กลุ่มรูปที่เกิดจากอุตุ อันมีชื่อว่าอุตุชรูปกลาป
หรืออุตุชกลาป นั้นมี ๔ กลาป
กลุ่มรูปที่เกิดจากอาหารอันมีชื่อว่า อาหารชรูปกลาป หรือ อาหารชกลาป นั้นมี
๒ กลาป
รวมทั้งหมดเป็น ๒๑ กลาป
ในรูปกลาปทั้ง ๒๑ กลาปนี้ เมื่อนับจำนวนรูปธรรมแล้ว รวมได้รูปธรรม เพียง
๒๓ รูป เว้นอยู่ ๕ รูป คือ ปริจเฉทรูป
๑ และลักขณรูป ๔
ที่เว้น ปริจเฉทรูป ๑ ลักขณรูป ๔ มีคาถาสังคหะเป็นคาถาที่ ๙ แสดงว่า
๙. กลาปนํ ปริจฺเฉท ลกฺขณตฺตา
วิจกฺขณา
น กลปงฺค มิจฺจาหุ อากาสํ ลกฺขณานิจ
ฯ
แปลความว่านั้น ก็เพราะว่า ปริจเฉทรูป
และลักขณ รูปทั้งหลาย ไม่เป็นองค์แห่งกลาป อากาศก็เป็นเพียงที่กำหนด
(ปริจเฉทรูป) ลักขณ รูปก็เป็นเพียงเครื่องหมายของกลาปเท่านั้นเอง
หมายความว่า ที่เว้นปริจเฉทรูป ๑ เพราะว่า อากาศ คือ ปริจเฉทรูปนี้ เป็นรูปที่กำหนดขอบเขตระหว่างรูปกลาปต่อ
รูปกลาป เป็นแต่เพียงส่วนคั่นของรูปกลาป ดังนั้นจึงไม่นับเป็นองค์ของกลาป
และที่เว้นลักขณรูป ๔ ก็เพราะว่า ลักขณรูปเป็นเพียงรูปอันเป็นเครื่องหมาย
ของรูปกลาปเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่นับเป็น
องค์ของกลาป เช่นเดียวกัน
หน้า ๘๖
กัมมชกลาป ๙
๑. จักขุทสกกลาปมี อวินิพโภครูป ๘ ชีวิตรูป
๑ จักขุปสาทรูป ๑ รวม ๑๐ รูป
๒. โสตทสกกลาปมี อวินิพโภครูป ๘ ชีวิตรูป ๑ โสตปสาทรูป ๑ รวม ๑๐ รูป
๓. ฆานทสกกลาปมี อวินิพโภครูป ๘ ชีวิตรูป ๑ ฆานปสาทรูป ๑ รวม ๑๐ รูป
๔. ชิวหาทสกกลาปมีอวินิพโภครูป ๘ ชีวิตรูป ๑ ชิวหาปสาทรูป ๑ รวม ๑๐รูป
๕. กายทสกกลาป มีอวินิพโภครูป ๘ ชีวิตรูป ๑ กายปสาทรูป ๑ รวม ๑๐ รูป
๖. อิตถีภาวทสกกลาปมีอวินิพโภครูป ๘ ชีวิตรูป ๑ อิตถีภาวรูป ๑ รวม ๑๐รูป
๗. ปุริสภาวทสกกลาปมีอวินิพโภครูป ๘ ชีวิตรูป ๑ ปุริสภาวรูป ๑รวม ๑๐ รูป
๘. หทยทสกกลาปมี อวินิพโภครูป ๘ ชีวิตรูป ๑ หทยรูป ๑ รวม ๑๐ รูป
๙. ชีวิตนวกกลาปมี อวินิพโภครูป ๘ ชีวิตรูป ๑ รวม ๙ รูป
อวินิพโภครูป ๘ เป็นรูปที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ประกอบด้วยรูป
๘ รูป ได้แก่ ปฐวี, อาโป, เตโช, วาโย,
วัณณะ, คันธะ, รสะ, โอชา อวินิพโภครูปนี้ เมื่อกล่าวตามนัยแห่งรูปกลาปแล้ว มีชื่อว่า
อัฏฐกกลาป หรือ สุทธัฏฐกกลาป
กัมมชกลาป กับ กัมมชรูป
กัมมชรูป เป็นรูปที่เกิดจากกรรม
