนและสัตว์ทั้งหลายมีรูปที่เกิดจากกรรม โดยส่วนเดียว มี ๙ คือ ตา ได้แก่ จักขุปสาท, หู ได้แก่ โสตปสาท, จมูก ได้แก่ ฆานปสาท, ลิ้น ได้แก่ ชิวหาปสาท, กาย ได้แก่ กายปสาท, ใจ ได้แก่ หทยวัตถุ, ความเป็นหญิง ได้แก่ อิตถีภาวะ, ความเป็นชาย ได้แก่ ปุริสภาวะ, ชีวิต ได้แก่ ชีวิตรูป
         ทั้งหมดนี้เราทำมา เราสร้างมา จะดีหรือไม่ดีจะไปโทษใครไม่ได้ ผู้สร้างคือ กุสล และอกุสล ใครทำกุสลไว้ก็ได้
กัมมชรูปดี ใครทำอกุสลไว้ก็ได้กัมมชรูปที่ไม่ดี

จิตตสมุฏฐาน

         จิตที่เป็นสมุฏฐานให้เกิดรูป เรียกว่า จิตตสมุฏฐาน จิตที่เป็นปัจจัยให้เกิดรูปนี้ ได้แก่ จิต ๗๕ ดวง เว้น
         ก. ทวิปัญจวิญญาน ๑๐ เพราะเป็นจิตที่มีกำลังอ่อน จึงไม่สามารถทำให้ จิตตชรูปเกิดขึ้นได้ ทวิปัญจวิญญาณ
เป็นจิตที่ได้องค์ (คือ เหตุ ฌาน มัคค) ไม่ สมประกอบ จึงไม่สามารถทำให้จิตตชรูปเกิดได้


หน้า ๗0

         ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ไม่มีองค์แห่งเหตุ หมายความว่าทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ นี้ ไม่มีสัมปยุตตเหตุ คือไม่มีเหตุ ๖ ประกอบอยู่ด้วยเลย แม้แต่เหตุเดียว
         ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ไม่มีองค์แห่งฌาน หมายความว่า ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ นี้ ไม่มีแม้แต่วิตก ซึ่งเป็นองค์ของ
ฌานองค์แรก
         ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ไม่มีองค์แห่งมัคค หมายความว่า ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ นี้ ไม่เป็นทางนำไปสู่ทุคคติหรือ
สุคคติได้ เพราะไม่มีแม้แต่สังกัปปะ คือ วิตก อันเป็นองค์แห่งมัคค
         ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ จึงไม่สามารถทำให้จิตตชรูปเกิดได้ คือมีกำลังอ่อนไม่พอที่จะเป็น
จิตตสมุฏฐานิกรูป หรือไม่พอให้เกิดจิตตชรูปได้
         ข. อรูปาวจรวิบากจิต ๔ อันเป็นผลของอรูปาวจรกุสลซึ่งเจริญรูปวิราค ภาวนา คือ ปรารถนาจะไม่ให้มีรูป
เพราะสำคัญว่ารูปนี้แหละเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ด้วย อำนาจแห่งการเจริญรูปวิราคภาวนา จึงได้รับผลเป็นอรูปาวจรวิบากจิต ไปปฏิสนธิ ในอรูปภูมิ อันเป็นภูมิที่ไม่มีรูปใด ๆ เลย รวมทั้งไม่มีจิตตชรูปด้วย ดังนั้นอรูปาวจร วิบากจิต ๔ จึงไม่เป็น
สมุฏฐานให้เกิดรูป
         ค. ปฏิสนธิจิตของสัตว์ทั้งปวง ก็ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดจิตตชรูป เพราะเป็นจิต ที่เพิ่งเกิดเป็นขณะแรกในภพในชาติ
นั้น ๆ เพิ่งตั้งตัว ยังมีกำลังอ่อนอยู่ ไม่สามารถ ทำให้จิตตชรูปเกิดได้