มีจำนวน ๑๘ รูป รายละเอียดแจ้งไว้แล้วที่ กัมมสมุฏฐานิกรูป
ส่วนกัมมชรูปกลาป หรือ กัมมชกลาป เป็นกลุ่มรูปที่เกิดจากกรรม มีจำนวน
รูปเพียง ๑๗ รูป เท่านั้น คือ กัมมชรูป
๑๘ นั่นแหละ หักด้วย ปริจเฉทรูป ๑ ซึ่ง ไม่ใช่องค์ของกลาปออกเสีย คงเหลือ ๑๗ รูป
รูป ๑๗ รูปนี่แหละ คือกัมมชกลาป
หน้า ๘๗
ทั้ง กัมมชรูป และ กัมมชกลาป เกิดมีขึ้นได้เฉพาะวัตถุที่มีวิญญาณ คือ สิ่งมีชีวิตเท่านั้น ส่วนวัตถุที่ไม่มีวิญญาณ คือสิ่งที่ไม่มีชีวิตนั้น ไม่มีกัมมชรูปหรือ กัมมชกลาป
ฐาน (คือที่ตั้ง) ของกัมมชกลาปในร่างกายมนุษย์
ในร่างกายมนุษย์แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ในแต่ละส่วนของร่างกาย มีกัมมช กลาปเกิดได้ดังนี้
ก. อุปริมกาย คือ กายส่วนบน
นับตั้งแต่ลูกกระเดือกขึ้นไป มีกัมมชกลาป ตั้งอยู่ถึง ๗ กลาป ได้แก่
๑. จักขุทสกกลาป ๒. โสตทสกกลาป
๓. ฆานทสกกลาป ๔. ชิวหาทสกกลาป
๕. กายทสกกลาป ๖. ภาวทสกกลาป
๗. ชีวิตนวกกลาป
ข. มัชฌิมกาย กายส่วนล่าง
นับตั้งแต่ลูกกระเดือกลงมาจนถึงสะดือ มี กัมมชกลาปตั้งอยู่ ๔ ได้แก่
๑. หทยทสกกลาป ๒. กายทสกกลาป
๓. ภาวทสกลาป ๔. ชีวิตนวกกลาป
หน้า ๘๘
ค. เหฎฐิมกาย คือ กายส่วนต่ำ
นับตั้งแต่สะดือลงไป มีกัมมชกลาปตั้งอยู่ ๓ กลาป ได้แก่
๑. กายทสกกลาป ๒. ภาวทสกกลาป
๓. ชีวิตนวกกลาป
ดังนี้จะเห็นได้ว่า กายทสกกลาป
๑, ภาวทสกกลาป ๑, ชีวิตนวกกลาป ๑ รวม ๓ กลาปนี้ มีฐานที่ตั้งอยู่ในร่างกาย
มนุษย์ทั้ง ๓ ส่วน คือ มีอยู่ตลอดตัว มีอยู่ทั่วทั้งตัว จึงได้ชื่อว่าเป็น สัพพฐานิกกลาป
มีความหมายว่า เป็นกลาปที่มี ฐานที่ตั้ง
อยู่ทั่วไป
ส่วนกลาปนอกนั้นอีก ๕ กลาป ได้แก่ จักขุทสกกลาป, โสตทสกกลาป, ฆานทสกกลาป,
ชิวหาทสกกลาป,
หทยทสกกลาป มีฐานที่ตั้งอยู่เป็นบางแห่ง บางส่วนโดยเฉพาะ จึงมีชื่อว่า ปเทสกลาป
มีความหมายว่า เป็นกลาปที่มีประเทศ ที่ตั้งอยู่โดยเฉพาะเป็นส่วนเป็นสัดของตน
จิตตชกลาป ๖
จิตตชกลาป ก็ คือกลุ่มรูปที่เกิดจากจิต
มีจิตเป็นสมุฏฐาน การเกิดขึ้นของ กลุ่มรูปที่เกิดจากจิต หรือ จิตตชกลาป
นั้นเกี่ยวกับเสียงและการพูดอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวอิริยาบถอย่างหนึ่ง
มีกลาปเกิดได้ ๖ กลาป ดังนี้
๑. สุทธัฏฐกกลาป มีอวินิพโภครูป
๘ รวม ๘ รูป
๒. กายวิญญัตตินวกกลาป มีอวินิพโภครูป ๘ กายวิญญัตติ ๑ รวม ๙ รูป
๓. วจีวิญญัตติสัทททสกกลาป มี อวินิพโภครูป ๘ วจีวิญญัตติ ๑ และ สัททรูป
๑ รวม ๑๐ รูป
๔. ลหุตาทิเอกาทสกกลาป มี อวินิพโภครูป ๘ วิการรูป ๓ รวม ๑๑ รูป
๕. กายวิญญัตติลหุตาทิทวาทสกกลาป มี อวินิพโภครูป ๘ วิการรูป ๓ และ กายวิญญัตติ
๑ รวม ๑๒ รูป
๖. วจีวิญญัตติสัททลหุตาทิเตรสกกลาป มี อวินิพโภครูป ๘ วิการรูป ๓ วจีวิญญัตติ
๑ สัททรูป ๑ รวม ๑๓ รูป
หน้า ๘๙
ความหมายของจิตตชกลาป
๑. สุทธัฏฐกกลาป เป็นรูปกลาปที่เกิดขึ้นจากจิต
เกิดในเวลาที่ไม่เกี่ยวกับ การเคลื่อนไหว ไม่เกี่ยวกับการพูดหรือ
การออกเสียง แต่เกิดขึ้นในขณะที่จิตใจ อ่อนเพลีย ไม่เข้มแข็ง ในขณะที่เสียใจ หรือโกรธ
มีลักษณะอาการหน้าซีด หน้า แดง หรือ ในขณะที่เกลียด กลัว มีลักษณะขนลุกขนพอง เป็นต้น
๒. กายวิญญัตตินวกกลาป เป็นรูปกลาปที่เกิดจากจิต เกิดเมื่อเวลาเคลื่อน
ไหวร่างกายต่าง ๆ ที่ไม่เป็นปกติ คือ เวลาจิตใจอ่อนเพลีย ไม่เข้มแข็ง การยืน การเดิน
การนั่ง การนอน การคู้เหยียด เหลียวซ้าย แลขวา เดินหน้า ถอยหลัง กระพริบตา เป็นต้น
จะเป็นไปอย่างเชื่องช้า หนักหน่วง ไม่คล่องแคล่ว
๓. วจีวิญญัตติสัทททสกกลาป เป็นรูปกลาปที่เกิดจากจิต เกิดเมื่อเวลาพูด
ใช้เสียงอ่านหนังสือ ร้องเพลง สวดมนต์ เป็นต้น ที่ไม่เป็นไปตามปกติ เช่น ในเวลาที่รู้สึกไม่สบาย
หรือในเวลาที่จิตใจหดหู่ท้อถอย ไม่เต็มใจพูด ไม่เต็มใจอ่าน เป็นต้น
๔. ลหุตาทิเอกาทสกกลาป เป็นรูปกลาปที่เกิดในเวลาที่ไม่ได้เกี่ยวกับการ
เคลื่อนไหว ไม่เกี่ยวกับการพูด หรือ การออกเสียง แต่เกิดในขณะที่จิตใจสบาย เข้มแข็ง
ในขณะที่ดีใจ มีลักษณะอาการหน้าตาแจ่มใสชื่นบาน ในขณะที่ปีติเกิดมี ลักษณะอาการขนลุกขนพอง
เป็นต้น
๕. กายวิญญัตติลหุตาทิทวาทสกกลาป เป็นรูปกลาปที่เกิดจากจิต เกิดเมื่อ
เวลาเคลื่อนไหวร่างกายต่าง ๆ ขณะที่มี
จิตใจเข้มแข็ง สะดวกสบาย เช่น การยืน การเดิน การนั่ง การนอนจะเต็มไปด้วยความคล่องแคล่ว
สะดวกสบาย ไม่หนัก
หน่วง
๖. วจีวิญญัตติสัททลหุตาทิเตรสกกลาป เป็นรูปกลาปที่เกิดจากจิต
เกิด เมื่อเวลาพูด เวลาอ่านหนังสือ ร้องเพลง สวดมนต์ เป็นต้น เป็นไปตามปกติ หรือในเวลาที่จิตใจสบาย
การพูด การอ่าน ก็เป็นไปได้โดยสะดวก และ คล่องแคล่ว ไม่หนักหน่วง มีความเบา ความอ่อน
ความควร ตลอดเวลาที่ใช้เสียง น้ำเสียงจะ แจ่มใสชัดเจน ไม่แหบเครือ
หน้า ๙0
จิตตชกลาป กับ จิตตชรูป
จิตตชรูป คือรูปที่เกิดจากจิต
มี ๑๕ รูป ได้แก่
๑. มหาภูตรูป ๔ (ปฐวี, อาโป, เตโช, วาโย)
๒. วิสยรูป ๔ (วัณณะ, สัททะ, คันธะ, รสะ)
๓. อาหารรูป ๑
๔. ปริจเฉทรูป ๑
๕. วิญญัตติรูป ๒ (กายวิญญัตติ, วจีวิญญัตติ)
๖. วิการรูป ๓ (ลหุตา, มุทุตา, กัมมัญญตา)
หน้า ๙๑
ส่วน จิตตชกลาป คือ กลุ่มรูปที่เกิดจากจิต
มีจำนวน ๑๔ รูป คือ จิตตชรูป ๑๕ นั่นเอง เว้นปริจเฉทรูปเสีย ๑ จึง
เหลือ ๑๔ รูปที่เหลือ ๑๔ รูปนี่แหละคือ จิตตชกลาป
จิตตชรูปก็ดี จิตตชกลาปก็ดี เกิดมีได้กับสัตว์ที่มีขันธ์ ๕ เท่านั้น และเกิดกับ
จิตเพียง ๗๕ ดวง ได้แก่ อกุสลจิต ๑๒ อเหตุกจิต ๘ (เว้นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐) กามโสภณจิต
๒๔ มหัคคตจิต ๒๓ (เว้นอรูปาวจรวิบาก ๔) โลกุตตรจิต ๘
จิตตชกลาป ลำดับที่ ๑ คือ สุทธัฏฐกกลาป นั้น เกิดได้ในจิต ๗๕
ดวง (เว้นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ และ อรูปวิบาก ๔) จิตตชกลาป ลำดับที่ ๒ คือ
กายวิญญัตตินวกกลาป, ลำดับที่ ๓ คือ วจี วิญญัตติสัทททสกกลาป, ลำดับที่
๕ คือกายวิญญัตติลหุตาทิทวาทสกกลาป และ ลำดับที่ ๖ คือ วจีวิญญัตติสัททลหุตาทิเตรสกกลาป
รวม ๔ กลาปนี้เกิดได้ในจิต ๓๒ ดวง ได้แก่
มโนทวาราวัชชนจิต ๑
กามชวนจิต ๒๙ (อกุสล ๑๒, มหากุสล ๘, หสิตุปปาทะ ๑, มหากิริยา ๘)
อภิญญาจิต ๒ (โลกียอภิญญา , โลกุตตรอภิญญา)
จิตตชกลาป ลำดับที่ ๔ คือ ลหุตาทิเอกาทสกกลาป
นั้น เกิดได้ในจิต ๕๘ ดวง ได้แก่
มโนทวาราวัชชนจิต ๑
กามชวนจิต ๒๙
อภิญญาจิต ๒
อัปปนาชวนจิต ๒๖ (รูปาวจร ๑๐ เว้นรูปาวจรวิบาก ๕, อรูปวจร ๘ เว้นอรูปาวจรวิบาก
๔, โลกุตตร ๘)
หน้า ๙๒
ฐานของจิตตชกลาปในร่างกายมนุษย์
ในอุปริมกาย คือ ในร่างกายส่วนบน
มีจิตตชกลาปเกิดได้ทั้ง ๖ กลาป
ใน มัชฌิมกาย และ เหฏฐิมกาย คือ ในร่างกายส่วนกลางและส่วนต่ำนั้น
มีจิตตชกลาป เกิดได้เพียง ๔ กลาป ได้แก่
สุทธัฏฐกกลาป
กายวิญญัตตินวกกลาป
ลหุตาทิเอกาทสกกลาป
กายวิญญัตติลหุตาทิทวาทสกกลาป
อายุของจิตตชกลาป
จิตตชกลาปนี้ เกิดพร้อมกับจิตและดับพร้อมกับจิต จึงมีอายุเพียง ๓ ขณะเล็ก เท่านั้น คือ เท่ากับอายุของจิตดวงหนึ่ง